Monday, 28 September 2026
World

ซาอุฯ เสี่ยงขาดน้ำมันส่งออก!! เหลือสต็อกน้ำมันที่ยานบูแค่ 5-7 วัน โดรนโจมตีทำท่อสายหลักหยุดชะงัก เส้นทางนี้ลำเลียงน้ำมัน 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน กำลังผลิตลดเหลือ 6.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน

“เหลืออีกเพียง 5–7 วัน” ก่อนสต็อกน้ำมันสำหรับส่งออกของซาอุฯ ผ่านยานบูเริ่มหมด หาก East-West Pipeline ยังกลับมาเดินเครื่องไม่ได้

Reuters รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในอุตสาหกรรม 3 รายว่า หลังการโจมตีด้วยโดรนทำให้ท่อส่ง East-West Pipeline ต้องหยุดทำงาน ซาอุดีอาระเบียเหลือสต็อกน้ำมันที่ ยานบู (Yanbu) สำหรับรักษาระดับการส่งออกในปัจจุบันได้อีกเพียงประมาณ 5-7 วัน ขณะที่แหล่งข่าวประเมินระยะเวลาซ่อมแตกต่างกัน โดยรายหนึ่งระบุว่าอาจใช้เวลาถึง 5-6 สัปดาห์ ส่วนอีกรายมองว่าอาจซ่อมได้เร็วกว่านั้นและสามารถกลับมาสูบน้ำมันบางส่วนได้ระหว่างการซ่อม

ตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เส้นทางนี้กลายเป็น ทางเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซที่สำคัญที่สุดของซาอุฯ โดยลำเลียงน้ำมันประมาณ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 4% ของอุปทานน้ำมันโลก ไปยังชายฝั่งทะเลแดง หากระบบไม่สามารถกลับมาเดินเครื่องได้ก่อนสต็อกที่มีอยู่ลดลง ปริมาณน้ำมันส่วนนี้จึงเสี่ยงหายออกจากตลาด

สถานการณ์ยิ่งน่าจับตา เพราะซาอุฯ รายงานต่อ OPEC ว่า กำลังผลิตน้ำมันของประเทศลดจาก 10.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ เหลือเพียง 6.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนสิงหาคม ซึ่งต่ำสุดในรอบกว่า 3 ทศวรรษ ขณะที่ IEA ประเมินว่าอุปทานน้ำมันโลกในปีนี้จะลดลงถึง 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 6%

ที่มา: Reuters

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1399828442305512/?rdid=oo3HDQO7NcH1yNSi#

สกอต เวลส์ ไอร์แลนด์เหนือ 3 ชาติใน UK นัดลงนามร่วม ดันสิทธิกำหนดอนาคต สะเทือน Westminster ท่ามกลางกระแสแยกตัว ผลักดันสิทธิกำหนดอนาคตชัดเจน เร่งหาทางจัดประชามติร่วมกัน

