Tuesday, 21 July 2026
TheStatesTimes

ใครปล่อยเอกสารเชียร์ “เถ้าแก่หลี”? จับตาเอกสารปริศนา ดัน “เถ้าแก่หลี” ชิง อบจ.สงขลา ส่อโยนหินถามทางก่อนศึกเลือกตั้ง การเมืองสงขลาร้อนก่อนเวลา แม้ยังไร้หลักฐานโยงฝ่ายใด

ปริศนาเอกสารลอย “เชียร์เถ้าแก่หลี” ชิงนายก อบจ.เกมหยั่งกระแส หรือปั่นกระดานการเมือง?

มีการเผยแพร่เอกสารประชาสัมพันธ์ลักษณะ “เอกสารลอย” ในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยมีเนื้อหาส่งกำลังใจให้ “เถ้าแก่หลี” หรือ เฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ พร้อมเรียกร้องให้ลงสมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่บอกว่าเอกสารลอยเพราะไม่ระบุองค์กร หรือหน่วยงานเป็นเจ้าของเอกสารนี้ หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็น “แถลงการณ์เถื่อน”

ทำให้เกิดคำถามว่าเป็นเพียงการแสดงความเห็นของประชาชน หรือเป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมืองเพื่อหยั่งกระแสและสร้างประเด็นในช่วงก่อนการเลือกตั้ง (สองปี
กว่า) แต่เริ่มมีการปล่อยข่าวคนนั้นจะลง คนนี้จะสมัครกันบ้างแล้ว

หากพิจารณาจากเนื้อหา เอกสารพยายามสร้างภาพลักษณ์ของ “เถ้าแก่หลี” ในฐานะผู้ทำประโยชน์ให้กับจังหวัดสงขลา และใช้ข้อความเชิญชวนให้ลงสมัครนายก อบจ. ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ย่อมถูกมองว่าอาจต้องเผชิญหน้ากับ สุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลาคนปัจจุบัน หากลงสมัครอีกสมัย

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ นายหัวไทร กลับเห็นว่า ความเป็นไปได้ที่ “เถ้าแก่หลี” จะลงสมัครนั้นแทบไม่มี เนื่องจากตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เจ้าตัววางบทบาทเป็นนักธุรกิจมากกว่านักการเมือง และทำงานในนามภาคประชาชนตรวจสอบการทำงานของ อบจ.สงขลา และไม่เคยแสดงท่าทีว่าจะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง แถมยังเคยปฏิเสธให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง หากสายของเถ้าแก่หลีจะลงชิง น่าจะเป็นลูกๆมากกว่า ซึ่งไม่เกี่ยวกับเถ้าแก่หลี

อีกประเด็นคือ เรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครนายก อบจฯ ข้อเท็จจริง “เถ้าแก่หลี” สำเร็จการศึกษาเพียงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 และไม่มีวุฒิปริญญาตรี ซึ่งขาดคุณสมบัติในการลงสมัคร ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวควรตรวจสอบกับกฎหมายและข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นทางการอีกครั้งก่อนสรุป เพราะคุณสมบัติผู้สมัครต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนี้ ผู้บริหารต้องจบปริญญาตรีเป็นอย่างน้อย

ตามกฎหมายกำหนดคุณสมบัติสำคัญสำหรับผู้บริหารท้องถิ่นไว้ ดังนี้

1. มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
2. อายุไม่ต่ำกว่า 35 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง
3. มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขต อบจ. ที่สมัครติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันสมัคร
4. สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า หรือหากไม่มีปริญญาตรี ต้องมีประสบการณ์เคยดำรงตำแหน่งอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
-สมาชิกสภาจังหวัด
-สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.)
-ผู้บริหารท้องถิ่น (เช่น นายก อบจ. นายกเทศมนตรี นายก อบต.)
-สมาชิกรัฐสภา (สส. หรือ สว. ตามที่กฎหมายกำหนด)

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดข้อสังเกตว่า เอกสารฉบับนี้อาจไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเชิญชวน “เถ้าแก่หลี” ลงสมัครเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นการโยนหินถามทาง เพื่อดูปฏิกิริยาของสังคม หรือสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อกระดานการเมืองท้องถิ่นของสงขลา หรือผู้ทำอาจจะไม่รู้ว่า เถ้าแก่หลีไม่ได้จบปริญญาตรี

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าเอกสารดังกล่าวจัดทำโดยบุคคล กลุ่มการเมือง หรือฝ่ายใด จึงไม่สามารถระบุหรือสรุปได้ว่าเป็นผลงานของฝ่ายสนับสนุนเถ้าแก่หลี ฝ่ายคู่แข่ง หรือบุคคลอื่น การระบุว่า “น่าจะเป็นใคร” โดยไม่มีพยานหลักฐาน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือกระทบต่อชื่อเสียงของผู้ที่ถูกพาดพิงได้

จนกว่าจะมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เอกสารนี้จึงยังเป็นเพียง “ปริศนาเอกสารลอย” ที่สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองในจังหวัดสงขลา และเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาว่า จะเป็นเพียงกระแสชั่วคราว หรือเป็นสัญญาณของความเคลื่อนไหวก่อนศึกเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งต่อไป

‘รวงข้าว ลัลนา’ คว้าแชมป์!! ลัลนา ธาราฤดี ล้มมือวางเบลเยียม ผงาดแชมป์ WTA ENKA OPEN 2026 รอบชิงสุดเซตตัดสิน 6-4,4-6,6-3 ขึ้นอันดับโลกสูงสุดที่ 82

รวงข้าว ลัลนา ธาราฤดี ฟอร์มร้อนแรงต่อเนื่อง เมื่อเป็นฝ่ายไล่ต้อนเอาชนะนักหวดสาวเบลเยียม ผงาดแชมป์เทนนิส ENKA OPEN 2026 ที่ตุรกี

เทนนิสหญิงอาชีพ ดับเบิลยูทีเอ ระดับชาลเลนเจอร์ รายการ WTA ENKA OPEN 2026 ที่กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อ 19 ก.ค. ประเภทหญิงเดี่ยว รอบชิงชนะเลิศ “รวงข้าว”ลัลนา ธาราฤดี นักเทนนิสสาวไทย มืออันดับ 91 ของโลก มือวางอันดับ 2 ของรายการ ลงสนามพบกับ ฮานเนอ ฟาน เดอ วินเคิล มืออันดับ 98 ของโลก และมือวางอันดับ 3 ของรายการจากเบลเยียม

