Wednesday, 12 August 2026
Hard News Team

'อ.ธรณ์' ชี้!! 'ปลาหมอคางดำ' เข้าไปอยู่ในธรรมชาติแล้ว แนะ!! เร่งคุมระบาดสู่แหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้ได้มากที่สุด

(16 ก.ค. 67) รายงานข่าวระบุว่า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงการกำจัดปลาหมอคางดำซึ่งเป็น Alien Species โดยระบุว่า เมื่อสัตว์น้ำรุกรานต่างถิ่นเข้าไปอยู่ในธรรมชาติถึงระดับหนึ่งแล้ว การจัดการให้หมดเป็นเรื่องที่เป็นไปแทบไม่ได้ พร้อมยกตัวอย่างปลาซักเกอร์ที่ยังมีอยู่ในแหล่งน้ำของไทยหรือปลาช่อนในสหรัฐอเมริกา

การจัดการด้านพื้นที่คือ คุมการระบาดให้มากที่สุด โดยแบ่งพื้นที่เป็นเขต 3 เขตได้แก่ เขตหลักคือ อ่าวไทย ตัวก. เขตรองซึ่งพบการระบาดเป็นพื้นที่ กระจายออกไปทั้งในแผ่นดินและในทะเล และเขตที่ปลายากไปถึงเช่น เกาะต่าง ๆ แหล่งน้ำที่ไม่เชื่อมต่อกับแหล่งอื่น

สำหรับเขตหลักต้องเน้นการลดจำนวนปลาหมอ เขตรองต้องคุมไม่ให้ขยายออกไปข้าง ๆ เพิ่มขึ้น ส่วนเขตไม่มีปลาไปถึงตามธรรมชาติต้องคุมไว้ให้ได้

เมื่อการกำจัดการปลาหมอคางดำให้หมดเป็นไปได้ยากนั้น จึงต้องพยายามลดผลกระทบให้มากสุดทั้งต่อระบบนิเวศ รวมถึงการประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและทำประมงเนื่องจากปลาหมอคางดำที่เข้าไปในระบบนิเวศจะกินสัตว์น้ำอื่นส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างรุนแรง เมื่อเข้าไปแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจะไปกินสัตว์น้ำที่เพาะเลี้ยง หากเข้าไปในแหล่งประมง ทำให้สัตว์น้ำเศรษฐกิจหายไป ชาวประมงพื้นบ้านจับได้แต่ปลาหมอราคาต่ำโดยในการลดจำนวนปลาหมอคางดำคือ จับเท่าที่ทำได้แล้วนำมาใช้ประโยชน์ต่าง ๆ เช่น เป็นอาหารคน อาหารสัตว์ โดยคณะประมงคิดค้นเมนูกู้แหล่งน้ำทั้งปรุงสดและผลิตภัณฑ์ โดยต้องหาแนวทางนำมาใช้ประโยชน์อื่น ๆ อีก

นอกจากนี้ ยังมีวิธีการส่งผู้ล่าลงไปจัดการ โดยผู้ล่าต้องมีคุณสมบัติ 3 ประการได้แก่ เป็นปลาท้องถิ่น มีประโยชน์ และหาได้ในจำนวนมาก ทั้งนี้จะไม่ส่งสัตว์น้ำต่างถิ่นไปกินสัตว์น้ำต่างถิ่นเพราะอาจเกิดปัญหารุนแรงขึ้น ประเด็นมีประโยชน์หมายถึง ต่อให้ไม่กินปลาหมอคางดำหรือกินได้ไม่เยอะ คนก็ยังจับมากินมาขายได้ ส่วนเรื่องหาได้เยอะหมายถึง ต้องรวบรวมพันธุ์ปลาได้มากพอซึ่งอาจเป็นที่มาของปล่อยปลากะพงกินปลาหมอคางดำเพราะปลากะพงขาวมีคุณสมบัติครบ

สำหรับเรื่องที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมเช่น จะกินปลาอื่นไหม กินปลาหมอคางดำได้แค่ไหน ปลาผู้ล่าต้องไหนถึงเหมาะ จำนวนปลาหมอคางดำหนาแน่นแค่ไหนจึงสมควรปล่อยปลาผู้ล่า การปล่อยปลาจึงต้องระมัดระวังผลกระทบข้างเคียงและศึกษาพื้นที่ให้แน่ชัดว่า จะควบคุมได้ซึ่ง ถึงขั้นนี้ต้องยอมรับว่า ต้องหาทางอยู่ร่วมกับปลาหมอคางดำต่อไป และพยายามลดความเสียหายให้มากที่สุด

‘สีจิ้นผิง’ นักปฏิรูปของจีน เดินหน้าส่งเสริมสร้างความทันสมัย แม้รู้ซึ้งภารกิจยากเย็นเพียงใด แต่ยึดมั่นเพื่อการพัฒนาประเทศ

เมื่อวานนี้ (15 ก.ค.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ผู้นำจีน ‘สีจิ้นผิง’ ได้ทยอยเปิดเผยมาตรการปฏิรูปชุดใหม่ ซึ่งจะกำหนดทิศทางการเติบโตของประเทศจีนที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดอันดับสองของโลก ขณะคณะผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) เริ่มต้นการประชุมนโยบาย ระยะ 4 วัน ณ กรุงปักกิ่ง ในวันจันทร์ (15 ก.ค.) ณ พิธีเปิดการประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 20 

สีจิ้นผิงในฐานะเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคฯ ได้นำเสนอรายงานการปฏิบัติงานในนามกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคฯ และแจกแจงร่างมติเกี่ยวกับการปฏิรูปรอบด้านอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นและการเดินหน้าการสร้างความทันสมัยของจีน

การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญเทียบเท่า ‘การประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 3’ ครั้งอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ เช่น การประชุมในปี 1978 ที่เติ้งเสี่ยวผิงเริ่มต้นความพยายามปฏิรูปและเปิดกว้างของจีน

ช่วงก่อนการประชุมเต็มคณะครั้งปัจจุบัน สีจิ้นผิงได้ส่งเสริมการปฏิรูป กระตุ้นความพยายาม ‘ปลดปล่อยความคิดยิ่งขึ้น ปลดแอกและพัฒนาพลังการผลิตทางสังคม ปลดเปลื้องและเพิ่มพูนพลังความมีชีวิตชีวาของสังคม’ เพื่อ ‘มอบแรงกระตุ้นอันแข็งแกร่งและหลักประกันเชิงระบบสำหรับการสร้างความทันสมัยของจีน’

สิ่งนี้สร้างความคาดหวังการปฏิรูปอย่างลึกซึ้งรอบใหม่ พร้อมขจัดข้อวิตกกังวลว่าการปฏิรูปของจีนจะ ‘หยุดนิ่ง’ หรือเศรษฐกิจของจีนจะ ‘สูญสิ้นพละกำลัง’

ตั้งแต่สีจิ้นผิงเข้าดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดเมื่อกว่าทศวรรษก่อน จีนได้ก้าวเข้าสู่ ‘ยุคใหม่’ โดยมีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและเกียรติภูมิบนเวทีนานาชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะการปฏิรูปเป็นจุดเด่นของยุคใหม่นี้

อย่างไรก็ดี จีนในวันนี้ได้อยู่ในห้วงยามสำคัญของการเร่งรัดการปฏิรูป ท่ามกลางการเผชิญหน้ากับความท้าทายทั้งเก่าและใหม่นานัปการเดินหน้าปฏิรูป เปิดกว้างต่อเนื่อง