เรื่องใหญ่ของ UK ค่ะ — รอบนี้ไม่ได้มาทีละชาติ แต่มากันสาม
.
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน ผู้นำฝ่ายชาตินิยมจาก สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ เตรียมไปนั่งโต๊ะเดียวกันที่ Cardiff ประเทศเวลส์ พร้อมลงนามข้อตกลงร่วมกัน เพื่อผลักดันเรื่องสิทธิในการกำหนดอนาคตของแต่ละชาติ
.
The Telegraph พาดหัวมาแรงมากว่า เป็นความเคลื่อนไหวเพื่อ “kick-start the break-up of the United Kingdom” หรือพูดง่าย ๆ ว่า เริ่มขยับเกมที่อาจนำไปสู่การแยกออกจาก UK
อ่านถึงตรงนี้อย่าเพิ่งเก็บกระเป๋านะคะ
.
การเซ็นข้อตกลงไม่ได้หมายความว่า สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือจะโบกมือลา Westminster แล้วแยกบ้านกันทันที
หัวใจจริง ๆ ของเรื่องนี้คือ ทั้งสามฝ่ายต้องการผลักดันว่า ประชาชนของแต่ละชาติควรมีสิทธิตัดสินอนาคตทางรัฐธรรมนูญของตัวเอง และควรมีเส้นทางที่ชัดเจนในการจัดประชามติ
.
สกอตแลนด์ — John Swinney และ SNP
ต้องการกลไกทางกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับการจัดประชามติเอกราชครั้งใหม่ หลัง Swinney เพิ่งกดดันรัฐบาลกลางในเรื่องนี้
.
เวลส์ — Rhun ap Iorwerth และ Plaid Cymru
ต้องการให้ชาวเวลส์มีสิทธิกำหนดอนาคตของตัวเองมากขึ้น รวมถึงเรื่องการจัดประชามติ
.
ไอร์แลนด์เหนือ — Sinn Féin
กรณีนี้ต่างจากอีกสองชาติ เพราะเป้าหมายคือ Irish reunification หรือการรวมไอร์แลนด์ และมีกรอบเรื่องประชามติอยู่ภายใต้ Good Friday Agreement อยู่แล้ว
ส่วน Westminster น่ะหรือคะ…
.
ประตูยังไม่ได้เปิดรอค่ะ
นายกรัฐมนตรี Andy Burnham เพิ่งปฏิเสธข้อเรียกร้องเรื่องการสร้างเส้นทางสู่ประชามติเอกราชสกอตแลนด์ครั้งที่สอง พร้อมย้ำว่ารัฐบาลต้องการโฟกัสเรื่องเศรษฐกิจและค่าครองชีพ
เพราะฉะนั้น วันจันทร์นี้สิ่งที่แอดจะจับตาไม่ใช่
.
“UK จะแตกวันไหน?”
แต่เป็นว่า สามฝ่ายจะเซ็นอะไรลงไปในข้อตกลง และจะกดดัน Westminster ได้แรงแค่ไหน
เมื่อก่อนต่างคนต่างเคาะประตู
.
รอบนี้เหมือนนัดกันมาเคาะพร้อมกันสามบ้านค่ะ
เรื่องนี้แอดว่า ยังมีตอนต่อแน่นอน
.
ที่มา: The Telegraph / Scottish Government / LBC / The Times
.
ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1124094263612924&id=100080370831731&post_id=100080370831731_1124094263612924&rdid=7GOQd1RklyrF91Fk#

รัสเซีย อ้างถล่มโครงข่ายโลจิสติกส์ยูเครน!! มุ่งเป้าโครงสร้างพื้นฐานรถไฟ ตะวันตกยูเครนเป็นหลัก โดรนโจมตีท่าเรือโอเดสซา เป้าส่งเสบียงกองทัพยูเครน

กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานเมื่อวันจันทร์ว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟในพื้นที่ทางตะวันตกของยูเครน ซึ่งถูกใช้สำหรับขนส่งยุทโธปกรณ์จากยุโรป ยังคงดำเนินต่อไป

กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า
“การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟในภูมิภาคตะวันตกของยูเครน ซึ่งถูกใช้สำหรับลำเลียงสินค้าทางทหารจากประเทศในยุโรป ยังคงดำเนินต่อไป”
นอกจากนี้ การโจมตีด้วยโดรนของรัสเซียในท่าเรือโอเดสซา ยังได้โจมตีเรือขนส่งทางทะเลลำหนึ่ง ซึ่งบรรทุกเสบียงหรือสิ่งของสนับสนุนสำหรับกองทัพยูเครน

สรุป รัสเซียระบุว่าได้เดินหน้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ของยูเครน โดยเฉพาะทางรถไฟทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งรัสเซียอ้างว่าใช้ขนส่งยุทโธปกรณ์จากยุโรปเข้าสู่ยูเครน รวมถึงโจมตีเป้าหมายในท่าเรือโอเดสซาที่เกี่ยวข้องกับการส่งกำลังบำรุงให้กองทัพยูเครนด้วย

ที่มา : Sputnik

‘รศ. ปณิธาน’ ระลึกเหตุการณ์ 9/11 สะเทือนโลก!! คืนวันที่ 11 ก.ย. 2544 เหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งใหญ่ ตึกเวิลด์เทรดลุกไหม้จากเครื่องบินชนถึง 3 ลำ สหรัฐฯ เข้าสู่สงครามต่อต้านก่อการร้ายยาวนาน ผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คนทั่วโลก เสียใจไม่ลืม