เซ็ตแรกทั้งสองคนต่างงัดฝีมือเข้าใส่กันอย่างต่อเนื่อง ทำให้รูปเกมค่อนข้างสูสี แต่ว่าช่วงท้ายเซ็ตสาวไทยทำได้แน่นอนกว่าเอาชนะไปได้ก่อน 6-4 ขึ้นนำ 1-0 เซ็ตสองรูปเกมยังสนุกสูสีแม้ลัลนาจะออกนำก่อนสาวเบลเยียมไม่ยอมแพ้ไล่แซง 5-4 และกลับมาชนะ 6-4 ตามตีเสมอ 1-1 เซ็ต

เซ็ตสาม ลัลนาเค้นฟอร์มเก่งกลับมาอีกครั้งเป็นฝ่ายทิ้งห่างถึง 3-0 และทิ้งเป็น 5-3 ก่อนจะเอาชนะไปได้ 6-3 ทำให้ลัลนาชนะ 2-1 เซ็ต 6-4, 4-6, 6-3 คว้าแชมป์พร้อมเงินรางวัล 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 504,450 บาท และคะแนนสะสมอันดับโลกอีก 125 คะแนน

จากการคว้าแชมป์ล่าสุดของรวงข้าว ทำให้อันดับโลกเรียลไทม์
ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 82 ของโลก

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10329825

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122172025880979611&id=61579388336838&post_id=61579388336838_122172025880979611&rdid=SF40b1x3BkHEcX3B#

ผมว่าผมอร่อยกว่า

“เจราโต จิทาชิโอ้ เอเซิล นัทช็อกโกแลต
เท่าที่ผมกินมาหมดเลยนะอันดับหนึ่งของโลก
กาแฟกาแฟก็อันดับหนึ่งเอสเปรสโซ่อันดับหนึ่งของโลก
ผมเคยกินมิชลิน 3 ดาวมาผมว่าผมอร่อยกว่าตอนนั้น”

กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์
เจ้าของร้าน PARAMETER Gelato & Granita

ที่มา : https://www.facebook.com/reel/3714758818692963

ถอดบทเรียน PARAMETER เมื่อเจลาโต้หลักร้อยไม่ใช่ปัญหา แต่คำพูดของแบรนด์อาจแพงกว่าราคา ถ้าแบรนด์อธิบายคุณค่าได้ดีพอ แต่ต่อให้สินค้าดีแค่ไหน หากลูกค้ารู้สึกถูกดูถูก ราคาก็อาจละลายเร็วกว่าตัวเจลาโต้

ของแพงไม่ใช่ปัญหา แต่ทำไมคำพูดของแบรนด์จึงกลายเป็นดราม่า?

ถอดบทเรียน PARAMETER เมื่อคุณภาพสินค้าอาจไม่เพียงพอ หากผู้บริโภครู้สึกว่ากำลังถูกตัดสิน

ในโลกธุรกิจ ผู้ประกอบการมีสิทธิ์ตั้งราคาสินค้าตามต้นทุน คุณภาพ วัตถุดิบ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่ต้องการมอบให้ลูกค้า

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็มีสิทธิ์ตั้งคำถามว่า สินค้านั้นคุ้มค่ากับเงินที่ต้องจ่ายหรือไม่

ดังนั้น การที่เจลาโต้หนึ่งถ้วยมีราคาหลักร้อยบาทจึงไม่ควรเป็นเรื่องผิด และการที่ลูกค้าบางคนมองว่าแพงก็ไม่ใช่เรื่องผิดเช่นกัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ตลาดจะเป็นผู้ตัดสินว่าสินค้าและราคานั้นไปต่อได้หรือไม่

แต่กรณีของร้านเจลาโต้พรีเมียม PARAMETER ซึ่งมี “กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์” เป็นบุคคลสำคัญในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และเป็นหน้าในการสื่อสารของแบรนด์ กลับไม่ได้ถูกถกเถียงเฉพาะเรื่องราคาเท่านั้น

สิ่งที่ทำให้เรื่องราวขยายตัวกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ คือวิธีสื่อสารเกี่ยวกับการรับประทานเจลาโต้ ตลอดจนข้อความที่เชื่อมโยงไปถึง “มายด์เซต” ของผู้บริโภคไทย

จากคำถามง่าย ๆ ว่า

“เจลาโต้ถ้วยนี้คุ้มราคาหรือไม่?”

จึงกลายเป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า

“แบรนด์กำลังให้ความรู้ หรือกำลังตัดสินคนที่คิดไม่เหมือนตนเอง?”

จากเจลาโต้พรีเมียม สู่พื้นที่ถกเถียงเรื่องรสนิยม

PARAMETER เปิดตัวในฐานะร้าน “Classic Refined Gelato” ที่ชั้น G สยามพารากอน โดยนำเสนอจุดขายด้านวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และวิธีการเสิร์ฟที่แตกต่างจากไอศกรีมทั่วไป ขณะที่รายงานข่าวระบุว่า มีเมนูราคาตั้งแต่ประมาณ 159 บาท ไปจนถึง 559 บาท ตามชนิดและความหายากของวัตถุดิบ

การตั้งราคาสูงจึงไม่ใช่สิ่งที่ผิดในตัวเอง

ในตลาดมีสินค้าอีกจำนวนมากที่ไม่ได้ขายเพียงประโยชน์ใช้สอย แต่ขายทั้งเรื่องราว งานฝีมือ ความหายาก สถานที่ ประสบการณ์ และสถานะทางสังคม ตั้งแต่กาแฟแก้วละหลายร้อยบาท อาหารไฟน์ไดนิ่ง ไปจนถึงกระเป๋าหรือรถยนต์ราคาหลายล้านบาท

ผู้บริโภคที่เห็นคุณค่าย่อมตัดสินใจซื้อ ส่วนผู้ที่ไม่เห็นความคุ้มค่าก็สามารถเลือกไม่ซื้อได้

