Saturday, 17 October 2026
TheStatesTimes

ปมบ้านสร้าง ยังร้อน “สุทธิพงษ์” หวังกรมการปกครองปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชาตามหลักธรรมาภิบาล การย้ายนายอำเภอบ้านสร้าง หวังผู้สอบสวนดูแลยุติธรรม ชี้ ‘เสฏฐวุฒิ’ เคยเป็นนายอำเภอดีเด่น

อดีตปลัดมหาดไทยยังงง ย้ายนายอำเภอบ้านสร้าง หวังว่าผู้สอบสวนจะเป็นนักปกครองที่ดีดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ได้รับความเป็นธรรม

7 ต.ค. 2569 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ออกมาแสดงความเห็นต่อกรณี นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง ถูกสั่งไปช่วยราชการ ใจความว่า

ข่าวของข้าราชการมหาดไทย ในการไม่ทุ่มเทการทำงาน บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับประชาชน หรือประพฤติตัวไม่ดี นับเนื่องตั้งแต่ผมเกษียณอายุราชการ(1 ตุลาคม 2567) ปรากฏเป็นข่าวอยู่เนื่องๆ แต่ผมไม่เคยออกมาแสดงความคิดเห็นอะไร เพราะตำแหน่งทางราชการมีคนมาดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง ไม่ได้เกษียณไปพร้อมคน (ยกเว้นจะมีการยุบเลิกไป)

แต่สำหรับนายอำเภอเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ ท่านนายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ที่ถูกคนระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายกรัฐมนตรี ตำหนิหรือด่าอย่างรุนแรง ต่อสาธารณชน ตามที่เป็นข่าวนั้น

ผมประหลาดใจและไม่เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่านายอำเภอที่เคยได้รับการยกย่องว่าทำงานร่วมกับ 7 ภาคีเครือข่าย ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน (เมื่อปี2566 -ถ้าจำไม่ผิด ) จะเป็นอย่างที่ถูกตำหนิเช่นนี้ ต้องมีอะไรคลาดเคลื่อนแน่นอน ก็ได้แต่หวังว่าท่านอธิบดีกรมการปกครอง หรือผู้บังคับบัญชาของท่านนายอำเภอ จะช่วยกันแสวงหาข้อมูล ข้อเท็จจริง

และแสดงตนเป็นนักปกครองที่ดีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ที่ต้อง “ปกป้องดูแล” ผู้ใต้บังคับบัญชาให้ได้รับความเป็นธรรม เพื่อที่ท่านจะได้ “ครองใจ” น้องๆ ที่เสียสละตนทำหน้าที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้พี่น้องประชาชน ทำตนเป็นข้าราชการที่ดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

กรณีของท่านนายอำเภอเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นั้น ผมในฐานะคนนอกที่เชื่อมั่นอยู่เสมอว่า น้องๆ นายอำเภอ และคนมหาดไทยทุกคน ยามที่พี่น้องประชาชนมีความทุกข์จากสาธารณภัยใดๆ ไม่มีวันที่พวกเราจะทอดทิ้งประชาชนแน่

แต่เมื่อเป็นคนนอกก็ต้องทำใจให้สงบรอผู้มีอำนาจที่เป็นผู้บังคับบัญชาของท่านนายอำเภอท่านได้กรุณาตรวจสอบข้อเท็จจริง และหวังว่าคุณงามความดีของท่านนายอำเภอในอดีตที่อยู่ในขั้นดีเด่นอยู่แถวหน้าของนายอำเภอทั้งประเทศจะยังคงอยู่ ประดุจเกลือที่รักษาความเค็ม ไม่เป็นเช่นที่ถูกตำหนิ ซึ่งแน่นอนว่าวันนั้นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเป็นข้าราชการของท่านนายอำเภอจะได้รับกลับคืนมาด้วย

และยังแสดงความเห็นในอีกโพสต์ว่า

ขอบคุณที่แชร์โพสต์ของผมจำนวนมากผม พูดในฐานะเคยรับทราบความประพฤติและการทำงานของท่านนายอำเภอ ไม่ได้สรุปว่าใครผิด ใครถูก อยากให้ท่านอธิบดีกรมการปกครอง และผู้บังคับบัญชา ช่วยกันตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ได้ต้องการขัดแย้งกับใครหรือปรารถนา ให้ใครใช้โพสต์ของผมไปเป็น เครื่องมือทำร้ายใครผมอยากเห็นความเป็น ธรรมในทุกสังคม ครับ

ที่มา Suttipong Juljarern

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1585134056992381&id=100064874044933&post_id=100064874044933_1585134056992381&rdid=6GgKuiy1EDkgS2Cb#

เชฟรอน ร่วมส่งกำลังใจผู้ประสบภัย!! มอบเงิน 1.5 แสนบาท แก่สมาคมผู้สื่อข่าวนครศรีธรรมราช ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยต่อเนื่อง ร่วมมูลนิธิประชาร่วมใจดูแลชุมชน

