Friday, 6 November 2026
Hard News Team

(สุรินทร์) พลโท อานนท์ เพชรคำ หัวหน้าคณะทำงานด้านกิจการพลเรือน กองทัพบก ตรวจสภาพความพร้อมกำลังพลและยุทโธปกรณ์การช่วยเหลือประชาชน ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 25

วันที่ 15 กรกฎาคม  2567 ที่ สโมสรค่ายวีรวัฒน์โยธิน อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ พลโท อานนท์ เพชรคำ หัวหน้าคณะทำงานด้านกิจการพลเรือน กองทัพบก ได้ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานในด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 25 โดยมี พันเอก จิตรกร  จันทร์สว่าง รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 และคณะนายทหารให้การต้อนรับ มี พันโทหญิง จิตรวรรณ สิงห์ทอง รองหน้ากองกิจการพลเรือน มณฑลทหารบกที่ 25 กล่าวรายงาน

โดย มณฑลทหารบกที่ 25 มีพื้นที่รับผิดชอบ 2 จังหวัดคือ จังหวัดสุรินทร์ และ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งหน่วยได้ร่วมกับส่วนราชการ ทั้ง 2 จังหวัด บูรณาการกำลังเครือข่ายทุกภาคส่วน โดยสนับสนุนและขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน ในการช่วยเหลือประชาชน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้อย่างเต็มขีดความสามารถ เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยในพื้นที่ รวมทั้งช่วยแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยได้นำนโยบาย ข้อสั่งการ ของผู้บังคับบัญชามายึดถือ และปฏิบัติอย่างเคร่งครัด พลโท อานนท์ เพชรคำ หัวหน้าคณะทำงานด้านกิจการพลเรือน กองทัพบก ได้ตรวจสอบความรู้ความสามารถของกำลังพล ว่ากำลังพลขาดแคลนและมีความรู้หรือไม่ ยุทโธปกรณ์ที่ได้รับมีขีดความสามารถหรือขาดแคลนเครื่องไม้เครื่องมืออะไรบ้าง การบริหารจัดการ มีการบูรณาการฝึกร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนอย่างไร ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ได้ฝากเน้นในเรื่องอุปกรณ์ ที่เซฟร่างกายของผู้ปฏิบัติงาน โดยท่านได้กำชับเพิ่มเติมในเรื่องของเสื้อชูชีพ เชือกและที่จุดไฟ เพื่อป้องกันผู้ปฏิบัติงานให้ปฏิบัติงานได้อย่างปอดภัย และพร้อมที่จะสนับสนุนอุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน เพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

ปุรุศักดิ์  แสนกล้า ข่าว/ภาพ

‘นายกฯ’ ขอ ‘ธปท.’ ปรับลดการจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิตเหลือ 5% หลัง 'หนี้เสีย' จากยอดค้างชำระแตะล้านใบ อีก 2 แสนจ่อมาติดๆ

(15 ก.ค. 67) นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีเป็นประธานวันนี้ว่า มีข้อห่วงใยจากนายกฯ ขอให้ธนาคารประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาปรับลดอัตราการชำระคืนขั้นต่ำบัตรเครดิต (Minimum Pay) กลับมาที่ 5% หลังจากที่ตั้งแต่ปี 2567 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 8% 

ทั้งนี้เนื่องจากขณะนี้เป็นภาวะที่ประชาชนกำลังลำบากอยู่จึงอยากขอให้กลับมาอยู่ที่ 5% ส่วนเรื่องของวินัยทางการเงินให้ค่อยแก้อีกทีนึง 

ปัจจุบัน มีสินเชื่อบัตรเครดิตอยู่ราว 24 ล้านใบ พบว่ามีบัตรเครดิตที่มียอดค้างชำระเกิน 90 วัน หรือเป็นหนี้เสีย (NPL) ไปแล้วกว่า 1.1 ล้านใบ และมีหนี้ที่กำลังจะเสียเพิ่มอีกกว่า 2 แสนใบ ซึ่งหนี้บัตรเครดิตมีดอกเบี้ยปรับในอัตราสูง 

