Wednesday, 7 October 2026
TheStatesTimes

ตร.ภูเก็ต ชี้พื้นที่ส่วนตัว ไม่ต้องขออนุญาต!! เตรียมกำลัง 50 นาย ดูแลเทศกาลปีใหม่ชาวยิวป่าตอง ย้ำจัดในพื้นที่ส่วนตัวและต้องปฏิบัติตาม เบื้องต้นไม่มีนัดหมายต่อต้าน ตำรวจย้ำผู้ร่วมงานต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

ผู้การภูเก็ต สุดยอด เตรียมกำลัง ตร. 50 นาย ดูแลงานใหญ่ยิวป่าตอง แจงจัดในพื้นที่ส่วนตัวไม่ต้องขออนุญาต

ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมดูแลความปลอดภัยงานเทศกาลปีใหม่ของชาวยิว หลังตัวแทน “ชาบัด ป่าตอง” ประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่เข้าดูแลการจัดกิจกรรมจำนวน 2 จุด มีผู้เข้าร่วมรวมประมาณ 1,000 คน

เบื้องต้นตำรวจเตรียมกำลังประมาณ 50 นาย กระจายดูแลความปลอดภัยทั้งภายในบริเวณงานและพื้นที่โดยรอบ รวมถึงอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและเฝ้าระวังเหตุที่อาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อย

ผู้การฯ ภูเก็ตชี้แจงว่า กิจกรรมจัดขึ้นภายในพื้นที่ส่วนบุคคล จึงไม่เข้าข่ายต้องยื่นขออนุญาตจัดงานในพื้นที่สาธารณะ อย่างไรก็ตาม ผู้จัดได้ประสานตำรวจเพื่อขอกำลังดูแลความปลอดภัยไว้แล้ว

ส่วนกระแสคัดค้านในพื้นที่ จากรายงานด้านการข่าวขณะนี้ยังไม่พบการนัดหมายรวมตัวต่อต้านอย่างเป็นทางการ แต่ตำรวจจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำว่าผู้จัดงานและผู้เข้าร่วมต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1598904058934219&id=100064439212441&rdid=de44huka6HLo4QQQ#

"ไอ้โม่ง" ปล้นน้ำมันยังไม่ถูกจับ!! ปม “ไอ้โม่งปล้นน้ำมัน” ยังลอยนวล ไร้ประสิทธิภาพบังคับใช้กฎหมาย สร้างความไม่ไว้วางใจในสังคม ประชาชนหมดศรัทธาในผู้ปกครอง

นาฏกรรมลอยนวล สแกนพฤติกรรมรัฐบาลล้มเหลว เมื่อ “ไอ้โม่ง” ใหญ่กว่ากฎหมาย
น้ำมันจึงหายไปพร้อมกับความไว้วางใจ

นับได้กี่เดือนกันแล้วครับที่ "ไอ้โม่งปล้นน้ำมัน" ยังคงลอยนวล?
ประเด็นการปล้น และกักตุนน้ำมันลักลอบในประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือการสูญเสียมูลค่าทางทรัพยากรธรรมดา เมื่อเวลาล่วงเลยไปจนถึงบัดนี้ รัฐบาลที่เคยออกมากางตำราประกาศว่าจะ "ลากตัวไอ้โม่ง" เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม กลับยังไม่สามารถจับกุมผู้บงการจริงได้แม้แต่รายเดียว

สถานการณ์นี้กำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ที่สะท้อนถึงพฤติการณ์ของรัฐบาล ซึ่งสร้างความไม่น่าไว้วางใจให้เกิดขึ้นในใจของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ที่เห็นชัดที่สุดคือ “ไร้ประสิทธิภาพ” ในการบังคับใช้กฎหมาย

การออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าว การตั้งคณะกรรมการสอบสวน หรือการใช้วาทกรรมขู่ฟอด ๆ ว่าจะกวาดล้าง “กลุ่มทุนสีเทา” ที่อยู่เบื้องหลัง กลายเป็นเพียง "ละครฉากใหญ่" เมื่อผลลัพธ์เชิงรูปธรรมเป็นศูนย์ การที่น้ำมันปริมาณมหาศาลซึ่งต้องใช้ระบบขนส่ง รถบรรทุก เรือ หรือคลังเก็บขนาดใหญ่หายไปและถูกกักตุนได้โดยไร้ร่องรอย สะท้อนว่ารัฐบาลอาจมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพขั้นวิกฤต หรือไม่ก็หนีไม่พ้นการตั้งใจทำให้กระบวนการตรวจสอบล่าช้าจนเรื่องเงียบหายไปเอง

สายตาของประชาชนตาดำ ๆ ไม่ต้องเรียนสูงก็สามารถมองทะลุได้ว่า ขบวนการระดับที่สามารถ "ปล้นและกักตุน" น้ำมันได้ ย่อมไม่ใช่ฝีมือของโจรกระจอก แต่ต้องเป็นเครือข่ายอิทธิพลที่มีทั้งเงินทุนและสายสัมพันธ์ทางอำนาจ

ไม่ต่างจากการ “ปล้น สว.” หรือ “ปล้นสอบราชการ”
การที่รัฐบาลไม่สามารถเจาะไข่แดงไปถึงตัว "ไอ้โม่ง" ได้ ยิ่งตอกย้ำข้อสงสัยของสังคมว่ามีคนของ “ผู้มีอำนาจในรัฐบาล” เข้าไปมีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือคอยเป็น “เกราะกำบังพยานหลักฐาน” เพื่อช่วยเหลือพวกพ้องหรือไม่?
สิ่งที่เราเห็น ๆ กันบ่อยครั้งก็คือ การจับกุมเพียง "ผู้ปฏิบัติการระดับล่าง" แล้วรีบสรุปสำนวนเพื่อปิดคดี โดยไม่มีการขยายผลไปถึงโครงสร้างเส้นทางการเงิน หรือผู้บงการระดับบน ประชาชนจึงเข้าใจเป็นอื่นไม่ได้นอกจากคิดว่ารัฐบาลกำลังใช้กลยุทธ์ "ตัดตอน" เพื่อปกป้องใครบางคน มากกว่าการกวาดล้างขบวนการอย่างจริงจัง

ความน่ากลัวที่สุดในเวลานี้ จึงไม่ใช่แค่น้ำมันที่ถูกปล้นไปต่อหน้าต่อตา แต่คือความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ถูกปล้นจนหมดหัวใจไปพร้อม ๆ กัน

แจ็ค รัสเซล

8 กันยายน 2482 รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม ออกประกาศ ให้คนเคารพธงชาติและเพลงสรรเสริญพระบารมี กำหนดให้ประชาชนเคารพธงชาติ เน้นความสำคัญของเพลงชาติและเพลงสรรเสริญ

รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม ได้ออกประกาศให้คนเคารพธงชาติและเพลงสรรเสริญพระบารมี ชี้ สิ่งเป็นสิ่งสำคัญประจำชาติพึงได้รับการเชิดชูเคารพ

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรัฐนิยมฉะบับที่ 4 เรื่องการเคารพ ธงชาติ, เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี ลงวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2482 มีเนื้อหาใจความว่า (หัวข้อประกาศและเนื้อหาในประกาศสะกดตามต้นฉบับ)

“ด้วยรัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่า ธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นสิ่งสำคัญประจำชาติพึงได้รับการเชิดชูเคารพของชาวไทยทั้งมวล จึงประกาศเป็นรัฐนิยมไว้ดังต่อไปนี้

๑. เมื่อได้เห็นการชักธงชาติขึ้นรือลงจากเสาประจำสถานที่ราชการตามเวลาปกติ หรือได้ยินเสียงแตรเดี่ยวหรือนกหวีดเป่าคำนับหรือให้อาณัติสัญญาณการชักธงชาติขึ้นหรือลง ให้แสดงความเคารพโดยปฏิบัติตามระเบียบเครื่องแบบหรือตามประเพณีนิยม

๒. เมื่อได้เห็นธงไชยเฉลิมพล ธงเรือรบ ธงประจำกองยุวชนทหาร หรือธงประจำกองลูกเสือ ซึ่งทางการเชิญผ่านมาหรืออยู่กับที่ประจำแถวทหาร หรือหน่วยยุวชน หรือลูกเสือ ให้แสดงความเคารพโดยปฏิบัติตามระเบียบเครื่องแบบ หรือตามประเพณีนิยม

๓. เมื่อได้ยินเพลงชาติ ซึ่งทางราชการบรรเลงในราชการก็ดี ซึ่งบุคคลบรรเลงในงานพิธีอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ให้ผู้ที่ร่วมงานหรือที่อยู่ในวงงานนั้นแสดงความเคารพโดยปฏิบัติตามระเบียบเครื่องแบบหรือตามประเพณีนิยม

๔. เมื่อได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมี ซึ่งทางราชการบรรเลงในราชการก็ดี ซึ่งบุคคลบรรเลงในโรงมหรสพหรือในงานสโมสรใด ๆ ก็ดี ให้ผู้ที่ร่วมงาน หรือที่อยู่ในวงงาน หรือในโรงมหรสพนั้นแสดงความเคารพ โดยปฏิบัติตามระเบียบเครื่องแบบหรือตามประเพณีนิยม

๕. เมื่อได้เห็นผู้ใดไม่แสดงความเคารพดังกล่าวในข้อ ๑–๒–๓ และ ๔ นั้น พึงช่วยกันตักเตือนชี้แจงให้เห็นความสำคัญแห่งการเคารพธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี
ประกาศมา ณ วันที่ ๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๒

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_952

PEA ก้าวสู่อนาคต!! ครบรอบ 66 ปีแห่งความไว้วางใจ เน้นเทคโนโลยี AI และพลังงานสะอาด ขยายระบบไฟฟ้าครอบคลุมทั่วประเทศ เตรียมพร้อมตลาดไฟฟ้ายุคใหม่อย่างยั่งยืน

