Thursday, 22 October 2026
TheStatesTimes

รถไฟจีน เชื่อมสองฝั่ง มาเลเซีย!! เปิดราคาตั๋วเริ่ม 1,000 บาท วิ่งไกล 523 กม. เส้นทางกอมบัก-โกตาบารู รถไฟเร็วสูง 160 กิโลเมตร/ชม. เริ่มขายตั๋วเดือนพ.ย.นี้

'ทางรถไฟฝีมือจีน' ในมาเลเซีย เคาะค่าตั๋วเริ่ม 1,000 บาท เส้นทางกอมบัก-โกตาบารู
.
เมื่อวันจันทร์ (19 ต.ค.) มาเลเซีย เรล ลิงก์ (MRL) เจ้าของโครงการทางรถไฟเชื่อมชายฝั่งตะวันออก (ECRL) ขนาดใหญ่ในมาเลเซีย ซึ่งก่อสร้างโดยบริษัทการก่อสร้างเพื่อการสื่อสารแห่งประเทศจีน (CCCC) ของจีน เปิดเผยอัตราค่าโดยสารเที่ยวเดียวจากสถานีกอมบักในรัฐสลังงอร์ไปยังเมืองโกตาบารูในรัฐกลันตัน ระยะทาง 523 กิโลเมตร อยู่ที่ 125 ริงกิต (ราว 1,030 บาท) โดยมีส่วนลดสำหรับผู้สูงอายุ เด็ก และนักเรียนหรือนักศึกษาอายุ 13-24 ปี
.
อัตราค่าโดยสารที่ได้รับอนุมัตินี้ถูกกำหนดขึ้นโดยพิจารณาจากหลายปัจจัย อาทิ ราคาในระดับที่ประชาชนจ่ายไหว ความคุ้มค่าของบริการ และความยั่งยืนสำหรับการดำเนินงานทางรถไฟฯ ในระยะยาว
.
สำหรับเส้นทางจากกอมบักถึงโกตาบารู ค่าโดยสารชั้นประหยัดของบริการรถไฟแบบจอดรับ-ส่งระหว่างทางเริ่มต้นที่ 125 ริงกิต (ราว 1,030 บาท) ต่อเที่ยว ขณะที่บริการรถไฟด่วนมีค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 147 ริงกิต (ราว 1,200 บาท) โดยใช้เวลาเดินทางราว 4 ชั่วโมง
.
มาเลเซีย เรล ลิงก์ระบุว่าจะเริ่มจำหน่ายตั๋วโดยสารในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน และตั้งเป้าเปิดให้บริการขนส่งผู้โดยสารเชิงพาณิชย์ในเส้นทางกอมบัก-โกตาบารูช่วงกลางเดือนธันวาคม 2026 ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย โดยในระยะแรกจะใช้รถไฟฟ้าหลายตู้ จำนวน 10 ขบวน ซึ่งสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
.
รถไฟจะให้บริการวันละ 12 เที่ยว (ขาไป 6 เที่ยว ขากลับ 6 เที่ยว) ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี ส่วนวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์จะเพิ่มเป็นวันละ 16 เที่ยว แบ่งเป็นขาไป 8 เที่ยว และขากลับ 8 เที่ยว
.
ที่มา : Xinhua

คนกลางในภาพ คือ คุณ พอล แฮนด์ลี่ย์ (Paul Handley) ผู้เขียนหนังสือ The King Never Smiles (2549) พี่จรัล (คนขวา) โพสต์ถึงผม ถามว่า ไม่วิจารณ์หนังสือของคุณพอลหรือ ? ผมได้วิจารณ์ไปแล้ว และพยายามติดต่อกับคุณพอลทุกช่องทาง เท่าที่หาได้ แต่ไม่เคยได้รับการตอบรับหร

คนกลางในภาพ คือ คุณ พอล แฮนด์ลี่ย์ (Paul Handley) ผู้เขียนหนังสือ The King Never Smiles (2549)
พี่จรัล (คนขวา) โพสต์ถึงผม ถามว่า ไม่วิจารณ์หนังสือของคุณพอลหรือ ?
ผมได้วิจารณ์ไปแล้ว และพยายามติดต่อกับคุณพอลทุกช่องทาง เท่าที่หาได้ แต่ไม่เคยได้รับการตอบรับหรือตอบกลับเลย
ตอนนี้ จึงเป็นโอกาสดี ฝากข้อความต่อไปนี้ถึงคุณพอลด้วยครับ
และรบกวนขอ email ที่ติดต่อได้ของเขาด้วยได้ไหมครับ ?

ที่พี่บอกว่า คุณ “พอล อยากให้มีใครก็ได้วิจารณ์หนังสือ The King Never Smiles ว่า ผิด ถูกอย่างไร เพราะยังไม่มีคนวิจารณ์เลย” นั้น
ผมขอเรียนอย่างนี้นะครับ ที่ว่า “ยังไม่มีคนวิจารณ์เลย” นั้น มีแล้ว และไม่น้อยด้วยครับ
.
ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร
ตอบคำถาม นายจรัล ดิษฐาอภิชัย

ส่วนถ้าจะให้ผมวิจารณ์ ผมฝากพี่จรัลช่วยถามคุณพอลว่า
The King Never Smiles, pp. 90-91.

“A year earlier that might not have saved Phibun from American and British opposition. But suddenly Southeast Asia was swept up by the geopolitics of the Cold War. By 1948, with Mao Zedong’s forces gaining strength in China and the Viet Minh rising in Vietnam, the United States was eyeing Thailand as a bulwark against communism. With its first arms deals with the Thai military arranged in early 1948, Washington conveniently forgot about Phibun’s wartime alliance with Japan. It was the first sign of how the United States’ global fight against communism would help set the course of politics in Thailand, and the monarchy’s revival, over the next 40 years. All of this—Khuang’s letter and Phibun’s declarations, and the foreign role in politics—must have bewildered King Bhumibol. He had personally endorsed the November 1947 coup. Now he found that his prerogative of signing into office the democratically chosen prime minister and cabinet had been wiped away in an instant by the ambitions of the army, and that his exhortation for moderation and selflessness fell on deaf ears. Whatever the constitution said, the generals did as they pleased. And yet, oddly, Phibun, the throne’s longtime enemy, still asked for the king’s blessing.”

อยากทราบว่า ข้อความที่คุณพอลเขียนว่า “He had personally endorsed the November 1947 coup.”