สีจิ้นผิงถือเป็นนักปฏิรูปที่โดดเด่นอีกคนหนึ่งของจีนต่อจากเติ้งเสี่ยวผิง โดยผู้นำทั้งสองมีภารกิจเดียวกันคือการสร้างความทันสมัยของประเทศ แต่อยู่ภายใต้บริบทที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

เมื่อครั้งเติ้งเสี่ยวผิงเริ่มต้นการปฏิรูปและเปิดกว้างช่วงปลายทศวรรษ 1970 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ต่อหัวของจีนน้อยกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7,300 บาท) ทำให้ความพยายามปฏิรูปและเปิดกว้างของเขาเริ่มต้นจากเกือบศูนย์

ทว่าเมื่อครั้งสีจิ้นผิงได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปี 2012 จีนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดอันดับสองของโลกด้วยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัวสูงกว่า 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.19 แสนบาท) แต่การเติบโตได้ปรับเปลี่ยนความเร็วจากเดิม และข้อได้เปรียบหลายประการ เช่น ต้นทุนแรงงานที่ต่ำ ได้เริ่มลดน้อยถอยลง

แทนที่จะหยุดพักอยู่กับความสำเร็จของบรรดาผู้นำรุ่นก่อนหน้า สีจิ้นผิงกลับมุ่งมั่นเดินหน้าการปฏิรูป แม้รับรู้ดีว่าภารกิจนี้ยากเย็นเพียงไร โดยเขากล่าวว่าทำส่วนที่ง่ายของภารกิจนี้เสร็จสิ้นจนเป็นที่พึงพอใจของทุกคนแล้ว ส่วนที่เหลือนั้นเป็นงานยากเหมือนกระดูกแข็งที่ต้องออกแรงเคี้ยว

ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้ออกมาตรการปฏิรูปมากกว่า 2,000 รายการ ซึ่งช่วยให้ประเทศสามารถขจัดความยากจนขั้นรุนแรง ส่งเสริมการพัฒนาเมือง-ชนบทเชิงบูรณาการ ต่อสู้กับการทุจริตคดโกง สนับสนุนการประกอบธุรกิจ กระตุ้นการสร้างสรรค์นวัตกรรม และผลักดัน ‘การปฏิวัติเขียว’

เนื่องด้วยมาตรการปฏิรูปเหล่านี้ เศรษฐกิจจีนเติบโตแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องและเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่านับตั้งแต่ปี 2012 ซึ่งเสริมสร้างสถานะของจีนในการเป็นผู้มีส่วนส่งเสริมการเติบโตรายสำคัญของโลก

ปัจจุบันจีนต้องเพิ่มความพยายามเป็นพิเศษ ยามเผชิญกับความต้องการมีชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของประชาชนและความท้าทายใหญ่ต่าง ๆ เช่น แรงกดดันจากเศรษฐกิจขาลงหลังจากการระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) กอปรกับความเสี่ยงจากภาคอสังหาริมทรัพย์ หนี้สินของรัฐบาลท้องถิ่น และสถาบันการเงินขนาดเล็ก-ขนาดกลางบางส่วน

เพื่อแสวงหาอนาคตที่ดียิ่งขึ้นของประชาชนและประเทศชาติ สีจิ้นผิงเน้นย้ำว่าการปฏิรูปและเปิดกว้างเป็น ‘วิธีการสำคัญ’ สู่การบรรลุการสร้างความทันสมัยของจีนและสานต่อปาฏิหาริย์ทางการพัฒนาของประเทศ

สีจิ้นผิงเน้นย้ำความสำคัญของการปฏิรูปในการประชุมของกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคฯ เมื่อเดือนมกราคม และสำทับถึงความจำเป็นในการปฏิรูปภาคส่วนต่าง ๆ อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นในการประชุมประจำปีของสภานิติบัญญัติและหน่วยงานที่ปรึกษาทางการเมืองระดับสูงสุดของชาติในไม่กี่สัปดาห์ถัดมา

‘การปฏิรูปเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนา’ สีจิ้นผิงกล่าวระหว่างตรวจเยี่ยมมณฑลซานตงทางตะวันออกของจีนเมื่อเดือนพฤษภาคม โดยสีจิ้นผิงยังจัดการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มผู้นำทางธุรกิจและนักวิชาการเกี่ยวกับวิธีการปฏิรูปอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

หวงฮั่นเฉวียน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจมหภาคแห่งชาติจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมการประชุมข้างต้น กล่าวว่า สีจิ้นผิงให้ความสำคัญกับการปฏิรูปอย่างมากและมีความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการปฏิรูปทั้งหมดเป็นอย่างดี

ก่อนหน้านี้สีจิ้นผิงกล่าวกับสมาชิกชุมชนธุรกิจ ยุทธศาสตร์ และวิชาการของสหรัฐฯ ที่เยือนกรุงปักกิ่งในฤดูใบไม้ผลินี้ว่าจีนกำลังวางแผนและดำเนินการตาม ‘ขั้นตอนสำคัญของการปฏิรูปรอบด้านอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น’ โดยจีนจะเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มุ่งเน้นตลาด อ้างอิงกฎหมาย และเป็นสากลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเพิ่มพื้นที่การพัฒนาแก่ธุรกิจของสหรัฐฯ และนานาชาติ

ทั้งนี้ ความมุ่งมั่นปฏิรูปของสีจิ้นผิงยังคงเหมือนเดิมตลอดมา ปี 1969 เมื่อครั้งสีจิ้นผิงอายุ 15 ย่าง 16 ปี เขาถูกส่งตัวไปยังหมู่บ้านเหลียงเจียเหอในมณฑลส่านซีทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีนเพื่อใช้แรงงานในพื้นที่เกษตรกรรม ที่ซึ่งทำให้เขาได้รู้จักกับความหิวโหย โดยปณิธานของสีจิ้นผิงวัยหนุ่มตอนนั้นคือทำให้สหายร่วมหมู่บ้านมีข้าวปลาอาหารกินอย่างเพียงพอ

การสนับสนุนการปฏิรูปอย่างแรงกล้าของสีจิ้นผิงยังมาจากความปรารถนามีชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของประชาชน โดยมาตรการปฏิรูปต่าง ๆ ที่สีจิ้นผิงดำเนินการในหมู่บ้านเหลียงเจียเหอในฐานะเลขาธิการพรรคฯ ประจำหมู่บ้านเหลียงเจียเหอ ทั้งการใช้ก๊าซชีวภาพ ตั้งร้านตีเหล็ก และเปิดร้านขายของชำ ล้วนมุ่งยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน

ความมุ่งมั่นปฏิรูปของสีจิ้นผิงยังได้รับอิทธิพลจากผู้เป็นพ่ออย่างสีจ้งซวิน นักปฏิวัติเก่าและผู้สนับสนุนการปฏิรูปและเปิดกว้าง โดยปี 1978 สีจ้งซวินได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่คนสำคัญของมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน และช่วยสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษชุดแรกของจีน ซึ่งประกอบด้วยเซินเจิ้น จูไห่ และซ่านโถว

ปีเดียวกันนั้นสีจ้งซวินมอบหมายให้สีจิ้นผิง ซึ่งกำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยชิงหัว ดำเนินการวิจัยภาคสนามเกี่ยวกับระบบความรับผิดชอบตามสัญญาครัวเรือนในมณฑลอันฮุยทางตะวันออกของจีน โดยสีจิ้นผิงบันทึกข้อมูลจนเต็มสมุดที่ยังคงถูกเก็บไว้จนถึงทุกวันนี้ชื่อเสียงของสีจิ้นผิงในฐานะนักปฏิรูปเพิ่มพูนตามความก้าวหน้าบนเส้นทางอาชีพทางการเมืองของเขา

