Wednesday, 7 October 2026
TheStatesTimes

ค่าครองชีพสะท้อนแรงงาน!! ค่าแรงสูงทำให้ค่าครองชีพสูงตาม เปรียบเทียบราคาอาหารจานเดี่ยว 5 ประเทศ เฉพาะไทยมีราคาถูกที่สุดในกลุ่ม ปัจจัยที่ต่างจากค่าแรง เช่น ที่พักและสุขภาพ

สัจธรรมบนโลกใบนี้ อย่ามองเพียงมุมเดียว!!!
ค่าแรงแพง...ค่าครองชีพก็ต้องสูงตามไปด้วย

เมื่อเพจแห่งหนึ่งได้ทำคอนเทนต์เปรียบเทียบค่าแรงขั้นต่ำต่อชั่วโมงระหว่าง "ไทย" กับประเทศต่างๆ อาทิ สหรัฐฯ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน โดยพยายาม สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำและคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ด้วยชี้ให้เห็นว่าการทำงาน 1 ชั่วโมงในประเทศเหล่านั้นสามารถสร้างรายได้และมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงกว่าไทยหลายเท่าตัว จึงเป็นการจุดประเด็นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับประเด็นค่าครองชีพและโครงสร้างค่าเปรียบเทียบ

หากเมื่อเปรียบเทียบประเด็นค่าครองชีพในภาพรวมอย่างถ่องแท้และถี่ถ้วนโดยละเอียดรอบครอบแล้ว จะพบว่า ประเทศไทยมีราคาอาหารจานเดียวและค่าครองชีพด้านอาหารที่ถูกที่สุด เมื่อเทียบกับไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา นี่คือภาพรวมการเปรียบเทียบราคา "อาหารราคาประหยัดที่สุด" (เช่น สตรีทฟู้ด อาหารจานเดียวริมทาง หรือข้าวกล่องร้านสะดวกซื้อ) ของแต่ละประเทศโดยประมาณ ซึ่งพบว่า:
1. ประเทศไทย (ถูกที่สุด) ราคาอาหารจานเดียว/สตรีทฟู้ด: เริ่มต้นประมาณ 40 - 60 บาท (เช่น ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว) ด้วยมีตัวเลือกอาหารราคาประหยัดเข้าถึงง่ายกระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ ค่าครองชีพด้านอาหารต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศที่นำมาเกรียบเทียบนี้
.
2. ไต้หวัน ราคาอาหารจานเดียว/สตรีทฟู้ด: เริ่มต้นประมาณ 60 - 90 ดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 70 - 100 บาท) (เช่น ข้าวหน้าหมูพะโล้ ไก่ทอด หรือบะหมี่ในตลาดนัดกลางคืน) โดยอาหารตามตลาดโต้รุ่ง (Night Market) มีราคาถูกและหลากหลาย ใกล้เคียงกับไทยในบางเมนู แต่โดยเฉลี่ยสูงกว่า
.
3. ประเทศญี่ปุ่น ราคาอาหารจานเดียว/ข้าวกล่อง: เริ่มต้นประมาณ 400 - 600 เยน (ประมาณ 84 – 125 บาท) สำหรับข้าวกล่อง (Bento) ในร้านสะดวกซื้อ หรือ 800 - 1,000 เยน (ประมาณ 180 - 250 บาท) สำหรับราเมนหรือข้าวหน้าเนื้อในร้านอาหาร แม้จะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว แต่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดท้องถิ่นและข้าวกล่องลดราคาตอนค่ำๆ ช่วยให้ประหยัดได้มาก
.
4. ประเทศเกาหลีใต้ ราคาอาหารจานเดียว: เริ่มต้นประมาณ 7,000 - 9,000 วอน (ประมาณ 180 - 240 บาท) (เช่น ข้าวยำ คิมbap หรือซุปง่ายๆ ในร้านท้องถิ่น) โญราคาอาหารทั่วไปสูงกว่าญี่ปุ่นในบางหมวดหมู่ และดัชนีราคาสินค้าอาหารสดค่อนข้างสูง
.
5. สหรัฐอเมริกา (แพงที่สุด) ราคาอาหารจานเดียว/ฟาสต์ฟู้ด: เริ่มต้นประมาณ 8 - 12 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 280 - 420 บาท) สำหรับชุดฟาสต์ฟู้ดหรืออาหารจานด่วนแบบง่ายที่สุด ราคาอาหารตามร้านอาหารและภัตตคาร ยังไม่รวมค่าบริการและภาษี/ทิป ทำให้ราคาอาหารมื้อถูกที่สุดสูงกว่าประเทศอื่นๆ อย่างชัดเจน
.
และเมื่อพิจารณาถึง “ปัจจัยด้านค่าครองชีพ” ซึ่งประกอบด้วย ค่าที่พักอาศัย ค่ารักษาพยาบาล ค่าอาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน และ ภาษีและค่าธรรมเนียม (Taxes) แล้ว รายละเอียดของปัจจัยหลักที่สร้างความแตกต่าง มีดังนี้:
.
1. ค่าที่พักอาศัย (Housing & Rent)
สหรัฐฯ: ค่าเช่าบ้านคือรายจ่ายที่ใหญ่ที่สุด (มักเกิน 30-40% ของเงินเดือน) เมืองใหญ่อย่างซานฟรานซิสโกหรือนิวยอร์ก ค่าเช่าห้องพักหนึ่งห้องอาจสูงถึง $3,000+ ต่อเดือน
ญี่ปุ่น/เกาหลีใต้: ห้องพักคนเดียว (Studio/One Room) ในเมืองหลวงมีราคาจับต้องได้มากกว่าสหรัฐฯ แต่เกาหลีใต้มักมีระบบเงินประกันก้อนใหญ่ (Jeonse/Wolse) ที่ต้องระวัง
ไทย: ค่าเช่าผันแปรสูงมาก คอนโดในเมืองหลวงอาจสูง แต่ภาพรวมนอกเมืองหรืออพาร์ตเมนต์ทั่วไปยังคงถูกที่สุดในกลุ่ม
2. ค่ารักษาพยาบาล (Healthcare)
สหรัฐฯ: ไม่มีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า หากไม่มีประกันจากบริษัท ค่าหมอและค่ายาอาจทำให้ล้มละลายได้ง่ายๆ เป็นปัจจัยลบที่ทำให้คนอยู่อาศัยมีภาระสะสม [1]
ไต้หวัน/ญี่ปุ่น/เกาหลีใต้: มีระบบประกันสุขภาพแห่งชาติที่ยอดเยี่ยมและครอบคลุม ประชาชนจ่ายสมทบในอัตราต่ำแต่ได้รับการรักษามาตรฐานสูง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายแฝงไปได้มหาศาล [1]
ไทย: มีสิทธิบัตรทองและประกันสังคมที่ช่วยประหยัดได้มาก แต่หากเข้าโรงพยาบาลเอกชนค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นตามลำดับ
3. อาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน (Food & Groceries)
สหรัฐฯ: การกินข้าวนอกบ้านมีค่าใช้จ่ายสูงเพราะต้องบวก ภาษีและค่าทิป (15-20%) แต่การซื้อวัตถุดิบมาทำกินเองในซูเปอร์มาร์เก็ตถือว่าราคาคุ้มค่าเมื่อเทียบกับค่าแรง
เกาหลีใต้/ญี่ปุ่น: อาหารตามสั่งหรือข้าวกล่องร้านสะดวกซื้อราคาไม่แพง แต่ "ผลไม้และเนื้อสัตว์นำเข้า" ในเกาหลีใต้มีราคาแพงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
ไทย: ค่าอาหารริมทาง (Street Food) และอาหารจานเดี่ยวถูกที่สุดใน 5 ประเทศนี้ ทำให้ใช้ชีวิตพื้นฐานได้ง่าย
4. ภาษีและค่าธรรมเนียม (Taxes)
ญี่ปุ่น: เก็บภาษีเงินได้และภาษีผู้อยู่อาศัยค่อนข้างสูง (ระบบก้าวหน้าสูงสุดถึง 55%) รวมถึงมีหักเงินบำนาญภาคบังคับ
สหรัฐฯ: มีการหักภาษีทั้งระดับประเทศ (Federal) และระดับรัฐ (State) ซึ่งรัฐอย่างแคลิฟอร์เนียหรือนิวยอร์กจะโดนหักรวมกันค่อนข้างหนัก
ไต้หวัน/ไทย: มีอัตราภาษีเงินได้เริ่มต้นที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับผู้มีรายได้ระดับเริ่มต้น-ปานกลาง
.
ดังนั้นการหยิบยกเอา “ค่าแรงขั้นต่ำต่อชั่วโมง” มาเป็นประเด็นเดียวในการสร้างกระแสเรื่องนี้ให้เกิดในสังคม โดยไม่นำเอาปัจจัยในการครองชีพที่มีอีกหลายมิติมาพิจารณาเปรียบเทียบโดยรวมแล้วสรุปเอาเอง จึงน่าจะขาดตรรกะ เหตุ และผลที่ถูกต้อง และสำคัญที่สุดคือ เมื่อค่าแรงแพงแล้วปัจจัยในการครองชีพก็ต้องแพงตามไปด้วยอย่างแน่นอน
.

