Monday, 28 September 2026
World

กองทุนนอร์เวย์ ลดถือพันธบัตร!! เสนอปรับพอร์ตพันธบัตรลดลง ลดถือพันธบัตรสหรัฐ 8 หมื่นล้าน มุ่งกระจายความเสี่ยงเพิ่มผลตอบแทน สะเทือนตลาดตราสารหนี้โลกกว้าง

กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ ซึ่งเป็นกองทุนประเภท Sovereign Wealth Fund ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เสนอแผนลดการถือครอง “พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ” ครั้งใหญ่ คาดว่าจะทำให้พอร์ตพันธบัตรสหรัฐฯ ลดลงเกือบ 80,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.63 ล้านล้านบาท)

Norges Bank Investment Management (NBIM) ผู้บริหารกองทุน Government Pension Fund Global ซึ่งมีสินทรัพย์รวมประมาณ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 75.7 ล้านล้านบาท) เสนอให้รัฐบาลนอร์เวย์ปรับโครงสร้างพอร์ตตราสารหนี้ครั้งใหญ่ โดยลดสัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลในดัชนีอ้างอิงของพอร์ตตราสารหนี้จาก 70% เหลือ 50% และหันไปเพิ่มการลงทุนในตราสารหนี้ประเภทอื่น เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน

ผลจากการปรับพอร์ตดังกล่าวจะกระทบพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasuries) มากที่สุด เนื่องจากเป็นพันธบัตรรัฐบาลที่กองทุนถือครองมากที่สุด ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 215,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7.08 ล้านล้านบาท) โดย Reuters ประเมินว่า หากข้อเสนอถูกนำไปใช้จริง การถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะลดลงเกือบ 80,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.63 ล้านล้านบาท) และสัดส่วนในดัชนีพอร์ตตราสารหนี้จะลดจาก 34.1% เหลือ 21.9%

ที่มา : Norges Bank Investment Management / Reuters / The Wall Street Journal
https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1393403592947997/?rdid=fPsFo2UdbLZgRXcX#

ทรัมป์คะแนนนิยมทรุดหนัก!! คะแนนนิยมเหลือ 33% ต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มสำรวจ ประชาชนกังวลเศรษฐกิจและค่าครองชีพ 57% ชี้สถานะการเงินแย่ลงภายใต้รัฐบาล แม้รีพับลิกันก็ติดลบหนักในเดือนเดียว

คะแนนนิยมทรัมป์ร่วงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ของโพล Financial Times เหลือเพียง 33% ขณะที่ชาวอเมริกันเกือบ 60% ระบุว่า สถานะทางการเงินของตัวเองแย่ลงภายใต้รัฐบาลทรัมป์

ผลสำรวจทั่วประเทศล่าสุดของ Financial Times ร่วมกับ Focaldata พบว่า มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพียง 33% ที่พอใจกับการทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลดลงอีก 3 จุดจากเดือนก่อน และถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ FT เริ่มสำรวจคำถามนี้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ปัญหาหลักมาจาก เศรษฐกิจและค่าครองชีพ โดยเกือบสองในสามมองว่าเศรษฐกิจกำลังเดินไปผิดทิศทาง ขณะที่ 57% ระบุว่าสถานะทางการเงินของตัวเองแย่ลงภายใต้รัฐบาลทรัมป์ เพิ่มจาก 53% ในเดือนก่อน แม้แต่ในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งพรรครีพับลิกัน คะแนนเห็นชอบต่อการบริหารเรื่องงานและเศรษฐกิจของทรัมป์ก็เหลือเพียง 53% ลดลงเกือบ 8 จุดในเดือนเดียว

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1393347396286950/?rdid=RmnCA0ezl8esjiZ5#

สหรัฐฯ-กัมพูชา วางแผนซ้อมรบร่วม!! รื้อฟื้นซ้อมรบ Angkor Sentinel ปี 2027 หลังพักยาวถึง 10 ปี เตรียมฝึกด้านแพทย์และวิศวกรรม หนุนความร่วมมือรับมือภัยพิบัติระหว่างสองชาติ แสดงความมุ่งมั่นกระชับสัมพันธ์ทหารอย่างต่อเนื่อง

