Saturday, 17 October 2026
TheStatesTimes

เปิดมุมคิด Work-life Balance ในแบบฉบับ “พลอย เบนซ์ทองหล่อ” จัดเวลาชีวิตอย่างไรให้สมดุล? เมื่อทั้งงาน ลูก และตัวเอง ต่างต้องการเวลาและความใส่ใจ

คำว่า Work-life Balance เป็นหนึ่งในแนวคิดที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอในสังคมการทำงาน หลายคนพยายามแบ่งเวลางานออกจากเวลาส่วนตัวให้ชัดเจน เพื่อให้มีพื้นที่สำหรับการพักผ่อน ดูแลตัวเอง และใช้เวลากับคนที่รัก ทว่าเมื่อแต่ละคนมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่างกัน ความสมดุลในชีวิตก็อาจมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปด้วย

สำหรับ “พลอย” พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์ ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เบนซ์ทองหล่อ ซึ่งมีอีกหนึ่งบทบาทเป็นคุณแม่ลูกสอง เธอมีวิธีบริหารเวลาในแบบฉบับของตัวเอง ด้วยการเปิดพื้นที่ให้ครอบครัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงาน พร้อมรักษาเวลาสำหรับดูแลตัวเอง Work-life Balance ของเธอจึงปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวัน 

พลอยเล่าว่า ภาพหนึ่งในความทรงจำช่วงวัยเด็ก คือการใช้เวลาหลังเลิกเรียนอยู่ในโชว์รูมของคุณพ่อคุณแม่ วิ่งไปมาระหว่างแผนก แวะนั่งที่ฝ่ายบัญชีบ้าง ลงมาที่โชว์รูมบ้าง จนคุ้นเคยกับพนักงานและบรรยากาศการทำงาน ที่แห่งนี้จึงมีความหมายคล้ายบ้านอีกหลัง เป็นพื้นที่ที่เธอได้เล่น ได้เติบโต และได้อยู่ใกล้ครอบครัวในเวลาเดียวกัน

ความคุ้นเคยนั้นส่งต่อมาถึงวิธีที่เธอใช้ชีวิตกับลูกทั้งสองคน พลอยมักเปิดโอกาสให้ลูก ๆ เข้ามาคลุกคลีในพื้นที่ทำงานและได้รู้จักอีกมุมหนึ่งของชีวิตเธอ เช่นเดียวกับที่เธอเคยเติบโตท่ามกลางการทำงานของคุณพ่อคุณแม่

“ตอนเด็ก ๆ ก็คลุกคลีในโชว์รูมมาตลอด รู้สึกว่าที่นี่คือบ้านหลังที่สองเลย พอมีลูกก็เลยปล่อยให้ลูกได้ใช้ชีวิตในโชว์รูมเหมือนที่เราเคยเป็นมา ทำให้เราได้อยู่กับลูก ๆ มากขึ้น โดยไม่ต้องรอให้กลับบ้านก่อนแล้วถึงจะได้เจอลูก” พลอยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

กิจวัตรประจำวันและ “สิ่งที่ขาดไม่ได้”

แม้งานบริหารจะยุ่งแค่ไหน แต่เธอก็มีกิจวัตรประจำวันที่ต้องทำทุกวันนั่นคือการใช้เวลาช่วงเช้ากับลูก ๆ เธอเล่าว่า ในวันจันทร์ถึงศุกร์ ต้องตื่นเช้าและไปส่งลูก ๆ ที่โรงเรียนเสมอ หลังจากนั้นก็เป็นเวลาทำงาน ซึ่งก็เปลี่ยนไปตามตารางของแต่ละวัน บางวันเข้าออฟฟิศ บางวันมีประชุมนอกสถานที่ หรือบางครั้งมีกิจกรรมที่ต้องไปเข้าร่วม

