Thursday, 8 October 2026
TheStatesTimes

‘นิพนธ์’ เตือน ‘สิงโต’ !! ชี้นักการเมืองรุ่นใหม่ ต้องไม่ตกในบ่อน้ำเน่า อย่าเล่นการเมืองด้วยข่าวลือ ย้ำใครออกโฉนดทับที่สาธารณะต้องรับผิดเอง ยกกรณีบุกรุกโบราณสถานชัดเจน

“นิพนธ์” เตือน “สิงโต” คิดจะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ อย่ากระโดดลงบ่อน้ำเน่าการเมืองเก่า ย้ำใครออกโฉนดทับที่สาธารณะ คนนั้นรับผิด ยกกรณีบุกรุกโบราณสถานที่ศาลยังสั่งจำคุก

จากกรณีที่นายศักดิ์สิทธิ์ (สิงโต) ขาวทอง สส.สงขลา แชร์เนื้อหาเกี่ยวกับปัญหาที่ดินกุโบร์ท่ายาง ต.นาทับ อ.จะนะ พร้อมข้อความในลักษณะพาดพิงนักการเมือง น. ในพื้นที่นั้น

ล่าสุด นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ตนเกิดและเติบโตที่ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ บ้านและครอบครัวประกอบอาชีพอยู่ในพื้นที่มาโดยตลอด ทุกวันนี้สถานประกอบการของครอบครัวก็มีที่ตั้งเป็นหลักเป็นแหล่ง ทั้งที่จะนะและสิงหนคร มีการประกอบธุรกิจที่สามารถตรวจสอบได้ ทำมาหากินอย่างเปิดเผยตามกฎหมาย

“บ้านผมสอนลูกหลานมาตลอดว่า จะหาเงินต้องหาอย่างสุจริต ทำมาหากินก็ต้องมีอาชีพ มีสถานประกอบการเป็นหลักเป็นแหล่ง ให้คนตรวจสอบได้ เงินที่เอากลับเข้าบ้านต้องเป็นเงินที่เราตอบได้ว่ามาจากไหน”
นายนิพนธ์กล่าวว่า สิ่งที่ครอบครัวไม่เคยสอน คือการให้ลูกหลานแสวงหารายได้จากสิ่งผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบ่อนการพนัน ทำเว็บพนัน ใช้บุคคลอื่นเป็นนอมินี หรือทำธุรกิจอย่างหนึ่งไว้บังหน้ากิจกรรมที่ผิดกฎหมาย

“ผู้ใหญ่ที่บ้านไม่เคยสอนว่า ถ้าอยากมีเงินก็ไปเปิดบ่อน ไปทำเว็บพนัน หรือเอาธุรกิจถูกกฎหมายมาบังหน้าเรื่องที่ผิดกฎหมาย เราโตมากับคำสอนว่า เงินสุจริตอาจหาได้ช้ากว่า แต่ใช้ได้อย่างไม่ต้องหลบหน้าใคร”

นายนิพนธ์กล่าวถึงกรณีที่ดินกุโบร์ท่ายาง นาทับว่า ขอให้สังคมแยกระหว่างข้อเท็จจริงกับการกล่าวหาทางการเมืองให้ชัดเจน พร้อมยืนยันว่า ตนไม่มีที่ดินอยู่ในบริเวณกุโบร์ที่กำลังเป็นข่าวแม้แต่แปลงเดียว
“ผมพูดตรง ๆ วันนี้เลยว่า ผมไม่มีที่ดินตรงกุโบร์แม้แต่แปลงเดียว เพราะฉะนั้นใครมีหลักฐานก็เอาออกมา อย่าพูดกันตามร้านน้ำชาแล้วเอามาแต่งเรื่องต่อ”

“ส่วนใครที่มีที่ดินอยู่ตรงนั้น หากตรวจสอบแล้วพบว่าเอาที่สาธารณะไปออกโฉนดโดยมิชอบ คนนั้นก็ต้องรับผิดชอบเอง ต้องเพิกถอน ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย จะเป็นใคร เป็นญาติใคร หรืออยู่ฝ่ายการเมืองไหนก็ไม่เกี่ยว เพราะคนทำต้องรับผิด ไม่ใช่เอานามสกุลของคนอื่นไปรับผิดแทน”
นายนิพนธ์กล่าวว่า หลักดังกล่าวไม่ใช่เรื่องซับซ้อน เพราะในจังหวัดสงขลาเองก็เคยมีกรณีบุกรุกพื้นที่ของรัฐและโบราณสถานที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมาแล้ว ซึ่งนายศักดิ์สิทธิ์เองก็น่าจะรู้จักเรื่องนี้เป็นอย่างดี

“กรณีคนเข้าไปบุกรุกโบราณสถาน เขาน้อย-เขาแดง นายศักดิ์สิทธิ์ก็น่าจะรู้จักดี เพราะมีญาติผู้ใหญ่ใกล้ชิดอยู่ในคดีนั้น และศาลก็มีคำพิพากษาแล้วว่าใครทำ ใครต้องรับผิด”

คดีดังกล่าวเป็นกรณีลักลอบขุดดินออกจากพื้นที่โบราณสถานเขาน้อย อ.สิงหนคร จนเกิดหลุมลึกประมาณ 20 เมตร และอยู่ห่างจากฐานเจดีย์โบราณเพียง 34 เมตร โดยศาลจังหวัดสงขลาพิพากษาจำคุกจำเลยหลัก 2 ราย คนละ 6 ปี ไม่รอลงอาญา พร้อมชดใช้ค่าเสียหายรวม 10.5 ล้านบาท และจำเลยอีก 3 รายถูกพิพากษาจำคุกคนละ 2 ปี ไม่รอลงอาญา ก่อนที่วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 จะมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยหนึ่งในจำเลยที่ถูกพิพากษาจำคุก 6 ปี เป็นพี่สาวของนายเดชอิศม์ ขาวทอง ซึ่งเท่ากับเป็นญาติผู้ใหญ่ของนายศักดิ์สิทธิ์โดยตรง

“ผมไม่ได้พูดเรื่องนี้เพื่อเอาครอบครัวใครมารับผิดแทนกัน แต่ยกขึ้นมาให้เห็นหลักง่าย ๆ ว่า ญาติทำ ญาติก็รับผิด คนอื่นไม่ได้รับผิดแทน เช่นเดียวกัน ถ้าที่กุโบร์มีใครออกโฉนดทับที่สาธารณะ คนนั้นก็รับผิด จะเอาเรื่องของคนนั้นมาแต่งต่อแล้วโยนมาใส่ผมไม่ได้ เพราะแม้จะไม่เอ่ยชื่อ แต่คนที่ได้อ่านก็เชื่อได้ว่ากล่าวหาใคร”

นายนิพนธ์กล่าวอีกว่า ในการทำงานการเมือง ตนได้รับการสอนเช่นเดียวกันว่า อำนาจและตำแหน่งมีไว้ทำงานให้ประชาชน ไม่ใช่เครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ และการได้มาซึ่งคะแนนเสียงควรเกิดจากผลงาน ความไว้วางใจ และการอยู่กับประชาชน ไม่ใช่จากอำนาจของเงินที่ไม่สามารถอธิบายที่มาได้
“ผมเป็นนักการเมือง ก็ต้องลงพื้นที่ ทำงาน แก้ปัญหาให้ประชาชน ทำให้เขาเห็นว่าเราทำอะไรให้บ้านเมือง ที่บ้านไม่ได้สอนว่าอยากเป็นนักการเมืองก็ไปหาเงินสีเทามาซื้อใจประชาชน ไม่ได้สอนว่าเงินมาจากไหนไม่สำคัญ ขอเพียงมีมากพอสำหรับเลือกตั้ง สำหรับผม เงินทุกบาทต้องตอบประชาชนได้ว่ามาจากไหน เพราะถ้าวันหนึ่งนักการเมืองต้องพึ่งเงินจากสิ่งผิดกฎหมาย วันนั้นคนที่อยู่เบื้องหลังเงินก้อนนั้นต่างหากที่จะกลายเป็นเจ้าของนักการเมือง”

