Friday, 16 October 2026
TheStatesTimes

สถานทูตสหรัฐฯ ประจำกัมพูชา เตือนแรง!! เดินหน้าทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ค้ามนุษย์ คว่ำบาตรกว่า 200 ราย ใครเกี่ยวข้องขบวนการสแกม–ค้ามนุษย์ ต้องถูกดำเนินการ สหรัฐฯ ลั่นไม่ปล่อยผู้เกี่ยวข้องค้ามนุษย์ลอยนวล ใช้ทุกเครื่องมือจัดการแก๊งสแกม

ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ สหรัฐอเมริกากำลังเดินหน้าทลายปฏิบัติการหลอกลวงที่อาศัยการค้ามนุษย์ โดยใช้เครื่องมือทุกอย่างที่มี รวมถึงการคว่ำบาตรบุคคลและนิติบุคคลมากกว่า 200 ราย จากบทบาทเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้

สหรัฐอเมริกาจะเดินหน้าดำเนินการเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการหลอกลวงต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1532553775572365&id=100064532720718&rdid=oIASKu8h710NdqPN#

 

‘อาจารย์อุ๋ย’ ฟาด กทม. ปมหมู่บ้านทับทางน้ำหลาก!! เปิดแฟ้มอนุญาตหมู่บ้านทับฟลัดเวย์ ตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องทุกขั้นตอน ผิดผังเมืองอาจคุก 10 ปี ต้องโปร่งใส-หยุดทำลายเมือง

อาจารย์อุ๋ย ฟาด กทม. ! หมู่บ้านทับ ‘ฟลัดเวย์’ ใครเซ็นต้องรับผิด! หากเอื้อทุนฝ่าฝืนผังเมือง ผู้ว่าฯ–เจ้าหน้าที่เสี่ยงคุก 10 ปี ม.157

14 ตุลาคม 2569--นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความห็นผ่านเฟสบุ๊คว่า

”จากกรณีที่อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ แกนนำเครือข่ายประชาชนทวงคืนแก้มลิงและฟลัดเวย์ เปิดประเด็นตรวจสอบการอนุญาตก่อสร้างและการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่รับน้ำและทางน้ำหลากของกรุงเทพมหานคร นั้น

ผมเห็นว่า กทม. ต้องเปิดแฟ้มอนุญาตโครงการหมู่บ้านจัดสรรในพื้นที่เหล่านี้ย้อนหลัง พร้อมตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องทุกขั้นตอน หากมีการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้เอกชนฝ่าฝืนผังเมือง ผู้อนุญาตและผู้บริหารที่ร่วมกระทำต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย ประชาชนไม่ควรต้องแบกรับความเสียหายจากการใช้อำนาจโดยมิชอบ

กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2556 มีข้อกำหนดคุ้มครองพื้นที่ระบายน้ำ ล. 4 ตามข้อ 38 (3) (พื้นที่สีขาวทะแยงเขียว) บริเวณพื่นที่ กทม ฝั่งตะวันออกและตะวันตก ข้อ 41 กําหนดห้ามถมดิน ก่อสร้าง หรือดำเนินการที่ลดประสิทธิภาพการระบายน้ำตามธรรมชาติในบริเวณที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ การตรวจสอบต้องนำแผนที่ตามกฎหมายมาเทียบกับตำแหน่งโครงการ ใบอนุญาต และสภาพการก่อสร้างจริง หากพบว่าอนุญาตให้ถมดินหรือสร้างสิ่งกีดขวางขัดข้อกำหนด เจ้าหน้าที่ต้องตอบให้ได้ว่าใช้อำนาจตามกฎหมายข้อใดอนุญาตให้เอกชนทําเช่นนั้น

ผังเมืองเป็นกฎหมายที่เจ้าหน้าที่ต้องเคารพ ไม่ใช่กระดาษเปื้อนหมึกที่ทุนใหญ่จะขีดทับได้ตามใจ พื้นที่ที่กฎหมายสงวนไว้เพื่อรักษาการระบายน้ำเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชนทั้งเมือง หากใครเปิดทางให้โครงการฝ่าฝืนข้อกำหนด ต้องตรวจสอบให้ถึงตัวผู้ตัดสินใจ จะปล่อยให้ประชาชนจมน้ำ แล้วใช้งบประมาณแผ่นดินตามแก้ปัญหาไม่รู้จบไม่ได้!

