Saturday, 18 July 2026
TheStatesTimes

พนันออนไลน์กลายเป็นภัยชาติ!! “อินโดนีเซีย” ลุยปราบพนันออนไลน์ ปิดเว็บ–คอนเทนต์ผิดกฎหมายแล้ว 3.7 ล้านรายการ สั่งปิดบัญชีต้องสงสัยกว่า 32,500 บัญชี หลังพบกระทบสังคม–เศรษฐกิจหนัก

จาการ์ตา, 15 ก.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (14 ก.ค.) เมตยา ฮาฟิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและกิจการดิจิทัลของอินโดนีเซีย กล่าวว่าอินโดนีเซียได้ปิดกั้นเว็บไซต์และเนื้อหาออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับการพนันผิดกฎหมาย 3.7 ล้านรายการแล้ว ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2024 ขณะที่ทางการเดินหน้ายกระดับการปราบปรามทั่วประเทศ

เมตยาระบุว่ารัฐบาลได้รับรายงานเกี่ยวกับบัญชีธนาคารต้องสงสัยว่าเอื้อการพนันออนไลน์ 1.56 แสนบัญชี และหมายเลขโทรศัพท์มือถือ 85,500 หมายเลขที่ถูกกล่าวหาว่าใช้ในการฉ้อโกง ผ่านแพลตฟอร์มการรายงานของทางการ รวมถึงได้ปิดบัญชีธนาคาร 32,500 บัญชี จาก 38,000 บัญชีที่กระทรวงฯ รายงานต่อสำนักงานบริการทางการเงิน

รัฐบาลกำลังเปลี่ยนจากการตอบโต้ด้วยการลบเนื้อหามาเป็นการตรวจจับความผิดปกติ พร้อมทั้งเสริมสร้างการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อเร่งดำเนินการต่อต้านเครือข่ายการพนันที่ผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ได้กำหนดให้การต่อต้านการพนันออนไลน์เป็นวาระเร่งด่วนระดับชาติ เนื่องจากเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน เป็นต้นเหตุของปัญหาสังคม และก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

ที่มา : Xinhua

สงครามโลจิสติกส์เดือด!! รัสเซียเดินหน้าโจมตีท่าเรือยูเครน ซัดเรือสินค้า–คลังเชื้อเพลิง–โรงงานผลิตโดรน หวังบั่นทอนกำลังทหารและเศรษฐกิจ ใช้โดรนและอาวุธพิสัยไกลตัดวงจรสนับสนุนกองทัพยูเครน

มอสโก (สปุตนิก) — กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า กองทัพรัสเซียได้โจมตีเรือ 3 ลำที่บรรทุกยุทโธปกรณ์ทางทหารในพื้นที่โอเดสซา

กระทรวงฯ ระบุว่า “การโจมตียังคงดำเนินต่อไปต่อท่าเรือของยูเครน และเรือที่ถูกใช้สนับสนุนกองทัพยูเครน”

ตามข้อมูลของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย โดรนจู่โจมได้เล็งเป้าไปยังเรือบรรทุกสินค้า 3 ลำ โดยลำหนึ่งถูกโจมตีที่ท่าเรือยูจนี ส่วนอีก 2 ลำจอดทอดสมออยู่นอกชายฝั่งโอเดสซา เพื่อรอการขนถ่ายสินค้า

ก่อนหน้านี้ในวันพุธ กองทัพรัสเซียยังได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานท่าเรือที่ใช้สำหรับขนถ่ายเชื้อเพลิงและสารหล่อลื่น ถังเก็บเชื้อเพลิง รวมถึงโรงงานผลิตโดรน 2 แห่งในพื้นที่เดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเรือบรรทุกสินค้าอีก 2 ลำที่ส่งกำลังบำรุงให้กองทัพยูเครน ถูกโจมตีที่ท่าเรือเชอร์โนมอร์สก์และดนีโปร-บักสกี

กระทรวงฯ ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดทอนขีดความสามารถทางทหารและเศรษฐกิจของยูเครน และดำเนินการโดยใช้โดรนจู่โจมร่วมกับอาวุธความแม่นยำสูงพิสัยไกล

ที่มา : Sputnik

“บีโอไอ” หารือ UNIDO Bahrain!! หารือความร่วมมือส่งเสริมลงทุน ถ่ายทอดเทคโนโลยีพัฒนา SMEs สนับสนุนผู้ประกอบการไทยร่วมมือ ผลักดันผ่านเครือข่าย UNIDO

บีโอไอหารือ UNIDO ITPO Bahrain

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นางสาวฐนิตา ศิริทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) (ที่ 5 จากซ้าย) ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNIDO ITPO Bahrain

นำโดย Mr. Hashim Hussein (Head of UNIDO ITPO Bahrain) (ที่ 4 จากซ้าย) เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านการส่งเสริมการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการสนับสนุนการลงทุนผู้ประกอบการไทยผ่านเครือข่ายของ UNIDO ณ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ถ.วิภาวดีรังสิต

บ้านใหญ่สตูลสะเทือนหนัก!! มรสุมคดีการเมืองถล่มบ้านใหญ่สตูล สะเทือนเก้าอี้ มท.4 เขย่าบารมี ‘พิพัฒน์’ แม่ทัพสีน้ำเงินใต้ หลัง ป.ป.ช.ชี้มูล ‘โกเตี๋ยน’ ปมโครงการ 29.7 ล้าน