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การพยายามอธิบายว่าเหตุใดสินค้าจึงมีราคาแพง แต่อยู่ที่การอธิบายนั้นทำให้ผู้ฟังรู้สึกหรือไม่ว่า คนที่ไม่เข้าใจ ไม่เห็นด้วย หรือมีกำลังซื้อไม่ถึง กำลังถูกมองว่ามีรสนิยมต่ำกว่า หรือมีความคิดที่ไม่พัฒนา

เมื่อความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้น ประเด็นก็ไม่ใช่เรื่องเจลาโต้เพียงถ้วยเดียวอีกต่อไป แต่เชื่อมโยงไปถึงเรื่องชนชั้น โอกาสทางเศรษฐกิจ และสิทธิของผู้บริโภคในการเลือกใช้เงินของตนเอง

แบรนด์มีสิทธิ์แนะนำ แต่ลูกค้าต้องไม่รู้สึกว่าถูกควบคุม

อีกส่วนหนึ่งของกระแสวิจารณ์มาจากคอนเทนต์เกี่ยวกับวิธีรับประทาน เช่น การไม่ควรเคี้ยว การควรรับประทานทันที และประเด็นเรื่องการถ่ายรูปสินค้า

ในมุมของผู้ผลิต คำแนะนำเหล่านี้อาจมีเหตุผล เพราะอุณหภูมิ ขนาดของคำ และระยะเวลาหลังเสิร์ฟ ย่อมส่งผลต่อรสชาติและเนื้อสัมผัส

แต่เส้นแบ่งระหว่างคำว่า “คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ” กับ “กฎที่ใช้ตัดสินลูกค้า” นั้นบางมาก

แบรนด์สามารถพูดว่า

“เพื่อให้ได้รสชาติและเนื้อสัมผัสที่ดีที่สุด แนะนำให้ลองรับประทานด้วยวิธีนี้”

แต่ควรระมัดระวังการสื่อสารที่อาจถูกตีความว่า

“หากคุณไม่กินตามวิธีของเรา แสดงว่าคุณกินไม่เป็น”

เพราะทันทีที่ลูกค้าจ่ายเงิน สินค้านั้นก็กลายเป็นประสบการณ์ของลูกค้า ลูกค้ามีสิทธิ์จะรับประทานช้า ถ่ายรูป แบ่งกับเพื่อน หรือเลือกวิธีที่ตนเองมีความสุข ตราบใดที่ไม่รบกวนผู้อื่นหรือฝ่าฝืนกฎที่จำเป็นของสถานที่

หน้าที่ของแบรนด์คือเพิ่มความรู้และเพิ่มคุณค่าให้ประสบการณ์ ไม่ใช่ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่าต้องสอบผ่านมาตรฐานรสนิยมของผู้ขายก่อนจึงจะมีสิทธิ์บริโภคสินค้า

กฤษณ์ชี้แจงว่าเป็นการหยอกเล่น พร้อมยืนยันในคุณภาพสินค้า

วันที่ 19 กรกฎาคม 2569 กฤษณ์ออกมาชี้แจงต่อสื่อถึงประเด็นต่าง ๆ โดยอธิบายว่า เรื่องห้ามเคี้ยวหรือห้ามถ่ายรูปส่วนหนึ่งเกิดขึ้นในบริบทของการหยอกเล่นกับลูกค้า และเมื่อคลิปถูกตัดออกไปเผยแพร่โดยไม่มีบริบท ผู้ชมภายนอกอาจรู้สึกไม่ดี พร้อมกล่าวขอโทษหากคำพูดทำให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนถูกดูถูก

ขณะเดียวกัน เขายังคงยืนยันว่า ราคาของเจลาโต้มาจากต้นทุน วัตถุดิบหายาก และรายละเอียดของกระบวนการผลิต โดยระบุว่ากระแสที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้จำนวนลูกค้าลดลง และเตรียมนำเสนอเมนูจากวัตถุดิบพิเศษในราคาประมาณ 700–900 บาทด้วย

คำชี้แจงดังกล่าวสะท้อนว่า แบรนด์ไม่ได้ถอยจากจุดยืนเรื่องคุณภาพและราคา แต่พยายามอธิบายเจตนาของการสื่อสารที่เป็นต้นเหตุของกระแสวิจารณ์

อย่างไรก็ตาม ในการสื่อสารสาธารณะ “เจตนา” เป็นเพียงครึ่งหนึ่งของความหมาย

อีกครึ่งหนึ่งคือ “ผลกระทบ” ที่เกิดขึ้นกับผู้รับสาร

ผู้พูดอาจไม่ได้ตั้งใจดูถูก แต่หากผู้ฟังจำนวนมากรู้สึกว่าถูกดูถูก สิ่งที่แบรนด์ควรพิจารณาจึงไม่ใช่เพียงการยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น แต่ต้องย้อนกลับมาทบทวนว่า ภาษา น้ำเสียง และรูปแบบคอนเทนต์ส่วนใดทำให้ความหมายเดินทางไปถึงผู้บริโภคในอีกแบบหนึ่ง

เมื่อคนดังเป็นหน้าแบรนด์ ทุกคำพูดย่อมกลายเป็นคำพูดของแบรนด์

อีกประเด็นที่ปรากฏหลังการแถลงข่าวคือสถานะของกฤษณ์ในธุรกิจ โดยเจ้าตัวระบุว่าไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้น แต่ทำหน้าที่เป็นเชฟ คิดเมนู และออกแบบระบบการผลิต ขณะที่ข้อมูลที่กรุงเทพธุรกิจรายงานโดยอ้างอิง Creden Data ระบุว่า บริษัท พารามิเตอร์ จำกัด มี “พรพิพัฒน์ เวหัพพลา” เป็นผู้ถือหุ้น 100%

การที่เชฟหรือผู้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ไม่ได้ถือหุ้นไม่ใช่เรื่องผิดปกติทางธุรกิจ และไม่ได้หมายความว่าคนนั้นไม่มีบทบาทสำคัญต่อแบรนด์

แต่กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อบุคคลใดมีภาพจำผูกติดกับแบรนด์อย่างเข้มข้น ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีตำแหน่งทางกฎหมายว่าเจ้าของ ผู้ถือหุ้น เชฟ หรือครีเอทีฟ คำพูดของเขาก็ย่อมถูกสังคมตีความว่าเป็นท่าทีของแบรนด์อยู่ดี

