Tuesday, 21 July 2026
TheStatesTimes

ญี่ปุ่น ส่งเรือลาดตระเวน!! โตเกียวป้อน 3.4 ล้านดอลลาร์ ส่งเรือช่วยกัมพูชาคุมทะเล เจาะกลยุทธ์ดึงพันธมิตรใหม่ ต้านอิทธิพลจีนในอ่าวไทย

ญี่ปุ่นเปย์ 3.4 ล้านดอลล์! ส่งเรือลาดตระเวนช่วยกัมพูชาคุมทะเล
โตเกียวอัดฉีดความช่วยเหลือด้านความมั่นคง (OSA) มอบเรือลาดตระเวนพร้อมอุปกรณ์สื่อสารให้กัมพูชาประเดิมชาติแรก มูลค่าราว 3.4 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมขีดความสามารถการป้องกันประเทศทางทะเล

การขยับหมากของญี่ปุ่นรอบนี้เป็นกลยุทธ์เชิงระบบที่น่าจับตา เพราะเดิมทีพนมเปญถูกมองว่าเป็นพันธมิตรแนบแน่นของจีน การที่โตเกียวดึงกัมพูชาเข้ามาอยู่ในโครงการ OSA เป็นประเทศแรก จึงเป็นการรุกเจาะไข่แดงเพื่อเพิ่มดุลอำนาจและดึงกัมพูชาเข้ามาอยู่ในวงยุทธศาสตร์ความมั่นคงอินโด-แปซิฟิก

ดีลนี้ชี้ชัดว่าญี่ปุ่นกำลังปรับเกมการทูตเชิงรุก ไม่ปล่อยให้ปักกิ่งคุมเกมฝั่งเมฆองและอ่าวไทยฝ่ายเดียว การส่งมอบยุทโธปกรณ์รอบนี้จึงเป็นหลักฐานความพยายามของโตเกียวในการคานอำนาจและปักปักฐานความร่วมมือใหม่ในอ่าวไทย

คิดว่าดีลเรือลาดตระเวนจากญี่ปุ่นรอบนี้ จะช่วยดึงกัมพูชาออกมารักษาระยะห่างกับจีนเพื่อสร้างดุลอำนาจใหม่ หรือเป็นแค่ของหวานที่พนมเปญพร้อมรับไว้โดยไม่กระทบความสัมพันธ์แนบแน่นกับปักกิ่ง?

20 กรกฎาคม 2026 / คัดข่าว - หาดใหญ่
ที่มา : Kyodo News, Japanese Ministry of Foreign Affairs, Phnom Penh Post

ที่มา : https://www.facebook.com/100044307350059/posts/1592049752281921/?rdid=sirlVqJXwenmsKA5#

อมตะซิตี้ ลาว ลุย EV Truck Park ลงนาม MOU ร่วมกับพีทีที ลาว ศึกษาพัฒนา EV Truck Park ในลาว หนุนโลจิสติกส์สีเขียว ไทย–ลาว–จีน ตั้งเป้า 30% ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าภายใน 2030

อมตะซิตี้ ลาว จับมือ พีทีที ลาว ศึกษาพัฒนา EV Truck Park
หนุนโลจิสติกส์สีเขียว เชื่อมการค้าไทย–ลาว–จีน

อมตะซิตี้ ลาว และบริษัท พีทีที (ลาว) จำกัด ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อร่วมศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนา EV Truck Park ภายในโครงการ “อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ” แขวงอุดมไช และ “อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาเตย” แขวงหลวงน้ำทา สปป. ลาว รองรับการขนส่งด้วยรถบรรทุกไฟฟ้าบนเส้นทางเศรษฐกิจไทย–ลาว–จีน พร้อมวางรากฐานระบบโลจิสติกส์สีเขียวและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ลดการปล่อยคาร์บอน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของภูมิภาค สอดรับนโยบายรัฐบาล สปป. ลาว ในการขับเคลื่อนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ดร.มโนทอง วงศ์สาย รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า สปป. ลาว (MOIC) เปิดเผยว่า ทางกระทรวงฯ พร้อมให้การสนับสนุนโครงการรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) และโครงการพัฒนาที่จอดรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck Park) ของอมตะอย่างเต็มที่ เนื่องจากเป็นโครงการที่สอดรับกับนโยบายแห่งชาติในการเร่งขับเคลื่อนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดมลพิษจากการขนส่ง ยกระดับระบบโลจิสติกส์สีเขียว และใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