ไม่ใช่มีแค่จีน กัมพูชาและสหรัฐฯ เตรียมรื้อฟื้นการซ้อมรบร่วม “Angkor Sentinel” อีกครั้งในปี 2027 หลังระงับไปนานถึง 10 ปี

กองทัพบกกัมพูชา ร่วมกับ ศูนย์แห่งชาติเพื่อกองกำลังรักษาสันติภาพ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้าง กองทัพบกสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก (U.S. Army Pacific) และกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิรัฐไอดาโฮ (Idaho National Guard) จัดการประชุมวางแผนขั้นต้นสำหรับการฝึก Angkor Sentinel 2027 ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม–4 กันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวสำคัญในการรื้อฟื้นการฝึกร่วมระหว่างสองประเทศ หลังหยุดไปนานประมาณหนึ่งทศวรรษ

การฝึกครั้งนี้มีกำหนดจัดขึ้นใน เดือนกุมภาพันธ์ 2027 โดยทั้งสองฝ่ายหารือแผนการฝึกหลายด้าน ทั้ง การฝึกที่บังคับการ การแพทย์ทหาร งานวิศวกรรม และการเก็บกู้วัตถุระเบิดและวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิด (EOD/UXO) โดยมีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกันและการรับมือภัยพิบัติ สะท้อนการกลับมากระชับความร่วมมือทางทหารระหว่าง กัมพูชา–สหรัฐฯ อีกครั้ง

ที่มา : สำนักข่าวแห่งชาติกัมพูชา / PM's Office of Cambodia

https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1393379589617064/?rdid=qLzT8oF9RBw7lqnI#

 

โคลนถล่มเนปาลยังวิกฤต!! กู้ภัยพบปาฏิหาริย์ในเขตนูวาโก หญิงวัย 64 รอดชีวิต 10 วันหลังโคลนถล่ม เสียชีวิตกว่า 1,300 รายสูญหายเกือบ 5,000 หน่วยกู้ภัยส่งรักษาที่กาฐมาณฑุ

ปาฏิหาริย์! เนปาลช่วยชีวิตหญิงวัย 64 ปี หลังเหตุโคลนถล่มครบ 10 วัน

สื่อท้องถิ่นเนปาลรายงานว่าเมื่อวันเสาร์ (5 ก.ย.) ทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยเหลือหญิงชาวเนปาล อายุ 64 ปี ซึ่งยังคงมีชีวิตในเขตนูวาโก หลังจากเกิดเหตุโคลนถล่มรุนแรงเมื่อวันที่ 26 ส.ค. และส่งตัวเข้ารับการดูแลรักษาในกรุงกาฐมาณฑุ

ทั้งนี้ รายละเอียดล่าสุดจากหน่วยงานตำรวจเนปาลระบุจำนวนผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 1,344 ราย เมื่อนับถึง 05.00 น. ของวันเสาร์ (5 ก.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น ส่วนจำนวนผู้สูญหายอยู่ที่ 4,898 ราย เมื่อนับถึงช่วงเช้าวันเดียวกัน ขณะจำนวนผู้รอดชีวิตอยู่ที่ 8,631 ราย

ที่มา : Xinhua

‘เมิร์ซ’ ยอมรับวิกฤตพลังงาน!! เยอรมนีประสบปัญหาก๊าซขาดแคลน ต้นทุนพลังงานภาคอุตสาหกรรมพุ่งสูง VE เลิกใช้ก๊าซรัสเซีย 100% ภายใน 2027 อุตสาหกรรมใหญ่ต้องปิดและเลิกจ้างงานจำนวนมาก

ล่าสุด นายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ ได้ออกมา ยอมรับผ่านรายการของ ZDF ว่า วิกฤตพลังงานที่เยอรมนียืดเยื้อมานาน สาเหตุหลักมาจาก "การขาดแคลนก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย"

จากประเทศที่เป็นหัวหอกทางอุตสาหกรรมของยุโรป วันนี้กลับต้องเจอมรสุมค่าพลังงานพุ่งสูงจนน่าตกใจ