นี่คือทั้งพลังและความเสี่ยงของ Founder Branding หรือ Personal Branding

บุคลิกที่ชัดเจนช่วยให้แบรนด์เป็นที่จดจำได้รวดเร็ว แต่เมื่อบุคคลกลายเป็นศูนย์กลางมากเกินไป ความคิดเห็นส่วนตัวทุกประโยคก็สามารถส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของสินค้า พนักงาน หุ้นส่วน และองค์กรทั้งหมดได้พร้อมกัน

กระแสแรงอาจทำให้คนต่อคิว แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะกลับมาซื้อซ้ำ

ในระยะสั้น ดราม่าอาจสร้างประโยชน์ให้ธุรกิจได้อย่างปฏิเสธไม่ได้

คนจำนวนมากที่ไม่เคยรู้จัก PARAMETER ได้รู้จักแบรนด์ ผู้บริโภคบางส่วนอาจเดินทางไปทดลองเพื่อพิสูจน์ด้วยตนเองว่า เจลาโต้มีคุณภาพสมราคาหรือไม่ ขณะที่ภาพของคิวหน้าร้านยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นสินค้าที่ต้องไปลอง

แต่การรับรู้จำนวนมากไม่เท่ากับความรักในแบรนด์ และยอดขายช่วงที่เป็นกระแสก็ไม่เท่ากับความยั่งยืน

ตัวชี้วัดที่สำคัญกว่าอาจไม่ใช่จำนวนคนที่มาต่อคิวในช่วงดราม่า แต่คือ

- ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำมากเพียงใด

- ลูกค้ายินดีแนะนำแบรนด์ให้ผู้อื่นหรือไม่

- เมื่อกระแสสงบลง แบรนด์ยังมีคุณค่าที่แข็งแรงพอหรือไม่

- ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ในฐานะ “เจลาโต้คุณภาพสูง” หรือ “ร้านที่มีดราม่าเรื่องวิธีกิน”

เพราะกระแสสามารถพาคนมาถึงหน้าร้านได้ แต่มีเพียงคุณภาพ ประสบการณ์ และความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าเท่านั้นที่จะทำให้คนกลับมาอีกครั้ง

บทเรียนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ

กรณี PARAMETER ไม่ได้สอนว่าผู้ประกอบการห้ามตั้งราคาสูง และไม่ได้หมายความว่าแบรนด์ต้องยอมตามความคิดเห็นของผู้บริโภคทุกเรื่อง

ตรงกันข้าม ผู้ประกอบการควรมั่นใจในสินค้า กล้ายืนยันคุณค่า และกล้าสร้างมาตรฐานใหม่ให้ตลาด

แต่ความมั่นใจในสินค้าควรเดินคู่กับความเคารพต่อผู้บริโภค

การอธิบายว่า “สินค้าของเราดีอย่างไร” ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การบอกว่า “คนที่ไม่เลือกสินค้าของเราคิดไม่เป็น”

การบอกว่า “เรามีวิธีรับประทานที่แนะนำ” ไม่จำเป็นต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “วิธีของคุณผิด”

และการผลิตของพรีเมียมก็ไม่จำเป็นต้องทำให้แบรนด์วางตนอยู่เหนือผู้บริโภค

ท้ายที่สุดแล้ว ของแพงอาจไม่ใช่ปัญหาเลย หากแบรนด์สามารถทำให้ลูกค้าเข้าใจว่าเงินที่จ่ายไปแลกกับคุณค่าอะไร

แต่ต่อให้สินค้าดีเพียงใด หากวิธีสื่อสารทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่ากำลังถูกดูถูก ความชอบธรรมของราคาที่แบรนด์พยายามสร้างขึ้น ก็อาจละลายเร็วกว่าตัวเจลาโต้เสียอีก

เพราะในยุคที่ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อเพียงสินค้า แต่ซื้อความรู้สึกที่มีต่อแบรนด์ด้วยนั้น การเคารพลูกค้าอาจเป็นวัตถุดิบที่มีค่าที่สุด และไม่มีสินค้าใดสามารถตั้งราคาทดแทนได้

จีนตอบ “อนุทิน” 3 ข้อ!! ปมรถถังจีนส่งกัมพูชา แจงเป็นสัญญาเดิม ไม่ได้เลือกข้าง ชี้ปักกิ่งรับรู้ความอ่อนไหวและพร้อมช่วยคลี่คลายข้อพิพาท พร้อมเสนอบทบาทประคองสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา

จีนตอบ “อนุทิน” 3 ข้อ ปมรถถังส่งกัมพูชา
สัญญาเก่า – เคยชะลอส่ง – ยืนยันไม่นำมาใช้สร้างความเสียหายต่อไทย

หนึ่งในประเด็นสำคัญจากการหารือระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่นครเซี่ยงไฮ้ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ไม่ได้มีเพียงเรื่องเศรษฐกิจ เทคโนโลยี หรือความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์เท่านั้น

แต่ยังมีการหยิบยกเรื่องที่คนไทยจำนวนมากกำลังกังวลขึ้นพูดอย่างตรงไปตรงมา นั่นคือ กรณีจีนส่งมอบรถถังและยุทโธปกรณ์ให้กัมพูชา ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา
ภายหลังการหารือ นายอนุทินเปิดเผยว่า ฝ่ายไทยได้แสดงความกังวลของรัฐบาลและประชาชนไทยต่อผู้นำจีน โดยจีนได้ชี้แจงสาระสำคัญเกี่ยวกับการส่งรถถังให้กัมพูชาออกมาเป็น 3 ประเด็น
“คำสั่งซื้อเกิดขึ้นก่อนความขัดแย้ง – จีนเคยชะลอการส่งมอบ – และยืนยันว่าจะไม่ใช้ยุทโธปกรณ์สร้างความเสียหายต่อไทย”