มรสุมขย่มบ้านใหญ่สตูล กระทบชิ่งถึง ”พิพัฒน์“ จะเอาอยู่ไหมกับคลื่นลมแรง

มรสุม “คดีการเมือง” เขย่า“บ้านใหญ่สตูล” แถมกำลังสร้างแรงสั่นคลอนไปถึงเก้าอี้ มท.4 ที่เวลานี้มี “โกแพ”วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ นั่งช่วยมหาดไทย ลูกชายบ้านใหญ่สตูลรักษาโควต้าอยู่

กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด “โกเตี๋ยน” สัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกอบจ.สตูล กับพวก กรณีไม่บอกเลิกจ้างโครงการก่อสร้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อ.ควนโดน สตูล วงเงิน 29.7 ล้านบาท ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2559 และผู้รับจ้างส่งมอบงานล่าช้า อันเป็นสัญญาที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะคู่สัญญาก็อยู่ในวงศาคณาญาติ และอาจขยายไปถึง “โกเกียรติ” สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ผู้บริหารบริษัท เกียรติเจริญชัยการโยธา จำกัด หรือชื่อเดิมคือ หจก.เกียรติเจริญชัยการโยธา และยังเป็นบิดาของ“โกแพ”วรศิษฎ์ ในฐานะผู้สนับสนุน

ยิ่งคดี“โกงสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น” ที่มีการเปิดตัวละครลับรายวัน ท่ามกลางข้อครหาเป็นหนึ่งใน “ธุรกิจการเมือง” หรือวงจร “ถอนทุนการเมือง” ของบรรดาซุ้มการเมืองบ้านใหญ่

แม้การลาออกของเลขานุการของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคมนาคม จะไม่บอกเหตุผลที่ชัดเจน แต่สังคมรับรู้ว่าเกี่ยวโยงกับการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นเป็นแน่แท้

ที่โดนกระสุนตกใส่แบบเต็มๆ หนีไม่พ้น “มท.แพ” ทั้งในฐานะเป็นรมช.มหาดไทย ที่กำกับดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) ซึ่งรับผิดชอบการจัดสอบโดยตรง

หรือกรณีที่บุคคลในตระกูลถูกเชื่อมโยงคดีโกงสอบดังกล่าว ล่าสุดมีการเปิดประเด็นโดย “ภคมน หนุนอนันต์” สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ออกมาเรียกร้องให้ มท.4 ถอนตัวจากกระบวนการตรวจสอบทุจริต หลังปรากฎรายชื่อหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาคือคนในตระกูลเดียวกัน

จริงอยู่แม้ตามกระบวนการเวลานี้ จะยังไม่มีการชี้ผิด-ชี้ถูก จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หมายความว่า“ผู้ถูกกล่าวหา” ก็ยังเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่วิกฤติศรัทธาจากคดีโกงสอบที่กำลังเขย่าความเชื่อมั่นรัฐบาลในเวลานี้ ถึงที่สุดอาจสั่นคลอนไปถึงการ“ต่อตั๋วรัฐมนตรี” ของมท.4 ผู้นี้ และเสี่ยงลุกลามถึงอาณาจักรบ้านใหญ่สตูล” ตระกูลเลียงประสิทธิ์ ก็เป็นได้

การเมืองสตูล ทั้งสนามใหญ่ สนามเล็กถูกผูกขาดมาระยะหนึ่งแล้ว โดย “โกเตี๋ยน” สัมฤทธิ์ เป็นนายก อบจ.ติดต่อกันหลายสมัย ขณะที่ตระกูลเลียงประสิทธิ์ ถือเป็นนักธุรกิจที่ขยายอาณาจักรกว้างขวางใน จ.สตูล

ในการเลือกตั้งปี 2562 สตูลมี สส.2 คน “บ้านใหญ่เลียงประสิทธิ์” ส่ง “โกแพ”วรศิษฎ์ เป็น สส.สตูล เขต 2 สมัยแรก และรักษาแชมป์ติดต่อกัน 3 สมัย ก่อนเลื่อนชั้นนั่งเก้าอี้เสนาบดี ที่ตำแหน่ง รมช.มหาดไทยอย่างรวดเร็ว ในการฟอร์มทีม ครม.อนุทิน 2 รอบล่าสุด

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเวลานี้ ไม่เพียงแต่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปยัง “บ้านใหญ่สตูล” ที่กำลังเผชิญมรสุมรุมเร้าจากคดีการเมืองเท่านั้น แต่ยังกระทบไปถึงแม่ทัพภาคใต้ “ค่ายสีน้ำเงิน” คือ “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ซึ่งสนิทชิดเชื้อกับบ้านใหญ่สตูล ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ที่ จ.สตูล รวมถึงภาคใต้โซนพัทลุง สงขลา

การเลือกตั้งปี 2562 “โกเกี๊ยะ” ส่ง “พิบูลย์ รัชกิจประการ” น้องชาย ชิงสส.เขต 1 สตูล ได้รับชัยชนะ เป็น สส.สมัยแรก และต่อเนื่องถึงการเลือกตั้งปี 2566

ขณะที่การเลือกตั้งครั้งล่าสุดปีนี้ 2569 “พิบูลย์”ขยับขึ้น สส.บัญชีรายชื่อ และบ้านใหญ่ส่ง “ปีเตอร์” พีรพัฒน์ รัชกิจประการ ลูกชาย “พิบูลย์”ลงรักษาพื้นที่แทน และได้รับเลือกเป็นสส.สมัยแรก