PEA ครบรอบ 66 ปี แห่งความไว้วางใจ ประกาศก้าวใหม่ “Powering Every Life” ขับเคลื่อนพลังงานไทยสู่อนาคต

วันที่ 7 กันยายน 2569 นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นประธานการแถลงข่าวเนื่องในโอกาสวันสถาปนาการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ครบรอบ 66 ปี ภายใต้แนวคิด “66 ปี แห่งความไว้วางใจ กฟภ. เติมพลังให้ทุกชีวิต” (66 Years of Trust PEA Powering Every Life) ณ สำนักงานใหญ่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยมีคณะผู้บริหาร พนักงาน และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน

ตลอด 66 ปี PEA ทำหน้าที่จัดหาและให้บริการไฟฟ้าแก่ประชาชน พร้อมสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคม ปัจจุบันกำลังก้าวสู่บทบาท “ผู้ให้บริการพลังงานแห่งอนาคต” ด้วยการผสานเทคโนโลยีดิจิทัล AI นวัตกรรม และพลังงานสะอาด เพื่อยกระดับระบบไฟฟ้าและบริการให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของภาคพลังงาน

ยกระดับโครงข่าย รับ Energy Transition

PEA ยกระดับระบบจำหน่ายสู่ Smart Grid และ Grid Modernization เพื่อรองรับ Solar Rooftop รถยนต์ไฟฟ้า (EV) Data Center และพลังงานหมุนเวียน โดยนำ Smart Meter และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) มาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารโครงข่าย รวมถึงเตรียมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Direct PPA และการเชื่อมต่อพลังงานสะอาด

“AI GOES” ยกระดับการทำงานและบริการ

PEA นำ AI มาประยุกต์ใช้ภายใต้แนวคิด “AI GOES” ครอบคลุมการบริหารโครงข่าย การปฏิบัติงาน การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาธุรกิจ และบริการประชาชน เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดขั้นตอน และยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ

ไฟฟ้าต้องเข้าถึงทุกคน

PEA ขยายระบบไฟฟ้าให้ครอบคลุมครัวเรือนและพื้นที่ทำกิน สนับสนุนคุณภาพชีวิตและโอกาสทางเศรษฐกิจ สำหรับพื้นที่ห่างไกลใช้ Solar Energy ร่วมกับ BESS เป็นทางเลือกในการจัดหาไฟฟ้า เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงพลังงานอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

เตรียมระบบสำหรับตลาดไฟฟ้ายุคใหม่

PEA พัฒนา Energy Trading Platform (ETP) และ TPA Platform เพื่อรองรับการซื้อขายพลังงานสะอาดและการใช้โครงข่ายในรูปแบบใหม่ โดยคำนึงถึงความโปร่งใส เป็นธรรม และประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้า

บริการดิจิทัล สะดวกในทุกขั้นตอน

PEA Smart Plus และ PEA e-Service ช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าจัดการบริการได้ง่ายผ่านช่องทางดิจิทัล ตั้งแต่ชำระค่าไฟ ยื่นคำร้อง ตรวจสอบการใช้ไฟฟ้า รับ e-Bill/e-Receipt การแจ้งเตือน ตลอดจนบริการด้าน Solar Rooftop และยานยนต์ไฟฟ้า

สู่ “Sustainable Energy Utility for ALL”

PEA วางเป้าหมายจาก Digital and Green Grid สู่ Smart Energy Solution และ “Sustainable Energy Utility for ALL” มุ่งสร้างระบบพลังงานที่มั่นคง สะอาด มีประสิทธิภาพ และเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม พร้อมสนับสนุนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

66 ปีแห่งความไว้วางใจ คือรากฐานของก้าวต่อไป

PEA จะต่อยอดความไว้วางใจที่ได้รับจากประชาชน ด้วยเทคโนโลยี Smart Grid, AI พลังงานสะอาด และนวัตกรรม เพื่อให้พลังงานไฟฟ้าเป็นมากกว่าความสว่าง แต่เป็นพลังที่สร้างโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิต และเสริมศักยภาพเศรษฐกิจไทย

66 Years of Trust.
PEA Powering Every Life.

ข่าว/ภาพ: กองสื่อสารภาพลักษณ์องค์กร

มาเลเซียเดินเกมสมดุลมหาอำนาจ!! มาเลเซียพิจารณาชิป AI Huawei ในโครงการ Sovereign AI ท้าทายแรงกดดันสหรัฐฯ ท่ามกลางศึกเทคโนโลยีจีน–อเมริกา

“มาเลเซีย” พิจารณาใช้ชิปประมวลผล AI จาก “หัวเว่ย” เดินหน้าโครงการ Sovereign AI มูลค่า 16.2 ล้านบาท ควบคุมข้อมูลภายในประเทศ ท้าทายคำเตือนสหรัฐ ส่อเป็นชาติแรกใช้ฮาร์ดแวร์จากจีน ท่ามกลางสงครามเทคโนโลยีสองชาติมหาอำนาจ

สำนักข่าวบลูกเบิร์กรายงานว่า มาเลเซียกำลังประเมินการใช้ฮาร์ดแวร์ และชิปประมวลผล AI ของ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยีส์ เป็นแกนหลักในโครงการ “ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ” หรือ Sovereign AI วงเงิน 2,000 ล้านริงกิต หรือราว 16.28 ล้านบาท แหล่งข่าวเผยว่าโครงการนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้รัฐบาลควบคุมข้อมูลระดับชาติที่มีความอ่อนไหวได้ ทั้งนี้ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนเรื่องจำนวนชิปที่จะจัดซื้อ

ทั้งนี้ หากดีลนี้เกิดขึ้นจริง จะถือเป็น "รัฐบาลต่างชาติแห่งแรก" ที่เลือกใช้ฮาร์ดแวร์ในการประมวลผล AI จีนอย่างเป็นทางการ แทนผลิตภัณฑ์จากสหรัฐ นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงชัยชนะก้าวสำคัญของเทคโนโลยีจีน ท่ามกลางแรงกดดัน และการกีดกันทางการค้าจากรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ปัจจุบัน “ชิป Huawei” ยังมีประสิทธิภาพตามหลัง “Nvidia” อยู่พอสมควร เนื่องจากการกีดกันจากสหรัฐ แต่การผลิตก็เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นทำให้หัวเว่ยรุกขยายส่วนแบ่งในตลาด Data Center ทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันออกกลาง โดยชิปที่มาเลเซียกำลังพิจารณาคือ รุ่น Ascend 910C ซึ่งเป็นรุ่นเรือธง ขณะที่รุ่น Ascend 950 ยังมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต

ชี้ข้อจำกัด Cloud Act

อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย มีนโยบายชันเจนในการผลักดันให้ประเทศก้าวขึ้นเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยี แทนการพึ่งพาต่างชาติเพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งกำหนดให้ข้อมูลด้านความมั่นคง โดยเฉพาะข้อมูลการทหาร และข่าวกรอง ต้องจัดเก็บอยู่ภายในประเทศเท่านั้น

นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ระบุว่า กฎหมาย Cloud Act ของสหรัฐ ซึ่งลงนามโดยทรัมป์ในสมัยแรก ให้อำนาจศาลสหรัฐบังคับให้บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติอเมริกันส่งมอบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้ แม้ข้อมูลนั้นจะถูกจัดเก็บอยู่นอกดินแดนสหรัฐก็ตาม ซึ่งสร้างข้อจำกัดให้กับอธิปไตยทางข้อมูลของมาเลเซีย

"ผมไม่เห็นว่ากฎหมายนั้นสมเหตุสมผล แต่ใครจะไปโต้แย้งประธานาธิบดีทรัมป์ได้" อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวกับนักศึกษาเมื่อ เม.ย.

ด้วยเหตุนี้ มาเลเซียจึงเลือก Telekom Malaysia Bhd. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจโทรคมนาคม เป็นผู้ดำเนินงานหลักของโครงการ Sovereign AI โดยบริษัทมีความร่วมมือด้านระบบคลาวด์กับ Huawei อยู่แล้ว แม้ว่าบริการประมวลผล AI ในปัจจุบันจะใช้ชิปของ  Nvidia ก็ตาม

สหรัฐเตือนความเสี่ยงข้อมูลรั่ว

รัฐบาลสหรัฐแสดงความกังวลว่าอุปกรณ์ของ Huawei อาจถูกนำไปใช้จัดการข้อมูลข่าวกรอง และข้อมูลลับที่ได้รับจากต่างประเทศ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุว่า ซัปพลายเออร์ที่ไม่น่าไว้วางใจอาจตกอยู่ใต้การแทรกแซงหรือถูกควบคุมโดยระบอบอำนาจนิยม ซึ่งพร้อมใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และสร้างความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐาน ความเป็นส่วนตัว ทรัพย์สินทางปัญญา และความมั่นคงของชาติ

"เทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยคือ รากฐานของเศรษฐกิจที่รุ่งเรือง มาเลเซียเป็นทั้งตลาดที่กำลังเติบโต และเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าเทคโนโลยี รวมถึงเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐ" โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ระบุ

นอกจากนี้ ฝ่ายบริหารของทรัมป์กำลังเตรียมแพ็กเกจฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และโซลูชัน AI ของสหรัฐ พร้อมข้อเสนอทางการเงิน เพื่อสนับสนุนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในซีกโลกใต้ (Global South) เพื่อป้องกันไม่ให้จีนครอบงำโครงสร้างพื้นฐาน AI เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในระบบโทรคมนาคม

เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ และการลงทุน

ท่าทีของมาเลเซียถือเป็นบททดสอบความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศที่ต้องการคงดุลอำนาจ โดยไม่เลือกข้างระหว่างสหรัฐ และจีนอย่างเบ็ดเสร็จ การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อหลายภาคส่วน

ทั้งความเสี่ยงด้านมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งก่อนหน้านี้สหรัฐเคยออกคำเตือนว่าการใช้งานชิป Ascend 910C ของ Huawei อาจเข้าข่ายละเมิดกฎระเบียบควบคุมการส่งออกของสหรัฐ หากมาเลเซียเดินหน้า อาจเผชิญแรงกดดันทางการค้า และมาตรการภาษีตอบโต้

