Saturday, 18 July 2026
TheStatesTimes

บัลลังก์ราชันคอร์ตหญ้า!! ‘ซินเนอร์’ โชว์หัวใจมือ 1 โลก พลิกดับซเวเรฟ 3-1 เซต ป้องกันแชมป์วิมเบิลดัน 2 สมัยซ้อน คว้าเงินรางวัล 3.6 ล้านปอนด์

ยานนิค ซินเนอร์ นักเทนนิสมือ 1 ของโลกจากอิตาลี โชว์หัวใจแชมป์ พลิกสถานการณ์หลังเสียเซตแรก ก่อนเอาชนะ อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ มือวางอันดับ 2 ของรายการ และมือ 3 ของโลกจากเยอรมนี 3-1 เซต

คว้าแชมป์ชายเดี่ยวศึกแกรนด์สแลม วิมเบิลดัน 2026 พร้อมป้องกันแชมป์ได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน
การแข่งขันเทนนิสแกรนด์สแลมรายการที่ 3 ของปี วิมเบิลดัน 2026 ชิงเงินรางวัลรวม 64.2 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,889 ล้านบาท) ที่ออล อิงแลนด์ ลอน เทนนิส แอนด์ โครเกต์ คลับ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศประเภทชายเดี่ยว

การแข่งขันครั้งนี้ได้รับพระกรุณาธิคุณจาก แคทเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ องค์อุปถัมภ์ของออล อิงแลนด์ ลอน เทนนิส แอนด์ โครเกต์ คลับ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์, เจ้าชายจอร์จแห่งเวลส์ และ เจ้าหญิงชาร์ลอตต์แห่งเวลส์ เพื่อทอดพระเนตรการแข่งขันและพระราชทานถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะ ท่ามกลางแฟนเทนนิสที่เข้าชมเต็มความจุของเซนเตอร์คอร์ต

ซเวเรฟคว้าเซตแรก ก่อนซินเนอร์เร่งเครื่อง
เซตแรก ทั้งสองฝ่ายรักษาเกมเสิร์ฟได้อย่างเหนียวแน่น ก่อนเสมอกัน 6-6 และต้องตัดสินด้วยไทเบรก ซึ่งเป็น ซเวเรฟ ที่เฉือนชนะ 9-7 ขึ้นนำ 1-0 เซต

เซตที่สอง รูปเกมยังสูสีและต้องตัดสินด้วยไทเบรกอีกครั้ง แต่คราวนี้ ซินเนอร์ เล่นได้เฉียบคมกว่า เอาชนะ 7-2 ตีเสมอเป็น 1-1 เซต

เซตที่สาม จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในเกมที่ 8 เมื่อซินเนอร์เบรกเกมเสิร์ฟได้สำเร็จ ก่อนปิดเซตด้วยสกอร์ 6-3 พลิกขึ้นนำ 2-1 เซต

เข้าสู่เซตที่สี่ มือ 1 ของโลกยังคุมเกมได้เหนือกว่า เบรกเสิร์ฟสำคัญขึ้นนำ 4-3 ก่อนเสิร์ฟปิดแมตช์เอาชนะ 6-4

จบการแข่งขัน ยานนิค ซินเนอร์ เอาชนะ อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ 3-1 เซต 6-7 ไทเบรก (7-9), 7-6 ไทเบรก (7-2), 6-3 และ 6-4 ใช้เวลาแข่งขัน 3 ชั่วโมง 46 นาที คว้าแชมป์วิมเบิลดันเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน
จากชัยชนะครั้งนี้ ซินเนอร์คว้าแชมป์แกรนด์สแลมรายการที่ 5 ในอาชีพ ต่อจาก ออสเตรเลียน โอเพ่น 2024 และ 2025, ยูเอส โอเพ่น 2024 รวมถึง วิมเบิลดัน 2025 และ 2026 พร้อมรับเงินรางวัล 3.6 ล้านปอนด์ (ประมาณ 162 ล้านบาท)

ด้าน ซเวเรฟ รับเงินรางวัลรองแชมป์ 1.8 ล้านปอนด์ (ประมาณ 81 ล้านบาท) และแพ้ให้กับ ซินเนอร์ เป็น นัดที่ 9 ติดต่อกัน

ซเวเรฟ: "ผมเริ่มไม่ชอบหน้า ซินเนอร์ แล้ว"
ซเวเรฟ กล่าวพร้อมรอยยิ้มหลังจบการแข่งขันว่า
"ตอนนี้ผมเริ่มไม่ชอบหน้า ยานนิค ซินเนอร์ แล้วล่ะ เพราะผมแพ้เขามา 9 ครั้งรวด" (หัวเราะ)
"แต่ต้องยอมรับว่าเขาแสดงให้เห็นอีกครั้งว่าทำไมถึงเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสร้างความทรงจำในรอบชิงชนะเลิศบนเซนเตอร์คอร์ต"

เจ้าตัวยังเผยว่า การผ่านเข้าชิงชนะเลิศวิมเบิลดันครั้งแรก ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของอาชีพ และทำให้เชื่อมั่นว่าจะมีโอกาสคว้าแชมป์รายการนี้ในอนาคต

ซินเนอร์: "ซเวเรฟ เข้าใกล้แชมป์มาก และจะทำได้แน่นอน"

แชมป์ชาวอิตาเลียนกล่าวชื่นชมคู่แข่งหลังจบแมตช์ว่า

"มันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมาก ซาสช่า วันนี้คุณเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์มาก หากยังรักษามาตรฐานแบบนี้ไว้ได้ ผมมั่นใจว่าคุณจะคว้าแชมป์รายการนี้ รวมถึงก้าวขึ้นเป็นมือ 1 ของโลกได้แน่นอน"
ก่อนทิ้งท้ายด้วยการขอบคุณแฟนเทนนิส บอลบอย บอลเกิร์ล และทีมงานทุกคนที่ทำให้การแข่งขันดำเนินไปอย่างราบรื่น

"วิมเบิลดันคือทัวร์นาเมนต์ที่พิเศษที่สุดของปี และการได้กลับมายืนคว้าแชมป์ที่นี่อีกครั้งมีความหมายกับผมมาก แล้วพบกันใหม่ปีหน้าครับ"

ที่มา : https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/106579/#google_vignette

“ไทยออยล์” คว้ารางวัลโลก!! ยอดจองหุ้นกู้สูงถึง 11 เท่า บริหารต้นทุนการเงินต่ำเพียง 3.875% รวบรวมความเป็นเลิศด้านการเงิน ตอกย้ำความแข็งแกร่งองค์กรระดับสากล

ไทยออยล์คว้า 2 รางวัลระดับโลกจาก Global Banking & Finance Awards 2026
ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านการบริหารการเงินและการระดมทุน

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) โดย คุณวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านการเงินและบัญชี เป็นผู้แทนบริษัทฯ เข้ารับ 2 รางวัลจากเวที Global Banking & Finance Awards 2026 ซึ่งจัดโดย Global Banking & Finance Review นิตยสารการเงินชั้นนำระดับสากล ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยรางวัลที่ได้รับประกอบด้วย

Corporate Finance CFO of the Year Thailand 2026 สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ ความเป็นผู้นำ และความสามารถด้านการบริหารการเงินเชิงกลยุทธ์ของคุณวนิดา บุญภิรักษ์ ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินขององค์กร ผ่านการรักษาวินัยทางการเงิน การบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสีย ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจและตลาดทุนที่มี ความผันผวน