ซึ่งที่ผ่านมามีแนวทางในการช่วยเหลือกลุ่มหนี้บัตรเครดิตด้วยโครงการคลินิกแก้หนี้ โดย บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) ให้หยุดสร้างหนี้เพิ่มเติมและยืดเวลาในการผ่อนชำระ 

“ทั้งนี้ได้ฝากให้กระทรวงการคลังและ ธปท.ช่วยประสานกับบริษัทบัตรเครดิตรายใหญ่หลายรายให้เข้ามาร่วมโครงการอีกครั้ง เพื่อระยะยาวแล้วช่วยให้ลูกค้าฟื้นเป็นผลดีต่อบริษัทมากกว่า” 

‘แรงงาน' จ่อชง ครม. ลดส่งเงิน ปกส.เหลือ 2% ช่วง 'ต.ค.-ธ.ค. 67' ช่วย 'นายจ้าง-ลูกจ้าง' รับมือปรับค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน

(15 ก.ค. 67) จากกรณีที่กระทรวงการคลัง เตรียมปรับขึ้นค่าแรงเป็น 400 บาท ในเดือน ต.ค. นี้ จึงมีการเล็งพิจารณาแนวทางที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่เป็นสถานประกอบการขนาดเล็ก โดยรัฐจะเพิ่มค่าลดหย่อนจากการจ่ายค่าแรงเพื่อมาชดเชย

ล่าสุด รายงานข่าวระบุว่า กระทรวงแรงงานเตรียมมาตรการออกมาช่วยเหลือผู้ประกอบการเช่นเดียวกัน โดยเป็นมาตรการระยะสั้นคือ 

>> การลดการส่งเงินสมทบประกันสังคมของฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง จากฝ่ายละ 5% เหลือฝ่ายละ 2% โดยลดลงไปฝ่ายละ 3% ของฐานค่าจ้าง ระยะเวลา 3 เดือน ระหว่าง ต.ค.-ธ.ค. 67 และเตรียมเสนอให้ที่ประชุม ครม.อนุมัติต่อไป

ส่วนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนการหารือกับคณะกรรมการค่าจ้างไตรภาคี เพื่อประเมินความพร้อมของแต่ละอุตสาหกรรม และจัดเตรียมมาตรการช่วยเหลือสำหรับธุรกิจที่อาจได้รับผลกระทบ

ที่ผ่านมามีกลุ่มผู้ประกอบการแสดงความไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำที่ระดับ 400 บาททั่วประเทศ เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจ หลายภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบอย่างมาก

ขณะที่ภาครัฐก็ยืนยันว่า นโยบายนี้จะต้องดำเนินการตามที่กำหนดไว้ และรับทราบถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งการลดส่งเงินสมทบประกันสังคมให้นายจ้างและลูกจ้างฝ่ายละ 3% จากที่เคยจ่าย 5% เหลือ 2% เทียบเท่ากับการที่รัฐบาลช่วยรับภาระการขึ้นค่าแรงของนายจ้าง

ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันค่าแรงขั้นต่ำในกรุงเทพและปริมณฑลรวม 6 จังหวัด คือ 363 บาทต่อวัน หากปรับค่าแรงเป็น 400 บาทต่อวัน นายจ้างจะต้องจ่ายเพิ่มอีก 37 บาทต่อวัน แต่เมื่อรัฐบาลลดส่งเงินสมทบประกันสังคมให้นายจ้าง 3% เทียบเท่ากับได้ลดค่าใช้จ่ายให้นายจ้างลงวันละ 12 บาท ทำให้ภาระที่นายจ้างรับจริงอยู่ที่วันละ 25 บาท

‘นักเรียนไทย’ เจ๋ง!! คว้า 4 เหรียญรางวัล เวทีชีววิทยาโอลิมปิก ประเทศคาซัคสถาน

(15 ก.ค.67) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘Prasit Futrakul’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า…

นักเรียนไทยสร้างชื่ออีกแล้ว....!!!