ข้อความนี้ คำว่า He หมายถึง รัชกาลที่ 9 ใช่ไหมครับ ?
คุณพอลมีหลักฐานอ้างอิงไหมครับ ?
ต่อไปนะครับ
รบกวนคุณพอลช่วยดูข้อสังเกตดังต่อไปนี้ด้วยนะครับ
เอกสารชั้นต้นร่วมสมัยของ CIA หรือ CIA รหัส CIA-RDP86T00608R000600170028-9 ซึ่งเป็นเอกสารระหว่าง พ.ศ. 2490-2500 ว่า พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นั้น มิได้ทรงมีพระราชอำนาจที่จะสามารถแทรกแซงการเมืองได้ ตามที่หนังสือ "The King Never Smiles" กล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังรัฐประหาร ซึ่งได้ถูกบันทึกไว้ว่า

1. ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะเป็นตัวแปรสำคัญในการแก้ไขวิกฤตในอนาคต พร้อมกับการที่พระองค์ทรงละเว้นจากการเข้าไปมีส่วนทางการเมืองในยามปกติ และปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้ใช้อำนาจตามกฎหมาย (Though aloof from day to day politics, he retains the potential for effective intervention in an immediate, short-term crisis, and could again be valuable in defusing a dangerous situation)

2. เอกสาร CIA รหัสเอกสาร CIA-RDP79T00975A000500520001-8 บันทึกว่า แม้สถาบันพระมหากษัตริย์จะเป็นที่เทิดทูนของประชาชนอย่างกว้างขวาง แต่กลับไม่ปรากฏว่ามีกลุ่มพลังใดที่กล้าพอจะก้าวมาสนับสนุนพระองค์ในการต่อสู้กับผู้นำทหารในรัฐบาล
(Although veneration of the monarchy is widespread in Thailand, no effectively organized force has yet come forward to support the King in his struggle with the military leaders.)

3. บันทึก CIA รหัสเอกสาร CIA-RDP79R00890A000900010020-5 ซึ่งเป็นรายงานสถานการณ์ทางการเมืองในหลังช่วงการรัฐประหาร พ.ศ. 2500 ระบุว่า

“พระมหากษัตริย์และเหล่ารอยัลลิสต์ต้องระวังไม่ให้ยั่วยุต่อผู้หิวกระหายในเงินและอำนาจ เพราะพวกเขาคือผู้มีอำนาจที่แท้จริงในประเทศไทย ทั้งนี้ เหล่ารอยัลลิสต์ต้องหวังพึ่งสฤษดิ์ มากกว่าที่สฤษดิ์ต้องหวังพึ่งพวกเขา”
(King and royalists will have to be careful, however, not to provoke the power-and-money-hungry men in whose hands rests the real power in Thailand—the royalists need Sarit much more than Sarit needs them)

4. เอกสาร CIA รหัส CIA-RDP85T00353R000100020006-8
ระบุว่า “พระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 9 เป็นบทบาทใหม่ทั้งส่วนพระองค์และของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเวลานี้ สถาบันพระมหากษัตริย์ประหนึ่งเป็นนักโทษกลายๆ ภายใต้การควบคุมของพวกทหาร นับตั้งแต่การปฏิวัติ 2475 เป็นต้นมา” (This is a new role for Phumiphon personally and for the monarchy, which had been the virtual prisoner of the military since the absolute monarch, King Prachathipok, was overthrown in 1932.)

5. เอกสารของ CIA รหัส CIA-RDP98-00979R000400300001-4 ในหัวข้อ “Probable development in Thailand” ลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2500 ซึ่งถือว่าเป็นเอกสารชิ้นสำคัญ ได้สรุปสถานการณ์ทางการเมืองและสภาพแวดล้อมทางกายภาพของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2500
ที่ระบุว่า “พระมหากษัตริย์ทรงมีความสำคัญในฐานะสัญลักษณ์ (ของประเทศ) แต่พระราชอำนาจที่แท้จริงของพระองค์กลับมีน้อยมาก ในสภาแห่งชาติกลับเต็มไปด้วยพรรคพวกของคณะรัฐประหาร 2490 และคณะรัฐมนตรีก็ประกอบไปด้วยนายทหารยศสูง ๆ เกือบทั้งสิ้น”
.
(The King is important as a symbol but has little real power, the national assembly is dominated by the coup group, and the cabinet is composed almost entirely of ranking officers.)

จากเอกสารทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่า มุมมองของ CIA นั้นมองว่า พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในช่วงพ.ศ. ๒๕๐๐ ไม่ได้มีพระราชอำนาจมากมาย ซึ่งแย้งกับข้อเสนอของคุณพอล ครับ

ขอบคุณมากครับ
หวังว่า เราจะมีโอกาสได้คุยกันครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/100001287626532/posts/29175032198789647/?rdid=GK1IsK1y2XwhC6ka#

ฝนถล่ม กทม. น้ำมหาศาลระบายไม่ทัน!! กรมชลประทานปรับแผนระบายน้ำ–เตือนภัย เตรียมยกระดับคลองรอบนอกและโครงการเจ้าพระยา 2 เดินหน้าปรับสื่อสารกับประชาชน วางแผนพัฒนาคลองยุทธศาสตร์ รับมือวิกฤตน้ำท่วมระยะยาว

“วิทยา แก้วมี” อธิบดีกรมชลประทาน ยันช่วย

กทม.น้ำท่วมเต็มที่! ชี้ฝนตกหนักมหาศาลวันละกว่า 60 ล้าน ลบ.ม. ทำระบายช้า เดินหน้าปรับแผนเน้นเตือนภัยสร้างความเข้าใจประชาชน

​กรมชลประทานเปิดใจเดินหน้าช่วยเหลือระบายน้ำท่วมพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างเต็มกำลัง โดย “นายวิทยา แก้วมี” อธิบดีกรมชลประทาน ยืนยันระดมเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ชี้อุปสรรคสำคัญมาจากปริมาณน้ำฝนที่ตกสะสมสูงถึงวันละกว่า 60 ล้านลูกบาศก์เมตร สะสมหลายร้อยลบ.ม. 

ประกอบกับสภาพภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำสโลปน้อย ทำให้น้ำไหลช้าและต้องใช้เวลาระบายออกสู่ทะเล พร้อมปรับแนวทางทำงาน เร่งสื่อสารสร้างความเข้าใจกับประชาชน และเตรียมปรับปรุงโครงสร้างคลองยุทธศาสตร์รอบนอกรับมือวิฤตน้ำหลากอนาคต

​จากสถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน ล่าสุด นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน ได้ออกมาเปิดเผยถึงการบริหารจัดการน้ำและการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ในการช่วยเหลือและระบายน้ำ

กรมชลประทาน ได้​สูบน้ำระบายออกวันละ 50–60 ล้าน ลบ.ม. ทำงานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง โดยได้ส่งเครื่องมือเครื่องจักรเข้าสนับสนุนในพื้นที่จุดเสี่ยงและชุมชนลุ่มต่ำอย่างเต็มที่ ทั้งการตั้งกระสอบทราย ล้อมพื้นที่ และติดตั้งเครื่องสูบน้ำมากกว่า 400 เครื่อง พร้อมเร่งผลักดันน้ำออกทางคลองชายทะเลอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเฉลี่ยวันละ 50–60 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงการเดินเครื่องสถานีสูบน้ำหลัก เช่น สถานีสูบน้ำคลองสุวรรณภูมิ ที่สูบน้ำออกสู่ทะเลในอัตรา 75 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีตลอดเวลา

​แจงเหตุน้ำลดช้า ฝนตกหนักมหาศาล-สโลปพื้นที่น้อย

นายวิทยา กล่าวว่า สาเหตุหลักที่ทำให้การระบายน้ำต้องใช้เวลาเนื่องจากปริมาณน้ำฝนสะสมที่ตกในพื้นที่ กทม. มีปริมาณมหาศาลหลายร้อยล้านลูกบาศก์เมตร ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศของกรุงเทพฯ และพื้นที่ปริมณฑลเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่มีความลาดเอียง (Slope) น้อยมาก ทำให้น้ำไหลเข้าสู่สถานีสูบน้ำได้ช้า 

นอกจากนี้ นายวิทยา ยังได้สั่งการให้เร่งขุดลอกสันดอนและเนินตะกอนดินในคลองสายหลัก เช่น คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต และคลองสำโรง เพื่อเปิดทางให้น้ำไหลได้สะดวกยิ่งขึ้น

​ปรับแนวทาง "เร่งสื่อสาร-สร้างความเข้าใจ" กับประชาชน:

อธิบดีกรมชลประทาน เน้นย้ำถึงประเด็นข้อสงสัยเรื่องการสื่อสาร โดยได้กำชับให้ผู้อำนวยการโครงการและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เร่งทำความเข้าใจกับประชาชนให้มากขึ้น เนื่องจากการบริหารจัดการน้ำต้องมองภาพรวมทั้งระบบและเชื่อมโยงหลายลำน้ำ หากการระบายน้ำจุดใดมีแนวโน้มจะเกินขีดความสามารถของลำน้ำจนส่งผลกระทบต่อพื้นที่ ชุมชน จะต้องมีการแจ้งเตือนล่วงหน้า ทั้งเรื่อง "จุดที่น้ำจะท่วม - ระดับความสูง - ช่วงเวลาที่กระทบ" เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่นเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที

​วางแผนระยะยาว ปรับปรุงคลองยุทธศาสตร์รอบนอก

สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาว กรมชลประทานมีแผนปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของคลองสายยุทธศาสตร์รอบนอก กทม. เช่น คลอง 13, คลองบางขนาด, คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต และคลองสำโรง รวมถึงโครงการคลองระบายน้ำสายใหม่ (เจ้าพระยา 2) ที่ ครม. อนุมัติ เพื่อช่วยผันน้ำออกสู่ทะเลโดยไม่ผ่านตัวเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการรองรับน้ำหลากของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

ครั้งหนึ่งโซเวียต–อเมริกา เคยร่วมช่วยจีนรบญี่ปุ่น!! เปิดประวัติศาสตร์นักบินอาสาสมัครสองมหาอำนาจ สงครามจีน-ญี่ปุ่น (1937-1945) รุนแรง ส่งเครื่องบินรบช่วยกองทัพจีนต้านญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 พยัคฆ์บินอเมริกันมีบทบาทเด่นในสนามรบ

นักบินอาสาสมัครโซเวียตและอเมริกันในกองทัพอากาศจีน

ก่อนและจนกระทั่งสงครามโลกครั่งที่ 2 จีนถูกญี่ปุ่นรุกราน 2 ช่วงเวลา โดยเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดและสร้างความเสียหายรุนแรงคือ สงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่สอง (1937–1945) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สองในภาคพื้นเอเชีย โดยมีลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้:

• การรุกรานแมนจูเรีย (1931): เมื่อวันที่ 18 กันยายน 1931 ญี่ปุ่นสร้างสถานการณ์ระเบิดทางรถไฟใกล้เมืองมุกเดน (เสิ่นหยาง) เป็นข้ออ้างเข้ายึดครองแมนจูเรียทั้งหมด และก่อตั้งรัฐหุ่นเชิด "แมนจูกัว" ขึ้นในปี 1932

• สงครามเต็มรูปแบบ (1937): เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการจาก เหตุการณ์สะพานมาร์โค โปโล ใกล้กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 1937 ซึ่งลุกลามเป็นการทำสงครามเต็มตัว

• การยึดเมืองสำคัญและโศกนาฏกรรมนานกิง: กองทัพญี่ปุ่นรุกคืบยึดเมืองเศรษฐกิจและเมืองหลวงอย่าง เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง และนานกิง ในปี 1937 โดยเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ชาวจีนครั้งใหญ่ (Nanking Massacre)

• จุดสิ้นสุดสงคราม (1945): จีนภายใต้ความร่วมมือระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งและคอมมิวนิสต์ รวมถึงฝ่ายสัมพันธมิตร สามารถต้านทานและได้รับชัยชนะหลังญี่ปุ่นประกาศยอมจำนนในเดือนกันยายน 1945

ในช่วงเริ่มต้นของสงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่สอง กองทัพอากาศจีนมีเครื่องบินรบประมาณ 300 ลำ ในขณะที่ญี่ปุ่นได้ส่งเครื่องบินรบประมาณ 400 ลำจากทั้งหมดที่มี 1,500 ลำ เข้าสู่สมรภูมิ โดยกองทัพอากาศจีนในขณะนั้นส่วนใหญ่ประกอบด้วยเครื่องบินปีกสองชั้นและเครื่องบินปีกล่างรุ่นแรก ๆ รัฐบาลโซเวียตและอเมริกันได้ช่วยเหลือจีนด้วยการฝึกอบรมและเครื่องบิน เช่น P-26 ของสหรัฐฯ และ I-16 ของโซเวียต ในส่วนของเครื่องบินรบ นักบินจีนจะต้องเผชิญหน้ากับเครื่องบินขับไล่แบบ A5M ของญี่ปุ่นเป็นหลัก ตั้งแต่ช่วงต้นสงคราม จีนได้สูญเสียนักบินที่มีประสบการณ์มากที่สุดจำนวนมากเมื่อสงครามดำเนินไป และด้อยกว่าอย่างสิ้นเชิงเมื่อญี่ปุ่นมีการนำเครื่องบินขับไล่แบบ A6M Zero มาใช้ Zero เป็นเครื่องบินรบที่ดีที่สุดในโลกในขณะนั้นสำหรับสมรภูมิที่เข้าสู่การต่อสู้ Zero มีความคล่องแคล่วและระยะปฏิบัติการที่ไกลกว่าเครื่องบินรบของจีน

ในขณะที่ความสามารถในการรบทางอากาศของจีนลดลง กองทัพอากาศจีนได้รับการเสริมกำลังจากกลุ่มอาสาสมัครชาวโซเวียตและอเมริกัน โดยกลุ่มนักบินอาสาสมัครโซเวียต (Soviet Volunteer Group : SVG) คือหน่วยรบพิเศษของกองทัพอากาศสหภาพโซเวียตที่ถูกส่งเข้ามาปฏิบัติการลับในกองทัพอากาศสาธารณรัฐจีน (ROC Air Force) เพื่อสนับสนุนรัฐบาลเจียงไคเช็คในการต่อต้านการรุกรานของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง (1937–1941) ซึ่งมาก่อนหน้ากลุ่ม "เสือบิน" () ของสหรัฐอเมริกา