ผมเสนอให้แยกตรวจทั้งแฟ้มอนุญาตจัดสรรที่ดินและแฟ้มอนุญาตก่อสร้างอาคาร เพราะเป็นอำนาจตามกฎหมายคนละส่วน การจัดสรรที่ดินเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานคร ส่วนการอนุญาตก่อสร้างเกี่ยวข้องกับเจ้าพนักงานท้องถิ่นและผู้รับมอบอำนาจ ต้องเปิดทั้งมติกรรมการ รายงานตรวจผังเมือง แบบแปลน เงื่อนไขการอนุญาต และชื่อผู้ลงนาม พร้อมตรวจวันที่อนุญาตและสิทธิเดิมของแต่ละโครงการให้ครบ เพื่อให้เห็นว่าใครทำอะไร และต้องรับผิดตรงไหน

หากเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยทุจริต ย่อมเข้าข่ายประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี การสอบสวนต้องเจาะให้ถึงว่า ผู้เกี่ยวข้องรู้ข้อห้ามตามผังเมืองหรือไม่ มีรายงานทักท้วงหรือไม่ และมีการสั่งการให้ผ่านโครงการทั้งที่ขัดกฎหมายหรือไม่ ต้องใช้เอกสารและหลักฐานตามให้ถึงผู้รับผิดชอบทุกระดับ

สำหรับผู้ว่าฯ กทม. ไม่ว่าคนใด สมัยใด ต้องถูกตรวจสอบ ทั้งบทบาทในการอนุญาต สั่งการ และการบังคับใช้กฎหมายในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง หากมีส่วนร่วมผลักดันการอนุญาตที่มิชอบ หรือจงใจละเว้นหน้าที่โดยมีเจตนาตามมาตรา 157 ก็ต้องรับผิดเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง การมอบอำนาจให้ผู้อื่นลงนามไม่ได้ลบความรับผิดจากการสั่งการของตน เมื่อพบสิ่งปลูกสร้างฝ่าฝืนกฎหมาย ต้องดำเนินการตามอำนาจและขั้นตอนอย่างจริงจัง พร้อมเปิดเผยความคืบหน้าให้ประชาชนตรวจสอบได้

เรื่องนี้ยังมีความรับผิดเป็นตัวเงิน หากพิสูจน์ได้ว่าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่เป็นเหตุให้ประชาชนเสียหาย หน่วยงานรัฐอาจต้องชดใช้ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และสามารถไล่เบี้ยเรียกเงินจากเจ้าหน้าที่ที่จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงได้

หน่วยงานตรวจสอบที่มีหน้าที่ จึงต้องรวบรวมหลักฐานการอนุญาต ข้อมูลการระบายน้ำ และความเสียหายของประชาชน เพื่อเชื่อมโยงให้ชัดว่าการกระทำใดก่อให้เกิดความเสียหายอย่างไร

ผมเรียกร้องให้ กทม. เปิดเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง และให้หน่วยงานตรวจสอบตามเรื่องนี้ถึงต้นทาง หากพบการเอื้อประโยชน์โดยฝ่าฝืนกฎหมาย ต้องดำเนินคดีและเรียกความรับผิดจากผู้เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง

ทางน้ำคือเส้นเลือดของเมือง การอนุญาตทุกฉบับต้องอธิบายได้ว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ และคุ้มครองประชาชนอย่างไร คนกรุงเทพฯ มีสิทธิรู้ว่าใครเป็นผู้ตัดสินใจ และมีสิทธิได้รับการปกป้องก่อนความเสียหายจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซํ้าเล่า!