นักเรียนไทยสร้างชื่อให้ประเทศไทยในวงวิชาการระดับโลกอีกครั้ง เมื่อสามารถคว้า 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง เวทีชีววิทยาโอลิมปิกจากคาซัคสถาน ได้แก่…

- นายฆฤต โชติวรรณพร โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ เหรียญทอง
- นายศุภกร เล่งเวหาสถิตย์ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จังหวัดนครปฐม เหรียญเงิน
- นายศรัณย์ อยู่ร่วมใจ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จังหวัดนครปฐม เหรียญเงิน
- นายชญาณ์ชนญ์ เจียมเวชวิทยาภร โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จังหวัดระยอง เหรียญทองแดง

‘แอ๊ด คาราบาว’ พร้อม ‘ล้อมวงมันส์’ เนรมิตแคมป์ปิ้งคอนเสิร์ต ที่ธันเดอร์โดม จัดเต็มกว่า 40 เพลง ย้ำ!! ‘สนุก-เป็นกันเอง-มีแดนซ์สามช่า’ พบกันวันที่ 5 ต.ค.นี้

(15 ก.ค.67) ที่ล้อมวงมันส์ สตูดิโอ ‘แอ๊ด คาราบาว’ แถลงข่าว ‘แอ๊ด บาว อะคูสติก คอนเสิร์ต’ คอนเสิร์ตอะคูสติกเต็มรูปแบบ ในสไตล์สุดชิลล์ ให้ผู้ชมได้ใกล้ชิดติดขอบเวที ในบรรยากาศที่เป็นกันเอง เหมือนได้ร่วมเดินทางไปแคมป์ปิ้ง ร่วมกับศิลปินระดับตำนานเพลงเพื่อชีวิต 

ซึ่งตั้งใจคัดสรรบทเพลง มาทำดนตรีใหม่ พิเศษสุดในครั้งนี้ ที่ ‘แอ๊ด คาราบาว’ รับหน้าที่เป็น Music Director ด้วยตนเอง เพื่อให้แฟนเพลงได้ประทับใจ

อย่างไรก็ตาม คอนเสิร์ตนี้จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม 2567 ณ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี พิเศษสุด!! สำหรับแฟนเพลงที่ซื้อบัตรล่วงหน้า จะได้รับเสื้อที่ระลึกทุกที่นั่ง จัดส่งฟรีถึงที่บ้าน 

โดยมีการเปิดจำหน่ายบัตรล่วงหน้า 25-31 กรกฎาคมนี้ เวลา 10.00-21.00 น. ทาง Line : @ล้อมวงมันส์ 

และเปิดจำหน่ายบัตรอย่างเป็นทางการ Counter Service Al Ticket ในร้าน 7-Eeven ทุกสาขาทั่วประเทศ และทางเว็บไซต์ AllTicket ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2567 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป

บัตรราคา 1500, 3000 และ 4000 บาท พิเศษเฉพาะ บัตร 4000 จะได้รับเสื้อที่ระลึกที่หน้างาน  

‘บริดจสโตน’ แต่งตั้ง ‘อะกิฮิโตะ อิชิอิ’ นั่งกรรมการผู้จัดการคนใหม่ เดินหน้าธุรกิจสู่ความเป็นเลิศ-มอบคุณค่าเพื่อสังคมการเดินทางที่ยั่งยืน

เมื่อไม่นานมานี้ บริษัท ไทยบริดจสโตน จํากัด และบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จํากัด ประกาศแต่งตั้ง คุณอะกิฮิโตะ อิชิอิ ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 พร้อมสานต่อความสำเร็จของธุรกิจยางรถยนต์บริดจสโตนในประเทศไทยอย่างเต็มกำลัง และนำทัพขับเคลื่อนสู่การเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน แทนคุณเคอิจิ ชูมะ ซึ่งครบวาระและได้รับมอบหมายให้ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนงาน G-MICA Tire Solution Business Development บริษัท บริดจสโตน คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567