ข้อที่ 1 คำสั่งซื้อเกิดขึ้นก่อนมีความขัดแย้ง
คำตอบแรกจากฝ่ายจีน คือ การซื้อขายรถถังและยุทโธปกรณ์ดังกล่าวเป็นสัญญาที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งหรือการสู้รบรอบล่าสุดระหว่างไทยกับกัมพูชา
ในมุมของจีน การส่งมอบจึงไม่ใช่การตัดสินใจใหม่ที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ชายแดน และไม่ใช่การเลือกสนับสนุนกัมพูชาในช่วงที่กำลังมีปัญหากับประเทศไทย แต่เป็นภาระผูกพันจากข้อตกลงที่มีอยู่ก่อนหน้าแล้ว

คำชี้แจงข้อนี้มีความสำคัญ เพราะช่วยแยกให้เห็นระหว่าง “การขายอาวุธตามสัญญาเดิม” กับ “การส่งอาวุธเพื่อสนับสนุนคู่ขัดแย้งในสถานการณ์ปัจจุบัน”

แม้ภาพที่ประชาชนเห็นอาจเป็นรถถังจีนเดินทางไปยังกัมพูชาในช่วงเวลาที่อ่อนไหว แต่ฝ่ายจีนต้องการยืนยันว่า จุดเริ่มต้นของข้อตกลงไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ความตึงเครียดรอบนี้
ข้อที่ 2 จีนเคยชะลอการส่งมอบในช่วงการสู้รบ

คำตอบข้อที่สอง คือ จีนรับรู้ว่าสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชามีความอ่อนไหว และในช่วงที่เกิดการสู้รบ จีนได้ชะลอการส่งมอบยุทโธปกรณ์ไว้ก่อน

ประเด็นนี้สะท้อนว่า แม้จีนจะมีสัญญาที่ต้องดำเนินการกับกัมพูชา แต่ก็รับรู้ว่าการส่งมอบอาวุธในช่วงเวลาที่สถานการณ์กำลังรุนแรง อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของฝ่ายไทย และอาจถูกมองว่าจีนกำลังเลือกข้าง

การชะลอส่งมอบจึงเป็นการประคองความสัมพันธ์ในเชิงการทูต โดยจีนพยายามรักษาสมดุลระหว่างการปฏิบัติตามสัญญากับกัมพูชา และการรักษาความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์ผ่านช่วงการสู้รบไปแล้ว จีนชี้แจงว่า ในท้ายที่สุดก็ยังจำเป็นต้องดำเนินการตามข้อตกลงเดิมที่ทำไว้

ข้อที่ 3 ต้องทำตามสัญญา แต่ยืนยันว่าจะไม่ใช้สร้างความเสียหายต่อไทย
คำตอบข้อที่สาม และน่าจะเป็นคำตอบที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของไทยมากที่สุด คือ แม้จีนจะต้องปฏิบัติตามสัญญาส่งมอบยุทโธปกรณ์ให้กัมพูชา แต่จีนให้ความมั่นใจกับฝ่ายไทยว่า ภายใต้เงื่อนไขที่มีต่อกัน จะไม่มีการนำยุทโธปกรณ์เหล่านั้นมาใช้เพื่อก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศไทย
คำยืนยันนี้เท่ากับจีนพยายามส่งสัญญาณว่า การมีความร่วมมือทางทหารกับกัมพูชาไม่ได้หมายความว่า จีนยอมรับให้อาวุธของตนถูกใช้คุกคามประเทศไทย

สำหรับไทย นี่เป็นคำรับรองทางการเมืองที่มีน้ำหนัก เพราะมาจากการหารือในระดับผู้นำสูงสุด แต่ในทางปฏิบัติยังต้องติดตามว่า จะมีกลไกใดรองรับคำยืนยันดังกล่าว ทั้งในเรื่องเงื่อนไขการใช้งาน การตรวจสอบ และการประสานงานระหว่างรัฐบาล หากสถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง
จีนยังเสนอบทบาทช่วยคลี่คลายปัญหาไทย–กัมพูชา

นอกเหนือจากการชี้แจงเรื่องรถถัง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงยังแสดงท่าทีว่า การจัดการข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาอย่างเหมาะสม เป็นผลประโยชน์ระยะยาวของทั้งสองประเทศและประชาชนทั้งสองฝ่าย
จีนสนับสนุนให้ไทยและกัมพูชาใช้การหารือและการปรึกษาหารือ เพื่อหาทางยุติปัญหาอย่างสันติ พร้อมระบุว่าจีนยินดีมีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในกระบวนการดังกล่าว

ด้านนายอนุทินอธิบายว่า สี จิ้นผิงได้เสนอตัวเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” เพื่อช่วยให้ไทยกับกัมพูชารื้อฟื้นความสัมพันธ์และหาทางออกร่วมกัน ขณะที่จีนยังเสนอรับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้างแทนไทย เพื่อลดความไม่สะดวกใจของประเทศสมาชิก โดยเฉพาะกัมพูชา หากต้องเดินทางเข้ามาประชุมในประเทศไทย

คำตอบ 3 ข้อ ช่วยลดความกังวล แต่ไทยยังต้องติดตามด้วยตนเอง
คำชี้แจงจากจีนทั้งสามข้อถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อไทย เพราะอย่างน้อยแสดงให้เห็นว่า ผู้นำไทยได้นำความกังวลด้านความมั่นคงขึ้นพูดอย่างตรงไปตรงมา และจีนรับรู้ถึงความละเอียดอ่อนของประเด็นนี้
แต่ในด้านความมั่นคง คำรับรองทางการทูตเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ ไทยยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ด้านการทหารและการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมรักษาช่องทางสื่อสารกับทั้งจีนและกัมพูชา

สิ่งที่น่าสนใจคือ จีนกำลังอยู่ในสองบทบาทพร้อมกัน
ด้านหนึ่ง จีนเป็นประเทศผู้ขายอาวุธและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกัมพูชา แต่อีกด้านหนึ่ง จีนก็เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ที่สำคัญของไทย รวมถึงเสนอตัวเข้ามาช่วยประคองความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

นี่จึงเป็นโจทย์ทางการทูตที่ละเอียดอ่อน จีนต้องรักษาความสัมพันธ์กับทั้งไทยและกัมพูชา ขณะที่ไทยต้องทำให้จีนเข้าใจอย่างชัดเจนว่า ความร่วมมือใด ๆ กับประเทศเพื่อนบ้านจะต้องไม่กระทบต่ออธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทย
ข้อสังเกตสำคัญ