อย่างไรก็ตาม ในชีวิตที่ต้องดูแลทั้งธุรกิจและลูกสองคนพร้อม ๆ กัน อีกเรื่องที่เธอให้ความสำคัญมาก ๆ เลยก็คือการหาเวลาเพื่อออกกำลังกาย เธอมีเป้าหมายที่พยายามรักษาไว้ให้ได้ในแต่ละสัปดาห์ โดยปรับให้เข้ากับชีวิตของตัวเองให้มากที่สุด

“หากวันไหนไม่ได้เลิกงานดึกเกินไป ก็จะไปออกกำลังกาย ส่วนมากก็จะเป็นโยคะ พิลาทีส รองลงมาคือกอล์ฟ ก็พยายามวางแผนให้มีเวลาอย่างน้อย 3-4 วันต่อสัปดาห์” เธอเล่าด้วยท่าทางจริงจัง

คำว่า “พยายามวางแผน” บอกถึงความตั้งใจที่แน่วแน่ เพราะเวลาส่วนตัวต้องอาศัยการจัดสรรอย่างดีเช่นเดียวกับเวลางานและเวลาสำหรับครอบครัว 

ใส่ใจการพักผ่อนที่มีคุณภาพ

อีกเรื่องที่เธอไม่มองข้ามอย่างเด็ดขาด คือการนอนให้มีคุณภาพ พลอยเล่าว่า เมื่อก่อนเธออาจนอนดึกแล้วตื่นมามีแรงได้เหมือนเดิม แต่วันนี้เธอรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย จึงพยายามเข้านอนในเวลาที่สม่ำเสมอ และใส่ใจคุณภาพการพักผ่อนให้มากขึ้น 

“พอใช้ชีวิตมาสักพัก เราเริ่มรู้แล้วว่าจะใช้ชีวิตแบบตอนวัยรุ่นไม่ได้แล้ว ตอนนี้พยายามเข้านอนในเวลาเดิมสม่ำเสมอทุกวัน พลอยคิดว่าประสิทธิภาพการนอนสำคัญมาก ๆ”

“ความเครียด” คือส่วนหนึ่งของชีวิต

แน่นอนว่าแม้จะจัดตารางชีวิตไว้แล้ว แต่ก็จะมีวันที่เหนื่อยและเครียดเกิดขึ้นได้ เมื่อถามถึงเรื่องนี้ เธอก็ยิ้มและยอมรับตรง ๆ ว่า ความรู้สึกเหล่านี้เป็นธรรมชาติของการทำงาน ที่จะมีทั้งช่วงที่ดี ช่วงที่ยาก และช่วงที่มีความสุข สลับ ๆ กันไป 

เธอพูดพร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ ว่า “ถ้าไม่อยากเครียดก็ไม่ต้องทำงาน” อารมณ์ขันเล็ก ๆ นี้ทำให้เห็นว่า เธอมองความเครียดอย่างตรงไปตรงมา และยอมรับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและการทำงาน

จากการพูดคุยในครั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้คือ Work-life Balance เป็นเรื่องของการจัดสรรน้ำหนักระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว ซึ่งแต่ละคนย่อมมีหน้าที่ ความต้องการ และเงื่อนไขชีวิตแตกต่างกัน ความสมดุลจึงไม่มีสูตรตายตัว และอาจเปลี่ยนไปตามช่วงชีวิต สิ่งสำคัญคือการรู้ว่าในแต่ละช่วงเวลา เราอยากให้ความสำคัญกับอะไร และตั้งใจจัดเวลาให้สิ่งเหล่านั้นได้รับการดูแล

Work-life Balance ในแบบของ “พลอย เบนซ์ทองหล่อ” จึงมีหน้าตาเฉพาะตัว มีทั้งกิจวัตรที่คุ้นเคย ตารางงานที่เปลี่ยนแปลง และเวลาส่วนตัวที่ต้องตั้งใจจัดสรรไว้ ทำให้ชีวิตภายในหนึ่งวันครบรสและเติมเต็มความรู้สึกที่ต้องการได้อย่างแท้จริง