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

KJL เปิดนวัตกรรม!! ต้อนรับคณะสถาปัตย์ฯ KMITL เชื่อมโยง Design กับ Technology เสริมสร้างนวัตกรรมในอุตสาหกรรม เปิดโลกความรู้ที่ KiN แคมปัส

KJL เปิดโลกนวัตกรรม “KiN” ต้อนรับนักศึกษาสถาปัตย์ฯ “KMITL” เชื่อม Design x Technology สู่การต่อยอดนวัตกรรมในโลกอุตสาหกรรม

นายเกษมสันต์ สุจิวโรดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กิจเจริญ เอ็นจิเนียริ่ง อีเลคทริค จำกัด (มหาชน) หรือ KJL ให้การต้อนรับคณะอาจารย์และนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ (หลักสูตรนานาชาติ) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง “KMITL” ในโอกาสเข้าเยี่ยมชม “KJL Innovation Campus (KiN)” ศูนย์กลางนวัตกรรมและการเรียนรู้ด้านการออกแบบและโซลูชันโลหะครบวงจรของ KJL

ภายในกิจกรรม คณะอาจารย์และนักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์จริงผ่านพื้นที่สำคัญ อาทิ KJL Metal Design Lab & Metal Total Solution, KJL Electrical Experience Hub & Showcase, R&D Center และ Co-creation Workshop Space พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการออกแบบ นวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ “KJL Innovation Campus (KiN)” ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน KJL สู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม พร้อมสร้าง “Innovation Ecosystem” ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคการศึกษาเข้ากับศักยภาพของภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และร่วมพัฒนาแนวคิดใหม่ ๆ สู่โซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงและการเปลี่ยนแปลงของโลกอุตสาหกรรมในอนาคต ณ KJL Innovation Campus (KiN) เมื่อเร็ว ๆ นี้

“พันธุ์ไทย” ชวนเปลี่ยนแก้ว!! เปิดคอลเลกชันกาแฟลิมิเต็ด ร่วมภารกิจเปลี่ยนชีวิตสัตว์จรจัด ขายได้รายได้สนับสนุนมูลนิธิสุนัข ส่งเสริมเมืองน่าอยู่ทุกชีวิต

“ภารกิจสุดยิ่งใหญ่” ‘พันธุ์ไทย x หมาจ๋า’ ชวน “เหล่านุด” รวมพลังเปลี่ยนทุกแก้วเป็นโอกาส
ยกระดับชีวิตสัตว์จรจัด ขับเคลื่อนสู่เมืองน่าอยู่สำหรับทุกชีวิต

กรุงเทพฯ, 3 กันยายน 2569 — ทุกความหวังและโอกาสเริ่มต้นได้จากพลังของทุกคน ล่าสุด กาแฟพันธุ์ไทย สานต่อ “Punthai Mission PAWSIBLE” จับมือเพจดังหมาจ๋า เปิดตัวคอลเลกชัน “พันธุ์ไทย x หมาจ๋า” นำคาแรกเตอร์เพื่อนสี่ขามาสร้างสรรค์เป็นแก้ว Limited Edition 5 แบบ 5 คาแรกเตอร์ ภายใต้แนวคิด “Every Cup Makes Hope PAWSIBLE: เปลี่ยนกาแฟหนึ่งแก้ว ให้เป็นพลังแห่งความหวัง” ชวนเหล่านุดเปลี่ยนความรักที่มีต่อเพื่อนสี่ขาให้กลายเป็นพลังแห่งการให้ ผ่านทุกการดื่มและการสะสม พร้อมร่วมส่งต่อโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิตสัตว์จรจัด และขับเคลื่อนไปสู่เมืองน่าอยู่สำหรับทุกชีวิตที่คนและสัตว์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