ปัจจุบันต้นทุนพลังงานภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีพุ่งสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสหราชอาณาจักรและญี่ปุ่นเท่านั้น แถมล่าสุดราคาน้ำมันดีเซลยังพุ่งขึ้นอีก 6.7 ยูโรเซนต์ แตะ 2.30 ยูโรต่อลิตร (ประมาณ 85+ บาท) หลังเหตุการณ์สหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน ทำเอาคนเยอรมันปาดเหงื่อทุกครั้งที่เข้าปั๊ม

ก่อนหน้านี้เยอรมนีพึ่งพาก๊าซจากรัสเซียสูงถึง 55% แต่หลังตัดขาดในปี 2022 และสั่งปิดโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เพื่อหันไปใช้น้ำมันและพลังงานหมุนเวียน ทำให้ต้องหันไปซื้อก๊าซราคาแพงจากนอร์เวย์ (44%), เนเธอร์แลนด์ (24%), เบลเยียม (21%) และ LNG จากสหรัฐฯ แทน

ผลกระทบสะท้อนผ่านเศรษฐกิจที่หดตัวติดต่อกันทั้งในปี 2023 และ 2024 ตัวเลขอัตราการล้มละลายของบริษัทพุ่งเกิน 22% สองปีติด แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง BASF, Bosch และ Volkswagen ต้องปิดโรงงาน โดยเฉพาะ Volkswagen แบรนด์รถยนต์แห่งชาติที่ประกาศปิดโรงงานถึง 4 แห่ง และจ่อเลิกจ้างพนักงานสูงถึง 100,000 ตำแหน่ง!

แม้ทางฝั่งมอสโกจะเคยเปรยว่าพร้อมกลับมาส่งก๊าซผ่านท่อ Nord Stream ที่เหลืออยู่ แต่ อูร์ซูลา ฟอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ยืนยันชัดเจนว่าจะ ไม่มีวันหวนกลับไปใช้ก๊าซรัสเซียอีก โดยตั้งเป้าจะแบนการนำเข้าก๊าซรัสเซียแบบ 100% ภายในปี 2027

เมิร์ซ ถึงกับเปรยผ่านสื่ออย่าง Der Spiegel เลยว่า "ยุคสมัยแห่งความมั่งคั่งของเยอรมนีได้จบลงแล้ว" และคนในชาติอาจต้องเตรียมใจรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เจ็บปวดหลังจากนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/100083240865663/posts/1058707693580583/?rdid=b6OEog03EbqLz9LR#

มาเลเซียเดินเกมสมดุลมหาอำนาจ!! มาเลเซียพิจารณาชิป AI Huawei ในโครงการ Sovereign AI ท้าทายแรงกดดันสหรัฐฯ ท่ามกลางศึกเทคโนโลยีจีน–อเมริกา

“มาเลเซีย” พิจารณาใช้ชิปประมวลผล AI จาก “หัวเว่ย” เดินหน้าโครงการ Sovereign AI มูลค่า 16.2 ล้านบาท ควบคุมข้อมูลภายในประเทศ ท้าทายคำเตือนสหรัฐ ส่อเป็นชาติแรกใช้ฮาร์ดแวร์จากจีน ท่ามกลางสงครามเทคโนโลยีสองชาติมหาอำนาจ

สำนักข่าวบลูกเบิร์กรายงานว่า มาเลเซียกำลังประเมินการใช้ฮาร์ดแวร์ และชิปประมวลผล AI ของ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยีส์ เป็นแกนหลักในโครงการ “ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ” หรือ Sovereign AI วงเงิน 2,000 ล้านริงกิต หรือราว 16.28 ล้านบาท แหล่งข่าวเผยว่าโครงการนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้รัฐบาลควบคุมข้อมูลระดับชาติที่มีความอ่อนไหวได้ ทั้งนี้ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนเรื่องจำนวนชิปที่จะจัดซื้อ

ทั้งนี้ หากดีลนี้เกิดขึ้นจริง จะถือเป็น "รัฐบาลต่างชาติแห่งแรก" ที่เลือกใช้ฮาร์ดแวร์ในการประมวลผล AI จีนอย่างเป็นทางการ แทนผลิตภัณฑ์จากสหรัฐ นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงชัยชนะก้าวสำคัญของเทคโนโลยีจีน ท่ามกลางแรงกดดัน และการกีดกันทางการค้าจากรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ปัจจุบัน “ชิป Huawei” ยังมีประสิทธิภาพตามหลัง “Nvidia” อยู่พอสมควร เนื่องจากการกีดกันจากสหรัฐ แต่การผลิตก็เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นทำให้หัวเว่ยรุกขยายส่วนแบ่งในตลาด Data Center ทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันออกกลาง โดยชิปที่มาเลเซียกำลังพิจารณาคือ รุ่น Ascend 910C ซึ่งเป็นรุ่นเรือธง ขณะที่รุ่น Ascend 950 ยังมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต

ชี้ข้อจำกัด Cloud Act

อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย มีนโยบายชันเจนในการผลักดันให้ประเทศก้าวขึ้นเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยี แทนการพึ่งพาต่างชาติเพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งกำหนดให้ข้อมูลด้านความมั่นคง โดยเฉพาะข้อมูลการทหาร และข่าวกรอง ต้องจัดเก็บอยู่ภายในประเทศเท่านั้น

นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ระบุว่า กฎหมาย Cloud Act ของสหรัฐ ซึ่งลงนามโดยทรัมป์ในสมัยแรก ให้อำนาจศาลสหรัฐบังคับให้บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติอเมริกันส่งมอบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้ แม้ข้อมูลนั้นจะถูกจัดเก็บอยู่นอกดินแดนสหรัฐก็ตาม ซึ่งสร้างข้อจำกัดให้กับอธิปไตยทางข้อมูลของมาเลเซีย

"ผมไม่เห็นว่ากฎหมายนั้นสมเหตุสมผล แต่ใครจะไปโต้แย้งประธานาธิบดีทรัมป์ได้" อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวกับนักศึกษาเมื่อ เม.ย.

ด้วยเหตุนี้ มาเลเซียจึงเลือก Telekom Malaysia Bhd. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจโทรคมนาคม เป็นผู้ดำเนินงานหลักของโครงการ Sovereign AI โดยบริษัทมีความร่วมมือด้านระบบคลาวด์กับ Huawei อยู่แล้ว แม้ว่าบริการประมวลผล AI ในปัจจุบันจะใช้ชิปของ  Nvidia ก็ตาม

สหรัฐเตือนความเสี่ยงข้อมูลรั่ว

รัฐบาลสหรัฐแสดงความกังวลว่าอุปกรณ์ของ Huawei อาจถูกนำไปใช้จัดการข้อมูลข่าวกรอง และข้อมูลลับที่ได้รับจากต่างประเทศ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุว่า ซัปพลายเออร์ที่ไม่น่าไว้วางใจอาจตกอยู่ใต้การแทรกแซงหรือถูกควบคุมโดยระบอบอำนาจนิยม ซึ่งพร้อมใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และสร้างความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐาน ความเป็นส่วนตัว ทรัพย์สินทางปัญญา และความมั่นคงของชาติ

"เทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยคือ รากฐานของเศรษฐกิจที่รุ่งเรือง มาเลเซียเป็นทั้งตลาดที่กำลังเติบโต และเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าเทคโนโลยี รวมถึงเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐ" โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ระบุ

นอกจากนี้ ฝ่ายบริหารของทรัมป์กำลังเตรียมแพ็กเกจฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และโซลูชัน AI ของสหรัฐ พร้อมข้อเสนอทางการเงิน เพื่อสนับสนุนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในซีกโลกใต้ (Global South) เพื่อป้องกันไม่ให้จีนครอบงำโครงสร้างพื้นฐาน AI เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในระบบโทรคมนาคม

เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ และการลงทุน

ท่าทีของมาเลเซียถือเป็นบททดสอบความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศที่ต้องการคงดุลอำนาจ โดยไม่เลือกข้างระหว่างสหรัฐ และจีนอย่างเบ็ดเสร็จ การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลายภาคส่วน

ทั้งความเสี่ยงด้านมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งก่อนหน้านี้สหรัฐเคยออกคำเตือนว่าการใช้งานชิป Ascend 910C ของ Huawei อาจเข้าข่ายละเมิดกฎระเบียบควบคุมการส่งออกของสหรัฐ หากมาเลเซียเดินหน้า อาจเผชิญแรงกดดันทางการค้า และมาตรการภาษีตอบโต้

