Monday, 28 September 2026
World

จีนเตรียมปรับกฎทรัพย์สินทางปัญญา!! ตั้งเป้าพัฒนา AI บล็อกเชน รองรับเศรษฐกิจดิจิทัลใหม่ ยกระดับความร่วมมือสากล ลิขสิทธิ์โตทั่วโลกเพิ่มรายได้

จีนเตรียมปรับกฎคุ้มครอง 'ทรัพย์สินทางปัญญา' รับยุค AI-เศรษฐกิจดิจิทัล

ปักกิ่ง, 8 ก.ย. (ซินหัว) -- จีนเตรียมปรับปรุงกฎระเบียบด้านทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) อัลกอริธึม และเทคโนโลยีเกิดใหม่อื่นๆ เช่น บล็อกเชน บิ๊กดาต้า และการประมวลผลคลาวด์ เพื่อปรับปรุงระบบลิขสิทธิ์ของเศรษฐกิจดิจิทัลให้ทันสมัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ว่าด้วยการคุ้มครองและการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาของจีน โดยมุ่งกำหนดลำดับความสำคัญในการพัฒนาด้านทรัพย์สินทางปัญญาในช่วงปี 2026-2030

ภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ นิยายออนไลน์ และวิดีโอเกมของจีนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในต่างประเทศช่วงไม่กี่ปีมานี้ โดยรายได้จากเกมที่จีนพัฒนาเองในตลาดต่างประเทศทะลุ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.58 แสนล้านบาท) ในปี 2025 ขณะที่วรรณกรรมออนไลน์ของจีนเข้าถึงผู้อ่านหลายร้อยล้านคนในกว่า 200 ประเทศและภูมิภาค จีนจึงมีเป้าหมายยกระดับการคุ้มครองลิขสิทธิ์และกฎระเบียบการทำธุรกรรมทั้งในด้านการเผยแพร่ทางออนไลน์ บริการภาพและเสียงออนไลน์ และวรรณกรรมและศิลปะออนไลน์ในอีก 5 ปีข้างหน้า

นอกจากนั้น ทางการจะปรับปรุงระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในระดับสากลให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถแก้ไขข้อพิพาทและควบคุมความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงสร้างฐานข้อมูลกรณีข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญาข้ามพรมแดน
แผนดังกล่าวระบุว่าจีนจะยกระดับความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาผ่านองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) และกลไกพหุภาคีอื่นๆ เพิ่มการหารือด้านทรัพย์สินทางปัญญากับคู่ค้ารายสำคัญ รวมถึงมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎเกณฑ์และมาตรฐานสากลด้านทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับสาขาเกิดใหม่

แผนข้างต้นยังมุ่งปั้นจีนสู่การเป็นประเทศชั้นนำด้านทรัพย์สินทางปัญญาภายในปี 2030 ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้อยู่ในกลุ่มแนวหน้าของโลกภายในปี 2035 รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมลิขสิทธิ์ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เป็นร้อยละ 7.53 ภายในปี 2030 พร้อมเรียกร้องให้ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมลิขสิทธิ์ที่มีคุณภาพสูง ยกระดับการแปลงและนำผลงานที่มีลิขสิทธิ์ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ตลอดจนเดินหน้าส่งเสริมผลงานในระดับนานาชาติเพื่อผลักดันผลงานของจีนสู่ผู้ชมทั่วโลกมากขึ้น

ที่มา : Xinhua

ไพ่ 3 ใบในมือ ฮุน เซน ที่กัมพูชาคิดว่าถือไพ่เหนือกว่าไทย จึงฮึกเหิมและมีพฤติกรรมก้าวร้าวอย่างเห็นได้ชัด

เกมพิสดาร​ของเขมร: ไพ่​ 3 ใบในมือฮุน​ เซน

กัมพูชากำลัง​เล่นเกมกับไทยอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง​ ทั้งทางการเมือง​ การทูต​ การทหาร​ เศรษฐกิจ​ สังคม​ และการต่างประเทศ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว​ ก็ยากที่จะเอาชนะไทยได้ง่ายๆ​
แต่เพราะกัมพูชา​ โดยเฉพาะนายฮุน​ เซน​ คงคิดว่าถือไพ่เหนือกว่า​ไทยอยู่​ 3 ใบ​ จึงฮึกเหิม​และมีพฤติกรรม​ก้าวร้าวอย่างที่เห็น

1) ไพ่ใบแรก​ -​ ซึ่งกัมพูชา​คงคิดว่าเป็นไพ่ที่ดีสุดในมือ​ คือ​ เวทีศาลโลก​ รวมทั้งเวทีคณะกรรมมาธิการ-การประนอมภาคบังคับของ​ UNCLOS เหตุเพราะกัมพูชาอาจคิดว่าได้เอาชนะไทยที่ศาล​โลกมาแล้วถึง​ 2 รอบ และด้วยหลักฐานต่างๆ​ ของฝรั่งเศสที่ยังคงใช้กันอยู่ในปัจจุบัน​ และด้วยกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศที่กัมพูชา​เชี่ยวชาญ​ ก็จะได้เปรียบไทยอีก ทั้งที่​เวทีศาลโลกที่กัมพูชา​กำลังพยายามให้พิจารณาเรื่องที่ได้ยื่นไป ทั้งที่เวที UNCLOS​ ที่เริ่มเดินหน้าแล้ว​ แม้ว่าเรื่องทางทะเลจะซับซ้อนมากกว่าทางบก​และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายก็ตาม​ ทั้งนี้ยังไม่นับค่าจ้างทีมที่ปรึกษา​ ซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาล​ แต่กัมพูชาก็คงจะหามาจ่ายจนได้