จาก “ความรัก” สู่ “การมีส่วนร่วม” ในภารกิจสุดยิ่งใหญ่ พันธุ์ไทยหยิบสิ่งใกล้ตัวอย่างกาแฟ คาแรกเตอร์หมาจ๋า และของสะสม มาเชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเข้ากับการสร้างคุณค่าให้สังคม พร้อมพา “Punthai Mission PAWSIBLE” เดินทางต่อจากกิจกรรม “ภารกิจสนุกของคนรักหมา” ที่พันธุ์ไทยร่วมกับกรุงเทพมหานครและพันธมิตร สร้างความตระหนักรู้เรื่องการเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ ควบคู่กับการส่งต่อความช่วยเหลือให้สัตว์จรจัด แม้อีเวนต์จะสิ้นสุดลง แต่ “ภารกิจแห่งการให้” ยังเดินหน้าต่อจากพื้นที่กิจกรรมสู่ร้านกาแฟของพันธุ์ไทย ผ่านคอลเลกชัน “พันธุ์ไทย x หมาจ๋า” มาพร้อมแก้วเก็บอุณหภูมิร้อน–เย็น เคลือบเซรามิกด้านใน ดีไซน์ Limited Edition 5 แบบ 5 คาแรกเตอร์ มีให้เลือก 2 ขนาด ได้แก่ 400 มิลลิลิตร ราคา 349 บาท และ 920 มิลลิลิตร ราคา 499 บาท ให้เหล่า “นุด” เลือกคาแรกเตอร์ที่ชอบหรือสะสมให้ครบทั้งแก๊ง พร้อมรับฟรีเครื่องดื่มร้อนหรือเย็น 1 แก้ว (มูลค่าสูงสุด 65 บาท) นอกจากนี้ ยังเติมความคิวท์ให้ทุกการดื่มด้วย แก้วเครื่องดื่มลายพิเศษ “พันธุ์ไทย x หมาจ๋า” เพียงสั่งเครื่องดื่มพันธุ์ไทยเมนูใดก็ได้ จะได้รับเครื่องดื่มในแก้วลายพิเศษจำนวนจำกัด
เพราะทุกการมีส่วนร่วม คือพลังที่ทำให้ “ภารกิจสุดยิ่งใหญ่” เกิดขึ้นได้จริง โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายหลังหักค่าใช้จ่าย จะนำไปสนับสนุนหน่วยงาน มูลนิธิ และองค์กรที่ดูแลและช่วยเหลือสัตว์จรจัด เพื่อเปลี่ยนพลังเล็ก ๆ จากทุกการสนับสนุนให้กลายเป็นโอกาส พร้อมร่วมยกระดับสวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตของสุนัขและแมวจรจัดให้ดียิ่งขึ้น

กาแฟพันธุ์ไทยเชื่อว่า “ภารกิจที่ยิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากสิ่งที่ยิ่งใหญ่เสมอไป” แต่อาจเริ่มจากการมีส่วนร่วมเล็ก ๆ ของทุกคน ที่เมื่อรวมกันก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ พร้อมชวนเหล่านุดทาสหมา-แมว และแฟนพันธุ์ไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจผ่านคอลเลกชัน “พันธุ์ไทย x หมาจ๋า” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 – 31 ตุลาคม 2569 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด ณ ร้านกาแฟพันธุ์ไทยสาขาที่ร่วมรายการ เพื่อร่วม “เปลี่ยนกาแฟหนึ่งแก้ว ให้เป็นพลังแห่งความหวัง” และขับเคลื่อนไปสู่ “เมืองน่าอยู่สำหรับทุกชีวิต” อย่างยั่งยืน

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและกิจกรรมต่างๆ ได้ที่:
https://www.facebook.com/punthaicoffee
https://www.instagram.com/punthaicoffee_official
https://www.tiktok.com/@punthai_coffee_official
https://x.com/Punthaiofficial
https://www.youtube.com/@punthaicoffeeofficial
https://www.punthaicoffee.com

MALEE ส่ง MAS ปักธง Deep-Tech ความงาม–สุขภาพ!! ชูระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์ระดับโลก โชว์ที่ Vitafoods Asia 2026 เป้าเป็นผู้นำโลกด้านห่อหุ้ม ดันไทยศูนย์กลางความงามเอเชีย

MAS สร้างปรากฏการณ์หน้าใหม่ เขย่าอุตฯ ความงาม-สุขภาพ ในงาน Vitafoods Asia 2026
ปักหมุด 4 นวัตกรรม พร้อมโชว์ศักยภาพ "Beauty-from-Within" เต็มรูปแบบ

ประกาศเป้าหมายผู้นำเทคโนโลยีห่อหุ้มและนำส่งสารสำคัญระดับโลก ดันไทยสู่ Hub ความงามเอเชีย
‘บมจ.มาลีกรุ๊ป’ หรือ MALEE นำมาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์ (MAS) จัดทัพเทคโนโลยีการห่อหุ้มและระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์ ร่วมโชว์ศักยภาพในงาน “Vitafoods Asia 2026” มหกรรมแสดงสินค้าและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โภชนเภสัช และสารสกัดเพื่อสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ปักหมุด 4 นวัตกรรมใหม่ “ป้องกัน UV, ผิวกระจ่างใส, ชะลอวัย, ระบบเผาผลาญ” สร้างปรากฏการณ์หน้าใหม่ “Beauty-from-Within” ระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์เพื่อความงาม สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีมีคุณภาพแห่งอนาคต เขย่าวงการอุตสาหกรรมความงามและสุขภาพ พร้อมเปิดฉาก Business Matching ดึงผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมอย่างคึกคัก วางเป้าหมายก้าวสู่ผู้นำเทคโนโลยีการห่อหุ้มและระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์ในระดับโลก พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวสู่ Hub ความงาม สุขภาวะ และการแพทย์ของเอเชีย

นายเอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เปิดเผยว่า มาลีกรุ๊ป วางยุทธศาสตร์ มาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์ ‘Malee Applied Sciences’ (MAS) เป็นหนึ่งใน New S-Curve ด้าน Deep-Tech และ Science-based Innovation เพื่อขยายธุรกิจสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและความงาม รับกับโอกาสและศักยภาพตลาดสารสกัดเฉพาะในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ความงาม (Beauty) ระดับโลก ที่เชื่อมโยงกับสุขภาพและสุขภาวะแบบองค์รวม (Health & Wellness) และกำลังเข้าสู่ช่วงเติบโตครั้งสำคัญโดยเส้นแบ่งระหว่าง “ความงาม” และ “สุขภาพ” กำลังเชื่อมเข้าหากันมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ต้องการเพียงผลิตภัณฑ์ดูแลรูปลักษณ์ภายนอก แต่ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคเชิงรุก ความงามจากภายใน การชะลอวัยอย่างมีสุขภาพดีและมีอายุยืนยาว ที่สำคัญคือมีระบบเผาผลาญที่ดี เปิดโอกาสให้นวัตกรรมที่เชื่อมวิทยาศาสตร์ด้านความงามและสุขภาพเข้าด้วยกัน

ทั้งนี้ มาลีกรุ๊ป วางกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ MAS ครอบคลุมระบบนำส่งทั้ง 2 เส้นทางสำคัญ ได้แก่ 1. ระบบนำส่งทางผิวหนัง (Topical Delivery System) วัตถุดิบสารสำคัญสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงาม เครื่องสำอาง และเวชสำอาง (Beauty, Cosmetic และ Cosmeceutical) มุ่งเน้นการนำส่งสารสำคัญผ่านผิวหนัง ชั้นผิว รูขุมขน และเส้นผม 2.ระบบนำส่งทางการรับประทาน (Oral Delivery System)วัตถุดิบสารสำคัญสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Health & Wellness มุ่งแก้ไขข้อจำกัดด้านความคงตัว การละลาย การดูดซึม และการนำส่งสารอาหาร (Vitamin and Bioactive Compounds) ให้สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยวางเป้าหมาย MAS สร้างสายธารนวัตกรรมต่อเนื่อง และธุรกิจสารสกัดวิทยาศาสตร์ที่อัตรากำไรสูง ให้เป็นแหล่งรายได้ใหม่ของมาลีกรุ๊ป พร้อมสร้างทรัพย์สินทางปัญญาจากประเทศไทยที่ขยายสู่ตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน และวางเป้าหมายก้าวสู่ผู้นำเทคโนโลยีการห่อหุ้มและระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์ในระดับโลก (Global Leader in Encapsulation & Advanced Delivery System Innovation)