ปัจจุบันมาเลเซียเป็นศูนย์กลาง Data Center ที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จากเม็ดเงินลงทุนมหาศาลของ Microsoft Oracle และ Nvidia ดังนั้นหากมาเลเซียปรับสัดส่วนโครงสร้างพื้นฐานไปใช้เทคโนโลยีจีน ก็อาจกระทบต่อแผนการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัทเหล่านี้

เจ้าหน้าที่สภาความมั่นคงแห่งชาติมาเลเซีย มีกำหนดเดินทางเยือนกรุงวอชิงตันในเดือนนี้ เพื่อหารือแนวทางร่วมกัน ขณะที่รัฐบาลมาเลเซียเริ่มพิจารณาเปิดประมูลรอบใหม่ เพื่อเปิดทางให้ผู้ผลิตชิปฝั่งสหรัฐอย่าง Nvidia หรือ Advanced Micro Devices Inc. (AMD) สามารถเข้าร่วมแข่งขันในโครงการ Sovereign AI ได้โดยตรง เพื่อรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1250828?anf=

กระแส Boycott Adidas เดือด!! อาดิดาส (Adidas) ยอมออกแถลงการณ์ขอโทษ หลังเผชิญกระแสต่อต้านและเรียกร้องคว่ำบาตร จากการนำอดีตทหารอิสราเอล ที่สูญเสียขามาเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญสำหรับผู้พิการ

เรื่องเริ่มต้นจากแคมเปญ "Single Shoe" ของอาดิดาสในอิสราเอล ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้พิการหรือผู้สูญเสียขาสามารถซื้อรองเท้าเพียงข้างเดียว โดยหนึ่งในผู้ที่ถูกนำมาใช้ประชาสัมพันธ์คือ ชาเลฟ บิตอน (Shalev Biton) อดีตทหารอิสราเอล ซึ่งต้องตัดขาซ้ายหลังได้รับบาดเจ็บระหว่างรับราชการทหารในช่วงความขัดแย้งกับกาซาเมื่อปี 2021 โดยบิตอนเป็นหนึ่งในนักกีฬาพิการที่ปรากฏบนโปสเตอร์ตามร้านอาดิดาสในอิสราเอล

แต่การเลือกอดีตทหารอิสราเอลมาเป็นตัวแทนของแคมเปญเกี่ยวกับผู้สูญเสียอวัยวะ จุดกระแสต่อต้านจาก นักเคลื่อนไหวและกลุ่มสนับสนุนปาเลสไตน์ ซึ่งตั้งคำถามถึงความเหมาะสม เมื่อเปรียบเทียบกับชาวปาเลสไตน์หลายพันคนที่ต้องสูญเสียแขนขาจากสงครามในกาซา จนนำไปสู่การรณรงค์คว่ำบาตรอาดิดาสบนโลกออนไลน์

หนึ่งในบุคคลที่ออกมาเคลื่อนไหวคือ ฮาเวียร์ บาร์เดม (Javier Bardem) นักแสดงชาวสเปน ซึ่งแชร์ข้อความและภาพผ่าน Instagram Stories เรียกร้องให้ผู้ติดตาม “Boycott Adidas” หรือคว่ำบาตรอาดิดาส นอกจากนี้ยังมี ซูซาน อาบุลฮาวา (Susan Abulhawa) นักเขียนชาวปาเลสไตน์-อเมริกัน, ฟาติมา บุตโต (Fatima Bhutto) นักเขียนชาวปากีสถาน รวมถึงนักเคลื่อนไหวและผู้สนับสนุนปาเลสไตน์จำนวนมากที่ร่วมเรียกร้องคว่ำบาตรบริษัท

กระแสต่อต้านที่เพิ่มขึ้นทำให้สำนักงานใหญ่ของอาดิดาสออกแถลงการณ์ขอโทษ โดยระบุว่า บริษัทรับทราบว่าภาพที่ใช้ในกิจกรรมของทีมงานท้องถิ่นก่อให้เกิดความกังวลและปฏิกิริยาอย่างรุนแรง พร้อมยืนยันว่าไม่มีเจตนาสร้างความขุ่นเคือง และขออภัยต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันยังชี้แจงว่าโปสเตอร์ดังกล่าวเป็นการประชาสัมพันธ์ของทีมงานในอิสราเอล ไม่ใช่แคมเปญโฆษณาระดับโลกของบริษัท