2) ไพ่ใบที่สอง​ -​ กัมพูชา​คงคิดว่าตนไม่เสียเปรียบไทยในเวทีสหประชาชาติ​ (เช่น​ที่​ UNSC, General Assembly, UNHRC) เวทีอาเซียน หรือกับมหาอำนาจและประเทศบริวารที่สนับสนุนตน​ รวมทั้งที่​ JBC เหตุเพราะกัมพูชา​มีความคุ้นเคยและชำนาญในเวทีต่างๆ​ ดังกล่าว ได้เดินสายร้องเรียนกล่าวหาไทยในเวทีเหล่านี้มาแล้วอย่างต่อเนื่อง​ เคยถ่วงเวลาหรือเบี่ยงเบนประเด็นสำเร็จในการประชุมหลายๆ ครั้งมาแล้วด้วย​ แม้ว่าจะทำให้กัมพูชา​ดูเหมือนเป็นตัวตลกในเวทีเหล่านั้นก็ตาม
แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองโลก​ และด้วยเหตุผลที่สมาชิก​ UN จำนวนไม่น้อยก็มีสภาพไม่ต่างจากเขมร​นัก และด้วยเรื่องผลประโยชน์​ของแต่ละชาติที่กัมพูชา​หยิบยื่นให้​ ดังนั้น ในเวที​ UN (เช่น​มีผู้เขียนรายงานให้ UN ที่มีทีท่าไม่ปกติ) เวที ASEAN AOT (ฝั่งกัมพูชา) หรือในเวทีนานาชาติอื่นๆ​ จึงมีท่าทีเห็นอกเห็นใจ เอนเอียง​ หรือเข้าข้างกัมพูชา​อย่างชัดเจนก็มีมาแล้ว ซึ่งรัฐมนตรีในรัฐบาลไทยที่ผ่านมา​ก็เคยเอ่ยปากบ่นหรือตัดพ้อในเรื่องนี้มาแล้วด้วย

3) ไพ่ใบที่สาม​ -​ เป็นด้านที่กัมพูชาไม่ได้เปรียบไทย แต่ก็สามารถยืนระยะได้ และยอมรับความเสียเปรียบนั้นได้ ทั้งนี้เพื่อที่จะได้เปรียบในเรื่องอื่น​ที่จะเอาชนะไทยให้ได้
เช่นเรื่องการทหาร​ ไทยมีกำลังรบสูงกว่าและมีศักยภาพมากกว่า ซึ่งรบกันไปแล้ว​ 2 รอบในปี​ 2568 กัมพูชาสูญเสียกำลังพลและยุทโธปกรณ์​ไปไม่น้อย​ แต่ก็ไม่ได้แพ้อย่างราบคาบหรือ​ "สิ้นสภาพ" การเป็นภัยคุกคาม และด้วยความช่วยเหลือของมหาอำนาจและบางชาติ ทหารเขมรจึงฟื้นตัวเร็ว​ และได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์​หลายอย่างจากบทเรียนในครั้งก่อนๆ​ ปัจจุบันได้ระดมกำลังรบนับพันๆ นาย มาประชิดชายแดนไทย​ พร้อมทั้งเสริม​สร้างบังเกอร์​ เติมเสบียงกรัง​ นำรถถังปืนใหญ่​ อาวุธใหม่ๆ​ เข้ามาประจำการในหลายจุด และรอฟังคำสั่งอยู่ในพื้นที่อย่างคึกคัก​ จนเกรงกันว่าอาจจะเกิดการสู้รบเป็นรอบที่​ 3​ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ความสูญเสียก็จะเกิดกับกัมพูชาอีกไม่น้อย แต่ผู้นำกัมพูชาคงคิดว่ารับความสูญเสียนั้นได้ และจะมีโอกาสได้แก้มือหรือสร้างความเสียหายให้ไทยได้​ ทั้งนี้​ เพื่อที่จะเพิ่มความได้เปรียบในที่อื่นๆ เช่น ที่ศาลโลก ที่อาเซียน​ หรือเพื่อให้ชาติต่างๆ​ โดยเฉพาะมหาอำนาจ​เข้ามาแทรงแซงเพื่อให้เป็นประโยชน์กับตน​

ในทางเศรษฐกิจก็เช่นเดียวกัน การปิดด่านของไทยอย่างยาวนานเป็นประวัติการณ์​ โดยยังไม่มีกำหนดที่จะเปิด ทำให้เกิดความเสียหายต่อกัมพูชาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะที่ค้าขายกันและที่ส่งสินค้าผ่านแดนไปยังประเทศอื่นๆ แต่กัมพูชาก็อดทนและยืนระยะได้ และก็ยังได้รับความช่วยเหลือในด้านการเงิน​และการผลิตทดแทนจากหลายประเทศ​ จนสามารถตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่ได้และเริ่มผลิตสินค้าทดแทนสินค้าไทยได้บ้างแล้ว ซึ่งก็ส่งผลดีต่อความรู้สึกชาตินิยมของชาวเขมรและต่อเสียงสนับสนุนของรัฐบาลนายฮุน มาเนตได้ไม่น้อย

สรุป กลเกมไพ่ 3 ใบที่พิสดารของกัมพูชานี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก​ เป็นปัจจัยที่น่าจะส่งผลต่อพฤติกรรมของกัมพูชา​มาโดยตลอด ซึ่งหากเป็นจริงแล้ว​ แนวโน้มความขัดแย้งของทั้งสองประเทศก็จะยืดเยื้อ ต่อเนื่อง และยาวนานไปอีกหลายปี แต่ทางออกที่ดีกว่า “สงครามตลอดกาล” ก็ยังมี และข้อเสนอนั้นก็ได้วางอยู่บนโต๊ะเจรจาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ที่พิสดารกว่าก็คือ​ ยังไม่มีใครสมัครใจที่จะเดินเข้ามานั่งพูดคุยกันอย่างจริงจัง​ ประชาชนของทั้งสองประเทศจึงต้องจ่ายค่าความเสียหายต่อไปอย่างไม่มีกำหนด
* รับชมคลิปพูดคุยในเรื่องนี้ได้ข้างล่างนี้ครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/100000122931524/posts/29404151199172255/?rdid=ascUtKNNTvueBbmT#

ไพ่ใบที่ 2 กัมพูชาคิดว่าตัวเองเหนือไทยในเวทีสหประชาชาติ

เกมพิสดาร​ของเขมร: ไพ่​ 3 ใบในมือฮุน​ เซน

กัมพูชากำลัง​เล่นเกมกับไทยอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง​ ทั้งทางการเมือง​ การทูต​ การทหาร​ เศรษฐกิจ​ สังคม​ และการต่างประเทศ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว​ ก็ยากที่จะเอาชนะไทยได้ง่ายๆ​
แต่เพราะกัมพูชา​ โดยเฉพาะนายฮุน​ เซน​ คงคิดว่าถือไพ่เหนือกว่า​ไทยอยู่​ 3 ใบ​ จึงฮึกเหิม​และมีพฤติกรรม​ก้าวร้าวอย่างที่เห็น