Energy Financing Deal of the Year Thailand 2026 สะท้อนความสำเร็จของไทยออยล์จากการออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุนทั่วโลก โดยมียอดจองซื้อสูงกว่ามูลค่าการเสนอขายกว่า 11 เท่า นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสามารถ
บริหารต้นทุนทางการเงินสุทธิภายหลังการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Cross Currency Swap) ได้ในระดับเพียงร้อยละ 3.875 ต่อปี นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการระดมทุนผ่านตลาด ตราสารหนี้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐด้วยต้นทุนที่ดีที่สุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัทฯ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อความแข็งแกร่งทางการเงิน ศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ และการบริหารงานตาม
กลยุทธ์ของบริษัทฯ

Global Banking & Finance Awards เป็นรางวัลระดับสากลที่มอบให้แก่องค์กรและผู้บริหารที่มีผลงานโดดเด่นด้านการบริหารจัดการ การเงิน และการดำเนินธุรกิจ โดยการได้รับรางวัลในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของไทยออยล์ ที่ตอกย้ำความแข็งแกร่งด้านการบริหารการเงิน ความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลก และความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานสากล เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

อับบาส อารักชี กล่าว

“น่าเสียดายที่บางประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคของเรามาถึงจุดที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ให้สหรัฐฯตั้งฐานทัพชั่วคราว แต่ในความเป็นจริงแล้วประเทศเหล่านั้นได้กลายเป็นฐานทัพสหรัฐฯอย่างเต็มตัวไปโดยสมบูรณ์แล้ว”

อับบาส อารักชี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2108371636725245&set=gm.1346242574330766&idorvanity=849053944049634

อังกฤษ-อาร์เจนตินา อริตลอดกาล จากการเมืองสู่สงครามลามมาสนามฟุตบอลโลก

หากจะพูดถึงคู่ปรับตลอดกาลในโลกฟุตบอลที่ร้อนระอุที่สุด เดือดดาบที่สุด คู่ระหว่าง อังกฤษ กับ อาร์เจนตินา มักจะถูกยกขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ เสมอ ทว่าความเกลียดชังและความดุเดือดในสนามหญ้าไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะแท็กติกหรือศักดิ์ศรีของเกมกีฬา แต่มันคือ "สงครามตัวแทน" ที่หยั่งรากลึกมาจากความขัดแย้งทางการเมืองและประวัติศาสตร์เลือด
นี่คือเรื่องราวของความบาดหมางจากสมรภูมิจริง... ลามลงสู่ผืนหญ้าในฟุตบอลโลก

จุดเริ่มต้นความเป็นอริ: เหตุเกิดจากการเมืองนำไปสู่สงครามละเลงเลือดบนเกาะกลางทะเล
ชนวนเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศดิ่งลงเหวคือ "สงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์" (Falklands War) หรือที่ชาวอาร์เจนตินาเรียกว่า "มัลบีนัส" (Las Malvinas) ซึ่งปะทุขึ้นในปี 1982 หมู่เกาะเล็กๆ ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแอตแลนติกนี้อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษมาตั้งแต่ปี 1833 แต่อาร์เจนตินาอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของมาโดยตลอด ในปี 1982 รัฐบาลเผด็จการทหารของอาร์เจนตินาที่กำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาในประเทศ ได้ตัดสินใจบุกยึดเกาะนี้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนและกระตุ้นกระแสชาตินิยม

ในครั้งนั้นนายกรัฐมนตรี "หญิงเหล็ก" มาร์กาเรต แทตเชอร์ ของอังกฤษ ตัดสินใจตอบโต้อย่างเด็ดขาดด้วยการส่งกองทัพเรือเต็มรูปแบบข้ามมหาสมุทรมาเปิดฉากสงครามกับกองทัพอาร์เจนตินาอย่างซึ่งหน้า สงครามนี้สิ้นสุดลงในเวลาเพียง 74 วันด้วยชัยชนะของอังกฤษ ทิ้งบาดแผลขนาดใหญ่ไว้ให้ชาวอาร์เจนตินา พร้อมกับความสูญเสียชีวิตทหารอาร์เจนตินากว่า 649 นาย ส่วนทหารอังกฤษเสียชีวิตไป 255 นาย ความพ่ายแพ้ครั้งนี้สร้างความบอบช้ำและกลายเป็นความแค้นฝังลึกในใจของชาวอาร์เจนไตน์ไม่รู้ลืม

ข้ามเส้นจากสมรภูมิ สู่สนามฟุตบอลโลกในปี 1986
เพียง 4 ปีหลังจากเสียงปืนและควันไฟจากสงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์สงบลง โชคชะตาก็กำหนดให้ทั้งสองชาติโคจรมาพบกันในรอบ 8 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลก 1986 ที่ประเทศเม็กซิโก
สำหรับชาวอาร์เจนตินา เกมนี้ไม่ใช่แค่แมตช์ฟุตบอล แต่มันคือโอกาสในการล้างตาและทวงคืนศักดิ์ศรีที่สูญเสียไปในสงคราม โดยมีชายที่ชื่อ ดีเอโก มาราโดนา (Diego Maradona) เป็นแม่ทัพใหญ่

"มันเหมือนกับว่าพวกเรากำลังจะไปทำสงคราม... เรารู้ดีว่าพวกเขาได้ฆ่าเด็กๆ ของเราที่นั่น (ฟอล์กแลนด์) เหมือนกับลูกนก และนี่คือการล้างแค้นของเรา"
ดีเอโก มาราโดนา เขียนบรรยายถึงความรู้สึกก่อนก้าวลงสนามในวันนั้นไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเอง

90 นาทีแห่งประวัติศาสตร์: "หัตถ์พระเจ้า" และ "ประตูแห่งศตวรรษ"
เกมในวันนั้นกลายเป็นแมตช์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก เพราะมาราโดนาได้แสดงสองด้านที่สุดขั้วออกมาภายในเวลาห่างกันเพียง 4 นาที ซึ่งทั้งสองประตูล้วนสะท้อนถึง "สงครามตัวแทน" และ “เอาคืน” อังกฤษได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นาทีที่ 51 "หัตถ์พระเจ้า" (Hand of God): มาราโดนากระโดดชกบอลข้ามตัว ปีเตอร์ ชิลตัน ผู้รักษาประตูอังกฤษเข้าประตูไปอย่างหน้าตาเฉย แม้ผู้เล่นอังกฤษจะประท้วงอย่างหนักแต่ผู้ตัดสินมองไม่เห็น มาราโดนากล่าวในภายหลังด้วยความสะใจปนเล่ห์เหลี่ยมของเขาว่า “ประตูนี้เกิดขึ้นจากหัวของมาราโดนาส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งมาจากหัตถ์ของพระเจ้า” สำหรับชาวอาร์เจนตินา มันคือการโกงที่แสนหวานเพื่อเอาคืนอังกฤษที่พวกเขาเกลียดชัง

นาทีที่ 55 "ประตูแห่งศตวรรษ" (Goal of the Century): ถัดมาไม่กี่นาที มาราโดนารับบอลจากครึ่งสนาม ลากเลื้อยหลบผู้เล่นอังกฤษ 5 คนรวด ก่อนจะล็อกหลบผู้รักษาประตูเข้าไปยิงอย่างเหนือชั้น ประตูนี้คือการตอกย้ำชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จด้วยอัจฉริยภาพทางฟุตบอลของมาราโดนาอย่างแท้จริง
สุดท้ายอาร์เจนตินาชนะไป 2-1 และก้าวไปคว้าแชมป์โลกในปีนั้น ชัยชนะเหนืออังกฤษในวันนั้นทำให้มาราโดนากลายเป็น "วีรบุรุษสงครามในคราบนักฟุตบอล" ของชาวอาร์เจนตินาทันที