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1394285962859760/?rdid=xkNKLEB92Lo54rL6#

ศึกอิหร่าน–สหรัฐฯ วันนี้ ไม่ใช่สงครามที่ฝ่ายหนึ่งแพ้ขาด

“ศึกอิหร่าน–สหรัฐฯ วันนี้ ไม่ใช่สงครามที่ฝ่ายหนึ่งแพ้ขาด และอีกฝ่ายชนะเด็ดขาด แต่อยู่ในภาวะที่ต่างฝ่ายต่างพยายามบีบให้อีกฝ่ายถอย

อิหร่านแม้ยังยืนหยัดได้ มีแรงหนุนจากจีน รัสเซีย และกรอบ SCO แต่แรงกดดันจากการคว่ำบาตร การโจมตีทางทหาร ค่าเงินที่อ่อนลง และความเสี่ยงต่อเส้นทางพลังงาน ทำให้อิหร่านต้องส่งสัญญาณเจรจาเพื่อซื้อเวลาและลดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ

ขณะที่สหรัฐฯ เอง แม้มีอำนาจทางทหารเหนือกว่า แต่ก็ยังไม่อาจประกาศชัยชนะได้ เพราะอิหร่านฟื้นตัวทางทหารเร็วกว่าเดิม มีศักยภาพโจมตีกลับ และได้รับแรงหนุนจากหลายประเทศ การโจมตีระลอกใหม่จึงไม่ใช่แค่การลงโทษ แต่คือความพยายามตัดขีดความสามารถของอิหร่าน ก่อนที่อิหร่านจะกลับมาตั้งหลักได้เต็มที่

ดังนั้น เกมนี้จึงเป็นสงครามสองชั้น คือ ยิงกันในสนามรบ และคว่ำบาตรกันในสนามเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ต้องการบีบให้อิหร่านอ่อนแรงก่อนเจรจา ส่วนอิหร่านต้องการยืนให้นานพอจนต้นทุนของสหรัฐฯ สูงขึ้น ทั้งราคาน้ำมัน ความไม่พอใจของประชาชน และความเสี่ยงต่อพันธมิตรในตะวันออกกลาง

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าใครชนะแล้ว แต่คือใครจะทนต้นทุนได้นานกว่ากัน เพราะในสงครามยุคใหม่ ชัยชนะไม่ได้วัดแค่จำนวนฐานทัพที่ถูกทำลาย แต่วัดจากความสามารถในการยืนระยะทางเศรษฐกิจ การเมือง พลังงาน และพันธมิตรระหว่างประเทศ


ดร ปณิธาน วัฒนายากร คณะรัฐศาสตร์จุ ฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
.
ที่มา : https://www.facebook.com/100000122931524/posts/29372871532300222/?rdid=ZeX222zma1CTH3Oc#

รัฐบาลสิงคโปร์ไฟเขียวปรับเงินเดือนนักการเมือง!! รัฐมนตรีเพิ่มสูงสุด 9% ขณะที่ ส.ส.รับ 18,500 ดอลลาร์ โครงสร้างเงินเดือนใหม่ยืดหยุ่นตามผลงานและความรับผิดชอบ หวังดึงคนเก่งเข้าสู่ภาครัฐโดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง เริ่ม 15 ต.ค. หลังตรึงค่าตอบแทนนาน 15 ปี

สิงคโปร์ปรับค่าตอบแทนนักการเมือง หลังคงระดับเดิม 15 ปี รัฐมนตรีเพิ่มสูงสุด 9% ส.ส.รับ 18,500 ดอลลาร์ต่อเดือน

รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศรับข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระที่ทบทวนค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยค่าตอบแทนใหม่จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2026 เป็นต้นไป หลังจากระดับค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลาประมาณ 15 ปี

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2026 นายลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์ แถลงต่อรัฐสภาถึงผลการทบทวนดังกล่าว โดยระบุว่า รัฐบาลยอมรับข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระซึ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2025 แต่รัฐบาลจะไม่ปรับค่าตอบแทนของรัฐมนตรีขึ้นไปถึงระดับใหม่ทั้งหมดในครั้งเดียว