เชฟรอนสนับสนุน 150,000 บาท แก่สมาคมผู้สื่อข่าวนครศรีธรรมราช เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นางสาวพรสุรีย์ กอนันทา (ที่ 5 จากขวา) รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เป็นผู้แทนบริษัทฯ มอบงบประมาณสนับสนุนจำนวน 150,000 บาท แก่สมาคมผู้สื่อข่าวนครศรีธรรมราช เพื่อร่วมกับมูลนิธิประชาร่วมใจ ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่าง ๆ โดยมี นายณรงค์ ธีระกุล (ที่ 4 จากขวา) อุปนายก สมาคมผู้สื่อข่าวนครศรีธรรมราช และ นายอิทธิกร สมศิริ (ที่ 5 จากซ้าย) ประธานกรรมการมูลนิธิประชาร่วมใจ องค์การสถานสาธารณกุศล เป็นผู้แทนรับมอบ ณ ศูนย์เศรษฐพัฒน์ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

งบประมาณสนับสนุนในครั้งนี้จะนำไปใช้จัดหาอาหาร น้ำดื่ม สิ่งของจำเป็น เชื้อเพลิง และอุปกรณ์สำหรับภารกิจช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัย โดยที่ผ่านมา ทางสมาคมฯ และมูลนิธิประชาร่วมใจ ได้ร่วมให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภาคกลาง
ทั้งในกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง และยังคงดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแจกจ่ายสิ่งของ การอพยพประชาชน และการดูแลกลุ่มเปราะบางร่วมกับหน่วยงานและทีมกู้ภัยในพื้นที่

การสนับสนุนในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเชฟรอนในการดำเนินงานเคียงข้างสังคมไทย และการเป็นพันธมิตรที่ดีของชุมชน ทั้งนี้ เชฟรอนจะยังคงให้การสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานองค์กรต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งต่อกำลังใจให้ผู้ประสบภัยและผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วนก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน

11 ตุลาคม 2540 ในหลวง ร.๙ ทรงลงพระปรมาภิไธย รัฐธรรมนูญ 2540 ฉบับที่ได้รับการขนานนามว่า ‘รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน’ หมุดหมายสำคัญการเมืองไทย ที่เปิดทางประชาชนมีส่วนร่วม

วันนี้ในอดีต 11 ตุลาคม พ.ศ. 2540 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงลงพระปรมาภิไธยใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” เพราะเป็นครั้งแรกที่ประชาชนมีส่วนร่วม ผ่านการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และการรับฟังความคิดเห็นจากสังคมทั่วประเทศ

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการเมืองไทย โดยเพิ่มสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้น เช่น สิทธิชุมชน เสรีภาพทางวิชาการ การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และยังวางหลักการให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง รวมถึงกำหนดให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด พร้อมจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อคานอำนาจและตรวจสอบรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมีอายุไม่ถึง 9 ปี ก็ถูกยกเลิก หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองฯ ที่โค่นรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้ “รัฐธรรมนูญ 2540” กลายเป็นเพียงความทรงจำของความพยายามครั้งสำคัญในการสร้างประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/history/article_87900

โนเบลสันติภาพ 2026 มอบให้ “นาวี พิลเลย์” เชิดชูผู้พิทักษ์กฎหมายระหว่างประเทศและศักดิ์ศรีมนุษย์ ปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง ผู้นำคดีอาชญากรรมสงคราม สื่อสันติภาพและความยุติธรรม

คำประกาศรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2026
9 ตุลาคม 2026

รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2026 มอบให้แก่บุคคลผู้มีความกล้าหาญและความซื่อสัตย์สุจริตอย่างยิ่งยวด ซึ่งได้เป็นผู้นำในการผลักดันระเบียบกฎหมายโลกให้ครอบคลุมและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผู้ได้รับรางวัลในปีนี้มีบทบาทสำคัญในการทำให้อาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ถูกนำเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี

คณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์มีมติมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2026 ให้แก่ นาวาเนเธม “นาวี” พิลเลย์ จากความพยายามของเธอในการส่งเสริมสันติภาพและกฎหมายระหว่างประเทศ
ความมุ่งมั่นของนาวี พิลเลย์ ต่อหลักกฎหมายสากล และเข็มทิศทางศีลธรรมที่มั่นคงของเธอ เป็นสิ่งที่ปรากฏชัดตลอดเส้นทางอาชีพอันยาวนานของเธอ พิลเลย์เกิดในครอบครัวเชื้อสายอินเดียทมิฬ ภายใต้ระบบแบ่งแยกสีผิวหรืออพาร์ไทด์ ในเมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ เธอเติบโตขึ้นมาเป็นทนายความและผู้บุกเบิกด้านกฎหมาย ผู้เผชิญหน้ากับการเลือกปฏิบัติเชิงโครงสร้าง การแบ่งแยก และการกีดกันอย่างลึกซึ้ง

เส้นทางการทำงานของเธอมีจุดร่วมที่ต่อเนื่องกัน ตั้งแต่งานในช่วงแรกที่เธอว่าความปกป้อง เนลสัน แมนเดลา และบุคคลอื่น ๆ ที่ลุกขึ้นต่อสู้กับระบบอพาร์ไทด์ ไปจนถึงการทำหน้าที่ผู้พิพากษาในคดีสำคัญระดับนานาชาติหลายคดีในยุคสมัยของเรา