รองศาสตราจารย์ ปณิธาน วัฒนายากร

อาจารย์ในภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คืนวันที่ 11 กันยายน 2544 ขณะอยู่ที่หอพักมหาวิทยาลัย ก่อนรับโทรศัพท์ให้เปิดโทรทัศน์ดูเหตุการณ์ก่อวินาศกรรม 9/11 ที่ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เพนตากอน และเครื่องบินลำที่สี่ตกในเพนซิลเวเนีย

ย้อนว่า เหตุการณ์ดังกล่าวแทบไม่มีใครคาดคิด แต่เคยมีรายงานเตือนล่วงหน้าบางส่วนเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการก่อการร้ายครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ รวมถึงรายงานของ FBI เรื่องการฝึกบินของสมาชิกกลุ่มก่อการร้าย

หลังเกิดเหตุ ประเมินว่าสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดี George W. Bush น่าจะประกาศสงครามใหญ่ บุกอัฟกานิสถานเพื่อทำลายรัฐบาลตาลีบัน ฐานที่มั่นอัลกออิดะฮ์ และตามล่า Osama bin Laden รวมทั้งอาจขยายสงครามต่อต้านการก่อการร้ายไปยังอิรักด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์

ไทยไม่ควรส่งทหารไปร่วมรบในตะวันออกกลาง เพราะไม่พร้อมและมีความเสี่ยง แต่ต่อมารัฐบาลไทยส่งทหารช่างไปร่วมกับสหรัฐฯ และเกิดความสูญเสียตามที่ผู้เขียนเคยกังวล

หลังเหตุการณ์ 9/11 ได้รับเชิญไปออกรายการและให้ความเห็นต่อสื่อหลายแห่ง แม้ความเห็นของตนจะแตกต่างจากนายทหาร นักวิเคราะห์ และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงหลายคนในเวลานั้น ซึ่งบางส่วนไม่เชื่อว่าสหรัฐฯ จะบุกอัฟกานิสถานหรืออิรัก

ในฐานะนักวิชาการด้านความมั่นคง ต้องติดตามและประเมินสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ไม่สามารถใช้ประสบการณ์สงครามยุคก่อนเป็นหลักทั้งหมดได้ เพราะเทคโนโลยีและวิธีทำสงครามเปลี่ยนไปมาก แม้เหตุผลของสงครามยังคล้ายเดิม

มองว่าสหรัฐฯ อาจไม่ชนะในหลายสมรภูมิ แต่ก็ไม่น่าจะแพ้แบบราบคาบ หากจะลำบากก็เพราะ “ติดหล่ม” หรืออยู่ใน “หลุมดำ” ที่ตนเองขุดขึ้นมา

ท้ายบทความ ผู้เขียนขอบคุณสื่อต่าง ๆ และผู้ดำเนินรายการที่รับฟังความเห็นของตนตั้งแต่ปี 2544 ขอบคุณคุณแม่ ภรรยา และผู้ติดตามการวิเคราะห์ พร้อมไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คน เจ้าหน้าที่ดับเพลิง ชาวต่างชาติ ผู้บาดเจ็บ และครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ 9/11 และหวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

ที่มา : https://www.facebook.com/100000122931524/posts/pfbid02HJHVPqpE5e8Fy3MGXy81pxSihf2oTV1Qbrv1kvmQy3SpRgw4neWX8YVM9rA47uCfl/?rdid=GwSikdIAITFmPplK#

ปาเลสไตน์ รับมือวิกฤตศึกษา!! นักเรียน7.2แสนถูกตัดโอกาสเรียน อาคารเรียนเกือบ90%ถูกทำลาย ชี้ด่านตรวจอิสราเอลกีดกันเดินทาง อาหรับเตรียมแผนคุ้มครองฉุกเฉิน

รมต.ปาเลสไตน์เผยนักเรียนกว่า 7.2 แสนคน ถูกตัดโอกาสเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน

อัมจาด บาร์ฮัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของปาเลสไตน์ ซึ่งเข้าร่วมการประชุมเกี่ยวกับเด็กชาวปาเลสไตน์ที่จัดโดยองค์กรการศึกษา วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ของสันนิบาตอาหรับ (ALECSO) ในกรุงตูนิสของตูนิเซีย กล่าวว่ามีนักเรียนชาวปาเลสไตน์ถูกตัดโอกาสเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานมากกว่า 7.2 แสนคน ขณะเดียวกันอาคารเรียนมากกว่าร้อยละ 90 และมหาวิทยาลัยร้อยละ 82 ในฉนวนกาซาถูกทำลาย เนื่องจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล

บาร์ฮัมเน้นย้ำวิกฤตทางการศึกษาขั้นรุนแรงที่เด็กชาวปาเลสไตน์กำลังเผชิญ โดยเฉพาะในฉนวนกาซา พร้อมประณามการมุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาอย่างเป็นระบบ และด่านตรวจทางทหารของอิสราเอลหลายพันแห่งที่ยังคงจำกัดการเดินทางของนักเรียนนักศึกษา

โมฮาเหม็ด อูลด์ อามาร์ ผู้อำนวยการใหญ่องค์กรการศึกษา วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ของสันนิบาตอาหรับ สำทับถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการประสานความร่วมมือระดับภูมิภาค และประกาศว่าองค์กรฯ จะจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมของชาติอาหรับพร้อมกลไกคุ้มครองฉุกเฉิน

ที่มา : Xinhua

‘ประเสริฐ’ จับมือ เยอรมนี ลงนามปฏิญญาร่วม!! ยกระดับอาชีวศึกษาทวิภาคี สร้างคนทักษะสูงป้อนอุตสาหกรรมอนาคต เพิ่มทักษะเชิงวิชาชีพ สู่มาตรฐานสากล เปิดโอกาสฝึกงานและมีงานทำจริง

ร่วมมือ ‘ศึกษา’ ไทย-เยอรมัน ลงนามปฏิญญาร่วม
ยกระดับอาชีวศึกษา สู่เส้นทางแห่งโอกาส-ผู้มีศักยภาพ

15 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางปฏิบัติภารกิจ ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อผสานความร่วมมือด้านอาชีวศึกษา โดยนายประเสริฐได้ลงนามปฏิญญาร่วมแสดงเจตจำนง (Joint Declaration of Intent: JDoI) ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศไทย ร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการ กิจการครอบครัว ผู้สูงอายุ สตรี และเยาวชนแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มีเป้าหมายยกระดับร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ เชื่อมโยง ‘การศึกษา–ทักษะ–ภาคอุตสาหกรรม–การมีงานทำ’ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

นายประเสริฐกล่าวถึงความร่วมมือสำคัญนี้ครอบคลุม 5 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย
1. ยกระดับอาชีวศึกษาทวิภาคี โดยนำแนวปฏิบัติที่ดีของเยอรมนีมาประยุกต์ใช้ และเพิ่มบทบาทของสถานประกอบการในการร่วมออกแบบหลักสูตรและพัฒนาทักษะผู้เรียน
2. พัฒนาหลักสูตรให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสาขา Mechatronics, Automation, Electronics, Semiconductor, AI, Digital Transformation และ Green TVET
3. ยกระดับมาตรฐานและการรับรองสมรรถนะ เพื่อให้ทักษะและคุณวุฒิของผู้เรียนเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากลและได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้น
4. พัฒนาครูอาชีวศึกษาและครูฝึกในสถานประกอบการ ผ่านการฝึกอบรม การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ และการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าสู่การเรียนการสอน
5. เชื่อมการศึกษาสู่การมีงานทำ เพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกงานและฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการไทย–เยอรมัน พร้อมพัฒนาทั้งทักษะวิชาชีพ ภาษา และประสบการณ์ทำงานจริง
นายประเสริฐย้ำว่า “ความสำเร็จของปฏิญญาร่วม (JDoI) ไม่ควรวัดเพียงจำนวนกิจกรรมหรือการแลกเปลี่ยน แต่ต้องวัดจาก ‘ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน’ คือเรียนแล้วมีทักษะ โดยทักษะได้รับการรับรอง ได้ฝึกงานจริง สู่การมีงานทำ และนำไปสู่มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

“เราจะทำให้อาชีวศึกษาเป็นเส้นทางแห่งโอกาส และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างกำลังคนสมรรถนะสูง (High-Skilled Workforce) รองรับการลงทุนและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างยั่งยืนครับ” นายประเสริฐทิ้งท้าย