คณะกรรมการเสนอให้ปรับ เกณฑ์อ้างอิงค่าตอบแทนรัฐมนตรีระดับ MR4 ซึ่งเป็นระดับเริ่มต้นของรัฐมนตรี จากปัจจุบันปีละ 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เป็น 1.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

เกณฑ์ MR4 อ้างอิงจากค่ามัธยฐานรายได้ต่อปีของชาวสิงคโปร์ที่มีรายได้สูงสุด 1,000 คน และนำมาหักส่วนลด 40% เพื่อสะท้อนถึงลักษณะของการเข้ามารับใช้สาธารณะ รัฐบาลเห็นชอบให้คงหลักการดังกล่าวไว้

อย่างไรก็ตาม นายหว่องย้ำว่า รัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันจะไม่ได้รับการปรับเงินเดือนจาก 1.1 ล้านดอลลาร์ไปเป็น 1.8 ล้านดอลลาร์ทันที

รัฐบาลจะปรับค่าตอบแทนให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแบบครั้งเดียว สูงสุดไม่เกิน 9% ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม โดยจำนวนที่แต่ละคนได้รับจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละบุคคล รวมถึงผลงานและช่วงเวลาที่ได้รับการปรับเงินเดือนครั้งล่าสุด

ตัวอย่างเช่น รัฐมนตรีระดับ MR4 ที่ได้รับค่าตอบแทนอ้างอิงปีละ 1.1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หากได้รับการปรับเต็ม 9% จะมีค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี

หลังจากการปรับครั้งนี้ จะไม่มีการปรับพิเศษเพิ่มเติมเพื่อผลักค่าตอบแทนของรัฐมนตรีให้ขึ้นไปถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านดอลลาร์โดยอัตโนมัติ การเปลี่ยนแปลงค่าตอบแทนหลังจากนี้จะขึ้นอยู่กับผลงานและความรับผิดชอบของแต่ละบุคคล

นายหว่องคาดว่า เมื่อถึงช่วงสิ้นสุดวาระของรัฐบาลชุดปัจจุบัน รัฐมนตรีส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ในระดับ MR4 น่าจะมีค่าตอบแทนอยู่บริเวณช่วงล่างของโครงสร้างเงินเดือนใหม่ หรือประมาณ 1.35 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี

ดังนั้น เกณฑ์ MR4 ใหม่ที่ 1.8 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์จึง ไม่ใช่เป้าหมายเงินเดือนที่รัฐมนตรีทุกคนจะต้องได้รับในอนาคต แต่รัฐมนตรีสามารถได้รับค่าตอบแทนสูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์ดังกล่าวภายในช่วงที่กำหนด ตามผลงานและความรับผิดชอบ

รัฐบาลสิงคโปร์ยังเห็นชอบให้ปรับโครงสร้างระดับรัฐมนตรี จากเดิมที่แบ่งออกเป็น MR4, MR3, MR2 และ MR1 โดยจะรวมระดับ MR2 และ MR3 เข้าด้วยกัน ทำให้เหลือระดับรัฐมนตรี 3 ระดับ พร้อมขยายช่วงค่าตอบแทนของแต่ละระดับให้อยู่ระหว่าง 75% ถึง 125% ของเงินเดือนอ้างอิงของระดับนั้น

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะทำให้นายกรัฐมนตรีมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการกำหนดค่าตอบแทนตามประสบการณ์ ผลงานและความรับผิดชอบ รวมทั้งสามารถรองรับผู้ที่มีประสบการณ์สูงจากภายนอกรัฐบาล โดยเฉพาะผู้ที่เดิมได้รับค่าตอบแทนสูงในภาคเอกชน

ขณะเดียวกัน ค่าตอบแทนรายเดือนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ MPs จะเพิ่มขึ้นจาก 13,750 ดอลลาร์สิงคโปร์ เป็น 18,500 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2026 เช่นเดียวกัน รวมถึงจะมีการปรับค่าตอบแทนของประธานาธิบดี ประธานรัฐสภา และรองประธานรัฐสภาตามโครงสร้างใหม่