ผู้ได้รับรางวัลในปีนี้มีส่วนสำคัญในการขยายขอบเขตและผลกระทบของกฎหมายระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ เธอเคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลสูงในแอฟริกาใต้ ผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับรวันดา และผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศ นอกจากนี้ เธอยังเคยดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และจนกระทั่งไม่นานมานี้ เธอเป็นประธานคณะกรรมาธิการสอบสวนระหว่างประเทศอิสระของสหประชาชาติเกี่ยวกับดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง
ปัจจุบัน นาวี พิลเลย์ ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในคดีที่เมียนมาถูกกล่าวหาว่ากระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ในคดีประวัติศาสตร์ระดับนานาชาติ เธอได้แสดงให้เห็นว่ามาตรการทางกฎหมายสามารถช่วยป้องกันการกระทำอันเป็นสงครามและความรุนแรงได้ นาวี พิลเลย์ ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างสถาบันของกฎหมายระหว่างประเทศให้เข้มแข็งขึ้น ความเป็นอิสระ ความเชี่ยวชาญ และความมั่นคงหนักแน่นของเธอ ทำให้เธอเป็นหนึ่งในนักนิติศาสตร์ระหว่างประเทศที่ได้รับความเคารพมากที่สุดในยุคของเรา

รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพถูกมอบครั้งแรกเมื่อ 125 ปีก่อน ในเวลานั้นเอง คณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขความขัดแย้งผ่านกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังคงมีความสำคัญอย่างต่อเนื่องตลอดประวัติศาสตร์ของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ขอบเขตของกฎหมายระหว่างประเทศขยายตัวมากขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการก่อตั้งสถาบันต่าง ๆ ของสหประชาชาติ แนวคิดสำคัญในเวลานั้นคือ สันติภาพที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนหลักกฎหมาย ไม่ใช่อยู่บนเจตจำนงของผู้แข็งแกร่ง หรือดุลอำนาจที่เปราะบาง
ในช่วงหลายทศวรรษหลังสงคราม ได้มีการจัดตั้งกลไกทางกฎหมายเพิ่มเติม และกระแสการพัฒนากฎหมายระหว่างประเทศยิ่งมีแรงผลักดันมากขึ้นหลังสิ้นสุดสงครามเย็น

อย่างไรก็ตาม ระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกาไม่เคยสมบูรณ์แบบ มหาอำนาจต่าง ๆ มักหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ในทางปฏิบัติ คดีที่นำเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายระหว่างประเทศให้ผลลัพธ์แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้กระทำผิด และใครเป็นเหยื่อ

ถึงกระนั้น เราได้เห็นว่าความขัดแย้งจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ถูกจัดการผ่านการทูต สนธิสัญญา และกลไกทางกฎหมาย แทนที่จะใช้คำขู่ ความรุนแรง และสงคราม ทั้งผู้นำและประชาชนต่างก็มาถึงข้อสรุปเดียวกันว่า กฎหมายระหว่างประเทศคือรากฐานของโลกที่สงบสุขมากขึ้น

ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายระดับดำรงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสงครามและความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้นกว่าที่โลกเคยเผชิญมาในระยะเวลายาวนาน กฎหมายระหว่างประเทศจึงไม่ใช่เพียงส่วนเสริมของสันติภาพและความมั่นคงอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ระบบกฎหมายระหว่างประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก และสถาบันต่าง ๆ ของระบบนี้ก็กำลังถูกโจมตี เรากำลังเห็นการเปลี่ยนทิศทางไปสู่การเมืองแบบใช้อำนาจ มากกว่าการยึดกรอบกฎหมายและความเคารพต่อกฎหมายและความยุติธรรมในระดับโลก
เมื่อใดก็ตามที่ “อำนาจ” อยู่เหนือ “ความถูกต้อง” เมื่อนั้นเสถียรภาพ ความไว้วางใจ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติย่อมถูกบ่อนทำลาย

ในการมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปีนี้ คณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ต้องการเตือนโลกว่า หลักนิติธรรม ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ คือรากฐานของระบบที่เราสร้างขึ้นเพื่อธำรงสันติภาพ และแก้ไขความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง เพราะสันติภาพต้องการความยุติธรรม
ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นแล้วว่า โลกที่ดำเนินไปโดยปราศจากหลักนิติธรรมนั้น ไม่ยุติธรรม ไม่ฉลาด และไร้มนุษยธรรม ดังนั้น ผู้พิพากษา ผู้ทำหน้าที่เฝ้ารักษาเส้นบาง ๆ ระหว่างระเบียบกับความโกลาหล จึงเป็นผู้ที่สมควรได้รับการยกย่องอย่างยิ่ง

แต่ในวันนี้ ขณะที่ผู้พิพากษาเหล่านี้ถูกคว่ำบาตร และสถาบันของพวกเขาถูกโจมตี เราจำเป็นต้องมีผู้คนที่เปี่ยมด้วยความกล้าหาญ วิสัยทัศน์ และความมุ่งมั่น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่นาวี พิลเลย์ ได้แสดงให้เห็นผ่านการทำงานของเธอบนบัลลังก์ตุลาการ

นาวี พิลเลย์ ได้ทำให้รัฐและผู้นำประเทศต้องรับผิดชอบ และได้นำความหวังมาสู่เหยื่อของความรุนแรงและความขัดแย้ง ในทุกตำแหน่งที่เธอเคยดำรง เธอเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบของปัจเจกบุคคลและรัฐในการปฏิบัติตามหลักนิติธรรม

เธอยังมีส่วนช่วยกำหนดบรรทัดฐานและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เมื่อศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับรวันดาวินิจฉัยว่า การข่มขืนและความรุนแรงทางเพศสามารถถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และยังสามารถเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้ อิทธิพลของนางพิลเลย์ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง
ในคดีเดียวกันนั้น นางพิลเลย์ยังมีบทบาทสำคัญในความก้าวหน้าทางกฎหมายอีกประการหนึ่ง คือเป็นครั้งแรกที่จำเลยถูกตั้งข้อหายุยงให้ก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยอาศัยฐานจากการเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อเพียงอย่างเดียว

รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2026 สอดคล้องโดยตรงกับพินัยกรรมของอัลเฟรด โนเบล นาวี พิลเลย์ ช่วยเสริมสร้างภราดรภาพระหว่างประชาชาติ และด้วยการผลักดันการใช้ศาลและกลไกตุลาการเพื่อสันติภาพและความยุติธรรมอย่างเป็นระบบ เธอได้มอบเนื้อหา ทิศทาง และแรงจูงใจให้แก่การประชุมเพื่อสันติภาพในรูปแบบสมัยใหม่

นาวี พิลเลย์ คือหนึ่งในผู้พิทักษ์หลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ยิ่งใหญ่ในยุคของเรา เส้นทางอาชีพอันโดดเด่นของเธอเตือนให้เราตระหนักถึงความจำเป็นในการสนับสนุน เสริมความแข็งแกร่ง และขยายหลักนิติธรรมระดับโลก
ความมุ่งมั่นของนาวี พิลเลย์ ต่อความยุติธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นแหล่งแห่งความหวังและแรงบันดาลใจสำหรับทุกคนที่แสวงหาหนทางนำโลกไปสู่สันติภาพที่มากขึ้น

ที่มา :https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1522742829887541&id=100064555159421&mibextid=wwXIfr&rdid=97I6mZiF95YIIRtP#

ฝรั่งเศสประท้วงบ่อย เพราะอะไร? เจาะปัญหาสังคม-ม็อบนักเรียน เมื่อสวัสดิการสูง ยังไม่รับประกันความเท่าเทียบ

การทำไมฝรั่งเศสประท้วงบ่อย? เมื่อสวัสดิการสูงยังไม่ตอบโจทย์ความเท่าเทียม

ภาพประชาชนเดินขบวน สหภาพแรงงานนัดหยุดงาน และนักเรียนออกมาเรียกร้องสิทธิ ปรากฏในข่าวฝรั่งเศสอยู่บ่อยครั้ง จนเกิดคำถามว่า เหตุใดประเทศที่มีระบบสวัสดิการขนาดใหญ่จึงยังเผชิญความไม่พอใจทางสังคมอย่างต่อเนื่อง

คำอธิบายอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐ วัฒนธรรมการต่อสู้เพื่อสิทธิ และช่องว่างระหว่างความคาดหวังกับคุณภาพชีวิตที่ผู้คนได้รับจริง การมีสวัสดิการมากจึงไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งจะหมดไป โดยเฉพาะเมื่อประชาชนรู้สึกว่าสิทธิเดิมกำลังถูกลดทอน หรือโอกาสในอนาคตยังขึ้นอยู่กับฐานะครอบครัวและพื้นที่อยู่อาศัย

ถนนคือพื้นที่ต่อรองทางการเมือง

ในฝรั่งเศส การประท้วงเป็นส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่หยั่งรากลึก ประชาชนสามารถใช้การเดินขบวนและการนัดหยุดงานเพื่อกดดันรัฐบาลระหว่างวาระเลือกตั้ง โดยมีสหภาพแรงงานและองค์กรนักเรียนนักศึกษาเป็นเครือข่ายสำคัญในการระดมผู้เข้าร่วม

ประสบการณ์ในอดีตยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าการเคลื่อนไหวสามารถเปลี่ยนนโยบายได้ เช่น การประท้วงของนักศึกษาและแรงงานในปี 2006 ซึ่งทำให้รัฐบาลถอยจากนโยบายสัญญาจ้างงานสำหรับเยาวชน ประวัติศาสตร์เช่นนี้ทำให้การลงถนนเป็นเครื่องมือต่อรองที่สังคมฝรั่งเศสคุ้นเคย แม้จะไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกครั้งก็ตาม

สวัสดิการสูง แต่ความมั่นคงไม่ได้กระจายเท่ากัน

ข้อมูล OECD ระบุว่า รายจ่ายสังคมภาครัฐของฝรั่งเศสสูงกว่า 30% ของ GDP ในปี 2022 อยู่ในกลุ่มสูงที่สุดของประเทศสมาชิก แต่ขนาดของงบประมาณเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่า ประชาชนแต่ละกลุ่มเข้าถึงบริการได้สะดวกและมีคุณภาพเพียงใด

งานศึกษาของ OECD ซึ่งเปรียบเทียบฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร พบว่าชาวฝรั่งเศสมีความพึงพอใจต่อบางด้านของระบบคุ้มครองสังคมค่อนข้างต่ำ แม้จะได้รับสิทธิประโยชน์มาก ความกังวลต่อบำนาญและการเข้าถึงบริการสุขภาพสะท้อนว่า สิ่งที่ประชาชนประเมินคือความมั่นคงที่สัมผัสได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพียงยอดรายจ่ายของรัฐ

ในมุมนี้ การประท้วงจำนวนหนึ่งจึงเป็นการปกป้องระบบสวัสดิการที่ประชาชนเห็นว่ามีคุณค่า พร้อมกับเรียกร้องให้ระบบทำงานได้ดีและเป็นธรรมมากขึ้น

