Monday, 19 October 2026
TheStatesTimes

มีโอกาสชมนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจด้านผ้าไทยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลว

มีโอกาสชมนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจด้านผ้าไทยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงตั้งใจสวมใส่ผ้าไทยทุกวันตลอดสัปดาห์การประชุม เพื่อแสดงความเคารพต่อพระองค์และชื่นชมวัฒนธรรมไทย พร้อมกล่าวด้วยอารมณ์ขันว่า แม้การประชุมจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ยังมีชุดผ้าไทยสำรองเหลืออยู่อีกด้วย

ชื่นชมการนำผ้าทอจากชุมชนต่าง ๆ ของไทยมาจัดแสดงภายในห้องประชุม ซึ่งช่วยเตือนให้ผู้เข้าร่วมประชุมตระหนักว่า การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต้องคำนึงถึงประชาชนเป็นสำคัญ เช่นเดียวกับบทบาทของ IMF ในปัจจุบันที่ปรับตัวให้ใกล้ชิดกับประเทศสมาชิกมากขึ้น

แม้ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่สิ่งหนึ่งที่คาดหวังว่าจะยังคงอยู่ คือ รอยยิ้มของคนไทยในฐานะดินแดนแห่งรอยยิ้ม

"นางคริสตาลินา กอร์เกียร์วา" กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ IMF กล่าวชื่อชมประเทศไทย แนวภาพตามตัวอย่าง

เครดิต สำนักข่าวไทย

TOP SPP รับรองเครดิตคาร์บอน ส่งเสริมเป้าหมาย Net Zero 2050 ควบคุมการปล่อยก๊าซทั่วไตรมาส ลดก๊าซเรือนกระจกมากกว่าค่าเฉลี่ย สร้างสมดุลธุรกิจและสิ่งแวดล้อม

TOP SPP ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตจากโครงการโรงไฟฟ้า
อีกก้าวสำคัญสู่เป้าหมาย Net Zero ของกลุ่มไทยออยล์

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ท็อป เอสพีพี จำกัด (TOP SPP) บริษัทในกลุ่มไทยออยล์ ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานร่วม ขนาด 354 เมกะวัตต์ จากคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ภายใต้ โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Standard T-VER) จำนวน 202,964 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) โดยเกิดจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำของ TOP SPP (ระหว่างวันที่ 1 เม.ย. 66 - 31 มี.ค. 69) ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโรงไฟฟ้าในระบบสายส่งของประเทศไทย หรือสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมได้ถึง 1,877,582 tCO2eq ตั้งแต่เริ่มขอรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตในปี 2561

การได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตในครั้งนี้เป็นอีกก้าวหนึ่งในการสนับสนุนการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มไทยออยล์ พร้อมเสริมความพร้อมด้านคาร์บอนเครดิตตามกลยุทธ์การชดเชยก๊าซเรือนกระจกส่วนที่เหลือ (Compensate Residual Emissions: C2) เพื่อปรับเร่งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี 2050

ไทยออยล์พร้อมเดินหน้าสร้างสมดุลระหว่างการดำเนินธุรกิจ การดูแลสิ่งแวดล้อม และการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต

กรุงไทย ลุยเงินฝาก USD!! เปิดเงินฝากประจำ USD ดอกเบี้ยสูงสุด 4.6% รองรับทั้งฝากระยะสั้นและยาวพร้อมเชื่อมบัญชี เหมาะสำหรับนักลงทุนและผู้บริโภคทั่วไป รับสิทธิพิเศษ Krungthai WEALTH ครบวงจร

กรุงไทยเปิดตัว เงินฝากประจำ USD ระยะสั้น-ยาว รับดอกเบี้ยสูงสุด 4.6% ต่อปี ตอบโจทย์ทุกเป้าหมายทางการเงิน

ธนาคารกรุงไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเงินฝากเงินสกุลต่างประเทศ ยกระดับการออมแบบไร้พรมแดน ด้วยผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำสกุลเงิน USD (Fixed FCD) ครอบคลุมทั้งการฝากระยะสั้นและระยะยาว เริ่มต้นฝากระยะสั้นเพียง 6 เดือน รับดอกเบี้ยสูงถึง 4.00% ต่อปี และฝากระยะยาว 60 เดือน รับดอกเบี้ย 4.60% ต่อปี พร้อมเชื่อมต่อบัญชี Global Savings รองรับธุรกรรมต่างประเทศครบวงจรในบัญชีเดียว

ผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำ USD (Fixed FCD) โดดเด่นด้วยระยะเวลาการฝากที่ยืดหยุ่น เหมาะสำหรับลูกค้าที่มีเป้าหมายทางการเงินหลากหลาย ทั้งกลุ่มคนทำงาน ผู้ประกอบการ และนักลงทุนที่ต้องการกระจายการออมและเตรียมเงินสำหรับโอกาสการลงทุนต่างประเทศ กลุ่มครอบครัวที่ต้องการสะสมเงิน USD เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายหรือการศึกษาของบุตรในต่างประเทศ รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่ต้องการต่อยอดการออม เพื่อความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

-ฝากระยะสั้น ฝากประจำ USD ระยะ 6 เดือน และ 12 เดือน รับดอกเบี้ย 4.00% ต่อปี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนที่น่าสนใจ พร้อมความยืดหยุ่นในการบริหารเงิน

-ฝากระยะยาว ฝากประจำ USD ระยะ 36 เดือน รับดอกเบี้ย 4.30% ต่อปี และระยะ 60 เดือน รับดอกเบี้ยสูงสุด 4.60% ต่อปี พร้อมรับดอกเบี้ยทุก 3 เดือน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการล็อกผลตอบแทนและวางแผนการเงินในระยะยาว

นอกจากนี้ เมื่อครบกำหนด สามารถต่อยอดการบริหารเงิน USD ผ่าน Krungthai Global Savings รับดอกเบี้ย USD 2.25% ต่อปี พร้อมรองรับธุรกรรมต่างประเทศครบวงจรในบัญชีเดียว ใช้เป็นบัญชีสำหรับพักเงิน เพื่อรอโอกาสลงทุนในต่างประเทศ หรือเตรียมไว้สำหรับค่าใช้จ่ายในอนาคตได้อย่างคล่องตัวและไร้รอยต่อ

เงินฝากประจำ USD (Fixed FCD) มาพร้อมสิทธิพิเศษ สำหรับลูกค้าที่มีเงินฝากครบตามเงื่อนไขธนาคารกำหนด จะได้รับสถานะ Krungthai WEALTH รับเอกสิทธิ์ทางการเงิน สิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมทั้งด้านการลงทุนและไลฟ์สไตล์ สะท้อนความมุ่งมั่นของธนาคารในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกมิติ เพื่อสร้างโอกาสทางการเงินและการเติบโตอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด “60 ปี กรุงไทย ทุกก้าว เพื่อล้านอนาคต”

ผู้ที่สนใจ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง https://krungthai.com/link/fcd-3in1 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสามารถเปิดบัญชีเงินฝากประจำสกุลเงินต่างประเทศได้ที่ ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา
*เงื่อนไขอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนดและอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศบนเว็บไซต์ โดยการฝากเงินสกุลต่างประเทศมีความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โปรดศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจใช้บริการ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=4704696843146325&id=100008181677589&rdid=ujRNUS8L3slRMgfy#

กพร. ขานรับยกระดับแรงงาน!! เดินหน้าพัฒนาทักษะฝีมือเดินหน้า ยกระดับแรงงานท่องเที่ยวและบริการ ขยายความร่วมมือปากีสถาน-ไทย เสริมทักษะมาตรฐานสากลแรงงาน

กพร. ขานรับนโยบาย รมว.แรงงาน เดินหน้ายกระดับแรงงานด้านท่องเที่ยว-บริการ ในปากีสถาน สู่มาตรฐานสากล

วันที่ 19 ตุลาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยนายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ร่วมให้การต้อนรับ นางซาดียะห์ อัลฎาฟ กอซี (H.E. Ms. Saadia Altaf Qazi) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามปากีสถานประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตครบรอบ 75 ปี พร้อมหารือแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างสองประเทศ ณ ห้องจัตุมงคล ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน โดยมี นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงแรงงาน ร่วมให้การต้อนรับและเข้าร่วมการหารือ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า การหารือร่วมกันในครั้งนี้ สืบเนื่องจากนโยบายของกระทรวงแรงงานในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน (Skills Development) ในระดับสากล โดยต่อยอดจากการพบหารือระหว่างฝ่ายไทยและ นายเชาว์ดรี ซาลิก ฮุสเซน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการชาวปากีสถานในต่างประเทศและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ปากีสถาน เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายปากีสถานได้แสดงความชื่นชมและให้ความสนใจในมาตรฐานการพัฒนาทักษะแรงงานของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การโรงแรม และภาคบริการ (Hospitality and Services) ที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีศักยภาพและหลักสูตรฝึกอบรมที่โดดเด่นจนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ทั้งนี้ ฝ่ายปากีสถานมีความประสงค์ที่จะขอรับการสนับสนุนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) เพื่อนำไปเป็นต้นแบบในการยกระดับกำลังแรงงานของปากีสถานให้มีทักษะเทียบเท่ามาตรฐานสากล

นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พร้อมขานรับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในการร่วมมือและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับฝ่ายปากีสถานอย่างเต็มที่ เพื่อขยายโอกาสการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและแนวทางการฝึกอบรมระหว่างสองประเทศ ทั้งในระดับทวิภาคีและต่อยอดไปสู่เครือข่ายความร่วมมือด้านแรงงานร่วมกับกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ในอนาคต อันจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ความเป็นเลิศด้านการฝึกอบรมฝีมือแรงงานของไทย และสร้างเครือข่ายการพัฒนากำลังคนให้ตอบโจทย์มาตรฐานระดับสากลต่อไป

GC ต่อยอดโพลิเมอร์!! เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองธุรกิจ เน้นนวัตกรรม ตอบโจทย์ตลาด ผนึกกำลังลูกค้า-พันธมิตร สร้างโอกาสธุรกิจร่วมกันในปี 69

GC ต่อยอดความร่วมมือลูกค้าและพันธมิตรธุรกิจโพลิเมอร์
เปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาส สร้างความได้เปรียบด้วยนวัตกรรม

กรุงเทพฯ – 19 ตุลาคม 2569 – บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เปิดมุมมองเศรษฐกิจ การค้า และตลาดโพลิเมอร์ พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์ธุรกิจ ในงาน GC Annual Customer Seminar & Appreciation Night 2026 ภายใต้แนวคิด “Beyond Every Challenge, Together” เปิดเวทีให้ลูกค้า คู่ค้า และพันธมิตรในกลุ่มธุรกิจโพลิเมอร์ในประเทศ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า และแนวโน้มอุตสาหกรรม เพื่อนำไปวางแผนรับมือความผันผวนและมองหาโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน พร้อมเชื่อมความร่วมมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยงานจัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ณ ห้องรอยัล มณียา แกรนด์บอลรูม โรงแรมเรเนซองส์ ราชประสงค์ กรุงเทพฯ

ในโอกาสนี้ นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายทิติพงษ์ จุลพรศิริดี ผู้จัดการใหญ่ และนายสาโรจน์ พุทธธรรมวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีมูลค่าเพิ่ม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร GC ร่วมให้การต้อนรับลูกค้า คู่ค้า และพันธมิตรอย่างใกล้ชิด รวมทั้งร่วมรับฟังมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์และการเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงร่วมกับลูกค้า

นายทิติพงษ์ จุลพรศิริดี ผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความผันผวนของเศรษฐกิจและการค้าโลกในปี 2569 ทำให้ผู้ประกอบการต้องติดตามสถานการณ์และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง การเข้าถึงข้อมูลและมุมมองที่รอบด้าน ควบคู่กับความร่วมมือระหว่างพันธมิตรธุรกิจ จะช่วยให้มองเห็นโอกาสและเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น GC จึงจัดงานครั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าและคู่ค้าได้แลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เชี่ยวชาญ พร้อมขอบคุณความไว้วางใจที่มีให้กันมาอย่างต่อเนื่อง
“GC เชื่อว่า ทุกความท้าทายสามารถนำไปสู่โอกาสใหม่ได้ เมื่อเราร่วมกันมองหาและลงมือทำ เราจึงให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า และนำความเชี่ยวชาญด้านพลาสติกและเคมีภัณฑ์มาร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งาน ช่วยให้ลูกค้าสร้างความแตกต่างและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ แนวทางนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ GC ในฐานะองค์กรนวัตกรรม ที่เชื่อมความรู้และเทคโนโลยีเข้ากับความต้องการของธุรกิจ เพื่อสร้างผลลัพธ์ร่วมกัน” นายทิติพงษ์กล่าว

ภายในงานมีการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิในหัวข้อ Economic Outlook: “Mastering Market Volatility & The Next Economic Cycle” วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจและการรับมือกับความผันผวนของตลาดโลก และ Polymer Market Outlook: “Beneath the Iceberg; Driving into the Known & Unknown” เจาะลึกแนวโน้มและปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมโพลิเมอร์ รวมถึงการเสวนาหัวข้อ “รู้ทันการค้าโลก เสริมความพร้อมธุรกิจและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน” เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานนำข้อมูลและมุมมองไปประกอบการวางแผนและพัฒนาธุรกิจ

