Saturday, 18 July 2026
TheStatesTimes

บางจากฯ ชูคุณภาพน้ำมัน–มาตรฐานหัวจ่าย!! เดินหน้าตรวจคุณภาพน้ำมัน–หัวจ่ายต่อเนื่อง สร้างความมั่นใจผู้ใช้บริการทั่วประเทศ ครองแชมป์หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานระดับทองมากที่สุดในไทย ตอกย้ำเติมเต็มลิตร–คุณภาพมั่นใจ

บางจากฯ ครองอันดับ 1 "หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน" ระดับสีทองมากที่สุด

สถานีบริการน้ำมันบางจากครองตำแหน่งสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้รับรอง "หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน" ระดับสีทองซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุด มากที่สุดในประเทศไทย จากโครงการของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ที่ร่วมสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคในมาตรฐานการให้บริการของสถานีบริการน้ำมัน

นายเสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บางจากฯ ให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานของสถานีบริการน้ำมันมาโดยตลอดนับตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจ มีการควบคุมและตรวจสอบมาตรฐานของการจ่ายน้ำมัน รวมทั้งคุณภาพน้ำมันอย่างต่อเนื่อง เช่น การกำหนดให้สถานีบริการน้ำมันตรวจสอบมาตรฐานหัวจ่ายสม่ำเสมอ มีหน่วยตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพน้ำมันทั่วประเทศ (Mobile Lab)  เป็นต้น เพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับน้ำมันครบถ้วน ถูกต้อง คุณภาพเป็นไปตามมาตรฐาน บางจากฯ จึงมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมโครงการรับรอง “หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน” ของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อเป็นการยืนยันมาตรฐานการดำเนินงานของสถานีบริการน้ำมันบางจากเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ให้บริการ บางจากฯ มีแผนให้สถานีบริการน้ำมันบางจากทุกแห่งเข้าร่วมโครงการนี้เพื่อให้ได้รับการตรวจสอบมาตรฐานของหัวจ่ายน้ำมันอย่างสม่ำเสมอจากกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ โดยปัจจุบันสถานีบริการน้ำมันบางจากได้รับมาตรฐานแล้วเกือบ 2,000 สาขา และได้รับป้ายระดับทองสูงสุดถึง 269 สาขา เป็นแบรนด์น้ำมันที่ได้รับการรับรองป้ายมาตรฐานระดับทองมากที่สุด และยังคงทยอยได้รับการรับรองมาตรฐานดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

นอกจากการควบคุมมาตรฐานการให้บริการแล้ว บางจากฯ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพน้ำมันอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลิตภัณฑ์น้ำมันคุณภาพสูง อาทิเช่น น้ำมันบางจากไฮพรีเมียม 98 +พลัส และไฮพรีเมียม ดีเซล +พลัส เป็นต้น ทั้งยังเป็นพลังงานสะอาด ประหยัดและคุ้มค่าต่อการใช้งาน   ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังมุ่งเพิ่มความคุ้มค่าให้แก่ผู้บริโภคด้วยการจัดโปรโมชันสมนาคุณลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีโปรโมชัน ได้แก่  สมาชิกบางจากกรีนไมลส์ เมื่อเติมน้ำมันบางจากทุกชนิดครบทุก 1,000 บาท รับฟรี น้ำดื่มขวดใหญ่ ขนาด 1.5 ลิตร มูลค่า 14 บาท จำนวน 1 ขวด ตั้งแต่ 1 ถึง 31 กรกฎาคม 2569   และเมื่อเติมน้ำมันบางจากทุกชนิดครบทุก 1,200 บาท รับฟรี แก้วแรงใจ 1 ใบ มูลค่า 49 บาท มี 7 ลายให้สะสม ตั้งแต่ 10 มิถุนายน ถึง 20 กรกฎาคม 2569 ยิ่งไปกว่านั้นในโอกาสครบรอบ 20 ปี บางจากกรีนไมลส์  สมาชิกสามารถใช้คะแนนสะสม 500 คะแนน แลกรับคูปองส่วนลดเติมน้ำมันบางจากมูลค่า 120 บาท เพิ่มขึ้นจากปกติที่แลกได้ 100 บาท  ผ่านแอปพลิเคชันบางจาก สำหรับการเติมน้ำมันบางจากชนิดใดก็ได้ตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไปต่อใบเสร็จ ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม ถึง 30 กันยายน 2569  และสามารถใช้คูปองส่วนลดได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569