ความขัดแย้งเรื่องงบประมาณ: ใครควรรับภาระ

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลต้องเผชิญข้อจำกัดทางการคลังและแรงกดดันจากสังคมสูงวัย ระบบบำนาญฝรั่งเศสใช้เงินสมทบจากคนทำงานและนายจ้างเพื่อจ่ายให้ผู้เกษียณในปัจจุบัน จึงขึ้นอยู่กับจำนวนผู้จ่ายเงินสมทบเทียบกับผู้รับบำนาญ รายงานของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินฝรั่งเศสในปี 2025 ระบุว่า ประเทศใช้จ่ายด้านบำนาญเกือบ 14% ของ GDP

เมื่อรัฐบาลเสนอให้ประชาชนทำงานนานขึ้นหรือควบคุมรายจ่าย ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นทันที รัฐมองถึงความยั่งยืนของระบบ ส่วนผู้คัดค้านตั้งคำถามถึงความเป็นธรรม โดยเฉพาะสำหรับคนที่เริ่มทำงานตั้งแต่อายุน้อยหรือทำงานที่ใช้แรงกายหนัก ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การแบ่งภาระระหว่างคนแต่ละกลุ่มและแต่ละรุ่น

ม็อบนักเรียนสะท้อนความกังวลต่ออนาคต

การเคลื่อนไหวของนักเรียนมัธยมในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม 2026 ทำให้ปัญหาการศึกษากลับมาเป็นประเด็นใหญ่ ข้อเรียกร้องครอบคลุมการขาดแคลนครู ห้องเรียนแออัด อาคารเรียนทรุดโทรม และความเครียดจากระบบสมัครมหาวิทยาลัย Parcoursup ซึ่งนักเรียนบางส่วนมองว่าเพิ่มแรงกดดันและความไม่เท่าเทียม

ความไม่พอใจเหล่านี้เชื่อมโยงกับคำถามว่า เด็กทุกคนได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมจริงหรือไม่ OECD ระบุว่า แม้ฝรั่งเศสใช้จ่ายต่อนักเรียนมัธยมปลายสูงกว่าค่าเฉลี่ยขององค์กร แต่การจัดสรรทรัพยากรเพื่อช่วยนักเรียนเสียเปรียบยังมีช่องโหว่ งบประมาณรวมที่สูงจึงสามารถเกิดขึ้นพร้อมกับโรงเรียนบางแห่งที่ขาดบุคลากรและการสนับสนุนได้

สำหรับผู้เข้าร่วม การออกมาเรียกร้องจึงเกี่ยวข้องทั้งกับสภาพห้องเรียนวันนี้และโอกาสเรียนต่อในวันข้างหน้า เมื่อเกิดเหตุปะทะและข้อกล่าวหาเรื่องตำรวจใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ความขัดแย้งยังขยายไปสู่ประเด็นสิทธิพลเมืองและความไว้วางใจต่อรัฐด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องแยกการชุมนุมอย่างสงบออกจากการทำลายทรัพย์สินหรือใช้ความรุนแรง และพิจารณาความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายตามข้อเท็จจริง

ฝรั่งเศสจึงเป็นตัวอย่างของประเทศที่ระบบสวัสดิการขนาดใหญ่ยังต้องเผชิญคำถามเรื่องคุณภาพ ความทั่วถึง และการแบ่งภาระอย่างเป็นธรรม การประท้วงที่เกิดขึ้นบ่อยสะท้อนทั้งความสามารถของประชาชนในการรวมตัว และความขัดแย้งที่การเจรจาทางการเมืองยังคลี่คลายไม่ได้

โจทย์ของรัฐบาลจึงมีมากกว่าการทำให้ผู้ชุมนุมกลับบ้าน แต่รวมถึงการทำให้ประชาชนเชื่อว่า การตัดสินใจเรื่องงบประมาณและปฏิรูปจะรักษาคุณภาพชีวิต พร้อมเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มีอนาคตที่มั่นคงได้จริง

ประวัติสนามบินบ้านเกิน สปป ลาว ไทม์ไลน์จากอดีตถึงปัจจุบัน

ประวัติสนามบินบ้านเกิน สปป ลาว ไทม์ไลน์จากอดีตถึงปัจจุบัน

ข้อมูลถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2569 (2026)

สนามบินบ้านเกิน (Ban Keun Airport) ในแขวงเวียงจันทน์ อยู่ทางเหนือของนครหลวงเวียงจันทน์ประมาณ 50 กิโลเมตร ใกล้แม่น้ำงืม จากลานบินที่ Air America ใช้ในยุคสงครามภายใต้รหัส Lima Site 44 ปัจจุบันได้รับการพัฒนาเป็นศูนย์สนับสนุนและฝึกการบินทางทหารร่วมจีน–ลาว

ช่วงเวลา เหตุการณ์และบทบาท

ก่อนทศวรรษ 1960

ก่อน พ.ศ. 2503 ยังไม่พบหลักฐานยืนยันปีสร้างสนามบินครั้งแรกหรือผู้ก่อสร้าง จึงไม่ควรระบุปีเริ่มต้นอย่างแน่นอน

ทศวรรษ 1960–1970

พ.ศ. 2503–2510 เป็นต้นมา ใช้รหัส Lima Site 44 หรือ LS-44 ในเครือข่ายลานบินยุคสงครามลาวและสงครามเวียดนาม Air America ซึ่ง CIA ถือครองอย่างลับ ๆ ใช้ขนส่งกำลังพลและเสบียง ลานบินเดิมมีลักษณะเรียบง่าย [2, 3]