ล่าสุด MAS ประกาศศักยภาพความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมที่ก้าวข้ามจากระบบนำส่งสำหรับเครื่องสำอาง สู่เทคโนโลยีสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อบำรุงผิวพรรณและความงามจากภายในร่างกาย (Beauty-from-Within) อย่างเต็มรูปแบบ ในงาน “Vitafoods Asia 2026” มหกรรมแสดงสินค้าและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โภชนเภสัช และสารสกัดเพื่อสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดย MAS จัดทัพนวัตกรรมตอกย้ำการเป็น "ผู้นำเทคโนโลยีการห่อหุ้มและระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์" (Advanced Encapsulation & Delivery System Innovation) ภายใต้แกนหลัก "Advanced Delivery System for the Future of Beauty, Health & Wellness" นวัตกรรมระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์เพื่อความงาม สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีมีคุณภาพแห่งอนาคต

ดร.ศุภเกียรติ คำบุทอง​ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์ จำกัด หรือ ‘Malee Applied Sciences (MAS) กล่าวว่า ภายในงาน Vitafoods Asia 2026 ครั้งนี้ MAS โชว์ศักยภาพหัวใจสำคัญ LIPOPLEX DUALSPHERE® Technology หรือนวัตกรรมระบบห่อหุ้มและนำส่งสารสำคัญที่ MAS พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยปกป้องสารสำคัญ เพิ่มความคงตัว และออกแบบการปลดปล่อยอย่างเหมาะสม โดยสามารถพัฒนาวิตามินและสารออกฤทธิ์ในรูปแบบ Liposome เช่น Liposomal Vitamin C และ Liposomal Glutathione ที่มีอนุภาคขนาดระดับนาโน ซึ่งผลการทดสอบของระบบนำส่งสามารถนำส่งสารสำคัญเข้าสู่เซลล์ เพิ่มการดูดซึมของสารสำคัญได้มากกว่า 10 เท่า ซึ่งสะท้อนแนวคิดของ MAS ที่ไม่ได้มุ่งเพียงการค้นหาสารสำคัญ แต่ต้องการเพิ่มศักยภาพของสารเหล่านั้นผ่าน Delivery System Innovation โดยมีนวัตกรรม 4 ไฮไลต์ ที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ ดังนี้

UVABlox® นวัตกรรมความงามจากภายใน (Beauty-from-Within) ที่ผสานผล Maqui Berry, Red Orange และวิตามินซีชนิดลิโพโซม เพื่อช่วยปกป้องผิวจากภาวะเครียดออกซิเดชันที่เกิดจากรังสียูวี (UV-induced oxidative stress) และดูแลผิวพรรณจากภายในร่างกาย สร้างผิวแข็งแรงไม่คล้ำดำง่าย พิสูจน์จริงด้วยผลงานวิจัยในมนุษย์
PHEONIQUE® นวัตกรรม White Tomato ที่อุดมด้วย Phytoene และ Phytofluene มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ส่วน Liposomal Glutathione ช่วยเพิ่มการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายให้ดีขึ้น เพื่อผิวขาว สว่าง กระจ่างใสและผิวสุขภาพดี จากผลงานวิจัยทางคลินิกพบผิวสว่างกระจ่างขึ้นภายใน 14 วัน
POMECAP® นวัตกรรมจากผลทับทิม (Pomegranate) ผสาน Liposomal Vitamin C มุ่งตอบโจทย์การชะลอวัย (Anti-aging) ผิวเรียบเนียน (skin smoothness) และการชะลอวัยอย่างมีสุขภาพดี (Healthy Aging)
SUGALOC® นวัตกรรมสุขภาพควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและระบบเผาผลาญ (Metabolic Health) ที่นำระบบนำส่งสารสำคัญมาประยุกต์ใช้ เพื่อสนับสนุนการดูแลสมดุลน้ำตาลและกลไกที่เกี่ยวข้องกับ GLP-1 จากผลวิจัยทางคลินิกในมนุษย์กับกลุ่มอาสาสมัครคนไทย พบว่ากลุ่มอาสาสมัครสามารถลดระดับน้ำตาลได้สูงสุด 38%

การขับเคลื่อนนวัตกรรมในเวที “Vitafoods Asia 2026” สะท้อนศักยภาพของ MAS ที่นำ Technology Platform เดียวมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตั้งแต่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ออกแบบมาเพื่อบำรุงผิว ผม เล็บ ความงามที่เริ่มจากการดูแลสุขภาพภายใน (Beauty-from-Within) และการชะลอวัยแบบมีสุขภาพดี เน้นคุณภาพชีวิตในวัยที่มากขึ้น (Healthy Aging) สุขภาพของระบบเผาผลาญในร่างกาย (Metabolic Health) รวมไปถึงสุขภาพความงามแบบองค์รวมของร่างกาย (Holistic wellbeing and beauty) ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดสำคัญของ Health & Wellness ในอนาคต โดยภายในบูธ MAS เปิดกิจกรรม Business Matching ซึ่งในได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างคึกคัก ทั้งจากกลุ่มลูกค้าธุรกิจ (B2B) ทั้งเจ้าของแบรนด์ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การรับจ้างผลิต (OEM) รวมทั้งผู้ที่ต้องการต่อยอดสู่โมเดลการพัฒนาร่วมกัน (ODM) อาทิ ระบบนำส่งที่ออกแบบเฉพาะสูตรหรือแบรนด์ ที่ช่วยสร้างความแตกต่างให้กับลูกค้า

ดร.ศุภเกียรติ กล่าวว่า MAS กำลังปรับเปลี่ยนจากช่วงการพัฒนาเทคโนโลยีไปสู่ช่วงการเร่งนำสินค้าสู่เชิงพาณิชย์ โดยนำแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ที่ได้ทำจากการวิจัยและวางรากฐานมาต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจความงามและเวชสำอาง (Beauty & Cosmeceutical) มีผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายเชิงพาณิชย์ 12 รายการ ครอบคลุมนวัตกรรมในด้านต่างๆ อาทิ การทำให้ผิวกระจ่างใส (Skin Brightening) การชะลอวัยและการยืดอายุผิว (Anti-aging & Longevity) และสารสกัดชีวภาพจากผลผลิตเกษตรหมุนเวียน (Upcycled Bioactive Ingredients) และเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในงาน in-cosmetics Asia 2026 ช่วงปลายปี และต่อเนื่องถึงปี 2570 รวมอีกประมาณ 8 ผลิตภัณฑ์
โอกาสการเติบโตของ MAS รับกับตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและความงามยังเปิดกว้างอีกมาก ข้อมูลจากระดับโลก คาดการณ์ตลาดความงามเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี แตะ 590,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 โดย Southeast Asia เป็นภูมิภาคที่เติบโตโดดเด่น ส่วนตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วโลกจะขยายจาก 228,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 เป็น 431,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2576 เติบโตเฉลี่ย 9.5% โดยเอเชียแปซิฟิกเติบโตเร็วที่สุด (อ้างอิงข้อมูล McKinsey) ขณะที่ตลาดประเทศไทย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีมูลค่าราว 3,037 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 5,764 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2576 เติบโตเฉลี่ย 9.6% สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคไทยถึง 40% รับประทานวิตามินหรืออาหารเสริมเป็นประจำสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 30% และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อผิว ผม เล็บ มีสัดส่วนถึง 19.6% ของตลาดอาหารเสริมไทยในปี 2568 สะท้อนการเติบโตของแนวคิด Beauty-from-Within อย่างชัดเจน