13 กรกฎาคม วันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

วันที่ 13 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันประสูติของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เจ้านายฝ่ายในแห่งราชวงศ์จักรี ผู้ทรงมีพระกรณียกิจโดดเด่นด้านสังคมสงเคราะห์ การสาธารณสุข การช่วยเหลือเด็ก สตรี ผู้ยากไร้ และผู้ประสบความเดือดร้อนในสังคม

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ มีพระนามเดิมว่า หม่อมหลวงโสมสวลี กิติยากร

ประสูติเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2500 ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เป็นธิดาของหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ กิติยากร และท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี กิติยากร

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา พระองค์ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานด้านการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส การสงเคราะห์เด็กและเยาวชน การดูแลผู้ป่วย และการสนับสนุนงานด้านสาธารณสุข ซึ่งล้วนสะท้อนพระเมตตาและพระวิริยะอุตสาหะในการบรรเทาความทุกข์ของประชาชน

พระกรณียกิจที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง คือบทบาทของพระองค์ในการทรงสนับสนุนงานด้านสาธารณสุขและการดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ พระองค์ทรงมีพระเมตตาต่อผู้ป่วยและครอบครัวที่เผชิญความยากลำบาก ทั้งในด้านการรักษา การฟื้นฟูคุณภาพชีวิต และการลดการตีตราทางสังคม

พระองค์ยังทรงมีบทบาทสำคัญในโครงการและกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเอดส์ เช่น โครงการช่วยลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูก กองทุนยาสำหรับผู้ติดเชื้อ และกองทุนนมสำหรับเด็กในโครงการช่วยลดการติดเอดส์จากแม่สู่ลูก งานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงพระกรณียกิจที่มุ่งช่วยเหลือผู้เปราะบางในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากด้านสาธารณสุขแล้ว พระองค์ยังทรงสนพระทัยงานสังคมสงเคราะห์ในหลายมิติ ทั้งการช่วยเหลือเด็กในกระบวนการยุติธรรม เด็กด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และประชาชนที่ประสบความเดือดร้อน พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการดูแลผู้คนที่มักถูกมองข้าม เพื่อให้ได้รับโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

พระองค์ยังทรงเกี่ยวข้องกับมูลนิธิและองค์กรสาธารณประโยชน์หลายแห่ง ซึ่งทำงานด้านการสงเคราะห์ การแพทย์ การศึกษา และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน งานเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของพระกรณียกิจที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนพระปณิธานในการช่วยเหลือสังคมด้วยความเมตตา

ในด้านการทำงานเพื่อประชาชน พระองค์ทรงเป็นที่จดจำในฐานะเจ้านายที่ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจอย่างใกล้ชิดกับผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยและผู้ด้อยโอกาส พระเมตตาของพระองค์ไม่ได้ปรากฏเพียงในพิธีการ แต่ปรากฏผ่านการสนับสนุนงานที่ช่วยให้ชีวิตของผู้คนจำนวนมากได้รับการดูแลและมีความหวังมากขึ้น

พระกรณียกิจของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ จึงมีความหมายอย่างยิ่งในสังคมไทย เพราะสะท้อนบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการเกื้อกูลประชาชน โดยเฉพาะการดูแลผู้ที่เผชิญปัญหาด้านสุขภาพ ความยากจน และความเปราะบางทางสังคม

วันที่ 13 กรกฎาคมของทุกปี จึงเป็นโอกาสที่ปวงชนชาวไทยได้น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ และร่วมถวายพระพรชัยมงคลแด่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง

พระกรณียกิจของพระองค์ยังคงเป็นแบบอย่างของความเมตตา ความเสียสละ และการทำงานเพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการโอกาสและกำลังใจในชีวิต

13 กรกฎาคม วันคล้ายวันประสูติ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ จึงเป็นวันที่ควรน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณและพระเมตตาที่ทรงมีต่อประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วย เด็ก ผู้ด้อยโอกาส และผู้เปราะบางในสังคมไทย

OR ยกระดับความเชื่อมั่นผู้บริโภค!! พีทีที สเตชั่น ผ่านหัวจ่ายมาตรฐานครบ 2,195 สถานี ปักหมุดมาตรฐานหัวจ่ายครบทุกสาขา เดินหน้าเพิ่มป้ายทอง 500 สถานีในปีนี้ ตอกย้ำผู้นำมาตรฐานสถานีบริการน้ำมันไทย

พีทีที สเตชั่น รายแรกของไทยที่ได้รับสัญลักษณ์หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานครบ 100% ทุกสถานีทั่วประเทศ พร้อมมุ่งสู่การมีหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานระดับสีทองมากที่สุดภายในปีนี้

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบป้ายสัญลักษณ์โครงการหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานสีทอง ณ พีทีที สเตชั่น หจก.ศรีเจริญภัณฑ์ กรุงเทพฯ โดยมี นายทรงพล เทพนำโสมนัสส์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจต่างประเทศ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เข้าร่วมงาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคและยกระดับมาตรฐานสถานีบริการน้ำมันของประเทศอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความตั้งใจของภาครัฐและภาคเอกชนในการทำงานร่วมกันตามแนวทางการดำเนินงานของกรมการค้าภายในในการดูแลความเป็นธรรมทางการค้า

พีทีที สเตชั่น เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ค้าน้ำมันที่เข้าร่วมโครงการ “หัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน” ครบทุกสถานี 100% โดยปัจจุบัน มีสถานีบริการที่ผ่านการรับรองหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน ระดับสีเงิน จำนวน 2,073 สถานี และ ระดับสีทอง จำนวน 122 สถานี รวม 2,195 สถานี ซึ่งเป็นสถานีที่ได้รับการรับรองระดับสีเงินและสีทองมากที่สุดในประเทศ สะท้อนถึงการรักษามาตรฐานคุณภาพอย่างต่อเนื่องในเครือข่ายสถานีบริการทั่วประเทศ นอกจากนี้ พีทีที สเตชั่น ยังเดินหน้าพัฒนาสถานีบริการอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสถานีบริการที่ได้รับการรับรอง ระดับสีทอง เป็น 500 สถานี ภายในปี 2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการในทุกพื้นที่

นายทรงพล กล่าวว่า “การเข้าร่วม ‘โครงการหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐาน’ สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานและความตั้งใจของ OR ที่ให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานการให้บริการของ พีทีที สเตชั่น การเข้าร่วมโครงการครบทุกสถานี 100% พร้อมได้รับป้ายหัวจ่ายเชื้อเพลิงมาตรฐานระดับสีทองและสีเงินจำนวนมากที่สุด ณ ขณะนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐานทั้งด้านปริมาณ คุณภาพ และความโปร่งใสในการให้บริการ ถือเป็นกำลังใจสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมมือกับกรมการค้าภายในในการตรวจประเมินและยกระดับมาตรฐานสถานีบริการทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่า พีทีที สเตชั่น ให้บริการด้วยมาตรฐานที่ถูกต้อง โปร่งใส และเชื่อถือได้”

OR พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐ โดยให้ความสำคัญกับมาตรฐานการให้บริการ ความถูกต้องของปริมาณและคุณภาพน้ำมัน รวมถึงการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานดำเนินการตรวจสอบมาตรฐานสถานีบริการเคลื่อนที่ (Mobile Unit) เพื่อตรวจสอบ

พีทีที สเตชั่น ทั่วประเทศอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับทั้งสินค้าและบริการที่ได้มาตรฐานสูงสุดและสมูทที่สุด

12 กรกฎาคม 2417 รัชกาลที่ 5 ทรงประกาศพระราชดำริให้ “เลิกทาส” จุดเริ่มต้นการปฏิรูปสังคมไทยอย่างค่อยเป็นค่อยไป คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แก่ราษฎร หมุดหมายสำคัญการปฏิรูปสังคมไทย

วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2417 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การปฏิรูปสังคมไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงประกาศพระราชดำริให้ “เลิกทาส” โดยทรงใช้แนวทางค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้เกิดความปั่นป่วนในสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ

ในสมัยก่อน ระบบทาสเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคมไทยมาเป็นเวลายาวนาน ผู้คนจำนวนมากตกเป็นทาสจากหนี้สิน การขายตัว หรือการเกิดเป็นลูกทาสในเรือนเบี้ย เมื่อพ่อแม่เป็นทาส ลูกที่เกิดมาก็มักต้องตกเป็นทาสตามไปด้วย ทำให้ชีวิตของคนจำนวนมากถูกผูกติดอยู่กับสถานะที่ยากจะหลุดพ้น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักว่า ระบบทาสเป็นปัญหาสำคัญของสังคม เพราะทำให้ผู้คนขาดเสรีภาพ ขาดโอกาส และไม่สามารถกำหนดชีวิตของตนเองได้อย่างแท้จริง พระองค์จึงมีพระราชดำริที่จะยกเลิกระบบดังกล่าว เพื่อให้ราษฎรมีความเป็นไทมากขึ้น และเพื่อปรับประเทศให้ก้าวหน้าเท่าทันอารยประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเลิกทาสในเวลานั้นไม่สามารถทำอย่างฉับพลันได้ เพราะทาสมีความเกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจ ครอบครัว กฎหมาย และความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างลึกซึ้ง หากยกเลิกทันที อาจทำให้เกิดความเดือดร้อนทั้งฝ่ายนายเงินและฝ่ายทาส รวมถึงอาจเกิดแรงต่อต้านจากผู้มีผลประโยชน์ในระบบเดิม
ด้วยเหตุนี้ รัชกาลที่ 5 จึงทรงเลือกแนวทาง “ค่อยเป็นค่อยไป” แทนการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง พระองค์ทรงเริ่มจากการลดค่าตัวลูกทาส เพื่อเปิดทางให้ลูกทาสสามารถไถ่ตัวและพ้นจากความเป็นทาสได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเด็กที่เกิดจากพ่อแม่ซึ่งเป็นทาส ไม่ควรต้องแบกรับชะตากรรมเป็นทาสไปตลอดชีวิตเพียงเพราะสถานะของบิดามารดา

พระราชดำริดังกล่าวนำไปสู่การตรา “พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาสลูกไท” ในปี พ.ศ. 2417 ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่กำหนดให้ลูกทาสมีค่าตัวลดลงตามอายุ และเมื่อถึงอายุที่กำหนดก็สามารถพ้นจากความเป็นทาสได้ กฎหมายนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของกระบวนการเลิกทาสในสยาม
แนวทางดังกล่าวสะท้อนพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 5 ในการปฏิรูปประเทศอย่างรอบคอบ พระองค์มิได้ทรงมองเพียงเป้าหมายสุดท้ายคือการเลิกทาสเท่านั้น แต่ยังทรงคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อผู้คนทุกฝ่าย จึงทรงวางมาตรการที่ทำให้สังคมค่อย ๆ ปรับตัวได้

การเลิกทาสของไทยจึงแตกต่างจากหลายประเทศที่ต้องเผชิญสงครามกลางเมืองหรือความรุนแรงขนาดใหญ่ เพราะสยามสามารถดำเนินการเปลี่ยนผ่านระบบทาสไปสู่สังคมที่ผู้คนมีเสรีภาพมากขึ้น โดยอาศัยพระราชดำริ กฎหมาย และการบริหารจัดการอย่างเป็นขั้นตอน
ตลอดหลายทศวรรษหลังจากนั้น รัชกาลที่ 5 ทรงดำเนินนโยบายเลิกทาสอย่างต่อเนื่อง มีการออกกฎหมายและประกาศเพิ่มเติม เพื่อลดจำนวนทาส ป้องกันการเกิดทาสใหม่ และคุ้มครองผู้ที่พ้นจากความเป็นทาสไม่ให้กลับเข้าสู่ระบบเดิมอีก

