Friday, 16 October 2026
TheStatesTimes

จากเวที America’s Got Talent สู่โลกดิสนีย์!! ‘เนเน่ รอยัล’ ร็อกเกอร์สาวชาวไทยวัย 16 ปี ได้พากย์เสียงตัวละครหลักในภาพยนตร์ Hexed ผลงานแอนิเมชันของ Walt Disney Animation เข้าฉายที่ไทย 26 พ.ย. 66 นี้

เนเน่ รอยัล เปิดตัวงานพากย์เสียงครั้งแรกในภาพยนตร์ Disney เรื่อง ‘Hexed’

เนเน่ รอยัล ร็อกเกอร์สาวชาวไทยวัย 16 ปี ผู้ชนะรายการ America’s Got Talent 2026 เตรียมเปิดตัวผลงานการแสดงครั้งแรกของเธอ ด้วยการรับหน้าที่พากย์เสียงภาษาไทยเป็น “บิลลี โด” ตัวละครนำในภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง Hexed ของดิสนีย์

ภาพยนตร์แฟนตาซีแอนิเมชันเรื่องใหม่นี้มาจาก Walt Disney Animation Studios ซึ่งเป็นสตูดิโอเดียวกับผลงานดังอย่าง Frozen และ Zootopia โดยมีกำหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไทยวันที่ 26 พฤศจิกายน

เนเน่ ซึ่งมีชื่อจริงว่า รัตติกาล อำลอย กล่าวว่า เธอทั้งดีใจและตื่นเต้นมากที่ได้มารับบทนี้ โดยเธอระบุว่า “บิลลี” เป็นเด็กสาววัย 16 ปีเหมือนกับเธอ ทำให้เธอสามารถเข้าใจและเชื่อมโยงกับตัวละครนี้ได้

ในเรื่อง Hexed บิลลี ซึ่งต้นฉบับภาษาอังกฤษให้เสียงโดย Hailee Steinfeld เป็นวัยรุ่นสาวที่มีนิสัยหุนหันพลันแล่น รักอิสระ และใช้ชีวิตอย่างเป็นตัวของตัวเอง ก่อนจะค้นพบว่าเธอมีพลังเวทมนตร์ลึกลับซ่อนอยู่

หลังจากที่เธอเผลอปลดปล่อยพลังนั้นออกมาโดยไม่ตั้งใจ บิลลีก็ถูกพัดพาออกจากชีวิตชานเมืองที่คุ้นเคย ไปสู่ “Hexe” ดินแดนอันกว้างใหญ่ของเหล่าแม่มด ที่นั่นเธอได้ร่วมกับ “อลิซ” แม่ผู้รอบคอบของเธอ สืบค้นความลับของครอบครัวที่เชื่อมโยงกับโลกของแม่มด

ที่มา : https://www.bangkokpost.com/learning/easy/3332855/nene-royal-makes-voiceacting-debut-in-disneys-hexed?fbclid=IwdGRjcAUyr1tjbGNrBTKvWGV4dG4DYWVtAjExAHBkb2YBc3J0YwZhcHBfaWQMMzUwNjg1NTMxNzI4AAEeY9H0io-J_Qdt97DpaFH47k4sln64YxL7KJxG3cnxGcMF0vlMl5nLijx5-bY_aem_d2RvZWxhYcWxvWpqKJkBLg

" ต่อไปผมคงไม่ไปต่อเครื่องที่ดูไบ ขอบินตรงเลย เพราะรู้สึกไม่มั่นใจ กับมาตรการที่หละหลวม ไม่เช็คประวัติ ผู้เดินทางให้ดีก่อน"

"คุณวีระวัฒน์ รักพันธ์ " คนไทยคนเดียวบนเที่ยวบิน FZ 1073 สายการบิน Fludubai ที่ทำงานอยู่อิสราเอล บินจากสุวรรณภูมิไปต่อเครื่องที่ดูไบ เล่าประสบการณ์เฉียดตาย
เครดิต : PPTV

“พลังงาน” ปรับยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันฯ!! รับมือวิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อ หนุนใช้เชื้อเพลิงชีวภาพลดนำเข้า ทบทวนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันใหม่ เสริมความมั่นคงพลังงานประเทศ

“พลังงาน” ปรับยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันฯ รับวิกฤตยืดเยื้อ หนุนเชื้อเพลิงชีวภาพลดพึ่งพาการนำเข้า

กระทรวงพลังงาน รับมือสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกที่ยืดเยื้อ วางแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง และแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572 ใหม่ให้สอดคล้องสถานการณ์ มุ่งให้เกิดการพึ่งพาแหล่งพลังงานในประเทศ โดยทบทวนการสนับสนุนเชื้อพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพใหม่ เพื่อเป็นกลไกช่วยลดการนำเข้าน้ำมันจากตลาดโลกที่มีความผันผวน