ปัจจุบันมาเลเซียเป็นศูนย์กลาง Data Center ที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จากเม็ดเงินลงทุนมหาศาลของ Microsoft Oracle และ Nvidia ดังนั้นหากมาเลเซียปรับสัดส่วนโครงสร้างพื้นฐานไปใช้เทคโนโลยีจีน ก็อาจกระทบต่อแผนการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัทเหล่านี้

เจ้าหน้าที่สภาความมั่นคงแห่งชาติมาเลเซีย มีกำหนดเดินทางเยือนกรุงวอชิงตันในเดือนนี้ เพื่อหารือแนวทางร่วมกัน ขณะที่รัฐบาลมาเลเซียเริ่มพิจารณาเปิดประมูลรอบใหม่ เพื่อเปิดทางให้ผู้ผลิตชิปฝั่งสหรัฐอย่าง Nvidia หรือ Advanced Micro Devices Inc. (AMD) สามารถเข้าร่วมแข่งขันในโครงการ Sovereign AI ได้โดยตรง เพื่อรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1250828?anf=

ลดดอกเบี้ยอย่างเดียวไม่พอ!! ผู้ว่าฯ ธปท. เปิดคำตอบ ทำไมแบงก์ปล่อยกู้รายใหญ่ง่ายกว่า SME ชี้ Credit Cost ต่างกัน 9.7% ต่อ 2% ย้ำต้องทำให้เงินไปถึง SME ที่มีศักยภาพจริง

ทำไมแบงก์ชอบปล่อยกู้ธุรกิจใหญ่?

ผู้ว่าฯ ธปท. เปิดตัวเลข SME เสี่ยง 9.7% เทียบรายใหญ่แค่ 2% พร้อมชี้ “ลดดอกเบี้ย” อย่างเดียวไม่พอ ต้องแก้ให้เงินไปถึงคนตัวเล็ก

หนึ่งในปัญหาที่เจ้าของธุรกิจ SME ไทยพูดกันมานาน คือ “ทำไมบริษัทใหญ่กู้เงินง่าย ดอกเบี้ยถูก แต่พอเป็น SME กลับกู้ยากขึ้นเรื่อย ๆ?”

ล่าสุด วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาพูดถึงปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมา บนเวทีสัมมนา Beyond ESG : Thailand Transition #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย จัดโดยประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 และมีตัวเลขหนึ่งที่อธิบายเรื่องนี้ได้แทบทั้งหมด ต้นทุนความเสี่ยง หรือ Credit Cost ของ SME อยู่ที่ประมาณ 9.7% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ อยู่ที่เพียงประมาณ 2% ความแตกต่างตรงนี้เองที่ทำให้ธนาคารมีแรงจูงใจที่จะปล่อยสินเชื่อให้กับบริษัทใหญ่มากกว่า SME

Credit Cost 9.7% หมายความว่าอะไร?

อธิบายแบบง่ายที่สุดเวลาธนาคารปล่อยเงินกู้ 100 บาท ธนาคารไม่ได้ดูแค่ว่าจะได้ดอกเบี้ยเท่าไร แต่ต้องคิดด้วยว่า “เงิน 100 บาทนี้ มีโอกาสไม่ได้คืนมากแค่ไหน?” 

ถ้าลูกค้ากลุ่มหนึ่งมีโอกาสกลายเป็นหนี้เสียสูง ธนาคารก็ต้องกันเงินสำรองไว้มากขึ้น และนั่นกลายเป็น “ต้นทุน” ของการปล่อยสินเชื่อ

ดังนั้น เมื่อ SME มี Credit Cost สูงถึงประมาณ 9.7% แต่ลูกค้ารายใหญ่มีเพียง 2%

ถ้าเป็นธนาคารและต้องเลือกว่าจะปล่อยเงิน 100 ล้านบาทให้ใคร คำตอบก็ไม่ยาก ปล่อยให้บริษัทใหญ่ ความเสี่ยงน้อยกว่า ใช้เงินกองทุนน้อยกว่า และบริหารง่ายกว่า นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องว่า “ธนาคารไม่อยากช่วย SME” แต่เป็นปัญหาของ โครงสร้างแรงจูงใจในระบบสินเชื่อ ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดี SME ยิ่งเสี่ยง

ยิ่งเสี่ยง ธนาคารยิ่งไม่อยากปล่อย ยิ่งไม่ได้สินเชื่อ SME ก็ยิ่งไม่มีเงินลงทุนหรือปรับตัว สุดท้ายธุรกิจยิ่งอ่อนแอ กลายเป็นวงจรที่แก้ยากขึ้นเรื่อย ๆ

เงินไม่ได้หายไป แต่กำลังไหลไปหาคนที่แข็งแรงกว่า

ผู้ว่าฯ ธปท. ระบุว่า สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มกลับมาฟื้นตัว ขณะที่สินเชื่อ SME ยังคงติดลบต่อเนื่องหลายไตรมาสและถึงขั้นตั้งข้อสังเกตว่า ธนาคารอาจปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจรายใหญ่ “มากเกินไป” พร้อมกับให้ดอกเบี้ยต่ำเกินไป เพราะต้นทุนความเสี่ยงของลูกค้ากลุ่มนี้ต่ำกว่ามากภาพที่เกิดขึ้นจึงคล้ายกับว่าคนที่แข็งแรงอยู่แล้ว เข้าถึงเงินได้ง่ายขึ้น แต่คนที่กำลังต้องการเงินเพื่อปรับตัว กลับเข้าถึงเงินยากกว่าเดิมและนี่เป็นเรื่องใหญ่กว่าปัญหาของ SME แต่ละราย เพราะ SME คือฐานของการจ้างงานและระบบเศรษฐกิจไทย ถ้าธุรกิจเล็กทยอยหายไปเรื่อย ๆ สุดท้ายระบบเศรษฐกิจจะเหลือผู้เล่นรายใหญ่จำนวนไม่มาก ผู้ว่าฯ ธปท. เองก็เตือนว่า หากเศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำ รายได้ของประชาชนและธุรกิจลดลงต่อเนื่อง สุดท้ายบริษัทขนาดเล็กจะทยอยปิด และเหลือบริษัทใหญ่ที่สามารถอยู่รอดได้ แล้วทำไมไม่ลดดอกเบี้ยไปเลย?

นี่เป็นอีกประเด็นที่ผู้ว่าฯ ธปท. อธิบายไว้น่าสนใจหลายคนอาจคิดว่า SME กู้ยาก → ก็ลดดอกเบี้ยสิ แต่ปัญหาคือ การลดดอกเบี้ยนโยบายเป็นการลดดอกเบี้ย ทั้งระบบคนที่ได้ประโยชน์ไม่ได้มีเฉพาะ SME

บริษัทใหญ่ที่มีเงินกู้อยู่แล้วก็ได้ประโยชน์

คนซื้อบ้านก็ได้ประโยชน์ธุรกิจทุกประเภทก็ได้ประโยชน์ ในขณะที่ SME ที่ธนาคารไม่กล้าปล่อยเงินให้อยู่ดี ต่อให้ดอกเบี้ยลดลง ก็อาจจะยัง “ไม่ได้กู้” เหมือนเดิม

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ ระบุว่า การส่งผ่านนโยบายดอกเบี้ยต้องใช้เวลาประมาณ 8-12 เดือน และไม่สามารถเลือกช่วยเฉพาะกลุ่มได้เพราะฉะนั้น โจทย์ของ SME วันนี้จึงไม่ใช่แค่ “ดอกเบี้ยแพงเกินไป” แต่คือ “ทำอย่างไรให้ธนาคารกล้าปล่อยเงินให้ SME มากขึ้น”

ทางแก้ที่ 1 : SMEs Credit Boost — ช่วยแบงก์รับความเสี่ยง

นี่คือหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ ธปท. กระทรวงการคลัง และธนาคารพาณิชย์กำลังใช้แนวคิดง่ายมาก ในเมื่อเหตุผลที่ธนาคารไม่อยากปล่อย SME เพราะ ความเสี่ยงสูงก็ต้องหาวิธี แบ่งความเสี่ยงกับธนาคาร

โครงการ SMEs Credit Boost จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นกลไกค้ำประกันหรือแชร์ความเสี่ยงของ “สินเชื่อใหม่” เพื่อให้ธนาคารมั่นใจและกล้าปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจที่มีศักยภาพมากขึ้น

เงินสำหรับกลไกนี้มาจากการลดเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF ของธนาคารพาณิชย์ประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าว่าจะช่วยให้เกิดสินเชื่อใหม่ประมาณ 100,000 ล้านบาท ภายใน 1-2 ปี และล่าสุด ธปท. ระบุว่า ยอดอนุมัติสินเชื่อภายใต้ SMEs Credit Boost อยู่ที่ประมาณ 50,000 ล้านบาทแล้ว กลุ่มที่ต้องการสนับสนุน ไม่ได้มีเฉพาะธุรกิจใหญ่หรืออุตสาหกรรมไฮเทค แต่รวมถึง SME ในหลายสาขา เช่น

-ท่องเที่ยว

-การแพทย์และสุขภาพ

-เกษตรและเกษตรแปรรูป

-ยานยนต์และชิ้นส่วน

-อิเล็กทรอนิกส์

-การค้า

-โลจิสติกส์

รวมถึง SME ที่ต้องการลงทุนเพื่อ Digital Transformation, Green, Innovation หรือเพิ่ม Productivity ของธุรกิจตัวเอง

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าคุณเป็น SME ที่ยังมีอนาคต แต่ติดตรงที่ธนาคารมองว่าคุณเสี่ยงเกินไป รัฐกำลังพยายามช่วยลดความเสี่ยงตรงนั้น