นายนิพนธ์กล่าวว่า ตนเห็นนายศักดิ์สิทธิ์เป็นเหมือนลูกหลาน จึงอยากเตือนด้วยความหวังดีว่า หากตั้งใจจะสร้างภาพของการเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ก็ควรเริ่มต้นจากการทำการเมืองด้วยข้อเท็จจริง ไม่ควรหยิบข่าวลือหรือข้อสงสัยมาปรุงแต่งให้กลายเป็นข้อกล่าวหา

“สิงโตยังเป็นคนรุ่นใหม่ ผมเห็นเหมือนลูกเหมือนหลาน จึงอยากฝากว่า ถ้าคิดจะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ก็อย่ารีบกระโดดลงไปในบ่อน้ำเน่าของการเมืองแบบเก่า หากมีหลักฐานก็เอาหลักฐานมากาง ผิดตรงไหนก็ให้กฎหมายจัดการ แต่ถ้าไม่มีหลักฐาน อย่าเอาเรื่องตามร้านน้ำชามาเต้าข่าวแล้วสาดใส่คนอื่น เพราะการเมืองแบบนั้นไม่ได้ทำให้คนพูดดูเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ขึ้นมาเลย และถ้าจะยึดหลักว่าที่ดินของรัฐต้องได้รับการปกป้อง ผมเห็นด้วยเต็มร้อย กุโบร์เป็นที่สาธารณะ ก็ต้องปกป้อง โบราณสถานก็ต้องปกป้อง ที่หลวงก็คือที่หลวงเหมือนกันทั้งหมด ใครบุกรุก ใครเอาไปออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ คนนั้นต้องรับผิด ใช้มาตรฐานเดียวกัน อย่าเลือกความถูกต้องเฉพาะเรื่องที่ตัวเองเอาไปโจมตีคนอื่นได้”

นายนิพนธ์กล่าวทิ้งท้ายว่า การเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ไม่ได้อยู่ที่อายุ แต่อยู่ที่วิธีคิดและวิธีทำการเมือง อยากเป็นการเมืองรุ่นใหม่ ต้องสะอาดทั้งวิธีหาเงินและวิธีหาคะแนน อย่าใช้เงินที่ตอบที่มาไม่ได้ซื้อใจคน และอย่าใช้ข่าวที่ตอบข้อเท็จจริงไม่ได้ทำลายคนอื่น เพราะคนสงขลาเขาดูออกว่าใครทำมาหากินอะไร ใครอยู่กับประชาชนอย่างไร และใครสร้างตัวมาจากไหน ดังนั้นก่อนจะชี้นิ้วไปที่คนอื่น อย่าลืมว่าประชาชนเขาก็มองกลับมาที่ตัวเราและคนรอบตัวเราเหมือนกัน หากที่ดินแปลงใดที่นายสิงโตกล่าวว่าเป็นที่กุโบร์และเป็นที่สาธารณะควรแจ้งกรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนโฉนดและดำเนินคดีกับผู้บุกรุก ผู้ออกโฉนด ดีกว่าโพสต์บน social media หวังโหนกระแสไปวันๆ

เปิดโจทย์นิคมอุตสาหกรรมจะนะ!! จับตา ครม.สัญจรพิจารณา “นิคมอุตสาหกรรมก้าวหน้าจะนะ” ชี้พัฒนาต้องโปร่งใส–ชุมชนได้ประโยชน์จริง ย้ำไม่ใช่แค่ “เอาหรือไม่เอา” แต่ต้องตอบให้ได้ว่าชาวบ้านได้อะไร

ครม.กำลังจะพิจารณาโครงการ “นิคมอุตสาหกรรมก้าวหน้าจะนะ”ช่วงการประชุม ครม.สัญจร 1 กันยายนนี้

ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดผมเคยได้คุยกับ ดร.เจ๊ง รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่ดีในการพัฒนาเศรษฐกิจเชื่อมโยงสงขลา-ปัตตานี ภาษาเป็นทางการอาจจะยาก และไม่เข้าใจ อันเป็นการพัฒนาสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ

ถ้าพูดถึง “นิคมอุตสาหกรรมจะนะ” ในมุมว่า หากเดินหน้าอย่างถูกต้อง โปร่งใส และคำนึงถึงคนในพื้นที่ สังคมจะได้ประโยชน์หลายด้านครับ แต่ต้องพิจารณาผลกระทบที่ตามมาอย่างรอบคอบรอบด้าน หามาตรการป้องกัน อย่างตรงไปตรงมาภายใต้การมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่

สิ่งที่สังคมจะได้จากนิคมอุตสาหกรรมจะนะ

1. สร้างงานให้คนในพื้นที่
-เกิดตำแหน่งงานทั้งในโรงงาน โลจิสติกส์ ก่อสร้าง บริการ และธุรกิจต่อเนื่อง
-คนรุ่นใหม่มีทางเลือกทำงานในบ้านเกิด ไม่จำเป็นต้องออกไปหางานต่างจังหวัด

2. เพิ่มรายได้และเศรษฐกิจท้องถิ่น
-เงินหมุนเวียนจากคนทำงานและภาคธุรกิจจะเข้าสู่ร้านค้า ที่พัก อาหาร การขนส่ง และบริการต่าง ๆ
-หากมีการกำหนดสัดส่วนการจ้างงานคนในพื้นที่อย่างจริงจัง ผลประโยชน์จะกระจายถึงชุมชนมากขึ้น

3. ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน
-การลงทุนขนาดใหญ่สามารถผลักดันให้เกิดการพัฒนาถนน ระบบไฟฟ้า น้ำประปา ระบบขนส่ง และสาธารณูปโภค
-แต่ต้องกำหนดให้ชุมชนได้รับประโยชน์ด้วย ไม่ใช่พัฒนาเฉพาะพื้นที่อุตสาหกรรม

4. สร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ให้ภาคใต้
-จะนะมีศักยภาพด้านทำเล การคมนาคม และเชื่อมโยงกับสงขลา–มาเลเซีย
-หากวางผังให้เหมาะสม สามารถต่อยอดเป็น อุตสาหกรรม + โลจิสติกส์ + การค้าชายแดน ได้

5. เพิ่มรายได้ให้ท้องถิ่นและรัฐ
-เมื่อมีธุรกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ย่อมมีฐานภาษีและรายได้จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
-หากออกแบบระบบจัดสรรรายได้ที่ดี ท้องถิ่นสามารถนำเงินกลับมาพัฒนาการศึกษา สาธารณสุข และสาธารณูปโภคได้

6. สร้างโอกาสให้ SMEs ในพื้นที่
-โรงงานขนาดใหญ่ไม่ได้สร้างงานเฉพาะในโรงงาน แต่ต้องใช้ผู้รับเหมา ขนส่ง อาหาร ซ่อมบำรุง รักษาความปลอดภัย และบริการอีกจำนวนมาก
-นี่อาจเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเติบโตไปพร้อมกับโครงการ

แต่ “ข้อดี” จะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อมีเงื่อนไข

ประเด็นสำคัญของจะนะจึงไม่ควรถามเพียงว่า “เอานิคมหรือไม่เอานิคม” แต่ควรถามว่า

“ถ้าจะมีนิคมอุตสาหกรรม แล้วประชาชนจะนะได้อะไร และรัฐจะรับประกันอย่างไรว่าเขาจะไม่เป็นผู้แบกรับต้นทุน?”