ช่วงต้นทศวรรษ 1980 สีจิ้นผิงริเริ่มการทดลองปฏิรูปในอำเภอเจิ้งติ้ง ซึ่งเป็นอำเภอยากจนในมณฑลเหอเป่ยทางตอนเหนือของจีน โดยเขาทดลองจัดทำสัญญาที่ดินในชนบท ทำให้อำเภอเจิ้งติ้งเป็นพื้นที่แรกของเหอเป่ยที่ปรับใช้แนวทางดังกล่าว

บทความที่เผยแพร่ผ่านนิตยสารไชน่า ยูธ (China Youth) ในปี 1985 บรรยายรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงของอำเภอเจิ้งติ้งโดยอ้างอิงคำบอกเล่าของเลขาธิการพรรคฯ ระดับอำเภอจากมณฑลใกล้เคียงที่เยือนอำเภอเจิ้งติ้งที่ว่าการปฏิรูปเกิดขึ้นทุกที่จนประชาชนท้องถิ่นไม่ต้องร้องขอ

"หากมองย้อนกลับไปตอนนั้น สิ่งหนึ่งที่ทำสำเร็จคือการปลดปล่อยความคิด" สีจิ้นผิงกล่าวถึงการปฏิรูปในอำเภอเจิ้งติ้ง

ต่อจากอำเภอเจิ้งติ้ง สีจิ้นผิงได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติงานที่นครเซี่ยเหมิน ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษในมณฑลฝูเจี้ยนทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน ที่ซึ่งเขาเป็นผู้นำการจัดตั้งธนาคารร่วมทุนแห่งแรกของจีนอย่างเซี่ยเหมิน อินเตอร์เนชันแนล แบงก์ (Xiamen International Bank) และหลังจากก้าวสู่ตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลฝูเจี้ยน สีจิ้นผิงเป็นผู้นำการปฏิรูปการครอบครองป่าไม้ร่วมกัน ซึ่งถูกปรับใช้ในพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของประเทศในเวลาต่อมา โดยแผนริเริ่มนี้เป็นที่รู้จักในฐานะอีกหนึ่งขั้นตอนการปฏิวัติพื้นที่ชนบทของจีน ต่อจากระบบความรับผิดชอบตามสัญญาครัวเรือน

ช่วงดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคฯ ประจำมณฑลเจ้อเจียง สีจิ้นผิงนำเสนอแผนริเริ่มเพื่อส่งเสริมการพัฒนาผ่านการยกระดับอุตสาหกรรม โดยเขาสนับสนุนธุรกิจเอกชนอย่างแข็งขันและกระตุ้นนักธุรกิจ ‘ติดต่อโดยตรง’ ที่สำนักงานของเขาเพื่อขอความช่วยเหลือ รวมถึงขยายการปฏิรูปนอกเหนือจากเรื่องเศรษฐกิจและการเมืองไปยังเรื่องสังคม วัฒนธรรม และระบบนิเวศด้วย

การขึ้นชื่อเป็นนักปฏิรูปของสีจิ้นผิงสร้างความประทับใจแก่บุคคลสำคัญระดับนานาชาติ โดยเดือนกันยายน 2006 เฮนรี พอลสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ในเวลานั้น ได้เดินทางเยือนจีนและเลือกนครหางโจว เมืองเอกของมณฑลเจ้อเจียง เป็นจุดหมายแรก

พอลสันยกให้สีจิ้นผิงเป็น ‘ตัวเลือกอันสมบูรณ์แบบ’ สำหรับการประชุมครั้งแรกของเขาในจีน พร้อมบรรยายว่าสีจิ้นผิงเป็น ‘คนที่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรให้บรรลุเป้าหมาย’ และต่อมาพอลสันที่พบปะหารือกับสีจิ้นผิงอีกครั้งในปี 2014 เล่าว่าผู้นำจีนคนนี้เผยว่าสิ่งที่เขาให้ความสำคัญคือการปฏิรูปและประเด็นที่เกี่ยวข้อง

ปี 2007 ขณะดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคฯ ประจำนครเซี่ยงไฮ้ สีจิ้นผิงเล็งเห็นความจำเป็นของการปฏิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจเซี่ยงไฮ้สู่การพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เพิ่มพูนความสามารถทางการแข่งขันในฐานะศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ และเสริมสร้างบทบาทของเซี่ยงไฮ้ในฐานะผู้นำการปฏิรูปและเปิดกว้าง

หลังจากเข้าดำรงตำแหน่งสูงสุดของพรรคฯ ในปี 2012 สีจิ้นผิงตรวจเยี่ยมนครเซินเจิ้นเป็นแห่งแรกตามรอยผู้เป็นพ่อ ที่ซึ่งเขาได้วางกระเช้าดอกไม้ ณ รูปปั้นสัมฤทธิ์ของเติ้งเสี่ยวผิงในสวนสาธารณะเหลียนฮวาซาน เพื่อแสดงความมุ่งมั่นปฏิรูปอย่างแรงกล้า ‘เดินหน้าปฏิรูป เปิดกว้างต่อเนื่อง!’

การประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 18 ในปี 2013 ภายใต้การนำของสีจิ้นผิง ถือเป็นหมุดหมายสำคัญเหมือนการประชุมเต็มคณะ ครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 11 ในปี 1978 ซึ่งเปิดฉากยุคสมัยแห่งการปฏิรูป โดยการประชุมในปี 2013 เปรียบดังรุ่งอรุณของยุคสมัยใหม่แห่งการปฏิรูป

การประชุมเต็มคณะฯ ในปี 2013 สีจิ้นผิงแจกแจงความท้าทายต่าง ๆ ที่จีนเผชิญระหว่างการพัฒนา ทั้งการทุจริตคดโกง การพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน และปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยสีจิ้นผิงตอกย้ำว่า ‘กุญแจสำคัญของการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อยู่ที่การปฏิรูปอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น’

ที่ประชุมข้างต้น ได้ตัดสินใจในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการปฏิรูปรอบด้านอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งหนังสือพิมพ์ของสเปนแสดงความคิดเห็นว่าสีจิ้นผิงได้ริเริ่มการปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม และการบริหารของจีนอย่างลึกซึ้งมากที่สุดในรอบกว่า 30 ปี

หนึ่งเดือนถัดจากนั้น จีนประกาศจัดตั้งกลุ่มผู้นำส่วนกลางเพื่อการปฏิรูปรอบด้านอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น (Central Leading Group for Comprehensively Deepening Reform) โดยมีสีจิ้นผิงชี้นำด้วยตนเอง ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์พรรคฯ ที่มีการจัดตั้งหน่วยงานผู้นำในส่วนกลางเพื่อการปฏิรูปโดยเฉพาะ โดยกลุ่มผู้นำฯ พัฒนาเป็นคณะกรรมาธิการกลางเพื่อการปฏิรูปรอบด้านอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น (Central Commission for Comprehensively Deepening Reform) ในเวลาต่อมา โดยมีสีจิ้นผิงเป็นผู้อำนวยการ

บุคคลผู้ใกล้ชิดกับกระบวนการตัดสินใจเผยว่า สีจิ้นผิงเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการปฏิรูปที่สำคัญและยากลำบาก และสีจิ้นผิงพิจารณาทบทวนร่างแผนการปฏิรูปที่สำคัญแต่ละร่างอย่างละเอียดถี่ถ้วนชนิดแก้ไขคำต่อคำ

