Wednesday, 7 October 2026
TheStatesTimes

‘นิพนธ์’ ยืนยันปลดล็อกนกกรงหัวจุก!! ขอบคุณนายกฯ-รมว.ปลดล็อกนกกรงหัวจุก คืนวิถีชีวิตภาคใต้ต่อยอดเศรษฐกิจชุมชน เปิดทางเลี้ยงซื้อขายนกอย่างถูกกฎหมาย เตรียมจัดประกวดใหญ่ตุลาคม 69 ต่อยอดรายได้

“นิพนธ์” ขอบคุณ “นายกฯ อนุทิน-สุชาติ” ปลดล็อกนกกรงหัวจุก คืนวิถีคนใต้ ต่อยอดเศรษฐกิจชุมชน สร้างรายได้อย่างถูกกฎหมาย

วันนี้ (3 กันยายน 2569) นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวขอบคุณ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่รับฟังเสียงเรียกร้องของประชาชน และผลักดันการปลดล็อก “นกกรงหัวจุก” จนสามารถดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

นายนิพนธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นข้อเรียกร้องของประชาชนมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งนกกรงหัวจุกเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และกิจกรรมของชุมชนมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่สมัยที่ตนดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ก็เคยมีการจัดกิจกรรมและการแข่งขันนกกรงหัวจุกอย่างคึกคัก

แต่ในระยะหลัง ผู้จัดกิจกรรมและประชาชนจำนวนมากไม่กล้าจัดการแข่งขันหรือดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านกฎหมายเกี่ยวกับการครอบครองและการเพาะเลี้ยง ทำให้วิถีที่เคยมีอยู่ในชุมชนต้องซบเซาลง

“วันนี้ต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และท่านสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนคณะรัฐมนตรีทุกท่าน ที่เห็นความสำคัญของเสียงจากประชาชนและช่วยกันผลักดันเรื่องนี้จนเกิดผล เพราะสำหรับพี่น้องในภาคใต้ นกกรงหัวจุกไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เลี้ยง แต่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต อาชีพ และเศรษฐกิจของชุมชนโดยตรง” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวว่า การปลดล็อกครั้งนี้จะเกิดประโยชน์กับประชาชนในหลายด้าน ทั้งการเพาะพันธุ์และจำหน่ายนก การผลิตอาหารนก การทำกรงและอุปกรณ์ ซึ่งเป็นงานฝีมือและภูมิปัญญาของชาวบ้าน ตลอดจนการจัดการแข่งขันที่สามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงไปถึงร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก และการท่องเที่ยวในพื้นที่

การแข่งขันนกกรงหัวจุกยังมีความสำคัญต่อการคัดเลือกสายพันธ์ นกที่มีคุณภาพ เพื่อนำไปเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์และขยายพันธุ์ต่อไป โดยนกที่มีคุณภาพมีน้ำเสียงดีจะมีมูลค่าตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาท เมื่อสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องและเปิดเผย ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่า สร้างอาชีพ และสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนมากขึ้น

“จากนี้ประชาชนไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะมีเจ้าหน้าที่มาจับกุม สามารถเลี้ยง เพาะพันธุ์ ซื้อขาย และจัดกิจกรรมได้อย่างเปิดเผยภายใต้กฎหมาย สิ่งเหล่านี้จะทำให้ภูมิปัญญาของชาวบ้านกลับมาสร้างรายได้ และสามารถพัฒนานกกรงหัวจุกให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจของพื้นที่ได้อย่างจริงจัง” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงประมาณเดือนตุลาคม 2569 หรืออย่างช้าช่วงต้นปี 2570 มีแนวคิดที่จะจัดการแข่งขันและประกวดนกกรงหัวจุกครั้งใหญ่ เพื่อเป็นการประเดิมหลังการปลดล็อก พร้อมขอถ้วยรางวัลจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความคึกคัก ฟื้นฟูกิจกรรมของชุมชน และต่อยอดให้เกิดรายได้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

‘วีระศักดิ์’ ชูเชียงใหม่สู่ Longevity Wellness Hub วิกฤตสุขภาพเปิดประตูเศรษฐกิจใหม่ เศรษฐกิจสุขภาพโลกโตกว่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ เชียงใหม่กลายเป็นศูนย์กลาง Wellness ระดับโลก ใช้โมเดลน้ำตก 5 ชั้น ขยายเศรษฐกิจสู่ท้องถิ่น

