Saturday, 17 October 2026
TheStatesTimes

ประตูบรันเดนบูร์กในกรุงเบอร์ลินเคยประดับธงของพรรคนาซี

ประตูบรันเดนบูร์กในกรุงเบอร์ลินเคยประดับธงของพรรคนาซีอย่างภาคภูมิใจ ในช่วงหลายปีต่อมา นาซีเยอรมนีได้ก่อเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุโรปและชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

85 ปีต่อมา ธงชาติอิสราเอลได้ถูกฉายลงบนสถานที่สำคัญแห่งเดียวกันนี้ เพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับอิสราเอล แม้ว่าอิสราเอลจะทำสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซาของปาเลสไตน์มาตลอดสามปีที่ผ่านมา คร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ไปกว่า 75,000 คน นับตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2023

ที่มา : TRT World
https://www.facebook.com/100064567517750/posts/1600772432084992/?rdid=R0hO3SJLUXvkG0A2#

เรื่องไทยพีบีเอสจ้างพิธีกร

เรื่องไทยพีบีเอสจ้างพิธีกร จ้างแบบเจาะจงนั้น ถูกหรือแพงอยู่ที่คนชอบ ถ้าคนชอบ คำ ผกา อาจจะบอกว่าจ้างตอนละแสน ยังถูกไป ส่วนคนเกลียด บอกว่าเอาไปเลี้ยงหมาจรจัด คุ้มค่า

แต่สิ่งที่สังคมครหา คือระบบอำมาตย์ธิปไตยในองค์กร ระบอบอุปถัมป์ ประชาชนดูออกว่าคุณพวกไหน เอาเงินภาษีบาปไปจ้าง

พวกคุณไม่อายเหรอเที่ยวด่านักการเมืองสารเลว แต่ที่พวกคุณทำห่มจีวร นักกิจกรรม นักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม สถาปนาตัวเองเป็นนักบุญ ชี้นิ้วพิพากษาคนอื่นเก่ง
อย่าผูกขาดสื่อสาธารณะโดยคนกลุ่มเดียวตลอดอายุขัยของช่อง

คำ ผกา พิธีกรชื่อดังสายสีแดง

ที่มา : https://www.facebook.com/100005019767677/posts/3937460233097930/?rdid=MWEmCSeCx0CdsPbt#

Agoda เลือกรุงเทพ!! เป็นศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีนานาชาติ จ้างคนไทยกว่าครึ่งจากทีม 4,500 คน บุคลากรจาก 80 ประเทศทั่วโลก ตอกย้ำไทย Tech Talent Hub

“Agoda” ปักหมุดกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งสำนักงานภูมิภาคแห่งใหญ่ที่สุดของ Agoda ทั่วโลก และศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีระดับนานาชาติ จ้างงานบุคลากรกว่า 4,500 คน กว่าครึ่งเป็นคนไทย และมีบุคลากรต่างชาติจากกว่า 80 ประเทศ ร่วมกันทำงานไฮเทค ตอกย้ำศักยภาพไทยสู่ Tech Talent Hub

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการเยี่ยมชมกิจการบริษัท อโกดา เซอร์วิสเซส จำกัด (Agoda) พร้อมทั้งหารือกับนาย Omri Morgenshtern, CEO และทีมผู้บริหารของบริษัท ว่า Agoda เป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยวในเครือ Booking Holdings โดยเป็นผู้นำแพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์รายใหญ่ของโลก และเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มหลักของกลุ่มตลาดเอเชียแปซิฟิก ให้บริการที่พักกว่า 6 ล้านแห่ง ในกว่า 200 ประเทศ/เขตแดน ผ่าน 39 ภาษา

ปัจจุบัน มีพนักงานทั่วโลกกว่า 8,000 คนใน 25 ประเทศ ในจำนวนนี้ เป็นพนักงานประจำอยู่ในประเทศไทยกว่า 4,500 คน มากที่สุดในบรรดาสำนักงานของ Agoda ทั่วโลก และคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของพนักงานทั้งหมด

*ปักหมุดกรุงเทพฯ ขยาย Global Tech & Operations Hub ในไทย
Agoda ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานที่ตั้งสำนักงานภูมิภาค และเป็นสำนักงานแห่งใหญ่ที่สุดของ Agoda ทั่วโลก ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและปฏิบัติการ (Global Tech & Operations Hub) ของกลุ่มบริษัท

โดยตั้งอยู่ที่โครงการ One Bangkok กรุงเทพฯ โดยใช้พื้นที่มากถึง 7 ชั้น รวมกว่า 30,000 ตารางเมตร มีพนักงานกว่า 4,500 คน และเป็นฐานสำคัญด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ อัลกอริทึม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Science) ซึ่งผลงานที่พัฒนาในไทยจะถูกนำไปใช้ขับเคลื่อนแพลตฟอร์มในตลาดทั่วโลก

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยได้รับบทบาทดังกล่าว คือฐานบุคลากรทักษะสูงในหลายสาขา ทั้งด้านการวิเคราะห์ข้อมูล เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร วิศวกรรม และการบริหารธุรกิจ ประกอบกับวัฒนธรรมการทำงานที่เปิดกว้าง และเอื้อต่อความร่วมมือของบุคลากรหลากหลายสัญชาติ
ทั้งนี้ การผสานความเชี่ยวชาญของคนไทยกับบุคลากรจากต่างประเทศ ทำให้บริษัทสามารถวางกิจกรรมที่มีความซับซ้อนและมูลค่าเพิ่มสูงในประเทศไทย พร้อมสร้างโอกาสในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ยกระดับทักษะบุคลากร และต่อยอดระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีของประเทศในระยะยาว

นอกจากนี้ การที่บีโอไอ ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกรมการจัดหางาน ได้ช่วยอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงานผ่านศูนย์บริการวันสต็อป Thailand Investment and Expat Service Center (TIESC) ณ อาคาร One Bangkok ได้ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญของ Agoda จากทั่วโลกเข้ามาทำงานร่วมกับทีมงานไทยได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ทำให้สามารถตอบสนองต่อลักษณะของธุรกิจระหว่างประเทศที่ต้องมีการฝึกอบรม ประสานงาน และเดินทางระหว่างประเทศอยู่ตลอดเวลา
*ศูนย์รวม Tech Talent สร้างโอกาสคนไทยสู่เวทีโลก
สำรวจเทคโนโลยี

จุดเด่นของธุรกิจ Agoda ในประเทศไทย คือการสร้างพื้นที่ให้บุคลากรทักษะสูงจากทั้งไทยและต่างประเทศได้มาทำงานร่วมกันภายใต้มาตรฐานระดับสากล แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี โดยปัจจุบันมีพนักงานในประเทศไทยกว่าครึ่งเป็นคนไทย ส่วนพนักงานต่างชาติประมาณ 2,000 คนมาจากกว่า 80 ประเทศ

โดยการตั้งฐานธุรกิจลักษณะนี้ ในประเทศไทยเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึงงานด้านเทคโนโลยีและธุรกิจที่มีความซับซ้อน ตั้งแต่ Software Engineering, Data Science และ AI ไปจนถึง Product Management การตลาด และการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ พร้อมเรียนรู้กระบวนการทำงาน มาตรฐาน และวิธีการแก้ปัญหาในระดับโลก รวมทั้งสร้างเครือข่ายกับบุคลากรจากหลากหลายประเทศ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่สามารถต่อยอดได้ตลอดเส้นทางอาชีพ ขณะที่คุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างของกรุงเทพฯ ช่วยดึงดูดบุคลากรนานาชาติและขยายฐาน Tech Talent ในไทยอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ Agoda ยังให้ความสำคัญกับการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่และเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษา ผ่านโครงการ Tech Camp Day ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เข้ามาเรียนรู้และสัมผัสการทำงานด้านเทคโนโลยี โดยจัดปีละ 3 ครั้ง ครั้งละกว่า 100 คน ควบคู่กับโครงการฝึกงานที่เปิดรับนักศึกษากว่า 500 คนต่อปี จากมหาวิทยาลัยกว่า 10 แห่ง และเปิดโอกาสให้นักศึกษาฝึกงานสมัครเข้าทำงานกับบริษัท หลังสิ้นสุดการฝึกงาน

โดยปัจจุบันมีนักศึกษาฝึกงานกว่า 20% ที่ได้เข้าทำงานต่อกับ Agoda สะท้อนการสร้างเส้นทางพัฒนาบุคลากร ตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัยไปสู่การทำงานจริงในธุรกิจเทคโนโลยี
“การที่บริษัทระดับโลกอย่าง Agoda เลือกประเทศไทยเป็นฐานหลักสำหรับงานด้านเทคโนโลยีที่ใช้บุคลากรทักษะสูง เป็นตัวอย่างความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนในธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยคนและองค์ความรู้การลงทุนลักษณะนี้ ไม่เพียงสร้างงานที่มีคุณค่าสูง แต่ยังเปิดโอกาสให้คนไทยได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก เรียนรู้มาตรฐานระดับสากล และขยายเครือข่ายวิชาชีพ รวมถึงเปิดเส้นทางให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่งานด้านเทคโนโลยี ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและโครงการฝึกงาน ประสบการณ์และความรู้ระดับโลกที่บุคลากรไทยได้รับในวันนี้ จะพัฒนาเป็นทักษะสำคัญที่นำไปต่อยอดในชีวิตการทำงาน คนเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างธุรกิจใหม่ และพัฒนาประเทศในระยะยาวต่อไป” นายนฤตม์ กล่าว

นาย Omri Morgenshtern ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Agoda กล่าวว่า การทำงานในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเปิดโอกาสให้บุคลากรไทยเรียนรู้มาตรฐาน เครื่องมือ และวิธีการทำงานจากทีมงานนานาชาติ ประสบการณ์เหล่านี้สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาธุรกิจใหม่ การสร้างสตาร์ทอัพ และการยกระดับองค์กรในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยกระจายองค์ความรู้และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน

ที่มา : https://www.infoquest.co.th/2026/660035

ปฏิเสธข่าวถังแตก!! ‘ฮุน เซน’ โต้กระแสกัมพูชาเงินขาดมือ ย้ำเงินสำรอง 2.5 พันล้านดอลลาร์ รายได้ปี 69 เพียบรับ 5 พันล้าน ชี้ ข้อกล่าวหาทำคนเข้าใจผิด

ฮุนเซนโต้ "เขมรถังแตก" โวเหลือเงินสำรองอีกตั้ง $2.5 พันล.