ทางรัฐบาล สปป. ลาว ยังได้ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเป็น 30% ภายในปี 2030 ควบคู่กับการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งด้านสถานีอัดประจุไฟฟ้า ศูนย์บริการและบำรุงรักษา รวมถึงมาตรการสนับสนุนด้านการเงินและความร่วมมือทางเทคโนโลยี เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการขนส่ง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ความร่วมมือครั้งนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโยงการขนส่งด้วยรถบรรทุกไฟฟ้าเข้ากับระบบรถไฟลาว–จีน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าในแนวระเบียงเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) และยกระดับบทบาทของ สปป. ลาว ในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยงการขนส่งทางบกของภูมิภาค บนพื้นฐานของการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน

นายวรงค์ ตังประพฤทธิ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะซิตี้ ลาว จำกัด กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับบริษัท พีทีที (ลาว) จำกัด ถือเป็นก้าวสำคัญในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ EV Truck Park เพื่อรองรับการขนส่งด้วยรถบรรทุกไฟฟ้าในพื้นที่ภาคเหนือของ สปป. ลาว ด้วยศักยภาพของอมตะในฐานะผู้พัฒนาเมืองอุตสาหกรรมและพื้นที่ยุทธศาสตร์ผสานกับความเชี่ยวชาญด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานของพีทีที ลาว เพื่อวางรากฐานระบบโลจิสติกส์สีเขียวบนเส้นทางเศรษฐกิจไทย–ลาว–จีน

"โครงการนี้มีเป้าหมายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการขนส่งด้วยรถบรรทุกไฟฟ้า เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งข้ามพรมแดน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนบทบาทของ สปป. ลาว ในการก้าวสู่ศูนย์กลางการเชื่อมโยงโลจิสติกส์และการลงทุนของภูมิภาค" นายวรงค์กล่าว

ด้านนายพีรเวท ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีทีที (ลาว) จำกัด กล่าวว่า ทางบริษัท พีทีที ลาว พร้อมนำองค์ความรู้ด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานมาร่วมศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ทั้งในด้านเทคนิค การลงทุน และรูปแบบการดำเนินธุรกิจ เพื่อพัฒนาระบบการขนส่งที่เชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Mobility) และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งพลังงานสะอาดของภูมิภาค
ภายใต้กรอบความร่วมมือ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ ประเมินศักยภาพทางเทคนิค วิเคราะห์รูปแบบการลงทุน และจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อขับเคลื่อนโครงการ โดยอมตะซิตี้ ลาว เข้ามาสนับสนุนพื้นที่และการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ ขณะที่พีทีที ลาว จะสนับสนุนด้านเทคโนโลยี ระบบพลังงาน และการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

โครงการ EV Truck Park มีแนวคิดพัฒนาเป็นศูนย์บริการครบวงจรสำหรับรถบรรทุกไฟฟ้าบนเส้นทางขนส่งหลักของภูมิภาค รองรับระบบชาร์จไฟกำลังสูง (Ultra-fast Charging) พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ประกอบการและผู้ขับขี่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งระยะไกล ยกระดับความปลอดภัย และสนับสนุนการใช้งานรถบรรทุกไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของทั้งสององค์กรในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดและระบบโลจิสติกส์สมัยใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตของการค้าและการลงทุนตามแนวระเบียงเศรษฐกิจไทย–ลาว–จีน พร้อมสนับสนุนบทบาทของ สปป. ลาว ในการก้าวสู่ศูนย์กลางการเชื่อมโยงการขนส่งและห่วงโซ่อุปทานสีเขียวของอาเซียน

ไทย-จีนเชื่อม AI !! ขยายความร่วมมือ เทคโนโลยี AI-หุ่นยนต์ล้ำหน้า "ปัญญาประดิษฐ์" พลิกเศรษฐกิจ เชื่อมโยงการค้าและนวัตกรรม

จากการค้าสู่ AI 'ไทย-จีน' ต่อยอดความร่วมมือหลากมิติ สร้างพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

เซี่ยงไฮ้, 20 ก.ค. (ซินหัว) -- อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ซึ่งอยู่ระหว่างเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ได้เข้าร่วมการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (WAIC) ปี 2026 และการประชุมระดับสูงว่าด้วยธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์โลก ณ เทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ทางตะวันออกของจีน โดยฝ่ายจีนและฝ่ายไทยได้หารือการแลกเปลี่ยนด้านการค้า การลงทุน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ ซึ่งสะท้อนสัญญาณเชิงบวกของการต่อยอดความร่วมมืออันเป็นรูปธรรมและการแบ่งปันโอกาสของการพัฒนา