กระบวนการดังกล่าวมาถึงจุดสำคัญในปี พ.ศ. 2448 เมื่อมีการตรา “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124” ซึ่งเป็นกฎหมายที่ทำให้การเลิกทาสในสยามสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปสังคมไทยในรัชสมัยรัชกาลที่ 5

การเลิกทาสไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายของผู้คน แต่เป็นการเปลี่ยนแนวคิดพื้นฐานของสังคมไทย จากสังคมที่ผู้คนบางส่วนถูกมองเป็นทรัพย์สินหรือแรงงานผูกพัน ไปสู่สังคมที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพ ศักดิ์ศรี และความเป็นมนุษย์ของราษฎรมากขึ้น
พระราชกรณียกิจด้านการเลิกทาสจึงเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า “พระปิยมหาราช” เพราะพระองค์ทรงปฏิรูปบ้านเมืองด้วยพระเมตตาและพระปรีชาญาณ โดยมุ่งให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นและประเทศสามารถก้าวเข้าสู่ความทันสมัยได้อย่างมั่นคง
ในภาพใหญ่ของประวัติศาสตร์ไทย การเลิกทาสเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศในรัชกาลที่ 5 ควบคู่กับการปฏิรูประบบราชการ การศึกษา การศาล การคลัง การคมนาคม และการปกครองส่วนภูมิภาค ทั้งหมดนี้ล้วนมีเป้าหมายเพื่อทำให้สยามเข้มแข็ง ทันสมัย และสามารถรักษาเอกราชท่ามกลางแรงกดดันจากลัทธิล่าอาณานิคม

วันที่ 12กรกฎาคม พ.ศ. 2417 จึงควรถูกจดจำในฐานะจุดเริ่มต้นสำคัญของพระราชดำริเลิกทาส จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในสังคมไทย และจุดเริ่มต้นของการคืนเสรีภาพให้แก่ผู้คนจำนวนมากอย่างเป็นระบบ

แม้การเลิกทาสจะใช้เวลานานหลายสิบปีจึงสำเร็จสมบูรณ์ แต่การเริ่มต้นในวันนั้นได้แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องเกิดจากความรุนแรงเสมอไป หากเกิดจากวิสัยทัศน์ ความรอบคอบ และความตั้งใจที่จะสร้างสังคมที่เป็นธรรมมากขึ้น

พระราชดำริให้เลิกทาสของรัชกาลที่ 5 จึงเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง เป็นหลักฐานของพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อราษฎร และเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เปลี่ยนโครงสร้างสังคมไทยไปตลอดกาล

ส.อ.ท. ชี้ราคาน้ำมันลด!! ขอบคุณรัฐลดน้ำมันลง 2.5 บาทต่อลิตร ช่วยบรรเทาค่าครองชีพภาคธุรกิจ เสริมกำลังซื้อประชาชนคลายภาระ เน้นเสถียรภาพกองทุนและอนาคตพลังงานสะอาด

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ส.อ.ท. ขอขอบคุณรัฐบาล กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ที่เร่งดำเนินมาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมัน โดยกลุ่มดีเซลลดลง 2.56 บาทต่อลิตร และกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ลดลง 2.51 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ระหว่างการฟื้นตัว

การปรับลดราคาน้ำมันครั้งนี้เป็นการดำเนินนโยบายที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม เพราะราคาพลังงานในประเทศควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และส่งผ่านประโยชน์จากราคาน้ำมันโลกที่ปรับลดลงไปยังประชาชนและผู้ประกอบการอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกเริ่มคลี่คลายจากความตึงเครียดก่อนหน้า

มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่ง โลจิสติกส์ การกระจายสินค้า ต้นทุนวัตถุดิบ สินค้าเกษตร อาหาร และต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดในการแบกรับต้นทุน เมื่อราคาน้ำมันลดลง จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีพื้นที่ในการบริหารต้นทุนมากขึ้น ลดแรงกดดันต่อราคาสินค้า และช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการหายใจได้คล่องขึ้น