ค.ศ. 1968

พ.ศ. 2511 มีหลักฐานว่าเฮลิคอปเตอร์ Air America ใช้บ้านเกินเป็นจุดขนส่งทหารม้งที่สหรัฐฯ สนับสนุนไปยังพื้นที่สู้รบ ตามข้อมูลนักประวัติศาสตร์ Joachim Leeker ที่ Reuters อ้างถึง ปีนี้เป็นหลักฐานการใช้งาน ไม่ใช่ปีสร้าง

หลังสงคราม

ถึงก่อนการพัฒนาใหม่ รายงานย้อนหลังระบุว่าสนามบินยุติการใช้งานอย่างแข็งขันหลังความขัดแย้ง แต่วันปิดและประวัติการใช้งานต่อเนื่องยังไม่ชัดเจน ภาพดาวเทียมก่อนโครงการใหม่แสดงลานบินดินและพื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบ

ปลาย ค.ศ. 2025 -ปลาย พ.ศ. 2568

ภาพดาวเทียมที่ Reuters ตรวจสอบชี้ว่าเริ่มก่อสร้างสนามบินใหม่ มีรันเวย์ลาดยาง ทางขับขนาน ลานจอด และอาคารต่าง ๆ ขนาดใหญ่กว่าลานบินเดิมอย่างมาก

29 กันยายน 2026 - 29 กันยายน 2569

เปิดศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมจีน–ลาว และสถาบันการบินมิตรภาพจีน–ลาว กระทรวงกลาโหมจีนระบุว่าร่วมดูแลและดำเนินงานโดยทั้งสองประเทศ เพื่อฝึกนักบินกองทัพอากาศลาว

30 กันยายน–6 ตุลาคม 2026 พ.ศ. 2569

ภาพดาวเทียมวันที่ 30 กันยายน ซึ่ง Reuters รายงานเมื่อ 6 ตุลาคม แสดงเครื่องบิน 8 ลำที่นักวิเคราะห์ประเมินว่าเป็น K-8/JL-8 และยานพาหนะสนับสนุนมากกว่า 24 คัน ขณะยังมีงานก่อสร้าง ภาพไม่ยืนยันผู้ครอบครองแต่ละลำ

ปัจจุบัน ณ 9 ตุลาคม 2026 9 ตุลาคม 2569

เปิดใช้งานเป็นศูนย์สนับสนุนและฝึกการบินทางทหารร่วมจีน–ลาว CNN รายงานรันเวย์ยาวประมาณ 2,000 เมตร พร้อมทางขับและลานจอด ส่วนการประจำกำลังระยะยาวและขอบเขตการใช้งานในอนาคตยังไม่ชัดเจน

ข้อควรเข้าใจเกี่ยวกับสถานะปัจจุบัน

ชื่อที่ประกาศอย่างเป็นทางการคือศูนย์สนับสนุนและฝึกอบรมร่วมจีน–ลาว ส่วนคำว่า “ฐานทัพจีนถาวร” เป็นการตีความของนักวิเคราะห์บางราย ยังไม่มีรายละเอียดสาธารณะที่ยืนยันการประจำกำลังถาวรหรือสิทธิใช้พื้นที่แต่เพียงผู้เดียว จีนระบุว่าศูนย์มุ่งฝึกนักบินลาวและไม่ได้มุ่งต่อต้านประเทศที่สาม

แหล่งอ้างอิง

กระทรวงกลาโหมจีน 30 กันยายน 2026

China-Laos Joint Support and Training Center Opens at Ban Keun Airport

https://eng.mod.gov.cn/2025xb/N/JE/16490653.html

Reuters เผยแพร่ซ้ำโดย Gulf Times 2 ตุลาคม 2026

China carves new military presence in Southeast Asian neighbour

https://www.gulf-times.com/article/734639/international/china/china-carves-new-military-presence-in-southeast-asian-neighbour

Reuters เผยแพร่ซ้ำโดย Internazionale 6 ตุลาคม 2026

Attack aircraft, military vehicles visible at new China-Laos base, satellite images show

https://www.internazionale.it/ultime-notizie-reuters/2026/10/06/exclusive-attack-aircraft-military-vehicles-visible-at-new-china-laos-base-satellite-images-show

CNN เผยแพร่ซ้ำโดย KVIA 8 ตุลาคม 2026

This old CIA airfield is now a Chinese base

https://kvia.com/news/us-world/cnn-world/2026/10/08/this-old-cia-airfield-is-now-a-chinese-base/

Lowy Institute 8 ตุลาคม 2026

What to make of China’s new air facility in Laos

https://www.lowyinstitute.org/the-interpreter/what-to-make-of-china-s-new-air-facility-in-laos

South China Morning Post กันยายน 2026

China takes strategic military step overseas with new Laos air force centre

https://www.scmp.com/news/china/military/article/3369253/china-expands-overseas-military-presence-new-laos-air-force-centre

นงนุชพัทยา สืบสานศรัทธา เปลี่ยนธงมนตรา 9 ต้น เชื่อมวัฒนธรรมไทย–ภูฏาน–ทิเบต–เนปาล ร่วมอธิษฐานส่งพลังเมตตา ให้แคล้วคลาดจากภัยธรรมชาติ

นงนุช เวิลด์ พัทยา สืบสานศรัทธาหิมาลัย เปลี่ยนธงมนตรา 9 ต้น เชื่อมวัฒนธรรมไทย–ภูฏาน–ทิเบต–เนปาล