อนุทินกล่าวว่าเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะประสบการณ์การรับมือกับความเสี่ยงและความท้าทายจากภายนอก รวมถึงการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งฝ่ายไทยคาดหวังจะได้ขยายความร่วมมืออันเป็นรูปธรรมในด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ พร้อมใช้ประโยชน์จากกลไกเมืองพี่เมืองน้องมาเสริมสร้างความร่วมมือกับเซี่ยงไฮ้ในทุกมิติ และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานมหกรรมสินค้านำเข้านานาชาติจีน (CIIE)

เทคโนโลยี "ปัญญาประดิษฐ์" เป็นหนึ่งในวาระสำคัญของการเยือนจีนครั้งนี้ โดยอนุทินได้นำคณะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงของไทยหลายคนเข้าเยี่ยมชมเอจิบอต (AgiBot) บริษัทหุ่นยนต์ชั้นนำของจีนในเขตผู่ตงของเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีนในด้านหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ระหว่างไทยกับจีน

อนุทินได้รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับการพัฒนาหุ่นยนต์ของเอจิบอต ซึ่งเน้นการผสมผสาน "โมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่+การประยุกต์ใช้งานจริง" โดยอนุทินกล่าวว่าปัญญาประดิษฐ์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพลิกเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค และไทยกำลังเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลในทุกภาคส่วน จึงต้องการเทคโนโลยีและอุปกรณ์ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพชั้นนำเพื่อยกระดับภาคการเกษตร การผลิตเชิงอัจฉริยะ การบริหารปกครองเขตเมือง และการบริการทางการท่องเที่ยว

ด้าน เติ้งไท่หัว ประธานบริหารและซีอีโอของเอจิบอต กล่าวว่าโครงการริเริ่มระบบอัจฉริยะแห่งอนาคตของเอจิบอตจะช่วยไทยในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพของอาเซียน พร้อมส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมและศูนย์ฝึกฝนหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ และทำงานร่วมกับหุ้นส่วนในระบบนิเวศเพื่อสร้างโครงการความร่วมมือที่เป็นแบบอย่าง เช่น การบริการที่ท่าอากาศยาน การเก็บรวบรวมข้อมูล และการค้าปลีก

(แฟ้มภาพซินหัว : อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลกปี 2026 และการประชุมระดับสูงว่าด้วยธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์โลกในเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ทางตะวันออกของจีน วันที่ 17 ก.ค. 2026)

ที่มา : Xinhua

21 กรกฎาคม 2367 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จสวรรคต สิริพระชนมายุได้ 57 พรรษา พระราชนิพนธ์และพระปรีชาด้านศิลปวัฒนธรรม ยังคงเป็นมรดกอมตะของแผ่นดินไทย

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระประชวรด้วยโรคพิษไข้ ทรงไม่รู้สึกพระองค์เป็นเวลา 8 วัน พระอาการประชวรก็ได้ทรุดลงตามลำดับ และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 สิริพระชนมายุได้ 57 พรรษา และครองราชย์สมบัติได้ 15 ปี

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถในหลายด้านทั้งในด้านศิลปวัฒนธรรม เช่น ทรงร่วมนิพนธ์วรรณคดีหลายเรื่อง เช่น อุณรุท รามเกียรติ์ อิเหนา และดาหลัง โปรดทรงดนตรีคือซอสามสาย ชื่อซอสายฟ้าฟาด

(1) พระองค์ได้มีพระราชโองการกำหนดวันพิธีวิสาขบูชา ซึ่งหายไปเมื่อคราวสิ้นอยุธยา กลับมาเป็นงานใหญ่อีกครั้งหนึ่ง

(2)พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) เมื่อ พ.ศ. 2352 และทรงอยู่ในราชสมบัติ 15 ปี และเสด็จสวรรคตเมื่อวันพุธ เดือน 8 แรม 11 ค่ำ ตรงกับวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้รับการยกย่องว่า เป็นยุคทองของวรรณคดีสมัยหนึ่งเลยทีเดียว ด้านกาพย์กลอนเจริญสูงสุด
จนมีคำกล่าวว่า "ในรัชกาลที่ 2 นั้น ใครเป็นกวีก็เป็นคนโปรด" กวีที่มีชื่อเสียงนอกจากพระองค์เองแล้ว ยังมีกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (รัชกาลที่ 3) สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สุนทรภู่ พระยาตรัง และนายนรินทรธิเบศร์ (อิน) เป็นต้น

พระองค์มีพระราชนิพนธ์ที่เป็นบทกลอนมากมาย ทรงเป็นยอดกวีด้านการแต่งบทละคร ทั้งละครในและละครนอก มีหลายเรื่องที่มีอยู่เดิมและทรงนำมาแต่งใหม่เพื่อให้ใช้ในการแสดงได้ เช่น รามเกียรติ์ อุณรุท และอิเหนา