ปฏิบัติการ Zet หลังเหตุการณ์สะพานมาร์โค โปโล ในปี 1937 จีนและโซเวียตได้ลงนามในสนธิสัญญาไม่รุกรานกันระหว่างจีน-โซเวียต โซเวียตจึงได้เริ่ม “ปฏิบัติการ Zet” ส่งความช่วยเหลือทางทหารให้แก่จีนอย่างลับๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรงกับญี่ปุ่น ด้วยการการพรางตัว โดยนักบินโซเวียตต้องใช้ชื่อแฝง เดินทางในฐานะพลเรือนหรือนักกีฬา และต้องเปลี่ยนไปสวมเครื่องแบบทหารจีนเมื่อปฏิบัติภารกิจ สำหรับเครื่องบินที่ใช้เป็นเครื่องบินรบของโซเวียตทั้งหมดจะถูกลบตราสัญลักษณ์เดิมออก แล้วพ่นสีตราสัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์สีฟ้า-ขาวของกองทัพอากาศจีนแทน เครื่องบินหลักที่ใช้ ได้แก่ เครื่องบินขับไล่ Polikarpov I-15, I-16 และเครื่องบินทิ้งระเบิดความเร็วสูง Tupolev SB โซเวียตส่งนักบินและเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินรวมประมาณ 3,665 นาย และเครื่องบินให้จีนอีก 885 ลำ (แบ่งกันบินและดูแลระหว่างนักบินจีนและโซเวียตคนละครึ่ง) มีสมรภูมิหลักได้แก่ การป้องกันน่านฟ้าเมือง Nanjing, Wuhan, Chongqing, และ Lanzhou

สำหรับวีรกรรมที่โดดเด่นของนักบินโซเวียตคือ กุมภาพันธ์ 1938 ฝูงบินทิ้งระเบิด Tupolev SB-2 ที่ขับโดยนักบินโซเวียตล้วน บินข้ามทะเลไปโจมตีฐานทัพอากาศญี่ปุ่นบนเกาะฟอร์โมซา (ไต้หวัน) ได้สำเร็จ  ตลอดช่วงสงคราม มีนักบินอาสาสมัครโซเวียตสละชีพบนแผ่นดินจีนมากกว่า 200 นาย (ตัวเลขบันทึกอย่างเป็นทางการระบุไว้ที่ 236 นาย) หนึ่งในวีรบุรุษที่มีชื่อเสียงคือ ร้อยเอก Gregory Kulishenko ซึ่งเสียชีวิตจากการรบในปี 1939 และได้รับการยกย่องจากประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนในฐานะสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ แต่นักบินโซเวียตไม่ได้ร่วมรบจนสงครมสิ้นสุด เพราะโซเวียตได้ลงนามในสนธิสัญญาความเป็นกลางระหว่างสหภาพโซเวียตและญี่ปุ่น (Soviet–Japanese Neutrality Pact) ลงนามเมื่อวันที่ 13 เมษายน 1941 ที่กรุงมอสโก โดยมีสาระสำคัญคือการรักษาสถานะความเป็นกลางระหว่างกันในสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นเวลา 5 ปีกับญี่ปุ่น โซเวียตจึงถอนกำลังทั้งหมดออกจากจีน

"Flying Tigers" หรือ "พยัคฆ์บิน" (ภาษาจีน : เฟ่ยหู่) ชื่อเเรียกของ กลุ่มอาสาสมัครอเมริกัน (American Volunteer Group : AVG) ช่วงฤดูร้อนปี 1941 นักบินทหารอเมริกันกว่าร้อยนายหายตัวไปอย่างลึกลับจากฐานต่าง ๆ ของพวกเขา มีข่าวลือมากมายว่าชายเหล่านั้นเดินทางไปจีนเพื่อต่อสู้กับญี่ปุ่น โดยรวมเป็นกลุ่มนักบินอาสาสมัครจากอดีตทหารนักบินอเมริกัน (กองทัพบก กองทัพเรือ และกองกำลังนาวิกโยธิน ตอนนั้นยังไม่มีกองทัพอากาศสหรัฐฯ ด้วยยังคงเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพบกสหรัฐฯ)

นักบินเหล่านีัได้รับการคัดเลือกโดย Claire L. Chennault อดีตร้อยเอกผู้เกษียณตัวเองจากกองทัพบกสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมต่อสู้กับญี่ปุ่นในพม่าและจีน ระหว่างปี 1941–42 ในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นควบคุมท่าเรือของจีน ตลอดจนระบบการขนส่งส่วนใหญ่ จนเกือบจะตัดรัฐบาลชาตินิยมของจีนออกจากโลกภายนอก

ชายหนุ่มเหล่านี้ (และสตรีบางส่วน) เริ่มต้นการผจญภัยอีกครั้งหนึ่งในชีวิต พวกเขาไม่ทราบว่าหน่วยพยัคฆ์บินของพวกเขาได้รับอนุญาตในระดับสูงสุดจากประธานาธิบดีรูสเวลต์ในฐานะหน่วยปฏิบัติการลับเพื่อช่วยจีนในการทำสงครามกับญี่ปุ่น : พวกเขาเพียงแค่ต้องการโอกาสที่จะได้เห็นโลกกว้าง และแน่นอนภารกิจนี้ทำให้พวกเขาได้รับค่าจ้างราคางาม

พวกเขากลายเป็นที่รู้จักในนาม "Flying Tigers" หน่วยพยัคฆ์บินที่มีชื่อเสียงมากกระทั่ง John Wayne พระเอกและผู้สร้างชาวอเมริกันชื่อดังได้สร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับหน่วยพยัคฆ์บินในช่วงสงคราม เครื่องบินขับไล่แบบ P-40 ที่วาดส่วนหัวเป็นรูปปากฉลาม กลายเป็นหนึ่งในภาพที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในสงครามโลกครั้งที่สอง : และทุกวันนี้เราสามารถพบเห็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบโดยใช้สัญลักษณ์ปากฉลามมากมายหลายแบบตั้งแต่เป้สะพายหลังไปจนถึงจักรยาน

หน่วยพยัคฆ์บินประกอบด้วย 3 ฝูงบิน (เครื่องบินรบราว 60 เครื่อง) ฝูงบินที่ 1"Adam & Eves"; ฝูงบินที่ 2 "Panda Bears" และ ฝูงบินที่ 3 "Hell's Angels" เริ่มปฏิบัติการรบด้วยเครื่องบิน 79 ลำ นักบิน 82 นาย มีนักบินของหน่วยพยัคฆ์บิน 19 นายเป็นเสืออากาศด้วยสถิติยิงเครื่องบินข้าศึกตกมากกว่า 5 ลำขึ้นไป โดยหน่วยพยัคฆ์บินสามารถทำลายเครื่องบินญี่ปุนได้ 297 ลำ รวมทั้ง 229 ลำที่ถูกยิงตกจากการรบในอากาศ