1) ไพ่ใบแรก​ -​ ซึ่งกัมพูชา​คงคิดว่าเป็นไพ่ที่ดีสุดในมือ​ คือ​ เวทีศาลโลก​ รวมทั้งเวทีคณะกรรมมาธิการ-การประนอมภาคบังคับของ​ UNCLOS เหตุเพราะกัมพูชาอาจคิดว่าได้เอาชนะไทยที่ศาล​โลกมาแล้วถึง​ 2 รอบ และด้วยหลักฐานต่างๆ​ ของฝรั่งเศสที่ยังคงใช้กันอยู่ในปัจจุบัน​ และด้วยกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศที่กัมพูชา​เชี่ยวชาญ​ ก็จะได้เปรียบไทยอีก ทั้งที่​เวทีศาลโลกที่กัมพูชา​กำลังพยายามให้พิจารณาเรื่องที่ได้ยื่นไป ทั้งที่เวที UNCLOS​ ที่เริ่มเดินหน้าแล้ว​ แม้ว่าเรื่องทางทะเลจะซับซ้อนมากกว่าทางบก​และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายก็ตาม​ ทั้งนี้ยังไม่นับค่าจ้างทีมที่ปรึกษา​ ซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาล​ แต่กัมพูชาก็คงจะหามาจ่ายจนได้

2) ไพ่ใบที่สอง​ -​ กัมพูชา​คงคิดว่าตนไม่เสียเปรียบไทยในเวทีสหประชาชาติ​ (เช่น​ที่​ UNSC, General Assembly, UNHRC) เวทีอาเซียน หรือกับมหาอำนาจและประเทศบริวารที่สนับสนุนตน​ รวมทั้งที่​ JBC เหตุเพราะกัมพูชา​มีความคุ้นเคยและชำนาญในเวทีต่างๆ​ ดังกล่าว ได้เดินสายร้องเรียนกล่าวหาไทยในเวทีเหล่านี้มาแล้วอย่างต่อเนื่อง​ เคยถ่วงเวลาหรือเบี่ยงเบนประเด็นสำเร็จในการประชุมหลายๆ ครั้งมาแล้วด้วย​ แม้ว่าจะทำให้กัมพูชา​ดูเหมือนเป็นตัวตลกในเวทีเหล่านั้นก็ตาม
แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองโลก​ และด้วยเหตุผลที่สมาชิก​ UN จำนวนไม่น้อยก็มีสภาพไม่ต่างจากเขมร​นัก และด้วยเรื่องผลประโยชน์​ของแต่ละชาติที่กัมพูชา​หยิบยื่นให้​ ดังนั้น ในเวที​ UN (เช่น​มีผู้เขียนรายงานให้ UN ที่มีทีท่าไม่ปกติ) เวที ASEAN AOT (ฝั่งกัมพูชา) หรือในเวทีนานาชาติอื่นๆ​ จึงมีท่าทีเห็นอกเห็นใจ เอนเอียง​ หรือเข้าข้างกัมพูชา​อย่างชัดเจนก็มีมาแล้ว ซึ่งรัฐมนตรีในรัฐบาลไทยที่ผ่านมา​ก็เคยเอ่ยปากบ่นหรือตัดพ้อในเรื่องนี้มาแล้วด้วย

3) ไพ่ใบที่สาม​ -​ เป็นด้านที่กัมพูชาไม่ได้เปรียบไทย แต่ก็สามารถยืนระยะได้ และยอมรับความเสียเปรียบนั้นได้ ทั้งนี้เพื่อที่จะได้เปรียบในเรื่องอื่น​ที่จะเอาชนะไทยให้ได้
เช่นเรื่องการทหาร​ ไทยมีกำลังรบสูงกว่าและมีศักยภาพมากกว่า ซึ่งรบกันไปแล้ว​ 2 รอบในปี​ 2568 กัมพูชาสูญเสียกำลังพลและยุทโธปกรณ์​ไปไม่น้อย​ แต่ก็ไม่ได้แพ้อย่างราบคาบหรือ​ "สิ้นสภาพ" การเป็นภัยคุกคาม และด้วยความช่วยเหลือของมหาอำนาจและบางชาติ ทหารเขมรจึงฟื้นตัวเร็ว​ และได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์​หลายอย่างจากบทเรียนในครั้งก่อนๆ​ ปัจจุบันได้ระดมกำลังรบนับพันๆ นาย มาประชิดชายแดนไทย​ พร้อมทั้งเสริม​สร้างบังเกอร์​ เติมเสบียงกรัง​ นำรถถังปืนใหญ่​ อาวุธใหม่ๆ​ เข้ามาประจำการในหลายจุด และรอฟังคำสั่งอยู่ในพื้นที่อย่างคึกคัก​ จนเกรงกันว่าอาจจะเกิดการสู้รบเป็นรอบที่​ 3​ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ความสูญเสียก็จะเกิดกับกัมพูชาอีกไม่น้อย แต่ผู้นำกัมพูชาคงคิดว่ารับความสูญเสียนั้นได้ และจะมีโอกาสได้แก้มือหรือสร้างความเสียหายให้ไทยได้​ ทั้งนี้​ เพื่อที่จะเพิ่มความได้เปรียบในที่อื่นๆ เช่น ที่ศาลโลก ที่อาเซียน​ หรือเพื่อให้ชาติต่างๆ​ โดยเฉพาะมหาอำนาจ​เข้ามาแทรงแซงเพื่อให้เป็นประโยชน์กับตน​

ในทางเศรษฐกิจก็เช่นเดียวกัน การปิดด่านของไทยอย่างยาวนานเป็นประวัติการณ์​ โดยยังไม่มีกำหนดที่จะเปิด ทำให้เกิดความเสียหายต่อกัมพูชาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะที่ค้าขายกันและที่ส่งสินค้าผ่านแดนไปยังประเทศอื่นๆ แต่กัมพูชาก็อดทนและยืนระยะได้ และก็ยังได้รับความช่วยเหลือในด้านการเงิน​และการผลิตทดแทนจากหลายประเทศ​ จนสามารถตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่ได้และเริ่มผลิตสินค้าทดแทนสินค้าไทยได้บ้างแล้ว ซึ่งก็ส่งผลดีต่อความรู้สึกชาตินิยมของชาวเขมรและต่อเสียงสนับสนุนของรัฐบาลนายฮุน มาเนตได้ไม่น้อย