สตูล จึงกลายเป็นจังหวัดที่พรรคภูมิใจไทยได้ สส.แบบยกจังหวัด

ฉะนั้น ท่ามกลาง“มรสุมการเมือง”จากคดีทุจริตที่กำลังเกิดขึ้นเวลานี้ จึงสะท้อนชัดว่า ถึงที่สุดอาจไม่ได้แค่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปยัง “อาณาจักรบ้านใหญ่สตูล” ของตระกูลเลียงประสิทธิ์เพียงเท่านั้น แต่อาจเขย่าไปถึง"สมรภูมิสีน้ำเงิน“ที่มี “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ เป็นแม่ทัพ และก่อนหน้านี้ ยังปรากฎชื่อบุคคลใกล้ชิด เป็นหนึ่งในบุคคลที่เข้าข่ายถูกเรียกสอบในคดีโกงสอบท้องถิ่นอีกด้วย

สองอาทิตย์มาแล้ว เราได้ยินข่าว 2 น.ขัดแย้ง 1 พ. อันเป็นการสะท้อนความไม่พึงพอใจของแกนนำภูมิใจไทย ต่อพิพัฒน์

ต้องจับตาความอลหม่านปั่นป่วน ที่กำลังลุกลามไปถึงความเชื่อมั่นของ“พรรคสีน้ำเงิน” ในฐานะแกนนำรัฐบาล

ถึงที่สุดจะเรียกคืนความเชื่อมั่น ด้วยการล่า“ไอ้โม่ง”ตัวจริงมารับผิดได้หรือไม่ หรือที่สุดจะจบแค่การ“ตัดตอน” เอาผิดแต่ปลาซิวปลาสร้อย แล้วปล่อย“ผู้บงการ”ลอยนวล?

เด็กไทยสร้างชื่อเวทีโลก!! สสวท.ต้อนรับฮีโร่ฟิสิกส์โอลิมปิกไทย คว้า 5 รางวัลฟิสิกส์โอลิมปิกนานาชาติ 2026 ที่โคลอมเบีย 1 ทอง 2 เงิน 1 ทองแดง 1 เกียรติคุณ สร้างความภูมิใจจากเวทีฟิสิกส์โอลิมปิกโลก

สสวท. ต้อนรับผู้แทนประเทศไทย สร้างผลงานระดับโลก! คว้า 5 รางวัลจากการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 56 (IPhO 2026) ณ เมืองบูการามังกา สาธารณรัฐโคลอมเบีย

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จัดพิธีต้อนรับคณะผู้แทนประเทศไทย หลังสร้างผลงานยอดเยี่ยมจากการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 56 (The 56th International Physics Olympiad: IPhO 2026) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–12 กรกฎาคม 2569 ณ เมืองบูการามังกา สาธารณรัฐโคลอมเบีย

โดยมี นางฤทัย เพลงวัฒนา ผู้อำนวยการสาขาฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์โลก สสวท. เป็นประธานในพิธีต้อนรับ พร้อมด้วย นางสาวรัชดา ยาตรา ผู้อำนวยการฝ่ายโอลิมปิกวิชาการและอัจฉริยภาพ สสวท. คณะครู และผู้ปกครอง ร่วมแสดงความยินดีและต้อนรับอย่างอบอุ่น เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ผลการแข่งขัน ผู้แทนประเทศไทยคว้า 5 รางวัล ได้แก่ 1 เหรียญทอง  2 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง และ 1 เกียรติคุณประกาศ  ดังนี้

 ผู้แทนประเทศไทย

นายภัทรภณ ธนพิทักษ์ — โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา #เหรียญทอง

นายสิรวิชญ์ มุสิกะโสภณ — โรงเรียนกำเนิดวิทย์ #เหรียญเงิน

นายชยพล นนทสูติ — โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย #เหรียญเงิน

นายพุฒิธร วิบูลย์เจริญกิจจา — โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต #เหรียญทองแดง

นายอังกูร ธนาสิทธิกุล — โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย #เกียรติคุณประกาศ

สสวท. ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนผู้แทนประเทศไทยทุกคน ตลอดจนคณาจารย์ผู้ควบคุมทีมและผู้เกี่ยวข้อง ที่ร่วมกันผลักดันศักยภาพเยาวชนไทยสู่เวทีวิชาการระดับโลก สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ประเทศ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1459154656251419&id=100064706947347&mibextid=wwXIfr&rdid=jXYwX4YDLCOupQAR#

“สวนนงนุช” จัดพิธีหล่อเทียน สืบสานพุทธประเพณีเข้าพรรษา 9 วัด 9 ต้น เทียนพรรษามงคล เทศกาลเข้าพรรษาระหว่างวันที่ 16-22 ก.ค. ส่งต่อพลังแห่งศรัทธาและความดีงาม

สวนนงนุชพัทยา จัดพิธีหล่อเทียนพรรษา “9 วัด 9 ต้น 9 พลังแห่งความดี” สืบสานพุทธประเพณี ส่งต่อแรงแห่งศรัทธาในพระพุทธศาสนา

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 สวนนงนุชพัทยา จัดพิธีหล่อเทียนพรรษา “9 วัด 9 ต้น 9 พลังแห่งความดี” ณ สวนลอยฟ้า โดยมีนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ร่วมกับ นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาครัฐ  และนักท่องเที่ยวเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 22 กรกฎาคม 2569 เพื่อหล่อเทียนพรรษาจำนวน 9 ต้น นำไปถวายวัด 9 แห่งในพื้นที่ เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา โดยได้รับเมตตาจากพระครูเกษมกิตติโสภณ เจ้าอาวาสวัดสามัคคีบรรพต เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