ผบ.ตร.ลงพื้นที่ จ.พิษณุโลก ตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญ สภ.นครชุม และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนอาทรอุทิศ กำชับขยายผลคดียาเสพติด และให้ดูแลเด็กนักเรียนให้มีความรู้ความสามารถ มีจิตอาสา ยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

วันนี้ (16 กรกฎาคม 2567) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รอง ผบช.ประจำ สนง.ผบ.ตร. ลงพื้นที่บ้านน้ำกุ่ม ต.น้ำกุ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก

เพื่อตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญข้าราชการตำรวจ สภ.นครชุม และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนอาทรอุทิศ โดยมีผู้แทนจาก สภ.นครชุม นำโดย พ.ต.ท.สุรศิลป์ สมศรี สารวัตรสถานีตำรวจภูธรนครชุม และโรงเรียนตระเวนชายแดนอาทรอุทิศ นำโดย ร.ต.ท.นพดล เพ็ญสุภา ครูใหญ่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนอาทรอุทิศ รับการตรวจเยี่ยม 

ผบ.ตร.ได้กำชับนโยบายของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ในการสืบสวนปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง และให้สืบสวนขยายผลเพื่อจับกุมผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นครชุม ในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชน

ในส่วนของ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนอาทรอุทิศ ผบ.ตร.ได้เน้นย้ำครูตำรวจตระเวนชายแดนให้อบรมสั่งสอนเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ ให้มีความรู้ความสามารถ มีจิตอาสา และยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รวมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับโทษภัยของการพนันและยาเสพติด

พร้อมกันนี้ ผบ.ตร.ได้ให้กำลังใจและมอบสิ่งของบำรุงขวัญ และเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวน 1 ชุด เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นครชุม และมอบรถจักรยานให้กับนักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนอาทรอุทิศ จำนวน 25 คัน ด้วย

'โซเชียล' ยกย่อง ‘ลุงเจี๊ยบใจดี’ ให้โอกาสคนทุกข์ยากทำงาน-สร้างรายได้ หวังให้พวกเขามีชีวิตใหม่และสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ในสังคม

(16 ก.ค.67) รายงานข่าวระบุว่า ผู้ใช้ติ๊กต็อกชื่อ ‘putonyourhair’ หรือ ‘ลุงเจี๊ยบ คับผม’ เป็นเจ้าของร้านอาหารชื่อ ‘ครัวลุงเจี๊ยบ’ ตั้งอยู่ที่ถนนบ้านสวน ซอย 11 ต.หนองข้างคอก อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี ได้โพสต์คลิปช่วยชายรายหนึ่งที่มาขอข้าว ของานทำ เพื่อจะได้มีเงินไว้ซื้อข้าวกิน หรือทำงานเพื่อแลกข้าว

อย่างไรก็ตาม หากใครที่ติดตามลุงเจี๊ยบจะรู้ว่าลุงเป็นคนจิตใจดี มีเมตตา ให้ข้าวคนไม่มีจะกิน ให้โอกาสคนยากไร้ คนเร่ร่อนได้มีงานทำ จนมีชีวิตที่ดีขึ้นมาแล้วหลายคน 

ล่าสุด ได้ให้โอกาสกับ ‘น้องเอก’ เหตุเพราะอยู่ลำพังคนเดียว ที่บ้านพักคนพิการที่ทรุดโทรม เนื่องจากพ่อกับแม่เสียชีวิตไปหมดแล้ว เห็นชีวิตกำลังลำบาก จึงมอบโอกาสให้ได้มาทำงานที่ร้านอาหารของตัวเอง มีข้าวกินทุกมื้อ มีชีวิตที่ดีขึ้น หน้าตาสดใสขึ้น ได้กินอิ่ม ได้นอนหลับ นอกจากให้งานทำที่ร้าน ยังพาไปตัดผมอีกด้วย ซื้อข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้า รองเท้าให้ และให้เงินค่าแรง

โดยมีคลิปหนึ่งที่ลุงเจี๊ยบได้ลงไว้ตอนที่ น้องเอกได้เข้าไปขอข้าวของานทำ จึงทำให้ลุงตัดสินใจรับน้องมาทำงาน และก่อนหน้านี้ลุงก็ได้ให้งานน้องอีกคนทำชื่อน้องแบงค์ ซึ่งน้องตั้งใจทำงานและขยันมาก ๆ ส่วนน้องเอกนั้น น้องได้เลี้ยงไก่ไว้ด้วย ทำให้ชาวเน็ตเห็นถึงความขยันและแววตาที่มุ่งมั่นของน้อง ทั้งนี้ ยังเข้ามาชื่นชมลุงเจี๊ยบที่ให้โอกาสทั้ง 2 คน เหมือนได้มีชีวิตใหม่และสามารถใช้ชีวิตได้ในสังคม

สตม. รวบแก๊งชาวเมียนมาอ้างเป็นนักธุรกิจซื้อขายทอง หลอกลวงเหยื่อให้ร่วมลงทุน มูลค่าความเสียหายกว่า 3 ล้าน

กก.ปอพ.บก.สส.สตม. จับกุม MR.U WIN (นามสมมุติ) อายุ 65 ปี สัญชาติเมียนมา ตามหมายจับศาลแขวงดุสิต ที่ จ.79/2567 ลงวันที่ 14 พ.ค.2567 ต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกง” นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.พญาไท ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุมบริเวณหน้าโรงแรมย่าน ถนนประดิพัทธ์ แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพฯ จากกรณีที่ แก๊งชาวเมียนมา ประกอบด้วย MR.U WIN (นามสมมติ), MR.THAW TE (นามสมมุติ), MRS.CHO LIN อ้างว่าเป็นนักธุรกิจซื้อขายทองคำในประเทศเมียนมามีฐานะร่ำรวยมาก ต้องการซื้อทองคำจำนวนมาก เพื่อนำไปขายต่อ ได้พูดจาหว่านล้อมผู้เสียหายพร้อมทั้งยืนยันให้ความเชื่อมั่น หลังจากนั้นได้หลอกลวงให้ผู้เสียหาย เป็นผู้ติดต่อประสานงานในการซื้อทองคำจากคลังทองคำที่ห้างทองในย่านเยาวราช และเพื่อเป็นหลักประกันว่ามีทองคำในคลังทองคำอยู่จริง MR.U WIN กับพวกได้หลอกลวงผู้เสียหายให้วางเงินเป็นหลักประกันทองคำดังกล่าว และยืนยันว่า หากคลังทองคำขายทองคำให้จะคืนเงินที่ผู้เสียหายวางเป็นหลักประกันคืน จนผู้เสียหายหลงเชื่อส่งมอบเงินหลักประกันให้จำนวน 7 ครั้ง รวมเป็นเงิน 3,135,000 บาท ภายหลังคลังทองคำตกลงจะขายทองให้กับกลุ่มดังกล่าวแล้ว แต่ปรากฏว่า MR.U WIN กับพวก ไม่มีเงินซื้อทองคำ และไม่คืนเงินที่ผู้เสียหายได้วางไว้เป็นหลักประกัน ผู้เสียหายทวงถาม ให้คืนเงิน โดยไม่สามารถติดต่อ MR.U WIN กับพวก ได้อีกเลย ซึ่งทราบว่ากลุ่มแก๊งชาวเมียนมา ทั้ง 3 ราย ได้หลบหนีเดินทางออกจากประเทศไทยไปแล้ว ผู้เสียหายจึงแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สน.พญาไท ซึ่งต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นคำร้องต่อศาลแขวงดุสิตออกหมายจับผู้ต้องหาในคดีนี้จำนวน 3 ราย กก.ปอพ.บก.สส.สตม. จึงได้ประสานข้อมูลกับ สน.พญาไท เพื่อสืบสวนติดตามจับกุมกลุ่มผู้ต้องหา จนกระทั่งทราบว่า MR.U WIN หนึ่งในแก๊งชาวเมียนมาดังกล่าว ได้เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยและได้หลบหนีหมายจับไปพักอาศัยอยู่ในท้องที่ จว.นนทบุรี และในท้องที่ บก.น.2 จึงได้สืบสวนติดตามจับกุมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.พญาไท ดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนผู้ร่วมขบวนการที่เหลือจะได้ดำเนินการสืบสวนติดตามจับกุมมาดำเนินคดีต่อไป