สำหรับคุณเคอิจิ ชูมะ ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ของบริษัท ไทยบริดจสโตน จํากัด และบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จํากัด ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปี ที่ผ่านมาได้เป็นหัวเรือหลักและสร้างคุณประโยชน์ให้กับบริดจสโตนมากมาย เช่น ยกระดับวัฒนธรรมองค์กรเพื่อส่งเสริมศักยภาพของผู้บริหารและพนักงานให้มีส่วนร่วมพัฒนาตนเองผ่านกิจกรรมการเพิ่มคุณค่าซึ่งนำไปสู่การบรรลุวิสัยทัศน์ขององค์กรร่วมกัน และหลอมรวมเป็น DNA ที่แข็งแกร่งของบริดจสโตน ส่งเสริมการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรในภาคการผลิตยางรถยนต์ และพิชิตใจลูกค้าด้วยการเสริมความแข็งแกร่งช่องทางการขาย รวมถึงพัฒนาธุรกิจค้าปลีกและผลิตภัณฑ์ยางหล่อดอก เป็นต้น

ด้านคุณอะกิฮิโตะ อิชิอิ ได้เริ่มการทำงานที่บริษัท บริดจสโตน คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 มีความเชี่ยวชาญในด้านการตลาด ธุรกิจยางรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ยางหล่อดอก การบริหารซัพพลายเชน และกลยุทธ์การตลาดระดับสากล ทั้งในประเทศญี่ปุ่น แอฟริกาใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดิอาระเบีย สเปน เบลเยียม จีน อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และไต้หวัน ภายใต้ประสบการณ์การรบริหารงานกลุ่มบริษัทในเครือบริดจสโตนมากกว่า 30 ปี ซึ่งจะช่วยการันตีความสำเร็จให้บริษัท ไทยบริดจสโตน จํากัด และบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จํากัด ด้วยการใช้กลยุทธ์ธุรกิจระยะกลางของกลุ่มบริษัทในเครือบริดจสโตน (ประจำปี พ.ศ. 2567-2569) รุดหน้าสู่การสร้างคุณค่าร่วมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางธุรกิจ ควบคู่กับการยกระดับแบรนด์บริดจสโตนสู่ความพรีเมียมที่ยั่งยืนต่อไป

คุณอะกิฮิโตะ อิชิอิ กล่าวว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมบริหารงานบริดจสโตนในประเทศไทย และได้สานต่อการดำเนินงานของคุณเคอิจิ ชูมะ โดยวางรากฐานการดำเนินธุรกิจด้วย ‘ความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ’ เพื่อส่งมอบคุณค่าแก่ลูกค้าผ่านการพัฒนานวัตกรรมเพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ บริการ และโซลูชั่นด้านยางรถยนต์ระดับพรีเมียม ควบคู่ไปกับการส่งมอบคุณค่าแก่สังคม ผ่านการดำเนินงานด้านความยั่งยืนเพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและเศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งบริดจสโตนในประเทศไทยมีทรัพยากรในการผลิตยางรถยนต์ที่เหมาะสมและยังมีศักยภาพในการบริหารจัดการ ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการจัดหาวัตถุดิบ การวิจัยและพัฒนา การผลิต การขนส่ง รวมถึงเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง ซึ่งผมจะใช้จุดแข็งเหล่านี้ยกระดับการเดินทางที่ยั่งยืนในสังคมไทย และเพื่อที่จะยกระดับแบรนด์บริดจสโตนสู่ความพรีเมียมที่ยั่งยืน ผมจะสนับสนุนให้นำความเป็นมอเตอร์สปอร์ตที่มุ่งสู่ความยั่งยืนซึ่งเป็นแกนหลักของการดำเนินธุรกิจของบริดจสโตนมาสู่ประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง”

‘รวมไทยสร้างชาติ’ คิกออฟโครงการ ‘เลือดรวมไทย’  ชวนคนไทยร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแบ่งปัน 23 ก.ค.นี้