วานนี้ (8 ต.ค. 69) สำนักข่าว KPT English ของกัมพูชารายงานว่าสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ออกมาปฏิเสธข้ออ้างของกลุ่มผู้วิพากษ์วิจารณ์ในต่างประเทศที่ระบุว่ารัฐบาลกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนเงินสด โดยระบุว่ารัฐมีทุนสำรองเงินสดอยู่อย่างน้อย 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 84,200 ล้านบาท) และยังคงสร้างรายได้อย่างแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

ในแถลงการณ์ที่โพสต์ลงบนสื่อสังคมออนไลน์เมื่อวันอังคาร (6 ต.ค.) สมเด็จเดโชกล่าวว่า รายได้ของรัฐบาลในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 สูงกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 500 ล้านถึง 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน

อดีตนายกฯ กัมพูชา ระบุว่า รายจ่ายรายเดือนสำหรับเงินเดือนของข้าราชการและบุคลากรภาครัฐอยู่ที่ประมาณ 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 7,800 ล้านบาท) พร้อมชี้ว่ารายได้ของรัฐยังคงเพียงพอต่อภาระผูกพันด้านรายจ่ายต่าง ๆ ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเงินสำรองทางการเงินไว้ได้อย่างมหาศาล

ประธานวุฒิสภากัมพูชากล่าวต่อว่า การออกมาชี้แจงครั้งนี้เป็นการตอบโต้ข้อกล่าวหาที่เผยแพร่โดยกลุ่มคนจำนวนไม่มากในต่างประเทศ ซึ่งอ้างว่ารัฐบาลเริ่มพิมพ์ธนบัตรใหม่เนื่องจากเงินคงคลังหมดลงแล้ว พร้อมปัดตกข้อกล่าวหาเหล่านั้นว่าเป็นความเท็จ และระบุว่าข้ออ้างดังกล่าวเสี่ยงที่จะทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ชี้แจง

นอกจากนี้ ยังกล่าวหากลุ่มชาวกัมพูชาในต่างประเทศบางกลุ่มว่ากักเก็บเงินบริจาคที่เรี่ยไรได้ ณ วัดพนมเสรี ซึ่งท่านระบุว่ามีเจตนาเพื่อนำมาช่วยเหลือพลเรือนที่ต้องพลัดถิ่นจากเหตุความขัดแย้งบริเวณชายแดนเมื่อเร็ว ๆ นี้

ฮุนเซนได้เรียกร้องให้ผู้ที่ถือครองเงินดังกล่าวนำเงินออกมาช่วยเหลือชุมชนผู้พลัดถิ่น พร้อมทั้งกล่าวหาว่าเงินเหล่านั้นกลับถูกเก็บไว้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง พร้อมกล่าวเสริมว่าจะเปิดเผยคลิปเสียงที่ท่านอ้างว่าเป็นหลักฐานบันทึกการหารือในเรื่องดังกล่าวต่อสาธารณะต่อไป

ที่มา : KPT English

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1712428064222997&id=100063674585845&rdid=ik7tZIWxRUJ33ofw#

WHA Group ปูทางลงทุน!! เชื่อมเงินทุนระดับโลกสู่ภาคอุตสาหกรรม ชูศักยภาพไทยในเวที IMF-World Bank 2026 มุ่งเน้นโครงสร้างพื้นฐานและความยั่งยืน ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและพลังงานสะอาด

WHA Group ขานรับเวทีประชุม IMF–World Bank 2026 เชื่อมโยงเงินทุนทั่วโลก สู่ภาคอุตสาหกรรม ชูศักยภาพไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนรับ New Economy

ในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 (2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 โดยมีการต้อนรับผู้นำด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุนจากทั่วโลก ประชาคมโลกต่างมุ่งจับตาความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการร่วมก้าวข้ามความท้าทายทางเศรษฐกิจและการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

หนึ่งในความท้าทายสำคัญที่เป็นประเด็นหารือระดับโลก คือ “การลดช่องว่างทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน” ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า ประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนไม่น้อยกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อลดผลกระทบและปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ทว่าเม็ดเงินลงทุนจริงในปัจจุบันยังขาดอยู่อีกราว 800,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี สะท้อนถึงความจำเป็นในการระดมทุนเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการดึงเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม

บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group ในฐานะผู้นำด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชันครบวงจรสำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรม ชี้ว่าเวทีประชุม IMF–World Bank 2026 เป็นช่วงเวลาสำคัญของไทยในการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเม็ดเงินลงทุนจากตลาดการเงินโลก (Financial Capital) ให้ขยายสู่การลงทุนที่จับต้องได้ในภาคเศรษฐกิจจริง (Real Economy) ทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน

นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IMF–World Bank 2026 เป็นโอกาสทองที่ไทยจะได้ประกาศความพร้อมและศักยภาพของประเทศบนเวทีโลก โดยเฉพาะความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับ New Economy ประเทศไทยต้องอาศัยจังหวะนี้ในการต่อยอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ดึงดูดคลื่นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก”

โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รับโจทย์ ‘Thailand’s New Horizons’