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิด ในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th จะขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

เปิดพลัง ทำบุญประเทศ ณ ศาลหลักเมืองกรุงเทพฯ พิธีอัญเชิญปลียอดทองคำพระธาตุเชิงชุม ประกอบพิธีบวงสรวง ถวายกำลังบุญให้ประเทศ ณ ศาลหลักเมือง กรุงเทพฯ ก่อนยกปลียอด ประดิษฐานยอดองค์พระธาตุเชิงชุม จ.สกลนคร 20 ก.ค.67 เวลา 11.00 น.

(16 ก.ค.67) ณ ศาลหลักเมืองกรุงเทพฯ งานพิธีฯ นำโดย พลเอกเอกชัย หาญพูนวิทยา ประธานอำนวยการมูลนิธิพุทธภูมิธรรม , อาจารย์วิจักษณ์ สองจันทร์ ประธานมูลนิธิพุทธภูมิธรรม , นายชูศักดิ์ รู้ยิ่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร , นายทหารชั้นผู้ใหญ่ , ผู้นำองค์กร ภาครัฐ เอกชน คณะเจ้าภาพ และพุทธศาสนิกชน

นำกราบสักการะบูชาพระรัตนตรัย และบวงสรวงอัญเชิญทิพยญาณ พระสยามเทวาธิราช พระหลักเมือง ดวงวิญญาณบรรพชน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล รับการถวายกำลังบุญจากพุทธศาสนิกชน ที่ได้ร่วมบูรณะปฏิสังขรณ์และสร้างยอดพระธาตุเชิงชุม จ.สกลนคร ขอกำลังบุญหนุนนำให้บ้านเมืองร่มเย็น เป็นแดนทิพย์แดนธรรมแห่งพระพุทธศาสนา สืบไป

เชิญพุทธศาสนิกชน ร่วมพิธียกปลียอดทองคำ พระธาตุเชิงชุม วันอาสาฬหบูชา 20 ก.ค.67 เวลา 1100 น. ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร จ.สกลนคร

สอบถามข้อมูล หรือ ส่งชื่อร่วมในพิธีบวงสรวงยกปลียอดทองคำ
ได้ที่
Line Official Account : มูลนิธิพุทธภูมิธรรม
Line ID : @bbdf
กด https://lin.ee/xKss3rn

ด้วยพระธาตุเชิงชุม เป็นศาสนสถานสำคัญของชาติ ประดิษฐานอยู่เมืองสกลนคร เป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิก ชนสองฝั่งโขง และประชาชนคนไทยทั่วประเทศ โดยกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียน เป็นโบราณสถาน ตามราชกิจจานุเบกษา เมื่อ 8 มีนาคม 2478 โดยอดีตเจ้าอาวาสวัด จนมาถึงสมัยของพระเทพสิทธิโสภณ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 8 และเจ้าอาวาสวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ได้ดำเนินการทำนุบำรุงรักษาองค์พระธาตุเชิงชุมมาโดยลำดับ ในปีพุทธศักราช 2564 คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดสกลนคร พร้อมทั้งผู้มีจิตศรัทธา ทั้งในและนอกประเทศร่วมกันสละทรัพย์จัดซื้อทองคำ 96.5 เปอร์เซ็นต์ เพื่อหุ้มทองคำยอดองค์พระธาตุเชิงชุม นับตั้งแต่บัวเชิงกลุ่มเรือนยอดส่วนบนไปจรดกรวยทองคำสวมยอดปสี โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนประกอบด้วย

ส่วนที่ 1 ตั้งแต่ปล้องไฉนไปจรดกรวยทองคำสวมปลียอดรวมยอดฉัตร จำนวน 971.26 บาทหรือ 14.806 กิโลกรัม ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2564 

ส่วนที่ 2 ตั้งแต่บัวคว่ำฐานรองป้องไฉนไปจรดปล้องไฉน จำนวน 585.93 บาท หรือ 8.932 กิโลกรัม ดำเนินแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2565 

ส่วนที่ 3 ตั้งแต่บัวเชิงไปจรดบัวคว่ำฐานรองปล้องไฉน ซึ่งมีขนาดสูง 213 เชนติเมตร ฐานกว้าง 49 เซนติมตร ยอดกว้าง 40 เชนติเมตร ใช้ทองคำ จำนวน 520 บาท หรือ 8 กิโลกรัม โดยจะใช้วิธีอิเล็กโตรฟอร์มมิ่ง (Electroforming Technique) 

ทั้งนี้จังหวัดสกลนคร ได้มีประกาศ แต่งตั้งคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินการหุ้มทอง ส่วนปลียอดพระธาตุเชิงชุม (ส่วนที่ 3) ให้แล้วเสร็จ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนม พรรษา 6 รอบ 72 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567 

คณะสงฆ์วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร คณะสงฆ์จังหวัดสกลนคร พุทธศาสนิกชนและมีจิตศรัทธาทั่วประเทศร่วมกับ  มูลนิธิพุทธภูมิธรรม จึงได้กำหนดดำเนินโครงการหุ้มทองคำปลียอดพระธาตุเชิงชุม (ส่วนที่3) ซึ่งได้ดำเนินการขออนุญาตหุ้มทองคำส่วนปลียอดพระธาตุเชิงชุมครบถ้วนทั้ง 3 ส่วน จากกรมศิลปากรและได้รับการอนุญาตเรียบร้อยแล้ว 

โดยกำหนดวันที่จะสมโภช และยกยอดพระธาตุเชิงชุม (ส่วนที่ 3) ระหว่างวันที่ 18 - 20 กรกฎาคม 2567 ที่จะถึงนี้
- 18 - 19 ก.ค.67 เวลา 1700 น. พิธีเจริญพระพุทธมนต์สมโภชฯ
- 20 ก.ค.67 เวลา 1100 น. พิธียดปลียอดทองคำฯ

จึงขอเรียนเชิญพุทธศาสนิกชนร่วมพลังบุญพิธีดังกล่าว เป็นมงคลชีวิตสืบไป

สอบถามข้อมูล หรือ ส่งชื่อร่วมในพิธีบวงสรวงยกปลียอดทองคำ
ได้ที่
Line Official Account : มูลนิธิพุทธภูมิธรรม
Line ID : @bbdf
กด https://lin.ee/xKss3rn

อานิสงส์การสร้างฉัตรเพื่อเป็นพุทธบูชา
#โดย พระธรรมกิตติวงศ์ 
1.ย่อมเป็นผู้ได้ในสิ่งที่เลิศเสมอ
2.มีคนคอยกั้นร่มให้ทุกเมื่อ
3.ย่อมได้รื่นรมในเทวโลก ๗๗ ครั้ง
4.ย่อมได้เสวยเทวราชสมบัติในเทวโลก ๗๗ ครั้ง
5.จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ ครั้ง
6.จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชที่ไพบูลย์