นอกจากนี้ การลดราคาน้ำมันยังช่วยเสริมกำลังซื้อของประชาชน ลดภาระค่าเดินทาง และสร้างความเชื่อมั่นต่อการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ เพราะสะท้อนว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับการดูแลต้นทุนที่กระทบต่อชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจจริง

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เห็นว่าการบริหารราคาพลังงานควรดำเนินควบคู่กับการดูแลเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างสมดุล เพื่อให้มาตรการระยะสั้นไม่สร้างภาระในระยะยาว พร้อมใช้จังหวะนี้เร่งวางรากฐานด้านพลังงานของประเทศ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อรองรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต

“ลิซ่า” และ “เนเน่ รอยัล” คือเพชรไทยที่ต้องเจียระไนตัวเอง ไม่ได้เกิดจาก Soft Power ของรัฐ แต่เกิดจากพรสวรรค์ไทยที่ต้องดิ้นรนจนโลกหันมามอง ย้ำเด็กไทยดังไกลระดับโลกด้วยตัวเอง

ความโด่งดังในระดับ “ปรากฏการณ์โลก" เหนือกว่า “Soft Power” ธรรมดา ของ “ลิซ่า” และ “เนเน่ รอยัล” เด็กไทยที่โตบนเวทีโลก..ด้วยตัวเอง

ความสำเร็จของเด็กไทยบนเวทีโลกไม่เคยเป็นเรื่องบังเอิญ แต่สิ่งที่น่าเศร้าคือความสำเร็จเหล่านั้นแทบไม่เคยได้รับการโอบอุ้มจากโครงสร้างภาครัฐตั้งแต่ต้น ตั้งแต่วันที่ "ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ใช้ทุนรอนของตัวเองไปเขย่า “อุตสาหกรรมเพลงระดับโลก” ในฐานะศิลปินเดี่ยว และสมาชิกวง “ BLACKPINK” ได้สำเร็จ จนมาถึงปรากฏการณ์ล่าสุดของ "เนเน่ รอยัล" หรือ แพรว รัตติกานต์ อำลอย สาวน้อยวัย 16 ปีจากภูเก็ต ที่เพิ่งระเบิดพลังร็อก กวาด 4 ผ่าน (YES) จากคณะกรรมการในรายการ “America’s Got Talent” ไปอย่างสมศักดิ์ศรี

หากลองพิจารณาเส้นทางของทั้งคู่ เราจะพบภาพสะท้อนที่ชัดเจนของคำว่า "อยากเป็นเพชรก็ต้องฝึกเจียระไนด้วยน้ำมือของตนเอง"

หลายปีก่อน “ลิซ่า” ต้องหอบความฝัน กอดความเพียรพยายาม ไปฝึกฝนอย่างหนักหน่วงในต่างแดน ภายใต้ “ระบบนิเวศบันเทิงของเกาหลีใต้” ที่เพียบพร้อม และเข้มงวด มาปีนี้ “เนเน่ รอยัล” เติบโตมาจาก “ดนตรีเปิดหมวก” ตามตลาดในจังหวัด ภูเก็ต ฝึกฝนกีตาร์ไฟฟ้าด้วยตัวเองผ่านอินเทอร์เน็ต โดยมีครอบครัวเป็นแรงผลักดันหลักเพียงหนึ่งเดียว

ทั้งสองคนคือตัวแทนของความสามารถอันเหนือชั้นที่พิสูจน์ให้เห็นกระจ่างชัดว่า เด็กไทยเก่งและมีศักยภาพในระดับโลก แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามที่สุดคือ “บทบาทของรัฐบาลไทย” ในการขับเคลื่อนสิ่งที่เรียกว่า "Soft Power" เมื่อพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา รัฐมักจะตกอยู่ในสถานะ "ผู้ตามเทรนด์" มากกว่า "ผู้สร้างโอกาส" ใช่หรือไม่?

