กฎหมายพรากผู้เยาว์ สั่นคลอน!! เจาะข้อถกเถียงทางกฎหมาย หลังคดีอดีตนักมวยดังสะเทือนสังคม สอบปมหญิงวัย 17 ปี เข้าสถานบันเทิง ความสำคัญของกฎหมายกับบริบทยุคใหม่ ประเด็นปรับแก้และผลกระทบเชิงสังคม
กฎหมายพรากผู้เยาว์ ในวันที่ผู้ล่ากลายเป็นเหยื่อ
มีข่าวสะเทือนวงการเมื่ออดีตนักมวยชื่อดังโดนศาลตัดสินจำคุกในข้อหาพรากผู้เยาว์ เอย่าว่าประเด็นนี้น่าคิดเป็นอย่างยิ่งหากพิจารณา แต่ก่อนอื่นเรามาย้อนอ่านเหตุการณ์กันก่อนดีกว่า ตามรายงานข่าวนักมวยคนดังไปเที่ยวสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลนครขอนแก่น และได้รู้จักกับหญิงวัย 17 ปี 10 เดือน จากนั้นหญิงผู้เสียหายเดินทางไปยังโรงแรมพร้อมนักมวยคนดัง โดยมีคนสนิทของนักมวยร่วมเดินทางด้วยตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาคดี ตามรายงานเกี่ยวกับคดี มีการกระทำทางเพศและการกระทำอนาจารภายในห้องพัก โดยประเด็นเรื่องการใช้กำลัง การขัดขืน และพฤติการณ์ของทั้งสองฝ่ายเป็นส่วนหนึ่งของข้อพิพาทในคดี แต่ทางนักมวยให้ข้อมูลต่อสื่อในช่วงแรกว่า เมื่อถามอายุอีกครั้ง หญิงรายดังกล่าวยืนยันว่าอายุ 17 ปี และเขาหยุดการกระทำทางเพศ โดยยืนยันว่าไม่ได้ข่มขืนเธอ จากคำให้การดังกล่าว ให้เรากลับมาดูนิยามทางกฎหมายคำว่าพรากผู้เยาว์ก่อนว่าหมายถึงอะไร กฎหมายพรากผู้เยาว์ในไทยระบุว่า คือการพาหรือแยกเด็กหรือเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ไปเสียจากอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควร เป็นความผิดอาญาแผ่นดินที่ไม่สามารถยอมความได้ แม้ว่าผู้เยาว์จะยินยอมหรือเต็มใจก็ตาม ซึ่งกฎหมายนี้ใช้ได้ดีในบริบทหากเป็นสักหลายสิบปีก่อน แต่ ณ ปัจจุบันที่บริบทของสังคมเปลี่ยนไป การค้าบริการสมัยใหม่ไม่ได้เกิดจากการบังคับ ขู่เข็ญ แต่เป็นการเต็มใจทำ ซึ่งจุดนี้เองทำให้กฎหมายดังกล่าวมีช่องโหว่ให้กลุ่มมิจฉาชีพบางกลุ่มหรือคนที่พร้อมจะหาประโยชน์จากเหตุการณ์นี้เข้ามาฉกฉวยโอกาส
จากรูปการณ์เด็กคนดังกล่าวเอย่ามองว่าเข้ามาในสถานบริการที่นักมวยไปใช้บริการได้อย่างไร คำถามแรกคือ ผู้ปกครองของผู้เยาว์ปล่อยเด็กออกมาได้อย่างไร ทำไมถึงไม่ได้กวดขันดูแลผู้เยาว์ในการดูแลของตน และนี่คือสิ่งที่ไม่เคยมีระบุในกฎหมายไทย ข้อต่อมาผู้ซื้อหาไปเที่ยวในสถานที่ที่ผู้เยาว์ทราบอยู่แล้วว่ามีธุรกิจประเภทนี้อยู่ ถามว่าหากพรากจริง นั่นแปลว่าผู้เยาว์ไม่ทราบและอีกอย่างคือกฎหมายระบุอายุผู้เข้าสถานที่ดังกล่าวต้องมีอายุไม่ใช่ผู้เยาว์ แต่กฎหมายกลับไม่ได้บังคับใช้กับผู้เยาว์ที่ฝ่าฝืนไปยังสถานที่แบบนี้ สุดท้ายคือการที่ผู้เที่ยวได้พาผู้เยาว์ไปโรงแรม แม้ในคำพิพากษาจะระบุว่า แม้ว่าผู้เยาว์สมัครใจจะตามไปที่โรงแรมก็ไม่ได้ทำให้ความผิดฐานพรากผู้เยาว์หมดไปโดยอัตโนมัติ เพราะกฎหมายครอบคลุมกรณีที่ผู้เยาว์ยินยอมด้วย ซึ่งคำว่าพราก กับคำว่า ยินยอม คือเป็นอะไรที่ขัดแย้งกันในตัวบทกฎหมายเอง
สุดท้ายเอย่าขอชี้ให้คิดสักนิดว่าในยุคดิจิตอลสมัยนี้ เรากำลังใช้กฎหมายที่คนต้องใช้เวลาร่วมกันเป็นหลายวันหรือหลายเดือนกว่าจะร่วมเตียงกันมาตัดสินบริบทคนที่เจอกันปุ๊บไปชึ้นเตียงกันเลยแบบสมัยนี้เอย่าว่ามันไม่น่าจะใช่แล้ว ประเด็นที่ 1 ที่เอย่าอยากให้คิดคือ เราควรจะปรับอายุของคำว่าผู้เยาว์ลงหรือไม่เพราะดูจากคดีหลายๆคดี หรือจากข้อมูลที่แหล่งข่าวส่งมาให้ทางทีมงานเอย่าพบว่าปัจจุบัน เด็กอายุ 15 ปี ก็ตัดสินใจขายบริการในช่องทางออนไลน์เอง แถมบางรายเป็นทั้งผู้ขายและผู้จัดหาผู้ขายบริการส่งให้ผู้ซื้อในสังกัดตนเองด้วยซ้ำ ประเด็นที่ 2 เลิกที่จะคุ้มครองเด็กด้วยคำว่าผู้เยาว์และพิจารณาถึงรูปการณ์มากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพที่มุ่งใช้กฎหมายพรากผู้เยาว์มาหากินกับผู้ซื้อที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เพราะจากที่ทีมงานได้หาข้อมูลมาพบว่าร้อยละ 95% ไม่มีผู้ซื้อรายใดถามอายุผู้ขายบริการ ไม่ว่าผู้ขายจะเป็น ชาย หญิงหรือ LGBTQ ประเด็นสุดท้ายคือการผลักดันให้มีกฏหมายขายบริการทางเพศอย่างเป็นทางการ ให้มีการเสียภาษีแลกกับสวัสดิการเรื่องการตรวจโรค และลงโทษผู้ค้าผิดกฎหมายอย่างรุนแรงเพื่อผลักดันให้ผู้ค้าเหล่านี้เข้าสู่ระบบให้มากที่สุด เพราะต้องยอมรับกันสักทีว่า เราไม่สามารถทำลายอาชีพการค้าประเวณีออกไปจากโลกนี้ได้ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการผลักดันให้เข้าระบบเพื่อติดตาม และป้องกันการแพร่กระจายโรคติดต่อทางเพศสัมพันธุ์และทำให้ผู้ซื้อมั่นใจด้วยว่าตนจะไม่ต้องเป็นเหยื่อในวงการนี้อีกต่อ
ที่มา : AYA

