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1GcCP3PiB2/?mibextid=wwXIfr

15 ตุลาคม 2479 ‘อนุสาวรีย์ปราบกบฏ’ เปิดอย่างเป็นทางการ อนุสรณ์แห่งการสละชีพเพื่อประชาธิปไตย รำลึกว่าที่วีรบุรุษ 17 นาย แสดงถึงการปกป้องรัฐธรรมนูญ แม้สถานที่จะหายไปแล้ว

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2479 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้ทรงประกอบพิธีเปิด “อนุสาวรีย์ปราบกบฏ” หรือ “อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ทหารและตำรวจ 17 นายที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปราบกบฏบวรเดชเมื่อปี 2476 ซึ่งเป็นการลุกฮือของกลุ่มทหารที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลคณะราษฎร

หลังเหตุการณ์สงบ รัฐบาลได้จัดพิธีฌาปนกิจวีรชนทั้ง 17 อย่างสมเกียรติเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2477 ณ ท้องสนามหลวง ถือเป็นครั้งแรกที่จัดพิธีศพสามัญชนในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ โดยอัฐิของผู้เสียชีวิตถูกบรรจุไว้ในปลอกกระสุนปืนใหญ่ทองเหลืองก่อนนำกลับมาฝังภายในอนุสาวรีย์เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ

อนุสาวรีย์ดังกล่าวออกแบบโดย “หลวงนฤมิตรเรขการ” อาจารย์โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ซึ่งยึดหลักอุดมการณ์ 5 ประการของรัฐบาลในขณะนั้น ได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ กองทัพ และรัฐธรรมนูญ เพื่อแสดงถึงความร่วมแรงร่วมใจของราษฎรไทยในการปกป้องระบอบประชาธิปไตย

แม้อนุสาวรีย์แห่งนี้จะถูกทำให้ “หายไป” จากพื้นที่จริงในเวลาต่อมา แต่เหตุการณ์และเจตนารมณ์ของเหล่าวีรชนยังคงถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ว่าเป็นการเสียสละของประชาชนรุ่นแรกที่ยืนหยัดปกป้องรัฐธรรมนูญ และสัญลักษณ์สำคัญของยุคคณะราษฎรที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของคนไทยจนถึงวันนี้

ที่มา : สถาบันปรีดี พนมยงค์ Pridi Banomyong Institute

จีนโชว์นวัตกรรม “ทางม้าลายเรืองแสง”!! เมืองหวยเป่ยโชว์ทางม้าลายไฮเทค เปลี่ยนสีตามไฟจราจร พร้อมเสียงเตือน เพิ่มความปลอดภัยคนเดินเท้า ส่องสว่างโดดเด่นกลางคืน

หวยเป่ย, 14 ต.ค. (ซินหัว) -- ชวนชม "ทางม้าลายเรืองแสง" ในเมืองหวยเป่ย มณฑลอันฮุยทางตะวันออกของจีน ซึ่งกำลังเป็นกระแสไวรัลบนโลกออนไลน์ของจีน โดยเป็นทางม้าลายที่สามารถเปลี่ยนสีตามสัญญาณไฟจราจร พร้อมส่งเสียงแจ้งเตือนเพื่อแนะนำคนเดินเท้าให้ข้ามถนนหรือหยุดรอ แถบสีแดงและสีเขียวที่ส่องสว่างโดดเด่นตัดกับพื้นถนนในยามค่ำคืน ช่วยให้ทั้งยานยนต์ที่สัญจรไปมาและคนเดินเท้าเห็นสัญญาณไฟได้ชัดยิ่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

BCPG ผ่าน CAC ต่อเนื่อง!! ตอกย้ำความโปร่งใสธุรกิจไทย รับรองต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 สะท้อนความซื่อสัตย์และธรรมาภิบาล เสริมความเชื่อมั่นในตลาดธุรกิจ