“วีระศักดิ์ "ชี้ วิกฤตสุขภาพและสภาวะทางอารมณ์ของคนทั่วโลก เป็นโอกาสมหาศาลในการผลักดัน “Longevity Wellness Hub Thailand” เผยเศรษฐกิจสุขภาพโลกโตกระฉูดแตะ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ชูเชียงใหม่ “ที่พักพิงของโลก” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจบริการมูลค่าสูง

ปั้นโมเดล Sandbox เชื่อมโยงเมืองหลัก-เมืองรอง กระจายผลประโยชน์สู่ท้องถิ่นเต็มรูปแบบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ และเครือข่ายด้านการท่องเที่ยว จัดสัมมนาโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยว กิจกรรมยกระดับผู้ประกอบการด้านการค้าการลงทุนเชิงสุขภาพ ประจำปี 2569 (Chiang Mai Longevity Summit 2026 : World Class Wellness Destination) ณ โรงแรมแชงกรีล่า จังหวัดเชียงใหม่

ในการประชุม Chiang Mai Longevity Summit 2026 ครั้งนี้ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Longevity Wellness Hub Thailand: The Land of Life” ชี้ทิศทางยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยจากการท่องเที่ยวแบบเดิม สู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพและอายุวัฒนะระดับโลก

วิกฤตสุขภาพทั่วโลกกับโอกาสมูลค่ามหาศาล

นายวีระศักดิ์ ระบุว่า ปัจจุบันคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพและสภาวะทางอารมณ์ ทั้งความเครียด (Burnout), สภาวะโดดเดี่ยว (Loneliness), รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตและความกังวล (Anxiety) ทำให้ความต้องการด้าน Wellbeing กลายเป็นความจำเป็นเร่งด่วน โดยพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจาก “Wellness เป็นสิ่งฟุ่มเฟือย (Luxury)” มาสู่ “การเป็นกระแสหลัก (Mainstream) และเป็นคุณค่าในชีวิต” เช่น เทรนด์การเล่นพิล้าทิส (Pilates), กลุ่มวิ่ง (Running Clubs), Sound Healing, Bathhouse และวัฒนธรรมการดื่มชา มัทฉะ หรือ Coffee Rave

​ส่งผลให้ เศรษฐกิจสุขภาพโลก (Global Wellness Economy) เติบโตอย่างก้าวกระโดด จาก 5.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2022 สู่ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 โดยตั้งเป้าโตต่อเนื่องถึงเกือบ 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2029 ขณะที่มูลค่าเศรษฐกิจ Wellness ของไทยในปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 4.27 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมหาศาล

โมเดล “น้ำตก 5 ชั้น”

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า จุดแข็งสำคัญของประเทศไทย (Thailand Brand) ในสายตาโลกคือ Hospitality (มิตรภาพการต้อนรับ), Gentleness (ความนุ่มนวล), Healing (การการเยียวยา), Cuisine (อาหาร), Spirituality (สัจธรรม/จิตวิญญาณ) และ Warmth (ความอบอุ่น) ซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ สามารถนำมาเชื่อมโยงกับนวัตกรรมและบริการสุขภาพเพื่อความยั่งยืน กระบวนการนี้ต้องขับเคลื่อนผ่าน โมเดลน้ำตก 5 ชั้น กล่าวคือ (Cascade Model) ที่ดึงคุณค่าจากบนลงล่างให้เกิดประโยชน์กระจายทั่วถึง ตั้งแต่ 1.Local Economy เศรษฐกิจฐานรากชุมชน เกษตรกร อาหารพื้นถิ่น 2.Tourism Economy การท่องเที่ยวเชื่อมโยง 3.Visitor Economy คุณค่าจากผู้เยี่ยมชมทุกกลุ่ม 4.Experience Economy ธุรกิจสร้างสรรค์และประสบการณ์ 5.Service Economy เศรษฐกิจบริการมูลค่าสูง

ชู เชียงใหม่ “ที่พักพิง” ของโลก

นายวีระศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในอดีตเศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนด้วยเกษตรกรรม (1960–1980) อุตสาหกรรม (1980–1997) และยุคท่องเที่ยวบูม (1997–2015) แต่ปัจจุบันเข้าสู่ยุค Wellness Boom (2025+) ซึ่งเน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare), สมุนไพรไทย, และเทคโนโลยีสุขภาพ​

เชียงใหม่เป็นจังหวัดแรกที่จัดสัมมนาเรื่อง Longevity ที่จะสามารถยกระดับสู่ Longevity Economy ในอนาคต ขณะเดียวกัน เชียงใหม่มีศักยภาพสูงมาก โดยต้องเปลี่ยนผ่านจากบทบาทการเป็นเพียง “ที่พักผ่อน (Tourism Economy)” ที่เน้นการเที่ยวชมธรรมชาติและสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง ไปสู่ “ที่พักพิง (Wellness Economy)” ที่เน้นการฟื้นฟูสุขภาพ การบริการแบบเฉพาะบุคคล (Personalised & Tailored) และการปรับเปลี่ยนชีวิตเพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืน (Transformation)