(7 ตุลาคม 2569 ) นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงแนวทางการรับมือวิกฤตการณ์ราคาพลังงานแพงที่ส่งผลกระทบยืดเยื้อทั่วโลก โดยระบุว่า จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งอุปทาน (Supply) หลักพลังงานของโลก ส่งผลให้อุปทานน้ำมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจากการสู้รบในพื้นที่และการขาดความสงบในเส้นทางขนส่งทางทะเลที่สำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ และช่องแคบยุทธศาสตร์ในทะเลแดง

สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านเสถียรภาพพลังงานทั้งในด้านปริมาณและราคาที่ผันผวนสูง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิอย่างประเทศไทย กระทรวงพลังงานจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Scenario) สมมติฐาน และการคาดการณ์ในการวางแผนพลังงานของประเทศใหม่ทั้งหมด โดยประเมินว่าแม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะเริ่มคลายตัวลงในอนาคต แต่ราคาน้ำมันจะไม่ปรับลดลงไปสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานและแหล่งพลังงานหลายแห่งได้รับความเสียหาย ต้องใช้เวลาฟื้นฟูบูรณะอีกยาวนาน

เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ รัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ยึดมั่นในนโยบาย “การพึ่งพาตนเอง” หรือการมุ่งเน้นใช้แหล่งพลังงานภายในประเทศที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน โดยกระทรวงพลังงานได้วางแนวทางรับมือในภาพรวมผ่านการเร่งรัดการสำรวจแหล่งปิโตรเลียม การเพิ่มกำลังการผลิตและการต่อสัญญาแหล่งก๊าซ ตลอดจนการกระจายความเสี่ยงในการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

ในส่วนของการบริหารจัดการราคาน้ำมัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ทำการทบทวนการคาดการณ์ภายใต้สมมติฐานใหม่ และจัดทำ “แผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง และแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572” ซึ่งได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา

สาระสำคัญของแผนยุทธศาสตร์และการดำเนินงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบด้วย:

1. การปรับปรุงแนวทางรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมัน: กำหนดนิยามและเงื่อนไขของวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง มีการแยกบัญชีฐานะกองทุนฯ ระหว่างกลุ่มน้ำมันและ LPG ชัดเจน พร้อมกำหนดกรอบความต่างระดับราคาระหว่างเบนซินและดีเซล เพื่อเลือกรูปแบบการอุดหนุนที่ตรงเป้าหมายที่สุด โดยจะมีการทบทวนแนวทางการรักษาเสถียรภาพฯ และหลักเกณฑ์ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

2. หลักเกณฑ์การบริหารกองทุนฯ: วางกรอบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขสำหรับเป็นแนวทางชดเชยเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ การเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนฯ เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มปรับตัวลดลง ตลอดจนหลักเกณฑ์ในการบริหารจัดการเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะกองทุนฯ

3. การบริหารจัดการสภาพคล่องและการกู้เงิน: วางระบบคาดการณ์และบริหารสภาพคล่องเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตที่อาจยืดเยื้อ พร้อมกำหนดแนวทางการกู้เงินเพื่อเสริมสร้างสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันฯ มีความเข้มแข็งและสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกตรึงราคาบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. การทบทวนนโยบายอุดหนุนน้ำมันชีวภาพ: จากเดิมที่มีข้อกำหนดตามกฎหมายและบทเฉพาะกาลในการยกเลิกการอุดหนุน แต่จากวิกฤตการณ์พลังงานสากลและความจำเป็นในการลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานต่างประเทศ รัฐบาลจึงได้ทบทวนให้กลับมาส่งเสริมและอุดหนุนน้ำมันชีวภาพอีกครั้ง เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานระยะยาวภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม
ทั้งนี้ ในการบริหารรักษาเสถียรภาพ จะมุ่งเน้นพิจารณาใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของชีวภาพ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ผลิตได้เองภายในประเทศจากผลผลิตทางการเกษตร เป็นการช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง อีกทั้งภาครัฐสามารถบริหารจัดการราคาขายปลีกในประเทศให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เป็นการช่วยสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศได้อย่างยั่งยืนแนวทางหนึ่ง

“กระทรวงพลังงาน มุ่งมั่นที่จะเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ใหม่นี้อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างเกราะป้องกันทางเศรษฐกิจ ให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอ ในราคาที่เป็นธรรมและมีเสถียรภาพ ท่ามกลางกระแสความผันผวนของวิกฤตการณ์พลังงานโลก” โฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวสรุป

กรุงเทพ ได้รับการยกให้เป็นเมืองที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2026

กรุงเทพฯ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่ดีที่สุดอันดับ 1 ของโลก จากรางวัล Readers’ Choice Awards ประจำปี 2026 ของ Condé Nast Traveler โดยได้รับคะแนนสูงถึง 97.68