มรดกความแค้นที่ส่งต่อไม่สิ้นสุด
ความบาดหมางในปี 1986 ได้กลายเป็นรากฐานของแมตช์หยุดโลกทุกครั้งหลังจากนั้น:

ฟุตบอลโลก 1998: ความเดือดดาลกลับมาอีกครั้งเมื่อ เดวิด เบ็คแฮม ซุปเปอร์สตาร์ของอังกฤษ โดนใบแดงไล่ออกจากสนามหลังจากไปดีดขานอกเกมใส่ ดีเอโก ซิเมโอเน กองกลางจอมเจ้าเล่ห์ของอาร์เจนตินา ทำให้อังกฤษตกรอบ 16ทีมสุดท้ายด้วยการดวลจุดโทษอย่างเจ็บปวด ทำให้เบ็คแฮมกลายเป็นแพะรับบาปของแฟนบอลทั้งชาติไปอีกหลายปีหลังจากนั้น

ฟุตบอลโลก 2002: สี่ปีต่อมาที่ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ เบ็คแฮมกลับมาในฐานะกัปตันทีมชาติและล้างตาได้สำเร็จด้วยการยิงจุดโทษให้อังกฤษเฉือนชนะอาร์เจนตินา 1-0 ในรอบแบ่งกลุ่ม ส่งผลให้อาร์เจนตินาตกรอบแรกในเวลาต่อมา

ฟุตบอลในฐานะภาพสะท้อนความเป็นอริของทั้งสองชาติ
เรื่องราวระหว่างอังกฤษและอาร์เจนตินาแสดงให้เห็นว่า บางครั้งฟุตบอลก็เป็นมากกว่าแค่เกมกีฬาแต่มันคือพื้นที่ที่อนุญาตให้ผู้คนระบายความอัดอั้น ความรักชาติ และรวมไปถึงความแค้นทางประวัติศาสตร์ออกมาได้อย่างถูกกฎหมาย

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และสังคมวิทยาหลายคนชี้ให้เห็นว่า ฟุตบอลในกรณีนี้ทำหน้าที่เป็น "พื้นที่ทางการเมืองที่ปลอดภัย" เป็นสนามที่ประชาชนสามารถระบายความโกรธ ความภาคภูมิใจ และความเจ็บปวดของชาติออกมาได้โดยไม่ต้องหยิบอาวุธ
ศาสตราจารย์ Eduardo Archetti นักมานุษยวิทยาชาวอาร์เจนตินาเคยกล่าวว่า ฟุตบอลไม่ได้เป็นแค่กีฬาของอาร์เจนตินา แต่เป็นภาษาแห่งอัตลักษณ์ชาติ การชนะอังกฤษในสนามฟุตบอลจึงมีน้ำหนักทางจิตวิทยาที่มากกว่าการชนะทีมอื่นๆ ทุกทีมในโลก
ในทางกลับกัน ชาวอังกฤษก็ไม่ได้รู้สึกว่านี่คือเกมธรรมดา ทุกครั้งที่เห็นธงฟ้าขาวของอาร์เจนตินา สื่ออังกฤษจะพาดหัวด้วยถ้อยคำที่เชื่อมโยงกับสงคราม ฟอล์กแลนด์ และมาราโดนาเสมอ ราวกับว่าบาดแผลจากสงครามในปี 1982 และ ความปราชัยต่อมาราโดนาและเพื่อนร่วมทีมในแมตช์อัปยศของทีมชาติอังกฤษในปี 1986 ยังคงสดใหม่และสร้างความเจ็บปวดให้ชาวอังกฤษอยู่เสมอ

แม้ในปัจจุบัน ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสองประเทศจะลดน้อยลงตามกาลเวลา และนักเตะอาร์เจนตินามากมายต่างย้ายมาค้าแข้งและเป็นที่รักในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ (เช่น อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ของลิเวอร์พูล, ลิซานโดร มาร์ติเนสของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ เอ็นโซ เฟอร์นันเดซของเชลซี) แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เหล่านักรบในเสื้อลายฟ้าขาวต้องเผชิญหน้ากับเหล่าอัศวินภายใต้เสื้อสีขาวของพลพรรคสิงโตคำราม... กลิ่นอายของความขัดแย้งในรอยทางแห่งประวัติศาสตร์ สายตาอันดุดัน อารมณ์ที่คุกรุ่นและคบเพลิงแห่งจิตวิญญาณอันระอุไปด้วยความไม่ยอมแพ้ที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่นก็จะถูกจุดให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งเสมอ

สงครามฟอล์กแลนด์อาจจบลงไปแล้วด้วยปืนและเลือดที่หลั่งนอง แต่ส่วนหนึ่งของมันยังคงสู้รบต่อไปในทุกการดวลลูกจุดโทษ ทุกการปะทะบนสนาม และทุกเสียงโห่ร้องจากอัฒจันทร์ที่ดังก้องข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมการพบกันบนสนามฟุตบอลของอังกฤษกับอาร์เจนตินาถึงเป็น มากกว่าฟุตบอล แต่มันแสดงให้เห็นถึงตัวตนของมนุษยชาติในรูปแบบที่ดิบและจริงที่สุดผ่านเกมกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุดบนโลกใบนี้นั่นเอง

Digest

คดี Forex เถื่อนลุกลาม!! DSI เปิดเกมคดี Forex ผิดกฎหมาย ตรวจเส้นทางเงินโยงโบรกเกอร์–ระบบชำระเงิน–บุคคลหลายวงการ พบชื่อ “ภาวุธ” สส.พรรคประชาชน โยงรับโอนจาก สปาร์ก ดิจิทัล ยื่นศาลออกหมายจับกลุ่มแรก 30 ราย ปมฉ้อโกงประชาชน

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินการสอบสวนคดีซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (Forex) โดยไม่ได้รับอนุญาต ภายหลังมีผู้เสียหายจำนวนมากเข้าร้องทุกข์ ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ก.ค. พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า DSI ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องกลุ่มแรก จำนวน 30 หมาย โดยมีทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล

ทั้งนี้ หนึ่งในรายชื่อที่ปรากฏในกระบวนการดังกล่าว คือ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ หรือ “ป้อม” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวเกี่ยวกับการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับบริษัท สปาร์ก ดิจิทัล จำกัด

แหล่งข่าวระดับสูงจาก DSI เปิดเผยว่า ภายหลังคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสืบสวนสอบสวน ได้รวบรวมพยานหลักฐานจากการตรวจยึดอุปกรณ์และข้อมูลต่าง ๆ อาทิ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต Hardware Wallet รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล และเอกสารเกี่ยวกับโครงสร้างการดำเนินงานของเครือข่ายการลงทุน เพื่อนำมาวิเคราะห์ตรวจสอบ

จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พนักงานสอบสวนพบข้อมูลที่เชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลหลายส่วน ทั้งกลุ่มผู้แนะนำโบรกเกอร์ (IB) กลุ่มบริษัทโบรกเกอร์ (Broker) และกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้องกับระบบรับ-ส่งเงินและการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์

สำหรับกรณีนายภาวุธ แหล่งข่าวระบุว่า พนักงานสอบสวนพบข้อมูลการรับโอนเงินจากบริษัท สปาร์ก ดิจิทัล จำกัด จำนวน 28 ล้านบาท โดยเป็นการโอนครั้งละ 2 ล้านบาท รวม 14 ครั้ง ภายในวันที่ 18 ก.ค. 2567 ซึ่งนายภาวุธเคยชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นรายได้จากการเทรดทองคำ และได้นำเอกสารบางส่วนเข้าชี้แจงต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในฐานะพยานแล้ว