ต้องมีอย่างน้อย การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่น่าเชื่อถือ, การมีส่วนร่วมของประชาชน, การเปิดเผยข้อมูล, ระบบควบคุมมลพิษที่เข้มงวด, การจ้างงานคนในพื้นที่ และกลไกแบ่งปันผลประโยชน์ให้ชุมชน

เพราะถ้า ได้งาน ได้รายได้ ได้โครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องแลกด้วยทะเลเสีย สิ่งแวดล้อมเสีย สุขภาพประชาชน และวิถีชีวิตชุมชน แบบนั้นก็ต้องกลับมาถามกันใหม่ว่า “การพัฒนาเป็นของใคร และใครเป็นคนจ่ายต้นทุน”

อย่างไรก็ตามต้องรับฟังเสียงค้านอย่างมีเหตุมีผล ฝ่ายค้านก็ต้องแสดงข้อมูลให้ชัดว่าค้านเรื่องอะไร ประเด็นไหน มีข้อเสนออย่างไร ที่มากกว่าการล้มโครงการ

วง OZONE กลุ่มเด็กๆจากภูเก็ตที่ฝีมือดนตรีระดับปีศาจ ลมใต้ปีกของ “เนเน่ รอยัล” บนเวทีโลก

ก่อนเสียง Live Golden Buzzer จาก Mel B จะดังก้องเวที America’s Got Talent หลังโชว์ “Black Hole Sun” เพลงแห่งตำนานของ Soundgarden ที่ทำเอาคนทั้งฮอลล์ลุกขึ้นยืน…
เนเน่ รอยัล ไม่ได้มายืนตรงนั้นคนเดียว
เพราะเบื้องหลังความมั่นใจสุดขีดบนเวทีระดับโลกของเธอ คือเวทีเล็ก ๆ ที่ตลาดนัดภูเก็ต ห้องซ้อมแคบ ๆ และเพื่อนร่วมวงอีก 4 คนที่ชื่อ OZONE
วันนี้เราจะพาไปรู้จักพวกเขาทีละคน เด็กกลุ่มนี้ที่กำลังพิสูจน์ว่า “อายุน้อย ไม่ได้แปลว่าฝีมือน้อยตาม”

จุดเริ่มต้น: จากห้องซ้อมเงียบกริบ สู่วงร็อกที่คนทั้งประเทศจับตา
OZONE ไม่ได้เกิดจากการรวมตัวของเพื่อนสนิท แต่เกิดจากสายตาของครูคนหนึ่ง
ครูชาคริต บิลังโหลด ครูสอนดนตรีจากโรงเรียนดนตรียามาฮ่า นครภูเก็ต อยากส่งวงเข้าประกวดรายการ THE POWER BAND 2025 จึงเริ่มมองหาเด็กที่มีศักยภาพมารวมกัน ทีละคน ทีละคน จนครบวง
วันแรกที่ทุกคนมาเจอกัน บรรยากาศเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าคุยกันเลยด้วยซ้ำ จนกระทั่ง… มีคนชวนเล่น Minecraft หลังซ้อม
ใช่ครับ วงร็อกที่กำลังจะพาเพื่อนไปไกลถึงเวทีโลก เริ่มสนิทกันเพราะเกมออนไลน์ธรรมดา ๆ นี่แหละ

5 นักดนตรีตัวน้อย หัวใจใหญ่กว่าตัว

แพรว – รัตติกานต์ อำลอย AKA เนเน่ รอยัล(ร้องนำ/กีตาร์)
เสียงร้องที่ทรงพลังติดความแหบพร่าที่ปลายเสียงราวกับผู้ใหญ่โตเต็มวัย จุดเริ่มต้นของแพรวหรือเนเน่กลับเรียบง่ายมาก เนเน่เลือกเรียนกีตาร์เพราะชุมนุมวิชาการที่โรงเรียนเต็มหมดแล้ว เหลือแค่ชุมนุมดนตรี
ส่วนการร้องเพลง มาจากภาพที่เธอเห็นตอนเดินตลาดกับพ่อแม่ นักร้องเปิดหมวกที่เห็นมีแต่ผู้ชาย ไม่มีผู้หญิงเลยสักคน เนเน่เลยตัดสินใจว่า “ผู้หญิงก็ทำได้เหมือนกัน หนูจะทำให้ดู” แล้วเธอก็เริ่มเปล่งเสียงร้องเพลงควบคู่ไปกับฝึกทักษะควบคุมเส้นลวดทั้ง 6 สายควบคู่กันไปตั้งแต่วันนั้น

เจซี – จาริล คริสเตอร์แคมโป เดอ-คาสโทร (เบส)
ตัวอย่างลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นที่แท้จริง พ่อของเจซีเป็นนักดนตรีอาชีพชาวฟิลิปปินส์ที่มาทำงานและตั้วรกรากในประเทศไทย เจซีเห็นพ่อเล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็ก ลองมาแล้วทั้งอูคูเลเล่ คีย์บอร์ด กีตาร์ แต่สุดท้ายก็ตกหลุมรักเบสเพราะเห็นพ่อเล่นแล้ว “เท่”

โอสถ – กรฤทธิ์ วายุเวช (กีตาร์/คอรัส)
จุดเริ่มต้นการเล่นกีตาร์ของโอสถเพราะ เหตุผลง่ายๆที่ว่า ขี้เกียจออกจากบ้านช่วงโควิด เล่นไปเล่นมาก็ยิ่งอิน ยิ่งฟังยิ่งชอบ จนถอนตัวไม่ขึ้น

เอ็มเค – ญาณกร พูลวโรดม (คีย์บอร์ด/คอรัส)
นักดนตรีสายเกม เริ่มเล่นดนตรีเพราะ “พ่อสั่ง” ให้เลิกติดเกม แต่พอหันมาให้เวลากับทฤษฎีดนตรีอย่างจริงจัง กลับพบว่าตัวเองรักมันเข้าอย่างจัง จากเด็กที่ไม่อยากเล่นดนตรี กลายเป็นคนที่เดินเข้าไปบอกพ่อเองว่าอยากไปต่อสายนี้ ส่วนเหตุผลที่เลือกคีย์บอร์ดแทนเบสที่เป็นเครื่องดนตรีของพ่อ? “ไม่อยากเจ็บนิ้วครับ” เอ็มเคได้เคยกล่าวไว้

บุ๋น – ณัฐฐ์บุญญ์ บุญรุ่งโรจน์ (กลอง)
มือกลองตัวกลมสาย foodie วัยเพียง 12 ปี ที่ลองมาหมดทั้งเปียโน เบส กีตาร์ ก่อนจะลงเอยที่กลองเพราะ “มันเท่และตีแล้วไม่เจ็บมือเท่าเครื่องอื่น” ช่วงแรกตัวยังเล็กจนเหยียบกระเดื่องไม่ถึง จนต้องปรับเก้าอี้ลงต่ำเกือบสุด
ล่าสุดบุ๋นคว้าแชมป์ Drums Off Thailand 2026 รุ่นเด็ก พร้อม 3 รางวัลรวด และได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งระดับเอเชียที่ไต้หวันปลายปีนี้ ในส่วน lifestyle บุ๋นก็ไม่ธรรมดา เห็นลีลาหวดกลองหนักแน่นพริ้วไหวแบบนี้ บุ๋นยังมีอีกบทบาทหนึ่งคือ YouTuber สายกินกับช่อง Boon - Hungry Drummer ให้แฟนๆได้ติดตามกันอีกด้วย