ทางแก้ที่ 2 : SMEs Secure+ — มีทรัพย์ ก็ใช้ทรัพย์ช่วยเปิดทางสินเชื่อ

อีกปัญหาหนึ่งของ SME ไทยคือ บางบริษัทมีโรงงาน มีอาคาร มีที่ดิน มีทรัพย์สิน แต่ช่วงเศรษฐกิจไม่ดี Cash Flow ลดลงเมื่อธนาคารดูความสามารถในการชำระหนี้จากกระแสเงินสดเป็นหลัก SME ก็อาจกู้ไม่ผ่าน แม้จะมีทรัพย์สินอยู่ จึงเกิดมาตรการ SMEs Secure+ หรือ “มีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง”

หลักการคือ เปิดทางให้ธนาคารสามารถพิจารณา มูลค่าหลักประกันควบคู่กับกระแสเงินสด ของลูกหนี้ได้มากขึ้นเป็นการชั่วคราว

ภาษาชาวบ้านคืออย่าดูแค่วันนี้บริษัทกำไรเท่าไร แต่ดูด้วยว่าธุรกิจยังมีทรัพย์ มีฐาน และมีโอกาสฟื้นหรือไม่เพื่อให้ SME สามารถนำสินทรัพย์ที่มีอยู่ มาเปลี่ยนเป็นสภาพคล่องสำหรับประคองหรือปรับธุรกิจได้

ทางแก้ที่ 3 : SMEs Credit Portal — เพิ่มประตูให้ SME เข้าถึงเงิน

ธปท. ยังเดินหน้า SMEs Credit Portal ควบคู่กับ Credit Boost และ Secure+ เป้าหมายคือเพิ่มช่องทางให้ SME ที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อใช้ลงทุน ปรับธุรกิจ และรักษาการจ้างงานทั้งหมดสะท้อนแนวคิดใหม่ที่สำคัญมาก จากเดิมที่เรามักคิดว่า เศรษฐกิจไม่ดี = ลดดอกเบี้ย วันนี้โจทย์กำลังเปลี่ยนเป็น เงินอยู่ตรงไหน และทำอย่างไรให้เงินไปถึงธุรกิจที่ต้องการมันจริง ๆ SME ต้องเปลี่ยนวิธีคิดด้วย

อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า SME ทุกบริษัทจะเดินเข้าแบงก์แล้วได้เงินทันที

คำสำคัญที่ปรากฏอยู่หลายครั้งในนโยบายของ ธปท. คือ “SME ที่มีศักยภาพ” นั่นหมายความว่า ในโลกสินเชื่อยุคใหม่ เจ้าของกิจการต้องตอบธนาคารให้ได้ว่า ถ้าได้เงินไปแล้ว ธุรกิจจะดีขึ้นอย่างไร?

ไม่ใช่เพียง “ยอดขายตก ขอเงินมาหมุน” แต่ควรตอบให้ได้ว่า ได้เงินไปแล้วจะลดต้นทุนอย่างไร เพิ่ม Productivity อย่างไร ใช้ Digital หรือ AI อย่างไร เพิ่มรายได้ใหม่จากไหน ปรับเครื่องจักรหรือกระบวนการอย่างไร ลดค่าไฟหรือเปลี่ยนผ่านสู่ Green อย่างไร หรือทำอย่างไรให้ความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้น

.

เพราะหัวใจของนโยบายครั้งนี้ไม่ใช่การ “แจกเงินให้ SME” แต่คือการทำให้ “SME ที่ไปต่อได้ มีโอกาสได้เงินไปต่อ” จาก 9.7% ให้เข้าใกล้ 2% คือโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ตัวเลข 9.7% กับ 2% ที่ผู้ว่าฯ ธปท. เปิดเผยบนเวทีประชาชาติธุรกิจ จึงมีความหมายมากกว่าตัวเลขทางการเงินสองตัว มันกำลังบอกเราว่า วันนี้ระบบการเงินมองเห็นความเสี่ยงของ “คนตัวเล็ก” สูงกว่า “คนตัวใหญ่” หลายเท่า ถ้าไม่แก้ปัญหานี้ เงินก็จะไหลไปหาคนที่แข็งแรงอยู่แล้วมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ SME ซึ่งจำเป็นต้องลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่าน กลับไม่มีเงินสำหรับเปลี่ยนตัวเอง และเมื่อ SME ปรับตัวไม่ได้ประเทศก็เพิ่ม Productivity ไม่ได้การจ้างงานลดลง การแข่งขันลดลง สุดท้ายเศรษฐกิจไทยก็เติบโตต่ำต่อไป

ดังนั้น สิ่งที่ ธปท. กำลังพยายามทำ อาจสรุปได้ง่าย ๆ เพียงประโยคเดียวว่า “ไม่ใช่ทำให้เงินถูกลงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้เงินไปถึงคนที่ควรได้ใช้มันด้วย” และสำหรับเจ้าของ SME นี่อาจเป็นจังหวะสำคัญที่จะกลับไปดูธุรกิจตัวเองอีกครั้งว่าวันนี้เราแค่กำลัง “ขอสินเชื่อ” หรือเรามี “แผนธุรกิจที่ทำให้ธนาคารอยากปล่อยสินเชื่อให้เรา” เพราะสองอย่างนี้ ในสายตาธนาคาร แตกต่างกันมาก

THE STATES TIMES

แหล่งข้อมูล: การกล่าวของนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในงาน Beyond ESG : Thailand Transition #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย จัดโดยประชาชาติธุรกิจ วันที่ 3 กันยายน 2569 และข้อมูลมาตรการ SMEs Credit Boost / SMEs Secure+ จากธนาคารแห่งประเทศไทย

 

SME เจอวิกฤตเงินทุน!! คนกู้แพงต้องปล่อยกู้ถูกกว่า SME ไทยถูกบังคับให้ให้เครดิต ทำงานเสร็จแต่เงินช้า 90 วันขึ้นไป ต้องพึ่งกู้เงินต้นทุนสูงหมุนธุรกิจ

คนกู้แพง กลับต้องปล่อยกู้ให้คนกู้ถูก

ความย้อนแย้งของ SME ไทย เมื่อคนตัวเล็กต้องออกเงินทุนหมุนเวียนให้ทั้งบริษัทใหญ่และภาครัฐ
ลองนึกภาพธุรกิจหนึ่ง
-มีลูกค้า
-มีออร์เดอร์
-มีงานให้ทำ
-มีใบสั่งซื้ออยู่ในมือ

แต่กลับขาดเงินสด ฟังดูแปลก แต่สำหรับ SME ไทยจำนวนไม่น้อย นี่อาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกเดือน
เพราะเวลารับงานจากลูกค้ารายใหญ่ SME ต้องซื้อวัตถุดิบก่อน จ่ายเงินเดือนก่อน จ่ายค่าขนส่ง ค่าเช่า ค่าผลิต และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก่อน แต่กว่าจะได้เงินจากลูกค้า อาจต้องรออีก 60 วัน 90 วัน หรือบางกรณีมีเสียงร้องเรียนถึง 120–180 วัน ผลก็คือ SME ทำงานเสร็จแล้ว แต่เงินยังไม่มา และระหว่างที่รอเงินนั้น SME ต้องหา “เงินของตัวเอง” มาหมุนธุรกิจต่อนี่คือจุดที่เกิดความย้อนแย้งที่น่าสนใจมากในระบบเศรษฐกิจไทย

คนที่เข้าถึงเงินทุนแพงกว่ากลับต้องเป็นคนให้เครดิตกับคนที่เข้าถึงเงินทุนถูกกว่า SME กู้ยากกว่ารายใหญ่

วันที่ 3 กันยายน 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวบนเวที Beyond ESG Thailand Transition ของประชาชาติธุรกิจถึงปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของ SME

ตัวเลขที่น่าสนใจคือ Credit Cost ของ SME อยู่ที่ประมาณ 9.7% ขณะที่ธุรกิจรายใหญ่อยู่ที่ประมาณ 2% ความแตกต่างนี้ทำให้ธนาคารมีแรงจูงใจที่จะปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้ารายใหญ่มากกว่า เพราะมีความเสี่ยงต่ำกว่า ขณะที่สินเชื่อ SME ยังคงหดตัวต่อเนื่องหลายไตรมาส แปลเป็นภาษาคนทำธุรกิจง่าย ๆ คือ
ถ้าธนาคารมีเงิน 100 ล้านบาท และต้องเลือกระหว่าง บริษัทใหญ่ที่งบการเงินแข็งแรง ความเสี่ยงต่ำ
กับ SME ที่รายได้ผันผวนกว่า หลักประกันน้อยกว่า และมีโอกาสกลายเป็นหนี้เสียสูงกว่า
ธนาคารย่อมมีเหตุผลทางธุรกิจที่จะเลือกคนแรก

เรื่องนี้เข้าใจได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจกำลังเกิดขึ้นหลังจากนั้นบริษัทใหญ่กู้เงินถูกกว่า แต่ SME กลับต้องให้บริษัทใหญ่ “ยืมเงิน” เวลาบริษัทใหญ่ซื้อสินค้า หรือจ้างบริการจาก SME แล้วกำหนด Credit Term 90 วัน ในเชิงบัญชี นี่คือเงื่อนไขการชำระเงินตามปกติของการค้า แต่ถ้ามองในมุม Cash Flow สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ บริษัทใหญ่ได้รับสินค้าและบริการไปใช้ก่อน แต่ยังเก็บเงินสดของตัวเองไว้ได้อีก 90 วัน ขณะที่ SME เป็นคนออกเงินไปก่อนทั้งหมด

ลองสมมติว่า SME ขายสินค้าให้ลูกค้ารายใหญ่เดือนละ 1 ล้านบาท และได้รับเงินหลังส่งงาน 90 วัน
เดือนที่ 1 ออกเงิน 1 ล้านบาท
เดือนที่ 2 ออกอีก 1 ล้านบาท
เดือนที่ 3 ออกอีก 1 ล้านบาท
ระหว่างนั้นยังต้องมีเงินสำหรับทำงานของเดือนต่อไป