ร่วมอธิษฐานให้แคล้วคลาดจากภัยพิบัติ ส่งพลังเมตตาและความปรารถนาดีถึงผู้ประสบภัยธรรมชาติ

วันที่ 10 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ นงนุช เวิลด์ พัทยา (สวนนงนุชพัทยา) จังหวัดชลบุรี นายกัมพล ตันสัจจา ประธานนงนุช เวิลด์ พัทยา พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมประกอบพิธีเปลี่ยนธงมนตราจำนวน 9 ต้น เพื่อสืบสานคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาของชาวพุทธในภูมิภาคเทือกเขาหิมาลัย ทั้งเนปาล ทิเบต และภูฏาน พร้อมร่วมอธิษฐานให้ประชาชนแคล้วคลาดจากภัยอันตราย และส่งความปรารถนาดีถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ภายในพิธีได้นิมนต์พระครูเกษมกิจโสภณ พร้อมคณะสงฆ์รวม 9 รูป ประกอบพิธีเจิมแป้ง ปิดทอง และประพรมน้ำพระพุทธมนต์แก่ธงมนตราทั้ง 9 ผืน เพื่อความเป็นสิริมงคลตามคติความเชื่อ โดยมีคณะผู้บริหารเข้าร่วมพิธี

นายกัมพล กล่าวถึงความสำคัญของพิธีในครั้งนี้ว่า “ช่วงเวลาที่หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติ สิ่งสำคัญคือความห่วงใยและกำลังใจที่เรามีให้กัน ภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องตระหนักและเตรียมพร้อมรับมือ นงนุช เวิลด์ พัทยา ให้ความสำคัญกับการวางแผนระบบระบายน้ำให้สอดคล้องกับธรรมชาติและการจัดสวน ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันการเปลี่ยนธงมนตราในวันนี้ นอกจากเป็นการสืบสานวัฒนธรรมและความเชื่อแล้ว ยังเป็นโอกาสที่พวกเราจะได้ร่วมกันอธิษฐาน ขอให้ประชาชนทุกคนแคล้วคลาดจากภัยอันตราย ผู้ที่กำลังประสบความเดือดร้อนขอให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้โดยเร็ว และขอให้ทุกครอบครัวมีความสุขและความปลอดภัย”

ธงมนตราเป็นผืนผ้าที่จารึกบทสวดภาวนาและถ้อยคำมงคลตามความเชื่อของชาวพุทธในภูมิภาคหิมาลัย เชื่อกันว่าเมื่อสายลมพัดผ่านผืนธง จะเป็นการส่งต่อบทสวดภาวนา ความเมตตา และความปรารถนาดีไปสู่สรรพชีวิต ธงมนตราจึงไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางศาสนา แต่ยังสะท้อนแนวคิดเรื่องความสงบสุขและการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล

นอกจากนี้ ธงมนตรายังประกอบด้วยสีสำคัญ 5 สี ซึ่งในคติความเชื่อบางสายอธิบายถึงธาตุแห่งธรรมชาติ ได้แก่ สีน้ำเงินแทนธาตุน้ำ สีขาวแทนธาตุโลหะ สีแดงแทนธาตุไฟ สีเขียวแทนธาตุไม้ และสีเหลืองแทนธาตุดิน สะท้อนความสัมพันธ์และความสมดุลของธรรมชาติ โดยความหมายของสีและธาตุอาจแตกต่างกันไปตามประเพณีความเชื่อในแต่ละพื้นที่

พิธีเปลี่ยนธงมนตราในครั้งนี้จึงเป็นทั้งการสืบสานวัฒนธรรมแห่งศรัทธา และการส่งต่อความห่วงใยถึงผู้คนที่กำลังเผชิญความยากลำบากจากภัยธรรมชาติ ผ่านการร่วมอธิษฐานให้ทุกชีวิตมีความปลอดภัยและผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ พร้อมสะท้อนแนวคิดของนงนุช เวิลด์ พัทยา ที่ให้ความสำคัญทั้งการอนุรักษ์วัฒนธรรม การดูแลธรรมชาติ และการเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

EVAT ดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยสู่อนาคต!! สมาคมไฟฟ้าจัดเวทีแลกเปลี่ยน เสวนาขับเคลื่อนสู่ Net Zero เน้นพัฒนาความสามารถแข่งขัน ชูแผน Keep-Fix-Build ต่อยอดอุตสาหกรรม

EVAT จัดเวที Member Engagement แลกเปลี่ยนมุมมอง “EV สู่ Net Zero” และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) จัดกิจกรรม EVAT Member Engagement ภายใต้หัวข้อ “เวทีความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย” ณ อาคารเคเอ็กซ์ (KX) เพื่อเปิดพื้นที่ให้สมาชิกและผู้เกี่ยวข้องได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ โดยได้รับเกียรติจาก คุณสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) กล่าวต้อนรับและแนะนำวัตถุประสงค์ของงาน

ภายในงานมีการเสวนา “EV สู่ Net Zero: ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตคาร์บอนต่ำ” โดยคุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (คุณศุภจี สุธรรมพันธ์) และอดีตประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ พร้อมด้วย คุณพฤฒิภา โรจน์กิตติคุณ รองผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยมีคุณสยามณัฐ พนัสสรณ์ อุปนายกฝ่ายส่งเสริมการผลิตยานยนต์ EVAT ดำเนินรายการ