Sandbox เชียงใหม่-ภาคเหนือ 6 ล้านล้าน

นายวีระศักดิ์ กล่าวอีกว่า เป้าหมายภาพใหญ่ระดับประเทศภายในปี 2578 ตั้งเป้าสร้างรายได้รวมจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญและผู้เยี่ยมชมทุกกลุ่ม (Visitor Economy) ขยับขึ้นจาก 3 ล้านล้านบาท สู่ 6 ล้านล้านบาท พร้อมผลักดันการจ้างงานในกลุ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ให้เติบโตถึง 4–5.2 ล้านตำแหน่ง

เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จึงเสนอแนวคิดใช้พื้นที่เมืองรองและพื้นที่เชื่อมโยงในภาคเหนือเป็น Sandbox ต้นแบบในการพัฒนา เช่น เชียงราย และกว๊านพะเยา นำมาจับคู่ทำงานร่วมกับเมืองหลักอย่างเชียงใหม่ เพื่อกระจายสัดส่วนนักท่องเที่ยว ลดความแออัด และร่วมกันสร้างระบบนิเวศ Longevity Wellness Hub ให้เติบโตอย่างยั่งยืนทั่วทั้งภูมิภาค

‘ทนายตั้ม’ ไลฟ์เดือดโต้ ‘กัน จอมพลัง’!! ปมเล่าเหตุวันเปิดออฟฟิศ ซัดแต่งเรื่องเกินจริง ลั่น "สุดสะตอ" พูดเวอร์ เผยไม่ต้องการเข้าพบทนาย

“ทนายตั้ม” ไลฟ์เดือดจวก “กัน จอมพลัง”
ซัดแต่งเรื่อง “สุดสะตอ”
ลั่น “ไอ้ส้นตี.. พูดเวอร์จริงๆ”

"ทนายตั้ม" ษิทรา เบี้ยบังเกิด ไลฟ์ผ่านยูทูบ (2 ก.ย. 2569 ) ถึง "กัน จอมพลัง" บางช่าวงบางตอนว่า

"กัน จอมพลัง" พานักการเมืองมารู้จัก ทั้งที่ไม่ได้เชิญ แถมยัดเยียดเงินใส่ซองมาให้ กระทั่งหลังจากตนโดนจับ กัน จอมพลัง เล่านิทานเลย โพสต์ว่ามีทนายเปิดออฟฟิศ โทรมาขอความช่วยเหลือ ต้องการผู้ใหญ่มาเป็นเกียรติวันเปิดออฟฟิศ เอ่ยด้วยความน่าสงสาร

"ผมไม่ต้องการนะบอกเลย ตอนช่วงที่ฮอตมีแต่คนอยากเข้ามาหาผม ผมไม่ได้ต้องการที่จะรู้จักกับผู้ใหญ่ของเขา ไม่ได้อยากให้เขามา เขาก็บอกว่าผมไปรบกวนให้เขาพาพี่ชายมาได้ไหม

ผมก็โอ้โห มึงนี่แต่งเรื่องได้สุดสะตอมากเลย ตอนนั้นกูน่าสงสารขนาดนั้นเลยเหรอ ไอ้กัน ไอ้ส้นตี.. อื้อหือตอนนั้นมีแต่คนอยากจะเข้าหา ดูน่าสงสาร อื้อหือมึงนี่พูดเวอร์จริงๆ นะ เห็นว่าอยู่ข้างในทำอะไรไม่ได้ แม่งเอาใหญ่เลย"

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1104998191869296&set=a.209457871423337

‘ทรัมป์’ เดือดซัดสื่อ!! ด่านักข่าวสหรัฐฯขายชาติ ยันคลังอาวุธไม่เคยลดต่ำ เตรียมเรียกเงินยุโรปคืนหลายแสนล้าน สงครามอิหร่านยังมีอาวุธพร้อมลุย

ทรัมป์เดือด! ด่าสื่อ “พวกสวะขายชาติ” หลังสื่อไม่ยอมรายงานสงครามอิหร่านตามที่เขาคาดหวัง แต่ดันไปเล่นแต่เรื่องอาวุธใกล้หมด ทรัมป์ยืนยันว่าสหรัฐฯ มีอาวุธและกระสุนสำรองไม่อั้น แถมปริมาณการผลิตยังเพิ่มในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมประกาศจะเรียกเงินจากยุโรปย้อนหลัง สำหรับอาวุธและเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ที่รัฐบาลไบเดนเคยมอบให้ยูเครนและ NATO ไปฟรีๆ