การประชุม IMF–World Bank 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” เพื่อเปิดขอบฟ้าใหม่และสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ปัจจุบัน WHA Group ได้ตอบรับแนวคิดหลักดังกล่าวด้วยการวางรากฐานระบบนิเวศอุตสาหกรรมผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่:
• การรับมือการแบ่งขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ (Geoeconomics Fragmentation):
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ผลักดันให้ห่วงโซ่อุปทานโลกต้องเร่งกระจายความเสี่ยงและย้ายฐาน การผลิต WHA Group มีธุรกิจโลจิสติกส์ที่รองรับความต้องการของภาคธุรกิจ ทั้งคลังสินค้าแบบ Built-to-Suit คลังสินค้าทั่วไป โรงงานสำเร็จรูป โลจิสติกส์ปาร์ค ศูนย์กระจายสินค้า และอาคารสำนักงาน รวมพื้นที่มากกว่า 3.2 ล้านตารางเมตร ในประเทศไทยและเวียดนาม รองรับการจัดเก็บ กระจายสินค้า และการดำเนินธุรกิจที่เชื่อมโยงกับฐานการผลิตและตลาดสำคัญในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมของ WHA Group พร้อมรองรับนักลงทุนจากทั่วโลก ด้วยนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะกว่า 17 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 88,900 ไร่ ในประเทศไทยและเวียดนาม พร้อมโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทำให้ WHA Group พร้อมเป็น Safe Zone & Resilient Hub สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงและสร้างฐานการผลิตที่มีความมั่นคงท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

• การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Adaptation: WHA Group สร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมดำเนินธุรกิจที่ช่วยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยภายใต้ธุรกิจสาธารณูปโภคและพลังงาน มุ่งยกระดับความมั่นคงด้านน้ำและพลังงานสะอาด เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมไฮเทคและดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องการพลังงานหมุนเวียนตามมาตรฐานสากล โดยปี 2569 ตั้งเป้ายอดจำหน่ายน้ำและการบริหารจัดการน้ำรวมในไทยและเวียดนามที่ 170 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 1,124 เมกะวัตต์ พร้อมเดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานสะอาด และเตรียมความพร้อมรองรับโอกาสจากกลไกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ของประเทศ

ขณะเดียวกัน ธุรกิจโมบิลิตี้ มุ่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่การขนส่งด้วยยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านบริการและระบบนิเวศ EV สำหรับภาคธุรกิจ โดยตั้งเป้าขยายจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้การบริหารเป็น 637 คันภายในปี 2569 เพื่อช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการปล่อยคาร์บอนจากภาคการขนส่ง สะท้อนบทบาทของ WHA Group ในการนำศักยภาพของแต่ละธุรกิจมาร่วมขับเคลื่อนลูกค้าและภาคอุตสาหกรรมไปสู่ Low-Carbon Economy และเป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม

• การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Digital and AI Transformation): WHA Group มุ่งเสริมความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และการเชื่อมต่อความเร็วสูง พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีอัจฉริยะและ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายในนิคมอุตสาหกรรม ยกระดับสู่การเป็น Smart Eco-Industrial Estates เต็มรูปแบบ เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจข้อมูลและเทคโนโลยีขั้นสูง

การบูรณาการโลจิสติกส์ พื้นที่อุตสาหกรรม สาธารณูปโภค พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล และระบบการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เข้าเป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกัน ถือเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความยืดหยุ่นและภูมิคุ้มกัน (Resilience) ให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความผันผวนของโลก

ความยั่งยืนคือหัวใจของศักยภาพการแข่งขันระดับโลก

ท่ามกลางกติกาการค้าและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของโลกที่ทวีความเข้มงวด การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการดำเนินงานตามกรอบ ESG ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการดำเนินธุรกิจ สำหรับองค์กรระดับโลก WHA Group มุ่งมั่นขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 พร้อมทำหน้าที่เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่สนับสนุนผู้ประกอบการและลูกค้าในการเปลี่ยนผ่านสู่กระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อโลก

นางสาวจรีพรเสริมว่า “การลดคาร์บอน (Decarbonization) ไม่สามารถทำแบบแยกส่วนได้ แต่ต้องอาศัยระบบนิเวศที่เอื้ออำนวยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเข้าถึงพลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้จริง ควบคู่ไปกับการรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว”

จากเงินทุนระดับโลก สู่การลงทุนจริงในไทย

สิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน ในมุมมองของ WHA Group คือการเปลี่ยนเงินลงทุนให้เกิดเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างมูลค่าเพิ่ม และขับเคลื่อนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน โดยผ่านความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงิน ภาครัฐ และภาคเอกชน และมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมสมบูรณ์เป็นฟันเฟืองหลัก

“การแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และการผนึกกำลังในเวที 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยได้เปิดบ้านต้อนรับผู้นำระดับสูง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหาร IMF และ World Bank นักลงทุน สถาบันการเงิน ภาคเอกชน และสื่อมวลชนจากทั่วโลก กว่า 15,000 คน ถือเป็นบทพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นและศักยภาพของไทยในการดึงดูด FDI คุณภาพสูง WHA Group มองเห็นโอกาสในการร่วมผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงิน ควบคู่กับศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์และดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ บนพื้นฐานของประเทศไทยในฐานะ ‘Safe Zone’ สำหรับการลงทุนที่พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ”
นางสาวจรีพรกล่าวสรุป