มาดูกัน เช่น กรณีของ “ลิซ่า” เมื่อใดที่เธอหยิบจับอะไร ไม่ว่าจะเป็นผ้าถุงไทย ลูกชิ้นยืนกิน ภาครัฐจึงจะตื่นตัว รีบโผเข้ามา "เคลมความดีความชอบ" หรือจัดกิจกรรมเกาะกระแส เช่นเดียวกับกรณีของ “เนเน่” ทันทีที่คลิปเพลง “Zombie” กลายเป็นไวรัลทั่วโลก เราถึงจะเริ่มเห็นหน่วยงานรัฐเดินอุ้ยอ้ายออกมาชื่นชม และประกาศความภาคภูมิใจ

อดนึกเป็นอื่นไปไม่ได้ว่า “รัฐบาลไทย” มักจะมองเห็นสิ่งดี ๆ ก็ต่อเมื่อสิ่งเหล่านั้นได้รับเสียงปรบมือจากชาวต่างชาติแล้วเท่านั้น แต่ในระหว่างทางที่ “เด็กสาวสองคน” ต้องซ้อมเต้นจนเข่าช้ำ และหอบกีตาร์ไปเล่นเปิดหมวก รัฐสวัสดิการไม่รู้ไปมุดอยู่มุมไหนของประเทศไทย

ถ้ายังช้าเป็นเต่าล้านปีอยู่เช่นนี้ อนาคตก็จะเกิด “สมองไหลทางวัฒนธรรม” ศิลปินที่มีพรสวรรค์จะเลือกไปเติบโต และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แพลตฟอร์มหรือค่ายเพลงต่างประเทศ ก็จะเกิดการสูญเสีย “โอกาสทางเศรษฐกิจ” แทนที่ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการผลิตบุคลากรสร้างสรรค์ เรากลับเป็นได้เพียง "ผู้ส่งออกวัตถุดิบ" ที่ให้ต่างชาติเอาไปเจียระไนแล้วขายกลับมาให้เราดู

สิ่งเดียวที่ “อัจฉริยะของชาติ” ขาดมาตลอด คือรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และกล้าลงทุนใน “ทรัพยากรมนุษย์” อย่างจริงจัง ก่อนที่ประเทศจะเสียโอกาสในการสร้าง "ซูเปอร์สตาร์โลก" คนต่อไป เพียงเพราะความล่าช้า และสายตาโง่ ๆ ที่เอาไว้จ้องมองแต่ “งบประมาณแผ่นดิน” เท่านั้น

เด็กไทยคว้าชัยฟิสิกส์โอลิมปิกโลก 2569!! ทีมฟิสิกส์โอลิมปิกไทยกลับบ้านพร้อมความภูมิใจ หลังคว้าเหรียญจากเวทีนานาชาติ กวาด 1 ทอง 2 เงิน 1 ทองแดง 1 เกียรติคุณ เตรียมถึงสุวรรณภูมิ 15 ก.ค. พร้อมเหรียญรางวัลจากโคลอมเบีย

ขอแสดงความยินดีกับผู้แทนประเทศไทยจากการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 56 ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 4 – 12 กรกฎาคม 2569 ณ เมืองบูการามังกา สาธารณรัฐโคลอมเบีย

โดยผลงานของผู้แทนประเทศไทยฯ มีดังนี้

1. นายภัทรภณ ธนพิทักษ์ ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา เหรียญทอง

2. นายสิรวิชญ์ มุสิกะโสภณ ร.ร.กำเนิดวิทย์ เหรียญเงิน

3. นายชยพล นนทสูติ ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัย เหรียญเงิน

4. นายพุฒิธร วิบูลย์เจริญกิจจา ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต เหรียญทองแดง

5. นายอังกูร ธนาสิทธิกุล ร.ร.มงฟอร์ตวิทยาลัย เกียรติคุณประกาศ

โดยคณะอาจารย์ผู้ควบคุมทีม ประกอบด้วย

1. ผศ.ดร.มนต์สิทธิ์ ธนสิทธิโกศล ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หัวหน้าทีม

2. ดร.อุชุพล เรืองศรี ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ รองหัวหน้าทีม

3. ดร.วิศิษฐ์ สิงห์สมโรจน์ ม.มหิดล ผู้ช่วยหัวหน้าทีม

4.นายกฤษชพล ทิวพุดซา สสวท. ผู้จัดการทีม

คณะผู้แทนประเทศไทยฯ มีกำหนดเดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย ในวันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2569 โดย สสวท. กำหนดจัดพิธีแสดงความยินดี เวลา 13.00 น. บริเวณประตู 1 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า มาร่วมต้อนรับและแสดงความยินดีกับน้องๆกันเยอะๆนะครับ 