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังได้ร่วมระดมความคิดเห็นเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ผ่านแนวคิด Keep – Fix – Build เพื่อระบุจุดแข็งที่ควรรักษา ประเด็นที่ควรปรับปรุง และความสามารถหรือระบบใหม่ที่ควรพัฒนาขึ้น
EVAT ขอขอบคุณวิทยากร สมาชิก และผู้เข้าร่วมทุกท่านที่ร่วมแบ่งปันความคิดเห็นและสร้างบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้

นิด้าโพลเปิดสำรวจ “น้ำท่วม กทม. ใครน่าชื่นชม”!! หลังน้ำท่วมปลายกันยายน เปิดประเด็นคนกรุงชื่นชมใครมากที่สุด ผลสำรวจเผยน้ำท่วมกทม. ตั้งแต่ 5-7 ต.ค. 69 ครอบคลุม 50 เขตทั่วเมือง ประชาชนชื่นชมฝ่ายใดบ้าง

“น้ำท่วม กทม. ใครน่าชื่นชม”

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “น้ำท่วม กทม. ใครน่าชื่นชม” ระหว่างวันที่ 5-7 ต.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในกรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา

การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

กฟผ. คว้า 5 รางวัล ASEAN Energy Awards 2026 สร้างชื่อเสียงระดับอาเซียน นวัตกรรมพลังงานสะอาดโดดเด่น เน้นพลังงานไฟฟ้าข้ามพรมแดน ตอกย้ำผู้นำพลังงานอาเซียนสู่ Net Zero

กฟผ. คว้า 5 รางวัล ASEAN Energy Awards 2026

กฟผ. สร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย คว้า 5 รางวัล ASEAN Energy Awards 2026 ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านพลังงานอาเซียน ทั้งการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าข้ามพรมแดน นวัตกรรมพลังงานสะอาด และ
การบริหารจัดการพลังงาน มุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาคสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน

นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ เป็นผู้แทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมงานประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ครั้งที่ 44 (The 44th ASEAN Ministers on Energy Meeting: AMEM) พร้อมรับมอบรางวัล ASEAN Energy Awards 2026 โดย กฟผ. ได้รับ 3 รางวัลประเภทองค์การ 1 รางวัลประเภทรายบุคคล และสนับสนุนกระทรวงพลังงานคว้า 1 รางวัลระดับประเทศ ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา

โดย 3 รางวัลประเภทองค์การที่ กฟผ. ได้รับ ประกอบด้วย 1.รางวัลชนะเลิศจากโครงการ Green Hydrogen ของศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง (EGAT Learning Center) ต้นแบบการประยุกต์ใช้ระบบกักเก็บพลังงาน ในรูปแบบก๊าซไฮโดรเจน (HESS) ร่วมกับระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และระบบกักเก็บพลังงานแบบแบตเตอรี่ (BESS) เพื่อจ่ายพลังงานสะอาดให้บ้านรักษ์พลังงาน ในลักษณะ Microgrid เชื่อมต่อกับ Grid 2.โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ เขื่อนอุบลรัตน์ ระยะที่ 1 (Floating Solar Project) ขนาดกำลังผลิตไฟฟ้า 24 เมกะวัตต์ ร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่มีอยู่เดิมขนาด 25.2 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ขนาด 6 เมกะวัตต์ ซึ่งทั้งสองผลงานเป็นรางวัลในประเภท ASEAN Renewable Energy Project Awards และ 3.ผลงาน FAMS: Foreign Agreement Management System – A Digital Settlement and Confirmation Platform for ASEAN Cross-Border Power Trade ระบบดิจิทัลสนับสนุนการบริหารจัดการข้อมูล การยืนยันรายการ และการชำระเงินสำหรับการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน ในภูมิภาคอาเซียน เป็นรางวัลในประเภท ASEAN Excellence in Connectivity and Interconnection Project & Initiative

กฟผ. ยังได้รับรางวัลการจัดการพลังงานยอดเยี่ยมประเภทรายบุคคล ASEAN Excellence in Energy Management by Individual โดย ดร.จิราพร ศิริคำ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (EGCO Group) และอดีตรองผู้ว่าการ กฟผ. ซึ่งเป็นผู้นำในการดำเนินงานต่าง ๆ ของ กฟผ.

นอกจากนี้ โครงการบูรณาการพลังงานไฟฟ้าระหว่าง สปป.ลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ (Lao PDR–Thailand–Malaysia–Singapore Power Integration Project : LTMS-PIP) สู่การพัฒนากรอบความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม สำหรับการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 4 ประเทศ ต้นแบบเชิงปฏิบัติที่ช่วยปูทางไปสู่การบรรลุวิสัยทัศน์การจัดตั้งโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ซึ่ง กฟผ. ได้สนับสนุนกระทรวงพลังงานคว้ารางวัลระดับประเทศ ในประเภท ASEAN Excellence in Connectivity and Interconnection Project & Initiative อีกด้วย

ความสำเร็จจากการคว้า 5 รางวัล ASEAN Energy Awards 2026 ในครั้งนี้ สะท้อนถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของ กฟผ. ในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีพลังงาน ควบคู่กับการส่งเสริมความร่วมมือ ด้านพลังงานระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ทั้งการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าข้ามพรมแดน การพัฒนาพลังงานหมุนเวียน และการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสนับสนุนความมั่นคง ทางพลังงานของภูมิภาค พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 อย่างยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top