สรุป กลเกมไพ่ 3 ใบที่พิสดารของกัมพูชานี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก​ เป็นปัจจัยที่น่าจะส่งผลต่อพฤติกรรมของกัมพูชา​มาโดยตลอด ซึ่งหากเป็นจริงแล้ว​ แนวโน้มความขัดแย้งของทั้งสองประเทศก็จะยืดเยื้อ ต่อเนื่อง และยาวนานไปอีกหลายปี แต่ทางออกที่ดีกว่า “สงครามตลอดกาล” ก็ยังมี และข้อเสนอนั้นก็ได้วางอยู่บนโต๊ะเจรจาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ที่พิสดารกว่าก็คือ​ ยังไม่มีใครสมัครใจที่จะเดินเข้ามานั่งพูดคุยกันอย่างจริงจัง​ ประชาชนของทั้งสองประเทศจึงต้องจ่ายค่าความเสียหายต่อไปอย่างไม่มีกำหนด
* รับชมคลิปพูดคุยในเรื่องนี้ได้ข้างล่างนี้ครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/100000122931524/posts/29404151199172255/?rdid=ascUtKNNTvueBbmT#

ไพ่ใบที่ 3 ข้อนี้กัมพูชาเสียเปรียบไทยแต่ยืนระยะสู้ได้

เกมพิสดาร​ของเขมร: ไพ่​ 3 ใบในมือฮุน​ เซน

กัมพูชากำลัง​เล่นเกมกับไทยอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง​ ทั้งทางการเมือง​ การทูต​ การทหาร​ เศรษฐกิจ​ สังคม​ และการต่างประเทศ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว​ ก็ยากที่จะเอาชนะไทยได้ง่ายๆ​
แต่เพราะกัมพูชา​ โดยเฉพาะนายฮุน​ เซน​ คงคิดว่าถือไพ่เหนือกว่า​ไทยอยู่​ 3 ใบ​ จึงฮึกเหิม​และมีพฤติกรรม​ก้าวร้าวอย่างที่เห็น

1) ไพ่ใบแรก​ -​ ซึ่งกัมพูชา​คงคิดว่าเป็นไพ่ที่ดีสุดในมือ​ คือ​ เวทีศาลโลก​ รวมทั้งเวทีคณะกรรมมาธิการ-การประนอมภาคบังคับของ​ UNCLOS เหตุเพราะกัมพูชาอาจคิดว่าได้เอาชนะไทยที่ศาล​โลกมาแล้วถึง​ 2 รอบ และด้วยหลักฐานต่างๆ​ ของฝรั่งเศสที่ยังคงใช้กันอยู่ในปัจจุบัน​ และด้วยกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศที่กัมพูชา​เชี่ยวชาญ​ ก็จะได้เปรียบไทยอีก ทั้งที่​เวทีศาลโลกที่กัมพูชา​กำลังพยายามให้พิจารณาเรื่องที่ได้ยื่นไป ทั้งที่เวที UNCLOS​ ที่เริ่มเดินหน้าแล้ว​ แม้ว่าเรื่องทางทะเลจะซับซ้อนมากกว่าทางบก​และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายก็ตาม​ ทั้งนี้ยังไม่นับค่าจ้างทีมที่ปรึกษา​ ซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาล​ แต่กัมพูชาก็คงจะหามาจ่ายจนได้

2) ไพ่ใบที่สอง​ -​ กัมพูชา​คงคิดว่าตนไม่เสียเปรียบไทยในเวทีสหประชาชาติ​ (เช่น​ที่​ UNSC, General Assembly, UNHRC) เวทีอาเซียน หรือกับมหาอำนาจและประเทศบริวารที่สนับสนุนตน​ รวมทั้งที่​ JBC เหตุเพราะกัมพูชา​มีความคุ้นเคยและชำนาญในเวทีต่างๆ​ ดังกล่าว ได้เดินสายร้องเรียนกล่าวหาไทยในเวทีเหล่านี้มาแล้วอย่างต่อเนื่อง​ เคยถ่วงเวลาหรือเบี่ยงเบนประเด็นสำเร็จในการประชุมหลายๆ ครั้งมาแล้วด้วย​ แม้ว่าจะทำให้กัมพูชา​ดูเหมือนเป็นตัวตลกในเวทีเหล่านั้นก็ตาม
แต่ด้วยเหตุผลทางการเมืองโลก​ และด้วยเหตุผลที่สมาชิก​ UN จำนวนไม่น้อยก็มีสภาพไม่ต่างจากเขมร​นัก และด้วยเรื่องผลประโยชน์​ของแต่ละชาติที่กัมพูชา​หยิบยื่นให้​ ดังนั้น ในเวที​ UN (เช่น​มีผู้เขียนรายงานให้ UN ที่มีทีท่าไม่ปกติ) เวที ASEAN AOT (ฝั่งกัมพูชา) หรือในเวทีนานาชาติอื่นๆ​ จึงมีท่าทีเห็นอกเห็นใจ เอนเอียง​ หรือเข้าข้างกัมพูชา​อย่างชัดเจนก็มีมาแล้ว ซึ่งรัฐมนตรีในรัฐบาลไทยที่ผ่านมา​ก็เคยเอ่ยปากบ่นหรือตัดพ้อในเรื่องนี้มาแล้วด้วย

3) ไพ่ใบที่สาม​ -​ เป็นด้านที่กัมพูชาไม่ได้เปรียบไทย แต่ก็สามารถยืนระยะได้ และยอมรับความเสียเปรียบนั้นได้ ทั้งนี้เพื่อที่จะได้เปรียบในเรื่องอื่น​ที่จะเอาชนะไทยให้ได้
เช่นเรื่องการทหาร​ ไทยมีกำลังรบสูงกว่าและมีศักยภาพมากกว่า ซึ่งรบกันไปแล้ว​ 2 รอบในปี​ 2568 กัมพูชาสูญเสียกำลังพลและยุทโธปกรณ์​ไปไม่น้อย​ แต่ก็ไม่ได้แพ้อย่างราบคาบหรือ​ "สิ้นสภาพ" การเป็นภัยคุกคาม และด้วยความช่วยเหลือของมหาอำนาจและบางชาติ ทหารเขมรจึงฟื้นตัวเร็ว​ และได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์​หลายอย่างจากบทเรียนในครั้งก่อนๆ​ ปัจจุบันได้ระดมกำลังรบนับพันๆ นาย มาประชิดชายแดนไทย​ พร้อมทั้งเสริม​สร้างบังเกอร์​ เติมเสบียงกรัง​ นำรถถังปืนใหญ่​ อาวุธใหม่ๆ​ เข้ามาประจำการในหลายจุด และรอฟังคำสั่งอยู่ในพื้นที่อย่างคึกคัก​ จนเกรงกันว่าอาจจะเกิดการสู้รบเป็นรอบที่​ 3​ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ความสูญเสียก็จะเกิดกับกัมพูชาอีกไม่น้อย แต่ผู้นำกัมพูชาคงคิดว่ารับความสูญเสียนั้นได้ และจะมีโอกาสได้แก้มือหรือสร้างความเสียหายให้ไทยได้​ ทั้งนี้​ เพื่อที่จะเพิ่มความได้เปรียบในที่อื่นๆ เช่น ที่ศาลโลก ที่อาเซียน​ หรือเพื่อให้ชาติต่างๆ​ โดยเฉพาะมหาอำนาจ​เข้ามาแทรงแซงเพื่อให้เป็นประโยชน์กับตน​