รายละเอียดเรื่องรถถังทั้งสามข้อข้างต้น เป็นข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านคำให้สัมภาษณ์ของนายอนุทินภายหลังการหารือ ส่วนรายงานทางการของจีนกล่าวในภาพกว้างว่า จีนสนับสนุนการแก้ข้อพิพาทไทย–กัมพูชาด้วยการเจรจาอย่างสันติ และพร้อมมีบทบาทอย่างสร้างสรรค์ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเรื่องสัญญารถถัง การชะลอส่งมอบ หรือเงื่อนไขการใช้งานต่อสาธารณะ

ดังนั้น สิ่งที่ไทยควรดำเนินการต่อจากนี้ คือ เปลี่ยนความเข้าใจบนโต๊ะเจรจาระดับผู้นำให้กลายเป็นการประสานงานที่ตรวจสอบได้ในระดับรัฐบาล กองทัพ และหน่วยงานด้านความมั่นคง
เพราะคำตอบจากจีนทั้งสามข้ออาจช่วยลดความกังวลได้ในระดับหนึ่ง แต่หลักประกันที่สำคัญที่สุดยังคงเป็นความพร้อมของประเทศไทย ในการปกป้องอธิปไตย รักษาความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอย่างสมดุล และไม่ปล่อยให้ความมั่นคงของชาติขึ้นอยู่กับคำรับรองของประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว
แหล่งข้อมูลประกอบ

• THE STANDARD: จีนพร้อมช่วยไกล่เกลี่ยไทย–กัมพูชา และประเด็นรถถัง
• Xinhua: ถ้อยแถลงจีนต่อการหารือกับผู้นำไทย

บางจากฯ ดันน้ำมันพรีเมียม!! โชว์ Bangchak Hi Premium + Plus สมรรถนะสูงจากสนามแข่ง พัฒนาคุณภาพเครื่องยนต์เต็มขั้น ส่งตรงถึงผู้ใช้รถทุกกลุ่ม

บางจากฯ นำ Bangchak Hi Premium + Plus โชว์สมรรถนะน้ำมันเชื้อเพลิงจากรถแข่งสู่รถคุณ
ในงาน Impact Speed Fest 2026 เทศกาลสำหรับคนรักรถระดับประเทศ

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมงาน Impact Speed Fest 2026 มหกรรมยานยนต์และมอเตอร์สปอร์ต

ระดับประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้ในผลิตภัณฑ์ Bangchak Hi Premium + Plus น้ำมันคุณภาพสูงที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์การขับขี่หลากหลายรูปแบบด้วยสมรรถนะที่มาพร้อมการทำความสะอาดและปกป้องเครื่องยนต์ถึง 100% พร้อมส่งมอบประสบการณ์จากสนามแข่งสู่การใช้งานจริงบนท้องถนนของผู้ใช้รถหลากหลายรุ่นตั้งแต่รถพรีเมียมไปจนถึงรถทั่วไป

บางจากฯ พัฒนานวัตกรรมพลังงานคุณภาพสูงมาโดยตลอด วันนี้ได้สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคด้วยมาตรฐานน้ำมันที่ผ่านการพิสูจน์ในสภาวะการขับขี่ที่ท้าทายที่สุดในสนามแข่งกีฬา Motorsport เพื่อให้มีประสิทธิภาพที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้ครบทุกความต้องการของผู้ใช้รถ ทั้งด้านสมรรถนะการตอบสนองของเครื่องยนต์ การทำความสะอาดและการดูแลรักษาเครื่องยนต์ในระยะยาว
ภายในงาน Impact Speed Fest 2026 บางจากฯ นำเสนอน้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพสูง Bangchak Hi Premium + Plus ผ่านแนวคิด "Race Standard From Track to Road" หรือมาตรฐานคุณภาพจากสนามแข่งสู่ถนนจริง โดยทำให้ผู้ใช้รถได้เห็นถึงความสำคัญของคุณภาพเชื้อเพลิงที่มีผลต่อสมรรถนะและประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ ตลอดจนการปกป้องดูแลรักษาเครื่องยนต์ในระยะยาว
Bangchak Hi Premium + Plus พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของรถยนต์สมรรถนะสูงและผู้ที่ต้องการดูแลเครื่องยนต์อย่างเหนือระดับ ด้วยคุณสมบัติที่ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมเสริมความมั่นใจในการขับขี่ในทุกสภาวะการใช้งาน รองรับทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล ได้แก่

Bangchak Hi Premium 98+ Plus พรีเมียมแก๊สโซฮอล์ที่มีค่าออกเทนสูงกว่า 98+ เนื้อน้ำมันคัดพิเศษ เพิ่มพลังเร่งแรงเต็มสมรรถนะ ตอบสนองฉับไว รีดศักยภาพเครื่องยนต์ทั้งแรงม้า แรงบิด และอัตราเร่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ เร่งแรงได้ต่อเนื่องทุกย่านความเร็ว พร้อมสารเพิ่มคุณภาพจากสหรัฐอเมริกา ทำความสะอาดหัวฉีด ถนอมและปกป้องเครื่องยนต์ได้ถึง 100%

Bangchak Hi Premium Diesel S+ Plus พรีเมียมดีเซลค่าซีเทนสูง พัฒนาสูตรเพื่อรองรับเครื่องยนต์ดีเซลสมรรถนะสูงโดยเฉพาะ ช่วยให้เครื่องยนต์เดินเรียบ เผาไหม้สมบูรณ์ ประหยัดน้ำมัน และเสริมการปกป้องชิ้นส่วนสำคัญของเครื่องยนต์ด้วยสารเพิ่มคุณภาพมาตรฐานสหรัฐอเมริกา ทำความสะอาด และดูแลปกป้องชิ้นส่วนสำคัญ ได้ถึง 100% ช่วยยืดอายุเครื่องยนต์ได้มากกว่าเดิม