ข้อความของทรัมป์ระบุว่า:

“สำหรับพวกสวะขายชาติที่ไม่ยอมทำข่าวปฏิบัติการทางทหารของเราในอิหร่านในทิศทางที่ถูกต้อง เรามีกระสุนระดับกลางถึงระดับสูงในปริมาณที่แทบไม่จำกัด มากเกินกว่าที่เราจะสามารถใช้หมดได้ในสงครามครั้งนี้ หรือสงครามอื่นใดที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งก็แทบไม่น่าจะเกิดสงครามที่ไหนขึ้นอยู่แล้ว!

นอกจากนี้ เรายังกำลังผลิตอาวุธและกระสุนในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เรากำลังสะสมคลังอาวุธและเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เรากำลังเก็บอาวุธเหล่านี้ไว้สำหรับตัวเราเอง สำหรับสหรัฐอเมริกา แทนที่จะขายให้ประเทศอื่น แต่การขายให้กับชาติพันธมิตรจะกลับมาอีกครั้งในเร็วๆ นี้

และขอให้ทุกคนรับทราบด้วยว่า รัฐบาลไบเดนมอบอาวุธและกระสุนให้ยูเครนฟรีๆ มากกว่าปริมาณที่เราใช้ในอิหร่านเสียอีก เงินหลายแสนล้านดอลลาร์ถูกมอบให้ยูเครนและ NATO โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทั้งที่ยุโรปยินดีจะเป็นคนจ่าย หากพวกเขาถูกเรียกเก็บเท่านั้น
แต่เราจะเรียกเงินก้อนนั้น แม้ว่าจะช้าไปสักหน่อยก็ตาม!”

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1390859469869076/?rdid=SL30KDOYVLsZGKT6#

ผศ.กฤษฎา พรมเวค คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง ให้ความเห็นกับ TASS สื่อรัสเซีย

ผู้เชี่ยวชาญ “พรมเวค” ชี้ นโยบายยุโรปต่อความขัดแย้งยูเครนมีความย้อนแย้งในตัวเอง
ท่าทีปัจจุบันของผู้นำยุโรปสะท้อนว่า พวกเขาให้ความสำคัญกับการเสริมศักยภาพทางทหารของเคียฟเป็นอันดับแรก มากกว่าการผลักดันให้คู่ขัดแย้งหันมาแสวงหาทางประนีประนอม

นักวิชาการไทยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวไว้เช่นนี้

กรุงเทพฯ, 16 สิงหาคม — แนวทางของผู้นำยุโรปที่เดินหน้าเพิ่มการส่งมอบอาวุธให้แก่เคียฟ ควบคู่กับการประกาศว่าจำเป็นต้องสร้างหลักประกันด้านความมั่นคงระยะยาวนั้น มีความขัดแย้งเชิงพื้นฐานอยู่ในตัวเอง

ความเห็นดังกล่าวมาจาก กฤษฎา พรมเวค ผู้เชี่ยวชาญไทยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และรองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ระหว่างให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวสำนักข่าวทาสส์
เขากล่าวว่า

“ผมเห็นว่า ความพยายามของผู้นำยุโรปในการผสมผสานระหว่างการส่งมอบอาวุธให้ยูเครนอย่างต่อเนื่อง กับคำกล่าวอ้างเรื่องความจำเป็นในการสร้างความมั่นคงระยะยาวในยุโรปนั้น มีความย้อนแย้งเชิงพื้นฐานอยู่ในตัวเอง ในทางปฏิบัติ การเพิ่มการสนับสนุนทางทหารไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งเข้าใกล้จุดจบมากขึ้น ตรงกันข้าม สิ่งนี้มีแนวโน้มจะยืดสงครามออกไป และท้ายที่สุดจะยิ่งผลักโอกาสสันติภาพให้ไกลออกไป”
ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญรายนี้ ท่าทีปัจจุบันของยุโรปแสดงให้เห็นว่า ยุโรปเลือกให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างศักยภาพทางทหารของยูเครน มากกว่าการกระตุ้นหรือผลักดันให้ฝ่ายต่าง ๆ เข้าสู่การประนีประนอม

เขายกตัวอย่างว่า เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา คณะมนตรียุโรป ได้ยืนยันอีกครั้งถึงพันธะในการให้การสนับสนุนทางการเงินและทางทหารแก่เคียฟ
กฤษฎากล่าวต่อว่า