ครูชาคริตเลือกเด็กทั้งห้าคนไม่ใช่แค่เพราะฝีมือ แต่เพราะวัยไล่เลี่ยกันและมุมมองที่ไปด้วยกันได้
“เวลาเล่นก็เล่นกันจริงจัง เวลาผมดุก็เงียบทันที ทุกคนมีวินัยดีมาก เพราะเราสอนเขาเหมือนผู้ใหญ่ จะมางอแงไม่ได้”
เพลย์ลิสต์ของพวกเขาก็ไม่ใช่เพลงเด็กเล่นเบา ๆ ตั้งแต่ Nightmare ของ Avenged Sevenfold, Toxicity ของ System of a Down ไปจนถึงร็อกไทยเพื่อชีวิตอย่างบัวลอย ของคาราบาว

ฝีมือพัฒนาจากการลงสนามจริง
สนามซ้อมที่แท้จริงของ OZONE ไม่ใช่ห้องซ้อมแอร์เย็น ๆ แต่คือตลาดนาคา ภูเก็ต ที่ต้องเล่นให้คนเดินผ่านไปมาหยุดฟัง ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยว

ไม่มีใครตั้งใจมาดูพวกเขาโดยเฉพาะ ทุกโชว์คือการพิสูจน์ตัวเองใหม่ทุกครั้ง
ทักษะนี้เองที่หล่อหลอมให้เนเน่กล้าเล่น กล้าคุยกับคนดูนับล้านผ่านหน้าจอ โดยไม่เสียความเป็นธรรมชาติแม้แต่นิดเดียว
ก่อนบินไปแข่งรอบ Live ที่สหรัฐฯ เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เนเน่ยังกลับมาขึ้นเวทีเดิมกับเพื่อน ๆ ที่ตลาดนาคาอีกครั้ง ท่ามกลางแฟนเพลงที่มารอส่งกำลังใจที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกที

พลังแห่งทีมเวิร์ค
พวกเขาเคยพูดถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเล่นเป็นวงไว้ว่า เล่นคนเดียวอาจโดดเด่นที่สุดในห้อง แต่เล่นเป็นวงต้องเรียนรู้เรื่องทีมเวิร์ค ความรับผิดชอบ และการแบ่งพื้นที่ให้เพื่อน

นี่คือสิ่งที่เราเห็นในตัวเนเน่บนเวที AGT กล้าโดดเด่น แต่ยังฟังและสื่อสารกับวงที่เล่นแบ็คอัพและทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ปัจจุบันและอนาคต
OZONE ไม่ใช่แค่ “วงของเนเน่” เพราะทุกคนในวงกำลังเติบโตไปตามทางของตัวเอง มือกลองวัย 12 กำลังจะไปแข่งระดับเอเชีย เด็กที่เคยไม่อยากแตะดนตรีเลยกลายเป็นคนรักมันที่สุด

และที่สำคัญคือหนึ่งในพวกเขากำลังออกเดินจากตลาดนัดเล็ก ๆ ในภูเก็ต ไปถึงเวที ใหญ่ระดับโลกอย่าง America’s Got Talent และคว้า Live Golden Buzzer มาครองสำเร็จและยังมีเส้นทางที่สว่างสดใสทอดรออยู่ข้างหน้าอีกยาวไกล
แต่ก่อนเสียงกริ่งแห่งอนาคตนั้นจะดัง ทุกอย่างสิ่งทุกอย่างถูกขัดเกลามาจากเวทีเล็ก ๆ การซ้อมที่ไม่เคยหยุด และเพื่อนร่วมวงที่ชื่อ OZONE

แม้อายุอาจยังน้อย แต่พลังของเด็กไทยบนเวทีดนตรี ไม่ได้เล็กตามตัวเลยสักนิด ในวันนี้ เนเน่และผองเพื่อนในนาม OZONE อาจยังเป็นเพียงกลุ่มนักดนตรีตัวเล็กๆที่ยังมีเมฆหมอกแห่งอนาคตอันคลุมเครือห่มคลุมอยู่ แต่พวกเราทุกคนก็ได้เห็นกันแล้วว่า ในเมฆหมอกนั้น มีแสงสว่างอันเรืองรองส่องประกายได้ทอดยาวออกไปไกลแสนไกลแล้วในวันนี้ ใครจะรู้ ในอนาคต OZONE กลุ่มเล็กๆกลุ่มนี้อาจขยายใหญ่ขึ้นจนปกคลุมทั้งชั้นบรรยากาศให้คนทั้งโลกได้ยินเสียงดนตรีที่มีจุดกำเนิดมาจากเกาะเล็กๆจากประเทศไทยแห่งนี้ก็เป็นได้

วันนี้หนึ่งในสมาชิกของพวกเขาได้ออกบินไปสู่เป้าหมายระดับโลกแล้วอย่างสวยงาม รอแค่เวลาที่สมาชิกคนอื่นจะก้าวตามกันออกไปเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น

รัฐบาล ลุยปรับภาษี รถยนต์ EV-ไฮบริด!! ทบทวนโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ครอบคลุม EV ไฮบริดและเครื่องยนต์ 3 เป้าหมายสร้างฐานผลิตระดับภูมิภาค เพิ่มมูลค่า Local Content และจ้างงานไทย

รัฐบาลสั่งกรมสรรพสามิตทบทวนโครงสร้างภาษีครอบคลุม EV-ไฮบริด-รถสันดาป วาง 3 เป้าหมาย เชื่อมการนำเข้ากับการลงทุน ดันไทยเป็นฐานผลิตและส่งออก EV ระดับภูมิภาค พร้อมเพิ่ม Local Content มูลค่าสูง หนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนและการจ้างงานในประเทศ

วันที่ 30 สิงหาคม 2569 เวลา 10.35 น. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกวาง 3 เป้าหมายรับอุตสาหกรรมยานยนต์เปลี่ยนผ่านรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังเร่งปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายกรมสรรพสามิตพิจารณาโครงสร้างอัตราภาษีและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน และสนับสนุนผู้ประกอบการที่ลงทุน ผลิต ใช้ชิ้นส่วน และสร้างการจ้างงานในประเทศไทย

การพิจารณาครั้งนี้ครอบคลุมรถยนต์ทั้งระบบ ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป โดยเฉพาะในภาวะที่ตลาด EV เติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่ความตกลงการค้าเสรี (FTA) บางฉบับทำให้รถยนต์สำเร็จรูปนำเข้าจากต่างประเทศได้รับสิทธิด้านภาษีศุลกากร จึงจำเป็นต้องพิจารณาโครงสร้างภาษีสรรพสามิตควบคู่กัน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมตลาด การลงทุน และการผลิตในประเทศ