“การเข้าร่วม Vitafoods Asia 2026 เป็นเวทีที่โชว์นวัตกรรมให้กับผู้ประกอบการต่างประเทศ ได้เห็นศักยภาพของเทคโนโลยีไทยที่พัฒนาขึ้นเอง MAS มุ่งจะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมความงามไทยจาก “ทรัพยากรท้องถิ่นไทย” ร่วม “นวัตกรรมระดับโลก” โดยเป็นกลไกสำคัญในการผลักดัน T-Beauty จากทรัพยากรท้องถิ่นไทยสู่นวัตกรรมระดับโลก ด้วยการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไทย (upcycle natural materials) มาเป็นสารออกฤทธิ์ชีวภาพมูลค่าสูง ยกระดับด้วยเทคโนโลยีการห่อหุ้มและระบบนำส่งขั้นสูงที่พิสูจน์ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ขณะเดียวกันมุ่งสร้างระบบนิเวศความงามที่มีหลักฐานรองรับร่วมกับนักวิจัย การพัฒนาสินค้านวัตกรรมผ่าน OEM/ODM และแบรนด์ความงาม พร้อมผลักดันการใช้สารสำคัญในปริมาณที่ให้ผลตามงานวิจัยทางคลินิก เพื่อสร้างมาตรฐานและความน่าเชื่อถือใหม่ให้ T-Beauty เป้าหมายคือยกระดับจาก “ผู้ผลิตและวัตถุดิบในประเทศไทยสู่สินค้ามาตรฐานโลก” พิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์ เชื่อถือได้ และร่วมขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นศูนย์กลางความงาม สุขภาวะ และการแพทย์ของเอเชีย”ดร.ศุภเกียรติ กล่าว

5 กันยายน 2336 ‘ยุคแห่งความเหี้ยมโหด’ เริ่มต้นขึ้นใน ‘ฝรั่งเศส’ เมื่อ ‘สภาแห่งชาติ’ หนุนก่อการร้าย เพื่อผลักดันการปฏิวัติฝรั่งเศส

วันนี้ในอดีต 5 กันยายน พ.ศ. 2336 (ค.ศ. 1793) การปฏิวัติฝรั่งเศส: สภาแห่งชาติเริ่มต้นสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว เมื่อสภาลงมติสนับสนุนการก่อการร้ายซึ่งได้ปราบปรามและสังหารศัตรูทางการเมืองครั้งใหญ่เป็นเวลาสิบเดือน

เหตุการณ์นี้เรียกว่า ‘สมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว’ หรือ ‘The Terror’ (la Terreur) เป็นสมัยแห่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสเริ่มต้น โดยถูกกระตุ้นจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มแยกทางการเมืองที่เป็นคู่แข่งกัน คือ ฌีรงแด็ง (Girondins) และฌากอแบ็ง (Jacobins)
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 'สมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว'

-มีการประหารชีวิต 'ศัตรูแห่งการปฏิวัติ' จำนวนมาก ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ในหลักหมื่น โดยมีผู้ถูกประหารชีวิตด้วยกิโยติน 16,594 คน และอีก 25,000 คน ถูกประหารชีวิตอย่างรวบรัดทั่วฝรั่งเศส
-'กิโยติน' กลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งอุดมการณ์การปฏิวัติ ซึ่งมีการประหารชีวิตบุคคลสำคัญจำนวนมาก เช่น มารี อ็องตัวแน็ต และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทั้งผู้สนับสนุนการปฏิวัติ ฟิลิปป์ เอกาลีเต (หลุยส์ ฟิลิปป์ที่ 2 ดยุคแห่งออร์เลอองส์) มาดามโรลองด์และกลุ่มฌีรงแด็ง มีอีกหลายคน อาทิ อ็องตวน ลาวัวซีเย นักเคมีบุกเบิก ที่ต้องมาสังเวยชีวิตด้วยเช่นกัน
-ระหว่าง ค.ศ. 1794 ฝรั่งเศสสมัยปฏิวัติถูกรุมเร้าด้วยการคบคิด โดยศัตรูทั้งในและนอกประเทศ
-ภายในประเทศ การปฏิวัติดังกล่าว ถูกชนชั้นสูงฝรั่งเศสคัดค้าน หลังจากสูญเสียเอกสิทธิ์ที่ได้รับสืบทอดมา
-นิกายโรมันคาทอลิกโดยทั่วไป ที่คัดค้านการปฏิวัติ ถูกเปลี่ยนนักบวชเป็นลูกจ้างของรัฐและบังคับให้ต้องปฏิญาณความจงรักภักดีต่อชาติ
-สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 1 ต้องสู้รบในสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านที่เจตนาทำลายการปฏิวัตินี้เสียเพื่อป้องกันมิให้ลุกลาม
-การขยายของสงครามกลางเมือง และการรุกคืบของกองทัพต่างด้าวต่อดินแดนของชาติ ได้ก่อวิกฤตการณ์การเมืองและเพิ่มการแข่งขันระหว่าง ฌีรงแด็ง กับ ฌากอแบ็ง ซึ่งหัวรุนแรงกว่า โดยฝ่ายหลังนี้ ต่อมาได้รวมกลุ่มในกลุ่มแยกรัฐสภา เรียกว่า Mountain และพวกเขาได้การสนับสนุนจากประชากรกรุงปารีส
-สภาฝรั่งเศสตั้งคณะกรรมาธิการความปลอดภัยส่วนรวม ซึ่งแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 6 กันยายน ค.ศ. 1793 เพื่อปราบปรามกิจกรรมต่อต้านการปฏิวัติภายในประเทศและเพิ่มกำลังทหารฝรั่งเศสเพิ่มเติม ผ่านศาลปฏิวัติ
-ผู้นำสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัวใช้อำนาจเผด็จการอย่างกว้างขวาง และใช้ประหารชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากและการกวาดล้างทางการเมือง โดยมีการปราบปรามเพิ่มขึ้นในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม ค.ศ. 1794 ซึ่งเป็นสมัยที่เรียกว่า 'la Grande Terreur' (the Great Terror)