18 ตุลาคม 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ประกาศต่อประชาราษฎร์เรื่องจะทรงผนวช ปฏิบัติพระราชกิจเคร่งครัดในสมณเพศ ทรงลาผนวชหลัง 15 วัน แห่งตำนาน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงแถลงพระราชดำริในการที่จะทรงผนวช จึงได้ประกาศให้ราษฎรที่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ได้รับทราบ ความว่า “ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ท่านทั้งปวงมาร่วมประชุมกัน ณ ที่นี้ ขอถือโอกาสแจ้งดำริที่จะบรรพชาอุปสมบทให้บรรดาอาณาประชาราษฎร์ทราบทั่วกัน”

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเป็นพุทธศาสนิกชนที่มีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นที่ยิ่ง
เมื่อ พ.ศ. 2499 มีพระราชประสงค์ที่จะทรงผนวชในพระบวรพุทธศาสนาตามโบราณราชประเพณี จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอรับพระราชภาระสนองพระเดชพระคุณในการทรงผนวชในนามของรัฐบาลและประชาชนชาวไทย

และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร์
โดยหลังจากที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท และคณะทูตานุทูต เข้ามาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เพื่อทรงแถลงพระราชดำริในการที่จะเสด็จออกทรงพระผนวช ในวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2499 แล้ว

จากนั้นวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2499 เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หลังจากทรงเจริญพระเกศา โดยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงจรดพระกรรไกรบิดเปลื้องพระเกศาเป็นปฐมฤกษ์แล้ว
ทรงเครื่องเศวตพัสตรีทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระสัมพุทธพรรณี และพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระพุทธเลิศหล้านภาลัย

ทรงรับผ้าไตรจากสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีแล้วทรงเข้าบรรพชาอุปสมบทในท่ามกลางสังฆสมาคม ซึ่งมีสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธาน เมื่อเสร็จพิธีแล้วพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงได้รับสมญานามจากพระราชอุปัชฌาจารย์ ว่า ‘ภูมิพโล’
ในระหว่างที่ทรงดำรงสมณเพศ ทรงรับประเคนผ้าไตรจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และทรงรับไทยธรรมจากสมเด็จพระบรมราชชนนี ตามลำดับ

จากนั้น พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทำทัฬหิกรรม ณ พระพุทธรัตนสถาน ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระศาสนโศภน (จวน อุฏฺฐายี) เป็นพระกรรมวาจาจารย์

จากนั้นทรงประกอบพิธีตามขัตติยราชประเพณี แล้วเสด็จฯ ไปประทับ ณ พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

ระหว่างที่ทรงดำรงสมณเพศ พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติพระราชกิจ เช่นเดียวกับพระภิกษุทั้งหลายอย่างเคร่งครัด เช่น เสด็จลงพระอุโบสถทรงทำวัตรเช้า-เย็น ตลอดจนทรงสดับพระธรรมและพระวินัยนอกจากนี้ยังได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพิเศษอื่นๆ เช่น

วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2499 เสด็จฯ ไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงร่วมสังฆกรรมในพิธีผนวชและอุปสมบทนาคหลวงในพระบรมราชินูปถัมภ์
วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2499 เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาต จากพระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งยังเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย
วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2499 เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาต ณ วังสระปทุม
วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 ได้เสด็จฯ ไปทรงนมัสการพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม
วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 เสด็จฯ ไปทรงรับบิณฑบาตจากประชาชนทั้งในบริเวณถนนพระสุเมรุ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และสี่แยกราชเทวี ถนนเพชรบุรี อีกด้วย
วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงลาผนวช ณ วัดบวรนิเวศวิหาร รวมเวลาทรงผนวชทั้งสิ้น 15 วัน