ภายในงานได้รับเกียรติจากนายณัฐวุฒิ อนุโยธา นายอำเภอสัตหีบ นายธณพง โคตรมณี นายกเทศมนตรีตำบลเขาชีจรรย์  นายสมบัติ แก้วปทุม นายกเทศมนตรีตำบลเกล็ดแก้ว  และนายภิญโญ สายนภา นายกเทศมนตรีตำบลนาจอมเทียน เข้าร่วมพิธีเพื่อร่วมสืบสานประเพณีอันดีงามของไทย

สำหรับเลข 9 ถือเป็นเลขมงคลที่คนไทยเชื่อมโยงกับความก้าวหน้า ความเจริญ และความเป็นสิริมงคล สวนนงนุชพัทยาจึงจัดทำเทียนพรรษาจำนวน 9 ต้น เพื่อนำไปถวายยังวัด 9 แห่ง ประกอบด้วย วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร วัดสัตหีบ วัดสามัคคีบรรพต วัดนาจอมเทียน วัดอัมพาราม วัดบางเสร่คงคาราม วัดเขาคันธมาทน์ วัดหนองจับเต่า และวัดทรัพย์นาบุญญาราม

นอกจากจะเป็นการสืบทอดพุทธประเพณีอันทรงคุณค่าที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างยาวนานแล้ว เทียนพรรษาทั้ง 9 ต้น ยังเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งแสงสว่างทางปัญญา ที่ช่วยนำทางให้ผู้คนดำเนินชีวิตด้วยสติ คุณธรรม และความดีงาม พร้อมส่งต่อพลังแห่งศรัทธา ความหวัง และความสามัคคีไปยังชุมชนโดยรอบสะท้อนให้เห็นถึงการร่วมกันรักษาและส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่คู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

“ภูมิใจไทย” เข้าสู่โหมดกู้ศรัทธา!! หลังคะแนนนิยมตก เร่งเครื่องผลงาน–ปรับทัพสื่อสาร โพลล์ดิ่ง 10% เขย่ารัฐบาล–ภูมิใจไทย ‘อนุทิน’ เร่งรัฐมนตรีสร้างผลงาน ก่อนเสี่ยงปรับ ครม. ทำงานให้ประชาชนเห็นผลจับต้องได้

รัฐบาล-ภูมิใจไทย ปรับทัพรับมือกระแสตก

โพลล์ดิ่ง 10% ปลุกรัฐมนตรีเร่งสร้างผลงาน ก่อนถึงจุดเสี่ยงปรับ ครม.

คะแนนนิยมรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง กำลังกลายเป็น “สัญญาณเตือนภัย” ที่ไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะผลสำรวจความนิยมในช่วงไตรมาส 2 ที่สะท้อนคะแนนตกลงเกือบ 10% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า จนแกนนำรัฐบาลต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์ทั้งด้านการทำงานและการสื่อสารอย่างเร่งด่วน

แม้ตัวเลขโพลล์จะเป็นเพียงภาพสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนในช่วงเวลาหนึ่ง แต่สำหรับพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำรัฐบาล นี่คือ “ดัชนีวัดความเชื่อมั่น” ที่มีผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองในระยะยาว

“อนุทิน” ไขลานรัฐมนตรี เร่งเครื่องทุกกระทรวง

แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทยเปิดเผยว่า ภายหลังผลสำรวจหลายสำนักสะท้อนแนวโน้มคะแนนนิยมลดลง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เรียกรัฐมนตรีของพรรคเข้าหารือหลายรอบ เพื่อเร่งรัดการทำงานของทุกกระทรวง

สารหลักที่ส่งถึงรัฐมนตรีมีเพียงไม่กี่คำ แต่หนักแน่น

“ผลงานต้องจับต้องได้ ประชาชนต้องเห็น”

ทุกกระทรวงถูกกำชับให้เร่งเดินหน้าโครงการที่ส่งผลต่อชีวิตประชาชนโดยตรง พร้อมทั้งให้มีการประเมินผลการทำงานเป็นรายปี ไม่ใช่รอให้ครบวาระแล้วค่อยมาสรุปผลงาน

เพราะในโลกการเมือง หากประชาชนไม่รับรู้ ผลงานก็แทบไม่มีความหมาย

เตือนรัฐมนตรี “โลกลืม”

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในการประชุมภายใน มีการหยิบยกชื่อรัฐมนตรีบางคนที่ถูกประเมินว่า “เงียบเกินไป” หรือแทบไม่มีบทบาทในสายตาประชาชน

มีรายงานว่า นายอนุทินได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังรัฐมนตรีที่ถูกมองว่าเป็น “รัฐมนตรีโลกลืม” ให้เร่งสร้างผลงานและเพิ่มการสื่อสารกับประชาชน

พร้อมย้ำประโยคที่สะท้อนแรงกดดันทางการเมืองว่า

“ระวังจะถึงวันปรับ ครม. แล้วนายกฯ จำไม่ได้ว่ามีรัฐมนตรีคนนี้อยู่”

แม้จะเป็นคำพูดเชิงหยอกล้อ แต่หลายคนในที่ประชุมรับรู้ดีว่า เป็นการส่งสัญญาณให้ทุกคนเร่งพิสูจน์ผลงานก่อนจะสายเกินไป

ยุคนี้…ทำงานอย่างเดียวไม่พอ ต้องสื่อสารเป็น

อีกโจทย์สำคัญที่พรรคภูมิใจไทยกำลังเร่งแก้ คือปัญหาการสื่อสาร

แกนนำพรรคยอมรับว่า หลายกระทรวงมีผลงานจำนวนมาก แต่กลับไม่สามารถสื่อสารให้ประชาชนรับรู้ได้ ส่งผลให้คะแนนนิยมไม่สะท้อนผลงานที่เกิดขึ้นจริง