ในทางเศรษฐกิจก็เช่นเดียวกัน การปิดด่านของไทยอย่างยาวนานเป็นประวัติการณ์​ โดยยังไม่มีกำหนดที่จะเปิด ทำให้เกิดความเสียหายต่อกัมพูชาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะที่ค้าขายกันและที่ส่งสินค้าผ่านแดนไปยังประเทศอื่นๆ แต่กัมพูชาก็อดทนและยืนระยะได้ และก็ยังได้รับความช่วยเหลือในด้านการเงิน​และการผลิตทดแทนจากหลายประเทศ​ จนสามารถตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่ได้และเริ่มผลิตสินค้าทดแทนสินค้าไทยได้บ้างแล้ว ซึ่งก็ส่งผลดีต่อความรู้สึกชาตินิยมของชาวเขมรและต่อเสียงสนับสนุนของรัฐบาลนายฮุน มาเนตได้ไม่น้อย

สรุป กลเกมไพ่ 3 ใบที่พิสดารของกัมพูชานี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก​ เป็นปัจจัยที่น่าจะส่งผลต่อพฤติกรรมของกัมพูชา​มาโดยตลอด ซึ่งหากเป็นจริงแล้ว​ แนวโน้มความขัดแย้งของทั้งสองประเทศก็จะยืดเยื้อ ต่อเนื่อง และยาวนานไปอีกหลายปี แต่ทางออกที่ดีกว่า “สงครามตลอดกาล” ก็ยังมี และข้อเสนอนั้นก็ได้วางอยู่บนโต๊ะเจรจาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ที่พิสดารกว่าก็คือ​ ยังไม่มีใครสมัครใจที่จะเดินเข้ามานั่งพูดคุยกันอย่างจริงจัง​ ประชาชนของทั้งสองประเทศจึงต้องจ่ายค่าความเสียหายต่อไปอย่างไม่มีกำหนด
* รับชมคลิปพูดคุยในเรื่องนี้ได้ข้างล่างนี้ครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/100000122931524/posts/29404151199172255/?rdid=ascUtKNNTvueBbmT#

ผ่านไป 4 ปี จาก “ยูเครนจะชนะ” สู่ “ยูเครนกำลังแพ้”!! 'เดวิด เพเทรอุส' ทำนายผิด ปี 2022 ยูเครนจะชนะสงคราม ปี 2026 ยูเครนกำลังแพ้สงคราม สะท้อนสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ผ่านไปแค่ 4 ปี...
ปี 2022 เดวิด เพเทรอุส (David Petraeus) อดีตผู้อำนวยการ CIA และอดีตนายพล 4 ดาวของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ The Spectator พร้อมพาดหัวตัวโตว่า

“Ukraine will win the war” - “ยูเครนจะชนะสงคราม”
พร้อมทิ้งประโยคเด็ดว่า “ผมไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องสงสัยอีกต่อไปแล้ว ยูเครนจะเป็นฝ่ายชนะ”

ปี 2026 The Spectator พาดหัวใหม่ว่า...
“Ukraine is losing the war” - “ยูเครนกำลังแพ้สงคราม”

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/194174770388504/permalink/839215275884447/?rdid=aRJQ5KqUDNq8EgKM#

ฮูตีรุกยึดชายฝั่งทะเลแดง–เมืองโมคา!! เขย่าช่องแคบบับอัลมันเดบ ท่ามกลางศึกกองกำลังเยเมนหลายฝ่าย ดำเนินการโดยกองกำลังคุดส์จากอิหร่าน ปะทะรุนแรงที่เอเดนระหว่างฝ่ายรัฐบาล

กลุ่มอันซารุลลาห์ (ฮูตี) ได้ยึดครองชายฝั่งทะเลแดงทั้งหมดและเกาะหลายแห่งในทะเลแดงจากกองกำลังฝ่ายรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียในช่วงเวลาสั้นๆ

การรุกคืบนี้ทำให้กลุ่มอันซารุลลาห์มีอำนาจควบคุมทะเลแดงและช่องแคบบับอัลมันเดบมากขึ้น
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าปฏิบัติการนี้ได้รับการวางแผนโดยเจ้าหน้าที่กองกำลังคุดส์ของกองพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน โดยกลุ่มอันซารุลลาห์ดำเนินการตามคำแนะนำจากอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลข่าวกรองและอุปกรณ์แก่กลุ่มอันซารุลลาห์ และสัญญาว่าจะจัดหาอาวุธและเงินทุนเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนกลุ่มนี้

ขณะเดียวกันสำนักข่าว RT เผยแพร่วิดีโอการปะทะอย่างดุเดือดบริเวณชานเมืองเอเดน ระหว่างกองกำลังรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย กับกองกำลังที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)
เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจาก กองกำลังรัฐบาลเยเมนถอนกำลังออกจากเมืองโมคา ภายหลังเมืองดังกล่าวถูกกลุ่มอันซารุลลาห์ (ฮูตี) เข้ายึดครอง ก่อนจะเกิดการปะทะกับกองกำลังฝ่ายที่ UAE สนับสนุนบริเวณชานเมืองเอเดน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1397196609235362/?rdid=LrUDM2MPKDMuxYWH#

“รัสเซีย” อ้างถล่มเป้าหมายโลจิสติกส์ “ยูเครน”!! โจมตีโครงสร้างทางรถไฟตะวันตก เป้าหมายหลักขนส่งยุทโธปกรณ์ กองทัพเผยโจมตีศูนย์โลจิสติกส์ ส่งผลกระทบท่าเรือและสถานีไฟฟ้า

กองกำลังรัสเซียยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟในพื้นที่ทางตะวันตกของยูเครน ซึ่งถูกใช้ในการขนส่งยุทโธปกรณ์จากยุโรป กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานเมื่อวันอาทิตย์

