Wednesday, 7 October 2026
TheStatesTimes

เสียงจากยูเครนในภาวะสงคราม!! คนยูเครนผวารัสเซียตอบโต้หนัก รายงานจากสื่อยูเครนวอทช์ คนชี้ทางออกคือเจรจาหรือหนี แสดงความจริงเจ็บปวดยิ่งในสงคราม

สื่อยูเครนวอทช์ ในเทเลแกรมทำสกู๊ปสัมภาษณ์ คนยูเครนถึงสถานการณ์การสู้รบกับรัสเซีย
สื่อถาม “คุณคิดว่า ยูเครนชนะสงครามต่อรัสเซียหรือไม่?”

พนักงานชิปปิ้งสาว ทวนคำถามก่อนตอบกลับว่า “เรายิงขีปนาวุธใส่รัสเซีย 1 ลูก รัสเซียถล่มเรากลับด้วยขีปนาวุธเป็นร้อยลูก”

สื่อฯชี้ มีคนยูเครนที่น้อยนิดจนนับนิ้วมือได้ ที่ยังหวังลมๆแล้งๆ ว่ายูเครนจะชนะสงคราม เพราะความเป็นไปที่เกิดขึ้นยาก เมื่อถูกรัสเซียตอบโต้เช่นที่ เคียฟเผชิญในปัจจุบัน

พนักงานสาวข้างต้น เผยบริษัทนำเข้า, ส่งออก ต่างไม่ต้องการเสี่ยงดำเนินกิจการภายใต้ความเสี่ยงที่สูง ดังนั้นคนที่รับกรรมก็คือชาวบ้านธรรมดา ที่ต้องยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ต้องชาร์จเพิ่ม จากการเปลี่ยนทั้งเส้นทางและวิธีขนส่ง

เมื่อสื่อถามถึง ทางออกของปัญหาที่ยูเครนกำลังเผชิญ เธอตอบชนิด คำตอบที่เซเลนสกี้ไม่อยากรับรู้ว่า
“ทางเลือกหนึ่งหากสามารถทำได้คือ ออกไปเสียจากประเทศนี้ หรือไม่อีกทาง ก็ยอมเจรจาบนเงื่อนไขของรัสเซีย ก่อนที่จะไม่มีใครเหลือรอดเพื่อยอมรับเงื่อนไขนั้น“

ที่มา : https://www.facebook.com/100050827629069/posts/1625465242491048/?rdid=oC602TNVJqDHjc7y#

‘ทรัมป์’ ส่งคำเตือนแรงถึงอิหร่าน!! ขู่ยกระดับโจมตีอิหร่าน หากตอบโต้สหรัฐฯ จะเจอการทำลายล้างขั้นสุด การโจมตีครั้งใหญ่ยังไม่เริ่ม อิหร่านอาจสูญสิ้นสิ่งสำคัญ

ทรัมป์เตือนอิหร่านอย่าตอบโต้การโจมตีครั้งนี้ ไม่งั้นจะเจอการทำลายล้างจากสหรัฐอย่างถึงที่สุด!

หากอิหร่านตอบโต้การโจมตีครั้งนี้ สหรัฐฯ จะโจมตีกลับในระดับที่ “หนักหน่วงและรุนแรงยิ่งกว่าเดิมมากๆ”

ทรัมปยังกล่าวอีกว่า การโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ยังไม่ได้เริ่มขึ้น และหากถึงเวลานั้น เมื่อทุกอย่างจบลง “อิหร่านอาจแทบไม่เหลืออะไรอยู่เลย”

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1389194973368859/?rdid=BtRiRVagI5d0Qcky#

แมนฯ ซิตี้เดินเกมแรง!! คว้า ‘เอ็นโซ เฟร์นานเดซ’ ตกลงค่าตัว 125 ล้านปอนด์ ทาบสถิติค่าตัวสูงสุดเกาะอังกฤษ เตรียมตรวจร่างกาย ‘เอ็นโซ’ หลังตกลงค่าตัวเชลซีได้

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บรรลุข้อตกลงในการคว้า เอ็นโซ เฟร์นานเดซ กองกลางทีมชาติอาร์เจนตินาของ เชลซี มาร่วมทัพด้วยค่าตัว 125 ล้านปอนด์ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเกาะอังกฤษร่วมกับ อเล็กซานเดอร์ อิซัก กองหน้า ลิเวอร์พูล

โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่า แมนฯ ซิตี้ ยื่นข้อเสนอในการคว้า เอ็นโซ มาร่วมทัพให้ได้ในตลาดนักเตะรอบนี้ขณะที่แข้งวัย 25 ปีก็ต้องการย้ายไปเล่นกับ “เรือใบสีฟ้า” เช่นกัน

ล่าสุด “บีบีซี” เผยว่า แมนฯ ซิตี้ บรรลุข้อตกลงกับ เชลซี ในการเซ็นสัญญา เอ็นโซ มาร่วมทีมด้วยค่าตัว 125 ล้านปอนด์ และเตรียมเข้าตรวจร่างกายกับ “เรือใบสีฟ้า”

และหากดีลดังกล่าวเกิดขึ้นจริงก็จะเป็นสถิติสูงสุดของเกาะอังกฤษร่วมกับ อเล็กซานเดอร์ อิซัก ที่ย้ายจาก นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด มาอยู่กับ ลิเวอร์พูล เมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10383090