นายกฯ เคียฟเตือนประชาชนเริ่มคิดแผนอพยพ!! เคียฟเสี่ยงวิกฤตฤดูหนาว หลังเมืองหลวงเข้าสู่ “โหมดเอาชีวิตรอด” วิกฤตพลังงานก่อนฤดูหนาว หากโครงสร้างพื้นฐานล้มเหลวจากการโจมตี

นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟเรียกร้องให้ประชาชนเริ่มคิดเรื่อง “อพยพออกจากเมืองหลวง!” เนื่องจากขณะนี้ “เคียฟเข้าสู่โหมดเอาชีวิตรอด!” แล้ว

คำเตือนของ วิตาลี คลิตช์โก (Vitali Klitschko) นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ เกิดขึ้นระหว่างให้สัมภาษณ์กับ AFP หลังการโจมตีจากรัสเซีย ส่งผลให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าและประปาได้รับความเสียหายอย่างหนัก พร้อมเตือนว่าอาจเกิดวิกฤติสาธารณูปโภคครั้งใหญ่ก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว

คลิตช์โก ยังกล่าวอีกว่า สถานการณ์ในเมืองหลวงกำลังเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการโจมตีโครงข่ายพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน

ก่อนหน้านี้ กรุงเคียฟเผชิญเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่หลายครั้ง ส่งผลให้รถไฟใต้ดินและระบบขนส่งสาธารณะที่ใช้ไฟฟ้าต้องหยุดให้บริการ ระบบประปาหยุดชะงัก และเริ่มเกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบระบายน้ำเสีย ขณะที่รัฐมนตรีพลังงานยูเครนยืนยันว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญแห่งหนึ่งได้รับความเสียหาย

คลิตช์โกเตือนว่า หากระบบประปาเกิดความล้มเหลวเพิ่มเติม วิกฤติที่ตามมาอาจขยายตัวเป็นวงกว้าง โดยขณะนี้บางพื้นที่เริ่มเผชิญมาตรการตัดไฟฟ้าชั่วคราวแล้ว

แม้ว่าขณะนี้ หน่วยงานในกรุงเคียฟจะเร่งติดตั้งระบบทำความร้อนสำรอง พร้อมสะสมเชื้อเพลิง อาหาร และน้ำดื่ม เพื่อเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้ที่ระบบทำความร้อนจะหยุดทำงานเป็นเวลานานในช่วงฤดูหนาว แต่นายกเทศมนตรียอมรับว่า ต่อให้เตรียมความพร้อมดีเพียงใด หากระบบป้องกันภัยทางอากาศไม่สามารถสกัดกั้นการโจมตีของรัสเซียได้ เมืองหลวงก็อาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายอย่างยิ่ง

“ทุกวันเราจะได้รับข้อมูลใหม่เกี่ยวกับอาคารที่ถูกทำลาย ผู้บาดเจ็บ หรือผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์อันน่าเศร้า การทิ้งระเบิดโจมตีเมืองของเรากำลังทวีความรุนแรงขึ้น และวันนี้ คำถามเดียวที่เหลืออยู่คือ เราจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไร” คลิตช์โกกล่าว

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ารัสเซียเริ่มโจมตีสะพานข้ามแม่น้ำนีโปร (Dnieper) ในกรุงเคียฟ ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญที่เชื่อมพื้นที่สองฝั่งของเมืองหลวงด้วย

ที่มา: AFP

ที่มา: https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122096627841508642&id=61595259264487&rdid=vASFw3snDmtLpexC#

อีอีซีโอ จับมือ ธนาคารกรุงเทพ!! ลงนาม MOU สร้างนวัตกรรมดิจิทัล เสริมระบบนิเวศลงทุน EEC ให้เข้มแข็ง อำนวยความสะดวกด้านการเงินลงทุน ส่งเสริมเชื่อมโยงข้อมูลและบุคลากร

อีอีซีโอ จับมือธนาคารกรุงเทพ เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล เสริมความแข็งแกร่งระบบนิเวศการลงทุนใน EEC

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซีโอ (EECO) และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามใน บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการพัฒนานวัตกรรมและบริการ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยมี นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการอีอีซีโอ และ นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ลงนาม ณ สำนักงานอีอีซีโอ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร

ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม บริการ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จำเป็น เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศการลงทุนในพื้นที่ EEC โดยจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ให้สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการด้านการเงิน การลงทุน และธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้อย่างสะดวก มีประสิทธิภาพ และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังเป็นกรอบในการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการร่วมกันส่งเสริมผลิตภัณฑ์ บริการ และกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือในครั้งนี้

หนึ่งในแนวทางความร่วมมือภายใต้ MOU คือ อีอีซีโอและธนาคารกรุงเทพจะร่วมกันศึกษาโอกาสในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยยกระดับกระบวนการจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ของอีอีซีโอ โดยจะศึกษาแนวทางการเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงเอกสารอิเล็กทรอนิกส์อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากร การวิจัย และการต่อยอดแพลตฟอร์มไปสู่การใช้งานจริง

ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและภาคการเงิน เพื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ยกระดับบริการและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ เสริมความแข็งแกร่งให้กับสภาพแวดล้อมการลงทุนในพื้นที่ EEC และมีส่วนสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ผู้กำกับ “2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ”!! “2475 Dawn of Revolution” ถูกจับตาเวทีวิชาการ ‘วิวัธน์’ สวนสื่อ–นักวิชาการต่างชาติ หลังหนัง 2475 ถูกโยงปฏิบัติการข่าวสารกองทัพ ผู้กำกับย้ำต้องแยกการตีความกับหลักฐาน