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1428647785740453&set=a.700426908562548

‘เนเน่ รอยัล’ สาวน้อยชาวไทยวัย 16 ปี ผู้คว้า 4 Yes จากเวที America’s Got Talent ซีซั่นล่าสุด

“เนเน่ บอกว่า คิดถึงและอยากเล่นดนตรีให้ทุกคนฟัง พร้อมบอกเล่าจุดเริ่มต้นของการเล่นดนตรีและร้องเพลงว่า ตอนนั้นเป็นช่วงซัมเมอร์ เธอตั้งใจไปลงทะเบียนเข้าชมรมวิชาการ แต่เพราะตื่นสาย ชมรมเต็ม”

“พ่อบอกว่า หนูตื่นสาย ชมรมเต็ม ครูบอกว่า เหลือแต่ชมรมดนตรี no other choice และเหลือกีตาร์อย่างเดียว เอาจริงๆ ตอนนี้ถือว่า โชคดีมาก”

เนเน่ รอยัล
สาวน้อยชาวไทยวัย 16 ปี จากเวที America’s Got Talent ซีซั่นล่าสุด

ที่มา : https://www.facebook.com/100064321946557/posts/1540184468135603/?rdid=3LvPTVCalv8SBiom#

เยาวชนไทยสร้างชื่อ!! ตัวแทนไทยทำผลงานน่าภูมิใจ คว้า 1 เงิน 1 ทองแดง เหรียญคณิตศาสตร์นานาชาติ พร้อมเกียรติบัตรจากการแข่งขันนานาชาติที่ปักกิ่ง จากค่ายฤดูร้อนคณิตศาสตร์นานาชาติ ครั้งที่ 4 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน

ขอแสดงความยินดีกับผลงานของน้องๆ คว้า 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง จากการเข้าร่วมกิจกรรมค่ายฤดูร้อนคณิตศาสตร์นานาชาติ ครั้งที่ 4 จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. - 11 ก.ค. 2569 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยนักเรียนตัวแทนประกอบด้วย

1.นายธฤษณุธัช กริ่มใจ  ได้รับรางวัลเหรียญเงิน  ร.ร. เตรียมอุดมศึกษา

2.นายธนกร ตั้งเจตน์   ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง  ร.ร. เตรียมอุดมศึกษา

3.นายชยากร ศิริไกร  ได้รับเกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขัน  ร.ร. เตรียมอุดมศึกษา

4.นายจิระพัชร์ พุฒดี  ได้รับเกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขันร.ร.เซนต์คาเบรียล

5.ด.ช.ปรรณ กาญจนารัณย์   ได้รับเกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขัน  ร.ร. สาธิต มศว ปทุมวัน

6.นาย ปัณณวิชญ์ คลังเพ็ชร์  ได้รับเกียรติบัตรเข้าร่วมการแข่งขัน  ร.ร. เตรียมอุดมศึกษา

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1427913082480590&id=100057857341280&rdid=FEBAFYLqG8Z7jV5f#

อุโมงค์ 3,500 เมตรเจาะทะลุถึงกันแล้ว!! งานสร้างรถไฟจีนคืบหน้า กวางตุ้งเร่งโครงข่ายรางความเร็วสูง โครงการรถไฟ จูไห่–จ้าวชิ่ง คืบหน้า เติมเส้นเลือดใหม่ให้โครงข่ายความเร็วสูง

งานสร้าง 'อุโมงค์ทางรถไฟ' ยาว 3,500 เมตร เจาะทะลุถึงกันในกวางตุ้ง

ประมวลภาพการดำเนินงานก่อสร้างอุโมงค์เจียงจวินหลิ่ง ความยาว 3,500 เมตร บนเส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายจูไห่-จ้าวชิ่ง ในมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน โดยอุโมงค์แห่งนี้เจาะทะลุเชื่อมถึงกันแล้วในวันศุกร์ (10 ก.ค.)

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top