ระหว่างสงครามหน่วยพยัคฆ์บินเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิง ชิ้นส่วน และนักบิน แต่หน่วยบินรบเล็ก ๆ นี้ยังคงได้รับชัยชนะเหนือกองทัพอากาศญี่ปุ่นที่ใหญ่กว่า ทั้งยังมีอุปกรณ์ครบครัน พวกเขาบินส่งเสบียงและคุ้มกันทางอากาศสำหรับถนนสายพม่า ทั้งยังประสบความสำเร็จในการปกป้องเมือง Chungking เมืองหลวงของจีนในขณะนั้น  และต่อสู้กับญี่ปุ่นในภาคตะวันตกเฉียงใต้ และพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของจีน

ความน่าทึ่ง ความคล่องตัว ความแม่นยำในการบิน และยุทธวิธีนอกกรอบ ทำให้หน่วยพยัคฆ์บินสามารถเอาชนะญี่ปุ่น และสร้างความเสียหายมากมายต่อกองทัพอากาศและกองกำลังภาคพื้นดินของญี่ปุ่น ในวันที่ 4 กรกฎาคม 1942 สมาชิกของหน่วยที่ปสมัครใจถูกโอนเป็นสมาชิกของกองบินทหารบก สหรัฐฯที่ 10 และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของทั้งกองกำลังทางอากาศของจีน และกองกำลังทางอากาศที่ 14 กองทัพอากาศสหรัฐฯ (ปัจจุบันเป็นกองกำลังอวกาศ กองทัพอวกาศสหรัฐฯ ฐานทัพอวกาศ  Vandenberg, มลรัฐ California) ซึ่งยังคงอยู่ใต้บังคับบัญชาของ Claire L. Chennault ผู้ซึ่งได้รับการเลื่อนยศให้เป็นนายพลจัตวา (1942) และนายพลตรีในปีต่อมา (1943)

หน่วยพยัคฆ์บินได้รับรัฐอิสริยาภรณ์ Presidential Unit Citation (United States) จากรัฐบาลสหรัฐฯ, the Distinguished Flying Cross จากกองทัพอากาสสหรัฐฯ และบุคลากรผู้ปฏิบัติงานภาคพื้นทุกนายได้รับเหรียญ Bronze Star กลุ่มอาสาสมัครเหล่านี้ประสบความสำเร็จอย่างมากเนื่องจากการใช้ยุทธวิธีใหม่ๆ ที่เน้นจุดแข็งของเครื่องบินรบอย่างเช่น P-40 “Kitty Hawk” ด้วยความเร็วและอำนาจการยิง ในขณะเดียวกันก็สามารถลบล้างข้อได้เปรียบในด้านความคล่องแคล่วของเครื่องบินรบญี่ปุ่น ยุทธวิธีเหล่านี้มักถูกเรียกว่า "Boom and Zoom" มันประกอบด้วยการโจมตีด้วยความเร็วสูง (ด้วยการดำดิ่งลงมา) ใส่เครื่องบินข้าศึก จากนั้นแยกตัวออกไปและกลับไปที่ระดับความสูงที่ศัตรูไม่สามารถไล่ตามได้เนื่องจากอยู่ในสถานะกำลังเครื่องยนต์ที่ด้อยกว่า ซึ่งต่อมากลายเป็นยุทธวิธีในการรบทางอากาศของเครื่องบินใบพัดและเครื่องบินไอพ่นรุ่นแรก ๆ

โดยรวมแล้ว กองทัพอากาศจีนเสียเปรียบอย่างมากตั้งแต่เริ่มต้น เพราะญี่ปุ่นขณะนั้นมีนักบินที่ได้รับการฝึกฝนที่ดีที่สุดในโลก และเครื่องบินที่ทันสมัยที่สุดบางลำในช่วงต้นสงคราม จีนไม่มีนักบินที่มีประสบการณ์หรือเครื่องบินสมัยใหม่มาแทนที่การสูญเสีย จึงต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมากสำหรับนักบินที่จะขึ้นเครื่องโดยรู้ถึงข้อเสียเปรียบด้านตัวเลข เทคโนโลยี และการฝึกอบรมที่พวกเขาเผชิญ เมื่อสงครามดำเนินไปและมีการสนับสนุนจีนมากขึ้น รวมถึงเครื่องบินรุ่นใหม่ กองทัพอากาศของพวกเขาก็เริ่มดีขึ้นกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

24 ตุลาคม 2488 วันคล้ายวันสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อมขอเดฃะ ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร และพนักงาน สำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES

พระราชประวัติ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบรมราชินีนาถใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นพระธิดาองค์ใหญ่ของพลเอก พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ กับหม่อมหลวงบัว กิติยากร สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า “สิริกิติ์” ซึ่งมีความหมายว่า “ผู้เป็นศรี แห่งกิติยากร” ทรงพระราชสมภพเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๕ ที่บ้านพลเอก เจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) ผู้เป็นบิดาของหม่อมหลวงบัว ณ บ้านเลขที่ ๑๘๐๘ ถนนพระรามหก ตำบลวังใหม่ อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร ขณะนั้นเป็นระยะที่ประเทศเพิ่งเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย ก่อนหน้านั้นพระบิดาของพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก มียศเป็นพันเอก หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร

หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลทรงออกจากราชการทหาร โดยรัฐบาลแต่งตั้งให้ไปรับราชการในตำแหน่งเลขานุการเอก ประจำสถานทูตสยาม ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอมริกา ส่วนหม่อมหลวงบัวซึ่งมีครรภ์แก่คงพำนักอยู่ในประเทศไทย จนให้กำเนิดหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์แล้วจึงเดินทางไปสมทบ มอบหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ให้อยู่ในความดูแลของเจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ และท้าววนิดาพิจาริณี ผู้เป็นบิดาและมารดาของหม่อมหลวงบัว

หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ต้องอยู่ห่างไกลบิดามารดาตั้งแต่อายุยังน้อย บางคราวต้องระหกระเหินไปต่างจังหวัดตามเหตุการณ์ผันผวนทางการเมือง เช่น ในพุทธศักราช ๒๔๗๖ หม่อมเจ้าอัปษรสมาน กิติยากร พระมารดาของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล ได้ทรงรับนัดดาตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไปสงขลาด้วย

ปลายพุทธศักราช ๒๔๗๗ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลทรงลาออกจากราชการกลับประเทศไทยพร้อมครอบครัว อันมีหม่อมหลวงบัว หม่อมราชวงศ์กัลยาณกิติ์ บุตรคนโต และหม่อมราชวงศ์ บุษบา บุตรีคนเล็กผู้เกิดที่สหรัฐอเมริกา แล้วมารับหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ บุตรคนรอง กับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์จาก หม่อมเจ้าอัปษรสมาน กลับมาอยู่รวมกันที่ตำหนักซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนกรุงเกษม ปากคลองผดุงกรุงเกษม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เริ่มเรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนราชินี ปากคลองตลาด ในพุทธศักราช ๒๔๗๙ แต่เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาลุกลามมาถึงประเทศไทย จังหวัดพระนครถูกโจมตีทางอากาศบ่อยครั้งทำให้การเดินทางไม่สะดวกและไม่ปลอดภัย ในพุทธศักราช ๒๔๘๓ จึงย้ายไปเรียนชั้นประถมและมัธยมที่โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ ถนนสามเสน เพราะอยู่ใกล้บ้านในระยะที่พอจะเดินไปโรงเรียนเองได้ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เริ่มเรียนเปียโนที่โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ และในเวลาต่อมาได้ตั้งใจที่จะเป็นนักเปียโนผู้มีชื่อเสียง

หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ได้เผชิญสภาพของสงครามโลกมาเช่นเดียวกับคนไทยทั้งหลาย หม่อมเจ้านักขัตรมงคลผู้ทรงเป็นทหารเป็นผู้ปลูกฝังให้บุตรและบุตรีรู้จักความมีวินัย ความอดทน ความกล้าหาญ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และความเสียสละ โดยอาศัยสถานการณ์สงครามเป็นตัวอย่าง และสงครามโลกก็ทำให้คนไทยทั้งปวงต้องหันหน้าเข้าช่วยเหลือกันในยามทุกข์ยาก สิ่งเหล่านี้จึงหล่อหลอมหม่อมราชวงศสิริกิติ์ให้มีความเมตตาต่อผู้อื่นและรักความมีระเบียบแบบแผนมาตั้งแต่เยาว์วัย

หลังจากสงครามสงบแล้ว นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น คือนายควง อภัยวงศ์ ได้แต่งตั้งให้หม่อมเจ้านักขัตรมงคลเป็นอัครราชทูตประจำประเทศอังกฤษ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลจึงทรงพาครอบครัวทั้งหมดไปด้วยในกลางพุทธศักราช ๒๔๘๙ ขณะนั้นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เรียนจบชั้นมัธยมปีที่ ๓ ของโรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์แล้ว

ระหว่างที่อยู่ในประเทศอังกฤษ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เรียนเปียโน ภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสกับครูพิเศษ แต่อยู่ที่อังกฤษได้ไม่นาน พุทธศักราช ๒๔๙๐ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลก็ทรงย้ายไปเป็นอัครราชทูตประจำประเทศฝรั่งเศสและเดนมาร์ก ก่อนจะกลับมาเป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศอังกฤษอีกครั้งหนึ่ง ระหว่างนี้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ยังคงตั้งใจเรียนเปียโนอย่างขะมักเขม้นเพื่อเตรียมสอบเข้าวิทยาลัยการดนตรีที่มีชื่อเสียงของกรุงปารีส

ต่อมาอีก ๑ ปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หม่อมเจ้านักขัตรมงคลและครอบครัวมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วสมเด็จพระราชชนนีรับสั่งขอหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ต่อหม่อมเจ้านักขัตรมงคลและทรงประกอบพิธีหมั้นเป็นการภายใน ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๒ ทรงใช้พระธำมรงค์ที่สมเด็จพระราชบิดาทรงหมั้นสมเด็จพระราชชนนีเป็นพระธำมรงค์หมั้น แล้วโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ศึกษาต่อไปจนถึงกำหนดตามเสด็จกลับมาถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ในเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓

วันที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ มีพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ วังสระปทุม สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงเป็นประธานพระราชทานน้ำพระพุทธมนต์และ เทพมนตร์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ได้ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย และในวันนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ 

วันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ เป็นวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับเฉลิมพระบรมนามาภิไธยว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และทรงเฉลิมพระยศ สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ เป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี 

วันที่ ๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ ทั้งสองพระองค์เสด็จกลับประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพราะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กราบบังคมทูลแนะนำให้ทรงพักรักษาพระองค์อีกระยะหนึ่ง พุทธศักราช 2494 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี มีพระประสูติกาลสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญาฯ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเจริญพระชันษาได้ ๗ เดือน ทั้งสามพระองค์จึงเสด็จนิวัติประเทศไทย ประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ ซึ่งปัจจุบันคือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศร ราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดาฯ ซึ่งปัจจุบันเฉลิมพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดาฯ ปัจจุบันเฉลิมพระอิสริยยศ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิริธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ซึ่งปัจจุบันเฉลิมพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี  ได้ประสูติต่อมาตามลำดับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน รวมพระราชโอรสและพระราชธิดา ๔ พระองค์

ปลายพุทธศักราช ๒๔๙๘ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ผู้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทยเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงแต่งตั้งสมเด็จพระบรมราชินีให้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาแทน เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๙๙ และในปีเดียวกันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกทรงพระผนวชตามโบราณราชประเพณี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งสมเด็จพระบรมราชินีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ภายหลังเมื่อทรงลาผนวชแล้ว ได้ทรงสถาปนาพระราชอิสริยยศสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อันมีความหมายว่าทรงเป็นที่พึ่งของประชาชน นับเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถพระองค์ที่สองของไทยต่อจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ซึ่งทรงปฏิบัติราชการแทนพระองค์เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณีกิจน้อยใหญ่ทั้งในฐานะที่ทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชินีของไทย และในฐานะคู่พระราชหฤทัยแห่ง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กล่าวคือทรงช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจทั้งหลายไปได้เป็นอันมาก ทั้งยังมีพระราชดำริเริ่มใหม่เพื่อช่วยเหลือประชาชนและพัฒนาประเทศอย่างอเนกอนันต์ ซึ่งโครงการพระราชดำริเหล่านั้นได้ยังประโยชน์มหาศาลแก่ประชาชนสืบมาจนทุกวันนี้

ที่มา : https://www.royaloffice.th/25/10/2025/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4-12-08-2566/

25 ตุลาคม 2473 จารึกวันสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พระราชทานปริญญาบัตร ครั้งแรกของไทย

วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2473 จารึกเป็นอีกวันสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพระราชทานปริญญาบัตร “เวชศาตรบัณฑิต” (ต่อมาคือ แพทยศาสตรบัณฑิต) แก่บัณฑิตเป็นครั้งแรกของประเทศ ณ ห้องประชุมตึกบัญชาการ หรือ “ตึก 1” ของคณะอักษรศาสตร์ในปัจจุบัน

ภายในพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้รับฉลองพระองค์ครุยบัณฑิตพิเศษจากกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ก่อนจะพระราชทานครุยกิตติมศักดิ์แก่ข้าราชการของมหาวิทยาลัย 2 ท่าน ได้แก่ พระยาภะรตราชา (หม่อมหลวงทศทิศ อิศรเสนา) ผู้บัญชาการมหาวิทยาลัย ในระดับบัณฑิตชั้นโท และศาสตราจารย์ นายแพทย์ A.G. Ellis คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ในระดับบัณฑิตชั้นเอก
จากนั้นพระองค์ทรงพระราชทานประกาศนียบัตรแก่เวชบัณฑิตชั้นตรีรวม 29 คน ซึ่งเป็นผู้สำเร็จการศึกษาในปี 2471 และ 2472 ถือเป็นก้าวแรกของประเพณีพระราชทานปริญญาบัตรในประเทศไทย ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ในโอกาสนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโชวาทตอนหนึ่งว่า “ความเจริญของประเทศย่อมวัดได้ด้วยความเจริญของการศึกษา” สะท้อนถึงพระราชปณิธานในการพัฒนาคนและการศึกษา เพื่อเป็นรากฐานแห่งความก้าวหน้าของชาติอย่างแท้จริง