อานิสงส์การสร้างฉัตรเพื่อเป็นพุทธบูชา
#พระไตรปิฏก เล่มที่ ๓๒ ขุทกนิกาย
1. ย่อมเป็นผู้ไม่รู้สึกร้อน
2.ย่อมเป็นผู้ไม่รู้สึกหนาว
3.ละอองธุลีไม่แปดเปื้อน
4.เป็นผู้ไม่มีจัญไร
5.เป็นผู้ที่มหาชนยำเกรงทุกเมื่อ
6.เป็นผู้มีผิวพรรณวรรณละเอียด
7.เป็นผู้ไม่มีอันตราย
8.เกิดในตระกูลสูงศักดิ์

ข่าว จังหวัดสกลนคร
งานสร้างยอดพระธาตุเชิงชุมส่วนสุดท้าย และสมโภชพระธาตุฯ
https://sakonnakhon.prd.go.th/.../detail/id/57/iid/287700

ส่อง 15 อันดับ ‘เมืองท่องเที่ยวสุดโปรดในเอเชีย 2024’

ในแต่ละปี Travel + Leisure สื่อท่องเที่ยวยอดนิยมเบอร์ต้น ๆ ของโลก จะทำการสำรวจรางวัลยอดนิยมจากการผู้อ่าน โดยแชร์ประสบการณ์การเดินทางทั่วโลกและจัดทำโหวตตามเกณฑ์ตัดสินในปัจจัยด้านต่าง ๆ ล่าสุด ผลโหวต 15 เมืองท่องเที่ยวสุดโปรดในเอเชียประจำปี 2024  เผยผลการจัดอันดับที่น่าสนใจ ผู้อ่าน Travel + Leisure ยกให้ประเทศอินเดียเป็นอันดับ 1 โดยมีเมืองที่ติดอันดับ 4 เมือง

Travel + Leisure  ระบุว่า ผู้อ่านต่างชื่นชอบความหลากหลายของเอเชียในการเลือกเมืองโปรด ตั้งแต่มหานครอันทันสมัยไปจนถึงเมืองหลวงโบราณ เมืองที่ได้รับคะแนนสูงเหล่านี้ ล้วนมีเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาเยือนอีกครั้งด้วยวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และอาหารอันยอดเยี่ยม

การสำรวจรางวัลยอดเยี่ยมแห่งโลกในทุกปี  T+L ขอให้ผู้อ่านร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประสบการณ์การเดินทางทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม รีสอร์ท เมือง เกาะ เรือสำราญ สปา สายการบิน และอื่นๆ อีกมากมาย  ผู้อ่าน T+L มากกว่า 186,000 คน เข้าร่วมการสำรวจประจำปี 2024 โดยมีการโหวตมากกว่า 700,000 ครั้ง ครอบคลุมสถานที่ต่างๆ (โรงแรม เมือง สายการเดินเรือ ฯลฯ) มากกว่า 8,700 แห่ง โดยมีเกณฑ์การตัดสินเมืองพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่

1. สถานที่ท่องเที่ยว/แลนด์มาร์ค
2. วัฒนธรรม
3. อาหาร
4. ความเป็นมิตร
5. การช้อปปิ้ง
6. ความคุ้มค่า

>> จัดอันดับ 15 เมืองท่องเที่ยวสุดโปรดในเอเชียประจำปี 2024

1. อุทัยปุระ, อินเดีย (คะแนนผู้อ่าน: 91.75)
2. เกียวโต, ญี่ปุ่น (ได้รับเกียรติยศ WBA Hall of Fame, คะแนนผู้อ่าน: 91.49)
3. ฮอยอัน, เวียดนาม (คะแนนผู้อ่าน: 90.67)
4. เชียงใหม่, ไทย (คะแนนผู้อ่าน: 90.64)
5. กรุงเทพ, ไทย (คะแนนผู้อ่าน: 90.27)
6. โตเกียว, ญี่ปุ่น (คะแนนผู้อ่าน: 90.04)
7. จูบุด, อินโดนีเซีย (คะแนนผู้อ่าน: 90.00)
8. โกลกาตา, อินเดีย (คะแนนผู้อ่าน: 88.60)
9. ชัยปุระ, อินเดีย (คะแนนผู้อ่าน: 88.23)
10. โซล, เกาหลีใต้ (คะแนนผู้อ่าน: 87.85)
11. เสียมราฐ, กัมพูชา (คะแนนผู้อ่าน: 87.31)
12. เซียงไฮ้, จีน (คะแนนผู้อ่าน: 87.30)
13. สิงคโปร์ (คะแนนผู้อ่าน: 87.21)
14. มุมไบ, อินเดีย (คะแนนผู้อ่าน: 87.18)
15. ไทเป, ไต้หวัน (คะแนนผู้อ่าน: 86.86)

✨ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล ✨ประจำวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

🟢รางวัลที่ 1 รางวัลละ 6,000,000 บาท : 367336

🔴รางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1 จำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 100,000 บาท : 367335 / 367337

🔴รางวัลเลขหน้า 3 ตัว รางวัลละ 4,000 บาท : 331 / 011

🔴รางวัลเลขท้าย 3 ตัว รางวัลละ 4,000 บาท : 421 / 618 

🔴รางวัลเลขท้าย 2 ตัว รางวัลละ 2,000 บาท : 21

🟢รางวัลที่ 2 รางวัลละ 200,000 บาท : 004776 / 347960 / 886001 / 388714 / 911595 

🟢รางวัลที่ 3 รางวัลละ 80,000 บาท : 410870 / 720428 / 929494 / 608949 / 537070 / 399235 / 248364 / 093921 / 147985 / 982179 

🟢รางวัลที่ 4 รางวัลละ 40,000 บาท: 713558 / 004093 / 901252 / 801545 / 128975 / 360620 / 429508 / 983286 / 190219 / 892627 / 345306 / 205678 / 711840 / 003130 / 815279 / 740123 / 604096 / 046094 / 223488 / 868526 / 932156 / 015012 / 554593 / 671949 / 539081 / 028103 / 296870 / 195752 / 018467 / 903340 / 953032 / 245819 / 346875 / 584418 / 400231 / 567608 / 493279 / 414763 / 729050 / 526169 / 951226 / 072695 / 227124 / 165094 / 434487 / 846271 / 373673 / 264413 / 167345 / 445465 / 

🟢รางวัลที่ 5  รางวัลละ 20,000 บาท: 

543168 / 689126 / 450793 / 691231 / 307602 / 042659 / 461553 / 163584 / 384767 / 968850 / 716932 / 280789 / 962268 / 985996 / 201428 / 445293 / 566206 / 004941 / 121722 / 908118 / 681525 / 632056 / 768099 / 076623 / 202597 / 951332 / 988242 / 465992 / 290051 / 952410 / 024194 / 621679 / 462674 / 831340 / 092368 / 760009 / 485341 / 776955 / 128199 / 624167 / 761491 / 921816 / 848653 / 912974 / 397143 / 106735 / 955445 / 883978 / 147546 / 079032 / 054227 / 253709 / 566342 / 402156 / 906407 / 770786 / 802186 / 531078 / 514277 / 396475 / 954050 / 043761 / 437806 / 524027 / 424422 / 649565 / 349896 / 587379 / 910006 / 485430 / 058038 / 232893 / 001678 / 177590 / 551661 / 939929 / 659726 / 693144 / 442723 / 472188 / 487894 / 084151 / 895784 / 366829 / 876859 / 988812 / 684081 / 328415 / 315494 / 075711 / 027440 / 457322 / 935770 / 276808 / 259191 / 327434 / 198593 / 455279 / 795325 / 030856  