BCPG ผ่านการรับรอง CAC ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3
ตอกย้ำองค์กรโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ผ่านการต่ออายุการรับรองสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (Thai Private Sector Collective Action Against Corruption: CAC) ในปี 2569 ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล

การรับรองครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทของ บีซีพีจี ในการส่งเสริมการป้องกันการทุจริตและคอร์รัปชัน เพื่อร่วมสร้างห่วงโซ่อุปทานที่โปร่งใสและยั่งยืน พร้อมเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของภาคธุรกิจไทย

บีโอไอ ชี้อุตสาหกรรมวัสดุขั้นสูงมาแรง!! ลงทุนแล้วกว่า 2.3 หมื่นล้าน หนุนซัพพลายเชนอิเล็กทรอนิกส์ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอนาคต เสริมความแข็งแกร่งฐานผลิตในไทย

บีโอไอชี้อุตฯ วัสดุขั้นสูง มาแรง ลงทุนกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท
หนุนซัพพลายเชนอิเล็กทรอนิกส์-แบตเตอรี่-พลังงานสะอาด

บีโอไอเผยอุตสาหกรรม “วัสดุขั้นสูง (Advanced Material)” กำลังสร้างฐานในประเทศไทย หนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมไฮเทค ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2566 – ครึ่งปี 2569) มีผู้ลงทุน 35 โครงการ เงินลงทุนรวมกว่า 23,500 ล้านบาท ทั้งการผลิตวัสดุต้นน้ำและวัสดุขั้นสูงอื่นๆ รองรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อีวี แบตเตอรี่ และพลังงานสะอาด ช่วยเสริมความแข็งแกร่งห่วงโซ่อุปทาน และยกระดับไทยสู่ฐานการผลิตวัสดุและชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า วัสดุขั้นสูง (Advanced Material) รวมถึงวัสดุนาโน เส้นใยและแผ่นผ้าที่มีคุณสมบัติพิเศษ เป็นองค์ประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เนื่องจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ทั้งด้านความแข็งแรง น้ำหนักเบา การนำและกระจายความร้อน การทนต่ออุณหภูมิและสารเคมี รวมถึงคุณสมบัติทางไฟฟ้าและพลังงาน ซึ่งเป็นฐานรากของผลิตภัณฑ์แห่งอนาคต และเป็นองค์ความรู้ที่ผู้ผลิตใช้ในการสร้างนวัตกรรมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ให้ก้าวหน้าและแข่งขันได้ ทั้งในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และพลังงานสะอาด การมีฐานการผลิตวัสดุขั้นสูงเหล่านี้ภายในประเทศจึงถือเป็นหัวใจของการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายให้ยั่งยืน ลดการพึ่งพาการนำเข้า และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าสูงขึ้น

ตั้งแต่ปี 2566 ถึงครึ่งแรกของปี 2569 มีโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตวัสดุขั้นสูงและวัสดุนาโน รวมถึงเส้นใยและแผ่นผ้าที่มีคุณสมบัติพิเศษ รวม 35 โครงการ เงินลงทุนกว่า 23,500 ล้านบาท ครอบคลุมหลากหลายผลิตภัณฑ์ เช่น ตัวเก็บประจุเซรามิกหลายชั้น ฟิล์มแกรไฟต์สำหรับการจัดการความร้อน วัสดุและชิ้นส่วนเซรามิกสมรรถนะสูง วัสดุสำหรับแบตเตอรี่และเซลล์เชื้อเพลิง แม่เหล็กนีโอไดเมียมและชิ้นส่วนมอเตอร์ แผ่นผ้าใยแก้วและใยควอตซ์สำหรับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) แผ่นผ้าและเส้นใยคุณภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ตลอดจนวัสดุขั้นสูงสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตที่ต้องการความแม่นยำสูง