ธุรกิจจึงอาจต้องเตรียม Working Capital หลายล้านบาท ทั้งที่ยอดขายดูดี และมีลูกค้าอยู่แล้วปัญหาจึงไม่ใช่ “ไม่มีงานทำ” แต่คือ “ทำงานแล้ว เงินยังไม่กลับมา” Credit Term 120–180 วัน ยังเกิดขึ้นจริง
ประเทศไทยมีแนวทางเรื่อง Credit Term สำหรับ SME มาตั้งแต่ปี 2564 โดยกำหนดมาตรฐานทั่วไปไว้ที่ไม่เกิน 30 วันสำหรับสินค้าเกษตรบางประเภท และ 45 วันสำหรับสินค้าและบริการของ SME เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านอำนาจต่อรองระหว่าง SME กับธุรกิจขนาดใหญ่

แต่ในทางปฏิบัติ ปัญหายังไม่หมดไป
ข้อมูลจากสมาพันธ์ SME ไทยที่เปิดเผยกับกรุงเทพธุรกิจล่าสุด ระบุว่ายังได้รับข้อร้องเรียนจาก SME ในกลุ่มค้าปลีก-ค้าส่ง แพลตฟอร์ม ขนส่ง และภาคเกษตร ว่าบางรายถูกยืด Credit Term ไปถึง 120 หรือ 180 วัน ขณะที่ความพยายามล่าสุดของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า กำลังมุ่งยกระดับการบังคับใช้กติกา Credit Term กับธุรกิจรายใหญ่และธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ โดยมีการประเมินว่าปัญหาเงินค้างชำระดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเม็ดเงิน SME มากกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี

ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่า Credit Term ไม่ใช่แค่เรื่องเงื่อนไขในใบเสนอราคาแต่มันคือเรื่องว่า “เงินทุนของระบบเศรษฐกิจอยู่ในมือใคร” แล้วถ้าลูกค้าเป็น “ภาครัฐ” ล่ะ?

ภาพคล้ายกันสามารถเกิดขึ้นกับผู้รับจ้างและ Vendor ของภาครัฐได้เช่นกัน แม้กลไกจะไม่เหมือน Credit Term ของภาคเอกชนโดยตรง ผู้ประกอบการที่รับงานรัฐต้องทำงานก่อน สำรองต้นทุนก่อน จ่าย Supplier ก่อน จ่ายคนงานก่อน

จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนตรวจรับ เอกสาร และเบิกจ่ายหากกระบวนการส่วนใดล่าช้า เงินก็ยังไม่กลับมาหาผู้ประกอบการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเคยยกตัวอย่างในปี 2569 ว่า มีสมาชิกทำงานให้รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งเสร็จไปแล้ว 8 เดือน แต่ยังไม่ได้รับเงิน และเมื่อผู้รับเหมาหลักยังไม่ได้รับเงิน ก็อาจกระทบต่อเนื่องไปยังผู้รับเหมาช่วง Supplier และแรงงาน กลายเป็นปัญหา Cash Flow แบบลูกโซ่ทั้ง Supply Chain

ขณะเดียวกันรัฐบาลและกรมบัญชีกลางเองก็มีมาตรการติดตามและเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดยังมีหนังสือเร่งรัดการเบิกจ่ายในไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2569 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา สะท้อนว่าความเร็วในการนำเงินงบประมาณลงสู่ระบบเศรษฐกิจยังเป็นเรื่องที่ภาครัฐให้ความสำคัญ

ต้องย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าบริษัทใหญ่ทุกแห่งจ่ายช้าและไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานรัฐทุกแห่งเบิกจ่ายช้า แต่กรณีที่เกิดขึ้นเพียงพอที่จะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ควรถูกตั้งคำถาม
ความย้อนแย้งอยู่ตรงนี้ ลองเอา 3 เรื่องมาต่อกัน

1. SME ไปหาเงินจากธนาคาร ธนาคารบอกว่า SME เสี่ยง Credit Cost สูง กู้ยากกว่า ต้นทุนทางการเงินสูงกว่า

2. SME ขายของให้บริษัทใหญ่ บริษัทใหญ่ขอ Credit Term SME ต้องส่งของก่อน แล้วรอรับเงินทีหลัง

3. SME รับงานภาครัฐ ต้องออกค่าใช้จ่ายทำงานก่อนเช่นกัน หากตรวจรับหรือเบิกจ่ายล่าช้า SME ก็ต้องหาเงินมาหมุนระหว่างรอ สุดท้ายจึงเกิดคำถามว่า ทำไมคนที่หาเงินได้ยากที่สุด
กลับต้องเป็นคนสำรองเงินให้คนที่หาเงินได้ง่ายกว่า?

นี่คือความย้อนแย้งที่ควรได้รับการแก้ไข

Credit Term ไม่ได้ “ฟรี”
บางคนอาจมองว่า 60 หรือ 90 วันเป็นเพียงธรรมเนียมทางธุรกิจแต่สำหรับ SME เวลาเหล่านี้มีราคาเพราะระหว่างที่เงิน 1 ล้านบาทยังไม่ถูกจ่าย SME อาจต้อง กู้ OD
ใช้สินเชื่อระยะสั้น ทำ Factoring นำเงินเจ้าของมาเติม ยืดการจ่าย Supplier ของตัวเอง หรือในกรณีเลวร้าย อาจต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบ ดังนั้น Credit Term 90 วัน จึงไม่ใช่เพียง “รอเงินอีก 3 เดือน” แต่มันคือ
“ใครเป็นคนจ่ายต้นทุนทางการเงินของ 3 เดือนนั้น?”

ถ้าผู้ซื้อเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่สามารถกู้เงินได้ในต้นทุนต่ำ แต่เลือกให้ Supplier ซึ่งมีต้นทุนเงินสูงกว่าเป็นคนสำรองเงินแทนต้นทุนก็ถูกผลักย้อนจากคนแข็งแรงกว่า ไปอยู่กับคนที่อ่อนแอกว่า และมันอาจทำให้ SME ยิ่งกู้ยากขึ้นอีกนี่คือส่วนที่น่ากังวลที่สุด

Credit Term ยาว
↓
เงินสด SME ลด
↓
ต้องกู้เงิน Working Capital เพิ่ม
↓
ดอกเบี้ยเพิ่ม
↓
กำไรลด
↓
ฐานะการเงินแย่ลง
↓
ธนาคารมองว่าความเสี่ยงสูงขึ้น
↓
กู้ยากขึ้น
↓
ต้นทุนทางการเงินยิ่งแพง

แล้ว SME ก็กลับไปอยู่ที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง
นี่จึงอาจเป็นหนึ่งในกลไกที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างธุรกิจใหญ่กับธุรกิจเล็กขยายตัวไปเรื่อย ๆ ถ้าอยากช่วย SME อาจไม่ต้องเริ่มจาก “ให้เงิน” ประเทศไทยมีมาตรการช่วย SME จำนวนมาก

สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
ค้ำประกันสินเชื่อ
กองทุน
มาตรการลดภาษี
โครงการเพิ่ม Productivity
Digital Transformation

ทั้งหมดมีประโยชน์
แต่มีคำถามง่ายกว่านั้นที่อาจควรถามก่อน เงินที่ SME หาได้จากการขายของและทำงานเสร็จแล้ว เราทำให้มันกลับมาหา SME เร็วขึ้นได้หรือไม่? เพราะเงินที่ดีที่สุดสำหรับผู้ประกอบการ
-ไม่ใช่เงินกู้
-ไม่ใช่เงินอุดหนุน
-และไม่ใช่เงินจากโครงการรัฐ

แต่คือ “เงินจากลูกค้าที่ควรได้รับตามงานที่ทำเสร็จแล้ว” หากบริษัทขนาดใหญ่สามารถลด Credit Term ลงได้ หากภาครัฐสามารถตรวจรับและเบิกจ่ายได้รวดเร็วขึ้น Working Capital ที่ SME ต้องหาเพิ่มก็จะลดลงทันที

-SME กู้น้อยลง
-ดอกเบี้ยน้อยลง
-Cash Flow ดีขึ้น
-ความเสี่ยงลดลง
และในระยะยาว ธนาคารก็อาจมอง SME ว่าน่าปล่อยสินเชื่อมากขึ้นด้วย

บางทีโจทย์อาจไม่ใช่ “ทำอย่างไรให้ SME กู้เงินได้มากขึ้น”
แต่ควรเปลี่ยนคำถามเป็น “ทำอย่างไรให้ SME ไม่ต้องกู้เงินมากขนาดนี้?” หากประเทศไทยต้องการให้ SME แข็งแรงขึ้นจริง การแก้เรื่องสินเชื่อเป็นเรื่องสำคัญแต่การทำให้เงินหมุนกลับมาหา SME เร็วขึ้น ก็สำคัญไม่แพ้กันเพราะในระบบเศรษฐกิจที่สมเหตุสมผลคนที่มีต้นทุนเงินสูงกว่า ไม่ควรต้องทำหน้าที่เป็นแหล่งเงินทุนราคาถูกให้คนที่มีต้นทุนเงินต่ำกว่าและนี่อาจเป็นหนึ่งในโจทย์ที่ทั้ง
-ธนาคาร
-บริษัทขนาดใหญ่
-ภาครัฐ
-และผู้กำหนดนโยบาย

ควรช่วยกันตอบเพราะสุดท้ายแล้ว SME ไทยอาจไม่ได้ต้องการให้ใคร “ช่วยจ่ายเงินให้” แต่อาจต้องการเพียงแค่ “จ่ายเงินที่ควรได้ ให้ตรงเวลา” เท่านั้นเอง

THE STATES TIMES

จากเด็กไทยสู่เวทีโลก ‘เนเน่ รอยัล’ ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ ชี้โอกาสทุนการศึกษาต่อเนื่อง ร่วม True สร้างระบบสนับสนุนคนเก่งไทยวัยรุ่น เปลี่ยน Talent เป็น Global Asset สู่ระดับโลก เปิดแนวคิดลงทุน "Talent Capital" อย่างยั่งยืน

เจ้าสัวธนินท์มองเห็นอะไรใน ‘เนเน่ รอยัล’

เมื่อการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด อาจไม่ใช่ธุรกิจ แต่คือ “คน” เรื่องของ “เนเน่ รอยัล” หรือ แพรว–รัตติกานต์ อำลอย เด็กสาวไทยวัย 16 ปี ที่ก้าวขึ้นไปแสดงความสามารถบนเวที America’s Got Talent 2026 อาจดูเผิน ๆ เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวของเด็กไทยเก่งที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทใหญ่

แต่ถ้ามองลึกลงไปอีกนิดเรื่องนี้อาจกำลังสะท้อน “วิธีคิด” ของนักธุรกิจคนหนึ่งที่ใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างธุรกิจจากร้านขายเมล็ดพันธุ์ จนกลายเป็นเครือธุรกิจขนาดใหญ่ระดับโลก คนนั้นคือ “ธนินท์ เจียรวนนท์”

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าทำไมเจ้าสัวธนินท์ถึงสนับสนุนเนเน่?