(15 ก.ค.67) พรรครวมไทยสร้างชาติ จัดโครงการ ‘เลือดรวมไทย’ ถวายในหลวง 72,000 ซีซี โดยขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ ณ โรงเรียนสามเสนนอก กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 23 กรกฎาคม นี้

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายยอดรับบริจาคฯ โลหิตจำนวน 72,000 ซีซี เพื่อสำรองใช้ยามฉุกเฉิน โดยผู้บริจาคโลหิตจะได้เป็นส่วนหนึ่งของการแบ่งปัน อันเป็นแบบอย่างที่ดีของการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนอีกด้วย

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จะจัดหน่วยเคลื่อนที่มารับบริจาคโลหิต ในวันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องประชุมครองราชย์ 60 ปี โรงเรียนสามเสนนอก เขตดินแดงกรุงเทพมหานคร

ทางพรรคฯ ขอเชิญชวนผู้ที่จะมาร่วมบริจาคทุกท่าน ร่วมกันแต่งกายด้วยเสื้อเหลือง ตราสัญลักษณ์ฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ

‘Alphabet’ เจรจาซื้อกิจการ ‘Wiz’ สตาร์ตอัปด้านความปลอดภัยไซเบอร์ หลังทุ่ม 8.3 แสนล้านบาท นับเป็นดีลใหญ่ที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา

(15 ก.ค.67) เพจเฟซบุ๊ก ‘Business Tomorrow’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า…

Alphabet บริษัทแม่ของ Google กำลังเจรจาซื้อกิจการ Wiz บริษัทสตาร์ตอัปด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ด้วยมูลค่าสูงสุดถึง 8.3 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นดีลซื้อที่ใหญ่ที่สุดของ Alphabet นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท

The Wall Street Journal อ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องเปิดเผยว่า Alphabet บริษัทแม่ของ Google ใกล้ปิดดีลเจรจาซื้อกิจการ Wiz สตาร์ตอัปด้านความปลอดภัยไซเบอร์กว่า 8.3 แสนล้านบาท โดยแผนซื้อกิจการน่าจะประกาศเป็นทางการเร็ว ๆ นี้ หากดีลไม่เกิดปัญหาขึ้นมาก่อน
ดีลนี้สำคัญเพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ Joe Biden ประธานาธิบดีกำลังตรวจสอบบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาชิงส่วนแบ่งที่เกินไปจากการเข้าซื้อกิจการ อย่างไรก็ตาม Alphabet ยังคงเดินหน้าตามแผนไปอย่างไม่ลดละ

Wiz เริ่มต้นในอิสราเอลและปัจจุบันตั้งอยู่ที่นิวยอร์ก เป็นบริษัทที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ให้บริการความปลอดภัยบน Cloud โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามแบบเรียลไทม์ ในปี 2023 ทั้งนี้บริษัทมีผู้ลงทุนรายสำคัญได้แก่ Sequoia Capital, Andreessen Horowitz และ Index Ventures Wiz อีกทั้งยังร่วมมือกับผู้ให้บริการ Cloud รายใหญ่ เช่น Microsoft และ Amazon อีกด้วย

โดยปีล่าสุดสามารถทำรายได้ประมาณ 12,666 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบัน Wiz มีพนักงาน 900 คนในสหรัฐฯ ยุโรป เอเชีย และอิสราเอล และมีแผนที่จะจ้างพนักงานเพิ่มอีก 400 คนในปี 2024
อย่างไรก็ตามหากดีลนี้เกิดขึ้นจริง จะเป็นดีลซื้อกิจการมูลค่ามากที่สุดที่ Google เคยซื้อ โดยดีลใหญ่สุดก่อนหน้านี้ต้องย้อนไปตั้งแต่การซื้อ Motorola Mobility เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ด้วยมูลค่า 4.5 แสนล้านบาท