นอกจากนี้ DSI ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลบุคคลอื่นที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงิน รวมถึงบุคคลในวงการต่าง ๆ ตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน

แหล่งข่าวระบุว่า การขอศาลออกหมายจับครั้งนี้ เป็นผลจากการรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับพฤติการณ์การชักชวนลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงความเชื่อมโยงด้านธุรกรรมทางการเงิน โดยศาลอาญาได้พิจารณาออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องรวม 30 หมาย ในข้อหาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และข้อหาฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343

อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน โดยผู้ถูกกล่าวหาทุกคนยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และ DSI อยู่ระหว่างพิจารณาพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ยังพบชื่อบุคคลในวงการบันเทิงรายหนึ่ง ปรากฏในข้อมูลธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับบริษัทในกลุ่มโบรกเกอร์ ซึ่งมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์จำนวนมาก และอยู่ระหว่างการตรวจสอบความเกี่ยวข้องตามพยานหลักฐาน

เปิดตำนาน “ลูกทิพย์เคลมไทย”!! จากจีนเทาถึงลูกทิพย์ ปมสวมสิทธิ์–พ่อแม่ทิพย์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สะสมมานานหลายทศวรรษ ปัญหาเก่าที่รัฐต้องรื้อทั้งระบบ ไม่ใช่จับแค่บางกลุ่ม

เปิดตำนานลูกทิพย์เคลมไทย

ช่วงนี้ข่าวลูกทิพย์กำลังดังในกระแสเลยทีเดียว​ แต่รู้หรือไม่​ตำนานลูกทิพย์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดมา​ แต่มีมานับเกือบ​ 60​ปีแล้ว​ วันรีัเอย่าจะมาเล่าให้ฟังกัน

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลก​ ประเทศไทยมีการหลั่งไหลของคนต่างด้าวในไทยจำนวนมาก​ เอย่าจะแบ่งเป็นช่วงๆดังต่อไปนี้

ช่วง​ พศ. 2488-2503
หลังสงครามโลกครั้งที่​ 2​ ประเทศจีนเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋ง​ ทำให้ชาวจีนมีการอพยพหลายแสนคนเข้าไทย​ โดยส่วนใหญ่คือคือ​ ชาวแต้จิ๋ว​ ฮกเกี้ยน​ ฮากกา​ กวางตุ้งและไหหลำ​ ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้กลับกลายเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์แล้ว​ เพราะนโยบายที่ไทยพยายามจัดการผู้อพยพในปลายทศวรรษ​ 2490 นั่นเอง

ต่อมาในสงครามอินโดจีนก็มีชาวเวียดนามหนีภัยสงครามมาประมาณ​ 50,000-80,000 คนกระจายไปยังบริเวณ​ นครพนม​ สกลนคร​ อุดรธานีและมุกดาหาร​ จนรัฐไทยขณะนั้นหวั่นว่าคนเหล่านี้เป็นภัยคุกคามเรื่องคอมมิวนิสต์และพยายามผลักดันกลับไป

ต่อมาในปี​ 2518 หลังเขมรแดงขึ้นสู่อำนาจทำให้ชาวกัมพูชาร่วม​ 500,000 คนทะลักเข้าสู่ไทยในศูนย์อพยพต่างๆ​แม้คนส่วนใหญ่ได้ลี้ภัยไปประเทศที่​ 3 แต่ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งก็กระจัดกระจายออกมาในดินแดนอิสานล่างปะปนกับคนไทยในที่สุดเช่นกัน​ และเช่นกันหลังปี​ 2518​ เมื่อลาวเปลี่ยนระบอบการปกครอง​ ชาวลาวร่วม​ 300,000​คนก็ลี้ภัยมายังไทย​ ก่อนไปยังประเทศที่​ 3​ แต่ก็ยังเหลือเป็นชุมชนลาวโดยเฉพาะ​ ชาวลาวม้ง ลาวเย้าส่วนหนึ่งตั้งถิ่นฐานในไทย

สุดท้ายคือชาวเมียมา​ ที่มีการอพยพมา​ 3 ระลอกใหญ่​ ได้แก่ช่วงปี​ 2531 หลังเหตุการณ์​ 8888 มีชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง​ ไทยใหญ่​ มอญและคะฉิ่นหนีอพยพมายังไทยและนี่คือกลุ่มแรกที่เริ่มสร้างสังคมกลืนไทยอย่างเป็นระบบซึ่งกลุ่มนี้ช่วงแรกได้สร้างอาณาจักรตนริมชายแดนไทยเนื่องจากห่างไกลจากการตรวจสอบของทางการ​ ต่อมาหลังปี​ 2533 ด้วยความต้องการแรงงานของไทยสูงขึ้นมากทำให้ชาวเมียนมากว่า​ 5 ล้านคนหลั่งไหลจนสร้างเมืองพม่าที่มหาชัยและบางบอนจนกลายเป็นโมเดลตัวอย่างรวมไปถึงสร้างวัดพม่าขึ้นหลายแห่งในประเทศรวมไปถึงพระธาตุชื่อดังที่เขาค้อยังมีเจดีย์ชเวดากองจำลอง​

การเข้ามาแบบนี้ส่วนหนึ่งก็ไม่ต่างกับกลุ่มจีนเทาคือการใช้สวมสิทธิ์คนตายก็ดี​ หรือแต่งงานทิพย์ก็ดี​หรือที่ใช้มากสุดคือพ่อแม่ทิพย์แอบอ้างลูกชาวเมียนมาเป็นลูกตัวเอง​ ขบวนการเหล่านี้มากมายจนทำให้ชาวเมียนมาบางกลุ่มที่เข้ามาก่อนกลายเป็นคนกลางที่รับงานดูแลคนเหล่านี้เพราะกลายเป็นคนสัญชาติไทยจากการให้ของนักการเมืองที่คนเหล่านี้รับใช้

เรื่องพวกนี้ไม่มช่เรื่องใหม่แต่แค่เรามีอคติจากจีนเทาเลยเหมาว่าจีนชั่วไปหมด​ แต่คนชั่วจริงไม่ใช่ที่เชื้อชาติแต่เป็นบุคคลที่กระทำผิดและคนไทยที่สมรู้ร่วมคิดขายแผ่นดิน​ ขายสิทธิ์คนไทย​ ให้กับคนเหล่านี้​ ก่อนที่ทางการจะจัดการกับแค่จีนเทาหยิบมือทำไมไม่จัดการกับกลุ่มอื่นๆด้วยหรือเพราะว่ากลุ่มเหล่านั้นมาก่อนและมีอำนาจการเมืองหรือเอ็นจีโอหนุนหลังจนไม่อยากจะไปยุ่งกันแน่​ เรื่องนี้เอย่าฝากไว้ให้คิดนะคะ
เปิดตำนานลูกทิพย์เคลมไทย

ช่วงนี้ข่าวลูกทิพย์กำลังดังในกระแสเลยทีเดียว​ แต่รู้หรือไม่​ตำนานลูกทิพย์นี้ไม่ได้เพิ่งเกิดมา​ แต่มีมานับเกือบ​ 60​ปีแล้ว​ วันรีัเอย่าจะมาเล่าให้ฟังกัน

ย้อนกลับไปในยุคหลังสงครามโลก​ ประเทศไทยมีการหลั่งไหลของคนต่างด้าวในไทยจำนวนมาก​ เอย่าจะแบ่งเป็นช่วงๆดังต่อไปนี้