เปิดที่มาโครงการระบายน้ำสุวรรณภูมิ โครงการตามแนวพระราชดำริป้องกันน้ำท่วม ยาว 12.65 กม. ระบาย 100 ลบ.ม./วินาที สร้างตั้งแต่ปี 2548 เสร็จปี 2553 เป็นกุญแจสำคัญช่วงน้ำท่วมใหญ่

คลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ ช่วยปกป้องสนามบินสุวรรณภูมิ ให้รอดพ้นจากมหาอุทกภัย

สนามบินสุวรรณภูมิปลิ่มน้ำหวิดท่วมสำหรับมหาอุทกภัยคราวนี้ ในขณะที่พื้นที่โดยรอบในย่านข้างเคียงกันเจอวิกฤตน้ำท่วมหมด ยิ่งลาดกระบังยิ่งหนักสุดในครั้งนี้ น้ำท่วมสูงถึงยอดอก

สนามบินสุวรรณภูมิรอดมาได้หวุดหวิดคราวนี้ส่วนตัวผมยกความดีให้โครงการระบายน้ำสุวรรณภูมิ อันเป็นโครงการตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ภายใต้การดำเนินการของกรมชลประทาน

ไพเจน มากสุวรรณ์ อดีตรองอธิบดีกรมชลประทาน และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ได้รับมอบหมายจากกรมชลประทานให้ไปเป็นผู้อำนวยการโครงการ

ไพเจน บอกว่า ขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้าง 9 กรมชลประทาน และเป็นผู้รายงานความก้าวหน้าโครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิในช่วงก่อสร้าง 

“เป็นผู้อำนวยการก่อสร้างโครงการ และทำงานประจำอยู่ที่ไซต์งานจนโครงการแล้วเสร็จ  โดยกรมชลประทานสร้างบ้านพักให้ 1 หลัง พร้อมบ้านพักคนงาน ซึ่งบ้านพักหลังนั้นทุกวันนี้ก็ยังอยู่”

ไพเจนบอกว่า เข้าไปทำงานตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ เวนคืนที่ดินและเริ่มต้นขุดคลองใหม่เชื่อมต่อกับคลองสำโรงคลองระบายน้ำ/คลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ ในจังหวัดสมุทรปราการ มีจุดเด่นมากคือ “สะพานน้ำยกระดับ” ที่พาน้ำข้ามถนนสุขุมวิทแล้วระบายลงทะเล อันเป็นแนวพระราชดำริ“

จากที่ผมตรวจข้อมูลแล้ว มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

คลองส่งน้ำสุวรรณภูมิเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการระบายน้ำบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ลุ่มต่ำฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ และสมุทรปราการ ซึ่งการขยายตัวของเมืองทำให้พื้นที่รับน้ำลดลง และการระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยทำได้ยากขึ้น 

ตัวคลองมีความยาวประมาณ 12.65 กิโลเมตร คลองดินกว้างประมาณ 48 เมตร ลึกประมาณ 3.36 เมตร และมีศักยภาพระบายน้ำสูงสุดประมาณ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 

เส้นทางสำคัญคือเชื่อมระบบน้ำจากพื้นที่ด้านใน ก่อนมุ่งลงสู่บริเวณชายทะเลสมุทรปราการ

ไพเจนบอกว่า จุดที่น่าทึ่งคือ “สะพานน้ำ”บริเวณใกล้ ถนนสุขุมวิท มีโครงสร้างที่เรียกว่า สะพานคลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ หรือสะพานน้ำยกระดับ ทำหน้าที่พาน้ำข้ามสิ่งกีดขวางและลงสู่ระบบระบายน้ำชายทะเล โดยมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 4 ตัว เพื่อดันน้ำข้ามสะพานไปออกทะเล”

ที่สำคัญ โครงการนี้เกิดขึ้นจาก แนวพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2546 เริ่มก่อสร้างในปี 2548 และเปิดใช้อย่างเป็นทางการประมาณปี 2553 

ระบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นคลองเล็ก ๆ ที่รับน้ำเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบระบายน้ำขนาดใหญ่ของ พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง

จังหวัดสมุทรปราการระบุว่า คลองระบายน้ำสุวรรณภูมิอยู่ในกลุ่มคลองสำคัญของระบบชลประทานในพื้นที่ และคลองต่าง ๆ ในพื้นที่นี้มีการใช้ทั้ง ส่งน้ำและระบายน้ำควบคู่กันไป

ไพเจนอธิบายการทำหน้าที่ของคลองระบายน้ำสุวรรณภูมิว่า สามารถรับน้ำต่อจาก คลองสำโรง และระบายลงทะเล โดยมีสถานีสูบน้ำช่วยผลักดันน้ำออกทะเล 

ช่วงน้ำท่วมใหญ่ 2554

ตรงนี้น่าสนใจมาก มีรายงานว่า ในช่วงมหาอุทกภัยปี 2554 ระบบคลองระบายน้ำสุวรรณภูมิสามารถระบายน้ำได้ประมาณ 560 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามข้อมูลที่หน่วยงาน/สื่อในพื้นที่เผยแพร่ 