จึงมีการกำชับให้รัฐมนตรีทุกคนเพิ่มการประชาสัมพันธ์ ทั้งผ่านสื่อกระแสหลัก สื่อออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย รวมถึงลงพื้นที่ให้ถี่ขึ้น เพื่อให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ของนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

ปรับทัพ “สื่อน้ำเงิน”

นอกจากปรับการทำงานของรัฐมนตรีแล้ว พรรคยังเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ด้านการสื่อสารครั้งใหญ่

มีรายงานว่า ทีมสื่อสารของพรรคกำลังปรับโครงสร้างใหม่ โดยเพิ่มบุคลากรที่มีประสบการณ์จากสื่อกระแสหลักเข้ามาช่วยวางยุทธศาสตร์ เพื่อขยายฐานการสื่อสารออกไปนอกกลุ่มผู้สนับสนุนเดิม

เป้าหมายคือ เปลี่ยนจากการสื่อสารเฉพาะกลุ่ม ไปสู่การเข้าถึงประชาชนวงกว้างมากขึ้น

จับตา “เจ้สื่อเหลือง” กรีฑาทัพเข้าช่องหอยม่วง

อีกความเคลื่อนไหวที่ถูกจับตาในแวดวงสื่อและการเมือง คือกระแสข่าวการดึงบุคลากรจาก “สื่อเหลือง” เข้ามาเสริมทีมสื่อสารของเครือข่ายสื่อฝั่ง “น้ำเงิน”

แหล่งข่าวระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับผังและจัดวางบทบาทใหม่ โดยมีชื่อของผู้บริหารสื่อรายหนึ่งถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางว่า อาจเข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการสื่อสารในอนาคต

แม้ทุกอย่างยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่า พรรคกำลังให้ความสำคัญกับ “สงครามข่าวสาร” ไม่แพ้การขับเคลื่อนนโยบาย

เกมชี้ชะตา…อยู่ที่ผลงานและความเชื่อมั่น

สำหรับภูมิใจไทย เวลานี้โจทย์ไม่ได้มีเพียงการรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล แต่ยังต้องรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนไปพร้อมกัน

เมื่อผลโพลล์เริ่มส่งสัญญาณอันตราย การเร่งเครื่องรัฐมนตรี การประเมินผลงานรายปี การเตือนรัฐมนตรีที่ไร้บทบาท ตลอดจนการปรับทัพสื่อสาร ล้วนเป็นภาพสะท้อนว่าพรรคกำลังเข้าสู่โหมด “กู้ศรัทธา”

เพราะท้ายที่สุด ในสนามการเมือง ผลงานอาจเป็นคำตอบ แต่การทำให้ประชาชนรับรู้ผลงาน คืออีกครึ่งหนึ่งของชัยชนะ

มหาวิทยาลัยไทยต้องทบทวน!! ดราม่าเงินรุ่น มข. ปัญหาไม่ใช่แค่จ่ายเงิน แต่คือใครมีสิทธิตัดใครออกจากพื้นที่การเรียนรู้ มหาวิทยาลัยไทยต้องแยกให้ชัด อะไรคือสมัครใจ อะไรคือสิทธิพื้นฐาน

เงินรุ่น อำนาจรุ่น และสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลการเรียน

ช่องว่างที่มหาวิทยาลัยไทยต้องแก้ ก่อนความสัมพันธ์ในรุ่นจะกลายเป็นการตัดสิทธิทางการศึกษา

กรณีนักศึกษาหญิงคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ออกมาเปิดเผยว่าถูกเพื่อนร่วมรุ่นกลั่นแกล้งและนำออกจากกลุ่มสื่อสาร หลังเกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับการจ่ายเงินส่วนกลางของรุ่น กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์

ล่าสุด คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระบุว่าได้รับทราบเรื่องและกำลังเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมเข้าดูแลนักศึกษาที่เกี่ยวข้อง โดยยืนยันว่าหากพบพฤติกรรมเข้าข่ายการกลั่นแกล้งหรือการกระทำไม่เหมาะสม จะดำเนินการตามระเบียบของมหาวิทยาลัยอย่างเป็นธรรมและถึงที่สุด

ในระหว่างที่กระบวนการตรวจสอบยังไม่สิ้นสุด สังคมจึงไม่ควรรีบตัดสินว่าใครผิดทั้งหมด หรือเหมารวมว่านักศึกษาทั้งสาขามีส่วนร่วมกับเหตุการณ์

แต่สิ่งที่สังคมไม่ควรมองข้าม คือกรณีนี้ได้เปิดให้เห็นปัญหาใหญ่กว่าความขัดแย้งระหว่างนักศึกษากลุ่มหนึ่ง นั่นคือเส้นแบ่งที่ยังไม่ชัดเจนระหว่าง “กิจกรรมของรุ่น” “อำนาจของคนในรุ่น” และ “สิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงข้อมูลการศึกษา”

เงินรุ่นคือความสมัครใจ หรือภาระที่ปฏิเสธไม่ได้?