รัสเซียขอความชัดเจนอาร์เมเนีย!! ‘ปูติน’ พบ ‘ปาชินยาน’ นอกรอบ SCO ถกแผนอาร์เมเนียเข้ายุโรป เตือนยุ่งยากยูเรเชียร่วมอยู่ ยืนยันสัมพันธ์รัสเซีย-อาร์เมเนียแน่นแฟ้น

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้พบหารือแบบทวิภาคีกับนายนิโคล ปาชินยาน นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย นอกรอบการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ หรือ SCO

ระหว่างการพบปะกับนายกรัฐมนตรีนิโคล ปาชินยาน ประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่า ผู้นำทั้งสองได้หารือกันหลายครั้งเกี่ยวกับแผนของอาร์เมเนียในการเข้าร่วมสหภาพยุโรป หรือ EU โดยปูตินระบุว่า มอสโกจำเป็นต้องมีความชัดเจนว่า จะพัฒนาความสัมพันธ์กับเยเรวานต่อไปอย่างไร ในช่วงที่อาร์เมเนียกำลังเดินหน้าเข้าใกล้ความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปมากขึ้น

ปูตินกล่าวว่า ความปรารถนาของอาร์เมเนียที่จะเข้าร่วมสหภาพยุโรปนั้น เป็นสิทธิอันชอบธรรมของอาร์เมเนียเอง แต่เขาเตือนว่า แนวทางดังกล่าวก่อให้เกิดความยุ่งยากบางประการ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการที่อาร์เมเนียยังคงเป็นสมาชิกของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย หรือ EAEU อยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ปูตินย้ำว่า รัสเซียสนับสนุนการพัฒนาความสัมพันธ์ฉันมิตรและเป็นประโยชน์ร่วมกันกับอาร์เมเนียมาโดยตลอด พร้อมระบุว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวสอดคล้องกับผลประโยชน์พื้นฐานของทั้งรัสเซียและประชาชนอาร์เมเนีย

ปูตินยังกล่าวด้วยว่า บริษัทของรัสเซียยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างมากในเศรษฐกิจของอาร์เมเนีย โดยมีส่วนช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้เสียภาษีรายใหญ่ที่สุดของอาร์เมเนีย

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีรัสเซียยังกล่าวถึงโครงการความร่วมมือระหว่างมอสโกและเยเรวานในหลายด้าน ทั้งพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ การคมนาคมขนส่ง และเศรษฐกิจดิจิทัล

โดยสรุป การหารือครั้งนี้สะท้อนว่า รัสเซียกำลังจับตาทิศทางของอาร์เมเนียที่ต้องการใกล้ชิดกับสหภาพยุโรปมากขึ้น ขณะเดียวกันมอสโกก็ต้องการรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ พลังงาน และยุทธศาสตร์กับเยเรวาน โดยเฉพาะในช่วงที่อาร์เมเนียยังมีพันธกรณีอยู่กับกลไกความร่วมมือในกรอบยูเรเชียอย่าง EAEU

ที่มา : Sputnik

สะพานขนอม–สมุย ยังไม่ถึงโต๊ะ!! ครม. คอขวด EIA และค่าผ่านทาง 1,000 บาทยังเป็นโจทย์ใหญ่ โมเดลการเงินยังต้องแก้ไขเยอะ การเมืองสมุยซับซ้อนไม่ง่ายต่อโครงการ ลุ้นต้นปี 70 เสนอพิจารณา

สะพานขนอม-สมุย EIA ยังไม่เรียบร้อย แก้แบบยังไม่เสร็จ ต้นปี 70 เข้า ครม.ได้

ตอบคำถามว่าทำไมรัฐบาล โดย ครม.ยังไม่พิจารณาอนุมัติ สร้างสะพานขนอม-เกาะสมุย

มีคนถามมามากว่า ทำไมรัฐบาล ในการประชุม ครม.สัญจรหาดใหญ่ จึงไม่มีการพิจารณาโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลขนอม-เกาะสมุย (สะพานจันทร์โอชา) ทั้งที่แบ่งงานกันชัดเจนแล้วตาม MOU 3 หน่วยงานปี 65 การทางพิเศษ (กทพ.)ทำกลางทะเล, กรมทางหลวง+ทางหลวงชนบททำถนนเชื่อมบนฝั่ง และมี MOU ใหม่ปี 68 กับ กฟภ. กปภ. NT เอาสายไฟ ประปา สื่อสารขึ้นสะพาน

เหตุผลที่ยังไม่เข้า ครม. ไม่ใช่เรื่องไม่มีงบอย่างเดียว แต่เป็น 3 เรื่องนี้
1. โมเดลการเงินยังเป็นแผลใหญ่ที่สุด กทพ.รับโอนมาจากทางหลวงชนบท เมื่อปี 65 เพราะค่าก่อสร้างสูง ถ้ารัฐลงทุนเองจะกระทบงบประมาณ จึงต้องทำเป็นทางด่วนแบบใครใช้ใครจ่าย (เก็บค่าผ่านทาง)
ตัวเลขล่าสุด ระยะทาง 37.41 กม. 5.5 หมื่นล้าน ถ้าเก็บ 1,000 บาท/คันแบบที่ กทพ.เสนอ ก็ยังต้องให้รัฐอุดหนุนค่าก่อสร้างจำนวนมาก ไม่งั้นเอกชนไม่เข้า PPP แบบ Net Cost
รัฐบาล 4 ปีของอนุทินเพิ่งเริ่ม เม.ย. 69 งบปี 69-70 ล็อคไว้แล้วกับโครงการที่ลงนามไปแล้ว 6.6 พันล้าน (สะพานสงขลา-พัทลุง + เกาะลันตา ที่ใช้เงินกู้ World Bank) ถ้าจะเอาสะพานสมุย 5.5 หมื่นล้านเข้า ต้องไปเบียดงบรถไฟทางคู่ 3 เส้นทาง (ส่วนต่อขยาย และมอเตอร์เวย์ที่ภูมิใจไทยหาเสียงไว้