สำหรับวัสดุขั้นสูงในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในการผลิตตัวเก็บประจุเซรามิกหลายชั้น หรือ Multilayer Ceramic Chip Capacitor (MLCC) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ใช้ในผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์หลายประเภท ตั้งแต่สมาร์ทโฟนไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ AI ระดับสูงที่ต้องใช้ MLCC มากถึง 30,000 ตัวต่อเครื่อง ปัจจุบันไทยเป็นฐานการผลิตของบริษัทสำคัญ เช่น บริษัท มูราตะ อิเล็กทรอนิกส์ ผู้ผลิต MLCC รายใหญ่ที่สุดของโลก ครองส่วนแบ่งตลาดกว่าร้อยละ 35 และบริษัท เคียวเซร่า เอวีเอ็กซ์ คอมโพเนนส์ ผู้ผลิตตัวเก็บประจุแทนทาลัมอันดับ 1 ของโลก

นอกจากนี้ ยังมีบริษัท โจเนส เทค ได้ลงทุนผลิตฟิล์มชนิด Synthetic Graphite Film, Natural Graphite Film และชิ้นส่วนแกรไฟต์ตัดขึ้นรูป ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยนำและกระจายความร้อนในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่ ตัวอย่างการลงทุนดังกล่าวสะท้อนทิศทางการเติบโตของกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สมรรถนะสูง เพื่อรองรับความต้องการผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและเทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

ในกลุ่มเส้นใยและผ้าที่มีคุณสมบัติพิเศษ มีโครงการผลิตวัสดุตั้งต้นสำหรับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เช่น บริษัท ฟูลเทค ไฟเบอร์ กลาส ผู้ผลิตแผ่นผ้าใยแก้วจากไต้หวันสำหรับ PCB รวมถึงรุ่นสมรรถนะสูงสำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI, บริษัท พามิคา (ไทยแลนด์) ผลิตเส้นด้ายและแผ่นผ้าใยควอตซ์สำหรับอิเล็กทรอนิกส์ และบริษัท ไซแมกซ์ คอมโพสิท ผลิตแผ่นผ้าไฟเบอร์กลาสสำหรับอิเล็กทรอนิกส์ การลงทุนเหล่านี้ช่วยเสริมซัพพลายเชนต้นน้ำของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ PCB ในประเทศให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น

สำหรับกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และพลังงานสะอาด มีการลงทุนในวัสดุสำคัญหลายประเภท เช่น บริษัท บีจีเอ็น ไทย ผลิตแผ่นอะลูมิเนียมและแผ่นทองแดงเคลือบคาร์บอน รวมถึงแผ่นฟอยล์เคลือบเซรามิกและคาร์บอนสำหรับระบบแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน บริษัท ฟินิส เวลเมนูเฟคเจอริ่ง ผลิตแม่เหล็กนีโอไดเมียมและชิ้นส่วนมอเตอร์ และบริษัท ซิ่นหยวน แกรไฟต์ ผลิต Expanded Graphite ซึ่งปรับโครงสร้างแกรไฟต์ให้นำไฟฟ้าได้ดี เหมาะสำหรับแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน และแผ่น Bipolar Plate ซึ่งเป็นชิ้นส่วนหลักในการนำกระแสไฟฟ้าและเอื้อต่อปฏิกิริยาของเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน

นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในวัสดุนาโน โดยมีโครงการสำคัญ เช่น บริษัท โกลเดน อีเกร็ต ซีเมนต์ คาร์ไบด์ ผลิตผงทังสเตน ผงทังสเตนคาร์ไบด์ และผงโลหะผสม เพื่อนำไปผลิตเป็นแท่งซีเมนเต็ดคาร์ไบด์และชิ้นส่วนสำหรับเครื่องมือตัด รวมถึงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำสูง และบริษัท โคร์สเทก แอดวานซ์ แมททีเรียลส์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ CoorsTek จากสหรัฐอเมริกา ที่เป็นผู้นำระดับโลกด้านเซรามิกวิศวกรรมขั้นสูงสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อากาศยาน และอาวุธยุทโธปกรณ์ ได้ลงทุนผลิตวัสดุเซรามิกสำหรับเซนเซอร์ตรวจจับแรงดันในชิ้นส่วนยานยนต์ และลูกบอลซิลิคอนไนไตรด์สำหรับใช้เป็นส่วนประกอบของตลับลูกปืนไฮบริดในรถยนต์ไฟฟ้าและกังหันลม