นอกจากนี้ GC ยังจัดกิจกรรม Appreciation Night เพื่อขอบคุณและเสริมความร่วมมือกับลูกค้า คู่ค้า และพันธมิตรในกลุ่มธุรกิจโพลิเมอร์ในประเทศ ที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดโอกาสในการพบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจ สะท้อนความมุ่งมั่นของ GC ในการเป็นพันธมิตรที่เดินหน้าเคียงข้างลูกค้า ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์ธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสและสนับสนุนการเติบโตร่วมกันในระยะยาว

กรมชลประทานลุยขุดเจ้าพระยา2 ครม.อนุมัติงบ 1.65 แสนล้านบาท ขุดคลองใหม่ช่วยระบายน้ำจากชัยนาทถึงอ่าวไทย คาดลดน้ำท่วมกรุงเทพและภาคกลางได้ เวนคืนที่ดิน 2,000 ครัวเรือน พร้อมชดเชยเป็นธรรม

อธิบดีกรมชลประทาน เดินหน้าขุดเจ้าพระยา 2 หลัง ครม. อนุมัติงบ 1.65 แสนล้านบาท มั่นใจลดผลกระทบน้ำท่วมภาคกลาง-กทม.

นายวิทยา แก้วมี ​อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการระบบระบายน้ำ (ชัยนาท-ป่าสัก-กรุงเทพ-อ่าวไทย) หรือแม่น้ำเจ้าพระยา 2 หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ 165,000 ล้านบาท โดยระบุว่าโครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำหลากของประเทศ เพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพมหานครอย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในปัจจุบัน โครงสร้างการระบายน้ำของประเทศไทยในยามเกิดน้ำหลากจากแม่น้ำสายหลักทางภาคเหนือ (ปิง, วัง, ยม, น่าน) จะต้องไหลรวมลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและระบายออกสู่ทะเลผ่านพื้นที่กรุงเทพมหานคร ออกอ่าวไทย โดยมีเขื่อนเจ้าพระยาทำหน้าที่ควบคุมปริมาณน้ำท้ายเขื่อน ซึ่งในอดีตหากมีปริมาณน้ำไหลผ่านเกินกว่า 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก็เริ่มส่งผลกระทบต่อพื้นที่รอบข้าง เช่น อำเภอบางบาล โผงเผง แล้ว และเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2554 ที่ผ่านมา ปริมาณน้ำหน้าเขื่อนเคยพุ่งสูงถึงเกือบ 4,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับปรุงและเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำเพื่อรองรับสถานการณ์ในอนาคต

​แนวทางของโครงการดังกล่าวจะมีการขุดคลองบายพาสสายใหม่ (แม่น้ำเจ้าพระยา2)เพื่อดึงน้ำก่อนที่จะผ่านประตูระบายน้ำมโนรมย์ ในปริมาณ 960 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ให้เบี่ยงออกไปทางฝั่งด้านซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมลงสู่แม่น้ำป่าสักและไหลผ่านกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออกสู่อ่าวไทย ซึ่งจะช่วยระบายน้ำเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยในช่วงต้นของโครงการประมาณ 150 กิโลเมตร จะใช้พื้นที่ของกรมชลประทานเดิมในการก่อสร้างคลองส่งน้ำพร้อมตอกเสาเข็มและแผ่นกันดินเพื่อเพิ่มความเร็วและการไหลของน้ำ พร้อมสร้างประตูควบคุมน้ำเพื่อกักเก็บไว้ใช้ในฤดูแล้งสำหรับประชาชนสองฝั่งคลอง

​สำหรับขั้นตอนหลังจากได้รับอนุมัติจาก ครม. ทางกรมชลประทานมีความพร้อมในด้านแบบก่อสร้างแล้ว และจะเริ่มดำเนินงานบางส่วนได้ภายในปีงบประมาณ 2570 โดยเฉพาะในพื้นที่ช่วงจากจังหวัดชัยนาทมาป่าสัก (ลพบุรี)ที่เป็นพื้นที่ของกรมชลประทานเอง

ส่วนงบประมาณในการดำเนินการบางส่วนจะใช้แหล่งเงินทุนจากธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งรัฐบาลได้หารือร่วมกันไว้แล้ว ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้รับการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรมจากรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เนื่องจากหากไม่มีโครงสร้างใหม่นี้รองรับ ความเสี่ยงในการบริหารจัดการน้ำในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในอนาคตจะมีสูงมาก

​ในส่วนของผลกระทบต่อประชาชนและการเวนคืนที่ดิน ช่วงระยะทางจากป่าสักลงสู่อ่าวไทยที่มีระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร จะต้องมีการจัดซื้อที่ดินเพิ่มเติมและส่งผลกระทบต่อราษฎรประมาณ 2,000 กว่าครัวเรือน