ที่มา: https://www.komchadluek.net/today-in-history/394077

เคทีซี ป้องกันฉ้อโกง!! มิจฉาชีพใช้กลเทคนิคหลอกคน ความเสียหายทั่วโลกพุ่ง 15.47 ล้านล้านบาท เคทีซี เน้นเฝ้าระวังพฤติกรรมการใช้จ่าย ตั้งชมรมป้องกันทุจริตบัตรเครดิตระดับอุตสาหกรรม

เคทีซีมองโจทย์ใหม่ภัยการเงิน เมื่อมิจฉาชีพหลอกคนแทนเจาะระบบ

ระบบไม่ถูกเจาะ ไม่ได้แปลว่าเงินจะปลอดภัยเสมอไป หากมิจฉาชีพทำให้เจ้าของเงินเชื่อและกดยืนยันธุรกรรมด้วยตนเองได้ นี่คือโจทย์ที่ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญ ผ่านทีมงานที่เข้าใจกลโกง การเฝ้าระวังรายการผิดปกติ และความร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลทั้งธุรกรรมและข้อมูลสมาชิกให้ทันกับภัยการเงินที่เปลี่ยนไป

เว็บไซต์จองที่พักที่ดูเหมือนจริง ข้อความอ้างว่าบัญชีมีปัญหา หรือโทรศัพท์ที่เร่งให้โอนเงินทันที ล้วนใช้ความน่าเชื่อถือเป็นเครื่องมือ ก่อนชักจูงให้ผู้ใช้เปิดเผยข้อมูลหรืออนุมัติการชำระเงิน การป้องกันจึงต้องเข้าใจทั้งวิธีหลอกคนและเส้นทางธุรกรรม เพื่อจับสัญญาณความเสี่ยงให้ทัน

รายงานประเมินภัยฉ้อโกงทางการเงินทั่วโลก ปี 2569 ขององค์การตำรวจสากล (INTERPOL) อ้างอิงประมาณการของเครือข่ายต่อต้านการหลอกลวงระดับโลก (GASA) ว่า ความเสียหายทั่วโลกในปี 2568 อยู่ที่ 442,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 15.47 ล้านล้านบาท พร้อมระบุว่า มิจฉาชีพใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปลอมภาพและเสียงเพื่อแอบอ้างบุคคลที่เหยื่อไว้วางใจ ทำให้กลโกงแนบเนียนและขยายวงได้ง่ายขึ้น ความเสียหายนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด รายงานสถานการณ์การหลอกลวงทั่วโลก ปี 2568 ของ GASA พบว่า ร้อยละ 23 ของผู้ตอบแบบสำรวจ สูญเสียเงินจากการหลอกลวงในช่วง 12 เดือนก่อนการสำรวจ ตอกย้ำความสำคัญของการตรวจสอบก่อนทำธุรกรรม ควบคู่กับระบบช่วยเฝ้าระวังความเสี่ยง

โจทย์นี้กำลังได้รับความสำคัญในระดับโลก ผ่านกรอบความร่วมมือ “Bangkok Blueprint” ที่เปิดตัวในการประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดยมุ่งยกระดับการป้องกันภัยทุจริต การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการติดตามเส้นทางเงินข้ามพรมแดน เพราะการหลอกลวงหนึ่งครั้งอาจเชื่อมโยงหลายแพลตฟอร์ม หลายบัญชี และหลายประเทศ การสกัดความเสียหายจึงต้องอาศัยความร่วมมือทั้งระบบ