แถลงการณ์ระบุว่า
“การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟในภูมิภาคตะวันตกของยูเครน ซึ่งถูกใช้ในการขนส่งสินค้าที่มีวัตถุประสงค์ทางทหารจากประเทศในยุโรป ยังคงดำเนินต่อไป”

เป้าหมายอื่นที่ถูกโจมตี ได้แก่
-เรือขนส่งทางทะเลที่บรรทุกยุทโธปกรณ์ในท่าเรือโอเดสซา
-ศูนย์โลจิสติกส์ Novaya Pochta ในภูมิภาคโอเดสซา ซึ่งใช้จัดเก็บและกระจายสิ่งของให้กองทัพยูเครน
-สถานีไฟฟ้าย่อย Novaya และ Usatovo ซึ่งใช้สนับสนุนการปฏิบัติงานของโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือในภูมิภาคโอเดสซาและนิโคลาเยฟ
-ศูนย์โลจิสติกส์ Palma, Raben-Ukraine และ Odessa-22 ในเมืองโอเดสซา ซึ่งใช้จัดเก็บยุทโธปกรณ์ทางทหาร

ที่มา : Sputnik

UAE–อิหร่าน ฟื้นความสัมพันธ์-เพื่อนบ้าน!! หันมาจับมืออิหร่านกลางวิกฤติสงคราม ประธานาธิบดีอิหร่านเผยพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ พร้อมประกาศเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ หลังกระแสตึงเครียดยาวนานในอ่าวเปอร์เซีย

พึ่งพาสหรัฐฯ ไม่ได้! UAE หันจูบปากอิหร่าน หยอดคำหวานเป็นพี่น้องกัน

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และอิหร่าน ซึ่งความสัมพันธ์เสื่อมทรามลงนับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางเริ่มต้นขึ้น หันกลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์อันดี จากการเปิดเผยของประธานาธิบดีอิหร่านในวันอาทิตย์ (13 ก.ย. 69) พร้อมระบุทั้ง 2 ชาติต้องการเปลี่ยนหน้าประวิติศาสตร์ของสงคราม

"เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามและมีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นในอ่าวเปอร์เซีย เราได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างสร้างสรรค์กับเจ้าชายอาบูดาบี" มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่านกล่าว หนึ่งวันหลังจากพบปะกับ เจ้าชายชีค คาเลด บิน โมฮาเหม็ด บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน มกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบี ในอินเดีย รอบนอกการประชุมกลุ่มบริกส์

"เราเห็นพ้องกันว่าเราจะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ มองไปยังอนาคตและสร้างอนาคตร่วมกัน" ผู้นำอิหร่านกล่าว

หลังจากสหรัฐฯและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งโหมกระพือสงครามในตะวันออกกลาง ทางอิหร่านแก้แค้นด้วยการโจมตีบรรดาพันธมิตรของอเมริกาในภูมิภาค โดยที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์โดนเล่นงานหนักหน่วงที่สุด ต่อมาในเดือนสิงหาคม ยูอีเอตอบโต้ด้วยการระงับการแลกเปลี่ยนทางการค้าและการเงินกับอิหร่าน

ขณะที่ดูไบ ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นที่ตั้งของชุมชนชาวอิหร่านที่มีรากฐานมาอย่างยาวนาน และยังเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับอิหร่าน ซึ่งกำลังเผชิญกับความยากลำบากภายใต้มาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และนานาชาติ

การประชุมระหว่าง 2 ผู้นำเมื่อวันเสาร์ (12 ก.ย.) ที่ผ่านมา ถือเป็นการติดต่อระดับสูงสุดระหว่างอิหร่านกับยูเออี นับตั้งแต่ภูมิภาคแห่งนี้ถลำเข้าสู่ความยุ่งเหยิง ตามหลังสหรัฐฯและอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ซึ่งกระตุ้นให้อิหร่านโจมตีแก้แค้นเล่นงานฐานทัพต่าง ๆ ของอเมริกาในบรรดาชาติอ่าวเปอร์เซีย ในนั้นรวมถึงยูเออี

"เราไม่มีปัญหาอะไรกับยูเออี เราไม่มีปัญหากับชาติไหน ๆ ในภูมิภาค เรามีปัญหากับฐานทัพอเมริกาที่ตั้งอยู่ในประเทศเหล่านี้ ซึ่งถูกใช้เป็นฐานโจมตีประเทศของเรา" เปเซชเคียนกล่าว และว่า "ยูเออีและประเทศอื่นๆในภูมิภาค คือพี่น้องของเรา เราใช้ชีวิตอยู่เคียงข้างกันมาเป็นเวลานานและเรามีการค้า เราสนับสนุนกันและกัน"

ที่มา >> https://mgronline.com/around/detail/9690000089704

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1685753970223740&id=100063674585845&rdid=Z75wPnlIIPmebxDO#

จีน–อินเดีย เร่งฟื้นกลไกสัมพันธ์!! พบปะนอกรอบ BRICS จีน-อินเดีย ชี้ต้องเป็นหุ้นส่วน เน้นพัฒนาและร่วมมือทางเศรษฐกิจ เดินหน้าสู่ความสัมพันธ์ระยะยาว

"สี จิ้นผิง-โมดี" ประชุมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึก เห็นพ้องจีน-อินเดียควรเป็นหุ้นส่วนกัน

วันนี้ (13 ก.ย. 69) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า วานนี้ (12 ก.ย. 69) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ซึ่งพบปะหารือนอกรอบการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศบริกส์ (BRICS) ครั้งที่ 18 ในกรุงนิวเดลีของอินเดีย ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกอย่างตรงไปตรงมาและบรรลุฉันทามติสำคัญว่าจีนและอินเดียควรเป็นหุ้นส่วนกัน

สี จิ้นผิงกล่าวว่าจีนพัฒนาความสัมพันธ์กับอินเดียจากมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ระดับสูงในระยะยาวเสมอมา และการพบปะกับโมดีสองครั้งในช่วงสองปีที่ผ่านมาได้ชี้นำความสัมพันธ์ทวิภาคีจากจุดเริ่มต้นใหม่สู่การพัฒนาอันดียิ่งขึ้น การแลกเปลี่ยนเชิงองค์กรระหว่างสองประเทศค่อย ๆ ฟื้นคืนกลับมา ความร่วมมือด้านต่าง ๆ เติบโตต่อเนื่อง และการค้าทวิภาคีพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