2. EIA คือคอขวดกฎหมาย ไม่ใช่แค่ ครม.ไม่อนุมัติ
ถึงแบบบนฝั่งจะเสร็จและประชาพิจารณ์ไปแล้วหลายรอบตั้งแต่ปี 65 แต่แบบกลางทะเลเวอร์ชัน กทพ. ยังสรุปผลการศึกษาไม่เสร็จ กทพ.แจ้งเองว่าจะประชุมรับฟังและเสนอ ครม.ได้ปลายปี 69-ต้นปี 70
ถ้าเสนอตอนนี้ทั้งที่ EIA ยังไม่ผ่าน สผ. จะผิด พ.ร.บ.ร่วมทุน และจะโดนฟ้องเรื่องปะการังเทียม 200 เมตรหน้าเกาะสมุยได้

3. การเมืองของสมุยเองซับซ้อนกว่างบ
สมุยรายได้ท่องเที่ยว 1.2 แสนล้าน/ปี อันดับ 2 ของประเทศ แต่โครงสร้างผลประโยชน์เดิมคือ เรือเฟอร์รี่ 2 รายใหญ่ + สนามบินสมุยของเอกชน ถ้ามีสะพาน รถจะไหลเข้าเกาะวันละ 7-8 พันคัน เกาะจะเจอปัญหารถติดแบบภูเก็ตทันที ซึ่งรองนายกฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคมก็เคยท้วง กทพ.เองว่าให้ประเมินเรื่องนี้และหารือกรมทางหลวงเพิ่มเส้นทางบนเกาะก่อน

ดังนั้นรัฐบาลจึงเลือกสร้างสะพานสงขลา-พัทลุง และสะพานข้ามไปเกาะลันตา (กระบี่) ที่พร้อมกว่า ตอบโจทย์คนพื้นที่มากกว่าการเอางบ 5.5 หมื่นล้านไปทุ่มกลางทะเลที่คนสมุยเองยังเห็นต่างกันอยู่

สรุปคือ ไม่ใช่ไม่สนใจครับ แต่รัฐบาลชุดนี้กำลังรอให้ กทพ.ปิด 2 อย่างให้ได้ก่อน: 1) EIA ผ่าน และ 2) รูปแบบอุดหนุนรัฐที่ทำให้ค่าผ่านทางต่ำกว่า 1,000 บาทได้ ถ้า 2 อย่างนี้เสร็จปลายปี 69 ตามแผน โอกาสเข้า ครม.ปี 70 มีสูงมากครับ เพราะเขาได้พิสูจน์แล้วว่าดันสะพานใต้ 2 แห่งสำเร็จไปแล้ว

สรุปว่า ผลการศึกษารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมยังไม่เรียบร้อย การทางพิเศษก็ออกแบบโครงการใหม่ ต้นปี 70 จะได้เห็นเข้า ครม.

“BCPG” เปิดบ้านพลังงานสะอาด!! ต้อนรับ กฟผ. กฟน. และโรงเรียนเสนารักษ์ กรมแพทย์ทหารบก โชว์เทคโนโลยีไฟฟ้าพลังงานแสง ขับเคลื่อนด้วย War Room ระบบรวมศูนย์ ยกระดับบริหารจัดการแบบเรียลไทม์

“BCPG” เปิดบ้านพลังงานสะอาด ต้อนรับ กฟผ. กฟน. และโรงเรียนเสนารักษ์ กรมแพทย์ทหารบก

นายปัญจพล ศรีหงส์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานปฏิบัติการ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับผู้บริหารและคณะจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และโรงเรียนเสนารักษ์ กรมแพทย์ทหารบก ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน ณ ศูนย์การเรียนรู้พลังงานสะอาดบีซีพีจี อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โดยบีซีพีจีนำเสนอเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์หลากหลายรูปแบบ พร้อมพาคณะสัมผัสการทำงานของ War Room ศูนย์บริหารจัดการและติดตามการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลจากโรงไฟฟ้าของบีซีพีจีทั่วประเทศผ่าน Single Integrated Platform เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูล การติดตามสถานะการดำเนินงานแบบเรียลไทม์ และการบริหารจัดการสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนศักยภาพของบีซีพีจีในการผสานเทคโนโลยีและข้อมูลเข้ากับการบริหารจัดการพลังงานสะอาด เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน และร่วมขับเคลื่อนพลังงานแห่งอนาคต