เคทีซีให้ความสำคัญกับการรู้ทันภัยและเข้าดูแลให้ทันเวลา ทีมงานนำข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายมาช่วยเฝ้าระวังและตรวจจับรายการผิดปกติ เมื่อพบสัญญาณความเสี่ยงจะเร่งตรวจสอบ แจ้งเตือน และติดต่อสมาชิก พร้อมพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากร และกระบวนการทำงานให้ตอบสนองต่อกลโกงใหม่ได้รวดเร็วขึ้น ความเชี่ยวชาญนี้ยังเชื่อมโยงกับบทบาทของนาย ไรวินทร์ วรวงษ์สถิตย์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานควบคุมงานปฏิบัติการและปฏิบัติการร้านค้า “เคทีซี” ซึ่งได้รับเลือกให้เป็นประธานชมรมป้องกันทุจริตบัตรเครดิต สะท้อนความไว้วางใจให้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนงานป้องกันภัยทุจริตในระดับอุตสาหกรรม และนำประสบการณ์มาช่วยให้ประชาชนรู้ทันวิธีหลอกลวงที่เปลี่ยนไป

เคทีซีทำงานร่วมกับวีซ่าและพันธมิตรในอุตสาหกรรม รวมถึงร่วมสร้างความรู้ด้านภัยไซเบอร์กับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อให้การดูแลครอบคลุมทั้งระบบชำระเงินและผู้ใช้บริการ โดยมีรางวัลด้านความปลอดภัยจากวีซ่าต่อเนื่อง 3 ปีเป็นอีกหนึ่งข้อมูลสนับสนุนการทำงานด้านนี้

เงินต้องได้รับการดูแล ข้อมูลก็เช่นกัน
เคทีซีมีระบบบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศตามมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2022 และระบบบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรฐาน ISO/IEC 27701:2019 พร้อมการตรวจประเมินจากภายนอกและอบรมบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การคุ้มครองข้อมูลอยู่ในกระบวนการทำงานทั่วองค์กร และลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงหรือใช้ข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต

สมาชิกสามารถร่วมดูแลความปลอดภัยผ่านแอปพลิเคชันเคทีซี โมบาย (KTC Mobile) ทั้งตรวจสอบรายการใช้จ่าย ควบคุมวงเงิน และอายัดบัตรเมื่อพบความผิดปกติ หากพบรายการที่ไม่ได้ทำด้วยตนเอง ควรรีบติดต่อเคทีซี โทร. 02 123 5000 เพื่อให้ทีมงานตรวจสอบโดยเร็ว

เคทีซียังชวนประชาชนยึดหลัก “ไม่รีบ ไม่บอก ไม่กด ก่อนตรวจสอบ” ไม่รีบโอนเงินตามคำเร่งเร้า ไม่บอกรหัสใช้ครั้งเดียว (OTP) หรือข้อมูลสำคัญแก่ผู้อื่น และไม่กดลิงก์จากข้อความที่ไม่แน่ใจ ควรตรวจสอบกับองค์กรที่ถูกอ้างชื่อผ่านช่องทางทางการด้วยตนเอง โดยไม่ใช้หมายเลขหรือลิงก์ที่ผู้ติดต่อส่งมา หากเผลอเปิดเผยข้อมูลบัตรหรือพบรายการที่ไม่ได้ทำ ให้รีบติดต่อผู้ออกบัตรเพื่อระงับการใช้งานและตรวจสอบ หากถูกหลอกให้โอนเงิน ให้รีบแจ้งธนาคารที่ใช้โอนและโทร. สายด่วน AOC 1441 พร้อมเก็บข้อความ หลักฐานการโอน และข้อมูลผู้ติดต่อไว้ประกอบการแจ้งความ การแจ้งเหตุเร็วช่วยเพิ่มโอกาสสกัดเส้นทางเงินก่อนถูกส่งต่อ

เคทีซีให้ความสำคัญกับความปลอดภัยตลอดทั้งกระบวนการ ทั้งทีมที่รู้ทันความเสี่ยง ระบบที่ช่วยตรวจจับ และคนที่พร้อมดูแลเมื่อเกิดเหตุ เพราะการทำธุรกรรมที่สะดวก ต้องมาพร้อมการดูแลเงินและข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้สมาชิกใช้บริการได้อย่างมั่นใจในทุกวัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top