ดังนั้น “คลองสุวรรณภูมิ” ไม่ได้มีความสำคัญแค่เรื่องสนามบิน แต่เป็น หนึ่งในโครงสร้างหลักของการระบายน้ำจากพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกและสมุทรปราการลงสู่อ่าวไทย

งบประมาณก่อสร้างโครงการ กรอบงบประมาณที่ ครม. อนุมัติเดิมคือ 8,409.74 ล้านบาท ประกอบด้วย

-ค่าก่อสร้างคลอง ถนน และอาคารประกอบ 5,438.95 ล้านบาท

-ค่าจัดหาที่ดินและชดเชยทรัพย์สิน 2,789.06 ล้านบาท

-ค่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงาน 181.73 ล้านบาท

น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพ-ปริมณฑล คลองระบายน้ำ-ส่งน้ำสุวรรณภูมิ ได้ทำหน้าที่อีกครั้ง ทำหน้าที่ปกป้องสนามบินสุวรรณภูมิให้รอดพ้นจากมหาอุทกภัยปี 2569

'สรรเพชญ' ไม่ทิ้งชาวอยุธยา!! ส่งถุงยังชีพกว่า 3,000 ชุด กระจายช่วย 4 พื้นที่น้ำท่วม บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

“สรรเพชญ” ไม่ทิ้งชาวอยุธยา ส่งถุงยังชีพ กว่า 3,000 ชุด กระจายช่วย 4 พื้นที่ บรรเทาความเดือดร้อนจากอุทกภัย

วันนี้ (7 ตุลาคม 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งยังส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในหลายพื้นที่ ตนได้ประสานหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม เพื่อจัดส่งถุงยังชีพรวมกว่า 3,000 ชุด กระจายไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

ถุงยังชีพดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงคมนาคม บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) และผู้ประกอบการ และสายเรือ ร่วมกับการท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้แก่ บริษัท นามยง เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน) บริษัท เอ็น วาย เค ออโต้ โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ที ไอ พี เอส จำกัด บริษัท ยูนิไทย ชิปยาร์ด แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด บริษัท เอสชีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) ภายในประกอบด้วยอาหารแห้ง น้ำดื่ม และเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม

นายสรรเพชญ กล่าวว่า การส่งมอบถุงยังชีพได้ทยอยดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2569 ได้จัดส่งจำนวน 1,400 ชุด แบ่งเป็นพื้นที่อำเภออุทัย จำนวน 700 ชุด และอำเภอบางไทร จำนวน 700 ชุด

จากนั้น ในวันพุธที่ 7 ตุลาคม 2569 ได้จัดส่งเพิ่มเติมอีก 1,400 ชุด ไปยังอำเภอพระนครศรีอยุธยา จำนวน 700 ชุด และอำเภอเสนา จำนวน 700 ชุด ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ส่งถุงยังชีพไปยังอำเภอพระนครศรีอยุธยา โดยกรมเจ้าท่า แล้วกว่า 200 ชุด รวมถุงยังชีพที่ส่งถึงพี่น้องประชาชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้วทั้งสิ้นกว่า 3,000 ชุด

“ผมขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปถึงพี่น้องชาวพระนครศรีอยุธยาทุกครอบครัวที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วม กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมช่วยเหลือและยืนเคียงข้างประชาชนอย่างเต็มที่ โดยจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งสนับสนุนความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ที่ยังได้รับความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พี่น้องประชาชนผ่านพ้นสถานการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน” นายสรรเพชญ กล่าว

8 ตุลาคม วันคล้ายวันประสูติ ‘พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์’ ทรงพระเจริญ

8 ตุลาคม พ.ศ. 2525 วันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ เป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี กับวีระยุทธ ดิษยะศริน เป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นพระภาคิไนยในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระประวัติ
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ หรือพระนามลำลองว่า พระองค์หริภา ประสูติเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2525 ณ พระตำหนักใหม่ สวนจิตรลดา เป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี กับนาวาอากาศเอกวีระยุทธ ดิษยะศริน มีพระขนิษฐาหนึ่งพระองค์ คือพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ

เมื่อประสูติพระองค์ดำรงพระยศที่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า ด้วยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระโอรสพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ให้ดำรงฐานันดรศักดิ์เป็น พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า ทุกพระองค์ ซึ่งพระยศดังกล่าวเทียบเท่าตำแหน่ง "พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า"