เซเลนสกี้ขู่ไม่ว่าเครื่องบินชาติไหนจะถูกโจมตี!! ใช้เส้นทางผ่านน่านฟ้ารัสเซีย จะถูกยูเครนโจมตี รัสเซียพร้อมปฏิบัติการตอบโต้ยูเครน หากยูเครนโจมตีพื้นที่พลเรือนในรัสเซีย

เซเลนสกี้แถลงขู่ เครื่องบินพาณิชย์ของชาติใดก็ตามที่ ใช้เส้นทางผ่านน่านฟ้ารัสเซีย จะถูกยูเครนโจมตี

ปธน.ปูติน แถลงก่อนปิดการประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ เอเคเอ SCO 2026 ที่บิชเคก คีร์กีซสถาน เกี่ยวข้องกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน

- รัสเซียพร้อมปฏิบัติการตอบโต้ยูเครน หากยูเครนโจมตีพื้นที่พลเรือนในรัสเซีย

- ปธน.ปูติน ได้เซ็นคำสั่งให้กองทัพ และกองกำลังอวกาศรัสเซีย โจมตีโรงกลั่นน้ำมัน, คลังเก็บน้ำมัน และโรงงานผลิตไฟฟ้าที่ยังเหลืออยู่ ในเคียฟ อันเป็นมาตรการตอบโต้การโจมตีของยูเครน ครั้งล่าสุด มุ่งเป้าท่าเรือ และคลังเก็บน้ำมันในรัสเซีย ที่มีพลเรือนรัสเซียเสียชีวิตอย่างน้อย 1 คนในเบโกรอด

- ปูตินเตือนเซเลนสกี้ การโจมตีเครื่องบินพาณิชย์นั้นเป็นการก่อการร้าย จะไม่มีการเตือนหรือเจรจาใดๆทั้งสิ้น และหากพระเจ้าทรงปล่อยให้มันเกิดขึ้น รัสเซียจะตอบโต้ชนิดรุนแรงจนเกินจินตนาการ

- ปูตินพูดถึง แคมเปญโจมตีรัสเซีย 40 วันของเซเลนสกี้ เมื่อมีสื่อถามถึงการสังหารนายทหารระดับผู้บัญชาการรบของยูเครน เขาชี้ว่ารัสเซียต้องเหลือคนที่เจรจาได้ เพราะเราคาดว่าพวกเขาเข้าใจสถานการณ์การรบ และถึงจุดหนึ่งก็จะยอมเจรจา (ประมาณจะไม่เก็บหมดทุกนาย)

- ปูติน พูดถึงจักรวรรดินิยมชาติตะวันตก ที่กระหายทำสงครามกับรัสเซียดุจฉลามได้กลิ่นคาวเลือด ปูตินชี้พวกเขา(ชาติตะวันตก) พยายามลากรัสเซียเป็นเหยื่อในห่วงโซ่อาหาร และพยายามจะกลืนเรา(รัสเซีย) แต่พวกเขาไม่ระแวดระวังว่ารัสเซียนั้นมีความพร้อมรับมือสถานการณ์วิกฤตนั้นหากมันต้องเกิดขึ้น แล้วพวกเขาจะพบว่า กำลังพยายามจะเคี้ยวเหยื่อที่แข็งจนเกินเคี้ยว และมีขนาดใหญ่จนกลืนไม่ลง

ท้ายสุด ปธน.ปูติน แถลงว่า บรรดาศัตรูของรัสเซียจะล่มสลาย แม้ยากที่จะกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน หรือทำนายผลจากสงครามได้ แต่ให้คำมั่นว่า ที่สุดแล้วศัตรูเหล่านั้นจะล่มสลายอย่างแน่นอน

ที่มา : https://www.facebook.com/100050827629069/posts/1626008465770059/?rdid=xCnNiTYHysuoA34Y#

รองประธาน Bank of America ถูกแทงเสียชีวิต!! เหตุสุ่มทำร้ายสะเทือนนิวยอร์ก ขณะเดินกลับบ้านย่านไทม์สแควร์ เหตุแทงไร้แรงจูงใจ เสียชีวิต 1 บาดเจ็บ 1 ก่อนตำรวจวิสามัญผู้ก่อเหตุ

ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา รองประธาน Bank of America ถูกแทงเสียชีวิต

Erin Piacenti รองประธานของ Bank of America ถูกแทงเสียชีวิตจากเหตุการณ์สุ่มทำร้ายด้วยมีดโดยไม่มีเหตุจูงใจ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ที่ไทม์สแควร์

มีรายงานว่าเธอกำลังเดินกลับบ้านขณะถูกทำร้าย และต่อมาเสียชีวิตจากบาดแผลที่โรงพยาบาล
ตำรวจนครนิวยอร์ก (NYPD) ระบุผู้ต้องสงสัยคือ Pamela Cisneros หญิงวัย 49 ปีจากควีนส์ ซึ่งมีประวัติด้านสุขภาพจิตที่มีการบันทึกไว้

เป็นเวลาประมาณ 4 นาทีที่ตำรวจสั่งให้ Cisneros วางมีดลง แต่เธอปฏิเสธ โดยกล่าวว่า “ฉันจะไม่วางอะไรทั้งนั้น ฉันยอมฆ่าพวกคุณทั้งสองคนดีกว่า” หลังจากเครื่องช็อตไฟฟ้า (Taser) ไม่สามารถหยุดเธอจากการเดินเข้าหาเจ้าหน้าที่ได้ ตำรวจ 2 นายจึงใช้อาวุธปืนยิงเธอจนเสียชีวิต