“โลกกำลังมุ่งสู่ผลิตภัณฑ์ที่เล็กลง เบาลง แต่มีความแข็งแรงและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ความต้องการวัสดุเฉพาะทางตั้งแต่วัสดุนาโนไปจนถึงเส้นใยสมรรถนะสูงจึงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อุตสาหกรรมวัสดุขั้นสูงที่กำลังหยั่งรากในไทยวันนี้ คือรากฐานของซัพพลายเชนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และพลังงานสะอาด บีโอไอจะเดินหน้าสร้างฐานการลงทุนในกลุ่มนี้ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ฐานการผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วนต้นน้ำ พร้อมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา ต่อยอดเทคโนโลยี และพัฒนาบุคลากร เพื่อผลักดันไทยจากฐานการผลิตปลายน้ำไปสู่ต้นน้ำ และการเป็นศูนย์กลางวัสดุขั้นสูงของภูมิภาค” นายนฤตม์ กล่าว

สหรัฐฯ พร้อมปลดล็อกทรัพย์สินรัสเซีย!! ดึง รัสเซีย กลับสู่โต๊ะเจรจา ยูเครน ยุโรปโวยไม่เห็นด้วย หวั่นทรัพย์สินไหลกลับ รัสเซียถูกอายัดทรัพย์สินกว่า 260,000 ล้านยูโร ใช้เพื่อหนุนเงินกู้ช่วยยูเครน 45,000 ล้านยูโร

“รัสเซียสนมั้ย!?!” สหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอปลดล็อกทรัพย์สินรัสเซียบางส่วนที่ถูกอายัดไว้ หวังดึงมอสโกกลับสู่โต๊ะเจรจากับยูเครนอีกครั้ง ด้านยุโรปโวยแหลก แบบนี้ไม่เอา! หวั่นทรัพย์สินไหลกลับเข้าหาปูติน หลังจากเพิ่งเจอดีเซลรั่วทะลุมาตรการคว่ำบาตรไปก่อนหน้า

รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเสนอให้ประเทศในยุโรปพิจารณาปลดอายัดทรัพย์สินของรัสเซียบางส่วน จากทรัพย์สินมูลค่ารวมประมาณ 260,000 ล้านยูโร (ประมาณ 9.6 ล้านล้านบาท) ที่ถูกอายัดไว้หลังรัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อปี 2022 เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามผลักดันให้การเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครนกลับมาเริ่มต้นอีกครั้ง

ข้อเสนอดังกล่าวถูกนำเสนอโดย สตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ ระหว่างการประชุมที่เมืองไมอามี รัฐฟลอริดา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีเจ้าหน้าที่จากยูเครน ฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ สหภาพยุโรป และ NATO เข้าร่วม

อย่างไรก็ตาม ตัวแทนจากยุโรปคัดค้านข้อเสนอนี้ เพราะไม่ต้องการสูญเสียอำนาจควบคุมทรัพย์สินดังกล่าว หรือเปิดทางให้มีการส่งคืนทรัพย์สินแก่รัสเซีย

ปัจจุบัน ยุโรปรวมมือกันใช้ประโยชน์จากผลตอบแทนที่งอกเงยจากทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัดเป็นหลักประกันเงินปล่อยกู้แก่ยูเครนมูลค่า 45,000 ล้านยูโร (ประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท)

แต่ยังไม่มีการนำเงินต้นออกมาใช้ เนื่องจากยังมีประเด็นขัดแย้งและข้อกังวลทางกฎหมาย และยังต้องใช้การตัดสินใจอย่างพร้อมเพรียงจากชาติสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศอีกด้วย

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122101351863508642&id=61595259264487&rdid=NcCohCQnVHsu9zz2#