สิ้นสุดลงด้วยรัฐประหารวันที่ 27 กรกฎาคม 1794 ซึ่งนำไปสู่ปฏิกิริยาเดือนแตร์มีดอร์ (Thermidorian Reaction) ซึ่งผู้สนับสนุนสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัวหลายคนถูกประหารชีวิต รวมทั้ง มักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์...
จากภาพ: การประหารชีวิตรอแบ็สปีแยร์

ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/CMuAWeuFmibzc1ou/?mibextid=oFDknk

6 กันยายน 2503 ร.9 พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมราชชนนี พันปีหลวง เสด็จฯ เยือน ประเทศเดนมาร์ก จุดเริ่มต้นสายธารโคนมไทย–เดนมาร์ก กำหนด17ม.ค.วันโคนมแห่งชาติ

วันนี้เมื่อ 65 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ ถึงท่าอากาศยาน Kastrup กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก พระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระราชินีอินกริดและพระราชวงศ์เดนมาร์กไปทรงต้อนรับและเสด็จฯ ไปยังพระราชวัง Fredensborg ที่จัดไว้เป็นที่ประทับและงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ
ซึ่งการเสด็จฯ ครั้งนี้ทรงสนพระราชหฤทัยในกิจการฟาร์มโคนมของชาวเดนมาร์กเป็นอย่างมาก ด้วยทรงเล็งเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารที่มี คุณค่า ทั้งยังช่วยให้เกษตรกรไทยมีอาชีพที่มั่นคงและเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องบุกรุกทำไร่เลื่อนลอย

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเสด็จนิวัตประเทศไทยแล้ว รัฐบาลและประชาชนชาวเดนมาร์กได้ทูลเกล้าถวายโครงการเลี้ยงโคนมแด่ล้นเกล้าฯ ทั้ง 2 พระองค์ โดยส่งผู้เชี่ยวชาญชาวเดนมาร์กให้มาทำการศึกษาความเป็นไปได้ของการเลี้ยงโคนมของประเทศไทย

จากนั้นในวันที่ 20 ตุลาคม 2504 ได้ลงนามสัญญาการให้ความร่วมมือช่วยเหลือทางวิชาการการเลี้ยงโคนมระหว่างรัฐบาลเดนมาร์กกับรัฐบาลไทย โดย Danish Agricultural Marketing board จัดสรรเงินช่วยเหลือจำนวน 4.33 ล้านโครเนอร์ (หรือประมาณ 23.5 ล้านบาท ในสมัยนั้น) สำหรับดำเนินโครงการเป็นระยะเวลา 8 ปี รัฐบาลเดนมาร์กได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมดำเนินการในปี พ.ศ.2509 (ค.ศ.1966) พร้อมกับสนับสนุนเงินจำนวน 2.87 ล้านโครเนอร์ สำหรับดำเนินงานในช่วง 8 ปี อันเป็นการตอบสนองพระราชปณิธานและความสนพระทัยในอาชีพการเลี้ยงโคนม หลังจากเสด็จนิวัตประเทศไทย

ระหว่างวันที่ 12 – 24 มกราคม พุทธศักราช 2505 (ค.ศ.1962) พระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 และพระราชินีอินกริดเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการถึงท่าอากาศยานดอนเมือง พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 แห่งประเทศเดนมาร์ก ได้ทรงประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย – เดนมาร์ก อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2505 จึงนับได้ว่าเป็นวันที่มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ของการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย ต่อมาในปี พ.ศ.2514 รัฐบาลไทยได้รับโอนกิจการฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย – เดนมาร์ก จัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีชื่อว่า “องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)” มีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 160 ถนนมิตรภาพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพื่อดำเนินบทบาทในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและพัฒนาอุตสาหกรรมนมต่อไป รัฐบาลไทยได้กำหนดให้วันที่ 17 มกราคม ของทุกปีเป็นวันโคนมแห่งชาติ

‘พีระพันธุ์–อรรถวิชช์–รสนา’ หนุนยุบ กกพ. ควบรวม กพช.!! เสนอรวม กกพ.-กพช. หยุดผูกขาดไฟ ดัน 'กฟผ.' ผลิตไฟ 50% ขึ้นไป ปลดล็อกโซลาร์เสรีลดภาระค่าไฟ ภาครัฐต้องเพิ่มรายได้และประสิทธิภาพ

“พีระพันธุ์ - อรรถวิชช์ - รสนา” เห็นพ้องชงยุบ กกพ. ควบรวม กพช. หยุดเอกชนผูกขาด ดัน กฟผ. ผลิตไฟเกิน 50% เติมรายได้รัฐ ลดภาระประชาชน

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมเวทีสัมมนา “ปรับบทบาท กกพ. เสริม กฟผ. เติมรายได้รัฐ ลดรายจ่ายประชาชน” จัดโดยคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร โดยมี ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่ 3 และนางสาวรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ร่วมเสวนา

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ปัญหาโครงสร้างพลังงานไม่ได้กระทบเพียงค่าไฟ แต่เชื่อมโยงถึงเศรษฐกิจครัวเรือน ระบบการเงิน การคลัง และเศรษฐกิจของประเทศ หากลดต้นทุนพลังงานได้ จะช่วยเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบ จึงเสนอให้สังคายนาระบบกำกับดูแลพลังงาน ทั้งไฟฟ้า ก๊าซ และน้ำมัน โดยรวมองค์กรกำกับดูแลให้เหลือ 1 แห่ง พร้อมให้อำนาจเพียงพอในการกำกับดูแล

นอกจากนี้ เสนอให้ปรับโครงสร้างกฎหมายการไฟฟ้าที่ปัจจุบันเกี่ยวข้อง 3 ฉบับ และทบทวนการแยกบทบาทระหว่างคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อให้การบริหารจัดการและงบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับ กฟผ. นายพีระพันธุ์เห็นว่าต้องกลับมาเป็นหน่วยงานหลักด้านการผลิตไฟฟ้า เพราะการลดสัดส่วนการผลิตลงต่ำกว่า 50% ทำให้ไฟฟ้าต้นทุนต่ำในระบบลดลง และเพิ่มการพึ่งพาเอกชน จึงเสนอให้รวม 3 การไฟฟ้าเข้าด้วยกันเพื่อลดต้นทุนการบริหาร และกำหนดในกฎหมายให้ กฟผ. ผลิตไฟฟ้าเพื่อบริการประชาชนไม่น้อยกว่า 50% ของประเทศ

นอกจากนี้ ยังเสนอปลดล็อกโซลาร์เสรี เปิดทางให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เอง เพื่อลดภาระค่าไฟครัวเรือน โดยมองว่าความมั่นคงด้านพลังงานไม่ควรหมายถึงเพียงการป้องกันไฟดับ แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถผลิตและใช้ไฟฟ้าได้ด้วยตัวเอง เช่นเดียวกับพลังงานหมุนเวียนที่ควรเร่งพัฒนาระบบพลังน้ำสูบกลับ หรือ Pumped Storage เพื่อกักเก็บพลังงานและผลิตไฟฟ้าได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โดย กฟผ. มีตัวอย่างการดำเนินงานที่เขื่อนลำตะคองแล้ว และควรนำแนวทางนี้มาใช้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) มากขึ้น