ผู้กำกับหนัง ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ โต้สื่อ–นักวิชาการต่างชาติ ปมโยงหนังกับ IO กองทัพ ย้ำ!! สร้างจากเจตจำนงตัวเอง ไม่ใช่ใครสั่ง

‘วิวัธน์ จิโรจน์กุล’ สวนกลับ หลังหนังแอนิเมชัน 2475 ถูกนำไปวิเคราะห์ในเวทีวิชาการนานาชาติ ตั้งคำถามรู้จักผู้สร้างดีแค่ไหน ก่อนทิ้งท้าย “พวกคุณก็เล่นกับผมยากหน่อยแล้ว”

(9 ต.ค. 69) นายวิวัธน์ จิโรจน์กุล ผู้กำกับหนังแอนิเมชันเรื่อง ‘2475 Dawn of Revolution’ หรือ ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่สื่อและนักวิชาการต่างประเทศนำภาพยนตร์ของตนไปวิเคราะห์และเชื่อมโยงกับปฏิบัติการข่าวสาร หรือ IO ของกองทัพไทย โดยตั้งข้อสังเกตว่าหลายฝ่ายยังคงยึดโยงกับกรอบการนำเสนอของสำนักข่าวประชาไท ซึ่งเคยรายงานความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทผู้ผลิตกับการรับงานจากกองทัพบก

โดยนายวิวัธน์ระบุข้อความว่า

“สนุกดีครับ การที่สื่อและนักวิชาการทั่วโลก มองไม่ออกเลยว่า แอนิเมชัน 2475 กำเนิดขึ้นมาอย่างไร และยังคงย้ำคิดย้ำทำกับ narrative ที่เริ่มต้นจาก ประชาไท เป็นหลัก ว่า ผู้ผลิตมีความเชื่อมโยงกับกองทัพ(รับงานผลิตสื่อ)

การที่คุณมองไม่ออกเลย หรือ พยายามหลอกตัวเอง และสังคมให้เชื่อว่า มันต้องมีหน่วยงานสั่งให้ทำ เพื่อจัดทำและป้อนชุดข้อมูลไอโอต่างๆ แน่ๆ มันไม่ได้สร้างขึ้นมาโดยเจตจำนงของคนที่อยากจะทำ ต่อให้ผมพูดความจริงแค่ไหน คุณก็ไม่เชื่อ

พวกคุณก็เล่นกับผมยากหน่อยแล้ว เพราะพวกคุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผมเลย 555555555”

ทั้งนี้ นายวิวัธน์เคยให้สัมภาษณ์กับ THE STATES TIMES เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 โดยยืนยันว่าภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวไม่ได้รับงบประมาณจากกองทัพหรือรัฐบาล แม้บริษัทผู้ผลิตจะเคยรับงานผลิตสื่อให้กองทัพจริง แต่เป็นงานคนละส่วนกับโครงการภาพยนตร์ ซึ่งเจ้าตัวระบุว่าเกิดจากความตั้งใจของทีมผู้สร้างที่ใช้เวลาศึกษาข้อมูลและพัฒนาผลงานมาหลายปี

สำหรับภาพยนตร์ ‘2475 Dawn of Revolution’ ได้รับความสนใจจากแวดวงวิชาการต่างประเทศ โดยมีการกล่าวถึงในงานศึกษาด้านความทรงจำทางประวัติศาสตร์และการเมืองไทย รวมถึงบทความวิชาการในวารสาร Modern Asian Studies ของ Cambridge University Press ตลอดจนการอ้างถึงงานวิจัยและเวทีประชุมทางวิชาการที่ประเทศญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม การนำภาพยนตร์ไปวิเคราะห์ในเชิงอุดมการณ์ กับการกล่าวอ้างว่ามีหน่วยงานรัฐเป็นผู้สั่งผลิตหรือสนับสนุนเงินทุน เป็นประเด็นที่แตกต่างกัน โดยการพิสูจน์ความเชื่อมโยงดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับโครงการภาพยนตร์โดยตรง

กรณีนี้จึงกลับมาเป็นประเด็นถกเถียงอีกครั้ง หลังผู้กำกับหนัง 2475 ออกมาตอบโต้การตีความของสื่อและนักวิชาการต่างประเทศ พร้อมยืนยันว่าเบื้องหลังการสร้างภาพยนตร์ไม่ได้เป็นไปตามข้อสันนิษฐานของผู้วิพากษ์วิจารณ์ และเจ้าตัวได้ชี้แจงถึงที่มาของผลงานมาแล้วหลายครั้ง

กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ คว้า 5 รางวัล ครองตำแหน่งบริษัทน่าทำงานสูงสุด 6 ปีซ้อนรับเกียรติยศทอง เน้นความหลากหลายและเทคโนโลยี สร้างสถานที่ทำงานยั่งยืนทั่วเอเชีย

กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ คว้า 5 รางวัลจาก HR Asia Awards 2026 รับรางวัลบริษัท ที่น่าทำงานที่สุดในเอเชีย 6 ปีซ้อน พร้อมเกียรติยศระดับทอง