ผมไม่ลาออก และยังไม่มีเลือกตั้ง ผมถูกจำกัดการใช้งาน Starlink จะไม่มีการเลือกตั้ง ตามที่ทรัมป์ต้องการ ยอมรับถูกหักหลังและกำลังสูญเสียพันธมิตรที่แข็งแกร่ง เรียกร้องความเป็นกลางจากทรัมป์

"เซเลนสกี” ประกาศไม่ลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี และจะไม่มีการเลือกตั้ง ตามที่ทรัมป์ต้องการ พร้อมยอมรับว่า โดนหักหลังจากทรัมป์ และถูกจำกัดการใช้งาน Starlink"

ในการสัมภาษณ์กับเพียร์ส มอร์แกน (Piers Morgan) เซเลนสกี ยอมรับว่า เขาถูกหักหลัง และรู้ตัวว่ากำลังสูญเสียพันธมิตรที่แข็งแกร่งไป

เซเลนสกี ยังเรียกร้องให้ทรัมป์วางตัวเป็นกลาง
นอกจากนี้ เซเลนสกียืนยันด้วยตัวเองว่า เครือข่ายดาวเทียม Starlink ในยูเครนถูกจำกัดความเร็ว และยังถูกจำกัดเงื่อนไขการใช้งานทางเทคนิคอย่างเข้มงวด ขณะนี้เซเลนสกีกำลังขอให้อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ช่วยปลดล็อกการเข้าถึงดังกล่าว

เซเลนสกี ยังพูดถึงสถานะของตัวเอง ถูกถามว่าเขามีแผนจะลาออกหรือไม่ "ผมจะไม่ลาออก สงครามครั้งนี้เป็นความรับผิดชอบของผม มีบุคคลผู้มีอิทธิพลบางกลุ่มต้องการเข้ามาแทนที่ผม เพราะผมกำลังขัดขวางการยอมรับว่าดินแดนของยูเครนเป็นของรัสเซีย" เขากล่าวเสริม

ขณะเดียวกัน เซเลนสกียอมรับว่า จะไม่มีการจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดียูเครนในขณะนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เห็นว่ามีความจำเป็น

ที่มา : https://www.facebook.com/watch/?v=1101282769196774&rdid=lMKr3Ue6AoAZJmXe

นายกฯ ชู soft power ไทย!! ต้อนรับผู้นำการเงินโลกในงาน Welcome Dinner ประชุม IMF–World Bank 2026 ไทยนำเสนอมิติทางวัฒนธรรม ผนึกกำลังเศรษฐกิจโลกปี 69

นายกฯ ชู soft power ไทย สร้างความประทับใจ ในงาน Welcome Dinner ต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารกลางที่เข้าร่วมการประชุมประจำปี IMF - World Bank Group 2026

วันนี้ (14 ต.ค. 69) เวลา 19.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงต้อนรับ Welcome Dinner ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เนื่องในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569

นายกฯ ได้ทักทายแขกผู้มีเกียรติบริเวณโถงกลางตึกสันติไมตรี ก่อนขึ้นเวทีกล่าวต้อนรับผู้นำระดับโลกและแขกผู้มีเกียรติ โดยย้ำว่าประเทศไทย มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF - World Bank อีกครั้งในรอบ 35 ปี พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ ของความร่วมมือในอนาคต ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจโลกที่เชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตการทำงาน การค้า และการสื่อสารของผู้คน

นายกฯ กล่าวเพิ่มเติมถึงความหมายของชื่อ “ตึกสันติไมตรี” ณ ที่แห่งนี้ซึ่งแขกผู้มีเกียรติได้มาร่วมงาน ว่ามีความหมายถึง “สันติภาพและมิตรภาพ” จึงหวังว่าค่ำคืนนี้จะเป็นโอกาสของการได้พบปะและสร้างเครือข่ายร่วมกัน และในช่วงท้ายได้กล่าวอวยพรให้แขกผู้มีเกียรติ มีช่วงเวลาแห่งความสุขและน่าประทับใจกับการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ พร้อมสัมผัสความอบอุ่นของคนไทย ตลอดจนประสบความสำเร็จในการหารือในห้วงการประชุม