แผนพัฒนาฮ่องกงฉบับแรก!! 5 ปีข้างหน้าสู่ความรุ่งเรือง เน้นเปิดกว้างและครอบคลุม ยกระดับความปลอดภัยและสังคม สอดรับยุทธศาสตร์ชาติอย่างชัดเจน

ฮ่องกงออกแผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปี ฉบับแรก มุ่งเปิดกว้าง รุ่งเรือง ปลอดภัยยิ่งขึ้น
.
ฮ่องกง, 16 ก.ย. (ซินหัว) -- วันพุธ (16 ก.ย.) จอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดประจำเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน ได้เปิดเผยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 1 (2026-2030) ซึ่งตั้งเป้าหมายสร้างฮ่องกงที่เปิดกว้าง ครอบคลุมทั่วถึง เสรี เจริญรุ่งเรือง และปลอดภัยยิ่งขึ้น
.
ลีระบุว่าปี 2026-2030 เป็นช่วงเวลาสำคัญของฮ่องกงในการคว้าโอกาสเพื่อเปลี่ยนผ่านจากเสถียรภาพสู่ความรุ่งเรือง ยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของสังคม และสร้างบ้านที่ดียิ่งขึ้นสำหรับทุกคน โดยแผนพัฒนาฉบับนี้จะเผยทิศทางการพัฒนา ยกระดับการกระจายทรัพยากร รักษาความคาดหวังของสังคม รวมถึงคุ้มครองความเป็นอยู่ที่ดีของสังคมและผลประโยชน์ของนักลงทุนทั่วโลก
.
ลีกล่าวว่าปี 2026 เป็นจุดเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ของจีน ขณะที่แผนพัฒนาฉบับแรกของฮ่องกงสะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลฮ่องกงในการปรับปรุงระบบที่นำโดยคณะบริหารสูงสุดของฮ่องกงและยกระดับประสิทธิภาพการบริหารปกครอง

ทั้งนี้ ลีเสริมว่าแผนพัฒนาฉบับแรกส่งสัญญาณถึงความจำเป็นในการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ของฮ่องกง เพื่อสอดรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับชาติในเชิงรุก รวมถึงบูรณาการเข้าสู่และสนับสนุนการพัฒนาระดับชาติโดยรวมได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ลูกสาววัย 79 ปี ตามรอยอดีตพ่อสารวัตรทหารญี่ปุ่น หลังพ่อสั่งสลักคำขอโทษบนหลุมศพ บทบาทสารวัตรสำคัญในสงคราม เผยปฏิบัติการปราบปรามโหดร้าย ลูกสาวหวังญี่ปุ่นทบทวนอดีตสงคราม

คำขอโทษจากอดีต 'สารวัตรทหารญี่ปุ่น' สู่ลูกสาวผู้ตามหาความจริงสงครามรุกรานจีน

โตเกียว, 16 ก.ย. (ซินหัว) -- อายาโกะ คุราฮาชิ วัย 79 ปี เป็นลูกสาวของยูกิจิ โอซาวะ อดีตนายทหารหน่วยสารวัตรทหารของกองทัพคันโตของญี่ปุ่นระหว่างญี่ปุ่นรุกรานจีน ซึ่งเคยประจำการในหลายพื้นที่ของจีน เช่น เทียนจิน ปักกิ่ง และเมืองตงหนิงในมณฑลเฮยหลงเจียง และต่อมาถูกกองกำลังโซเวียตจับกุมเมื่อญี่ปุ่นยอมจำนนในปี 1945 แต่สามารถหลบหนีและเดินทางกลับญี่ปุ่นได้ ทว่าในปี 1986 ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต โอซาวะได้ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ลูกสาว พร้อมสั่งให้สลักข้อความขอโทษเหล่านี้ลงบนแผ่นป้ายหน้าหลุมศพ

ใจความในกระดาษระบุว่าโอซาวะได้เข้าร่วมสงครามรุกรานจีน เขาสำนึกผิดอย่างยิ่งต่อทุกสิ่งที่ได้กระทำลงไปและรู้สึกขอโทษอย่างสุดซึ้งต่อประชาชนชาวจีน ทว่าคุราฮาชิรู้เพียงว่าพ่อของเธอเคยเป็นสารวัตรทหาร แต่ไม่รู้ว่าเขาได้ทำอะไรไปบ้างกันแน่ คุราฮาชิจึงพยายามติดต่ออดีตสารวัตรทหารที่เคยประจำการร่วมกับพ่อของเธอเพื่อค้นหาคำตอบ แต่กลับไม่ได้รับคำตอบอันใด
ฟันเฟืองสำคัญของการปราบปราม