ที่มา : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

๒๓ ตุลาคม วันปิยมหาราช วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร และพนักงาน สำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES

วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 นับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างความเศร้าโศกให้กับประเทศไทยครั้งใหญ่หลวง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ พระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระนางเจ้าฟ้ารำเพยภมราภิรมย์ (สมเด็จพระเทพศิรินทรา พระบรมราชินี) เมื่อพระชนมายุได้ 9 พรรษา ทรงได้รับสถาปนาขึ้นเป็น 'กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรลังกาศ' ต่อมาเมื่อพระชนมายุได้ 13 พรรษา ทรงได้รับสถาปนาขึ้นเป็น 'กรมขุนพินิตประชานาถ' บรมราชาภิเษกครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 ทรงพระนามว่า 'พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว'

เนื่องจากขณะนั้นมีพระชันษาเพียง 16 ปี ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ สมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) จึงเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน และสถาปนากรมหมื่นบวรวิชัยชาญ พระโอรสองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญพระมหาอุปราช

ระหว่างที่สมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการอยู่นั้น สมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ก็ทรงใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาเป็นอันมาก เช่น โบราณราชประเพณี รัฐประศาสน์ โบราณคดี ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษ วิชาปืนไฟ วิชามวยปล้ำ วิชากระบี่กระบอง และวิชาวิศวกรรม

ในตอนนี้ยังได้เสด็จประพาสสิงคโปร์และชวา 2 ครั้ง เสด็จประพาสอินเดีย 1 ครั้ง การเสด็จประพาสนี้มิใช่เพื่อสำราญพระราชหฤทัย แต่เพื่อทอดพระเนตรแบบแผนการปกครองที่ชาวยุโรปนำมาใช้ปกครองเมืองขึ้นของตน เพื่อจะได้นำมาแก้ไขการปกครองของไทยให้เหมาะสมแก่สมัยยิ่งขึ้น ตลอดจนการแต่งตัว การตัดผม การเข้าเฝ้าในพระราชฐานก็ใช้ยืน และนั่งตามโอกาสสมควร ไม่จำเป็นต้องหมอบคลานเหมือนแต่ก่อน

เมื่อพระชนมายุบรรลุพระราชนิติภาวะ ได้ทรงผนวชเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แล้วจึงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 และนับจากนั้นมาก็ทรงพระราชอำนาจเด็ดขาดในการบริหารราชการแผ่นดิน

ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติ ทรงปกครองทำนุบำรุงพระราชอาณาจักรให้มั่งคั่งสมบูรณ์ ดัวยรัฐสมบัติ พิทักษ์พสกนิกรให้อยู่เย็นเป็นสุข บำบัดภัยอันตรายทั้งภายในภายนอกประเทศ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจต่างๆ อันก่อให้เกิดคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์ และสามารถธำรงเอกราชไว้ตราบจนทุกวันนี้

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคตเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 รวมพระชนมายุได้ 58 พรรษา ครองราชสมบัติมานานถึง 42 ปี

ในรัชสมัยของพระองค์ สยามประเทศได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สร้างความวัฒนาให้กับชาติเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น การไฟฟ้า การไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ ฯลฯ ด้วยพระราชกรณียกิจที่ยังความผาสุกให้เกิดแก่ประชาชน ทวยราษฎร์ทั้งปวงจึงน้อมใจแสดงความจงรักภักดี ด้วยการถวายพระนามว่า 'พระปิยมหาราช' หรือพระพุทธเจ้าหลวง และกำหนดให้ทุกวันที่ 23 ตุลาคม เป็น 'วันปิยมหาราช'

22 ตุลาคม 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และเสด็จฯ ไปประทับ ณ พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศวรวิหาร พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกิจครบถ้วน

22 ตุลาคม พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และเสด็จฯ ไปประทับ ณ พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศวรวิหาร

ก่อนที่จะถึงวันพระราชพิธีทรงผนวช ในวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2499 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้มีพระราชทานกระแสพระราชดำรัสในการที่จะทรงผนวชแก่พระบรมวงศานุวงศ์ คณะองคมนตรี คณะทูต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้าราช ซึ่งเข้าเฝ้าฯ ณ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย แจ้งข้อพระราชดำริที่จะบรรพชาอุปสมบท และขอให้ทุกฝ่ายสมัครสมานกันรักษาประเทศ ทรงขอบใจรัฐบาลที่รับภาระเตรียมการบรรพชาอุปสมบท

ครั้นเสร็จพระราชพิธีภายใน พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัยแล้ว จึงเสด็จฯ มายังพระที่นั่งสุทไธสวรรค์พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จออกสีหบัญชร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสว่า

“ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ท่านทั้งปวงได้มาประชุมกัน ณ ที่นี้ ขอถือโอกาสแจ้งดำริ ที่จะบรรพชาอุปสมบทให้อาณาประชาราษฎร์ทราบทั่วกัน

อันพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาประจําชาติของเรา ตามความอบรมที่ได้รับมาก็ดี ตามศรัทธาเชื่อถือส่วนตัวของข้าพเจ้าก็ดี เห็นเป็นศาสนาที่ดีศาสนาหนึ่ง มีคําสั่งสอนให้คนประพฤติตนเป็นคนดี ทั้งเพรียบพร้อมด้วยบรรดาสัจธรรมอันชอบด้วยเหตุผลน่าเลื่อมใสยิ่งนัก ข้าพเจ้าเคยคิดอยู่ว่า ถ้าโอกาสอำนวยก็น่ารักได้อุปสมบทในพระศาสนาตาม ประเพณีสักเวลาหนึ่ง ซึ่งมักเป็นทางสนองพระเดชพระคุณพระราชบุพการีตามคตินิยมอีกโสดหนึ่งด้วย

และนับตั้งแต่ข้าพเจ้าได้ขึ้นครองราชสมบัติสืบสันตติวงศ์มาเป็นเวลาช้านานพอสมควรแล้ว น่าจะเป็นโอกาสที่จะทําตามความตั้งใจไว้นั้นได้แล้วประการหนึ่ง อนึ่ง การที่สมเด็จพระสังฆราชซึ่งทรงมีพระคุณูปการในส่วนตัวข้าพเจ้าได้หายประชวรในครั้งหลังนี้ ก่อให้เกิดความปีติยินดีแก่ข้าพเจ้าเป็นอันมาก มาคํานึงเห็นว่า ถ้าในการที่ข้าพเจ้าจะอุปสมบทนี้ ได้พระองค์ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ด้วยแล้ว ก็จะเป็นการแสดงออกซึ่งความศรัทธา เคารพ ของข้าพเจ้าที่มีอยู่ในพระองค์ท่านได้อย่างเหมาะสมด้วยอีกประการหนึ่ง อาศัยเหตุเหล่านี้จึงได้ตกลงใจจะอุปสมบทในวันที่ 22 เดือนนี้