ในมหาวิทยาลัยไทยหลายแห่ง นักศึกษามักเก็บเงินส่วนกลางเพื่อใช้จัดกิจกรรม เช่น งานรับน้อง งานเลี้ยงรุ่น ของที่ระลึก งานแสดงความยินดีกับรุ่นพี่ หรือกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ภายในคณะ

กิจกรรมเหล่านี้อาจมีคุณค่าและช่วยสร้างความผูกพัน แต่คำถามสำคัญคือ หากเงินดังกล่าวไม่ได้เป็นค่าเล่าเรียน ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายที่มหาวิทยาลัยประกาศอย่างเป็นทางการ นักศึกษามีสิทธิปฏิเสธหรือขอจ่ายในจำนวนที่ตนเองสามารถรับภาระได้หรือไม่

คำว่า “ทุกคนตกลงกันแล้ว” อาจไม่เพียงพอ หากไม่มีรายละเอียดว่าใครเป็นผู้เสนอ ใครเป็นผู้อนุมัติ มีนักศึกษาที่ไม่เห็นด้วยหรือไม่ และการแสดงความเห็นต่างทำได้อย่างปลอดภัยเพียงใด

นักศึกษาบางคนอาจมาจากครอบครัวที่มีฐานะดี ขณะที่บางคนต้องพึ่งทุนการศึกษา กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือทำงานพิเศษเพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัว เงินหลักร้อยต่อเดือนซึ่งดูไม่มากสำหรับคนกลุ่มหนึ่ง อาจเป็นรายจ่ายสำคัญของอีกครอบครัวหนึ่ง

ดังนั้น หลักการที่ควรชัดเจนคือ การเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมและการจ่ายเงินกิจกรรมต้องเกิดจากความสมัครใจ การไม่จ่ายหรือจ่ายไม่ครบไม่ควรถูกนำมาใช้ลดคุณค่าความเป็นสมาชิกของรุ่น กดดันให้อับอาย หรือตัดออกจากพื้นที่ซึ่งจำเป็นต่อการเรียน

มหาวิทยาลัยขอนแก่นเองมีระเบียบเกี่ยวกับกิจกรรมนักศึกษา การจัดตั้งกลุ่มนักศึกษา หลักเกณฑ์การจัดโครงการ และแบบบัญชีรายรับรายจ่ายสำหรับการดำเนินกิจกรรมอย่างเป็นระบบอยู่แล้ว

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ว่า กติกาเหล่านี้ครอบคลุมถึง “เงินรุ่น” หรือเงินที่นักศึกษาเก็บกันเองนอกโครงการทางการมากน้อยเพียงใด และมหาวิทยาลัยควรกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำเพื่อคุ้มครองนักศึกษาหรือไม่

อย่างน้อยควรมีการแจ้งวัตถุประสงค์ จำนวนเงิน ระยะเวลาการเก็บ รายชื่อผู้ดูแลเงิน และบัญชีรายรับรายจ่ายที่ตรวจสอบได้ รวมถึงช่องทางขอยกเว้นหรือลดจำนวนเงินโดยไม่ต้องเปิดเผยปัญหาส่วนตัวต่อเพื่อนทั้งรุ่น

เมื่อกลุ่มแชตส่วนตัวกลายเป็นโครงสร้างการศึกษา

อีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้เรื่องเงิน คือสถานะของกลุ่ม LINE หรือกลุ่มสื่อสารออนไลน์ของนักศึกษา

ในทางชื่อเรียก กลุ่มเหล่านี้อาจเป็นเพียง “กลุ่มรุ่น” หรือ “กลุ่มเพื่อน” ซึ่งก่อตั้งและดูแลโดยนักศึกษา แต่ในทางปฏิบัติกลับถูกใช้แจ้งตารางเรียน วันส่งงาน การเปลี่ยนห้องเรียน การนัดหมายกับอาจารย์ การสอบ กิจกรรมบังคับ และข้อมูลสำคัญอื่น ๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้ กลุ่มที่ดูเหมือนเป็นพื้นที่ส่วนตัวจึงทำหน้าที่เสมือนระบบสื่อสารของหลักสูตรโดยพฤตินัย

ปัญหาจะเกิดขึ้นทันที เมื่อผู้ดูแลกลุ่มซึ่งเป็นนักศึกษาด้วยกันมีอำนาจนำสมาชิกคนหนึ่งออกจากกลุ่ม โดยอาจไม่มีหลักเกณฑ์ ไม่มีการเตือน และไม่มีช่องทางอุทธรณ์

หากกลุ่มนั้นใช้พูดคุยเรื่องงานเลี้ยงหรือกิจกรรมสมัครใจเพียงอย่างเดียว การนำผู้ไม่เข้าร่วมออกอาจเป็นเรื่องการบริหารกลุ่มทั่วไป แต่หากมีข้อมูลด้านการเรียนปะปนอยู่ การนำออกอาจส่งผลกระทบต่อโอกาสทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม

นี่คือเหตุผลที่มหาวิทยาลัยไม่ควรปล่อยให้ข้อมูลสำคัญด้านการเรียนขึ้นอยู่กับกลุ่มแชตที่บริหารโดยนักศึกษาเพียงช่องทางเดียว

ประกาศเกี่ยวกับการเรียน การสอบ งาน และการเปลี่ยนแปลงทางวิชาการควรส่งผ่านระบบทางการซึ่งนักศึกษาทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ส่วนกลุ่ม LINE สามารถใช้เป็นช่องทางเสริมเพื่อความสะดวก แต่ไม่ควรเป็นแหล่งข้อมูลเพียงแห่งเดียว

เพราะสิทธิในการรับรู้ข้อมูลการเรียนไม่ควรขึ้นอยู่กับว่า นักศึกษาคนนั้นได้รับการยอมรับจากเพื่อนส่วนใหญ่หรือมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ดูแลกลุ่มหรือไม่

“หัวหน้ารุ่น” มีอำนาจเพียงใด?