ไขข้อข้องใจ!! ทำไมชาวนายี้ ‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’ ชี้!! ‘แจกไร่ละพัน’ ยุคลุงตู่ดูตอบโจทย์กว่า

(16 ก.ค. 67) นายชัชวาลย์ แพทยาไทย สส. จังหวัดร้อยเอ็ด และเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย ให้สัมภาษณ์ผ่านระบบ Zoom กับรายการ ‘สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง’ ทางช่องยูทูบแนวหน้าออนไลน์ ในประเด็นโครงการ ‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’ ว่า เป็นเรื่องน่าดีใจที่รัฐบาลยอมถอยโครงการดังกล่าว เพราะแม้ปุ๋ยคนละครึ่งจะเป็นโครงการที่ตั้งอยู่บนหลักคิดที่ดี แต่แนวปฏิบัติและห้วงเวลาที่เปิดตัวนโยบายออกมายังไม่เหมาะสม จึงทำให้เกษตรกรกังวลและส่งเสียงไปถึงรัฐบาล และยังดีที่รัฐบาลฟังและคิดทบทวน

ส่วนกรณีที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกมาบอกว่าโครงการมีปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการเมืองท้องถิ่นและผลประโยชน์ ตนมองว่าไม่น่าจะจริง เพราะปุ๋ยคนละครึ่งเป็นโครงการที่เริ่มต้นเป็นปีแรก จึงยังมองไม่เห็นว่าใครจะเสียผลประโยชน์ แต่หากมองย้อนไปในปีก่อน ๆ ที่รัฐบาลมีโครงการช่วยเหลือเกษตรกร เช่น โครงการช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ เป็นการมอบเงินโดยตรงถึงเกษตรกรเพื่อลดต้นทุนการผลิต ไม่ใช่โครงการจัดซื้อ-จัดหา จึงไม่น่าจะมีผลประโยชน์ต่างตอบแทน มีแต่ชาวบ้านจะได้ประโยชน์

“ทีนี้พอกลับมาถึงปีนี้ ซึ่งตอนต้นแว่วว่าโครงการไร่ละ 1,000 อาจจะไม่มีถ้ามีโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง ฉะนั้นคำพูดที่บอกว่าถ้ามีปุ๋ยคนละครึ่งแล้วจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งที่ได้รับประโยชน์เสียประโยชน์ ผมว่าคงไม่มีกลุ่มการเมืองที่ไหนที่ได้หรือเสีย มีแต่ชาวนาที่ได้เต็ม ๆ” นายชัชวาลย์ กล่าว

นายชัชวาลย์ กล่าวต่อไปว่า ต้องยอมรับว่ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ชาวนาพอใจมากที่สุดในห้วงที่ผ่านมาคือโครงการไร่ละ 1,000 บาท ที่รัฐบาลก่อนหน้านี้เขาเคยช่วยเหลือมาน่าจะสัก 4 หรือ 5 ปี ซึ่งการอุดหนุนไร่ละ 1,000 บาท เป็นโครงการที่ช่วยเหลือเกษตรได้มาก เพราะต้นทุนของเกษตรกรไม่ได้มีเฉพาะค่าปุ๋ย เช่น หากเป็นการทำนาหว่าน จะมีทั้งค่าไถ ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าเคมีภัณฑ์ ค่าเกี่ยว ค่าปุ๋ย ค่าขนส่ง ยังไม่รวมค่าแรงของเจ้าของนา ดังนั้นการทำนาหว่าน ต้นทุนต่อไร่ถือว่าสูงมาก การเน้นไปแต่เรื่องปุ๋ยอย่างเดียวจึงไม่ตอบโจทย์เท่าใดนัก

ดังนั้นการมอบเงินโดยตรงเพื่ออุดหนุนชาวนาไร่ละ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 20 ไร่ รวมแล้วคือ 2 หมื่นบาท เกษตรกรสามารถนำเงินไปใช้จ่ายด้านต้นทุนต่าง ๆ ที่กล่าวมาได้ทั้งหมด แต่โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง รัฐบาลกำหนดเงื่อนไขช่วยเหลือเกษตรกรไร่ละ 500 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ หรือรวมแล้วคือ 1 หมื่นบาท และช่วยเฉพาะค่าปุ๋ยเท่านั้น อีกทั้งเกษตรกรต้องหาเงินอีกครึ่งหนึ่งมาสมทบเข้าบัญชีและผ่านแอปพลิเคชั่น จึงจะสามารถสั่งซื้อปุ๋ยได้ นั่นทำให้เกษตรกรตั้งคำถามว่าแล้วจะไปเอาเงินจากไหนมาสมทบ

ส่วนที่บอกว่าโครงการนี้มาไม่ถูกช่วงเวลา เพราะในเดือนกรกฎาคม เกษตรกรที่นำนาปีบางคนเขาหว่านปุ๋ยไปแล้ว 2 รอบ และรอบที่ 3 ที่เรียกว่าหว่านรับรวง จะอยู่ประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม แต่โครงการปุ๋ยคนละครึ่งก็ยังไม่สะเด็ดน้ำ กำหนดการยังไม่ชัดเจนว่าจะออกมาตอนไหน ดังนั้นเกษตรกรบางส่วนจึงมองว่าต่อให้โครงการออกมาก็ไม่สามารถนำปู๋ยไปใช้ได้อย่างเต็มที่ ยังมีประเด็นข้อจำกัดเรื่องยี่ห้อปุ๋ยซึ่งเกษตรกรไม่สามารถเลือกได้ หากเกษตรกรเคยใช้ยี่ห้อที่ขายในท้องตลาดแล้วไม่มี ก็ต้องใช้ยี่ห้อที่รัฐบาลกำหนด

“สูตรปุ๋ยเลือกได้ แต่บางทีก็ต้องยอมรับว่าความมั่นใจในเรื่องของแบรนด์สินค้า อย่าลืมว่าครึ่งหนึ่งเป็นเงินของเขา เป็นเงินของชาวบ้าน แล้วรัฐบาลให้อีกครึ่งเดียว อีกครึ่งเขาหามา เขาไม่ได้มีสิทธิ์เลือกเลย ไม่มีสิทธิ์เลือกปุ๋ยยี่ห้ออะไร ยี่ห้อที่เขาเคยใช้มา เขามาใช้ยี่ห้อที่กรมวิชาการเกษตรรับรอง กรมการข้าวรับรอง ทั้ง ๆ เป็นยี่ห้อเกิดใหม่ เขาก็ไม่มีความมั่นใจ” นายชัชวาลย์ ระบุ

นายชัชวาลย์ ยังกล่าวอีกว่า ส่วนที่รัฐบาลบอกว่ามีผู้ประกอบการจำหน่ายปุ๋ยให้เลือกมาก 40-50 เจ้า ตนอธิบายว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับสูตรปุ๋ย แต่เท่าที่ถามเกษตรกร ส่วนใหญ่หากเคยใช้ยี่ห้อใดก็จะใช้ยี่ห้อนั้นต่อไป เกษตรกรจึงหนักใจว่ายี่ห้อใหม่ที่จะเข้ามาคือยี่ห้ออะไร ยี่ห้อที่ไม่เคยพบเคยเห็นหรือเปล่า อีกทั้งปัจจุบันก็ยังไม่มีการเปิดเผยยี่ห้อของปุ๋ยต่อสาธารณะ ขณะที่อีกเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลบอกว่าโครงการนี้จะช่วยเพิ่มผลผลิตด้วยการยิงตรงอย่างแม่นยำ ตนก็ต้องบอกว่า การเพิ่มผลผลิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับปุ๋ยเพียงอย่างเดียว