นักท่องเที่ยววัย 68 ปีจากรัฐโรดไอแลนด์ชื่อ Tak Kam ก็ถูกแทงได้รับบาดเจ็บเช่นกัน ขณะนี้เขายังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล และอาการทรงตัว

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=3777436515742348&set=a.856524124500283

พลังงานเกาะติดราคาน้ำมันพุ่ง!! สหรัฐฯ-อิหร่าน ปะทะใหม่ ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงต่อเนื่อง ชวนใช้ E20 ประหยัดกว่า 5 บาท สนับสนุนเกษตรกรปลูกพืชพลังงาน

“พลังงาน” เกาะติดราคาน้ำมันโลกพุ่งหลังสหรัฐฯ-อิหร่านปะทะรอบใหม่
พร้อมรณรงค์ประชาชนใช้ E20 เป็นทางเลือก ประหยัดกว่า 5 บาทต่อลิตร

วันนี้ (2 กันยายน 2569) นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวง ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงาน ได้ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านอย่างใกล้ชิด หลังเริ่มกลับมาสู้รบกันอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกผันผวนและมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์การสู้รบระลอกใหม่นี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยน้ำมันดิบเบรนด์มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นก่อนการสู้รบครั้งใหม่ จาก 88.13 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 94.65 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 7.4% ด้านน้ำมันดิบ WTI ปรับเพิ่มขึ้นจาก 83.38 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 90.22 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นถึง 8.2% ส่วนน้ำมันดิบดูไบ เพิ่มขึ้นจาก 82.70 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 88.75 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 7.32% ทางกระทรวงฯ คาดการณ์ว่าราคาพลังงานในตลาดโลกจะยังคงมีความผันผวนในระดับสูงและมีความเป็นไปได้ที่จะยังคงเพิ่มสูงขึ้นในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงาน ยังคงดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นที่มีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 15 กันยายน 2569 รวมทั้งการใช้กลไกจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันสถานะกองทุนฯ จะติดลบกว่า 8 หมื่นล้านบาทแล้ว แต่รัฐบาลยังคงบริหารจัดการเพื่อไม่ให้กระทบกับภาระค่าครองชีพของประชาชน

นอกจากนั้น กระทรวงพลังงาน ต้องการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมัน E20 ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล 91 ถึง 5 บาท ปัจจุบันประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมในการผลิตเอทานอลได้อย่างเพียงพอ และมีรถยนต์และรถจักรยานยนต์จำนวนมากที่สามารถรองรับการใช้น้ำมัน E20 รวมทั้งได้รับการยืนยันจากค่ายรถยนต์ชั้นนำ 13 แบรนด์ ที่ยืนยันว่ารถยนต์สามารถเติมน้ำมัน E20 ได้ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อรุ่นรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่รองรับการใช้งานน้ำมัน E20 ได้ที่เว็บไซต์ของกรมธุรกิจพลังงาน www.doeb.go.th

"กระทรวงพลังงงาน ติดตามความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันโลกและการสู้รบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการช่วยเหลือของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการลดราคาหน้าโรงกลั่นและการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนได้มากที่สุด ในยามที่สถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอนสูงเช่นนี้ จึงอยากเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนหันมาใช้น้ำมันทางเลือกอย่าง E20 ให้มากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล 91 ถึง 5 บาทแล้ว น้ำมัน E20 ยังมีค่าออกเทนสูงถึง 95 ช่วยให้เครื่องยนต์เผาไหม้และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรไทยผู้ปลูกพืชพลังงานให้มีรายได้ที่มั่นคงอีกด้วย" นายวีรพัฒน์ กล่าว

ประเทศตัวตึงสายแข็ง“น้องรักของจีน”มีใครบ้าง ? โดย ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น

ในยุคโลกหันขวา และมีความขัดแย้งต่อสู้ปะทะกันในหลายพื้นที่ของโลก หลายคนเริ่มกังวลกับโอกาสเกิด “สงครามใหญ่” และเกิดคำถามว่า แล้วถ้ารบกัน ประเทศไหนจะอยู่ฝ่ายใด ใครจะเข้าพวกกับใคร จะเอียงข้างไหน บทความนี้จะเน้นวิเคราะห์ประเทศตัวตึงสายแข็งที่เป็น“น้องรัก”พร้อมอยู่เคียงข้างจีน โดยจะไล่เรียงตาม “ความดุดัน”ของแต่ละประเทศ วัดจากความพร้อมชนทางการทหารและต่อต้านขั้วอำนาจตะวันตก การจับมือกับ จีนด้านความมั่นคง ความร่วมมือทางการทหาร/ฐานทัพ และการซ้อมรบร่วมกับจีน รวมทั้งความกล้าเลือกข้างจีน อย่างเปิดเผย และแสดงจุดยืนปกป้องผลประโยชน์ของจีน