แต่อาจต้องถามใหม่ว่า “เจ้าสัวกำลังมองเห็นอะไรในเด็กคนนี้?” ไม่ได้มองเห็นแค่ “เด็กเก่ง” แต่มองเห็น “ของดีที่พร้อมโต” ก่อนหน้าที่เรื่องราวของเนเน่จะได้รับความสนใจในวงกว้าง True Corporation ได้เข้าไปเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการรายแรกของเนเน่ในการเดินทางไปแข่งขัน America’s Got Talent 2026 โดย True ระบุแนวคิดไว้ชัดเจนว่า นอกจากพรสวรรค์แล้ว “โอกาสและแรงสนับสนุน” คือพลังสำคัญที่ช่วยให้เด็กไทยไปได้ไกลขึ้น

ต่อมา วันที่ 6 กันยายน 2569 ศุภชัย เจียรวนนท์ ร่วมกับ True และมูลนิธิปลูกปัญญา ประกาศมอบ “ทุนการศึกษา เนเน่ รอยัล” อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนเยาวชนไทยที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ

หากมองด้วยสายตาธุรกิจ นี่น่าสนใจมากเพราะเนเน่ไม่ใช่เด็กที่มีคนมาหยิบขึ้นมาสร้างตั้งแต่ศูนย์

-เธอมี Talent

-เธอฝึกฝน

-เธอเดินทางไปแข่งขัน

-เธอพิสูจน์ตัวเองต่อผู้ชมต่างประเทศ

พูดภาษาธุรกิจง่าย ๆ คือ ตลาดเริ่มบอกแล้วว่า “ของชิ้นนี้มีศักยภาพ” หน้าที่ของคนที่มีทุนและเครือข่าย จึงไม่จำเป็นต้องกลับไปเริ่มต้นสร้างใหม่ทั้งหมด แต่คือ ทำอย่างไรให้สิ่งที่ดีอยู่แล้ว โตได้เร็วกว่าเดิม และนี่อาจเป็นวิธีคิดที่ธนินท์ เจียรวนนท์ คุ้นเคยมาทั้งชีวิต

คำถามหนึ่งของเจ้าสัว บอกอะไรได้มาก

“นิค วิเชียร ฤกษ์ไพศาล” คนทำงานวงการเพลงมายาวนาน เล่าถึงโอกาสที่ได้พูดคุยกับธนินท์ เจียรวนนท์ เป็นเวลาราว 2-3 ชั่วโมง เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ เจ้าสัวธนินท์ไม่ได้เพียงถามสารทุกข์สุกดิบของศิลปิน แต่สนใจถึงการเปลี่ยนแปลงของวงการบันเทิงยุค Social Media และ TikTok

ที่สำคัญคือ เขาตั้งคำถามว่า

จะทำอย่างไรให้ศิลปินประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้นและพร้อมที่จะให้การสนับสนุน โดยฝากแนวคิดเรื่องความทุ่มเท ความต่อเนื่อง และความอดทนไว้กับศิลปินรุ่นใหม่ด้วย ลองคิดดูดี ๆ คำถามนี้ไม่ใช่คำถามของ “ผู้บริจาค” แต่เป็นคำถามแบบเดียวกับที่นักธุรกิจถามกับกิจการหนึ่งว่า “ของดีอยู่แล้ว แล้วเราจะทำให้มัน Scale ได้อย่างไร?”

นี่จึงอาจเป็นหัวใจของเรื่องทั้งหมด จาก Venture Capital สู่ “Talent Capital” เวลา Startup รายหนึ่งมีเทคโนโลยีดี มีทีมดี และเริ่มมีลูกค้านักลงทุน Venture Capital ไม่ได้เข้าไปคิดสินค้าให้ใหม่ตั้งแต่ต้น

-เขาเติม

-เงินทุน

-Connection

-ความรู้

-ตลาด

-Technology

และ Network

เพื่อให้บริษัทที่น่าจะใช้เวลา 10 ปีในการเติบโต อาจโตได้ใน 3-5 ปี แล้วถ้าเราเปลี่ยนคำว่า Startup เป็น “คน” ล่ะ? เด็กคนหนึ่งมี Talent ทำไมเราจะสร้างระบบแบบเดียวกันไม่ได้?

**Talent

+ Capital

+ Media

+ Network

+ Technology

+ Opportunity

= Global Talent**

นี่อาจเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและถ้ามองแบบนี้ สิ่งที่ CP หรือ True สนับสนุนเนเน่จึงไม่ใช่เพียง Sponsorship แต่มันใกล้เคียงกับการทำหน้าที่เป็น “Talent Accelerator” หรือในภาษาธุรกิจอาจเรียกได้ว่า Talent Capital สิ่งที่น่าสนใจคือ นี่ไม่ได้เกิดกับเนเน่คนเดียว ใน True Academy Fantasia 2026 ผู้สมัครที่ไม่ได้ผ่านเข้าสู่ 12 คนสุดท้ายถึง 84 คน ได้รับทุนการศึกษาคนละ 50,000 บาท รวม 4.2 ล้านบาท จากศุภชัย เจียรวนนท์

เดือนกันยายน 2569 True ยังเดินหน้าเปิด “The Voice TRUEgether” ซึ่งรวม The Voice Thailand, The Voice Celebrity และครั้งแรกกับ The Voice Teens สำหรับเยาวชนอายุ 13-19 ปี อีกด้วย

เมื่อเอาเรื่องเหล่านี้มาต่อกันภาพเริ่มเปลี่ยนจาก “บริษัทสนับสนุนรายการบันเทิง” เป็น “บริษัทกำลังสร้างระบบค้นหาและพัฒนา Talent” และยิ่งน่าสนใจเมื่อย้อนกลับไปดูว่า CP ให้ความสำคัญกับเรื่อง “สร้างคน” มานานแล้ว ในโอกาสครบรอบ 100 ปีของเครือ CP ธนินท์ยังพูดถึงภารกิจของตัวเองในการสร้างคนและปรับองค์กรให้พร้อมกับโลกยุคใหม่ โดยมองไปถึงการขยายธุรกิจระดับโลกในอีก 100 ปีข้างหน้า

ดังนั้นเรื่องเนเน่อาจเป็นเพียง “ภาพเล็ก” ของความคิดที่ใหญ่กว่านั้น ประเทศไทยอาจไม่ได้ขาด Talent

คำถามที่น่าคิดต่อสำหรับประเทศไทยคือตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เรามักพูดว่า “เด็กไทยเก่ง” “คนไทยมีความสามารถ” “เด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” แต่เมื่อมีเด็กเก่งเกิดขึ้นจริง เรามีระบบอะไรช่วยเขาบ้าง?

เด็กบางคนร้องเพลงเก่ง บางคนเล่นกีฬาเก่ง บางคนเขียนโปรแกรมเก่ง บางคนวาดรูปเก่ง บางคนคิดธุรกิจเก่ง บางคนสร้าง Content เก่ง แต่กว่าจะถูกค้นพบ อาจต้องดิ้นรนด้วยตัวเองเป็นสิบปี บางคนเลิกเสียก่อน บางคนไม่มีเงิน บางคนไม่มี Connection บางคนไม่รู้ว่าจะเดินทางต่ออย่างไร สุดท้ายประเทศไทยจึงอาจไม่ได้มีปัญหาเรื่อง “ไม่มีคนเก่ง” แต่มีปัญหาว่า “เรามองเห็นคนเก่งช้าเกินไป” และเมื่อเห็นแล้ว “เราเร่งให้เขาโตไม่เป็น”

สิ่งที่เจ้าสัวอาจกำลังเห็น

หากอ่านจากสิ่งที่ธนินท์ เจียรวนนท์ สนใจและตั้งคำถามกับคนในวงการบันเทิง ผนวกกับการเคลื่อนไหวของธุรกิจในเครือ สิ่งหนึ่งที่พอจะตีความได้คือคนเก่งหนึ่งคนอาจมีมูลค่าต่อประเทศมากกว่าที่เราเคยคิด

ในอดีต เวลาเราพูดถึงทรัพย์สินของประเทศ เราคิดถึง ที่ดิน โรงงาน น้ำมัน แร่ธาตุ เครื่องจักร แต่เศรษฐกิจใหม่มีสินทรัพย์อีกประเภทหนึ่งที่จับต้องไม่ได้ นั่นคือ

-Talent

-Creativity

-Intellectual Property

-Content

-Brand

และ Attention

ศิลปินหนึ่งคนอาจขายเพลงให้คนทั่วโลก นักกีฬาเพียงคนเดียวอาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศมหาศาล Creator คนหนึ่งอาจมีผู้ติดตามมากกว่าสถานีโทรทัศน์ทั้งสถานี นี่คือเศรษฐกิจที่ “คนหนึ่งคน” สามารถกลายเป็น Global Asset ได้