ช่วง​ พศ. 2488-2503
หลังสงครามโลกครั้งที่​ 2​ ประเทศจีนเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋ง​ ทำให้ชาวจีนมีการอพยพหลายแสนคนเข้าไทย​ โดยส่วนใหญ่คือคือ​ ชาวแต้จิ๋ว​ ฮกเกี้ยน​ ฮากกา​ กวางตุ้งและไหหลำ​ ซึ่งปัจจุบันคนเหล่านี้กลับกลายเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์แล้ว​ เพราะนโยบายที่ไทยพยายามจัดการผู้อพยพในปลายทศวรรษ​ 2490 นั่นเอง

ต่อมาในสงครามอินโดจีนก็มีชาวเวียดนามหนีภัยสงครามมาประมาณ​ 50,000-80,000 คนกระจายไปยังบริเวณ​ นครพนม​ สกลนคร​ อุดรธานีและมุกดาหาร​ จนรัฐไทยขณะนั้นหวั่นว่าคนเหล่านี้เป็นภัยคุกคามเรื่องคอมมิวนิสต์และพยายามผลักดันกลับไป

ต่อมาในปี​ 2518 หลังเขมรแดงขึ้นสู่อำนาจทำให้ชาวกัมพูชาร่วม​ 500,000 คนทะลักเข้าสู่ไทยในศูนย์อพยพต่างๆ​แม้คนส่วนใหญ่ได้ลี้ภัยไปประเทศที่​ 3 แต่ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งก็กระจัดกระจายออกมาในดินแดนอิสานล่างปะปนกับคนไทยในที่สุดเช่นกัน​ และเช่นกันหลังปี​ 2518​ เมื่อลาวเปลี่ยนระบอบการปกครอง​ ชาวลาวร่วม​ 300,000​คนก็ลี้ภัยมายังไทย​ ก่อนไปยังประเทศที่​ 3​ แต่ก็ยังเหลือเป็นชุมชนลาวโดยเฉพาะ​ ชาวลาวม้ง ลาวเย้าส่วนหนึ่งตั้งถิ่นฐานในไทย

สุดท้ายคือชาวเมียมา​ ที่มีการอพยพมา​ 3 ระลอกใหญ่​ ได้แก่ช่วงปี​ 2531 หลังเหตุการณ์​ 8888 มีชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง​ ไทยใหญ่​ มอญและคะฉิ่นหนีอพยพมายังไทยและนี่คือกลุ่มแรกที่เริ่มสร้างสังคมกลืนไทยอย่างเป็นระบบซึ่งกลุ่มนี้ช่วงแรกได้สร้างอาณาจักรตนริมชายแดนไทยเนื่องจากห่างไกลจากการตรวจสอบของทางการ​ ต่อมาหลังปี​ 2533 ด้วยความต้องการแรงงานของไทยสูงขึ้นมากทำให้ชาวเมียนมากว่า​ 5 ล้านคนหลั่งไหลจนสร้างเมืองพม่าที่มหาชัยและบางบอนจนกลายเป็นโมเดลตัวอย่างรวมไปถึงสร้างวัดพม่าขึ้นหลายแห่งในประเทศรวมไปถึงพระธาตุชื่อดังที่เขาค้อยังมีเจดีย์ชเวดากองจำลอง​

การเข้ามาแบบนี้ส่วนหนึ่งก็ไม่ต่างกับกลุ่มจีนเทาคือการใช้สวมสิทธิ์คนตายก็ดี​ หรือแต่งงานทิพย์ก็ดี​หรือที่ใช้มากสุดคือพ่อแม่ทิพย์แอบอ้างลูกชาวเมียนมาเป็นลูกตัวเอง​ ขบวนการเหล่านี้มากมายจนทำให้ชาวเมียนมาบางกลุ่มที่เข้ามาก่อนกลายเป็นคนกลางที่รับงานดูแลคนเหล่านี้เพราะกลายเป็นคนสัญชาติไทยจากการให้ของนักการเมืองที่คนเหล่านี้รับใช้

เรื่องพวกนี้ไม่มช่เรื่องใหม่แต่แค่เรามีอคติจากจีนเทาเลยเหมาว่าจีนชั่วไปหมด​ แต่คนชั่วจริงไม่ใช่ที่เชื้อชาติแต่เป็นบุคคลที่กระทำผิดและคนไทยที่สมรู้ร่วมคิดขายแผ่นดิน​ ขายสิทธิ์คนไทย​ ให้กับคนเหล่านี้​ ก่อนที่ทางการจะจัดการกับแค่จีนเทาหยิบมือทำไมไม่จัดการกับกลุ่มอื่นๆด้วยหรือเพราะว่ากลุ่มเหล่านั้นมาก่อนและมีอำนาจการเมืองหรือเอ็นจีโอหนุนหลังจนไม่อยากจะไปยุ่งกันแน่​ เรื่องนี้เอย่าฝากไว้ให้คิดนะคะ

ที่มา : AYA

เกาหลีเปิดประตูรับนักเรียนไทย!! นักเรียนไทยแห่สนใจเรียนต่อ งานนิทรรศการศึกษาต่อคนร่วมกว่า 1,450 คน ดึงนักเรียนไทยเชื่อมวัฒนธรรมสู่การศึกษาและอาชีพ หนุนเยาวชนไทยเรียนรู้และเติบโตในเกาหลี

เกาหลีเป้าหมายเรียนต่อยอดนิยม นักเรียนไทยสนใจล้นหลาม

นิทรรศการศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในประเทศไทย ปี2569 ได้รับความสนใจ จากนักเรียน ผู้ปกครอง และครูมากกว่า1,450 คน เชื่อมโยงความสนใจด้านวัฒนธรรม สู่การศึกษา และการทำงาน

สถานทูตเกาหลีประจำประเทศไทย, ศูนย์การศึกษาเกาหลี ประจำประเทศไทย และสถาบันการศึกษานานาชาติแห่งชาติ (NIIED) ได้ร่วมกันจัดงาน “นิทรรศการศึกษาต่อ ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในประเทศไทย ประจำปี 2569” ระหว่างวันที่11–12 กรกฎาคม ณ โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ

ภายในงานมีมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐและบริษัทจากประเทศเกาหลีเข้าร่วมงาน รวมทั้งสิ้น50 แห่ง เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาต่อในประเทเกาหลี พร้อมทั้งสนับสนุนการวางแผนศึกษาต่อและเส้นทางอาชีพของนักเรียนไทย

นอกจากการให้คำปรึกษาด้านการสมัครเข้าศึกษาและทุนการศึกษาแล้ว ยังมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานในบริษัทและหน่วยงานภาครัฐของเกาหลี นโยบายสนับสนุนนักศึกษาต่างชาติ และการใช้ชีวิตในประเทศเกาหลี เพื่อนำเสนอรูปแบบใหม่ของการศึกษาต่อที่เชื่อมโยง “การศึกษาต่อ–การทำงาน–การตั้งถิ่นฐาน”

นาย ปาร์ค ยงมิน เอกอัครราชทูตเกาหลี ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “หวังเป็นอย่างยิ่งว่านักเรียนไทยที่มีศักยภาพจะได้เรียนรู้และเติบโตในประเทศเกาหลี และก้าวสู่การเป็นบุคลากรแห่งอนาคตที่เชื่อมโยงทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน สถานทูตฯ จะเดินหน้าสนับสนุนการศึกษาต่อในเกาหลีและขยายความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทย–เกาหลีอย่างต่อเนื่อง”.