Speed Fest 2026” เป็นงานรวมตัวของกลุ่มคนรักรถและหลงใหลในสมรรถนะของยนตรกรรมหลากหลายรูปแบบที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของรถยนต์ทุกประเภทคือน้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพสูงอย่าง Bangchak Hi Premium + Plus น้ำมันพรีเมียมที่ผ่านการพิสูจน์ในสนามแข่งมาแล้วถึงสมรรถนะที่เหนือกว่าน้ำมันพรีเมียมทั่วไป กลุ่มคนรักรถจึงมั่นใจได้ทุกครั้งที่เติม Bangchak Hi Premium + Plus ว่าจะได้รับประสิทธิภาพที่ดีที่สุดสำหรับรถ ว่าจะเป็นกลุ่มรถพรีเมียมหรือรถยนต์ทั่วไป
ร่วมพิสูจน์พลังสมรรถนะที่เหนือกว่า “Bangchak Hi Premium + Plus พลัสพลังแรง ปกป้องเหนือชั้น” ได้แล้ววันนี้ ณ สถานีบริการน้ำมันบางจากที่จำหน่าย ทั่วประเทศ

‘ดร.อักษรศรี’ ย้ำบิ๊กกลาโหมจีนเยือนไทย!! รมว.กลาโหมจีน เตรียมร่วมงาน 99 ปี PLA ในไทย จับตาสัญญาณยกระดับสัมพันธ์ทหาร ไทย–จีน หลังไทย–จีน เปิดกลไก 2+2 ยกระดับความร่วมมือยุทธศาสตร์ สะท้อนบทบาทปักกิ่งในสมการความมั่นคงอาเซียน

ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น กล่าวว่า

ปีนี้ สถานทูตจีนในแต่ละประเทศทั่วโลกจะจัดงานครบรอบ 99 ปีสถาปนากองทัพจีนPLA แต่ในการจัดงานสำคัญนี้ที่ประเทศไทย บิ๊กกองทัพจีน คือ รมว.กระทรวงกลาโหมจีน  พลเรือเอก Dong Jun จะบินมาร่วมงานในวาระสุดพิเศษนี้ในประเทศไทย !! งานนี้จะจัดที่โรงแรมแชงกรีล่า กรุงเทพ โดยสถานทูตจีนในไทย 23 กค นี้ (มีบัตรเชิญจากท่านผู้ช่วยทูตทหารจีนส่งมาเชิญให้ อ.ษร ร่วมงานนี้แล้ว)

1) วันสถาปนากองทัพจีนครั้งแรกเมื่อ 99 ปีก่อน ในภาษาจีนเรียกว่า #ปาอี วันที่หนึ่ง เดือนแปด คือ 1 สิงหาคม ปี 1927

2) ล่าสุด ไทยยังได้ยกระดับความร่วมมือกับจีนผ่านกลไก 2+2  เป็นครั้งแรก คือ ความร่วมมือระหว่างกท ต่างประเทศไทย-จีน และกระทรวงกลาโหมไทย-จีน

ถ้าเกิดเหตุปัญหาอะไร เช่น ข้างบ้านหาเรื่องเราอีกแล้ว ไทยก็ต่อสายตรงคุยกับจีน (ลูกพี่จิ้งจอกเฒ่าข้างบ้าน) ให้ช่วยจัดการเตือน/คุมพฤติกรรมระรานก้าวร้าวให้เราได้

ที่มา : https://www.facebook.com/1037140385/posts/10239322699819217/?rdid=OeKucmNi5VyRU3xm#

ไทยต้องเร่งสร้างคนเทคโนโลยีขั้นสูง!! จีนเร่งพัฒนาผู้เชี่ยวชาญด้าน Semiconductor ไทยเพิ่งเริ่มหลักสูตรด้านนี้เมื่อปีที่แล้ว เทคโนโลยี Quantum ยังไม่ได้รับการสอนโดยตรง 10 ปีข้างหน้าคือคำถามของการสร้างเทคโนโลยี

นายปฐม อินทโรดม กล่าวบนเฟสบุ๊คว่า

อาทิตย์ที่แล้วไปนั่งกินข้าวกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีจากจีน ระหว่างคุยกัน ผมถามคำถามง่าย ๆ ว่า วันนี้คนจบสาขาไหนในจีนมีโอกาสงานดีที่สุด

เขาตอบทันทีโดยไม่ต้องคิดแม้แต่วินาทีเดียว…

Semiconductor

คำตอบนั้นทำให้ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมจีนถึงกำลังไล่จี้ หรือในหลายด้านกำลังแซงแชมป์เก่าอย่างอเมริกา เพราะเขาไม่ได้แค่สร้างโรงงานหรืออัดงบวิจัย แต่กำลังสร้าง "คน" มาตั้งแต่หลายปีก่อน

ส่วนประเทศไทย เราเพิ่งมีหลักสูตรปริญญาตรีด้าน Semiconductor Engineering อย่างจริงจังเมื่อปีที่แล้วนี่เอง

จากนั้นเราคุยกันติดลมยาวไปถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่โลกคงหนีไม่พ้นอย่าง Quantum Computing เขาหัวเราะเบา ๆ แล้วบอกว่า…

"ผมเรียนจบปริญญาตรีด้าน Quantum มาโดยตรง"

ผมนิ่งไปพักใหญ่…

เพราะในประเทศไทย คำว่า Quantum เพิ่งเริ่มถูกพูดถึงอย่างจริงจังในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และปัจจุบันเรายังไม่มีหลักสูตรปริญญาตรีด้านนี้โดยตรงด้วยซ้ำ

บางครั้งความน่ากลัวของการแข่งขัน ไม่ใช่การที่อีกฝ่ายมีเทคโนโลยีดีกว่า

แต่คือวันที่เราเพิ่งเริ่มพูดถึงเทคโนโลยีนั้น หลายประเทศกำลังสร้างคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าออกมาป้อนให้กับอุตสาหกรรมของประเทศ

คำถามที่ผมกลับมาคิดตลอดทางคือ...

อีก 10 ปีข้างหน้า เราจะเป็นประเทศที่สร้างเทคโนโลยี หรือเป็นเพียงประเทศที่รอซื้อเทคโนโลยีจากคนอื่นเหมือนเดิมต่อไป?

คำตอบในหัวดูจะชัดเหลือเกิน!