โดยเรื่องอิเหนานี้ เรื่องเดิมมีความยาวมาก ได้ทรงพระราชนิพนธ์ใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นเรื่องยาวที่สุดของพระองค์ วรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ 6 ได้ยกย่องให้เป็นยอดบทละครรำที่แต่งดี ยอดเยี่ยมทั้งเนื้อความ ทำนองกลอนและกระบวนการเล่นทั้งร้องและรำ นอกจากนี้ยังมีละครนอกอื่น ๆ เช่น ไกรทอง สังข์ทอง ไชยเชษฐ์ หลวิชัยคาวี มณีพิชัย สังข์ศิลป์ชัย ได้ทรงเลือกเอาของเก่ามาทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นใหม่บางตอน และยังทรงพระราชนิพนธ์บทพากย์โขนอีกหลายชุด เช่น ชุดนางลอย ชุดนาคบาศ และชุดพรหมาสตร์ ซึ่งล้วนมีความไพเราะซาบซึ้ง เป็นอมตะใช้แสดงมาจนทุกวันนี้

‘จุลพันธ์’ เยี่ยมชมร้านไทย ส่งเสริมแรงงานฝีมือไทยในเกาหลีใต้ ย้ำเจตนารมณ์ "เรียนจบได้งาน" ร้านเลมอนกราสขยายสาขาต่อเนื่อง ดูแลแรงงานไทยอย่างใกล้ชิด

‘จุลพันธ์’ เยี่ยมชมร้าน 'เลมอนกราส ไทย' ในเกาหลีใต้ ชื่นชมมาตรฐานฝีมือแรงงาน พร้อมหนุนการจ้างงานต่อเนื่อง

วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 เวลา 12.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นสาธารณรัฐเกาหลี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นำคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน เดินทางตรวจเยี่ยมแรงงานไทยในร้านอาหาร เลมอนกราส ไทย (Lemongrass Thai) โดยมี นายพาค บงชู และ นางสาวมณฑกานต์ เกียรติวรตระกูล ผู้บริหารร้านให้การต้อนรับ พร้อมด้วยพันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นางศิริรัตน์ ศรีชาติ อัครราชทูตที่ปรึกษา ฝ่ายแรงงานประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี เข้าร่วมด้วย ณ ร้านอาหาร เลมอนกราส ไทย (Lemongrass Thai) สาขาคังนัม กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

ในการเยือนครั้งนี้ นายจุลพันธ์ ได้ร่วมหารือกับผู้บริหารร้านถึงแนวทางการส่งเสริมแรงงานไทย โดยกล่าวชื่นชมทางร้านที่ให้ความสำคัญกับการจ้างงานแรงงานไทยที่มีทักษะฝีมือ (ประเภท E-7) ซึ่งผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดย นายจุลพันธ์ ได้ย้ำถึงนโยบาย "เรียนได้จบ ได้งาน" เพื่อมุ่งเน้นพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้ตรงกับความต้องการของนายจ้างในต่างประเทศมากขึ้น

"กระทรวงแรงงานพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะร้านเลมอนกราส ไทย ที่มีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เราจะเตรียมความพร้อมด้านแรงงานทั้งในด้านการจัดส่งและการพัฒนาทักษะ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจบริการและร้านอาหารไทยในเกาหลีใต้ต่อไป" นายจุลพันธ์ กล่าว

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ยังได้พบปะพูดคุยและให้โอวาทแก่แรงงานไทยที่ปฏิบัติงานอยู่ในร้าน โดยเน้นย้ำให้แรงงานตั้งใจทำงาน รักษามาตรฐานฝีมือของตนเองอย่างสม่ำเสมอ เป็นแบบอย่างที่ดีของเชฟไทยและอาหารไทย รวมถึงขอให้รักษาสุขภาพและหมั่นฝึกฝนภาษาเกาหลีเพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้มอบหมายให้ฝ่ายแรงงาน ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ทำหน้าที่คุ้มครองและดูแลสวัสดิภาพของแรงงานไทยอย่างใกล้ชิด

สำหรับร้านอาหารเลมอนกราส ไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2562 ภายใต้บริษัท Seyeon FNC ปัจจุบันมีการขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์รวม 14 สาขาทั่วกรุงโซล โดยได้รับความนิยมจากทั้งชาวเกาหลีและชาวต่างชาติ ด้วยการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพและการพัฒนาสูตรอาหารไทยที่ผสมผสานให้เข้ากับรสนิยมท้องถิ่นได้อย่างลงตัว