“ในมุมมองของผม ปัญหาอยู่ที่ว่า ความมั่นคงที่แท้จริงในยุโรปไม่ควรหมายถึงเพียงการเพิ่มจำนวนอาวุธ หรือการเตรียมพร้อมสำหรับสงครามครั้งถัดไปเท่านั้น แต่ควรหมายถึงการสร้างเงื่อนไขทางการเมืองที่จำเป็นต่อการยุติสงครามในปัจจุบัน หากยุโรปยังคงยึดแนวทางการส่งอาวุธเพื่อสร้างเงื่อนไขไปสู่สันติภาพ โดยไม่ได้ใช้ความพยายามทางการเมืองอย่างเพียงพอในการแสวงหาทางประนีประนอมกับรัสเซีย ความขัดแย้งนี้ก็มีแนวโน้มจะดำเนินต่อไป”

พรมเวคยังเน้นว่า ยุโรปกำลังกลายเป็นผู้สนับสนุนหลักของยูเครน ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญแรงกดดันเชิงยุทธศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นผลมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า

“ในเวลาเดียวกัน ยุโรปยังคงพึ่งพาระบบอาวุธและเทคโนโลยีทางทหารของสหรัฐฯ อย่างมาก สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของยุโรปในด้านความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์”

โดยสรุป ผู้เชี่ยวชาญไทยรายนี้มองว่า ยุโรปกำลังเผชิญความย้อนแย้งระหว่างการประกาศเป้าหมายเรื่องความมั่นคงระยะยาว กับการเดินหน้าเพิ่มการสนับสนุนทางทหารให้ยูเครน ซึ่งอาจไม่ได้ทำให้สงครามยุติเร็วขึ้น แต่กลับเสี่ยงยืดเยื้อความขัดแย้ง และทำให้โอกาสในการเจรจาสันติภาพถอยห่างออกไป.

ที่มา : https://tass.ru/mezhdunarodnaya-panorama/28016407

ไม่ต่อใบอนุญาต “สุสานชาวยิว”!! อบต.เสม็ดใต้ จ.ฉะเชิงเทรา แจงชัด โครงการฝังร่าง 1,200 หลุมถูกคัดค้าน รั้วล้อมที่ดินไม่ได้รับอนุญาตฝังศพ ยืนยันชัดไม่มีผลกระทบชุมชนแหล่งน้ำ

กรณีกระแสข่าวการจัดตั้ง “สุสานชาวยิว” ในพื้นที่ ต.เสม็ดใต้ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีการเผยแพร่ข้อมูลว่าอาจรองรับการฝังร่างได้ถึง 1,200 หลุม ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เกิดความกังวลและออกมาคัดค้าน โดยเฉพาะประเด็นผลกระทบต่อชุมชนและแหล่งน้ำใกล้เคียง

ล่าสุด นายก อบต.เสม็ดใต้ ยืนยันว่า ใบอนุญาตจัดตั้งสุสานเดิมหมดอายุตั้งแต่ปี 2566 และการขอต่อใบอนุญาตไม่ผ่านเกณฑ์ พร้อมย้ำว่า อบต.ไม่ได้อนุญาตให้มีการฝังศพในพื้นที่ การก่อสร้างที่เห็นเป็นเพียงรั้วล้อมที่ดินเท่านั้น

ขณะที่จังหวัดฉะเชิงเทราได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและยืนยันว่า จะไม่มีการต่อใบอนุญาต ทำให้โครงการดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการฝังศพได้ตามกระแสข่าวที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์.

ที่มา : https://www.facebook.com/100035437312032/posts/1751995775991649/?rdid=qEAg2JIFuZIXMXtW#

ไม่เหมือนประเทศไหนในโลก ? จีนชูนักวิทยาศาสตร์ขึ้นป้ายโฆษณา!! เปิดตัวโครงการยกย่อง นักวิทยาศาสตร์บนป้ายโฆษณา สร้างแรงบันดาลใจเยาวชนจีน ให้เด็กเชื่อว่าความรู้ก็ดังได้ไม่แพ้ดารา

แคมเปญสาธารณะที่ไม่เหมือนใครในประเทศจีนกำลังถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์อย่างมากในขณะนี้ นั่นคือการเปิดเผยโฉมหน้าของนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญ มาจัดแสดงบนป้ายโฆษณาตามสถานที่ต่าง ๆ

หากคุณเดินเข้าไปในสถานีรถไฟใต้ดินที่พลุกพล่านบางแห่งในจีนวันนี้ คุณอาจได้พบกับป้ายโฆษณาดิจิทัลที่แสดงใบหน้าของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และนักวิจัยชั้นนำของประเทศ