นายหว่องกล่าวว่า รัฐบาลสิงคโปร์เลือกที่จะไม่กำหนดค่าตอบแทน ส.ส.ให้เป็นเพียงค่าตอบแทนเชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากสมาชิกสภามีหน้าที่ความรับผิดชอบทั้งในรัฐสภาและในเขตเลือกตั้ง

สำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ค่าตอบแทนถูกกำหนดไว้ที่สองเท่าของเกณฑ์ MR4 โดยนายหว่องประกาศว่า หากยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาจะ บริจาคเงินเดือนส่วนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดจากการปรับครั้งนี้ให้แก่องค์กรหรือกิจกรรมเพื่อสังคมเป็นเวลา 5 ปี

อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่านี่เป็นการตัดสินใจส่วนตัว และไม่ได้คาดหวังให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนอื่นปฏิบัติตาม

นายหว่องอธิบายว่า ค่าตอบแทนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในสิงคโปร์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลา 15 ปี แม้ในช่วงเวลาเดียวกันค่าตอบแทนในภาคเอกชน ข้าราชการ และฝ่ายตุลาการจะมีการปรับเพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลเคยได้รับข้อเสนอให้ปรับค่าตอบแทนในปี 2017 แต่ตัดสินใจยังไม่ดำเนินการ และการทบทวนที่กำหนดไว้ในปี 2023 ก็ถูกเลื่อนออกไป

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ระบุว่า ประเด็นค่าตอบแทนทางการเมืองเป็นเรื่องที่อ่อนไหว เนื่องจากจำนวนเงินสูงกว่ารายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ แต่รัฐบาลเห็นว่าจำเป็นต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส และประเด็นดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับค่าตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถของสิงคโปร์ในการดึงดูดบุคคลที่มีความสามารถให้เข้ามารับผิดชอบทางการเมืองและเป็นผู้นำประเทศในอนาคตด้วย

รัฐบาลสิงคโปร์ระบุว่า เป้าหมายของโครงสร้างค่าตอบแทนใหม่ คือการรักษาความสามารถในการดึงดูดบุคคลที่มีทั้งความสามารถและความมุ่งมั่นในการรับใช้ประเทศ โดยยังคงหลักการที่ให้ค่าตอบแทนแข่งขันกับตลาดได้ในระดับหนึ่ง แต่มีส่วนลดเพื่อสะท้อนถึงการเข้ามารับใช้สาธารณะ และไม่มีสิทธิประโยชน์หรือค่าตอบแทนแอบแฝงนอกเหนือจากโครงสร้างที่เปิดเผยต่อสาธารณะ

ที่มา: Prime Minister’s Office Singapore (PMO), 8 September 2026

พันธมิตรฝรั่ง ออกอาการรังเกียจอิสราเอล! แรง!! 12 ชาติรวมอังกฤษ ฝรั่งเศส แคนาดา เตรียมใช้มาตรการจำกัดสินค้า นิคมในเวสต์แบงก์ถูกตัดสิทธิ์ เตือนทำลายความหวังสองรัฐ

12 ชาติตะวันตก รวมอังกฤษ ฝรั่งเศส และแคนาดา เตรียมจำกัดการค้ากับนิคมอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ หลังสถานการณ์ความรุนแรงจากนโยบายการขยายพื้นที่นิคมชาวยิวทวีความรุนแรงขึ้น

รัฐมนตรีต่างประเทศจาก อังกฤษ ฝรั่งเศส แคนาดา เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส สเปน และสวีเดน ออกแถลงการณ์ร่วมในวันนี้ ประกาศเตรียมใช้หรือสนับสนุนมาตรการจำกัดการค้าสินค้ากับนิคมอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ดินแดนที่ถูกยึดครอง ซึ่งทั้ง 12 ประเทศระบุว่าเป็นนิคมที่ ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยอังกฤษ ฝรั่งเศส และแคนาดาจะเดินหน้ามาตรการระดับชาติเพื่อ ห้ามการค้าสินค้าจากนิคมเหล่านี้

ทั้ง 12 ประเทศยังเตือนอีกว่า การดำเนินการดังกล่าวกำลังทำลายโอกาสของแนวทาง “สองรัฐ” (Two-State Solution) สำหรับอิสราเอลและปาเลสไตน์

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1395042532784103/?rdid=BOdh3qrw22sKRNyj#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top