ส่วนกิจการบ้านเมืองนั้นก็หวังว่า ในระยะเวลาที่ข้าพเจ้าบวชนี้คงไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดขัดข้อง โดยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร ข้าพเจ้าก็ได้แต่งตั้งสมเด็จพระราชินีเป็นผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ไว้แล้ว ขอท่านทั้งหลายจงช่วยกันรักษาความสงบสุขในกิจการบ้านเมืองของเราให้ดําเนินไปด้วยดีเถิด
ขอคุณพระศรีรัตนตรัย ได้อภิบาลคุ้มครองท่านทั้งหลายให้มีความสุขสวัสดี ขอทุกๆ ท่านจงมีส่วนได้รับกุศลความดีงามอันจักพึงมีจากการที่ข้าพเจ้าเข้าอุปสมบทในพระศาสนาครั้งนี้โดยทั่วกัน เทอญ”
สำหรับพระราชพิธีทรงผนวชในครั้งนั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นพระราชอุปัชฌาจารย์ เมื่อเสร็จพิธีแล้วพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงได้รับสมญานามจาก ว่า “ภูมิพโล”

ในระหว่างที่ทรงดำรงสมณเพศ ทรงปฏิบัติพระราชกิจ เช่นเดียวกับพระภิกษุทั้งหลายอย่างเคร่งครัด เช่น เสด็จลงพระอุโบสถทรงทำวัตรเช้า-เย็น ตลอดจนทรงสดับพระธรรมและพระวินัย นอกจากนี้ยังได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพิเศษอื่นๆ เช่น เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาต จากพระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาต ณ วังสระปทุม เสด็จฯ ไปทรงนมัสการพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาตจากประชาชนทั้งในบริเวณถนนพระสุเมรุ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และสี่แยกราชเทวี ถนนเพชรบุรี เป็นต้น

อ้างอิง : จดหมายเหตุตามรอยทรงพระผนวช / คณะกรรมการฝ่ายจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติโดยคู่สมรสคณะรัฐมนตรี

เมื่อแก้มลิง ร.9 กลับมาเป็นคำถามกลางวิกฤตน้ำท่วม!! คนสามกีบเลือกตั้งจน สส.ครองเมือง ผู้ว่าฯ สองสมัยถูกเชิดชูแต่ขาดการแก้ไข แก้มลิงเคยถูกดูแคลนกลับสำคัญยามน้ำท่วม นักการเมืองทำคนกรุงเสียประโยชน์หนัก

เมื่อสามกีบเคยหัวเราะเยาะแก้มลิงของ “ในหลวงรัชกาลที่ ๙”
หนังตลกร้ายจึงเกิดขึ้น ณ คลองสามวาและคันนายาว

มีคำกล่าวหนึ่งที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาฉายภาพของสังคมไทยได้อย่างชัดแจ้งก็คือ "เราเลือกนักการเมืองแบบไหน นั่นก็เพราะตัวเรามีคุณภาพในแบบนั้น” ไม่ต่างจากชาวเมืองกรุงเทพมหานคร นอกจากเทคะแนนจน “สส.พรรคส้ม” ยึดครอง กทม. ได้สำเร็จ กลายเป็น “เมืองหลวงของคนสามกีบ” ไปโดยปริยาย เท่านั้นยังไม่พอ คนกรุงสามกีบส่วนใหญ่ก็ยังสนับสนุน “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” คนปัจจุบันอีกเช่นกัน

เป็นผู้ว่าฯที่ “คนสามกีบ” เชิดชู เชื่อมั่นใน “ถุงข้าวแกงทีถือ” จึงเทใจให้ถึงสองสมัย

แต่เรื่องที่อยากเขียนถึงไม่ใช่ “รสนิยมทางการเมือง” ของคนเมืองหลวง แต่คือ “ตลกร้ายเรื่องน้ำท่วม” ที่เกิดขึ้นจริงย่านคลองสามวาและคันนายาว กับห้วงเวลาน้ำเน่าท่วมขังนานกว่าสองสัปดาห์

หากย้อนกลับไปในวันที่ฝนยังไม่ตก โซเชียลมีเดียเคยกึกก้องไปด้วยการตั้งคำถามเชิงดูแคลนต่อแนวพระราชดำริเรื่อง “แก้มลิง” ของ “ในหลวงรัชกาลที่ ๙” คนที่เป็นสามกีบจำนวนไม่น้อยพากันมองว่า “โครงการแก้มลิง” เป็นภูมิปัญญาโบราณที่ไม่ตอบโจทย์เมืองยุคใหม่ พร้อมกับฝันหวานถึง “นโยบายระบายน้ำสุดไฮเทค” จากผู้ว่าฯ คนที่พวกตนประเคนคะแนนเสียงให้

ทว่า เมื่อถึงเวลาที่ “ธรรมชาติลงโทษ” ภาพฝันเหล่านั้นก็หายไปกับ “ถุงข้าวแกง” ทันที

หนังตลกร้ายฉากใหญ่เริ่มขึ้น ณ คลองสามวาและคันนายาว เมื่อฝนตกนาน น้ำก็เริ่มเอ่อล้น “แก้มลิงคู้บอน” ที่ควรจะมีเตรียมไว้รองรับน้ำ กลับ “ถูกปล้นหายไป” ไร้การฟื้นฟูจัดการอย่างเป็นระบบจากผู้นำเมืองที่ตนเลือกมา ผลลัพธ์คือถนนกลายเป็นคลอง บ้านเรือนกลายเป็นบึง และทรัพย์สินเงินทองที่หามาด้วยความเหนื่อยยาก ถูกจมหายไปกับน้ำเน่าขัง

สิ่งที่น่าอับอายและพูดไม่ออกที่สุดในเวลานี้ก็คือ สภาพของคนที่เคยหัวเราะเยาะแก้มลิง วันนี้กลับต้องก้มหน้ารับกรรมอยู่ในบ้านที่น้ำท่วมสูง จะด่าใครก็เข้าตัว จะโวยวายผู้ว่าฯ ที่ตัวเองเคยอวยไว้จนเกินจริงก็เขินปาก สิ่งที่เคยมองว่าไร้ค่าอย่าง "แก้มลิง" ในวันนั้น กลายเป็นสิ่งที่ “ชีวิตของตัวเอง” ต้องการมากที่สุดในวันนี้

ที่น่าจะบาปหนักที่สุดคือ นักการเมืองที่ตนเองเลือก พลอยทำให้คนเมืองหลวงทั้งหมดต้องสูญเสีย “แก้มลิงคู้บอน” ไปด้วย

แจ็ค รัสเซล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top