จีน และอินเดียแม้มีสภาพการณ์ที่แตกต่างกัน แต่สามารถอาศัยจุดแข็งของกันและกัน สนับสนุนกันและกัน ช่วยเหลืออีกฝ่ายประสบความสำเร็จ และแสวงหาการพัฒนาร่วมกันได้ โดยจีนและอินเดียที่เป็นสองประเทศที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดและสมาชิกสำคัญของกลุ่มประเทศโลกใต้ควรแสดงความรับผิดชอบที่สำคัญท่ามกลางภูมิทัศน์ระหว่างประเทศที่ปั่นป่วน

ทั้งสองฝ่ายควรคำนึงถึงอนาคตของมนุษยชาติและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงของความร่วมมือบริกส์ที่ขยายใหญ่ขึ้น และมีส่วนส่งเสริมพลังงานเชิงบวกสู่สันติภาพ เสถียรภาพ การพัฒนา และความเจริญรุ่งเรืองของโลกมากขึ้น

สี จิ้นผิง เน้นย้ำมุมมองเชิงยุทธศาสตร์อันเป็นกลางและสมเหตุสมผลในการปรับปรุงความสัมพันธ์จีน-อินเดีย โดยจีนและอินเดียเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือกัน ไม่ใช่ศัตรูกัน ทั้งสองประเทศมอบโอกาสการพัฒนาแก่กันมากกว่าสร้างภัยคุกคามต่อกัน สิ่งนี้เป็นดุลยพินิจเชิงยุทธศาสตร์ตามระยะการพัฒนาของสองประเทศและสถานการณ์ระหว่างประเทศ รวมถึงเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน

จีนและอินเดียควรช่วยเหลืออีกฝ่ายประสบความสำเร็จผ่านความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาเป็นตัวหารร่วมกันที่สำคัญที่สุด เสริมสร้างการแลกเปลี่ยนฉันมิตรและความร่วมมือที่เป็นประโยชน์แก่กัน ขยายความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เที่ยวบินตรง และอื่น ๆ เพื่อเพิ่มแรงสนับสนุนความสัมพันธ์ทวิภาคีจากภาคประชาชน

นอกจากนั้นจีนและอินเดียควรรักษาสมดุลและแก้ไขข้อกังวลทางเศรษฐกิจและการค้าของอีกฝ่าย ส่งเสริมการพัฒนาอันมีเสถียรภาพดีของสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคี ใช้ภูมิปัญญาทางการเมืองของการเคารพและเข้าใจกันและกันในการก้าวผ่านอุปสรรค และสร้างความก้าวหน้าของความสัมพันธ์ทวิภาคีและประเด็นชายแดนด้วยการสนับสนุนกันและกัน

ทั้งนี้ จีน และอินเดียควรส่งเสริมความร่วมมือพหุภาคีเพื่อประโยชน์ของโลก ควรสนับสนุนอีกฝ่ายในฐานะประธานหมุนเวียนของกลุ่มประเทศบริกส์ เสริมสร้างการประสานงานภายในกลไกพหุภาคีอย่างสหประชาชาติ องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ และกลุ่มจี20 ยืนเคียงข้างกันในการรับมือความท้าทายระดับโลก และสนับสนุนความยุติธรรมและเป็นธรรมอย่างชัดแจ้ง

ด้านโมดีกล่าวว่าอินเดียพร้อมรักษาการแลกเปลี่ยนระดับสูงกับจีนบนพื้นฐานของความเคารพและไว้วางใจซึ่งกันและกัน เสริมสร้างการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ ส่งเสริมความร่วมมืออันเป็นประโยชน์แก่กัน และยกระดับการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เพื่อเดินหน้าความสัมพันธ์ทวิภาคีสู่ระดับสูงยิ่งขึ้น

อินเดียมองความสัมพันธ์อินเดีย-จีนจากมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ระดับสูงในระยะยาวเสมอมา และยินดีจะเป็นหุ้นส่วนมากกว่าศัตรูคู่แข่งกับจีน และยกให้การพัฒนาของอีกฝ่ายเป็นโอกาสมากกว่าความท้าทาย โดยอินเดียและจีนควรทำงานร่วมกันเพื่อคุ้มครองสันติภาพและความสุขสงบในพื้นที่ชายแดน

อินเดียขอบคุณจีนสำหรับการสนับสนุนอินเดียในฐานะเจ้าภาพการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศบริกส์ และอินเดียจะสนับสนุนจีนอย่างเต็มกำลังในการเป็นประธานบริกส์ในปี 2570 โดยอินเดียพร้อมประสานงานและร่วมมือกับจีนอย่างใกล้ชิดเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในกลุ่มประเทศโลกใต้ ส่งเสริมโลกหลายขั้วยิ่งขึ้นและการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และเป็นพลังเพื่อเสถียรภาพและความก้าวหน้าในโลกที่วุ่นวาย

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1685009123631558&id=100063674585845&rdid=obJ1VYfqq4SyQCKv#

ผู้ว่าฯ โอกินาวาคนใหม่หนุนแผนฐานทัพสหรัฐฯ ดันรัฐบาลญี่ปุ่นเดินหน้าโครงการเฮโนโกะ สนับสนุนฐานทัพสหรัฐฯ ลดความตึงเครียดเกาะติดจีน เศรษฐกิจถูกยกเป็นประเด็นหลัก

สะดวกโยธิน! โอกินาวา ได้ผู้ว่าฯ คนใหม่ สนับสนุนฐานทัพสหรัฐฯ

นาฮา ประเทศญี่ปุ่น (14 ก.ย.) - เก็นตะ โคจา ผู้สมัครที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคเสรีประชาธิปไตยของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโอกินาวาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้เขากลายเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดคนแรกในรอบ 12 ปีที่เปิดทางแผนการย้ายฐานทัพของสหรัฐฯ

ชัยชนะของโคจาเหนือเดนนี ทามากิ ผู้ว่าราชการคนปัจจุบัน ซึ่งคัดค้านการย้ายฐานทัพอากาศนาวิกโยธินสหรัฐฯ ฟูเทนมะ ในกินาวัน ไปยังพื้นที่ชายฝั่งเฮโนโกะในนาโกะ จังหวัดโอกินาวา จะเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลของทาคาอิจิเดินหน้าโครงการที่เป็นข้อถกเถียงนี้ต่อไป

แตกต่างจากในการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ ประเด็นการย้ายฐานทัพถูกลดความสำคัญลงไปเมื่อเทียบกับประเด็นทางเศรษฐกิจ และด้วยการต่อสู้ทางกฎหมายกับรัฐบาลกลางตลอดปีที่ผ่านมา และแทบไม่มีมาตรการใดๆ เหลืออยู่สำหรับโอกินาวาที่จะขัดขวางการย้ายฐานทัพ การก่อสร้างฐานทัพทดแทนจึงยังคงดำเนินต่อไป