ภายในโปสเตอร์ดังกล่าว มีทั้งชื่อและคำอธิบายสั้น ๆ เกี่ยวกับผลงานที่พวกเขามีส่วนร่วม

นี่ไม่ใช่การโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์จากบริษัทใด ๆ แต่เป็นเพียงวิธีที่ประเทศจีนต้องการบอกว่า "นี่คือซูเปอร์สตาร์ตัวจริงของเรา นี่คือบุคคลที่คุณควรยกย่อง"
.
เบื้องหลังแนวคิดนี้คือการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชน

โดยปกติแล้ว เด็ก ๆ มักเติบโตมากับนักแสดง นักร้อง และบรรดาอินฟลูเอนเซอร์ในโซเชียลมีเดีย เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จสูงสุด

ดังนั้่น การเปลี่ยนภาพบุคคลเหล่านี้ให้เป็นการเชิดชูเกียรติของนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญ เด็ก ๆ จะเริ่มเรียนรู้ว่า พวกเขาเหล่านี้คือฮีโร่ของประเทศ

หากเด็ก ๆ ตั้งใจเรียนและมีส่วนร่วมในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังคมจีนก็จะเคารพและยกย่องพวกเขาไม่ต่างอะไรกับดาราศิลปิน

แคมเปญนี้ได้รับความสนใจจากสื่อทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศคู่แข่งอย่างอินเดียที่ยอมรับว่า พวกเขาควรเลียนแบบจีนในเรื่องนี้ เพื่อพัฒนาเยาวชนในประเทศของพวกเขาบ้าง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1473082188182569&id=100064424062691&rdid=yzhjrpAyUMb4RKzb#

‘เศรษฐา’ เปิดมุมมองลงทุนโรงแรม ชี้ Lake Como คือสินทรัพย์พิเศษที่มีอนาคต ลงทุน 200 ล้านยูโร ทุ่มเต็ม 100% ราคาสูงใกล้หมื่นล้านบาท เตรียมปิดดีลในเดือนกันยายนนี้

กำลังจะมีโรงแรมสัญชาติไทยที่ Como

นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความคิดเห็นผ่านทางบัญชี X (ทวิตเตอร์) ส่วนตัว เกี่ยวกับข่าวการลงทุนของ Sansiri Capital เข้าถือครองกรรมสิทธิ์ 100% ในโรงแรม The Lake Como EDITION โรงแรมระดับอัลตร้าลักซ์ชัวรี 5 ดาวริมทะเลสาบโคโม ประเทศอิตาลี

นายเศรษฐา เปิดเผยว่า ตนเองเริ่มลงทุนในธุรกิจโรงแรมตั้งแต่ปี 2017 และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เมื่อได้ไปเห็นสินทรัพย์ที่กำลังพิจารณาลงทุนด้วยตัวเอง มักจะมี “ความรู้สึกบางอย่าง” ที่บ่งบอกว่าสถานที่แห่งนั้นมีอะไรพิเศษและมีศักยภาพมากพอที่จะลงทุน และเมื่อเห็นข่าวการลงทุนในครั้งนี้ ก็เข้าใจทันทีถึงเหตุผลที่ทีมงานตัดสินใจเลือกสินทรัพย์แห่งนี้

โรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของทะเลสาบโคโม บริเวณ Cadenabbia (Griante) หันตรงไปยัง Bellagio Promontory สามารถมองเห็นทั้งเมืองเก่าสีพาสเทล ผืนน้ำของทะเลสาบ และแนวเทือกเขาแอลป์ที่โอบล้อมอยู่ด้านหลัง

สำหรับการลงทุน นอกเหนือจากความสวยงามและทำเลที่โดดเด่นแล้ว สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ศักยภาพการเติบโตในระยะยาว — ทั้งจากทำเลที่หาได้ยาก ความแข็งแกร่งของทะเลสาบโคโมในฐานะจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับลักซ์ชัวรีโลก และโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินทรัพย์ในอนาคต

โดยดีลการลงทุนครั้งนี้ แสนสิริผ่าน Sansiri Capital ได้ลงนามสัญญาซื้อขายเพื่อเข้าถือครองสินทรัพย์จากกลุ่มทุน Bain Capital และ Omnam Group ในราคาประมาณ 200 ล้านยูโร หรืออาจมากเกือบหนึ่งหมื่นล้านบาท เตรียมปิดดีลภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้