ตำแหน่งหัวหน้ารุ่น ตัวแทนรุ่น หรือผู้ประสานงานของสาขา มีประโยชน์อย่างมากในการช่วยประสานงานระหว่างอาจารย์กับนักศึกษา แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อตำแหน่งทางสังคมถูกเข้าใจว่าเป็นอำนาจในการออกกฎ ลงโทษ หรือกำหนดสถานะของสมาชิกคนอื่น

หัวหน้ารุ่นไม่ใช่ผู้บริหารมหาวิทยาลัย ไม่ใช่อาจารย์ และไม่ใช่เจ้าหน้าที่ฝ่ายวินัย จึงไม่ควรมีอำนาจลงโทษเพื่อนด้วยการกีดกันจากข้อมูล ตัดสิทธิการเข้าร่วมงาน หรือใช้แรงกดดันจากเสียงส่วนใหญ่บังคับให้บุคคลปฏิบัติตาม

มหาวิทยาลัยควรกำหนดบทบาทของตัวแทนนักศึกษาให้ชัดเจนว่า หน้าที่คือการประสานงาน ไม่ใช่การควบคุมสมาชิก และไม่สามารถสร้างบทลงโทษขึ้นเองนอกระเบียบของสถาบันได้

พร้อมกันนั้น อาจารย์ไม่ควรส่งต่อข้อมูลสำคัญให้หัวหน้ารุ่นเพียงคนเดียว แล้วถือว่านักศึกษาทุกคนจะได้รับข่าวสารเอง เพราะเท่ากับฝากสิทธิทางการศึกษาไว้กับความสัมพันธ์ภายในกลุ่มที่มหาวิทยาลัยไม่ได้กำกับดูแล

ปัญหาที่ใหญ่กว่าการใช้คำหยาบ

การกลั่นแกล้งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการด่าทอหรือใช้คำหยาบคาย แต่อาจเกิดจากการกระทำซ้ำ ๆ ที่ทำให้บุคคลถูกลดทอนคุณค่า ถูกโดดเดี่ยว หรือถูกผลักออกจากพื้นที่ส่วนรวม

การนำฐานะครอบครัว เรื่องส่วนตัว หรือความเปราะบางของบุคคลมาพูดล้อเลียน การระดมคนกดดัน การไม่ส่งต่อข้อมูลที่จำเป็น และการทำให้ผู้หนึ่งรู้สึกว่าไม่มีสิทธิเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ล้วนเป็นพฤติกรรมที่มหาวิทยาลัยต้องพิจารณาอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบต้องแยกความรับผิดเป็นรายบุคคล ไม่ควรใช้กระแสสังคมตัดสินคนทั้งรุ่นหรือทั้งสาขาเหมือนกันทั้งหมด

ต้องตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ใช้ถ้อยคำ ใครเป็นผู้สั่งหรือดำเนินการนำออกจากกลุ่ม ใครร่วมกดดัน ใครพยายามช่วยแก้ปัญหา และใครเพียงอยู่ในกลุ่มโดยไม่ได้มีส่วนร่วม

ความยุติธรรมต่อผู้ร้องเรียนต้องเกิดขึ้นพร้อมกับความยุติธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหา การต่อต้านการบูลลี่จึงไม่ควรกลายเป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ไล่ล่า หรือรุมประณามคนอีกฝ่ายก่อนข้อเท็จจริงสิ้นสุด

มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีข้อบังคับว่าด้วยวินัยนักศึกษา กระบวนการสอบสวน การอุทธรณ์ และระบบรับเรื่องร้องเรียนเผยแพร่ไว้ผ่านหน่วยงานกิจการนักศึกษา ขณะเดียวกัน กองกฎหมายของมหาวิทยาลัยก็มีแนวปฏิบัติในการจัดการเรื่องร้องเรียนและการสอบสวนข้อเท็จจริง

สิ่งที่สังคมควรติดตามต่อจึงไม่ใช่เพียงว่าใครจะถูกลงโทษ แต่รวมถึงกระบวนการตรวจสอบมีความเป็นอิสระ รวดเร็ว โปร่งใส และป้องกันการตอบโต้ผู้ร้องเรียนได้จริงหรือไม่

ถึงเวลาสร้างมาตรฐานกลางให้มหาวิทยาลัยไทย

กรณีนี้ควรเป็นจุดเริ่มต้นให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศทบทวนอย่างน้อย 5 เรื่อง

ประการแรก เงินกิจกรรมนอกระบบต้องระบุชัดว่าเป็นเงินสมัครใจ พร้อมเปิดเผยบัญชีและห้ามใช้การกดดันทางสังคมบังคับจ่าย

ประการที่สอง ข้อมูลด้านการเรียนทั้งหมดต้องมีช่องทางทางการซึ่งนักศึกษาทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ผูกติดกับกลุ่ม LINE ส่วนตัว

ประการที่สาม ต้องกำหนดบทบาทและขอบเขตอำนาจของหัวหน้ารุ่นหรือตัวแทนนักศึกษาให้ชัดเจน

ประการที่สี่ ต้องมีช่องทางร้องเรียนที่นักศึกษาเข้าถึงได้โดยไม่จำเป็นต้องร้องผ่านอาจารย์ประจำสาขาเพียงช่องทางเดียว พร้อมมีกรอบเวลาตอบกลับและมาตรการป้องกันการตอบโต้

ประการสุดท้าย การสอบสวนต้องพิจารณาความรับผิดเป็นรายบุคคล คุ้มครองผู้ร้อง คุ้มครองพยาน และไม่เปิดเผยข้อมูลเกินความจำเป็น