"ผมจะเรียกร้องให้รัฐบาลลดภาระในการรองรับฐานทัพสหรัฐฯ" โคจา วัย 42 ปี อดีตรองนายกเทศมนตรีเมืองนาฮาและข้าราชการรัฐบาลกลาง กล่าวในการให้สัมภาษณ์สื่อที่สำนักงานหาเสียงของเขาในนาฮา
โคจาให้คำมั่นว่าจะขอให้รัฐบาลชี้แจงว่าเมื่อใดที่ดินฟูเทนมะจะถูกส่งคืนให้กับเมืองกินาวันหลังจากการย้ายสถานที่ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นเร็วที่สุดในปี 2036

เขาจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดโอกินาวาคนแรกที่เกิดหลังปี 1972 ซึ่งเป็นปีที่เกาะนี้กลับคืนสู่ญี่ปุ่น หลังจากอยู่ภายใต้การปกครองของสหรัฐฯ นับตั้งแต่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1945
นอกจากนี้ โคจายังเป็นผู้สมัครที่ชนะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโอกินาวาคนแรกที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) นับตั้งแต่ปี 2010

ทามากิ วัย 66 ปี คัดค้านแผนการย้ายฐานทัพในปัจจุบันตลอดสองวาระสี่ปีของเขา และเรียกร้องให้ย้ายฐานทัพออกไปนอกจังหวัด ซึ่งยังคงเป็นที่ตั้งของสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนใหญ่ที่ใช้โดยกองกำลังสหรัฐฯ ในญี่ปุ่น

“นี่คือทางเลือกที่ประชาชนในโอกินาวาได้ตัดสินใจแล้ว” ทามากิกล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังจากมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการพ่ายแพ้ของเขา ขณะที่เขาปกป้องจุดยืนในการคัดค้านการย้ายฐานทัพ
ผลสำรวจหลังการลงคะแนนของสำนักข่าวเกียวโดแสดงให้เห็นว่า มีเพียง 20.9 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับฐานทัพทหารสหรัฐฯ ในขณะที่ 49.5 เปอร์เซ็นต์เลือกเศรษฐกิจในการตัดสินใจว่าจะเลือกใคร กว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าพวกเขาเห็นด้วยกับการย้ายฐานทัพฟูเทนมะ

อัตราการออกเสียงเลือกตั้งอยู่ที่ 61.57 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้น 3.65 จุดเปอร์เซ็นต์จากการเลือกตั้งครั้งก่อนในปี 2022

ชุนอิจิ ซูซูกิ เลขาธิการพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) กล่าวกับผู้สื่อข่าวในโตเกียวว่า ชัยชนะของโคจาจะ "เสริมสร้างฐานอำนาจทางการเมืองของรัฐบาล" พร้อมเสริมว่าพรรคจะ "สนับสนุน" รัฐบาลจังหวัดภายใต้การนำของโคจา

การแข่งขันชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีผู้สมัคร 6 คนนี้ เป็นการปูทางไปสู่การเลือกตั้งท้องถิ่นแบบรวมศูนย์ในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า
ทาคาอิจิ ประธานพรรค LDP ซึ่งได้รับความนิยมค่อนข้างสูงนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว มองว่าการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นการ "ทดสอบ" ความแข็งแกร่งของรัฐบาลของเธอ
การย้ายฐานทัพฟูเทนมะเป็นไปตามข้อตกลงปี 1996 ระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เพื่อขจัดอันตรายที่ฐานทัพที่พลุกพล่านก่อให้เกิดต่อพื้นที่โดยรอบ

ประวัติศาสตร์ของเกาะ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย เสียงรบกวน และสิ่งแวดล้อม ทำให้หลายคนในจังหวัดคัดค้านการย้ายฐานทัพ ซึ่งสถานการณ์นี้ยังคงอยู่แม้ว่าความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของโอกินาวาจะเพิ่มขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นกับจีน

ระหว่างการหาเสียง โคจาเน้นย้ำถึงคำมั่นสัญญาของเขาที่จะเพิ่มรายได้ต่อหัวของจังหวัดให้เป็นสองเท่า ซึ่งต่ำที่สุดในญี่ปุ่นมานานแล้ว โดยการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก
โคจาได้กล่าวว่าเขาจะมุ่งมั่นที่จะขออนุมัติงบประมาณที่มากขึ้นสำหรับการพัฒนาโอกินาวาจากรัฐบาลกลาง หลังจากที่งบประมาณลดลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดที่ต่อต้านการย้ายฐานทัพได้บริหารรัฐบาลท้องถิ่น

นอกเหนือจากพรรคร่วมรัฐบาล LDP และพรรคร่วมรัฐบาลขนาดเล็กอย่างพรรคนวัตกรรมญี่ปุ่นแล้ว โคจายังได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาธิปไตยเพื่อประชาชน พรรคอนุรักษ์นิยมสุดโต่งซันเซโตะ และพรรคโคเมโตะ ซึ่งเป็นอดีตพันธมิตรมายาวนานของ LDP

แม้จะไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากพรรคการเมืองใดๆ แต่ทามากิ อดีตผู้ว่าฯ ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มต่อต้านการย้ายฐานทัพที่ชื่อว่า "ออลโอกินาวา" ซึ่งก่อตั้งโดยกลุ่มฝ่ายซ้าย รวมถึงพรรคประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญแห่งญี่ปุ่นและพรรคคอมมิวนิสต์ญี่ปุ่น

โตเกียวและวอชิงตันยืนยันว่าแผนการย้ายฐานทัพในปัจจุบันเป็น "ทางออกเดียว" ที่รับประกันได้ทั้งการป้องปรามภายใต้พันธมิตรด้านความมั่นคงทวิภาคี และการขจัดอันตรายที่เกิดจากฐานทัพในปัจจุบัน
โอกินาวาตั้งอยู่ใกล้กับจุดปะทะทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ไต้หวัน ซึ่งกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางทหารจากจีนมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากจีนมองว่าเกาะประชาธิปไตยที่ปกครองตนเองแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของดินแดนตน ขณะที่ญี่ปุ่นได้เสริมกำลังป้องกันประเทศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาในหมู่เกาะห่างไกลทางตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดโอกินาวา

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1685855823546888&id=100063674585845&rdid=eHJja5CjdfZLSZY1#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top