ภารกิจไทยใน UNMISS ไม่หยุดแค่งานสนาม!! THAI HMEC หนุนความมั่นคงทางอาหาร สร้างแปลงผัก–ถ่ายทอดเกษตรให้โรงเรียนและชุมชน ส่งเสริมความรู้ด้านเกษตรในโรงเรียน เสริมความมั่นคงอาหารระดับครัวเรือน

THAI HMEC ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารผ่านกิจกรรมส่งสริมการเรียนรู้ด้านการเกษตร

THAI HMEC ดำเนินโครงการสนับสนุนด้านการเกษตร ณ โรงเรียน JCC Hai Negil Progressive School โดยจัดทำแปลงผัก สร้างรั้วป้องกันพื้นที่เพาะปลูก และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรให้แก่นักเรียน ครู และประชาชนในชุมชน

โครงการดังกล่าวช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ภาคปฏิบัติ สร้างแหล่งอาหารภายในโรงเรียน และสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของครัวเรือนในพื้นที่ ลดการพึ่งพาความช่วยเหลือจากภายนอกในระยะยาว
กิจกรรมนี้สะท้อนแนวทางของ THAI HMEC ในการสนับสนุนเป้าหมายของ UNMISS ผ่านการพัฒนาชุมชน เสริมสร้างศักยภาพของประชาชน และวางรากฐานสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

THAI HMEC Promotes Food Security Through Agricultural Learning

THAI HMEC has supported agricultural education at JCC Hai Negil Progressive School by establishing vegetable gardens, constructing protective fencing, and providing practical agricultural training for students, teachers, and members of the surrounding community.
The initiative encourages hands-on learning, strengthens school food production, and promotes household food security by equipping communities with practical farming knowledge that can be sustained over the long term.

Through community-based initiatives such as this, THAI HMEC supports the objectives of UNMISS by strengthening local resilience, empowering communities, and promoting sustainable livelihoods.

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1340975678186577&id=100068224728466&rdid=XxeCOsYPGAhSRyP6#

‘อาจารย์อุ๋ย’ ถอดบทเรียนตุรกี!! ไทยมีทำเลไม่แพ้ตุรกี แต่ยังใช้ไม่เต็มศักยภาพ ต้องสร้างน้ำหนักต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ ชี้ไทยต้องทำให้มหาอำนาจเห็นว่า ความสัมพันธ์กับไทยคือความจำเป็น ไม่ใช่ทางเลือก

บทความพิเศษ 

บทเรียนจากตุรกี :เมื่อ “ไผ่ลู่ลม” แบบมีอำนาจต่อรอง ดีกว่าไผ่ที่คอยเกรงใจมหาอำนาจ

ในช่วงที่โลกกำลังจับตาวิกฤตความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน หลายประเทศต่างถูกกดดันให้เลือกยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง แต่มีประเทศหนึ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษ นั่นคือ “ตุรกี” ซึ่งแม้จะเป็นสมาชิกองค์การนาโตและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับโลกตะวันตก แต่กลับกล้าวิพากษ์วิจารณ์ปฏิบัติการของอิสราเอลอย่างเปิดเผย รักษาความสัมพันธ์กับอิหร่านไว้ได้ ขณะเดียวกันก็ยังไม่ตัดขาดช่องทางสื่อสารกับสหรัฐฯ และยุโรป ตุรกีจึงยังคงเป็นประเทศที่ทุกฝ่ายต้องการพูดคุยและไม่อาจมองข้าม

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย หลายคนอาจบอกว่าไทยก็ใช้ “การทูตแบบไผ่ลู่ลม” เช่นเดียวกัน คือไม่เลือกข้างมหาอำนาจ สามารถรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย และประเทศอื่น ๆ ได้พร้อมกัน แต่หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งจะพบว่า “ไผ่ลู่ลมของไทย” กับ “ไผ่ลู่ลมของตุรกี” เป็นคนละแนวคิด และให้ผลลัพธ์บนเวทีการเมืองระหว่างประเทศแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตุรกีภายใต้การนำของประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป แอร์โดอัน (Recep Tayyip Erdoğan)แสดงให้เห็นว่า แม้ตุรกีจะเป็นสมาชิกนาโต แต่ก็สามารถซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 จากรัสเซีย ขายอากาศยานไร้คนขับให้ยูเครน รักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับรัสเซีย สนับสนุนสิทธิของชาวปาเลสไตน์ และในหลายโอกาสก็ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้ง จนทำให้ทั้งสหรัฐฯ รัสเซีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และแม้แต่อิหร่าน ต่างยังจำเป็นต้องรักษาความสัมพันธ์กับตุรกีไว้