ขณะเดียวกัน การปรับโครงสร้างภาษีไม่ได้พิจารณาเพียงว่าจะเพิ่มหรือลดอัตราภาษีเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการวางทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ในระยะต่อไป โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มอบนโยบายแก่กรมสรรพสามิตไว้ 3 เป้าหมายสำคัญ
1.นำเข้าเพื่อการลงทุน (Investment-Driven Import) การนำเข้ารถยนต์เทคโนโลยีใหม่ต้องเชื่อมโยงไปสู่การลงทุนระยะยาว โดยเปิดโอกาสให้นำรถยนต์รุ่นใหม่และเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาศึกษา ทดลองตลาด และเรียนรู้ ก่อนต่อยอดไปสู่การลงทุนและผลิตจริงในประเทศไทย
2.ผลิตเพื่อส่งออก มุ่งสู่ Regional EV Hub ต่อยอดความแข็งแกร่งของประเทศไทยจากการเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์สำคัญ หรือ “Detroit of Asia” ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภูมิภาค โดยเพิ่มขนาดการผลิตในประเทศควบคู่กับการขยายตลาดส่งออก
3.ยกระดับ Local Content สู่ชิ้นส่วนมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Local Content) สนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนและห่วงโซ่อุปทานไทยให้ก้าวจากการผลิตและประกอบชิ้นส่วนพื้นฐาน ไปสู่ชิ้นส่วนและเทคโนโลยีสำคัญของยานยนต์ยุคใหม่ ผ่านความร่วมมือกับนักลงทุนต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยมากขึ้น
.
“ที่ผ่านมามาตรการส่งเสริม EV มีส่วนสำคัญในการสร้างตลาดและดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย เมื่ออุตสาหกรรมเข้าสู่ระยะต่อไป มาตรการของรัฐจึงต้องปรับให้ทันกับสถานการณ์ เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์เกิดประโยชน์กลับมาถึงคนไทยมากขึ้น ทั้งการรักษาและสร้างงานในภาคการผลิต การเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการและผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าสูงขึ้น รวมถึงสร้างการแข่งขันและทางเลือกด้านเทคโนโลยีให้แก่ผู้บริโภค” นางสาวรัชดา กล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดโครงสร้างอัตราภาษีและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดและทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศในระยะต่อไป

อ้างอิง : www.thaigov.go.th

ที่มา : https://moneyandbanking.co.th/2026/266446/?fbclid=IwdGRjcAUBJe1jbGNrBQEl6nBkb2YFZXh0bgNhZW0CMTEAc3J0YwZhcHBfaWQMMzUwNjg1NTMxNzI4AAEe8RjAKbcWkYbgpPULTSsylLK5LuK7tIJiJfYZp3OQqr_LRoETAFAHvXz25bQ_aem_oEf5FbJ2pS1qY6NLU4xFGQ

สงครามการเมืองสงขลา!! ‘บุญญามณี’ ตอบโต้ ‘ขาวทอง’ ดีสเครดิต สาดปมที่ดินสาธารณะ สองตระกูลใหญ่ประชันพรรคเก่าใหม่ ใครคือผู้แทนคนรุ่นใหม่จริง?

เปิดปมการเมืองสงขลาเดือด ”บุญญามณี-ขาวทอง“ ดีสเครดิตตัดขานิพนธ์ก้าวกลับสู่การเมือง หลังพ้นคดี

เป็นประเด็นร้อนการเมืองสงขลาที่ปะทุขึ้น เป็นศึกคนในบ้านเดียวกัน -แต่ต่างพรรค ประชาธิปัตย์ชนภูมิใจไทย แต่เป็นรุ่นพ่อปะทะรุ่นลูก
ฝั่งของ นิพนธ์ บุญญามณี อดีต รมช.มหาดไทย ออกมาตอบโต้ ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง (สส.สิงโต) สส.เขต 9 สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ลูกชายของ เดชอิศม์ ขาวทอง

เรื่องมันเริ่มขึ้นเมื่อเพจหาดใหญ่โฟกัสโพสต์ข้อความข่าว "นักการเมือง น." บุกรุกที่สาธารณะ ขอออกโฉนดที่ดินอุโบว์
วันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา ศักดิ์สิทธิ์แชร์ข่าวเรื่อง ที่ดินกุโบร์ท่ายาง ต.นาทับ อ.จะนะ ซึ่งเป็นที่ฝังศพมุสลิมที่ชาวบ้านร้องว่าเป็นที่สาธารณะ แต่มีคนไปขอออกโฉนดทับที่สาธารณะ โดยแคปชั่นพาดพิงว่า "นักการเมือง น." บุกรุก
คนในพื้นที่จะรู้ทันทีว่า น. หมายถึงใคร เพราะนิพนธ์เกิดและโตที่นาทับ จะนะ

นิพนธ์โต้กลับแรง ปฏิเสธ แฉกลับ นิพนธ์ออกมาตอบเมื่อ 30 ส.ค. 69 ชัด 3 ประเด็น
ประเด็นที่ 1: ปฏิเสธไม่มีที่ดินตรงนั้น
"ผมพูดตรงๆ วันนี้เลยว่า ผมไม่มีที่ดินตรงกุโบร์แม้แต่แปลงเดียว เพราะฉะนั้นใครมีหลักฐานก็เอาออกมา อย่าพูดกันตามร้านน้ำชาแล้วเอามาแต่งเรื่องต่อ" และบอกว่าถ้าใครออกโฉนดทับที่สาธารณะจริง ก็ต้องรับผิดเอง จะเป็นญาติใครก็ต้องโดนเพิกถอน ดำเนินคดี
ประเด็นที่ 2: เตือนสติ "อย่ารีบกระโดดลงบ่อน้ำเน่า"

"สิงโตยังเป็นคนรุ่นใหม่ ผมเห็นเหมือนลูกเหมือนหลาน จึงอยากฝากว่า ถ้าคิดจะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ก็อย่ารีบกระโดดลงไปในบ่อน้ำเน่าของการเมืองแบบเก่า หากมีหลักฐานก็เอาหลักฐานมากาง"
นิพนธ์ย้ำว่าการเมืองรุ่นใหม่ไม่ได้อยู่ที่อายุ แต่อยู่ที่วิธีคิด ต้องสะอาดทั้งวิธีหาเงินและวิธีหาคะแนน
ประเด็นที่ 3: แฉกลับเรื่องครอบครัว + บุกรุกโบราณสถาน
นี่คือหมัดหนักสุด

นิพนธ์บอกว่า ครอบครัวตัวเองสอนให้หาเงินสุจริต มีสถานประกอบการตรวจสอบได้ ไม่ได้สอนให้ "ไปเปิดบ่อน ไปทำเว็บพนัน หรือเอาธุรกิจถูกกฎหมายมาบังหน้าเรื่องที่ผิดกฎหมาย"
แล้วโยงไปคดีเก่า บุกรุกโบราณสถานเขาน้อย-เขาแดง อ.สิงหนคร ที่ศาลจังหวัดสงขลาตัดสินจำคุกจำเลยหลัก 6 ปีไม่รอลงอาญา ชดใช้ 10.5 ล้าน และศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยืนเมื่อ 7 ก.ค. 69
นิพนธ์ระบุว่า หนึ่งในจำเลยที่โดนจำคุก 6 ปี เป็นพี่สาวของนายเดชอิศม์ ขาวทอง ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ของศักดิ์สิทธิ์โดยตรง
หลักการที่นิพนธ์จะสื่อคือ "ญาติทำ ญาติก็รับผิด คนอื่นไม่ได้รับผิดแทน" จะเอามาโยนใส่กันไม่ได้

สรุปว่าเกิดอะไรขึ้นกับการเมืองสงขลา?
นี่ไม่ใช่เรื่องที่ดินอย่างเดียวครับ แต่เป็น สงครามตัวแทน 2 ตระกูลใหญ่ “บุญญามณี-ขาวทอง”ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย สงขลา