การศึกษา
พระองค์เข้ารับการศึกษาระดับอนุบาลปีที่ 1 – ประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนจิตรลดา, ประถมศึกษาปีที่ 5 – มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนฮอล์ตัน-อามส์ (Holton-Arms School) รัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา, ระดับเกรด 8 โรงเรียนเฮอร์เบิร์ตฮูเวอร์มิดเดิล (Herbert Hoover Middle School) สหรัฐอเมริกา, ระดับเกรด 8-11 โรงเรียนมัธยมวอลเตอร์ จอห์นสัน (Walter Johnson High School) สหรัฐอเมริกา ภายหลังได้นิวัตกลับประเทศไทยและเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5-6 โรงเรียนจิตรลดา

ส่วนระดับอุดมศึกษา ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาภาพพิมพ์ (เกียรตินิยมอันดับ 2) คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปัจจุบันสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโท สาขาศิลปไทย ภาควิชาศิลปไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร

เราเสพดราม่า หรือกำลังถูกดราม่าเสพเรา? บทสะท้อนสังคมดูคนอื่นเป็นคอนเทนต์ อย่าปล่อยความสนุกกลบเหตุผลจนตัดสินคนจากหน้าจอ ไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมดเสมอไป อย่าตัดสินเร็วจากแค่ชั่วโมงเดียว

เราเสพเรื่องดราม่า หรือกำลังถูกเรื่องดราม่าเสพเรา?

มีรายการโทรทัศน์ประเภทหนึ่งที่เอย่าเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยดู
คนสองฝ่ายมีปัญหากัน
มีพิธีกรนั่งตรงกลาง
มีคลิป มีแชต มีเอกสาร
บางครั้งมีทนาย มีตำรวจ หรือมีคนที่เกี่ยวข้องเข้ามา
และสุดท้าย...คนดูทั้งประเทศก็พร้อมใจกันตัดสินว่า

“ใครผิด ใครถูก”

แต่เคยลองถามตัวเองไหมว่า...เราเห็น “ความจริง” หรือเราเห็น “เรื่องราวที่ถูกคัดเลือกมาให้เราดู”?เอย่าไม่ได้หมายความว่ารายการจัดฉาก และไม่ได้หมายความว่าคนที่มาออกรายการโกหกทุกคนแต่ต้องไม่ลืมว่า ก่อนที่เรื่องหนึ่งจะมาถึงหน้าจอ มันต้องผ่านการเลือกมาแล้ว มีคนเลือกเคส
มีคนเลือกแขกรับเชิญ มีการรวบรวมข้อมูล มีการเตรียมคลิป มีการเตรียมคำถาม
มีการเตรียมประเด็น และบางครั้งมีการเตรียมให้คู่กรณีมาเผชิญหน้ากัน พูดง่าย ๆ คือ...“สิ่งที่เราเห็นอาจเป็นเรื่องจริง แต่ไม่ได้แปลว่าเรากำลังเห็นเรื่องทั้งหมด”

สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ บางครั้งคนที่มาออกรายการกลับพูดหรือทำอะไรที่ทำให้ตัวเองเสียเปรียบอย่างไม่น่าเชื่อ บางคนมีโอกาสอธิบายตัวเอง แต่กลับพูดจนคนดูจับพิรุธได้ บางคนมีโอกาสแก้ตัว แต่กลับนำหลักฐานที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองออกมา บางคนมีเรื่องส่วนตัวที่สามารถคุยกันหลังบ้านได้ แต่กลับเลือกนำมันออกมาให้คนหลายล้านคนดูแล้วก็มีคำถามหนึ่งขึ้นมาในหัวว่า...“ทำไมเขาถึงยังกล้ามา?”

คำตอบอาจไม่ได้มีแค่คำว่า “อยากดัง” เพราะบางคนอาจคิดว่าตัวเองสามารถควบคุมเรื่องเล่าได้ บางคนคิดว่า ถ้าได้พูดออกทีวี คนจะเข้าใจตัวเอง บางคนต้องการแรงกดดันจากสังคม บางคนต้องการให้อีกฝ่ายเสียชื่อเสียง บางคนอาจประเมินตัวเองผิด และบางคนอาจมีเรื่องที่ตัวเองไม่ได้พูดทั้งหมด

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเอย่าถึงคิดว่า คนดูไม่ควรทำหน้าที่เป็นศาลจากเวลาออกอากาศเพียงหนึ่งชั่วโมง เพราะรายการหนึ่งชั่วโมงอาจเกิดจากเหตุการณ์ที่สะสมมาหลายเดือน เราเห็นบทสนทนาเพียงบางส่วน เราเห็นหลักฐานที่ถูกนำมาแสดง เราเห็นอารมณ์ของคนในห้อง แต่เราไม่เห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นและที่สำคัญที่สุด...เราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์