ในขณะที่ประเทศไทยก็มีชื่อเสียงด้าน “Bamboo Diplomacy” หรือการทูตแบบไผ่ลู่ลมมาอย่างยาวนาน ไทยรักษาความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรนอกนาโต้ จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่ง รัสเซียก็ยังเป็นหุ้นส่วนสำคัญด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ รวมถึงยังมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศในตะวันออกกลางและอาเซียน ความยืดหยุ่นเช่นนี้เป็นข้อได้เปรียบที่ช่วยให้ไทยหลีกเลี่ยงความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม คำถามที่น่าคิดคือ เหตุใดมหาอำนาจจึง “เกรงใจ” ตุรกี แต่หลายครั้งประเทศไทยกลับเป็นฝ่ายที่ต้อง “เกรงใจ” มหาอำนาจเสียเอง

คำตอบสำคัญอยู่ที่เป้าหมายของการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ตุรกีใช้ความสมดุลเพื่อสร้าง “อำนาจต่อรอง” ส่วนไทยใช้ความสมดุลเพื่อรักษา “ความอยู่รอด” ตุรกีทำให้ทุกฝ่ายรู้ว่าหากขาดตุรกีไป ผลประโยชน์ของตนย่อมได้รับผลกระทบ ขณะที่ไทยมักมุ่งรักษาความสัมพันธ์อันดีกับทุกฝ่ายเป็นสำคัญ จนบางครั้งไม่ได้ใช้ศักยภาพของประเทศในการเพิ่มน้ำหนักการต่อรองบนเวทีระหว่างประเทศอย่างเต็มที่

ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสองประเทศต่างมีทำเลยุทธศาสตร์ที่โดดเด่น ตุรกีตั้งอยู่บนรอยต่อของยุโรปและเอเชีย ควบคุมช่องแคบบอสฟอรัสและดาร์ดะเนลส์ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของทะเลดำ เชื่อมโยงยุโรป รัสเซีย ตะวันออกกลาง และคอเคซัสเข้าด้วยกัน 

ส่วนประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก อยู่ใกล้ช่องแคบมะละกา และเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างให้ความสำคัญในยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก

แต่สิ่งที่แตกต่างคือ ตุรกีสามารถเปลี่ยน “ทำเลยุทธศาสตร์” ให้กลายเป็น “อำนาจต่อรอง” ได้ ขณะที่ประเทศไทยยังใช้ประโยชน์จากศักยภาพทางภูมิศาสตร์ได้ไม่เต็มที่ ทั้งที่ไทยมีศักยภาพจะเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การคมนาคม พลังงาน และห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค หากมีการกำหนดยุทธศาสตร์แห่งชาติที่ชัดเจนและต่อเนื่อง

อีกประเด็นหนึ่งที่ไทยต่างจากตุรกีคือ “อำนาจแห่งรัฐ” โดยตุรกีลงทุนอย่างจริงจังในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จนสามารถผลิตยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีทางทหารของตนเอง และก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกอาวุธรายสำคัญของโลก สิ่งเหล่านี้ช่วยเพิ่มน้ำหนักในการเจรจาทางการทูตอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ประเทศไทยแม้จะมี Soft Power ที่โดดเด่น ทั้งด้านอาหาร การท่องเที่ยว การแพทย์ และวัฒนธรรม แต่ Hard Power ที่จะสนับสนุนการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ยังมีข้อจำกัด

บทเรียนจากตุรกีจึงไม่ใช่การดำเนินนโยบายแบบแข็งกร้าว หรือการสร้างความขัดแย้งกับมหาอำนาจ แต่คือการกำหนด “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ให้ชัดเจน และสร้างศักยภาพของประเทศตนเอชจนมหาอำนาจทุกฝ่ายเห็นว่า การมีความสัมพันธ์อันดีกับไทยเป็น “ความจำเป็น” ไม่ใช่เพียง “ทางเลือก”

ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเดินตามรอยตุรกีทุกก้าว เพราะบริบททางประวัติศาสตร์ ภูมิรัฐศาสตร์ และสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงของทั้งสองประเทศแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ไทยควรเรียนรู้คือ การทูตแบบไผ่ลู่ลมในศตวรรษที่ 21 ไม่ควรเป็นเพียงการโอนอ่อนไปตามกระแสลม หากต้องเป็นไผ่ที่หยั่งรากลึก แข็งแรง และยืดหยุ่นในเวลาเดียวกัน ลู่ลมได้เมื่อจำเป็น แต่มั่นคงพอที่จะทำให้มหาอำนาจทุกฝ่ายต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศไทยก่อนกำหนดนโยบายต่อภูมิภาคแห่งนี้ 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การทูตที่ประสบความสำเร็จที่สุด ไม่ใช่การทำให้ทุกคนรักเรา แต่คือการทำให้ทุกฝ่าย “เกรงใจ” และเห็นคุณค่าของการมีประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ขาดไม่ได้