เครดิต : เดลินิวส์

ที่มา : https://www.facebook.com/100080293719036/posts/1116376004382180/?rdid=4k0nvWDUK67ARW5M#

“กสิกรไทย” ผลักดันธุรกิจ!! ร่วม 6 พันธมิตรเปิดโครงการ Roadmap for Growth เสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยอย่างครบวงจร เน้นเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน ตั้งเป้าเติบโตรายธุรกิจอย่างยั่งยืน

กสิกรไทยผนึก 6 พันธมิตรชั้นนำระดับประเทศ เปิดโครงการ "Roadmap for Growth" หนุนองค์ความรู้ เร่งศักยภาพ ให้ผู้ประกอบการไทย "ทำเป็น อยู่รอด เติบโต"

เรียน บรรณาธิการข่าวและสื่อมวลชนทุกท่าน
ส.อ.ท. ขอนำส่งข่าวประชาสัมพันธ์

ธนาคารกสิกรไทยเดินหน้าตอกย้ำบทบาทพันธมิตรทางธุรกิจของผู้ประกอบการ ผนึกกำลัง 6 พันธมิตร ระดับประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) และเครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย(ThaiCBN) เปิดโครงการ Roadmap for Growth เพื่อสนับสนุนองค์ความรู้ให้ผู้ประกอบการ “ทำเป็น อยู่รอด เติบโต” ตอบโจทย์ที่หลากหลายของธุรกิจ ทั้งการขยายตลาด เทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน โดยโครงการนี้จะออกแบบเส้นทางการเติบโตเฉพาะรายให้กับผู้ประกอบการ ตั้งต้นจากโจทย์ของแต่ละธุรกิจ มาสู่ Tailored Roadmap พร้อมติดตามผลต่อเนื่อง โดยมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว

ดร.พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในปัจจุบันผู้ประกอบการไทยต้องเจอกับความท้าทายรอบด้าน ท่ามกลางโลกธุรกิจที่ซับซ้อน ธนาคารพบว่าผู้ประกอบการจำนวนมากต้องเผชิญกับ 3 ความท้าทายสำคัญ คือ 1. การโตติดเพดาน เข้าไม่ถึงตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศ 2. ไม่สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ได้เต็มประสิทธิภาพ และ 3. ไม่พร้อมต่อการเติบโตสู่โลกธุรกิจใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

ธนาคารมุ่งส่งเสริมศักยภาพธุรกิจและดูแลลูกค้าภายใต้แนวคิด We Groom, You Grow เพื่อให้ธุรกิจ “ทำเป็น อยู่รอด เติบโต” และได้พัฒนา E.D.G.E. Program ขึ้นมา จากความเข้าใจธุรกิจแต่ละอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นแกนหลักในการต่อยอดสู่โครงการ “Roadmap For Growth” โดยเป็นโครงการที่ร่วมมือกับ 6 พันธมิตรชั้นนำระดับประเทศ เพื่อเติมเต็มองค์ความรู้และร่วมกันออกแบบเส้นทางการเติบโตเฉพาะราย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไม่เพียงแค่อยู่รอด แต่สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไปในระยะยาว

จุดเด่นของโครงการ คือ การไม่ใช้สูตรสำเร็จเดียวกับผู้ประกอบการทุกราย แต่เริ่มจากประเมินธุรกิจครบทุกมิติ (Need Assessment) เพื่อเข้าใจโจทย์ของธุรกิจ ก่อนออกแบบ Exclusive Workshop และ Tailored Roadmap รายบริษัท พร้อมติดตามผลต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำสิ่งที่ได้รับไปปรับใช้กับธุรกิจได้จริง

เพิ่มโอกาสขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ท่ามกลางความท้าทายของการแข่งขันในตลาดโลกที่ผันผวน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจึงผนึกกำลังกับธนาคารกสิกรไทย ผสานเครือข่ายพันธมิตรทางการค้าเข้ากับศักยภาพทางการเงิน เพื่อปลดล็อกทุกข้อจำกัด พร้อมยกระดับผู้ประกอบการไทยให้คว้าโอกาสและเติบโตบนเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าฯ เน้น Big Brother พี่ช่วยน้อง เราไม่ได้เพียงเชื่อมผู้ประกอบการกับตลาด แต่ต้องการเชื่อมเขาทั้ง Value Chain ไปสู่ ‘โอกาสใหม่’ ทั้งคู่ค้า ช่องทาง และการเติบโต เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจไทย

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ส.อ.ท. ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภายใต้วิสัยทัศน์ The New Chapter of Thai Industries โดยขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ 5I ยกระดับ SME ให้เข้มแข็ง เชื่อมโยงสู่ตลาดโลก และเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน AI Transformation, China Business Survival และ Green Industry Transition Plus พร้อมผนึก KBank เดินหน้าสู่ Roadmap for Growth อย่างเป็นรูปธรรม

ยกระดับการแข่งขันด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความยั่งยืน
ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เปิดเผยว่า depa พร้อมทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ถ่ายทอดองค์ความรู้ แนะนำแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เหมาะกับแต่ละธุรกิจ ควบคู่กับการสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนด้วยมาตรการส่งเสริมต่างๆ ของ depa โดยเชื่อว่า ความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยในครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าใจ เข้าถึง และเริ่มต้นนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

นายปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า ความท้าทายของธุรกิจวันนี้ ไม่ใช่เพียงการเข้าถึงเงินทุน แต่คือการปรับตัวและเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ NIA และธนาคารกสิกรไทยจึงร่วมกันเชื่อม “นวัตกรรม” กับ “โอกาสในการเติบโต” เพื่อเสริมศักยภาพ “ผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม” ให้เติบโต แข่งขันได้ และขยายโอกาสทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

นางสาวอุทัยวรรณ อนุชิตานุกูล กรรมการบริหารเครือข่ายธุรกิจเพื่อการจัดการสภาพภูมิอากาศประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายบริหารความเป็นเลิศและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปัจจุบันความยั่งยืนในการทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องไกลตัว ธุรกิจจะแข่งขันได้นอกจากสินค้ามีคุณภาพและคุ้มค่า ยังต้องควบคู่ไปกับความยั่งยืน ThaiCBN พร้อมที่จะเชื่อมองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญจากภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน และภาคการเงิน โดยความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านและสร้างโอกาสทางธุรกิจแก่ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม

ธนาคารกสิกรไทยเชื่อว่าการสนับสนุนผู้ประกอบการในยุคใหม่ต้องมากกว่าการให้เงินทุน แต่ร่วมเป็นพันธมิตรที่ออกแบบเส้นทางการเติบโต เชื่อมต่อผู้เชี่ยวชาญที่รู้จริง และติดตามผลลัพธ์ร่วมกับลูกค้า เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจไทย ทำเป็น อยู่รอด และเติบโต

อัดอั้น 280 วันกลางทะเล!! ทหารอเมริกันเมาปลิ้น ก่อเหตุทะเลาะวิวาทกลางผับพัทยา ถูกไล่ลงเรือ USS Abraham Lincoln สงบสติอารมณ์ทันที พลเมืองดีรีบแจ้ งให้เจ้าหน้าที่ระงับเหตุ

ทหารสหรัฐฯ 2 นายก่อเหตุทะเลาะวิวาทใกล้บาร์เมืองพัทยา หลังเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln เข้าเทียบท่าพักผ่อน 5 วัน พลเมืองไทยรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าระงับเหตุ ก่อนส่งตัวทั้งคู่กลับขึ้นเรือและลงโทษกักบริเวณตลอดช่วงที่เหลือ เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บรุนแรง

วันนี้ (4 ก.ย.) ดิ อินดิเพนเดนต์ และ MS NOW รายงานว่า เกิดเหตุทหารอเมริกัน 2 นายก่อเหตุวิวาทขณะมึนเมาใกล้บาร์แห่งหนึ่งในเมืองพัทยา ช่วงเวลาประมาณ 01.30 น. ของเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln เข้าเทียบท่าเพื่อแวะพักผ่อน 5 วัน ถือเป็นการพักผ่อนหลังจากปฏิบัติภารกิจในทะเลมายาวนานเป็นประวัติการณ์ถึง 286 วัน

หลังเกิดเหตุ พลเมืองไทยได้แจ้งเจ้าหน้าที่เข้าเข้าระงับเหตุ และนำตัวทหารทั้งสองไปยังศูนย์ปฏิบัติการร่วมไทย-สหรัฐฯ ก่อนส่งตัวกลับขึ้นเรือทันที โดยทหารทั้งคู่ถูกลงโทษกักบริเวณอยู่บนเรือตลอดช่วงเวลาแวะพักที่เหลือ

ด้านเจ้าหน้าที่ไทยระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยจากอาการมึนเมา และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บรุนแรงทหารสหรัฐฯ 2 นายก่อเหตุเมาทะเลาะวิวาทกลางพัทยา ถูกส่งกลับเรือ USS Abraham Lincoln ทันที

ที่มา : https://mgronline.com/onlinesection/detail/9690000086858


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top