'กสทช.' เผย!! ผลยืนยันตัวตนซิมมือถือ พบมีผู้ที่ถือครองซิมสูงสุดหลักหมื่นเบอร์ ส่วนใหญ่เป็นผู้ค้ารายย่อยและผู้จำหน่ายปลายทางที่จะนำซิมไปขายต่อ

(15 ก.ค. 67) พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานอนุกรรมการบูรณาการแนวทางในการบังคับใช้กฎหมายความผิดทางเทคโนโลยีโทรคมนาคมและความมั่นคงของรัฐ พร้อมผู้ที่เกี่ยวข้อง ประชุมติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทุกรูปแบบ โดยมี 4 เรื่องหลัก 

ประเด็นแรก การดำเนินการตามประกาศ กสทช. เรื่อง การยืนยันตัวตนของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในกลุ่มผู้ถือครองซิมการ์ด 6-100 เลขหมาย ซึ่งครบกำหนดเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 67 พบว่า มีผู้ที่ลงทะเบียนยืนยันตัวตนทั้งหมด

ข้อมูลล่าสุดสำหรับ ผู้ที่ถือครองซิม 6-100 เลขหมาย มีผู้มาลงทะเบียน 1,839,934 เลขหมาย โดยจะเริ่มทยอยระงับการใช้งานในกลุ่มนี้อีกจำนวน 2,141,317 เลขหมาย คือ ระงับการโทรออก / การส่งข้อความ และการใช้อินเทอร์เน็ต แต่ยังคงรับสายโทรเข้าได้อีกระยะหนึ่งก่อนถูกเพิกถอน คาดว่า 2-3 สัปดาห์หลังการระงับจะมีผู้ใช้บริการจำนวนมากมายืนยันเพิ่มเติม

ส่วนกลุ่มผู้ที่ถือครองซิมตั้งแต่ 101 หมายเลขขึ้นไป มีผู้มาลงทะเบียน 3,982,283 เลขหมาย โดยถูกระงับการใช้งานไป จำนวน 1,096,000 เลขหมาย ดังนั้น ซิมที่เปิดใช้โดยไม่มีการลงทะเบียน หรือ ลงทะเบียนด้วยข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน และคาดว่าอยู่ในความครอบครองของแก็งคอลเซ็นเตอร์ก็จะถูกกำจัดออกไป

“ผลการดำเนินการพบว่า มีผู้ที่ถือครองซิมสูงสุดอยู่ที่หลัก 10,000 เลขหมาย ส่วนใหญ่เป็นผู้ค้ารายย่อยและผู้จำหน่ายปลายทางซึ่งจะนำซิมไปจำหน่ายต่อ” พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร กล่าว

ประเด็นที่สอง การตรวจสอบข้อมูลการลงทะเบียนซิมการ์ด Mobile Banking กับบัญชีธนาคารว่าเป็นของบุคคลคนเดียวกันหรือไม่ ขณะนี้ กสทช. ได้รับข้อมูลจากธนาคารทั้ง 21 แห่งผ่านทาง ปปง. แล้ว จำนวน 113,568,836 บัญชี คิดเป็น 79 ล้านเลขหมาย ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบแยกเครือข่าย

ก่อนส่งให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่ละราย ตรวจเปรียบเทียบ ว่าเจ้าของซิมการ์ดโทรศัพท์ที่ใช้ทำธุรกรรมออนไลน์ กับเจ้าของบัญชีธนาคารนั้น ๆ เป็นของบุคคลคนเดียวกันหรือไม่ จากนั้น กสทช. จะรวบรวมส่งกลับให้ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งผ่านทางระบบของ ปปง. เพื่อดำเนินการต่อไป คาดว่าจะแล้วเสร็จได้ภายในกำหนด

ประเด็นที่สาม มาตรการกำจัด เสา สาย กระจายสัญญาณโทรคมนาคมเถื่อน กสทช. ร่วมกับ สตช. กวาดล้างจับกุมผู้ลักลอบติดตั้งเสาส่งสัญญาณเถื่อน ตามแนวชายแดน เอื้อกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มาดำเนินคดีตามกฎหมาย 29 ราย และตรวจสอบสถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่และเสาสัญญาณของผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม ตรวจสอบทิศทางการกระจายสัญญาณบริเวณชายแดน ออกมาตรการตรวจสอบเข้มข้น

โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย ผลการดำเนินการในพื้นที่ 5 จังหวัด 7 อำเภอ ได้แก่ อ.แม่สอด จ.ตาก, อ.แม่สาย อ.เชียงของ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย, อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว, อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี และ อ.เมือง จ.ระนอง มีสถานีวิทยุคมนาคมที่ให้บริการโทรคมนาคมเข้าข่ายและมีการดำเนินการแล้ว ดังนี้ ระงับสัญญาณ 465 จุด, ปรับทิศทางสายอากาศ 470 จุด และรื้อถอนสายอากาศ จำนวน 179 จุด นอกจากนี้ กสทช. ได้มีหนังสือแจ้งเพิ่มเติมพื้นที่บริเวณชายแดนที่มีความเสี่ยงใน อ.แม่ระมาด อ.พบพระ จ.ตาก อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ และ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์

ประเด็นสุดท้าย แถลงผลตรวจค้นจับกุมอุปกรณ์โทรคมนาคมเถื่อนที่ไม่ได้อนุญาตจาก กสทช. จับกุมผู้ต้องหา และยึดของกลางได้เป็นจำนวนมากในพื้นที่เขตสวนหลวง และเขตวัฒนา เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยตรวจยึดของกลางได้ 18 ประเภทรายการ มากกว่า 6,000 ชิ้น รวมมูลค่าของกลางมากกว่า 12 ล้านบาท เป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยวิทยุคมนาคม ในข้อหา มี ใช้ นำเข้า และค้า 

ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต จึงได้จับกุมตัวผู้ต้องหา พร้อมด้วยตรวจยึดของกลางทั้งหมด นำส่งพนักงานสอบสวน สน.คลองตัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ มาตรการกำจัดซิมผีบัญชีม้า โค่นเสาสัญญาณเถื่อน และตรวจค้นจับกุมอุปกรณ์โทรคมนาคมผิดกฎหมายดังกล่าว เป็นการทำลายปัจจัยสำคัญ ในการก่ออาชญากรรมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างเป็นรูปธรรม จะเห็นได้จากการไหลทะลักเข้ามาของอุปกรณ์สื่อสารผ่านดาวเทียม Starlink ไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง คาดว่าคนร้ายเริ่มปรับตัว

‘ปลาหมอคางดำ’ บุก!! ‘กทม.’ โผล่ระบาดแล้ว 3 เขต ล่าสุดพบชาวบ้านแห่จับ หลังลอยเกลื่อนบึงมักกะสัน

(15 ก.ค. 67) จากกรณีปัญหา ‘ปลาหมอคางดำ’ ซึ่งล่าสุดแพร่พันธุ์กระจายเข้ามาในพื้นที่ กทม.แล้ว 3 เขต โดย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์แพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ เขตบางขุนเทียน โดยพบว่าแพร่ระบาดมาจากจังหวัดสมุทรสงคราม

สำหรับในพื้นที่กทม. ที่พบ ‘ปลาหมอคางดำ’ ในขณะนี้ คือ เขตบางขุนเทียน ทุ่งครุ และบางบอน ซึ่งมีการแพร่ระบาดเข้ามาของปลาหมอคางดำที่แพร่พันธุ์ได้เร็วมาก

ล่าสุดวันนี้ในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์ภาพ ‘ปลาหมอคางดำ’ จำนวนมาก โดยมีการระบุว่าเป็นบริเวณบึงพระราม 9 ซึ่งเพจ อีซ้อขยี้ข่าว3 ได้นำภาพดังกล่าวมาเผยแพร่ พร้อมระบุข้อความว่า “ชาวบ้านแห่จับปลาหมอคางดำที่น็อกน้ำ แถวบึงมักกะสันฝั่งขาออกประชาสงเคราะห์”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top