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อาจารย์อุ๋ย)

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1019506501063565&set=a.105429375804620

สุดยอดเยาวชนไทย!! เยาวชนไทยพิสูจน์ศักยภาพคณิตศาสตร์ คว้า 1 ทอง 1 เงิน 4 ทองแดง คณิตศาสตร์โอลิมปิกโลก 2569 ที่เซี่ยงไฮ้ สสวท.ชวนต้อนรับทีมคณิตศาสตร์โอลิมปิกไทย

ขอแสดงความยินดีกับผู้แทนประเทศไทยจากการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 – 21 กรกฎาคม 2569 ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยผลงานของผู้แทนประเทศไทยฯ มีดังนี้
1. นายนภนต์ อภินทนาพงศ์ ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา เหรียญทอง
2. นายอภิวิชญ์ ชาญณรงค์ ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา เหรียญเงิน
3. นายดรณ์ สว่างทรัพย์ ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา เหรียญทองแดง
4. เด็กชายอีตั้น เชน ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา เหรียญทองแดง
5. นายเกียรติภูมิ สิเจริญ ร.ร.เซนต์คาเบรียล เหรียญทองแดง
5. นายเอกกวิน วิศิษฏ์เกียรติชัย ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา เหรียญทองแดง

โดยคณะอาจารย์ผู้ควบคุมทีม ประกอบด้วย
1. ดร.สริตา บุณย์ศุภา ธนาคารกรุงไทย หัวหน้าทีม
2. รศ.ดร.ธีระเดช กิตติภัสสร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองหัวหน้าทีม
3. ผศ.ดร.ศุภณัฐ คำตื้อ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ช่วยหัวหน้าทีม
4. นายพิชญุตม์ แสงรุ่งคงคา นักวิชาการอิสระ ผู้ช่วยหัวหน้าทีม
5. ดร.ธนสิน นำไพศาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ช่วยหัวหน้าทีม
6. นายจเร ปานเมือง สสวท. ผู้จัดการทีม
.
คณะผู้แทนประเทศไทยฯ มีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย ในวันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม 2569 โดย สสวท. กำหนดจัดพิธีแสดงความยินดี เวลา 21.30 น. บริเวณประตู 1 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า มาร่วมต้อนรับและแสดงความยินดีกับน้องๆกันเยอะๆนะครับ

ที่มา: https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1435226728415892&id=100057857341280&mibextid=wwXIfr&rdid=uFk7zgecVkpYeHcf#

รัฐบาลลุยลดค่าไฟ เริ่ม ก.ย.69!! มท.2 แถลงลดค่าไฟครัวเรือน ปี 69–73 ขยายสิทธิค่าไฟบ้าน 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ไม่ใช่แค่ลดบิลบ้าน แต่คือการดึงผู้เช่าหอ บ้านเช่า และคนตัวเล็กให้เข้าถึงความเป็นธรรมด้านพลังงาน

มท.2 แถลงลดค่าครองชีพประชาชนจากค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ปี 69 - 73 เดินหน้าคิดค่าไฟบ้านพักอาศัย - หอพัก - อพาร์ทเม้นท์ - บ้านเช่า - ทะเบียนบ้านชั่วคราว 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เริ่มรอบบิล ก.ย.69 นี้

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวการปฏิรูปโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ปี 2569 - 2573 มาตรการเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาล โดยกล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้านโยบายลดภาระค่าพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้หน่วยงานในกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย คือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และ การไฟฟ้านครหลวง (MEA) จัดทำโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งได้เห็นชอบแนวทางการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าของประเทศ ปี 2569 – 2573 และให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณาดำเนินการในประเด็นเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ประกอบด้วย การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ตามมติคณะรัฐมนตรี โดยอัตราดังกล่าวจะใช้กับการใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรกเท่านั้น พร้อมทบทวนนิยามผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยให้สอดคล้องกับสภาพการอยู่อาศัยในปัจจุบัน