เซยะ มัตสึโนะ นักประวัติศาสตร์และนักวิจัยจากสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติ มหาวิทยาลัยเมจิ กาคุอิน เปิดเผยว่าบทบาทของสารวัตรทหารในสงครามญี่ปุ่นรุกรานจีนเป็นสิ่งสำคัญต่อการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์สงคราม โดยสารวัตรทหารมีอยู่ในจีนแล้วตั้งแต่ช่วงก่อตั้งกองทัพคันโต และเมื่อการรุกรานของญี่ปุ่นขยายวง หน่วยสารวัตรทหารจึงถูกส่งไปประจำการในพื้นที่ต่างๆ ของจีน

มัตสึโนะระบุว่าสารวัตรทหารมีหน้าที่หลากหลาย เช่น การปกป้องความลับทางทหาร การค้นหาสายลับ การควบคุมและตรวจสอบการสื่อสารและองค์กรสื่อ และการปราบปรามพลเรือนที่ถูกมองว่า "เป็นปฏิปักษ์" ซึ่งรวมถึงผู้ที่ต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นหรือปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับกองกำลังยึดครอง โดยหน่วยสารวัตรทหารมีอำนาจมหาศาลและเป็นองค์กรที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง คอยทำหน้าที่เสมือนกรงเล็บและแนวหน้าของกองทัพญี่ปุ่นในการปราบปรามประชาชนท้องถิ่นระหว่างการรุกราน

มัตสึโนะยังแสดงสำเนารายงานลับจากหน่วยสารวัตรทหารฉบับหนึ่งที่อธิบายวิธีจัดการกับบุคคลที่ต้องสงสัยว่าเป็นสายลับ โดยจะทำ "การส่งตัวเป็นกรณีพิเศษ" หมายถึงการส่งบุคคลนั้นไปยังหน่วยปฏิบัติการ 731 แห่งกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหน่วยที่ดำเนินการทดลองกับมนุษย์อย่างโหดร้าย รวมถึงการทำสงครามชีวภาพและสงครามเชื้อโรคในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

นอกจากนี้ มัตสึโนะระบุว่าพ่อของคุราฮาชิมียศนายทหารประทวนในหน่วยสารวัตรทหาร ซึ่งมักรับผิดชอบสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาในปฏิบัติการแนวหน้า และพ่อของคุราฮาชิอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้นหา จับกุม และปราบปรามผู้ที่ต่อต้านกองกำลังญี่ปุ่น
ลูกสาวผู้ค้นหาความจริง

คุราฮาชิจดจำพ่อของเธอว่าเป็นคนเคร่งขรึม แต่มีเหตุการณ์หนึ่งที่ยังคงชัดเจนในความทรงจำ นั่นคือครั้งที่พ่อจู่ๆ ร้องไห้ออกมาขณะชมรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับสงครามของญี่ปุ่นในจีน ต่อมาเธอเดินทางไปจีนหลายครั้งเพื่อแสดงความสำนึกผิดแทนพ่อ โดยเยือนพิพิธภัณฑ์สงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น หอรำลึกเหยื่อเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิงโดยผู้รุกรานชาวญี่ปุ่น และสถานที่อื่นๆ ซึ่งการได้เห็นหลักฐานเพิ่มเติมญี่ปุ่นสร้างความสะเทือนใจแก่คุราฮาชิอย่างมาก

คุราฮาชิกล่าวทิ้งท้ายว่าสังคมญี่ปุ่นยังไม่ได้ทบทวนประวัติศาสตร์สงครามอย่างเพียงพอ โดยในห้องเรียนญี่ปุ่น ครูอาจบอกนักเรียนเกี่ยวกับสถานที่บางแห่งที่กองทัพญี่ปุ่นเคยส่งกำลังไปประจำการ แต่บ่อยครั้งไม่ได้ลงลึกถึงสิ่งที่กองกำลังญี่ปุ่นได้กระทำในสถานที่เหล่านั้น ซึ่งเธอหวังว่าญี่ปุ่นจะเผชิญหน้าและทบทวนประวัติศาสตร์การรุกรานของตน และหวังว่าถ้อยคำขอโทษบนหลุมศพของพ่อเธอจะเข้าถึงผู้คนในวงกว้างยิ่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