1) เริ่มจาก“เกาหลีเหนือ” นอกจากจะเป็นประเทศตัวตึงแสนดุดันที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ครอบครอง เกาหลี เหนือยังเป็นพันธมิตรหลักอย่างเป็นทางการของจีน (Treaty Ally) เป็น“ประเทศเดียว” ในโลกที่จีนมีสนธิสัญญา ป้องกันประเทศร่วมกันอย่างเป็นทางการ (Sino-North Korean Treaty of Friendship, Cooperation, and Mutual Assistance) หากเกาหลีเหนือถูกโจมตี จีนมีพันธกรณีต้องเข้าช่วยรบ เกาหลีเหนือก็พร้อมสนับสนุน ช่วยเหลือจีนอย่างเต็มที่ กองทัพของทั้งสองประเทศประสานงานกันอย่างใกล้ชิด

2) ถัดมาคือ“อิหร่าน”น้องรักแสนดุดันของจีนในภูมิภาคตะวันออกกลาง กองกำลังของอิหร่านพร้อมต่อสู้ ตอบโต้ และต่อต้านกองทัพของสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรอย่างไม่เกรงกลัว ที่ผ่านมา จีนให้การช่วยเหลืออิหร่านในรูปแบบต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง จีนช่วยผลักดันให้อิหร่านเข้าเป็น สมาชิกกลุ่ม BRICS และกลุ่ม Shanghai Cooperation Organization : SCO เพื่อช่วยอิหร่านจากการถูกโดด เดี่ยวโดยสหรัฐฯ และชาติตะวันตก จีนพร้อมสนับสนุนทางการทูตให้อิหร่านในเวทีสหประชาชาติ ฝ่ายอิหร่านก็ตอบแทนจีนด้วยการส่งออกน้ำมันดิบขายให้ในราคาถูกพิเศษ ชำระด้วยเงินหยวน และ เปิดทางให้จีนมีโอกาสผูกขาดและเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อแลกกับการสนับสนุนทางเศรษฐกิจ รวมทั้ง เทคโนโลยีทางการทหารจากจีน และอื่นๆ เช่น สัญญานดาวเทียมเป่ยโต่ว (BeiDou) ของจีน ในปี 2021 ทั้งคู่ลงนามในความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระยะยาว 25 ปี ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการทหาร (จีนไม่เคยทำข้อตกลงที่ลึกซึ้งเช่นนี้กับประเทศอื่นในภูมิภาค) จีนต้องการใช้อิหร่านเป็น 1 เครื่องมือคานอำนาจกับสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง โดยที่ไม่จำเป็นต้องประกาศความเป็นพันธมิตรทางทหารอย่าง เปิดเผย (แตกต่างกับกรณีเกาหลีเหนือ) ทั้งนี้ เพื่อรักษาดุลอำนาจกับประเทศอื่นในตะวันออกกลาง จีนยังคงต้องรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ที่ใกล้ชิดกับซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งประเทศอ่าวอาหรับอื่นๆด้วย

3) “ปากีสถาน” น้องรักสายแข็งในเอเชียใต้ของจีน ปากีสถานเป็นอีกประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ใน ครอบครอง สีจิ้นผิงใช้คำเรียกปากีสถานว่าเป็น“พี่น้องแนบแน่นดุจเหล็กกล้า”(Iron Brother) ที่ผ่านมา ปากีสถานมีความตึงเครียดชายแดน/สู้รบกับอินเดียหลายครั้ง จีนคบกับปากีสถานเพื่อใช้ถ่วงดุลอำนาจกับอินเดีย แม้ว่าจีนกับปากีสถานไม่มีสนธิสัญญาป้องกันประเทศร่วมกันอย่างเป็นทางการ แต่คู่นี้มีความสัมพันธ์ใน ระดับ "หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในทุกสถานการณ์" (All-Weather Strategic Cooperative Partnership) และปากีสถานพึ่งพาจีนด้านเทคโนโลยีทางทหารและยุทโธปกรณ์ ความสัมพันธ์ด้านการทหารของคู่ นี้มีทั้งการขายอาวุธให้ในราคามิตรภาพ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการร่วมผลิต เช่น การร่วมผลิตเครื่องบินรบ ภายใต้โครงการ JF-17 Thunder นอกจากนี้ จีนยุคสีจิ้นผิงได้เข้าไปลงทุนมูลค่ามหาศาลในโครงการระเบียงเศรษฐกิจ China- Pakistan Economic Corridor : CPEC ภายใต้ยุทธศาสตร์สายแถบและเส้นทาง (BRI) เช่น จีนไปช่วยพัฒนาท่าเรือน้ำลึก กวาดาร์ เพื่อใช้ปากีสถานเป็นทางออกสู่ทะเลอาหรับ และใช้เป็นอีกเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญ

4) ในทวีปละตินอเมริกา คิวบาเป็นสหายร่วมอุดมการณ์สังคมนิยมกับจีนมาอย่างยาวนาน และเป็น เสมือน "หน้าด่านสายแข็ง" ของจีนที่ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งสหรัฐฯ เพียงไม่กี่ไมล์ คิวบามีประวัติศาสตร์กล้าท้าชน เผชิญกับมหาอำนาจสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่สนใจแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองจากสหรัฐฯ จีนคบกับคิวบา เพื่อยืมมือใช้คานอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์กับโลกตะวันตก และช่วยสนับสนุนคิวบาในเวที ระหว่างประเทศ เช่น การประณามและเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับคิวบา และให้การ ช่วยเหลือคิวบาในรูปแบบต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง เช่น การให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อการค้าและโครงการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน และการบริจาคให้เปล่า เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ไปจนถึงการขายอาวุธให้ในราคาพิเศษ หรือการให้เงินกู้เพื่อซื้ออาวุธ และช่วยให้คิวบาปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย ในหลายกรณี จีนก็ยกหนี้ให้คิวบา 2 ในเชิงยุทธศาสตร์ จีนให้ความช่วยเหลือเหล่านี้ เพื่อแลกกับการใช้คิวบาเป็นฐานปฏิบัติการเพื่อความมั่นคง ของจีน รวมทั้งการจัดตั้งสถานีภาคพื้นดินสำหรับระบบดาวเทียมเป่ยโต่วในคิวบา ซึ ่งถูกจับตามองจากสหรัฐฯ ด้วย ความกังวลว่า จีนจะใช้คิวบาเป็นฐานปฏิบัติการด้านข่าวกรอง และติดตามความเคลื่อนไหวทางทหารและฐานทัพ สำคัญของสหรัฐฯ ในรัฐฟลอริดาอย่างใกล้ชิด

5) น้องรักของจีนในยุโรป คือ เซอร์เบีย ประเทศสายแข็งที่ยืนเดี่ยวท้าทายตะวันตก เซอร์เบียมีความดุดัน ในแง่ของอุดมการณ์และการทูต และเป็นประเทศเดียวในยุโรปที่ปฏิเสธการคว่ำบาตรรัสเซีย รวมทั้งไม่สนใจเข้าร่วม กลุ่ม NATO และพร้อมใช้การทูตที่แข็งกร้าว เพื่อปกป้องอธิปไตยเหนือพื้นที่ข้อพิพาทโคโซโว (Kosovo) อีกจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ที่มีผลต่อความสัมพันธ์จีน-เซอร์เบีย คือ เหตุการณ์ในปี 1999 ฝ่ายกองกำลัง NATO นำโดยสหรัฐฯ มีการโจมตีทิ้งระเบิดในกรุงเบลเกรด (เมืองหลวงของเซอร์เบีย) เพื่อยุติสงครามโคโซโว แต่ เกิดเหตุไม่คาดคิด ขีปนาวุธของสหรัฐฯกลับพุ่งชนสถานทูตจีนประจำกรุงเบลเกรด ส่งผลให้นักข่าวชาวจีนเสียชีวิต และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก เหตุการณ์นี้สร้างบาดแผลและความโกรธแค้นให้กับทั้งชาวจีนและชาวเซิร์บ จีนยื่นมือเข้ามาสนับสนุนเซอร์เบียในหลายรูปแบบอย่างต่อเนื่อง ในยามที่เซอร์เบียถูกกดดัน/โดดเดี่ยว จากสหภาพยุโรป และโลกตะวันตก เซอร์เบียพึ่งพาจีนทางการทหาร และเป็นประเทศแรกในยุโรปที่สั่งซื้อ“ระบบ ป้องกันภัยทางอากาศระดับสูง FK-3”จากจีน รวมทั้งโดรนติดอาวุธ (CH-92A) จากจีน ในแง่ผลประโยชน์ จีนปักหมุดสร้างความใกล้ชิดกับเซอร์เบีย เพื่อใช้เป็นพันธมิตรที่ไว้ใจได้อยู่ใจกลางทวีป ยุโรป และใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเข้าสู่คาบสมุทรบอลข่านและยุโรป ภายใต้โครงการ BRI จีนได้ลงทุนสร้าง รถไฟเชื่อมกรุงเบลเกรด (เซอร์เบีย) - กรุงบูดาเปสต์ (ฮังการี) ซึ ่งเปิดให้บริการขนส่งสินค้าอย่างเป็นทางการแล้ว เดือนกุมภาพันธ์ ปีนี ้ และช่วยลดระยะเวลาขนส่งจาก 8 ชั่วโมงเหลือเพียง 4-5 ชั่วโมง

6) “ทาจิกิสถาน” น้องรักของจีนในเอเชียกลาง จีนใช้เป็นป้อมปราการเพื่อความมั่นคง ด้วยพรมแดนที่ติด กับซินเจียงของจีนและอัฟกานิสถาน ทาจิกิสถานเป็นประเทศเดียวในเอเชียกลางที่ยอมเปิดทางให้จีนเข้ามาตั้ง “ฐานทัพลับ” โดยกองกำลังกึ่งทหารของจีน และหน่วยลาดตระเวนร่วมบริเวณชายแดนจุดตัดของ 3 ประเทศ (ถือ เป็นปฏิบัติการทางทหารกึ่งถาวรของจีน) เพื่อความมั่นคงในซินเจียงของจีน และร่วมมือกันล่าตระเวนปราบปราม ลัทธิสุดโต่งทางศาสนา ที่ผ่านมา ทาจิกิสถานมีความดุดันแข็งกร้าวในการปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย และใช้กำลัง ปราบกลุ่มหัวรุนแรงทางศาสนาอย่างเด็ดขาด 3 ล่าสุด ในปี 2026 จีนและทาจิกิสถานยกระดับความสัมพันธ์และลงนามใน“สนธิสัญญามิตรภาพและ ความเป็นพันธมิตรอย่างถาวร”(Permanent Friendship Treaty) เน้นความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหาร การต่อต้านการก่อการร้าย และด้านข่าวกรอง รวมทั้งความร่วมมือด้านพลังงานและอื่นๆ เช่น ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ Central Asia-China Gas Pipeline Line D (ผ่านเติร์กเมนิสถาน-อุซเบกิสถาน-ทาจิกิสถาน-คีร์กีซสถาน-ซินเจียง ของจีน) แนวท่อส่งก๊าซสาย D นี้ จะวิ่งผ่านเมืองสำคัญหลายแห่งในทาจิกิสถาน รวมระยะทางกว่า 391 กิโลเมตร