โดยการทำนามีปัจจัยสำคัญคือ 1.น้ำ แต่พื้นที่ที่ระบบชลประทานเข้าไม่ถึง ตนคาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 60-70 ของประเทศ อย่างบริเวณที่ตนอยู่ คือทุ่งกุลาร้องไห้ ทำเกษตรโดยใช้น้ำฝนเพียงอย่างเดียว 2.ดิน 3.เมล็ดพันธุ์ ในขณะที่ปุ๋ยเป็นปัจจัยลำดับที่ 4 และต้องไม่ลืมว่าทางเลือกของเกษตรกรไม่ได้มีแต่ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยคอกจากมูลสัตว์ก็มีเกษตรกรที่ใช้อยู่แล้วเพื่อลดต้นทุน โดยนำมาใช้รองพื้น ขณะที่ปุ๋ยเคมีนำมาใช้เสริมในช่วงรับรวง 

ส่วนเรื่องเกษตรแม่นยำ ตนต้องถามรัฐบาลว่า ณ เวลานี้ หน่วยงานที่ถูกอ้างถึงบ่อย ๆ คือหมอดิน ที่เป็นอาสาสมัครในแต่ละพื้นที่ระดับหมู่บ้านหรือตำบล คนกลุ่มนี้มีความรู้และเครื่องมือเพียงพอมาก-น้อยเพียงใด อย่างเครื่องวัดค่ากรด-ด่าง (PH) ของดิน ซึ่งเป็นค่าที่เกษตรกรต้องรู้ก่อนตัดสินใจเลือกใช้ปุ๋ย เพื่อให้สูตรปุ๋ยที่ใช้เหมาะสมกับดินในแปลงของตนเอง หากอ้างเรื่องเกษตรแม่นยำ แต่คนในฟันเฟืองที่มีหน้าที่ผลักดันยังไม่มีเครื่องมือ ตนจึงมองว่าเรื่องนี้เป็นการกล่าวอ้างที่เกินไป

‘บิณฑ์’ ปลื้มใจ!! ดญ. 8 ขวบยอมอดขนม เอาเงินช่วยตาจ่ายค่าไฟ อาสามอบเงินสมทบช่วยเหลือ เพื่อเป็นกำลังใจให้เด็กกตัญญู

เมื่อวานนี้ (15 ก.ค. 67) นับเป็นเรื่องราวที่แสนประทับใจให้กับทาง บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ และ เกศรา น้องสาว พร้อมชาวคณะที่ได้รับรู้จากปากของเด็กหญิง ป.2 คนหนึ่งที่มาเข้าแถวต่อคิวรอรับค่าขนมจาก บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ หลังจากที่เด็กนักเรียนของโรงเรียนบ้านคลองบง ในตำบลวังน้ำเขียว อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เลิกเรียนและกำลังพากันกลับบ้าน 

แต่ในระหว่างทางที่ บิณฑ์ ผ่านทางมาเจอเด็ก ๆ จึงจอดรถเรียกเด็กนักเรียนทั้งหมดมาต่อแถวรับค่าขนมคนละ 100 บาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับเด็ก ๆ รวมถึงการแบ่งเบาภาระค่าขนมแก่ผู้ปกครอง

บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ได้ถามเด็ก ๆ ที่ได้รับเงินว่าจะเอาเงินไปทำอะไรกัน บางคนบอกไปซื้อขนม บางคนบอกไปให้พ่อแม่ แต่มีเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งชื่อว่า ‘น้องโยโย่’ อายุ 8 ขวบ นักเรียน ป.2 ของโรงเรียนแห่งนี้ น้องตอบด้วยเสียงและสีหน้าดีใจว่า "จะเอาเงิน 100 บาทที่ได้จากคุณบิณฑ์ ไปให้กับคุณตาคุณยายที่บ้าน เพื่อเอาไว้จ่ายค่าไฟของทางบ้าน" 

ซึ่งคำตอบของน้อง ทำให้หลายคนถึงกับอึ้งในความคิดที่เด็กหญิงคนนี้ จึงเอ่ยปากถามกลับน้องว่า "ค่าไฟที่บ้านกี่บาท" น้องตอบว่า "ไม่รู้ แต่รู้ว่า ตากับยายกำลังเดือดร้อนจากค่าไฟที่ไม่มีจ่ายจึงจะเอาเงิน 100 บาทไปช่วยตากับยายจ่ายค่าไฟ"  

พอ บิณฑ์ ได้ฟังแบบนั้นก็ควักเงินเพิ่มให้ค่าไฟไป 600 บาท และให้ค่าขนมกับน้องอีก 100 แยกจากค่าไฟ สร้างความดีใจให้กับเด็กคนนี้เป็นอย่างมาก

ต่อมาทีมข่าวได้พบกับคุณตาของ น้องโยโย่ ซึ่งคุณตา ได้มารับน้องกลับบ้านพอดี คุณตาชื่อว่า นายแฉล้ม จงรวยกลาง อายุ 62 ปี มีอาชีพรับจ้างทำสวนทั่วไปในพื้นที่ ยอมรับว่าที่ผ่านมามีความเดือดร้อนเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้านเพราะรับจ้างรายวัน เงินที่ได้มาก็ใช้จ่ายในบ้านรายวันรวมถึงค่าขนมน้องไปเรียน ทำให้ที่ผ่านมาจะเกิดความทุกข์ใจเรื่องค่าไฟในบ้านบ่อยครั้ง ซึ่งน้องโยโย่ ก็ทราบดีและจะคอยประหยัดค่าขนมเพื่อเก็บเงินช่วยค่าไฟ เช่นกัน พอน้องได้เงินครั้งนี้ก็รีบมาบอกตนว่าได้เงินค่าไฟแล้ว เอาเงินมาให้ตน ทางตนก็ดีใจที่มีเงินจ่ายค่าไฟแล้ว ส่วนค่าไฟที่ใช้ก็ตกเดือนละประมาณ 5-6 ร้อยบาท

ด้าน บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ บอกว่า สำหรับการมอบเงินค่าขนมให้กับเด็ก ๆ แบบนี้ ตนชอบให้และให้เป็นประจำเวลาไปต่างจังหวัด พอเจอเด็ก ๆ ระหว่างทางก็จะจอดรถมอบเงินไว้ให้ค่าขนม ซึ่งครั้งนี้ระหว่างทางที่กลับมาจากวัดที่ตนและมูลนิธิร่วมกตัญญูไปถวายเทียนพรรษา ก็เห็นว่าเด็กนักเรียนเลิกเรียนกำลังพากันกลับบ้าน จึงจอดรถลงมาพูดคุยและมอบเงินค่าขนามให้กว่า 30 คน แต่มีคนหนึ่งที่ตนรู้สึกอึ้งในความกตัญญูและความคิดของน้องโยโย่ ที่มีความคิดว่าจะเอาเงินค่าขนมนี้ไปช่วยตาจ่ายค่าไฟ ซึ่งถือว่าเด็กในวัย 8 ขวบนี้มีความคิดกตัญญูและเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเยาวชน ที่จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในบ้าน 

"อันนี้ขอชื่นชมน้องโยโย่จากใจ ซึ่งนอกจากจะมอบเงินค่าขนมให้กับเด็กแล้ว ผมยังมอบเงินจำนวนหนึ่งให้กับสองตายายที่บ้านอยู่ข้างโรงเรียนเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจสำหรับคุณตาและคุณยายทั้งสองท่านอีกด้วย" บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top