'ที่ผ่านมาได้มีการลงพื้นที่สร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมกับประชาชนในระดับหนึ่งแล้ว พร้อมทั้งยืนยันว่าจะมีการจ่ายค่าที่ดินและค่าชดเชยให้อย่างเป็นธรรม'อธิบดรกรมชลประทาน กล่าว

สำหรับกระบวนการก่อสร้างทั้งหมดได้วางกรอบระยะเวลาไว้ประมาณ 8 ปี
​อธิบดีกรมชลประทานเน้นย้ำความมั่นใจว่า หากโครงการนี้แล้วเสร็จ จะช่วยลดปริมาณมวลน้ำที่ต้องปล่อยลงสู่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งในปัจจุบันช่วงที่น้ำหลากมักสร้างความเสียหายหนักในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ปทุมธานี และสุพรรณบุรี นอกจากนี้ น้ำที่เคยต้องไหลผ่านเส้นเลือดฝอยสายเล็กๆ จะถูกดึงให้วิ่งตรงลงสู่อ่าวไทยได้ทันที ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังซ้ำซากในพื้นที่อยุธยาและจังหวัดใกล้เคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

20 ตุลาคม 2520 พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ นำรัฐประหาร ล้มรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2519 ใช้ชั่วคราว 2520 ตั้ง พล.อ.เกรียงศักดิ์ นายกฯ คนใหม่

20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดและหัวหน้า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ล้มรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร

รัฐประหาร 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 เป็นการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยผู้ที่นำการรัฐประหาร คือ พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดและหัวหน้า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ล้มรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร

เหตุเนื่องจากการที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินที่นำโดย พล.ร.อ.สงัด ได้ทำการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2519 เนื่องจากในเหตุการณ์ 6 ตุลา และแต่งตั้ง นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยรัฐบาลนายธานินทร์มีภารกิจสำคัญที่จะต้องกระทำคือ การปฏิรูปการเมืองภายในระยะเวลา 12 ปี ซึ่งทางคณะปฏิรูปฯเห็นว่าล่าช้าเกินไป ประกอบกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในประเทศยังไม่สงบดีด้วย ดังนั้นจึงกระทำการรัฐประหารซ้ำอีกครั้ง ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นการ รัฐประหารตัวเอง เพื่อกระชับอำนาจก็ว่าได้
โดยมีประกาศในการรัฐประหารไว้ดังนี้ การบริหารงานของรัฐบาล นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ไม่อาจแก้ปัญหาสำคัญของประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และอุตสาหกรรม ให้ลุล่วงไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการปิดกั้นเสรีภาพทางความคิดเห็นของประชาชน ตลอดจนท่าทีของรัฐบาลในการลอบวางระเบิดใกล้พลับพลาที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่จังหวัดยะลา

ผลจากการยึดอำนาจคือ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2519 ที่ใช้อยู่ขณะนั้น และมาใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2520 แทนจนกระทั่งถึงวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2521 จึงมาใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวร พ.ศ. 2521 แทนและได้แต่งตั้ง พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 15

เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 แล้ว รัฐบาลพล.อ.เกรียงศักดิ์ ได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2522 หลังจากการเลือกตั้งแล้ว พล.อ.เกรียงศักดิ์ ก็ยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีก ทั้งนี้เพราะวุฒิสมาชิกซึ่งมีจำนวน 3 ใน 4 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีส่วนในการกำหนดผู้ที่จะเป็นรัฐบาลด้วย วุฒิสมาชิกที่ได้รับการแต่งตั้งนี้คือผู้ที่กลุ่มที่มีอำนาจอยู่ในขณะนั้นเป็นผู้เสนอชื่อ ดังนั้นจึงสนับสนุน พล.อ.เกรียงศักดิ์ ซึ่งได้รับการวางตัวเป็นผู้นำของกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม เมื่อบริหารประเทศภายใต้ระบบรัฐสภา ซึ่งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 301 คนมาจากการเลือกตั้งมีส่วนในการควบคุมรัฐบาลอยู่บ้าง ยังดำเนินไปได้ไม่ครบปี พล.อ.เกรียงศักดิ์ ซึ่งเกษียณจากการเป็นทหารประจำการแล้วก็พบมรสุมการเมืองและวิกฤตเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากน้ำมันที่ขึ้นราคา โดยถูกกลุ่มพรรคการเมืองฝ่ายค้าน 5 พรรคนำโดยหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี กำหนดจะเปิดอภิปรายในวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2523 แต่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ได้ประกาศลาออกเสียก่อนเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2523 กลางที่ประชุมรัฐสภา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top