ที่มา : https://www.facebook.com/100063674585845/posts/1625643442901460/?rdid=nppjr8yhBecEhkjn#

14 กรกฎาคม พ.ศ. 2332 วันทลายคุกบาสตีย์ สัญลักษณ์การปฏิวัติฝรั่งเศส จุดเริ่มต้นพลังประชาชนเปลี่ยนประวัติศาสตร์โลก จุดเริ่มยุคเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ

วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2332 หรือ ค.ศ. 1789 เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสและประวัติศาสตร์โลก เมื่อประชาชนในกรุงปารีสลุกขึ้นบุกเข้ายึด “คุกบาสตีย์” หรือ Bastille ป้อมปราการและเรือนจำหลวงที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงปารีส เหตุการณ์นี้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการปฏิวัติฝรั่งเศส และเป็นหนึ่งในหมุดหมายที่สะท้อนพลังของประชาชนในการท้าทายอำนาจเก่าของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

คุกบาสตีย์เดิมเป็นป้อมปราการที่สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคกลาง ก่อนจะถูกใช้เป็นเรือนจำของรัฐ โดยเฉพาะสำหรับคุมขังผู้ที่ถูกจับกุมตามพระราชอำนาจ แม้ในวันที่ถูกบุกยึดจะมีนักโทษอยู่เพียงไม่กี่คน แต่บาสตีย์ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการใช้อำนาจตามอำเภอใจ การกดขี่ และความไม่เป็นธรรมของระบอบเก่าในสายตาประชาชนฝรั่งเศส

ก่อนเกิดเหตุการณ์ทลายคุกบาสตีย์ ฝรั่งเศสกำลังเผชิญวิกฤตอย่างรุนแรง ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ หนี้สินของรัฐ ราคาขนมปังที่พุ่งสูง ความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้น และความไม่พอใจต่ออภิสิทธิ์ของชนชั้นสูงกับพระสงฆ์ ขณะที่ประชาชนทั่วไปต้องแบกรับภาษีและความยากลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในเวลานั้น สังคมฝรั่งเศสแบ่งออกเป็นสามฐานันดร ได้แก่ พระสงฆ์ ขุนนาง และสามัญชน โดยฐานันดรที่สาม ซึ่งประกอบด้วยประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ กลับมีภาระหนักที่สุด แต่มีอำนาจทางการเมืองน้อยที่สุด ความไม่สมดุลนี้กลายเป็นเชื้อไฟสำคัญที่นำไปสู่การเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง

กระแสความไม่พอใจเพิ่มสูงขึ้นหลังการประชุมสภาฐานันดรในปี ค.ศ. 1789 เมื่อผู้แทนฐานันดรที่สามประกาศตนเป็น “สมัชชาแห่งชาติ” เพื่อยืนยันว่าประชาชนควรมีสิทธิในการกำหนดอนาคตของประเทศ การเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบอบกษัตริย์และระบบอภิสิทธิ์เดิมอย่างมาก
วันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 ประชาชนในกรุงปารีสซึ่งหวั่นเกรงว่ารัฐบาลจะใช้กำลังปราบปรามการเคลื่อนไหว ได้รวมตัวกันเพื่อแสวงหาอาวุธและดินปืน คุกบาสตีย์จึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญ เพราะเป็นทั้งป้อมปราการ เรือนจำ และสถานที่ที่ประชาชนเชื่อว่ามีอาวุธกับดินปืนอยู่ภายใน

การบุกยึดบาสตีย์เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดและการปะทะอย่างรุนแรง หลังจากการเจรจาไม่เป็นผล ฝูงชนและกองกำลังบางส่วนได้เข้าจู่โจมป้อมปราการ จนในที่สุดสามารถยึดบาสตีย์ได้สำเร็จ ผู้ว่าการคุกถูกจับและถูกสังหาร เหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนทั้งฝรั่งเศส

แม้ในเชิงยุทธศาสตร์ บาสตีย์อาจไม่ได้มีความสำคัญทางทหารมากเท่ากับความหมายทางการเมือง แต่ในเชิงสัญลักษณ์ การล่มสลายของบาสตีย์หมายถึงการล่มสลายของความเกรงกลัวที่ประชาชนมีต่ออำนาจเก่า เป็นช่วงเวลาที่ประชาชนแสดงให้เห็นว่าอำนาจรัฐที่เคยดูแข็งแกร่งและแตะต้องไม่ได้ สามารถถูกท้าทายได้

เหตุการณ์ทลายคุกบาสตีย์จึงถูกมองว่าเป็นจุดปะทุของการปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งต่อมานำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งการลดอำนาจของกษัตริย์ การประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง การล้มระบบศักดินา และการก่อรูปแนวคิดการเมืองสมัยใหม่ที่เน้นเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ
คำขวัญ “เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ” หรือ Liberté, Égalité, Fraternité กลายเป็นอุดมการณ์สำคัญของการปฏิวัติฝรั่งเศส และต่อมากลายเป็นหนึ่งในแนวคิดที่มีอิทธิพลต่อระบอบประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนทั่วโลก

หลังเหตุการณ์บาสตีย์ กระแสการปฏิวัติได้แผ่ขยายไปทั่วประเทศ ระบบอำนาจเก่าถูกตั้งคำถามอย่างหนัก ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ เริ่มลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิและความเป็นธรรมมากขึ้น ฝรั่งเศสจึงเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยทั้งความหวัง ความรุนแรง และความขัดแย้งทางการเมือง
ต่อมา วันที่ 14 กรกฎาคมได้รับการยึดถือเป็นวันชาติฝรั่งเศส หรือที่หลายประเทศเรียกว่า Bastille Day เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ทลายคุกบาสตีย์ในปี ค.ศ. 1789 และยังเชื่อมโยงกับงานฉลองสหพันธ์ในปี ค.ศ. 1790 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเอกภาพของชาติฝรั่งเศสหลังการปฏิวัติ

ในปัจจุบัน วันชาติฝรั่งเศสมีการจัดพิธีสวนสนาม การเฉลิมฉลอง จุดพลุ และกิจกรรมต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในกรุงปารีส ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อปี ค.ศ. 1789 วันนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงวันแห่งการเฉลิมฉลอง แต่เป็นวันแห่งการรำลึกถึงการต่อสู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของประชาชน

สำหรับประวัติศาสตร์โลก การทลายคุกบาสตีย์ถือเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนพลังของประชาชนในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจอย่างลึกซึ้ง แม้การปฏิวัติฝรั่งเศสจะมีทั้งด้านสว่างและด้านมืด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์นี้ได้เปิดประตูสู่ยุคใหม่ของแนวคิดทางการเมือง

14 กรกฎาคม พ.ศ. 2332 วันทลายคุกบาสตีย์ จึงเป็นมากกว่าเหตุการณ์บุกยึดเรือนจำแห่งหนึ่งในกรุงปารีส แต่เป็นวันที่ประชาชนลุกขึ้นประกาศว่าอำนาจไม่ควรเป็นของผู้ปกครองเพียงฝ่ายเดียว หากต้องตั้งอยู่บนสิทธิ เสรีภาพ และเสียงของประชาชน

จากป้อมปราการแห่งอำนาจเก่า สู่สัญลักษณ์แห่งการปฏิวัติ บาสตีย์จึงกลายเป็นชื่อที่ถูกจดจำไปทั่วโลก ในฐานะหมุดหมายของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ทำให้ฝรั่งเศสและโลกเข้าสู่ยุคใหม่ของการเมือง เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน

TPQI เดินหน้า THAILAND TOURISM SKILL LAB จังหวัดแพร่ ยกระดับนักเล่าเรื่องท้องถิ่น-ผู้ประกอบการอาหารชุมชน สู่การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างงานสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ TPQI ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย จัดอบรม “พัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ภายใต้ชื่อ THAILAND TOURISM SKILL LAB “ห้องปฏิบัติการฝึกอบรมทักษะด้านการท่องเที่ยว” จังหวัดแพร่ มุ่งพัฒนาผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่นผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงอาหาร การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการสร้างนักสื่อสารท้องถิ่น เพื่อยกระดับทักษะตามมาตรฐานอาชีพ และต่อยอดอัตลักษณ์พื้นที่สู่เส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพ

(10-11 กรกฎาคม 2569) สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) จัดอบรม “พัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ภายใต้ชื่อ THAILAND TOURISM SKILL LAB “ห้องปฏิบัติการฝึกอบรมทักษะด้านการท่องเที่ยว” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี ดร.ณฐา จันทนู รองผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นประธานเปิดการอบรม โดยในวันที่ 10 กรกฎาคม มีคุณประภารัตน์ แต้กุล นายกสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย จังหวัดแพร่  ในพระบรมราชินูปถัมป , คุณจีระพรรณ ตรีเทพชาญชัย และ สมาชิกสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย จังหวัดแพร่  ในพระบรมราชินูปถัมป์ ให้การต้อนรับ ณ นคราแกรนด์บอลรูม โรงแรมแพร่นครา จังหวัดแพร่ และในวันที่ 11 กรกฎาคม มีนายบรรพต รัตนเกตุ นายอำเภอหนองม่วงไข่, นายรัฐกานต์ จันทนู กำนัน ตำบลวังหลวง นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน 17 จังหวัดภาคเหนือ, นายอิทธิพล ก้อนแก้ว นายกอบต.วังหลวง, นายกันตะพงษ์ คำปุก นายกอบต.ทุ่งแต้ว, นายวัฒนา จินดามงคล เลขานายกอบต.น้ำรัด มาแทนนายชูรัตน์ ประทักษ์ใจ นายกอบต.น้ำรัด ให้การต้อนรับ ณ หอประชุมอำเภอหนองม่วงไข่ อำเภอหนองม่วงไข่ จังหวัดแพร่ 

ดร.ณฐา จันทนู ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งการสร้างรายได้ การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ชุมชน ตลอดจนการอนุรักษ์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน

“ปัจจุบันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว เทคโนโลยีดิจิทัล และการแข่งขันในระดับนานาชาติ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรจึงเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพจึงดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่เป้าหมาย 10 จังหวัดทั่วประเทศ โดยจังหวัดแพร่เป็นหนึ่งในจังหวัดเมืองน่าเที่ยวที่ได้รับการคัดเลือก เนื่องจากมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว ศิลปะ วัฒนธรรม วิถีชีวิต อาหาร และงานหัตถกรรม ซึ่งล้วนเป็นจุดเด่นที่มีศักยภาพและควรได้รับการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม

“จังหวัดแพร่มีเสน่ห์และมีศักยภาพไม่เป็นรองใคร โครงการนี้จึงมุ่งพัฒนาคนในพื้นที่ให้สามารถนำต้นทุนที่มีอยู่มาต่อยอด ทั้งในด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงอาหาร การออกแบบกิจกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และการสื่อสารการตลาด”

กลุ่มเป้าหมายของโครงการประกอบด้วยผู้ประกอบการ กลุ่มสตรีและนักธุรกิจหญิง ผู้นำท้องถิ่น หอการค้า และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจังหวัดแพร่ โดยมีภาคีเครือข่าย เช่น ธนาคารออมสิน และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank เข้ามาร่วมสนับสนุนและต่อยอดองค์ความรู้ รวมถึงโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ

อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญคือการพัฒนานักสื่อสารหรือนักเล่าเรื่องท้องถิ่นในรูปแบบ Influencer, KOL และ KOC ให้สามารถถ่ายทอดเรื่องราว คุณค่า และอัตลักษณ์ของจังหวัดแพร่ผ่านช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย

“คนในพื้นที่คือผู้ที่รู้จักบ้านของตนเองดีที่สุด การสร้างนักเล่าเรื่องท้องถิ่นจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดแพร่ เมื่อได้รับการพัฒนาทักษะด้านการเล่าเรื่อง การผลิตสื่อ และการสื่อสารการตลาด ก็จะสามารถนำเสนอเสน่ห์ของพื้นที่ให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวได้อย่างน่าสนใจมากยิ่งขึ้น”

การพัฒนาบุคลากรภายใต้โครงการยังดำเนินควบคู่กับการต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดแพร่ เช่น น้ำพริกน้ำย้อย ผ้าหม้อห้อม และงานหัตถกรรมต่าง ๆ เพื่อให้บุคลากร เรื่องราว ผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมการท่องเที่ยวสามารถขับเคลื่อนไปพร้อมกัน และสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชนอย่างเป็นระบบ

“เราเชื่อว่าทักษะของคนสามารถพัฒนาและต่อยอดได้อย่างต่อเนื่อง ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมจะได้รับใบประกาศนียบัตร ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดสู่กระบวนการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพได้ในอนาคต ช่วยให้แต่ละคนมองเห็นเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพของตนเองได้ชัดเจนขึ้น”

ดร.ณฐา กล่าวทิ้งท้ายว่า สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนบนฐานสมรรถนะ โดยมุ่งให้ประชาชนและผู้ประกอบอาชีพมีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ สามารถนำไปใช้สร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและชุมชน

“หวังว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะสามารถนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดแพร่ สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่า และร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชนให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน” ดร.ณฐา กล่าว

สำหรับกิจกรรมวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 จัดขึ้น ณ นคราแกรนด์บอลรูม โรงแรมแพร่นครา จังหวัดแพร่ ได้รับความร่วมมือจากสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย จังหวัดแพร่ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และภาคีเครือข่ายนักธุรกิจจังหวัดแพร่ มุ่งเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชุมชน (Cultural & Community-Based Tourism)  โดยเฉพาะเรื่องราวประวัติศาสตร์เมืองเก่า สถาปัตยกรรมคุ้มเจ้าหลวง งานหัตถกรรมพื้นบ้าน เช่น ผ้าหม้อฮ่อม ตลอดจนเรื่องเล่า ความเชื่อ และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดแพร่ในฐานะ “ประตูสู่ล้านนาตะวันออก”

การอบรมในวันดังกล่าวเป็นหลักสูตรสาขาการจัดการการท่องเที่ยวในท้องถิ่น อาชีพนักเล่าเรื่องท้องถิ่น ระดับ 5 มีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 100 คน ประกอบด้วยตัวแทนจากกลุ่มผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และผู้ที่ให้ความสนใจในพื้นที่ โดยมีการบรรยายในหัวข้อ “เล่าเรื่องท้องถิ่นอย่างไรให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม” “เทคนิคดึงดูดใจนักท่องเที่ยวด้วยการเล่าเรื่องบนโลกออนไลน์” และ “การสร้างคอนเทนต์เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นบนโลกออนไลน์อย่างชาญฉลาด” ในรูปแบบ Workshop & Presentation เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการสื่อสารเรื่องราวของชุมชนได้อย่างน่าสนใจและสอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคดิจิทัล

ต่อเนื่องในวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 จัดขึ้น ณ หอประชุมอำเภอหนองม่วงไข่ อำเภอหนองม่วงไข่ จังหวัดแพร่ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการอาหารท้องถิ่น และการต่อยอดวัตถุดิบ ภูมิปัญญา และเสน่ห์ของชุมชนให้กลายเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงอาหารที่มีคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว และช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่คนในพื้นที่