"โดยขยายสิทธิ์ให้ครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้าในกิจการหอพัก อพาร์ตเมนต์ และบ้านเช่า รวมถึงบ้านที่ใช้ทะเบียนบ้านชั่วคราว (มิเตอร์ไฟฟ้าชั่วคราว) ให้สามารถใช้อัตราค่าไฟฟ้าเดียวกับบ้านอยู่อาศัย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถคิดค่าไฟฟ้าจากผู้เช่าในอัตราที่เหมาะสมและเป็นธรรม รวมถึงประชาชนกลุ่มเปราะบาง (ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) ที่ทำการลงทะเบียนกับการไฟฟ้า จะได้รับการสนับสนุนค่าไฟฟ้าไม่เกิน 315 บาท/เดือน/ครัวเรือน (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) แต่หากยอดบิลเกิน 315 บาท ผู้มีสิทธิจะต้องรับผิดชอบชำระค่าไฟฟ้าทั้งหมดด้วยตนเองในเดือนนั้น ซึ่งมาตรการเหล่านี้ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงค่าไฟสาธารณะที่ได้คำนวณแล้วเฉลี่ยในบิลครัวเรือนละ 9 สตางค์/หน่วย ซึ่งจะได้หาแนวทางการใช้งบประมาณจากส่วนอื่นของรัฐในค่าใช้จ่ายดังกล่าว โดย PEA และ MEA จะมีการประชุมร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว ในวันนี้"

ทั้งนี้ ในส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าที่ได้ทำการเช่าหอพัก อพาร์ตเมนต์ และบ้านเช่า ซึ่งผู้ประกอบการให้เช่ามีการติดตั้งมิเตอร์ต่างหาก (ไม่ใช่มิเตอร์ของการไฟฟ้า) และมีการคิดค่าไฟฟ้าเกินกว่าที่รัฐกำหนด สามารถแจ้งสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม 1567 หรือศูนย์บริการประชาชน 1111 หรือสายด่วน สคบ. 1166 เพื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบและดำเนินการลดค่าครองชีพให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐ

นายพลพีร์ กล่าวในช่วงท้ายถึงการยกระดับการให้บริการของการไฟฟ้าทั้ง 2 แห่ง มุ่งพัฒนาระบบบริการที่ประชาชนมีความสะดวก รวดเร็วในรูปแบบ One Stop Service และหากมีปริมาณไฟฟ้าที่สามารถขายคืนการไฟฟ้าในแต่ละเดือนได้ ก็ให้เป็นส่วนลดค่าไฟในเดือนถัดไป นอกจากนี้ ได้ประสานสถาบันการเงินของรัฐ คือ ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ เพื่อเป็นแหล่งเงินกู้ให้กับประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมโครงการไว้เรียบร้อยแล้ว และจะประสานกระทรวงการคลังเพื่อขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินภาคเอกชนเพิ่มเติมต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1515706697258329&id=100064570394286&rdid=CUrAEDQgzkFlN79k#

‘วีระศักดิ์’ เตือนวิกฤตโลกร้อนไม่ใช่เรื่องไกลตัว!! Climate Tipping Points ไม่ใช่แค่ตัวเลขอุณหภูมิ แต่คือจุดเริ่มต้นการพังทลายของระบบโลก จุดเปลี่ยนโลกร้อนที่ย้อนกลับไม่ได้ เตือนมนุษย์ต้องเร่งลดก๊าซเรือนกระจก

ในการอธิบาย เรื่อง Climate Tipping Points  ให้กับผู้เข้าร่วมหลักสูตร Climate Action Leaders Forum  คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้ให้เห็นว่า เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเปลี่ยนแปลงไปถึงจุดหนึ่ง  เหตุการณ์ที่กลไกธรรมชาติระบบใหญ่ของโลกจะหักสะบั้นลงนั้นถูกนักวิทยาศาสตร์คำนวณกันไว้ล่วงหน้า ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเป็นลำดับ

และนั่นคือจุดเปลี่ยนที่จะไม่มีทางย้อนกลับได้ และมันจะไปกระตุ้นฝห้เร่งการพังทลายของกลไกชุดถัดไปอีกด้วย

ทางออกที่มนุษย์ยังพอทำได้คือการเรียนรู้และช่วยกันลดการเร่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะจากผู้ผลิต กับอีกด้าน คือการช่วยเหลือให้ผู้คนที่ไม่มีฐานะร่ำรวย เข้าถึงการช่วยเหลือ ปรับตัว และลดความเสียหายทางสุขภาพ ทางอาชีพ และตลอดจนจากสงครามและการจลาจลที่จะแย่งชิงทรัพยากรสำคัญที่ตลอดมา มนุษย์ไม่ค่อยตระหนักว่านั่นคือสิ่งจำเป็น เช่น น้ำจืด อากาศสะอาด ที่ดินเพาะปลูกที่น้ำเค็มไม่ท่วมถึง ร่มเงาจากแดดกล้า การประมงน้ำตื้นที่เป็นแหล่งโปรตีนที่เลี้ยงดูคนท้วโลกตลอดหลายพันปีท่ผ่านมา เป็นต้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top