เอย่าไม่ได้บอกว่าอย่าเสพดราม่านะ….ดูได้ค่ะ สนุกได้ สงสัยไดตั้งคำถามได้ แม้แต่จะวิจารณ์ก็ได้แต่สิ่งหนึ่งที่ควรระวังคือ อย่าให้ความสนุกจากการดูดราม่า ทำให้เราหยุดใช้เหตุผล อย่าเห็นคนร้องไห้แล้วสรุปว่าเขาพูดจริง อย่าเห็นคนพูดเก่งแล้วสรุปว่าเขาเป็นคนถูก อย่าเห็นคนพูดติด ๆ ขัด ๆ แล้วสรุปว่าโกหก อย่าเห็นคนทั้งประเทศด่าใคร แล้วคิดว่าเขาต้องผิด เพราะ “เสียงส่วนใหญ่” ไม่ใช่หลักฐาน และ “ไวรัล” ก็ไม่ใช่ความจริง

อีกเรื่องที่น่าคิดคือ...เราอาจกำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคม จากเดิมที่ข่าวคือสิ่งที่เรารับรู้วันนี้ข่าวกลายเป็น “เรื่องราว” ใครร้องไห้มากกว่า ใครพูดเก่งกว่า ใครมีหลักฐานออกมามากกว่ารวมถึงใครมีคนสนับสนุนมากกว่า สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้คนดูรู้สึกว่า “ฉันรู้แล้วว่าใครผิด” ทั้งที่จริง ๆ แล้วเราอาจรู้เพียงว่า “ใครเล่าเรื่องได้ดีกว่าในช่วงเวลานั้น” สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน

ดังนั้นครั้งต่อไปที่เห็นดราม่าร้อน ๆ ลองหยุดสัก 10 วินาที แล้วถามตัวเอง 5 คำถาม
1. สิ่งที่ฉันเห็นคือข้อเท็จจริง หรือคำกล่าวอ้าง?
2. หลักฐานที่เห็นสามารถพิสูจน์อะไรได้จริงแค่ไหน?
3. มีข้อมูลอะไรที่ฉันยังไม่ได้เห็น?
4. ใครได้ประโยชน์จากการที่เรื่องนี้กลายเป็นกระแส?
และข้อสุดท้ายนี้สำคัญที่สุด...
5. ถ้าเรื่องนี้ไม่สนุกและไม่มีดราม่า ฉันจะยังเชื่อมันอยู่ไหม?

เพราะบางครั้งสิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่รายการที่นำเสนอเรื่องดราม่า แต่คือ คนดูที่เลิกตั้งคำถาม เพราะกำลังสนุกกับการตัดสินคนอื่นเพราะสุดท้ายแล้ว...เราไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใครผิดในทันที บางเรื่องเราอาจต้องยอมรับว่า “ยังไม่รู้” และคำว่า “ยังไม่รู้” อาจเป็นคำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดที่เราและท้ายสุดแม้ว่าเราจะสามารถดราม่ากับบางเรื่องได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าทุกดราม่าที่เรามี ทุกการติดตาม ความสอดรู้สอดเห็นของเราคือประโยชน์เป็นเม็ดเงินของเขา และนั่นคือจุดประสงค์ที่แท้จริงที่รายการประเภทนี้ต้องการ

ที่มา : AYA

‘อาจารย์อุ๋ย’ สวนปมเว็บพนันต่างแดน!! ชี้จดทะเบียนนอกไทยไม่ใช่เกราะพ้นกฎหมายไทย เตือนอย่าให้คำว่า “จดทะเบียนต่างประเทศ” กลายเป็นเกราะกำบังกฎหมาย จี้ตรวจทั้ง พ.ร.บ.การพนัน และกฎหมายฟอกเงิน

“อาจารย์อุ๋ย” สวนรัฐมนตรี! เว็บพนันจดทะเบียนต่างแดน ไม่ได้แปลว่าพ้นกฎหมายไทย ชี้ หากผลแห่งการกระทําเกิดในไทย ย่อมต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย

7 ตุลาคม 2569 นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสเฟสบุ๊คแสดงความเห็นว่า

“จากกรณี ที่ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเว็บไซต์พนันออนไลน์ที่มีการกล่าวถึงความเชื่อมโยงกับสามีของนางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ “สส.ไอเดียร์” โดยระบุว่าเว็บไซต์ดังกล่าวจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายของประเทศกูราเซา และอยู่นอกเขตอำนาจดำเนินการของไทย พร้อมระบุว่า หากพบส่วนใดเป็นความผิดในประเทศไทย กระทรวงยุติธรรมพร้อมดำเนินการ นั้น

ในฐานะนักกฎหมาย ผมเห็นว่าประเด็นนี้ควรอธิบายให้ชัด เพราะการที่บริษัทหรือเว็บไซต์ไปจดทะเบียนอยู่ต่างประเทศ ไม่ได้หมายความว่าการกระทำทุกอย่างจะหลุดพ้นจากกฎหมายไทย