ด้าน ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่า โครงสร้างพลังงานไทยยังแยกส่วน โดย กฟผ. อยู่ภายใต้กระทรวงพลังงาน ขณะที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย ทำให้การบริหารจัดการมีความซับซ้อน พร้อมระบุว่า กกพ. จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายปี 2550 และเริ่มดำเนินการในปี 2551 แต่กว่า 10 ปีที่ผ่านมา กำลังผลิตของ กฟผ. ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เอกชนมีบทบาทเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อรายได้รัฐและต้นทุนระบบไฟฟ้า

พร้อมชี้ว่า งบประมาณประเทศมีรายจ่ายประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท เทียบกับรายได้ราว 3 ล้านล้านบาท ขาดดุลประมาณ 7.88 แสนล้านบาท และขาดดุลใกล้เพดานต่อเนื่องหลายปี ทำให้งบประมาณปี 2571 มีข้อจำกัดมากขึ้น จึงต้องมองหาแนวทางเพิ่มรายได้จากศักยภาพของรัฐวิสาหกิจ

สำหรับบทบาทของ กฟผ. ดร.อรรถวิชช์มองว่าต้องเพิ่มศักยภาพของ กฟผ. ในการผลิตไฟฟ้า เพื่อไม่ให้เอกชนผูกขาด และเพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศควบคู่กับการลดภาระประชาชน

ด้านนางสาวรสนา กล่าวว่า กฟผ. ควรกลับมาเป็น “การไฟฟ้าฝ่ายผลิต” ไม่ใช่ “การไฟฟ้าฝ่ายซื้อ” พร้อมเสนอให้ยุติโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ เนื่องจากประเทศไทยมีกำลังผลิตสูงกว่าความต้องการใช้ และประชาชนต้องแบกรับค่าไฟจากกำลังผลิตส่วนเกิน โดยมองว่าการจัดทำแผนพลังงานต้องมองภาพรวม ไม่ใช่ต่างหน่วยต่างทำตามหน้าที่ โดยเฉพาะการเพิ่มโรงไฟฟ้าเอกชนที่อาจทำให้ต้นทุนระบบสูงขึ้น และประชาชนต้องรับภาระในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการใช้ดัชนี Loss of Load Expectation (LOLE) เป็นเกณฑ์วัดความมั่นคงทางไฟฟ้า โดยมองว่าหากกำหนดระดับความเสี่ยงไฟดับไว้ต่ำมาก อาจกลายเป็นเหตุผลในการเพิ่มโรงไฟฟ้า ทั้งที่ระบบมีกำลังผลิตส่วนเกินอยู่แล้ว พร้อมเรียกร้องให้การบริหารพลังงานยึดหลักความสุจริตและป้องกันการทุจริต โดยนักการเมืองควรอุดช่องโหว่ของกฎหมาย ไม่ใช่ใช้ช่องโหว่เพื่อเอื้อประโยชน์

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของกิจกรรมได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานแลกเปลี่ยนและระดมความคิดเห็น พร้อมเสนอแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพของ กฟผ. และบทบาทในระบบพลังงานไทย

DPU เปิดประสบการณ์เรียน จัดกิจกรรมให้เด็กรุ่นใหม่ลองเรียนก่อนเลือกคณะ เสนอโอกาสพัฒนาทักษะสู่อาชีพจริง ร่วมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญและรุ่นพี่ พร้อมขยายกิจกรรมสู่ต่างจังหวัด

DPU Experience Day เปิดประสบการณ์ Dek70 “ลองก่อนเลือก กับคณะที่ใช่” พร้อมต่อยอดทักษะสู่โลกการทำงานในอนาคต

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดงาน DPU Experience Day ภายใต้แนวคิด “ลองก่อนเลือก รู้ก่อนใคร กับคณะที่ใช่ที่ DPU” เปิดพื้นที่ให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ปวช. และ ปวส. ได้ค้นหาความสนใจและพัฒนาศักยภาพของตนเอง ผ่านการทดลองเรียน และลงมือทำกิจกรรมจริงจากหลากหลายคณะและสาขาวิชา ก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางการศึกษาต่อเพื่อก้าวเข้าสู่อาชีพในอนาคต

นายธีรพงษ์ สิขเรศตระกูล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด DPU กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของการจัดงานครั้งนี้คือการให้นักเรียน “เข้าใจตัวเองก่อนเลือกคณะ” เพราะต้นทุนที่แพงที่สุดของการเรียนคือเวลา หากเลือกเรียนในสิ่งที่ไม่ตรงกับความสนใจ อาจทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ดังนั้นการได้ทดลองสัมผัสประสบการณ์จริง พูดคุยกับอาจารย์ รุ่นพี่ และผู้ที่ทำงานในสายอาชีพนั้น ๆ จะช่วยให้นักเรียนตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ภายในงาน DPU Experience Day

นักเรียนจะได้ออกแบบเส้นทางการค้นหาตัวเองผ่าน 3 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ 1. Conversation of a Lifetime การพูดคุยเพื่อค้นหาความสนใจและศักยภาพของตนเอง 2. Answer of a Lifetime การทำความเข้าใจเส้นทางการเรียนและอาชีพที่ตอบโจทย์ชีวิต และ 3. Journey of a Lifetime การวางแผนอนาคตและต่อยอดไปสู่เป้าหมาย พร้อมเลือกสำรวจเส้นทางการศึกษา 5 กลุ่ม ได้แก่ Innovation-เทคโนโลยีและนวัตกรรม, Social-การพัฒนาสังคม, Global-ภาษา ธุรกิจ และการเชื่อมโยงกับโลกสากล, Creative-ความคิดสร้างสรรค์และการสร้างผลงานจริง และ Wellness-สุขภาพและคุณภาพชีวิต โดยแต่ละกลุ่มเชื่อมโยงไปสู่คณะ สาขาวิชา และตัวอย่างอาชีพในอนาคต เพื่อให้นักเรียนเห็นภาพตั้งแต่ “รู้จักตัวเอง” ไปจนถึง “เลือกเส้นทางอนาคต” ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

โดยในงานมี ดร.อธิษฐ์กร นิยมเดชาธีรฉัตร หรือ ดร.แบท นักจิตวิทยาองค์กร (Positive Psychologist) และ Professional Action Learning Coach คนแรกของประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาภาวะผู้นำ มาช่วยให้นักเรียนสำรวจความสนใจและความชอบของตนเอง ก่อนเข้าสู่กิจกรรมของแต่ละคณะ จากนั้นนักเรียนจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ทั้งการทดลองปฏิบัติงานจริง เวิร์กช็อป พูดคุยกับอาจารย์ รุ่นพี่ และศิษย์เก่าที่ทำงานอยู่ในสายอาชีพต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนเห็นภาพเส้นทางการเรียนและการทำงานอย่างรอบด้าน

ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด DPU กล่าวอีกว่า DPU ให้ความสำคัญกับการเตรียมนักศึกษาให้พร้อมสำหรับตลาดแรงงานในอนาคต โดยบูรณาการ AI เข้ากับการเรียนการสอนในทุกหลักสูตร พร้อมส่งเสริมการทำโครงงานร่วมกันระหว่างนักศึกษาต่างคณะ การฝึกงานกับสถานประกอบการ และการพัฒนาทักษะสำคัญ เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) การทำงานร่วมกับผู้อื่น (Collaboration) และความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น (Empathy) ผ่านศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพ(Potentialigence Center) เพื่อให้นักศึกษารู้จักตนเองและเตรียมพร้อมเข้าสู่โลกการทำงาน

นอกจากนี้ DPU ยังมีความร่วมมือกับบริษัทและองค์กรต่าง ๆ มากกว่า 3,000 แห่ง และจากการเก็บข้อมูลของมหาวิทยาลัย พบว่านักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาประมาณ 95% มีงานทำทันทีหลังจบการศึกษา สะท้อนแนวทางการพัฒนานักศึกษาที่เชื่อมโยงการเรียนกับโลกการทำงานจริง

นายธีรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับ DPU Experience Day จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีนักเรียนและอาจารย์แนะแนวจากโรงเรียนต่าง ๆ เข้าร่วมงานมากกว่า 1,000 คน ซึ่งในปีนี้ DPU เตรียมขยายรูปแบบ DPU Experience Day ไปยังต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก โดยมีแผนจัดกิจกรรมที่ จ.อุบลราชธานี ในช่วงปลายปี 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนในต่างจังหวัดได้เข้าถึงประสบการณ์การเรียนรู้และทดลองลงมือทำจริง ก่อนขยายไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ต่อไป สำหรับนักเรียนที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกคณะหรือมหาวิทยาลัยใด DPU ขอเชิญชวนให้มาร่วมค้นหาตัวเองและทดลองสัมผัสประสบการณ์จริงก่อนตัดสินใจ โดยสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรม DPU Experience Day และ Open House ที่จะมีขึ้นในโอกาสต่อไปได้ทาง www.dpu.ac.th และช่องทางโซเชียลมีเดียของ DPU ทุกช่องทาง

ด้าน น.ส.ธนวรรณ ปรียานนท์ นักเรียนจากวิทยาลัยนาฏศิลป์ ผู้ร่วมงาน DPU Experience Day กล่าวว่า สนใจเข้าศึกษาที่ DPU เนื่องจากมีหลักสูตรด้านการบิน สอดคล้องกับความฝันที่อยากเป็นแอร์โฮสเตส และมีคุณพ่อเป็นวิศวกรการบิน จึงได้ศึกษาข้อมูลและเลือกเข้าร่วมกิจกรรม DPU Experience Day เพื่อได้มาทดลองสัมผัสบรรยากาศและประสบการณ์จริง ภายในงานได้เรียนรู้เกี่ยวกับการอพยพและการปฏิบัติตัวบนเครื่องบิน ทำให้เห็นภาพการเรียนและเส้นทางสู่อาชีพชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งยังประทับใจบรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยที่อบอุ่นและเป็นกันเอง การดูแลของอาจารย์และรุ่นพี่ที่ให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน ทั้งด้านหลักสูตร สภาพแวดล้อม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ทำให้มั่นใจว่า DPU เป็นสถานที่ที่เหมาะกับการเรียนและการพัฒนาตนเองเพื่อไปสู่เป้าหมายในอนาคต และตัดสินใจสมัครเข้าเรียนที่ DPU แน่นอนแล้ว

กองทุนนอร์เวย์ ลดถือพันธบัตร!! เสนอปรับพอร์ตพันธบัตรลดลง ลดถือพันธบัตรสหรัฐ 8 หมื่นล้าน มุ่งกระจายความเสี่ยงเพิ่มผลตอบแทน สะเทือนตลาดตราสารหนี้โลกกว้าง

กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ ซึ่งเป็นกองทุนประเภท Sovereign Wealth Fund ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เสนอแผนลดการถือครอง “พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ” ครั้งใหญ่ คาดว่าจะทำให้พอร์ตพันธบัตรสหรัฐฯ ลดลงเกือบ 80,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.63 ล้านล้านบาท)

Norges Bank Investment Management (NBIM) ผู้บริหารกองทุน Government Pension Fund Global ซึ่งมีสินทรัพย์รวมประมาณ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 75.7 ล้านล้านบาท) เสนอให้รัฐบาลนอร์เวย์ปรับโครงสร้างพอร์ตตราสารหนี้ครั้งใหญ่ โดยลดสัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลในดัชนีอ้างอิงของพอร์ตตราสารหนี้จาก 70% เหลือ 50% และหันไปเพิ่มการลงทุนในตราสารหนี้ประเภทอื่น เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน

ผลจากการปรับพอร์ตดังกล่าวจะกระทบพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasuries) มากที่สุด เนื่องจากเป็นพันธบัตรรัฐบาลที่กองทุนถือครองมากที่สุด ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 215,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7.08 ล้านล้านบาท) โดย Reuters ประเมินว่า หากข้อเสนอถูกนำไปใช้จริง การถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะลดลงเกือบ 80,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.63 ล้านล้านบาท) และสัดส่วนในดัชนีพอร์ตตราสารหนี้จะลดจาก 34.1% เหลือ 21.9%

ที่มา : Norges Bank Investment Management / Reuters / The Wall Street Journal
https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1393403592947997/?rdid=fPsFo2UdbLZgRXcX#

ทรัมป์คะแนนนิยมทรุดหนัก!! คะแนนนิยมเหลือ 33% ต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มสำรวจ ประชาชนกังวลเศรษฐกิจและค่าครองชีพ 57% ชี้สถานะการเงินแย่ลงภายใต้รัฐบาล แม้รีพับลิกันก็ติดลบหนักในเดือนเดียว

คะแนนนิยมทรัมป์ร่วงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ของโพล Financial Times เหลือเพียง 33% ขณะที่ชาวอเมริกันเกือบ 60% ระบุว่า สถานะทางการเงินของตัวเองแย่ลงภายใต้รัฐบาลทรัมป์

ผลสำรวจทั่วประเทศล่าสุดของ Financial Times ร่วมกับ Focaldata พบว่า มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพียง 33% ที่พอใจกับการทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลดลงอีก 3 จุดจากเดือนก่อน และถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ FT เริ่มสำรวจคำถามนี้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ปัญหาหลักมาจาก เศรษฐกิจและค่าครองชีพ โดยเกือบสองในสามมองว่าเศรษฐกิจกำลังเดินไปผิดทิศทาง ขณะที่ 57% ระบุว่าสถานะทางการเงินของตัวเองแย่ลงภายใต้รัฐบาลทรัมป์ เพิ่มจาก 53% ในเดือนก่อน แม้แต่ในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งพรรครีพับลิกัน คะแนนเห็นชอบต่อการบริหารเรื่องงานและเศรษฐกิจของทรัมป์ก็เหลือเพียง 53% ลดลงเกือบ 8 จุดในเดือนเดียว

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1393347396286950/?rdid=RmnCA0ezl8esjiZ5#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top