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 บริษัท กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ จำกัด (Griffith Foods Limited) ได้รับ 5 รางวัลจากเวที HR Asia Awards Thailand 2026 ณ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ไอคอนสยาม กรุงเทพฯ โดยได้รับรางวัล HR Asia Best Companies to Work for in Asia ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 พร้อมเกียรติยศระดับทอง (Gold Award) จากการได้รับรางวัลหลักอย่างต่อเนื่อง และรางวัลพิเศษอีก 4 สาขา

รางวัลที่กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ได้รับในปีนี้ ได้แก่
1.HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2026
รางวัลบริษัทที่น่าทำงานที่สุดในเอเชีย
2.HR Asia Diversity, Equity & Inclusion Awards 2026
รางวัลด้านการส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม
3. HR Asia People Transformation Awards 2026
รางวัลด้านการพัฒนาบุคลากรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง
4. HR Asia Sustainable Workplace Awards 2026
รางวัลด้านการสร้างสถานที่ทำงานอย่างยั่งยืน
5. HR Asia Tech Empowerment Awards 2026
รางวัลด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมศักยภาพการทำงาน
กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ได้รับรางวัลบริษัทที่น่าทำงานที่สุดในเอเชียทุกปีตั้งแต่ปี 2564 ถึง 2569 โดยให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน การพัฒนาพนักงาน และการเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง

รางวัลพิเศษอีก 4 สาขาครอบคลุมหลายด้านของการทำงาน ตั้งแต่การเรียนรู้และพัฒนาทักษะของพนักงาน การเปิดรับความแตกต่างและส่งเสริมความเท่าเทียม การดำเนินงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและชุมชน ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงานและการมีส่วนร่วมของพนักงาน

คุณประชาญ ประธาน - กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (บริษัท กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ จำกัด)

แนวทางการทำงานในด้านต่าง ๆ ที่ได้รับการยอมรับในปีนี้สอดคล้องกับค่านิยม 6 ประการที่กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ใช้เป็นแนวทางในการทำงานร่วมกัน ได้แก่
1.สร้างอนาคตที่ดีกว่า (Make the Future Better)
2.ทำงานร่วมกันทั่วโลก (Work Together Globally)
3. รับผิดชอบเสมือนเจ้าของ (Behave like Owners)
4. สร้างความสำเร็จให้ลูกค้า (Build Customer Success)
5. ส่งมอบผลลัพธ์ (Deliver Results)
6. ปฏิบัติต่อกันเสมือนครอบครัว (Act like Family)

ค่านิยมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์สร้างร่วมกับพนักงาน ทั้งในการดูแลกัน การทำงานร่วมกัน และการนำความคิดสร้างสรรค์มาใช้ในงาน การได้รับรางวัลทั้ง 5 สาขาในปีนี้ โดยเฉพาะรางวัลบริษัทที่น่าทำงานที่สุดในเอเชียเป็นปีที่ 6 แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องในการสร้างสถานที่ทำงานที่พนักงานมีโอกาสเรียนรู้ เติบโต และมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามพันธกิจ “We Blend Care and Creativity to Nourish the World” หรือ “เราผสานความใส่ใจและความสร้างสรรค์เพื่อหล่อเลี้ยงโลก”

ทั้งนี้ กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ เป็นพันธมิตรระดับโลกด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ที่ให้บริการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงแก่บริษัทอาหาร ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการทำอาหารและการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามความต้องการ บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1919 และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองอัลซิป รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นธุรกิจครอบครัวที่มีชื่อเสียงด้านนวัตกรรมจากความร่วมมือ ภายใต้พันธกิจ “เราผสานความใส่ใจและความสร้างสรรค์เพื่อหล่อเลี้ยงโลก - We Blend Care and Creativity to Nourish the World”

ปัจจุบัน กริฟฟิทท์ ฟู้ดส์ ดำเนินธุรกิจในกว่า 40 ประเทศ ครอบคลุม 6 ทวีป มีพนักงานมากกว่า 5,000 คน รวมถึงเชฟกว่า 40 คน และนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารกว่า 340 คน ที่ทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาโซลูชันที่หล่อเลี้ยงผู้คน โลก และชุมชน ความสามารถด้านผลิตภัณฑ์ของบริษัทครอบคลุมเครื่องปรุงรส ซอส น้ำสลัด ระบบเคลือบอาหาร และโซลูชันโปรตีนทางเลือก โดยมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจบริการอาหาร ผู้ผลิตอาหาร ผู้แปรรูปโปรตีน และธุรกิจค้าปลีก ข้อมูลเพิ่มเติม: www.griffithfoods.com/apac

Traveloka เผยอันดับท็อป 10 ชิงเต่าและต้าเหลียนมาแรง เจียหยางโดดเด่นในนักท่องเที่ยวไทย เฉิงตูล้นความนิยมต่อเนื่อง เมืองจีนหลากหลายตอบโจทย์นักเดินทาง

Traveloka เผย ชิงเต่าติดอันดับ 10 จุดหมายปลายทางในจีนที่คนไทยจองมากที่สุด

ชิงเต่าขยับขึ้นมาติด 10 อันดับจุดหมายปลายทางในจีนที่คนไทยจองมากที่สุด ขณะที่ต้าเหลียนก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน ส่วนเจียหยาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามบินที่ให้บริการภูมิภาคเฉาซาน ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไทยในสัดส่วนที่สูงกว่าตลาดอื่นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่เฉิงตูยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของคนไทย และเมืองต่าง ๆ ในจีนที่คนไทยเลือกเดินทางไปก็มีความหลากหลายมากขึ้นจากปีก่อน