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5 วางหลักไว้ชัดว่า ความผิดใดที่การกระทำแม้เพียงส่วนหนึ่งเกิดขึ้นในราชอาณาจักร หรือผลแห่งการกระทำเกิดขึ้นในราชอาณาจักร โดยผู้กระทำประสงค์ให้ผลนั้นเกิด หรือโดยลักษณะแห่งการกระทำ ผู้กระทำเล็งเห็นได้ว่าผลนั้นจะเกิดขึ้นในราชอาณาจักร ให้ถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักร

ตรงนี้จึงมีประเด็นที่น่าสนใจมาก

เพราะหากเว็บไซต์พนันเปิดให้คนในประเทศไทยสามารถสมัครสมาชิก เล่นพนัน ฝากเงิน และถอนเงินได้ตามปกติ ผู้ประกอบการย่อมรู้อยู่แล้วว่าผลจากการดำเนินกิจการจะเกิดขึ้นกับผู้เล่นในประเทศไทย

ในกรณีเช่นนี้ การพิจารณาเขตอำนาจตามมาตรา 5 จึงไม่ควรหยุดอยู่แค่คำถามว่า บริษัทจดทะเบียนอยู่ประเทศใด หรือเซิร์ฟเวอร์อยู่ที่ไหน แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า ผู้ประกอบการเปิดระบบให้บริการแก่คนไทยหรือไม่ และสามารถเล็งเห็นได้หรือไม่ว่าผลของการกระทำจะเกิดขึ้นในประเทศไทย

และหากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานยืนยันได้ว่า ผู้ประกอบการรู้และยอมรับการให้บริการแก่ผู้เล่นในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสมัครสมาชิก การวางเดิมพัน การฝากเงิน และการถอนเงิน ก็ย่อมมีเหตุสำคัญให้เจ้าหน้าที่พิจารณาว่า ผลของการกระทำเกิดขึ้นในราชอาณาจักรตามหลักมาตรา 5 หรือไม่

เรื่องนี้จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับ พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ด้วย เพราะมาตรา 12 กำหนดความผิดเกี่ยวกับการจัดให้มีการเล่นการพนัน รวมถึงการช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นการพนันที่ไม่ได้รับอนุญาต

หากมีการดำเนินธุรกิจการพนันจากต่างประเทศ แต่ระบบถูกเปิดให้บริการแก่ผู้เล่นในประเทศไทย มีการรับพนันจากประเทศไทย หรือมีการดำเนินการบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย เจ้าหน้าที่ก็ควรตรวจสอบให้ชัดว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายไทยหรือไม่

แน่นอนว่า ผมไม่ได้หมายความว่าการที่คนไทยสามารถเปิดเว็บไซต์ได้เพียงอย่างเดียว จะทำให้ผู้ประกอบการต่างประเทศมีความผิดโดยอัตโนมัติ การดำเนินคดีต้องมีพยานหลักฐาน ต้องพิสูจน์ตัวผู้กระทำ บทบาทของแต่ละคน และองค์ประกอบความผิดให้ครบถ้วน

แต่ในทางกลับกัน การที่เว็บไซต์ไปจดทะเบียนในต่างประเทศก็ไม่สามารถถูกนำมาใช้เป็นคำตอบสำเร็จรูปว่า “กฎหมายไทยทำอะไรไม่ได้”

ยิ่งกว่านั้น พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (9) ยังบัญญัติให้การพนันที่มีวงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป หรือการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เป็นความผิดมูลฐาน

หากมีทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับความผิดมูลฐาน แล้วมีการโอน รับโอน เปลี่ยนสภาพ ซุกซ่อน หรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินโดยเข้าองค์ประกอบตามมาตรา 5 ก็อาจมีความผิดฐานฟอกเงินตามมาได้

ผมจึงเห็นว่าเรื่องนี้ควรตรวจสอบกันที่ข้อเท็จจริงโดยรวม ต้องมองป่าทั้งป่า ไม่ใช่จบลงที่แค่ดูสถานที่จดทะเบียนบริษัท

เพราะถ้าเว็บไซต์นั้นเปิดให้บริการคนไทยอย่างเป็นระบบ รู้ว่าคนไทยเข้ามาเล่น และยอมรับเงินจากคนไทยเป็นปกติ ก็ต้องตรวจสอบกันต่อว่า ผู้ประกอบการเล็งเห็นได้หรือไม่ว่าผลของการดำเนินกิจการจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่มาตรา 5 วางหลักเอาไว้โดยตรง

ผมยังไม่ได้กล่าวว่าบุคคลใดมีความผิด และผู้ที่ถูกกล่าวถึงทุกคนยังต้องได้รับความเป็นธรรมตามกระบวนการยุติธรรม และในเรื่องกฎหมาย รัฐก็ต้องใช้หลักเดียวกันกับทุกคน

การจดทะเบียนเว็บไซต์พนันในต่างประเทศ ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ดำเนินการพนันในประเทศไทย โลกออนไลน์อาจไม่มีพรมแดน แต่เมื่อผลของการกระทำเกิดขึ้นในประเทศไทย กฎหมายไทยก็มีหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ และหากพบว่ามีความผิดจริง ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเสมอภาค

และหากมีหลักฐานว่าความผิดเกิดขึ้นในประเทศไทยจริง ก็ไม่ควรปล่อยให้คำว่า “จดทะเบียนอยู่ต่างประเทศ” กลายเป็นเกราะกำบังทางกฎหมายต่อไป มิเช่นนั้นจะเป็นการทําให้บรรทัดฐานทางกฎหมายผิดเพี้ยนไป

ด้วยความปรารถนาดี”

https://www.facebook.com/share/p/1FVTKa5zQ2/?mibextid=wwXIfr

ญี่ปุ่น ยื่นประท้วงต่อ สหรัฐอเมริกา!! ทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ ถูกจับกุม ข้อหาปล้นและฆาตกรรมหญิงชาวญี่ปุ่น เหตุโหดร้ายในโอกินาวาถูกประณาม โตเกียวเรียกร้องเพิ่มมาตรการป้องกัน

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้ยื่นประท้วงต่อสหรัฐอเมริกาเมื่อวันอาทิตย์ (4 ต.ค.) หลังเกิดเหตุการณ์ที่ทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ ถูกจับกุมในข้อหาปล้นและฆาตกรรมหญิงชาวญี่ปุ่นในโอกินาวา

พลทหาร เดวิน จาคอบ บัลลาร์ด (Devin Jacob Ballard) อายุ 20 ปี ถูกสงสัยว่าฆ่า แอนนา ยางิ (Anna Yagi) อายุ 39 ปี ในโรงแรมแห่งหนึ่งที่เมืองนาฮา เมืองหลวงของจังหวัดทางใต้สุดของญี่ปุ่น เมื่อวันเสาร์ (3) และขโมยกระเป๋าเงินกับกระเป๋าเป้ของเธอ ตามรายงานของตำรวจ

บัลลาร์ด ยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหา

"การเกิดเหตุการณ์ที่โหดร้ายและป่าเถื่อนเช่นนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง" ทาคาอิจิ กล่าวในถ้อยแถลง พร้อมยืนยันว่า "รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประท้วงอย่างรุนแรงต่อฝ่ายสหรัฐฯ แล้ว และขอความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการสอบสวน" ตลอดจนการเพิ่มมาตรการทางวินัยและมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

ด้านสถานีโทรทัศน์ NHK ก็อ้างคำแถลงของ ชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ซึ่งกล่าวว่า "เหตุการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และผมรู้สึกโกรธแค้นอย่างยิ่ง"

สถานทูตสหรัฐฯ และนาวิกโยธินสหรัฐฯ แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าว และกล่าวว่าพวกเขากำลังให้ความร่วมมือกับทางการญี่ปุ่น

หน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยซึ่งสังกัดกองกำลังนาวิกโยธินที่ 3 และประจำการอยู่ที่ฐานทัพอากาศนาวิกโยธินฟูเทนมะ ถูกควบคุมตัวโดยทางการญี่ปุ่นแล้ว

"นาวิกโยธินสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างจริงจัง และคาดหวังว่านาวิกโยธินทุกนายจะปฏิบัติตามมาตรฐานพฤติกรรมสูงสุด" คำแถลงระบุ

นาวิกโยธินสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จากทั้งหมด 18,000 นายในญี่ปุ่นประจำการอยู่ที่โอกินาวา ซึ่งสหรัฐฯ เคยยึดครองตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงปี 1972 การปรากฏตัวของทหารต่างชาติเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ชาวบ้านซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประเด็นต่างๆ เช่น เสียงดัง อุบัติเหตุเครื่องบินตก และพฤติกรรมของบุคลากร

เหตุการณ์ข่มขืนเด็กหญิงชาวโอกินาวาวัย 12 ปีโดยทหารอเมริกัน 3 นายในเมื่อปี 1995 ได้จุดชนวนการประท้วงต่อต้านครั้งใหญ่

เหตุการณ์สังหารเมื่อวันเสาร์ (3) อาจทำให้ความพยายามของ ทาคาอิจิ ในการย้ายนาวิกโยธินบางส่วนจากฐานทัพอากาศฟูเทนมะอันพลุกพล่านไปยังฐานทัพที่ห่างไกลกว่าอย่างเฮโนโกะมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยฝ่ายที่คัดค้านนั้นต้องการให้ย้ายกองกำลังสหรัฐฯออกจากจังหวัดโอกินาวาไปเลย

โอกินาวาซึ่งอยู่ห่างจากไต้หวันเพียง 100 กิโลเมตรในจุดที่ใกล้ที่สุด ถูกมองโดยโตเกียวและวอชิงตันว่าเป็นกุญแจสำคัญในการยับยั้งการรุกรานทางทหารที่อาจเกิดขึ้นจากจีน

ที่มา: รอยเตอร์
https://mgronline.com/around/detail/9690000096773


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top