มหาวิทยาลัยไม่ควรเป็นเพียงสถานที่ถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการ แต่ต้องเป็นพื้นที่ซึ่งคนที่มีฐานะ ความคิด และข้อจำกัดแตกต่างกันสามารถเรียนร่วมกันได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตัดออกจากสังคมเพราะไม่ทำตามเสียงส่วนใหญ่

ท้ายที่สุด ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่านักศึกษาคนหนึ่งจ่ายเงินรุ่นครบหรือไม่ แต่คือ คนในรุ่นมีสิทธิใช้อำนาจทางสังคมลงโทษผู้ที่เห็นต่างได้มากแค่ไหน

เพราะเงินกิจกรรมอาจเป็นเรื่องของความสมัครใจ แต่สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลการศึกษา ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ต้องเป็นสิทธิของนักศึกษาทุกคนอย่างเท่าเทียม

และนี่คือช่องว่างที่มหาวิทยาลัยไทยต้องเร่งแก้ ก่อนคำว่า “ประเพณีของรุ่น” จะกลายเป็นข้ออ้างในการสร้างอำนาจที่ไม่มีใครตรวจสอบ

รัสเซียส่งกำลังใจถึงไทย ‘ปูติน’ ส่งสารถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แสดงความอาลัยต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้ ขอผู้บาดเจ็บฟื้นตัวโดยเร็ว หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ร้ายแรงในกรุงเทพฯ

ประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน แห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ได้ส่งสารแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์เพลิงไหม้ถึงพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569

ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท

ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์เพลิงไหม้อันน่าสลดใจที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร

ขอพระองค์ได้โปรดถ่ายทอดคำแห่งความอาลัย ความเห็นอกเห็นใจ และขอส่งกำลังใจอย่างจริงใจจากข้าพเจ้าไปยังครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิตทุกคน และขออวยพรให้ผู้บาดเจ็บทุกคนฟื้นตัวในเร็ววันจากเหตุการณ์ในครั้งนี้

ด้วยความเคารพอย่างสูง
วลาดีมีร์ ปูติน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1322018253435142&set=a.287397323563912

17 กรกฎาคม 2461 พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ถูกปลงพระชนม์ จากราชบัลลังก์สู่ห้องใต้ดิน โศกนาฏกรรมซาร์องค์สุดท้ายแห่งรัสเซีย จุดสิ้นสุดราชวงศ์สุดท้ายของรัสเซีย

ราชวงศ์โรมานอฟ เป็นราชวงศ์สุดท้ายของรัสเซีย ปกครองจักรวรรดิรัสเซียตั้งแต่ปี 1613-1917 และมีจุดสิ้นสุดของราชวงศ์เมื่อวันที่ 17 ก.ค.1918 หรือ 104 ปีที่แล้ว

17 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 (Tsar Nicholas II) กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของรัสเซีย ถูกปลงพระชนม์พร้อมพระราชวงศ์อีกหลายพระองค์ที่ไซบีเรีย โดยทหารคณะปฏิวัติของกลุ่มมาร์กซิสม์หัวรุนแรงบอลเชวิก (Bolsheviks) ซึ่งนำโดย เลนิน (Vladimir Lenin)

สำหรับ พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 ทรงเป็นพระโอรสของ พระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ ที่ 3 แห่ง ราชวงศ์โรมานอฟ (Romanov Dynasty) พระนามเดิมคือ พระเจ้านิโคลัสที่ 2 (Nicholas II) ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2437 ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2439 พระองค์ทรงเป็นจักรพรรดิที่อ่อนแอ ไม่สามารถจัดการกับสถานการณ์ของประเทศที่กำลังปั่นป่วน หลังจากพ่ายแพ้ต่อญี่ปุ่นใน สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น (Russo–Japanese War) ระหว่างปี 2447-2448

จากนั้นในช่วง สงครามโลกครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2457-2461) ได้ทรงนำรัสเซียเข้าร่วมสงครามแต่ต้องพบกับความพ่ายแพ้อีกครั้ง ส่งผลให้ประชาชนเสื่อมความนิยมในพระองค์และคณะรัฐบาลมาก นอกจากนี้ยังทรงปล่อยให้ รัสปูติน (Gregori Rasputin) พระนอกรีตลึกลับเข้ามามีอิทธิพลในราชสำนัก ประกอบกับเกิดภาวะเงินเฟ้อ เศรษฐกิจตกต่ำมาก ขาดแคลนอาหาร ประชาชนอดอยาก เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูง ส่งผลให้ประชาชนไม่พอใจจึงลุกขึ้นมาเดินขวบต่อต้านและบังคับให้พระองค์สละราชสมบัติในวันที่ 15 มีนาคม 2460 เรียกเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า "การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์” (February Revolution--เพราะนับตามปฏิทินแบบเก่า)

จากนั้นถูกนำไปกักขังไว้และถูกปลงพระชนม์พร้อมพระราชวงศ์ ซึ่งประกอบด้วย พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 พระมเหสีอเล็กซานดรา ฟอโดรอฟนา พระธิดา 4 พระองค์ คือ โอลกา นิโคเลฟนา, ทาเทียนา นิโคเลฟนา, มาเรีย นิโคเลฟนา, อานาสตาเซีย นีคาไลยีฟนา และพระโอรส คือมกุฏราชกุมารอเล็กซี ถูกกลุ่มบอลเชวิกสังหารหมู่อย่างเลือดเย็น ที่บ้านอิปาตเยฟ ในเมืองเยคาเตรินบุร์ก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top