ตระกูลบุญญามณี - บ้านใหญ่เขารูปข้าง ฐานเสียงมุสลิมและคนเก่าแก่หนาแน่น มี “น้องเพชญ สรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม เป็นทายาทสืบต่อภารกิจการเมือง
ตระกูลขาวทอง - บ้านใหญ่รัตภูมิ เดชอิศม์ ขาวทอง เป็นเจ้าบ้าน มีศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง เป็นทายาท ที่กำลังสร้างภาพนักการเมืองรุ่นใหม่
ทั้งคู่เคยอยู่พรรคเดียวกัน คือประชาธิปัตย์แต่ตอนนี้ต้องแย่งพื้นที่กันเอง เพราะประชาธิปัตย์เหลือ สส.สงขลาน้อยลง ต้องแย่งกันเป็นเบอร์ 1 ของจังหวัด
ฝั่งสิงโตใช้วิธีเกาะกระแสที่ดินสาธารณะซึ่งชาวนาทับร้องเรียนมา 40 ปีจริง มาสร้างบทบาทผู้ตรวจสอบ
ฝั่งนิพนธ์ใช้วิธีตอบโต้แบบผู้ใหญ่สอนเด็ก แล้วตอกกลับด้วยเรื่องมาตรฐานเดียวกัน "ถ้าจะปกป้องที่หลวง ก็ต้องปกป้องทุกที่ ทั้งกุโบร์และโบราณสถาน" และย้ำเรื่องที่มาของเงิน
ดังนั้นภาพ "บ่อน้ำเน่า" คือคำนิยามที่นิพนธ์พยายามติดป้ายให้การเมืองแบบโพสต์แฉโดยไม่มีหลักฐาน คือ ผลประโยชน์ทับซ้อน, การเมืองสกปรก, แบล็คเมล์ ดีสสเครดิต, ทุนสีเทาครอบงำ
ตอนนี้เรื่องเลยไปไกลกว่าที่ดินแล้ว กลายเป็นเรื่อง ใครกันแน่ที่เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่จริง และใครมีทุนสีเทาหนุนหลัง ครับ

เมื่อ นิพนธ์กำลังพ้นคดีละเว้น (157) มีแฟนคลับเชียร์ให้ลงชิงนายกฯอบจ.อีกครั้ง แน่นอนว่า มีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า เดชอิศม์ ขาวทอง อาจจะหวลคืนเวทีนายกฯอบจ.ชิงแขมปีจากสุพิศ พิทักษ์ธรรม ที่เดชอิศม์ เคยสนับสนุนมาก่อน

นิพนธ์ยังไม่แสดงท่าทีอะไรว่าจะลงของนายกฯอบจ.หรือไม่ แต่เกมการเมือง เกมดีสเครดิต เพื่อทำลายกัน ได้เริ่มขึ้นแล้ว….?

ไทยลุยปราบชาวต่างชาติ!! หวั่นกิจกรรม "สีเทา" กระทบธุรกิจไทย รวมเครือข่ายผิดกฎหมายทั่วประเทศ ชี้ลดโอกาสแรงงานและเสียธรรมาภิบาล รอแนวทางคุมเข้มธุรกิจต่างชาติให้โปร่งใส

ประเทศไทยจะหยุดชาวต่างชาติที่เข้ามาเอาเปรียบประเทศได้อย่างไร?

ผู้ติดตามจำนวนมากแสดงความคิดเห็นว่าพวกเขากังวลเกี่ยวกับกิจกรรม “สีเทา” ที่ส่งผลกระทบต่อคนไทยและธุรกิจไทย โดยกิจกรรมเหล่านี้รวมถึง:

🏢 การใช้บริษัทตัวแทนและบริษัทที่ชาวต่างชาติเป็นเจ้าของโดยไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง
🎰 เครือข่ายการพนันผิดกฎหมาย
🚫 การหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร
📞 ศูนย์หลอกลวงทางโทรศัพท์
💸 การปล่อยสินเชื่ออย่างผิดกฎหมาย
.
และยังมีกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย

กิจกรรมเหล่านี้บั่นทอนธุรกิจไทยที่ดำเนินงานอย่างถูกต้อง ลดโอกาสของแรงงานไทย และสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะในภาคการผลิต การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

แล้วประเทศไทยควรทำอย่างไรเพื่อจัดการกับกิจกรรมเหล่านี้ และทำให้มั่นใจว่าธุรกิจของชาวต่างชาติดำเนินงานอย่างถูกกฎหมายและเป็นธรรม?

แสดงความคิดเห็นของคุณด้านล่าง

“บีโอไอ” หนุนแอร์บัส!! ปักธงไทยเป็นศูนย์กลางดิจิทัล แอร์บัสขยายทีม เพิ่มบทบาทในเอเชีย ร่วมพัฒนาเชื้อเพลิงยั่งยืน SAF หนุนต่อยอดห่วงโซ่อุปทานและบุคลากร

บีโอไอหนุน “แอร์บัส” ขยายฐานธุรกิจ ปักธงไทย ฮับดิจิทัลการบินแห่งเอเชีย

บีโอไอเผยผลหารือ “แอร์บัส” ยักษ์ใหญ่อากาศยานโลก เดินหน้ายกระดับไทยเป็นฐานธุรกิจดิจิทัลและวิศวกรรมการบินของภูมิภาค ตั้งกรุงเทพฯ เป็นสำนักงานใหญ่ของ Skywise ดูแลทั่วเอเชีย พร้อมเลือกไทยเป็นฐานทดสอบซอฟต์แวร์แห่งเดียวสำหรับลูกค้าทั่วโลก จ้างวิศวกรและบุคลากรทักษะสูงแล้วกว่า 200 คน เสนอแนวทางต่อยอดจุดแข็งไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานอากาศยานโลก พัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมซ่อมบำรุง และผลักดันไทยสู่ฐานผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF)

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการเยี่ยมชมกิจการและหารือกับ Mr. Bert Porteman ประธานบริษัท แอร์บัส ประเทศไทย (President of Airbus Thailand) ณ สำนักงานอาคารรสา ทู กรุงเทพฯ ว่า แอร์บัส ให้ความสำคัญกับประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานธุรกิจหลักของบริษัท โดยได้จัดตั้ง Flight Operations Center of Excellence ระดับภูมิภาคขึ้นในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ Skywise ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านดิจิทัลของแอร์บัส โดยจะใช้ไทยเป็นสำนักงานภูมิภาคของ Skywise ดูแลครอบคลุมทั่วเอเชีย และเป็นฐานสนับสนุนการพัฒนาระบบการบินด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีการบินสมัยใหม่

ปัจจุบันแอร์บัสมีบุคลากรในไทยกว่า 200 คน เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่านับตั้งแต่ปี 2565 โดยร้อยละ 85 เป็นบุคลากรไทย ประกอบด้วยวิศวกรการบินและอวกาศ วิศวกรซอฟต์แวร์ นักออกแบบกราฟฟิก ช่างเทคนิค และบุคลากรทักษะสูงอื่น ๆ ขณะนี้เตรียมขยายกิจการในไทย โดยจะจ้างบุคลากรเพิ่มเติมอีกกว่า 40 คนภายในปีนี้ นอกจากนี้ บีโอไอยังได้หารือกับแอร์บัส ถึงแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมการบินของไทย ทั้งการต่อยอดจากอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไปสู่ห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนอากาศยาน การพัฒนาบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ตลอดจนการผลักดันไทยสู่ฐานการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF)

บริษัท แอร์บัส เป็นผู้ผลิตอากาศยานและระบบป้องกันประเทศที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 40 ปี ปัจจุบันมีเครื่องบินพาณิชย์ในไทยมากกว่า 150 ลำ ลูกค้าสำคัญ เช่น การบินไทย, บางกอกแอร์เวย์, ไทยแอร์เอเชีย และไทยเวียดเจ็ต และมีเฮลิคอปเตอร์เกือบ 80 ลำ ส่วนใหญ่ใช้งานโดยกองทัพและหน่วยงานรัฐ นอกจากนี้ แอร์บัส ยังมีความร่วมมือกับอีกหลายองค์กรในไทย เช่น ความร่วมมือด้านอวกาศกับ GISTDA ในการร่วมพัฒนา ผลิต และส่งดาวเทียมสำรวจทรัพยากร THEOS-1 และ THEOS-2 ความร่วมมือกับบริษัทอุตสาหกรรมการบิน (TAI) ในการซ่อมบำรุงอากาศยานของกองทัพ และความร่วมมือกับกลุ่ม CP ในการพัฒนาเชื้อเพลิงสำหรับอากาศยาน (SAF) ซึ่งถือเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีสำคัญสู่ประเทศไทย