จีนเปิดคลองผิงลู่ 7 หมื่นล้านหยวน!! ทางออกสู่ทะเล ย่นเส้นทางขนส่งสู่อาเซียนกว่า 560 กม. คลองผิงลู่ยาว 134 กม. สู่ทะเล ช่วยลัดเส้นทางขนส่งสินค้า เชื่อมตลาดจีน-อาเซียนใหญ่สุด

จีนเปิดสัญจร 'คลองผิงลู่' ทุนสร้าง 7 หมื่นล้านหยวน ทางออกสู่ทะเล ทางลัดสู่อาเซียน

วันพุธ (16 ก.ย.) เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีนได้เปิดใช้งานคลองผิงลู่อย่างเป็นทางการแล้ว โดยคลองแห่งนี้มีความยาว 134.2 กิโลเมตร ใช้งบประมาณก่อสร้าง 7.27 หมื่นล้านหยวน (ราว 3.6 แสนล้านบาท) ตัดผ่านเมืองหนานหนิงของกว่างซี ก่อนไหลลงสู่อ่าวเป่ยปู้ ช่วยเปิดเส้นทางลัดสู่ชายฝั่งและตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดอาเซียน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีน

คลองแห่งนี้ทอดยาวตามระเบียงการค้าทางบก-ทางทะเลระหว่างประเทศใหม่ ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงแถบตอนในของจีนเข้ากับอาเซียนและตลาดโลก ถือเป็นโครงการคลองเชื่อมแม่น้ำสู่ทะเลขนาดใหญ่โครงการแรกของจีนที่วางแผนและประสานงานในระดับชาติตั้งแต่ปี 1949

คลองผิงลู่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับเรือที่มีระวางขับน้ำสูงสุด 5,000 ตัน ช่วยย่นระยะทางขนส่งสินค้าทางน้ำจากพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของจีนสู่ทะเลได้มากกว่า 560 กิโลเมตร เมื่อเทียบกับเส้นทางเดิมที่ต้องผ่านท่าเรือในมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) และคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวมลงร้อยละ 18-30 และประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งได้มากกว่า 5 พันล้านหยวน (ราว 2.47 หมื่นล้านบาท) ต่อปี

หลูซินหนิง รองประธานประจำหน่วยงานรัฐบาลกว่างซี กล่าวว่าคลองแห่งนี้สร้างทางเชื่อมใหม่ระหว่างตลาดจีนซึ่งมีประชากร 1.4 พันล้านคน กับกลุ่มผู้บริโภคในอาเซียนที่มีเกือบ 700 ล้านคน ทั้งยังมีศักยภาพกระตุ้นการลงทุนข้ามพรมแดนรูปแบบใหม่ และส่งเสริมการรวมกลุ่มห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

การก่อสร้างคลองแห่งนี้ใช้เวลาดำเนินการนานกว่า 4 ปี ส่วนใหญ่เป็นการขยายความกว้าง ขุดลอกให้ลึกขึ้น และปรับแนวทางน้ำเดิมให้ตรงขึ้น ขณะที่บางส่วนต้องมีการขุดเจาะผ่านพื้นที่แห้งและภูมิประเทศภูเขา โดยหนึ่งในความท้าทายทางวิศวกรรมที่สำคัญที่สุดคือความแตกต่างของระดับน้ำที่สูงถึง 65 เมตร เทียบเท่ากับความสูงของอาคารกว่า 20 ชั้น จึงมีการสร้างศูนย์ควบคุมการเดินเรือ 3 แห่งที่ติดตั้งระบบประตูเรือสัญจรแบบคู่ (twin-line ship locks) เพื่อช่วยปรับระดับน้ำในการนำเรือขึ้นและลงตลอดแนวคลอง

รายงานระบุว่าดินและหินที่ขุดขึ้นมาจากคลองผิงลู่ราว 315 ล้านลูกบาศก์เมตรถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์กว่าร้อยละ 98 นอกจากนี้ คลองสายนี้ยังมีทางผ่านสำหรับปลา (fish passage) ความยาวกว่า 480 เมตร และทางข้ามสำหรับสัตว์ป่าโดยเฉพาะ เพื่อให้สัตว์บก เช่น แมวดาวและกระรอก สามารถข้ามพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