7) สำหรับกลุ่มอาเซียน กัมพูชา ถือเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นที่สุดของจีน และเป็นน้องรักสายเหล็กกล้า อีกรายของจีน (Ironclad Friends) ผู้นำตระกูลฮุนของกัมพูชากล้าแสดงออกในการ“เลือกข้างจีน”อย่างชัดเจน ฮุนเซนเคยคัดค้านการออกแถลงการณ์ร่วมของอาเซียนที่มีประเด็นทะเลจีนใต้ เพื่อปกป้องจีนอย่างเปิดเผย กัมพูชาเปิดทางให้กองทัพจีนเข้ามาช่วยปรับปรุงและนำเรือรบเข้าเทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม และกองทัพ กัมพูชาพึ่งพาการสนับสนุนทางการทหารจากจีนสูงมาก

(อ่านรายละเอียดได้ในบทความ “จีนคบกัมพูชาแบบไหน และฮุนเซนรับใช้จีนอย่างไร”
ใน https://thestandard.co/china-cambodia-hun-sen-thailand-ties/ )

ล่าสุด จีนและกัมพูชามีการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง ผ่านกลไก 2+2 คือ การประชุมร่วม ระดับรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมเป็นครั้งแรก ในเดือนเมษายน 2569

8) อีกประเทศน้องรักของจีนในอาเซียน คือ เมียนมา เป็นเสมือนรัฐกันชนของจีนที่ติดกับอินเดีย รัฐบาล ทหารเมียนมาต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากจีน ทั้งทางเศรษฐกิจ ทางการทหารและการทูต จีนทำหน้าที่เป็นทั้ง“ท่อ น้ำเลี้ยงหลัก”และเกราะคุ้มกันทางการทูตที่ช่วยให้รัฐบาลทหารเมียนมาสามารถควบคุมอำนาจรัฐ ท่ามกลางการ ถูกโดดเดี่ยวจากเวทีสากล ในมุมผลประโยชน์ของจีน เมียนมามีความสำคัญในแง่การเป็นแหล่งพลังงาน และการเป็นด่านหน้าออกสู่ มหาสมุทรอินเดีย จีนใช้เมียนมาเป็นทางลัดเลี่ยงช่องแคบมะละกา โดยได้ลงทุนสร้างท่าเรือน้ำลึกจ้าวผิ่ว (Kyaukphyu) หรือท่าเรือ“เจียวเพียว”ในภาษาจีนกลาง ท่าเรือแห่งนี้อยู่ในรัฐยะไข่ รวมทั้งการสร้างท่อส่งน้ำมัน และท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ระยะทางเกือบ 800 กิโลเมตร เชื่อมตรงเข้ามณฑลยูนนานของจีน เพื่อเป็นเส้นทางสำรอง ในการขนส่งสินค้าและพลังงานเชื่อมกับมหาสมุทรอินเดียได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านสิงคโปร์หรือผ่านพื้นที่อิทธิพลของ สหรัฐฯ 4

9) ปิดท้ายด้วยอีกประเทศสายแข็งแสนดุดันที่ไม่ใช่น้องรักแต่เป็น“เพื่อนรัก”สุดซี้ของจีน คือ รัสเซีย ทั้ง สองประเทศยกระดับความสัมพันธ์“หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ไร้ขีดจำกัด” (No-Limits Partnership) ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและประธานาธิบดีปูตินมีการแลกเปลี่ยนการเยือนกันอย่างต่อเนื่อง มีความร่วมมือกันในทุก มิติอย่างใกล้ชิด รวมทั้งมีการซ้อมรบร่วมกันบ่อยครั้ง ทั้งทางทะเลและทางอากาศ (อ่านรายละเอียดได้ในบทความ “ทำไมปูตินยอมยกดินแดนพิพาท"ซื้อใจจีน"และกลายเป็น"คู่ซี้"สีจิ้นผิง” ใน https://thestandard.co/putin china-territory-friendship/)

โดยสรุป ประเทศสายแข็งเหล่านี้กลายเป็นน้องรักที่จีนให้การอุปการะ“เลี้ยงต้อย”มาอย่างยาวนาน จีนซุ่ม ให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเงินทุน ยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยีทางการทหาร และการ คุ้มครองทางการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศเหล่านี้ต้องพึ่งพาจีนด้วยผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ หลาย ประเทศได้มีที่ยืนบนเวทีโลก แม้จะถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก ในขณะเดียวกัน ประเทศน้องรักเหล่านี้ก็พร้อม ตอบแทนบุญคุณ และตอบสนองผลประโยชน์ของจีน รวมทั้งมีแนวโน้มที่จะยืนเคียงข้างจีนใน“สมรภูมิรบ”และ พร้อมเป็น“เสียงของจีน”ในเวทีต่างๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top