ที่มา : https://www.facebook.com/100001294357814/posts/27468696282756814/?rdid=YfknVr5AwXSRbJro#

โซเชียลถกสนั่น!! พิธีชูถ้วยบอลโลก 2026 ถ้วยแชมป์โลกควรเป็นโมเมนต์ของนักเตะสเปน แต่การยืนค้างของ ‘ทรัมป์’ ทำให้เฟรมประวัติศาสตร์ กลายเป็นดราม่าทางมารยาทบนเวที

ท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลองหลังทีมชาติสเปนคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 ได้เกิดช่วงเวลาที่กลายเป็นประเด็นบนสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงยืนอยู่บนเวทีระหว่างพิธีชูถ้วยแชมป์ แม้จะถึงช่วงเวลาที่นักเตะสเปนกำลังจะร่วมกันฉลองความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์

ขณะที่ จานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) พยายามส่งสัญญาณหรือเชิญให้ทรัมป์ขยับออกจากจุดศูนย์กลางของเวที เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักเตะสเปนได้ชูถ้วยแชมป์ตามธรรมเนียม แต่ทรัมป์ยังคงยืนอยู่บนเวทีอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนที่อินฟานติโนจะพาเขาออกจากตำแหน่งดังกล่าว

โรดรี กองกลางทีมชาติสเปน ก็พยายามส่งสัญญาณให้ทรัมป์ขยับออกจากบริเวณดังกล่าวเช่นกัน

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประเด็นถกเถียงในโลกออนไลน์ เนื่องจากพิธีชูถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ธรรมเนียมปฏิบัติคือให้นักเตะ ทีมงาน และสตาฟฟ์ของทีมแชมป์เป็นผู้เฉลิมฉลองร่วมกันบนเวที ขณะที่บุคคลภายนอกซึ่งเข้าร่วมพิธีมอบรางวัลมักจะถอยออกจากกรอบภาพหลังเสร็จสิ้นการมอบถ้วย เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทีมแชมป์ได้บันทึกภาพแห่งประวัติศาสตร์อย่างเต็มที่

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3727882294031104/?rdid=81k3c0IAsCU21dOg#

“เชฟรอน” ใช้แท่นหลุมผลิตใหม่!! นำแท่นหลุมผลิตเก่ากลับมาใช้ใหม่สำเร็จ ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 4,280 ตัน เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนผลิต เปิดทางพัฒนาแหล่งขนาดเล็กยั่งยืน

เชฟรอนนำแท่นหลุมผลิตทั้งโครงสร้างกลับมาใช้ใหม่ได้สำเร็จที่แท่นชบาบี

ต่อยอดการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

บริษัท เชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ประสบความสำเร็จในการนำแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม (Wellhead platform) กลับมาใช้งานใหม่ทั้งโครงสร้าง ภายใต้โครงการ Total Wellhead Platform Reuse อย่างปลอดภัย ความสำเร็จนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของเชฟรอนในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาแหล่งผลิต ลดต้นทุน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม

โครงการนี้เป็นการนำโครงสร้างส่วนบน (Topside) และขาแท่น (Jacket) ของแท่นหลุมผลิตเบญจมาศวี (BEWV) ที่เสร็จสิ้นการใช้งานแล้วในแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข B8/32 กลับมาใช้เป็นแท่นหลุมผลิตใหม่ที่แท่นหลุมผลิตชบาบี (CBWB) ในแปลงสำรวจเดียวกัน การดำเนินงานดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และผ่านการตรวจสอบและรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเสร็จสิ้นการดำเนินงานในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และมีแผนจะเริ่มต้นการผลิตในปี พ.ศ. 2570

นายชาทิตย์ ห้วยหงษ์ทอง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “จากวันแรกที่เชฟรอนเป็นบริษัทพลังงานรายแรกที่ประสบความสำเร็จในการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เชฟรอนยังคงเดินหน้าคิดค้นและริเริ่มเทคโนโลยี ตลอดจนแนวทางการดำเนินงานใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาแหล่งพลังงานของไทยอย่างต่อเนื่อง อาทิ การนำเทคนิคการขุดเจาะหลุมแนวนอนมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาแหล่งผลิต ในปี 2542 การเปิดศูนย์ควบคุมการปฏิบัติงานของแท่นผลิต หรือ Integrated Operations Center (IOC) แห่งแรกของไทย ในปี 2565 รวมถึงการนำเรือไตรมารันเข้ามาใช้ในการขนส่งพนักงานออฟชอร์เป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมในปี 2569 และความสำเร็จในการนำแท่นหลุมผลิตกลับมาใช้ใหม่ทั้งโครงสร้างครั้งนี้ นอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดค่าใช้จ่าย และช่วยเปิดโอกาสในการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมขนาดเล็กในอ่าวไทยได้อย่างคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์มากยิ่งขึ้นแล้ว ยังเป็นหนึ่งในความมุ่งมั่นของเชฟรอนในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งการนำแท่นหลุมผลิตกลับมาใช้ใหม่นั้นช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึงราว 4,280 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากการหลีกเลี่ยงกิจกรรมการรื้อถอนแท่นเดิมและการก่อสร้างแท่นใหม่ รวมถึงกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

“ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นได้จากพลังของทีมงานเชฟรอนและพันธมิตรทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันใช้ความเชี่ยวชาญ ความมุ่งมั่น และวัฒนธรรมความปลอดภัยของเราในการผลักดันโครงการนี้จนสำเร็จลุล่วง เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะสร้างคุณค่าได้อย่างแท้จริง เมื่อขับเคลื่อนด้วยศักยภาพของคนและการทำงานร่วมกันเป็นทีม”

โครงการ Total Wellhead Platform Reuse นี้ ต่อยอดจากโครงการนำส่วนบนของแท่นหลุมผลิตกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ หรือ Topside Reuse ที่เชฟรอนได้คิดค้นและเริ่มดำเนินการในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ปัจจุบัน เชฟรอนได้นำส่วนบนของแท่นหลุมผลิตกลับมาใช้ใหม่แล้ว 14 แท่น และเมื่อรวมกับโครงการนำแท่นหลุมผลิตกลับมาใช้ใหม่ทั้งโครงสร้างครั้งนี้ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวมกว่า 27,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งสะท้อนผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top