เจ้าสัวอาจไม่ได้กำลัง “ให้ปลา” มีคำพูดคลาสสิกว่า ให้ปลาใครกิน เขาอิ่มหนึ่งวันสอนเขาจับปลา เขาอิ่มไปตลอดชีวิตแต่ในโลกปัจจุบันอาจมีขั้นที่สาม คือ เจอคนที่จับปลาเก่งอยู่แล้ว แล้วเอาเรือ เครื่องมือ เทคโนโลยี เงินทุน และตลาดโลกให้เขา จากคนจับปลาเก่งคนหนึ่ง เขาอาจสร้างอุตสาหกรรมขึ้นมาได้

นี่ต่างหากอาจเป็นบทเรียนจากเรื่องของเนเน่

และนี่อาจเป็นสิ่งที่ “เจ้าสัวไทย” คนอื่นทำได้เช่นกัน ลองจินตนาการว่าประเทศไทยมีนักธุรกิจและบริษัทขนาดใหญ่ 100 ราย ถ้าแต่ละรายไม่ได้ทำ CSR เพียงการแจกทุนทั่วไป แต่เลือกค้นหาเด็กหรือคนไทยที่มีศักยภาพจริง ๆ บริษัทละ 10 คน เท่ากับประเทศไทยจะมี Talent 1,000 คน ที่ได้รับ ทุน Mentor Network Media Technology และตลาด

บางคนอาจไม่สำเร็จแต่นั่นเป็นธรรมชาติของการลงทุนถ้ามีเพียง 5% ก้าวขึ้นเป็น Global Talent ประเทศไทยก็จะได้คนระดับโลกถึง 50 คน และบางทีนี่อาจสร้างผลตอบแทนต่อประเทศมากกว่าโครงการประชาสัมพันธ์จำนวนมากเสียอีก

จาก “ทุนการศึกษา” สู่ “ทุนสร้างคน” สิ่งที่น่าคิดต่อที่สุดจากเรื่องธนินท์–เนเน่ จึงอาจไม่ใช่จำนวนเงินที่สนับสนุน แต่คือ “วิธีคิด” เราเคยชินกับการให้ทุนเพื่อให้เด็กเรียน แต่โลกใหม่อาจต้องมีทุนอีกประเภทหนึ่งทุนเพื่อทำให้คนเก่ง ไปได้ไกลที่สุดเท่าที่ศักยภาพของเขาจะพาไป เด็กเรียนเก่ง ส่งไปมหาวิทยาลัยระดับโลกเด็กเทคโนโลยี ส่งเข้าห้อง Lab ระดับโลก นักกีฬา ส่งไป Academy ระดับโลก

Creator ให้ทุนสร้าง Content ระดับโลก นักดนตรี ให้ Producer และ Network ระดับโลกนักธุรกิจรุ่นใหม่ ให้ Capital และ Mentor ระดับโลกเพราะสุดท้ายแล้ว ประเทศที่มีคนเก่งมากที่สุด อาจไม่ใช่ประเทศที่เกิดคนเก่งมากที่สุด แต่อาจเป็น ประเทศที่มองเห็นคนเก่งเร็วที่สุด และสร้างระบบให้คนเหล่านั้นเติบโตได้ดีที่สุด

เรื่องของ “เนเน่ รอยัล” จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจากเจ้าสัวใหญ่แต่มันกำลังโยนคำถามที่ใหญ่กว่านั้นกลับมายังประเทศไทยว่า ถ้าเรามีคนเก่งอยู่เต็มประเทศแล้ว

เรามี “ระบบ” ที่ดีพอที่จะทำให้เขาไปถึงระดับโลกหรือยัง? และบางที นี่อาจเป็นสิ่งที่นักธุรกิจวัยเก๋าอย่างธนินท์ เจียรวนนท์ มองเห็นก่อนคนอื่นอีกครั้ง เพราะตลอดชีวิตของนักธุรกิจ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการรู้ว่า

“อะไรดี” แต่คือการมองให้ออกว่า “อะไรดี แล้วถ้าเราเติมสิ่งที่ขาดเข้าไป มันจะโตได้อีกแค่ไหน”

วันนี้สิ่งนั้นอาจไม่ใช่ไก่ ไม่ใช่เมล็ดพันธุ์ ไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อ และไม่ใช่โทรคมนาคม แต่อาจเป็นสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด “คน” และหากประเทศไทยเริ่มมอง “คนเก่ง” เป็นการลงทุนระยะยาวของประเทศอย่างจริงจัง เรื่องของเนเน่ อาจไม่ได้สร้างเพียงศิลปินระดับโลกหนึ่งคน แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของวิธีคิดใหม่ว่า

“อย่ารอให้คนไทยเก่งไปถึงโลกด้วยตัวเอง ถ้าเรามีพลังพอ ก็ควรช่วยส่งเขาไปให้ถึง”

THE STATES TIMES

ถอดรหัสเรือรบต่างชาติเยือนไทย!! USS Abraham Lincoln แวะไทย จุดคำถามบทบาทเรือรบต่างชาติ จากพักกำลังพลสู่ความสัมพันธ์ทางทหาร สะท้อนบทบาทภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน

เรื่องราวความเป็นมาในการเยือนไทยของเรือรบต่างชาติ

วันที่ 2–6 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ USS Abraham Lincoln พร้อมกำลังพลประมาณ 5,000 นาย ได้แวะเยือนไทยบริเวณแหลมฉบัง–พัทยา ก่อนเดินทางกลับสหรัฐอเมริกา หลังจากปฏิบัติภารกิจต่อเนื่องยาวนานกว่า 7 เดือนในตะวันออกกลาง โดยโฆษกกระทรวงกลาโหมยืนยันว่าการมาของ USS Abraham Lincoln เป็นเพียงการแวะพักและฟื้นฟูกำลังพล ไม่ใช่การฝึกหรือปฏิบัติการร่วมกับกองทัพเรือไทย และไม่ได้เข้ามาเติมอาวุธยุทโธปกรณ์แต่อย่างใด

“การเยือนไทยของเรือรบต่างชาติ” ในภาพรวม สามารถมองได้ทั้งในมิติการทูต ความมั่นคง การฝึกทางทหาร และเศรษฐกิจ โดยการเยือนไทยของเรือรบต่างชาติ เป็นไปตามรูปแบบหลัก 5 ประเภท
1. Port Visit เป็นเข้าจอดท่าเรือไทย เพื่อสร้างความสัมพันธ์/พักกำลังพล
2. Official Visit เป็นการเยี่ยมเยือนอย่างเป็นทางการ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์การทูตทางการทหาร
3. PASSEX เป็นการฝึกระยะสั้น ๆ ระหว่างเรือรบของมิตรประเทศที่มาพบกัน เพื่อเป็นการเพิ่มความคุ้นเคยในการปฏิบัติการร่วม
4. Joint Exercise เป็นการร่วมการฝึกกับกองทัพไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการปฏิบัติงานร่วมกัน
5. Logistics / R&R เป็นการเติมสิ่งอุปกรณ์หรือพักฟื้นกำลังพล เพื่อสนับสนุนการเดินเรือในระยะทางไกล

ในอดีตมีการใช้การเยือนของเรือรบเพื่อแสดงแสนยานุภาพหรือกดดันทางเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งเรียกกว่า การทูตด้วยเรือรบ หรือ การทูตเรือปืน (Gunboat Diplomacy) โดยแนวคิดนี้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในยุคจักรวรรดินิยม (Imperialism) ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 อันเป็นหนึ่งในวิธีการที่ชาติตะวันตกนักล่าอาณานิคมนิยมนำมาใช้ในการล่าเมืองขึ้น ด้วยการที่ประเทศมหาอำนาจตะวันตก ส่งเรือรบที่ติดอาวุธปืนใหญ่ (Gunboat) ไปทอดสมออยู่บริเวณชายฝั่งหรือแม่น้ำของประเทศที่อ่อนแอกว่า มีเป้าหมายเพื่อบีบบังคับ เป็นการส่งสัญญาณข่มขู่ทางทหารอย่างชัดเจน บีบให้รัฐบาลท้องถิ่นยอมรับข้อตกลงทางการค้า ยอมจำนนต่อข้อเรียกร้อง หรือปกป้องผลประโยชน์และพลเมืองของตน โดยไม่ต้องประกาศสงครามเต็มรูปแบบ

สำหรับไทยเราเคยเจอ "วิกฤตการณ์ปากน้ำ" (ร.ศ. 112) เผชิญกับการทูตด้วยเรือรบของฝรั่งเศส ทำให้เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศลาวในปัจจุบัน) ให้แก่ฝรั่งเศส ทั้งยังต้องจ่ายเงินค่าปรับและค่าปฏิกรรมสงครามรวม 3 ล้านฟรังก์ (แบ่งเป็นเงินปรับและค่าเสียหายให้ฝรั่งเศส รวมถึงค่าทำขวัญทหารที่เสียชีวิต) ซึ่งทำให้เงินในท้องพระคลังหมดเกลี้ยง จนต้องนำ "เงินถุงแดง" ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) เก็บสะสมไว้มาใชไถ่บ้านไถ่เมือง และต้องเสียอธิปไตยทางทหารชั่วคราว จาการที่ฝรั่งเศสบีบให้ไทย หรือสยามในสมัยนั้น ห้ามมีกองทหารในระยะ 25 กิโลเมตรจากฝั่งขวาแม่น้ำโขง รวมถึงเสียเมืองจันทบุรีให้ฝรั่งเศสยึดครองไว้เป็นหลักประกันนานหลายปีจนกว่าจะทำตามสัญญาครบ โดยมีทหารและราษฎรไทยเสียชีวิตประมาณ 10-15 นายจากการปะทะกันที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา

การเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงเป็นการข่มขู่สู่ "การสร้างพันธมิตร" หลังจากการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น การส่งเรือรบเพื่อไปข่มขู่โดยตรงแบบในอดีตทำได้ยากขึ้น ทุกวันนี้จึงเป็นการแสดงสัญลักษณ์ทางยุทธศาสตร์ ในปัจจุบัน การวางแผนการเยือนของเรือรบ ไม่ใช่แค่การทอดสมอแล้วให้ลูกเรือขึ้นบกเหมือนในอดีต แต่เป็นกระบวนการทางลอจิสติกส์ การทูต และการรักษาความปลอดภัยที่มีความซับซ้อนอย่างมาก ซึ่งต้องใช้เวลาวางแผนล่วงหน้าหลายเดือน โดยมีขั้นตอนหลักดังนี้:
1. การกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์และการทูต โดย มีการอนุมัติระดับรัฐบาล และ การเลือกท่าเรือตามวัตถุประสงค์
2. การประสานงานด้านความมั่นคงและการป้องกันภัย โดย มีการประเมินภัยคุกคาม และการกำหนดมาตรการป้องกันภัย
3. ลอจิสติกส์และการสนับสนุนจากฝั่ง โดย มีการจัดจ้างตัวแทนท่าเรือเพื่อจัดการความต้องการทั้งหมดของเรือ และการจัดการเสบียงอาหารและการส่งกำลังบำรุง
4. การวางแผนกิจกรรมมวลชนสัมพันธ์และการทูต โดย มีการจัดงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการ การจัดกิจกรรมเพื่อสังคม และการเปิดให้ประชาชนเข้าชม
5. การบริหารจัดการลูกเรือ โดย มีการให้ข้อมูลแก่ลูกเรือก่อนขึ้นฝั่ง และมีระบบดูแลความปลอดภัยของลูกเรือ ด้วยทีมสารวัตรทหารเรือ "Shore Patrol"

ปัจจุบัน การเยือนไทยของเรือรบต่างชาติเปลี่ยนรูปแบบเป็นการทูตเชิงสร้างสรรค์ การฝึกร่วมทางทหาร (เช่น Cobra Gold) และการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเห็นได้ชัด และไม่จำกัดเฉพาะเรือรบของสหรัฐฯ เท่านั้น โดย:

การเยือนของกองทัพเรือจีน: ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กองทัพเรือจีน (PLAN) ได้ส่งเรือรบและเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่เข้ามาเยือนฐานทัพเรือสัตหีบอยู่บ่อยครั้ง เพื่อร่วมการฝึกผสม (เช่น Blue Strike) สะท้อนถึงดุลอำนาจและการทูตทางเรือที่สมดุลของไทยกับมหาอำนาจต่างๆ ในวาระ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน กองเรือที่ 83 สังกัดกองทัพเรือแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) เดินทางถึงฐานทัพเรือสัตหีบ (จุกเสม็ด) จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 16 ต.ค. เพื่อการเยือนประเทศไทยระยะ 4 วัน จนถึงวันที่ 20 ตุลาคม โดยกองเรือประกอบด้วยเรือ "ชีจี้กวง" (เรือฝึก หมายเลข 83) และเรือ "อี๋เหมิงซาน" (เรือยกพลขึ้นบก หมายเลข 988) มีกำลังพลรวม 1,207 นาย

การเยือนของเรือรบรัสเซีย (Russia) มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 5 โดยเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1863 เรือรบจักรวรรดิรัสเซีย "Gaydamak" และ "Novik" ได้เข้ามาทอดสมอที่ท่าเรือกรุงเทพฯ ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศแน่นแฟ้นเป็นพิเศษในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยรัสเซียสนับสนุนเอกราชของสยามท่ามกลางการขยายอำนาจอาณานิคมของยุโรป รัสเซียยังส่งกองเรือมาร่วมฉลองครบรอบ 100 ปีราชวงศ์จักรีในปี 1882 ด้วย การเยือนไทยของเรือรบรัสเซียเป็นไปอย่างสม่ำเสมอนับตั้งแต่ปี 2005 ในเดือนมีนาคม 2015 ไทยต้อนรับเรือพิฆาตชั้น Udaloy "Admiral Panteleyev" และในเดือนธันวาคม 2017 ต้อนรับเรือ "Admiral Tributs" และ "Admiral Panteleyev" โดย Admiral Panteleyev ยังได้เข้าร่วมพิธีสวนสนามทางเรือที่พัทยาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2017 ในโอกาสครบรอบ 50 ปีอาเซียนด้วย การเยือนล่าสุด (2023 และ 2025) เมื่อ 22 พ.ย. 2023 เรือพิฆาต Admiral Panteleyev ของกองเรือแปซิฟิกรัสเซียแวะจอดที่ท่าเรือสัตหีบ พร้อมโปรแกรมวัฒนธรรมพาชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ และแข่งฟุตบอลกระชับมิตรกับทหารเรือไทย โดยนับเป็นการเยือนครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2019 และล่าสุดในเดือนตุลาคม 2025 กองเรือแปซิฟิกรัสเซียซึ่งเดินทางออกจากวลาดิวอสต็อกตั้งแต่ 2 ต.ค. ได้แวะจอดที่ฐานทัพเรือสัตหีบระหว่างวันที่ 21-26 ต.ค. ก่อนเดินทางต่อผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเดินเรือในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ครอบคลุมเวียดนาม เมียนมา และอินโดนีเซีย

เดือนสิงหาคม 2026 HMAS Perth เรือฟริเกตชั้น Anzac ของกองทัพเรือออสเตรเลีย เข้าเทียบท่าสัตหีบประมาณหนึ่งสัปดาห์ โดยมีการทำกิจกรรมและฝึกร่วมกับกองทัพเรือไทย ถือเป็นส่วนหนึ่งของการวางกำลังเรือในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกของออสเตรเลีย

การเยือนไทยของเรือรบต่างชาติจึงเป็นเพียงนัยยะที่แสดงถึงการมีความสัมพันธ์ทางการทูตเท่านั้น โดยไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับประเด็นความขัดแย้งทางทหารของชาติเจ้าของเรือรบที่มาเยือนแต่อย่างใด ด้วยไทยจะไม่มีการสนับสนุนด้านอาวุธหรือยุทโธปกรณ์ใดๆ แก่เรือรบเหล่านั้น การเยือนของเรือรบสหรัฐฯ ในครั้งนี้ เป็นเพียงการสนับสนุนด้านการพักฟื้นกำลังพลเท่านั้น และการอนุญาตให้เรือต่างชาติเข้าจอดพักในไทย การดำเนินการจะเป็นไปภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกันทุกประเทศ ไม่ว่าสหรัฐฯ จีน รัสเซีย หรือชาติอื่น แม้แต่อิหร่าน เพราะทุกประเทศล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย โดยไม่มีประเทศใดได้รับสิทธิพิเศษที่เหนือกว่า รวมทั้งกำลังพลของเรือรบเหล่านั้นต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยเช่นเดียวกับบุคคลธรรมดาทั่วไป

กระแส Boycott Adidas เดือด!! อาดิดาส (Adidas) ยอมออกแถลงการณ์ขอโทษ หลังเผชิญกระแสต่อต้านและเรียกร้องคว่ำบาตร จากการนำอดีตทหารอิสราเอล ที่สูญเสียขามาเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญสำหรับผู้พิการ

เรื่องเริ่มต้นจากแคมเปญ "Single Shoe" ของอาดิดาสในอิสราเอล ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้พิการหรือผู้สูญเสียขาสามารถซื้อรองเท้าเพียงข้างเดียว โดยหนึ่งในผู้ที่ถูกนำมาใช้ประชาสัมพันธ์คือ ชาเลฟ บิตอน (Shalev Biton) อดีตทหารอิสราเอล ซึ่งต้องตัดขาซ้ายหลังได้รับบาดเจ็บระหว่างรับราชการทหารในช่วงความขัดแย้งกับกาซาเมื่อปี 2021 โดยบิตอนเป็นหนึ่งในนักกีฬาพิการที่ปรากฏบนโปสเตอร์ตามร้านอาดิดาสในอิสราเอล

แต่การเลือกอดีตทหารอิสราเอลมาเป็นตัวแทนของแคมเปญเกี่ยวกับผู้สูญเสียอวัยวะ จุดกระแสต่อต้านจาก นักเคลื่อนไหวและกลุ่มสนับสนุนปาเลสไตน์ ซึ่งตั้งคำถามถึงความเหมาะสม เมื่อเปรียบเทียบกับชาวปาเลสไตน์หลายพันคนที่ต้องสูญเสียแขนขาจากสงครามในกาซา จนนำไปสู่การรณรงค์คว่ำบาตรอาดิดาสบนโลกออนไลน์

หนึ่งในบุคคลที่ออกมาเคลื่อนไหวคือ ฮาเวียร์ บาร์เดม (Javier Bardem) นักแสดงชาวสเปน ซึ่งแชร์ข้อความและภาพผ่าน Instagram Stories เรียกร้องให้ผู้ติดตาม “Boycott Adidas” หรือคว่ำบาตรอาดิดาส นอกจากนี้ยังมี ซูซาน อาบุลฮาวา (Susan Abulhawa) นักเขียนชาวปาเลสไตน์-อเมริกัน, ฟาติมา บุตโต (Fatima Bhutto) นักเขียนชาวปากีสถาน รวมถึงนักเคลื่อนไหวและผู้สนับสนุนปาเลสไตน์จำนวนมากที่ร่วมเรียกร้องคว่ำบาตรบริษัท

กระแสต่อต้านที่เพิ่มขึ้นทำให้สำนักงานใหญ่ของอาดิดาสออกแถลงการณ์ขอโทษ โดยระบุว่า บริษัทรับทราบว่าภาพที่ใช้ในกิจกรรมของทีมงานท้องถิ่นก่อให้เกิดความกังวลและปฏิกิริยาอย่างรุนแรง พร้อมยืนยันว่าไม่มีเจตนาสร้างความขุ่นเคือง และขออภัยต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันยังชี้แจงว่าโปสเตอร์ดังกล่าวเป็นการประชาสัมพันธ์ของทีมงานในอิสราเอล ไม่ใช่แคมเปญโฆษณาระดับโลกของบริษัท

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1394285962859760/?rdid=xkNKLEB92Lo54rL6#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top