โดยอบรมในหลักสูตรสาขาการจัดการการท่องเที่ยวในท้องถิ่น อาชีพผู้ประกอบการอาหารท้องถิ่น ระดับ 5 มีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 120 คน ประกอบด้วยตัวแทนจากชุมชนในพื้นที่ตำบลทุ่งแค้ว ตำบลน้ำรัด และตำบลวังหลวง อำเภอหนองม่วงไข่ จังหวัดแพร่ โดยมีกิจกรรมบรรยายในหัวข้อ “มาตรฐานอาหารท้องถิ่นสู่ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว” “การสร้างประสบการณ์อาหารท้องถิ่นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว” และ “1 Gastronomy Experience” ของชุมชนตนเอง ในรูปแบบ Workshop & Presentation เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถออกแบบประสบการณ์อาหารท้องถิ่นที่สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชน โดยเลือกทำเมนู “หยกสยาม” ปอเปี๊ยะอั่วไก่ เลือกใช้วัตถุดิบธรรมชาติ คัดสรรพิเศษจากในท้องถิ่น เป็นอาหารว่างที่ทำได้ง่าย ขั้นตอนไม่ซับซ้อน เมื่อทอดเรียบร้อยจะมีสีเหลืองทอง กรอบ รสชาติอร่อย และนำไปต่อยอดเป็นอาหารท้องถิ่น สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวและชุมชนได้

ภายหลังเสร็จสิ้นการอบรมในแต่ละวัน ดร.ณฐา จันทนู รองผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ได้มอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้เข้ารับการอบรม เพื่อเป็นการรับรองการเข้าร่วมกิจกรรมและส่งเสริมให้ผู้ผ่านการอบรมนำความรู้ ทักษะ และแนวทางตามมาตรฐานอาชีพไปปรับใช้ในการพัฒนางานด้านการท่องเที่ยวของชุมชนต่อไป 

สำหรับอำเภอหนองม่วงไข่ จังหวัดแพร่ มีความโดดเด่นด้านแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ วิถีชีวิต และศิลปะท้องถิ่น โดยเฉพาะพื้นที่ “3 ตำบล 3 เสน่ห์ แห่งหนองม่วงไข่” ได้แก่ ตำบลทุ่งแค้ว ตำบลน้ำรัด และตำบลวังหลวง ที่ต่างมีจุดเด่นน่าสนใจด้านธรรมชาติ เกษตรกรรม ศิลปะ งานช่างพื้นถิ่น และวิถีชีวิตชุมชน ที่แตกต่างกัน ดังนี้

ตำบลทุ่งแค้ว มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เหมาะสำหรับการพักผ่อนและท่องเที่ยวแบบ Slow Life เรียนรู้วิถีเกษตรและชุมชนชนบท เช่น อ่างเก็บน้ำห้วยยอย จุดพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ เหมาะสำหรับชมวิว ถ่ายภาพ พักผ่อน และชมพระอาทิตย์ตก บรรยากาศเงียบสงบ มีพื้นที่รับน้ำกว่า 200 ไร่ เป็นแหล่งน้ำสำคัญของชุมชน และวัดทุ่งแค้ว วัดเก่าแก่ประจำตำบล เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน และเป็นสถานที่จัดงานประเพณีสำคัญตลอดปี

ตำบลน้ำรัด เป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มีทัศนียภาพสวยงาม เหมาะสำหรับพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agri Tourism) วิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวบ้าน สัมผัสวัฒนธรรมล้านนาและอาหารพื้นเมือง มีศักยภาพในการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงชุมชน เช่น ปั่นจักรยาน ศึกษาธรรมชาติ และเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เหมาะกับนักท่องเที่ยวสายเรียนรู้และพักผ่อน

ตำบลวังหลวง มีแหล่งท่องเที่ยวแนววิถีชีวิต ศิลปะ และธรรมชาติใกล้ตัวเมืองแพร่ เหมาะสำหรับท่องเที่ยวแบบครอบครัว ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนผ่านการท่องเที่ยว เช่น ถนนแมววังหลวง สตรีทอาร์ตกำแพงเพ้นท์รูปแมวหลากหลายสไตล์ และมักมีการจัดตลาดชุมชนในบริเวณนี้, บ้านสล่าเฮือนคำแสน (แกลเลอรี่คำแสน) หอศิลป์ขนาดเล็กที่จัดแสดงงานแกะสลักพุทธศิลป์และงานไม้สักอันงดงามโดยช่างฝีมือท้องถิ่น, หอศิลป์กำนันอรรถ แหล่งรวบรวมงานสิ่วและงานแกะสลักไม้หลากหลายรูปแบบ ทั้งพุทธศิลป์และการตกแต่งบ้านอ่าง, เก็บน้ำ/ฝายน้ำล้น (Amazing Waungluang) ช่วงฤดูแล้งจะมีหาดทรายกว้าง บรรยากาศร่มรื่น เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ

การขับเคลื่อน THAILAND TOURISM SKILL LAB ในพื้นที่จังหวัดแพร่ครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการอบรมเพื่อเพิ่มพูนทักษะเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานให้ผู้ประกอบการ ชุมชน และนักสื่อสารท้องถิ่น สามารถนำอัตลักษณ์ของพื้นที่ ทั้งเรื่องเล่า อาหาร วิถีชีวิต ศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ไปต่อยอดสู่เส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถของการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้โครงการฯ จะดำเนินการในพื้นที่เป้าหมายที่เป็นชุมชนท้องถิ่นตามเส้นทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง รวม 10 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดแพร่ จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดภูเก็ต จังหวัดจันทบุรี จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งเป้าผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 1,000 คน

‘รศ.นพ.สุริยเดว’ รับรางวัลประชาบดี 2569 เชิดชูบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ด้านคุณธรรมสังคมไทย ไม่ได้ขับเคลื่อนแค่คำว่าคุณธรรม แต่ทำให้คุณธรรมกลายเป็นพลังจริงในการยกระดับสังคมไทย ตอกย้ำภารกิจสร้างสังคมไทยบนฐานคุณธรรม

หมอเดว รับประทานรางวัล “ประชาบดี” ประจำปี 2569 “บุคคลผู้ทำคุณประโยชน์”

13 กรกฎาคม 2569 พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึก ยุคล เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีประทานรางวัล “ประชาบดี” ประจำปีพุทธศักราช 2569 เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคล องค์กร สื่อ และต้นแบบคนสู้ชีวิตที่สร้างคุณประโยชน์ดีเด่นแก่สังคม รวมทั้งเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้ทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม ตลอดจนบุคคลผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากที่ประพฤติตนเป็นแบบอย่างอันดี โดยมี นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์ ทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานฯ และนางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ทูลเบิกผู้เข้ารับรางวัล “ประชาบดี” พร้อมด้วย นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ณ ห้องประชุมปกรณ์ อังศุสิงห์ ชั้น 2 อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ในการนี้ รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ได้รับประทานรางวัล “ประชาบดี” ประจำปีพุทธศักราช 2569 ประเภทบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ จากผลงานการอุทิศตนในการส่งเสริมและขับเคลื่อนงานด้านคุณธรรมของสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้ เครือข่าย และนวัตกรรมทางสังคม เพื่อเสริมสร้างสังคมคุณธรรมและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน อันเป็นแบบอย่างที่ดีและสร้างคุณูปการต่อสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ภาพและข่าว: กลุ่มงานสื่อสารและรณรงค์ทางสังคม

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่

🌐 Facebook : ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand

🎥 YouTube : Moral Channel


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top