เส้นทางคมนาคมสายใหม่นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งที่ผ่านมามีพัฒนาการตามหลังพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกที่มั่งคั่งกว่า อีกทั้งยังต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าในการขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือ โดยสินค้าประเภทถ่านหิน แร่ธาตุ ธัญพืช วัสดุพลังงานใหม่ และชิ้นส่วนยานยนต์จากภูมิภาคดังกล่าว จะสามารถขนส่งไปยังตลาดต่างประเทศผ่านเส้นทางตรงที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

อนึ่ง การค้าระหว่างจีนกับอาเซียนมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33.27 ล้านล้านบาท) เป็นครั้งแรกในปี 2025 ขณะที่การค้าระหว่างสองฝ่ายในช่วงเดือนมกราคม-กรกฎาคมของปี 2026 อยู่ที่ 7.44 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 24.77 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.7 เมื่อเทียบปีต่อปี และคิดเป็นร้อยละ 21.8 ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของจีนในช่วงเวลาดังกล่าว

ที่มา : Xinhua

สหรัฐฯ จ่อดีลอาวุธล็อตใหญ่ให้อิสราเอล!! ระเบิด 2,000 ปอนด์ 40,000 ลูก มูลค่ากว่า 9.3 หมื่นล้านบาท ระเบิดต่อเนื่องจากกาซา-เลบานอน คองเกรสถูกกดดันเห็นชอบดีลนี้

สหรัฐฯ เล็งขาย ‘ระเบิด’ ให้อิสราเอล 4 หมื่นลูก มูลค่าเกือบแสนล้านบาท

เมื่อวันอังคาร (15 ก.ย. 69) ที่ผ่านมา สื่อเดอะวอชิงตันโพสต์รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนําของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมจำหน่ายอาวุธยุทโธปกรณ์แก่อิสราเอลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ (ราว 907 กิโลกรัม) จำนวน 40,000 ลูก แบ่งเป็นระเบิดเอ็มเค-84 (MK-84) สองหมื่นลูก และระเบิดบีแอลยู-117 (BLU-117) สองหมื่นลูก รวมถึงหัวรบเจาะเกราะเพเนเทรเตอร์ รุ่นไอ-2000 (I-2000 Penetrator) อีก 20,000 ลูก รวมมูลค่า 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 93,100 ล้านบาท)

สำหรับ ระเบิดเอ็มเค-84 จัดเป็นหนึ่งในอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงสุดในหมู่คลังแสงของกองทัพชาติตะวันตก สามารถกระจายเศษซากโลหะเป็นระยะทางไกลหลายพันฟุตในทุกทิศทาง เจาะทะลุโลหะและคอนกรีตหนา และมักทิ้งหลุมขนาดใหญ่ไว้บนพื้นดิน โดยอิสราเอลเคยใช้ระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ในกาซาและเลบานอนแล้วหลายร้อยครั้ง ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อจำนวนผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งเหล่านั้น ทำให้อิสราเอลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการใช้ระเบิดเอ็มเค-84 บ่อยครั้งในเขตที่ถูกกำหนดเป็นที่ปลอดภัยของพลเรือนในกาซา

รายงานระบุว่าแม้ธุรกรรมดังกล่าวจะถูกเรียกว่าเป็นการจำหน่าย แต่เงินทุนสำหรับการจัดซื้อมาจากกลไกที่เรียกว่า “การจัดหาเงินทุนทางทหารจากต่างประเทศ” ซึ่งสหรัฐฯ เป็นผู้จัดสรรเงินทุนให้อิสราเอลใช้ซื้ออาวุธ โดยมีการแจ้งธุรกรรมดังกล่าวต่อคณะกรรมาธิการสภาคองเกรสอย่างไม่เป็นทางการแล้ว และทำเนียบขาวกำลังกดดันเหล่าผู้นำคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของวุฒิสภา และคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรให้เห็นชอบการจำหน่ายดังกล่าว

ที่มา : ซินหัว

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1688322813300189&id=100063674585845&rdid=knjbfSB657ewYacz#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top