ทั้งนี้ การจัดงานทุกรายละเอียด ทั้งการตกแต่งสถานที่ กิจกรรม การแสดง อาหารและเครื่องดื่ม ได้ร้อยเรียงเรื่องราวความเป็นไทย และถ่ายทอดศักยภาพของไทย ผ่านมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม จึงหวังว่า จะสร้างความทรงจำที่ดีและความประทับใจให้ผู้นำระดับโลกและแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1556433989852660&id=100064582216937&rdid=toAJLxEOOfsr5d5e#

ไทย–อินโดนีเซีย ผนึกกำลัง!! ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาเซียน กระชับความร่วมมือการเงิน–พลังงาน ต่อต้านสแกมเมอร์ข้ามชาติเข้มแข็ง หนุนการค้า–ลงทุน ข้ามแดนเพิ่มโอกาส

ไทย–อินโดนีเซียกระชับความร่วมมือด้านการเงิน พลังงาน และเกษตรกรรม ผนึกกำลังปราบสแกมเมอร์–ฟอกเงินข้ามชาติ หนุนไทยนำอาเซียนสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พร้อมส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

วันนี้ (14 ต.ค. 69) เวลา 16.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หารือกับนาง Friderica Widyasari Dewi ประธานคณะกรรมการสำนักงานกำกับดูแลบริการทางการเงินแห่งอินโดนีเซีย ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับอินโดนีเซียในหลายด้าน ทั้งการเงิน การธนาคาร พลังงาน เกษตรกรรม และการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินข้ามชาติ

นายกฯ กล่าวขอบคุณฝ่ายอินโดนีเซียที่ให้การสนับสนุนธนาคารพาณิชย์ของไทยที่ดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซีย โดยปัจจุบันมีธนาคารกสิกรไทยและธนาคารกรุงเทพดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซียและมีส่วนสนับสนุนการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจระหว่างสองประเทศ ทั้งนี้ ไทยพร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินและการธนาคารอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเข้าถึงบริการทางการเงิน ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการพัฒนากลไกทางการเงินที่สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังเห็นพ้องถึงความสำคัญของการขยายความร่วมมือด้านพลังงานและเกษตรกรรม ควบคู่กับการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยนายกฯ แสดงความหวังที่จะเห็นผู้ประกอบการไทยขยายธุรกิจในอินโดนีเซียมากขึ้น และยินดีต้อนรับนักลงทุนอินโดนีเซียเข้ามาลงทุนในประเทศไทย พร้อมเน้นย้ำว่าความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินของทั้งสองประเทศจะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนภาคธุรกิจและเพิ่มโอกาสทางการค้าให้เติบโตยิ่งขึ้น

ในด้านการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ฝ่ายอินโดนีเซียแสดงความชื่นชมและขอบคุณประเทศไทยต่อความพยายามในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งมีส่วนช่วยคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนไทยและชาวอินโดนีเซีย พร้อมยืนยันว่าจะสนับสนุนการดำเนินงานของไทยในเรื่องนี้ต่อไป และเห็นว่าไทยสามารถมีบทบาทนำในอาเซียนในการจัดการปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในโอกาสนี้ ยังเห็นถึงศักยภาพของอาเซียนในการร่วมกันขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความท้าทายที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยไทยและอินโดนีเซียในฐานะประเทศเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียนควรส่งเสริมความเป็นเอกภาพ เพิ่มพูนความร่วมมือ และใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของแต่ละประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุน พร้อมแสดงให้ประชาคมโลกเห็นถึงศักยภาพของอาเซียนในฐานะภูมิภาคที่พร้อมร่วมมือและดำเนินการค้ากับทุกประเทศทั่วโลก

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1556287566533969&id=100064582216937&rdid=hmBVXXmbTmurlcEW#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top