คนกลางในภาพ คือ คุณ พอล แฮนด์ลี่ย์ (Paul Handley) ผู้เขียนหนังสือ The King Never Smiles (2549) พี่จรัล (คนขวา) โพสต์ถึงผม ถามว่า ไม่วิจารณ์หนังสือของคุณพอลหรือ ? ผมได้วิจารณ์ไปแล้ว และพยายามติดต่อกับคุณพอลทุกช่องทาง เท่าที่หาได้ แต่ไม่เคยได้รับการตอบรับหร

คนกลางในภาพ คือ คุณ พอล แฮนด์ลี่ย์ (Paul Handley) ผู้เขียนหนังสือ The King Never Smiles (2549)
พี่จรัล (คนขวา) โพสต์ถึงผม ถามว่า ไม่วิจารณ์หนังสือของคุณพอลหรือ ?
ผมได้วิจารณ์ไปแล้ว และพยายามติดต่อกับคุณพอลทุกช่องทาง เท่าที่หาได้ แต่ไม่เคยได้รับการตอบรับหรือตอบกลับเลย
ตอนนี้ จึงเป็นโอกาสดี ฝากข้อความต่อไปนี้ถึงคุณพอลด้วยครับ
และรบกวนขอ email ที่ติดต่อได้ของเขาด้วยได้ไหมครับ ?

ที่พี่บอกว่า คุณ “พอล อยากให้มีใครก็ได้วิจารณ์หนังสือ The King Never Smiles ว่า ผิด ถูกอย่างไร เพราะยังไม่มีคนวิจารณ์เลย” นั้น
ผมขอเรียนอย่างนี้นะครับ ที่ว่า “ยังไม่มีคนวิจารณ์เลย” นั้น มีแล้ว และไม่น้อยด้วยครับ
.
ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร
ตอบคำถาม นายจรัล ดิษฐาอภิชัย

ส่วนถ้าจะให้ผมวิจารณ์ ผมฝากพี่จรัลช่วยถามคุณพอลว่า
The King Never Smiles, pp. 90-91.

“A year earlier that might not have saved Phibun from American and British opposition. But suddenly Southeast Asia was swept up by the geopolitics of the Cold War. By 1948, with Mao Zedong’s forces gaining strength in China and the Viet Minh rising in Vietnam, the United States was eyeing Thailand as a bulwark against communism. With its first arms deals with the Thai military arranged in early 1948, Washington conveniently forgot about Phibun’s wartime alliance with Japan. It was the first sign of how the United States’ global fight against communism would help set the course of politics in Thailand, and the monarchy’s revival, over the next 40 years. All of this—Khuang’s letter and Phibun’s declarations, and the foreign role in politics—must have bewildered King Bhumibol. He had personally endorsed the November 1947 coup. Now he found that his prerogative of signing into office the democratically chosen prime minister and cabinet had been wiped away in an instant by the ambitions of the army, and that his exhortation for moderation and selflessness fell on deaf ears. Whatever the constitution said, the generals did as they pleased. And yet, oddly, Phibun, the throne’s longtime enemy, still asked for the king’s blessing.”

อยากทราบว่า ข้อความที่คุณพอลเขียนว่า “He had personally endorsed the November 1947 coup.”

ข้อความนี้ คำว่า He หมายถึง รัชกาลที่ 9 ใช่ไหมครับ ?
คุณพอลมีหลักฐานอ้างอิงไหมครับ ?
ต่อไปนะครับ
รบกวนคุณพอลช่วยดูข้อสังเกตดังต่อไปนี้ด้วยนะครับ
เอกสารชั้นต้นร่วมสมัยของ CIA หรือ CIA รหัส CIA-RDP86T00608R000600170028-9 ซึ่งเป็นเอกสารระหว่าง พ.ศ. 2490-2500 ว่า พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นั้น มิได้ทรงมีพระราชอำนาจที่จะสามารถแทรกแซงการเมืองได้ ตามที่หนังสือ "The King Never Smiles" กล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังรัฐประหาร ซึ่งได้ถูกบันทึกไว้ว่า

1. ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะเป็นตัวแปรสำคัญในการแก้ไขวิกฤตในอนาคต พร้อมกับการที่พระองค์ทรงละเว้นจากการเข้าไปมีส่วนทางการเมืองในยามปกติ และปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้ใช้อำนาจตามกฎหมาย (Though aloof from day to day politics, he retains the potential for effective intervention in an immediate, short-term crisis, and could again be valuable in defusing a dangerous situation)

2. เอกสาร CIA รหัสเอกสาร CIA-RDP79T00975A000500520001-8 บันทึกว่า แม้สถาบันพระมหากษัตริย์จะเป็นที่เทิดทูนของประชาชนอย่างกว้างขวาง แต่กลับไม่ปรากฏว่ามีกลุ่มพลังใดที่กล้าพอจะก้าวมาสนับสนุนพระองค์ในการต่อสู้กับผู้นำทหารในรัฐบาล
(Although veneration of the monarchy is widespread in Thailand, no effectively organized force has yet come forward to support the King in his struggle with the military leaders.)

3. บันทึก CIA รหัสเอกสาร CIA-RDP79R00890A000900010020-5 ซึ่งเป็นรายงานสถานการณ์ทางการเมืองในหลังช่วงการรัฐประหาร พ.ศ. 2500 ระบุว่า

“พระมหากษัตริย์และเหล่ารอยัลลิสต์ต้องระวังไม่ให้ยั่วยุต่อผู้หิวกระหายในเงินและอำนาจ เพราะพวกเขาคือผู้มีอำนาจที่แท้จริงในประเทศไทย ทั้งนี้ เหล่ารอยัลลิสต์ต้องหวังพึ่งสฤษดิ์ มากกว่าที่สฤษดิ์ต้องหวังพึ่งพวกเขา”
(King and royalists will have to be careful, however, not to provoke the power-and-money-hungry men in whose hands rests the real power in Thailand—the royalists need Sarit much more than Sarit needs them)

4. เอกสาร CIA รหัส CIA-RDP85T00353R000100020006-8
ระบุว่า “พระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 9 เป็นบทบาทใหม่ทั้งส่วนพระองค์และของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเวลานี้ สถาบันพระมหากษัตริย์ประหนึ่งเป็นนักโทษกลายๆ ภายใต้การควบคุมของพวกทหาร นับตั้งแต่การปฏิวัติ 2475 เป็นต้นมา” (This is a new role for Phumiphon personally and for the monarchy, which had been the virtual prisoner of the military since the absolute monarch, King Prachathipok, was overthrown in 1932.)

5. เอกสารของ CIA รหัส CIA-RDP98-00979R000400300001-4 ในหัวข้อ “Probable development in Thailand” ลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2500 ซึ่งถือว่าเป็นเอกสารชิ้นสำคัญ ได้สรุปสถานการณ์ทางการเมืองและสภาพแวดล้อมทางกายภาพของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2500
ที่ระบุว่า “พระมหากษัตริย์ทรงมีความสำคัญในฐานะสัญลักษณ์ (ของประเทศ) แต่พระราชอำนาจที่แท้จริงของพระองค์กลับมีน้อยมาก ในสภาแห่งชาติกลับเต็มไปด้วยพรรคพวกของคณะรัฐประหาร 2490 และคณะรัฐมนตรีก็ประกอบไปด้วยนายทหารยศสูง ๆ เกือบทั้งสิ้น”
.
(The King is important as a symbol but has little real power, the national assembly is dominated by the coup group, and the cabinet is composed almost entirely of ranking officers.)

จากเอกสารทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่า มุมมองของ CIA นั้นมองว่า พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในช่วงพ.ศ. ๒๕๐๐ ไม่ได้มีพระราชอำนาจมากมาย ซึ่งแย้งกับข้อเสนอของคุณพอล ครับ

ขอบคุณมากครับ
หวังว่า เราจะมีโอกาสได้คุยกันครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/100001287626532/posts/29175032198789647/?rdid=GK1IsK1y2XwhC6ka#