ชิงเต่าและต้าเหลียนมาแรง ขณะที่เจียหยางได้รับความสนใจจากคนไทยอย่างโดดเด่น
ข้อมูลจาก Traveloka ระบุว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 ชิงเต่า เมืองชายฝั่งที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมยุคอาณานิคมเยอรมันและทางเดินเลียบชายทะเล ขยับขึ้น 11 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 8 ของจุดหมายปลายทางในจีนที่คนไทยจองมากที่สุด โดยคนไทยจองเดินทางไปชิงต้ามากกว่าค่าเฉลี่ยของทั้ง 5 ตลาดที่ Traveloka ติดตามมากกว่า 2 เท่า ขณะที่ต้าเหลียนก็ขยับขึ้น 13 อันดับในช่วงเวลาเดียวกัน

ขณะเดียวกัน คนไทยจองการเดินทางไปยังเจียหยาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามบินที่ให้บริการเมืองเฉาโจวและซัวเถาในภูมิภาคเฉาซาน ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องอาหารที่มีเอกลักษณ์และวัฒนธรรมการดื่มชา มากกว่าสามเท่าเมื่อเทียบกับเมืองอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกัน นับเป็นเมืองที่ได้รับความสนใจจากนักเดินทางมากที่สุดเมื่อเทียบกับเมืองใดเมืองหนึ่งในทุกตลาดที่ Travelokaติดตาม ขณะที่เฉิงตูยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางในจีนที่คนไทยนิยมมากที่สุด โดยอยู่ในอันดับ 3 และมีสัดส่วนการจองสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้ง 5 ตลาดประมาณ 1.5 เท่า

นักท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลือกเมืองต่าง ๆ ในจีนมากขึ้น
แนวโน้มการเลือกจุดหมายปลายทางที่หลากหลายมากขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่ยังสะท้อนแนวโน้มที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยรวม ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ซึ่งนักเดินทางหันไปจองเมืองต่าง ๆ ในจีนมากขึ้น แม้แต่ละตลาดจะมีเมืองที่ได้รับความนิยมแตกต่างกันออกไป

ใน 5 ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ Traveloka ติดตาม พบว่า ยอดธุรกรรมรวมทั้งเที่ยวบินและที่พักไปยัง 15 “เมืองระดับเฟิร์สเทียร์แห่งใหม่ (New First-Tier)” ของจีนตามการจัดอันดับของแพลตฟอร์มข้อมูลของ Yicai ซึ่งรวมถึงเฉิงตู ฉงชิ่ง หางโจว ชิงเต่า ซีอาน และอู่ฮั่น เติบโตมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับธุรกรรมไปยังเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เซินเจิ้น และกว่างโจว ในช่วงเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะเดียวกัน สัดส่วนการจองไปยัง “เมืองระดับเฟิร์สเทียร์แห่งใหม่” ต่อการจองทั้งหมดในจีนบน Travelokaก็เพิ่มขึ้น 5 จุดเปอร์เซ็นต์

อเล็กซ์ จุง (Alex Jung) หัวหน้าฝ่ายการตลาดของ Traveloka กล่าวว่า “จีนไม่ได้มีเพียงเส้นทางท่องเที่ยวแบบเดิม ๆ สำหรับนักเดินทางจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกต่อไป แม้เมืองปลายทางยอดนิยมที่คุ้นเคยยังคงมีความสำคัญ แต่นักเดินทางในแต่ละตลาดกำลังให้ความสนใจกับเมืองปลายทางที่แตกต่างกันออกไป Traveloka นำความเข้าใจในพฤติกรรมของนักเดินทางในแต่ละตลาดมาผสานเข้ากับตัวเลือกสายการบินและที่พักที่หลากหลาย เพื่อช่วยให้นักเดินทางค้นพบและวางแผนการเดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ ในจีนได้ง่ายขึ้นในที่เดียว”

Traveloka ร่วมเดินทางไปกับคนไทยในการค้นพบจีน
เพื่อตอบรับความต้องการเดินทางที่หลากหลายมากขึ้น Traveloka เดินหน้ากระชับความร่วมมือกับสายการบินของจีน เพื่อเพิ่มทางเลือกเที่ยวบินและนำเสนอค่าโดยสารราคาพิเศษให้แก่ผู้ใช้งาน โดยมีสายการบินพันธมิตร ได้แก่ China Southern, China Eastern, Air China, Xiamen Airlines, Hainan Airlines, Juneyao Airlines, Shenzhen Airlines และSpring Airlines

Traveloka จัดแคมเปญ 10.10 Epic Sale ตั้งแต่วันที่ 1–10 ตุลาคม สำหรับประเทศไทย นักเดินทางสามารถรับส่วนลดเที่ยวบินไปจีนสูงสุด 10,100 บาท พร้อมคูปองส่วนลดสูงสุด 50% สำหรับการจองทั่วทั้งแพลตฟอร์ม และส่วนลดสูงสุด 1,010บาทสำหรับโรงแรมและกิจกรรมท่องเที่ยว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top