ฐานดิจิทัลในไทย สู่การให้บริการระดับโลก

ประเด็นสำคัญจากการหารือครั้งนี้ คือการขยายบทบาทของ Skywise หน่วยงานด้านดิจิทัลของแอร์บัสในประเทศไทย ซึ่งพัฒนาโซลูชันสำหรับสายการบิน ตั้งแต่การจัดทำคู่มือสำหรับนักบิน การวิเคราะห์ข้อมูลการบิน การบริหารจัดการความปลอดภัย การวางแผนเที่ยวบินและลูกเรือ ไปจนถึงระบบคาดการณ์การซ่อมบำรุงอากาศยาน โดยอาศัยแพลตฟอร์มข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของสายการบิน

ปัจจุบันแอร์บัสอยู่ระหว่างขยายทีมทดสอบซอฟต์แวร์ของ Skywise ในไทย เพื่อควบคุมคุณภาพก่อนส่งมอบให้ผู้ใช้บริการและสายการบิน โดยจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานการทดสอบเพียงแห่งเดียวสำหรับซอฟต์แวร์ที่ให้บริการลูกค้าทั่วโลก บริษัทจึงได้รับวิศวกรซอฟต์แวร์เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับกิจกรรมดังกล่าว นอกจากนี้ แอร์บัสเตรียมให้กรุงเทพฯ เป็นสำนักงานใหญ่ของ Skywise สำหรับภูมิภาคเอเชีย ครอบคลุมอาเซียน จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

“การที่แอร์บัสยกระดับบทบาทให้ไทยรับผิดชอบกิจกรรมด้านดิจิทัลที่ให้บริการลูกค้าทั่วโลก รวมทั้งใช้กรุงเทพฯ เป็นฐานบริหารธุรกิจ Skywise ในภูมิภาค สะท้อนถึงความพร้อมของไทยในการรองรับเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งงานด้านวิศวกรรม การทดสอบซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีการบินที่ต้องใช้บุคลากรทักษะสูง ซึ่งจะช่วยสร้างงานคุณภาพ และเปิดโอกาสให้คนไทยมีบทบาทในอุตสาหกรรมการบินระดับโลกมากขึ้น” นายนฤตม์ กล่าว

ต่อยอดจุดแข็งไทย สู่ห่วงโซ่อุปทานอากาศยาน

ผู้บริหารแอร์บัสประเมินว่า ปริมาณผู้โดยสารและขนาดฝูงบินทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 20 ปีข้างหน้า ส่งผลให้มีความต้องการอากาศยานใหม่มากกว่า 20,000 ลำ ขณะที่แอร์บัสมียอดคำสั่งซื้อรอส่งมอบมากกว่า 9,000 ลำ หรือเทียบเท่ากำลังการผลิตกว่า 10 ปี อย่างไรก็ตาม การเพิ่มกำลังการผลิตยังเผชิญข้อจำกัดจากปัญหาห่วงโซ่อุปทาน การขาดแคลนบุคลากร ต้นทุนวัตถุดิบ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ผู้ผลิตอากาศยานต้องกระจายและลดความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น

แอร์บัสมองว่า ความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์และคุณภาพของบุคลากรไทย เป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสรองรับการกระจายห่วงโซ่อุปทานอากาศยาน โดยไทยควรกำหนดสาขาที่ต้องการสร้างความเชี่ยวชาญอย่างชัดเจน และต่อยอดจากจุดแข็งที่มีอยู่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนความแม่นยำสูง ไปสู่การผลิตโครงสร้างอากาศยาน วัสดุคอมโพสิต และอุปกรณ์ภายในห้องโดยสาร โดยการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานอากาศยานจำเป็นต้องผ่านกระบวนการรับรองที่เข้มงวด มีระบบคุณภาพและความปลอดภัยระดับสูง รวมทั้งใช้บุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง จึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างบริษัทต่างชาติที่นำเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญเข้ามา กับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการพัฒนาขีดความสามารถในระยะยาว ทั้งนี้ ปัจจุบันแอร์บัสมี Suppliers ในไทยทั้ง Tier 1-3 อยู่แล้วประมาณ 80 บริษัท

เร่งพัฒนาบุคลากร รองรับ MRO และอุตสาหกรรมการบินยุคใหม่

ด้านการพัฒนาบุคลากร แอร์บัสมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในไทยหลายแห่ง เช่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมการบินและอวกาศ (Aerospace Engineering) ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม รวมถึงความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI และทักษะการทำงานในสภาพแวดล้อมนานาชาติ

สำหรับอุตสาหกรรม MRO ปัจจุบันแอร์บัสมีความร่วมมือด้านการซ่อมบำรุงเฮลิคอปเตอร์และอากาศยานทางทหารกับบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด ขณะที่การพัฒนาศูนย์ MRO เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ยังเผชิญความท้าทายจากการขาดแคลนช่างซ่อมบำรุงและมาตรฐานการฝึกอบรมที่เข้มงวดมากขึ้น แอร์บัสจึงพร้อมนำความเชี่ยวชาญ มาช่วยสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรในประเทศไทยด้วย

ชี้ไทยมีศักยภาพเป็นฐานผลิต SAF ชั้นนำ

แอร์บัสมองว่า ประเทศไทยมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการผลิตน้ำมันอากาศยานแบบ SAF เนื่องจากมีวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจำนวนมากและมีอุตสาหกรรมเอทานอลที่เข้มแข็ง โดยในระยะสั้น สามารถผลิต SAF จากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ขณะที่โอกาสสำคัญของไทยในระยะกลางคือ การนำเอทานอลมาผลิต SAF ผ่านกระบวนการเปลี่ยนแอลกอฮอล์เป็นเชื้อเพลิงอากาศยาน และในระยะยาว สามารถพัฒนาไปสู่เทคโนโลยีการผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์จากคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำโดยใช้พลังงานหมุนเวียน

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเหล่านี้ต้องใช้เงินลงทุนสูง จึงจำเป็นต้องมีแนวทางสนับสนุนที่เหมาะสม ควบคู่กับการบูรณาการหน่วยงานรัฐ ผู้ผลิตวัตถุดิบ บริษัทพลังงาน ผู้ผลิต SAF และสายการบิน เพื่อร่วมกันกำหนดโรดแมปและนโยบายด้าน SAF เชื่อมโยงทั้งด้านการผลิตและการใช้ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุน

“การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงโอกาสของไทยในการยกระดับบทบาทในอุตสาหกรรมการบิน ตั้งแต่งานดิจิทัลและซอฟต์แวร์ การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและบุคลากร การสร้างขีดความสามารถด้าน MRO ไปจนถึงการผลิตน้ำมันอากาศยานหรือ SAF โดยบีโอไอพร้อมประสานความร่วมมือกับแอร์บัสและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของไทยอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” นายนฤตม์ กล่าว

ประวัติศาสตร์ลูกยางไทย!! ตบสาวไทยกู้ศักดิ์ศรีเอเชีย ชนะจีน 3-2 เซต ล้มเจ้าภาพจีนต่อหน้าแฟนเทียนจิน คว้าแชมป์เอเชียสมัยที่ 4 ตีตั๋วลุยโอลิมปิก 2028 ทะยานขึ้นอันดับ 14 โลกชั่วคราว

วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2026 (AVC Women's Volleyball Continental China 2026) ณ เมืองเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน เกมในรอบชิงชนะเลิศ ในวันที่ 30 ส.ค.69 วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย อันดับ 17 ของโลก พบกับ จีน เจ้าถิ่น ทีมอันดับ 7 ของโลก ซึ่งนัดนี้มีตั๋วไปโอลิมปิก 2028 ที่แอลเอ สหรัฐอเมริกา เป็นเดิมพัน

เกมกับจีน ผู้เล่น 6 คนแรกของไทย ประกอบไปด้วย พรพรรณ เกิดปราชญ์ , พิมพิชยา ก๊กรัมย์ , ชัชชุอร โมกศรี, ศศิภาพร จันทวิสูตร, แก้วกัลยา กมุลทะลา, ทัดดาว นึกแจ้ง โดยมีปิยะนุช แป้นน้อย เป็นตัวรับอิสระ หรือ ลิเบอโร่

ผลการแข่งขันนัดนี้สู้กันอย่างสนุก ถึง 5 เซต ก่อนจะเป็น ตบสาวไทย เล่นได้อย่างสุดยอด เอาชนะ จีนไป 3-2 เซต 25-20, 11-25, 23-25, 25-18, 15-10 ผงาดคว้าแชมป์เอเชีย สมัยที่ 4 ต่อจากปี 2009 2013 และ 2023 พร้อมได้ตั๋วไปโอลิมปิก 2028 ที่สหรัฐอเมริกา กลายเป็น 1 ใน 12 ทีมของโลก ถือเป็นโอลิมปิกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังจากรอคอยมากว่า 62 ปี

อันดับโลกล่าสุด วอลเลย์บอลหญิงไทย
จากชัยชนะแห่งประวัติศาสตร์ ผงาดแชมป์เอเชีย สมัยที่ 4 วอลเลย์บอลสาวไทย ได้คะแนนสะสมอันดับโลกเพิ่ม 10.35 รวม 230.68 คะแนน ทะยานไปรั้งอันดับ 14 ของโลกเป็นการชั่วคราว ส่วนจีน คะแนนสะสมลดลงเหลือ 311.82 แต่ยังรั้งอันดับ 7 ของโลกเท่าเดิม

ที่มา : https://www.tnews.co.th/sport/volleyball/658216

GGC ร่วมมือ CP AXTRA ศึกษาจัดเก็บน้ำมันพืชใช้แล้ว สร้างมูลค่าใหม่จากของเสีย หนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

GGC ร่วมมือ CP AXTRA ศึกษาการจัดเก็บน้ำมันพืชใช้แล้ว
สร้างมูลค่าใหม่ หนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน

บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC นำโดย ดร. กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ จับมือ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CP AXTRA โดย นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่ บริหารสายงาน ความยั่งยืน และสื่อสารองค์กร ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดเก็บและบริหารจัดการน้ำมันพืชใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) เพื่อนำกลับมาปรับปรุง คุณภาพและต่อยอดสร้างมูลค่า ใหม่ ภายใต้แนวคิดเรื่อง “ของเสีย” ให้กลายเป็น “โอกาส” ผ่านการนำทรัพยากรกลับมาใช้ ประโยชน์ อย่างคุ้มค่า และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ที่สนับสนุน การเปลี่ยนผ่าน สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต สะท้อนแนวคิดเศรษฐกิจ หมุนเวียน (Circular Economy) ที่พร้อมขับเคลื่อน การเปลี่ยนผ่านสู่ เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Economy) อย่างเป็นรูปธรรม

โดยภายในงาน ได้รับเกียรติจาก นายอดิศักดิ์ ชูสุข รองอธิบดีกรม พัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์ พลังงาน (พพ.), นายพรรคพงษ์ วังรัตนโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมี ขั้นต้นและขั้นกลาง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) และพลโท ฐิตวัชร์ เสถียรทิพย์ กรรมการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GGC) ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนาม ณ ห้องประชุม Learning 1 สำนักงานใหญ่ โลตัส

เจาะตำนานกำเนิดอิสราเอล!! จากแผนแบ่งปาเลสไตน์ของ UN สู่สงครามตั้งรัฐที่เปลี่ยนชะตาตะวันออกกลาง อิสราเอลไม่ได้เกิดจากสุญญากาศ แต่เกิดจากสงคราม การอพยพ และเกมมหาอำนาจ

เจาะตำนานกำเนิดอิสราเอล

มาถึง ณ วันนี้ในโลกอินเตอร์เนตกลับเห็นโพสว่าเข้าใจแล้วว่าทำไมฮิตเลอร์ถึงจงเกลียดจงชังชาวยิวนัก จนถึงขั้นที่เรียกว่าชาวยิวคือเชื้อโรคหรือปรสิตของโลกเลยทีเดียว ซึ่งพอเอย่าค้นข้อมูลดูก็พบว่าการที่ฮิตเลอร์คิดแบบนั้นก็เพราะในเวลานั้นเยอรมนีอยู่ในช่วงปพ้สงครามในสงครามโลกครั้งที่ 1 และต้องจ่ายเงินค่าปฏิกรรมสงครามมหาศาล แต่สาธารณรัฐไวมาร์ซึ่งเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่ขึ้นมาปกครองเยอรมนีหลังสงครามซึ่งนักการเมืองและนักคิดที่มีบทบาทสูงในรัฐบาลไวมาร์นี้หลายคนเป็นชาวยิว อีกทั้งชาวยิวในเยอรมนีมีประชากรเพียงประมาณ 1% เท่านั้น แต่เป็นกลุ่มที่มีการศึกษาสูงและประสบความสำเร็จอย่างมาก พวกเขากุมตำแหน่งสำคัญในระบบธนาคาร พาณิชยกรรม กฎหมาย การแพทย์ และสื่อสิ่งพิมพ์ แต่ชาวเยอรมันแท้ๆกลับต้องมาทำงานรับใช้คนเหล่านี้ และนี่คือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นครั้งในอดีต

แต่เมื่อชาวยิวได้มีประเทศเป็นของตนเองอย่างอิสราเอลต้องมองย้อนกลับไปถึงครั้งเมื่อจักรวรรดิออตโตมันล่มสลายแผ่นดินปาเลสไตน์ในขณะนั้นเป็นดินแดนในอาณัติของอังกฤษ โดยในเวลานั้นมีประชากร อาหรับปาเลสไตน์เป็นประชากรส่วนใหญ่ และมีชุมชนชาวยิวขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะจากการอพยพของไซออนิสต์ จนเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 1947 องค์การสหประชาชาติเสนอให้แบ่งดินแดนปาเลสไตน์เป็น รัฐยิวและรัฐอาหรับ โดยพื้นที่ที่เสนอให้รัฐยิวมีประมาณ 55% ของดินแดน แม้ว่าชาวยิวจะมีประมาณหนึ่งในสามของประชากรทั้งหมด และแน่นอนชาวยิวเอาด้วยอย่างไม่ขัดขืนในขณะที่ชาวอาหรับต่างปฏิเสธเพราะเป็นการแบ่งที่ไม่เป็นธรรม จากนั้นในวันที่ 14 พฤษภาคม 1948 Ben-Gurion ประกาศจัดตั้งรัฐอิสราเอล และประเทศแรกที่รับรองประเทศอิสราเอลคือ สหรัฐอเมริกา นั่นเอง และหลังจากนั้นอิสราเอลก็เริ่มทำสงครามกับฝั่งชาวอาหรับในปาเลสไตน์และยึดพื้นที่ในเขตปกครองของอังกฤษเพิ่มขึ้นเป็น 78% ในที่สุด

ในการศึกครั้งนี้ยิวไม่ได้สู้เพียงลำพัง ทั้งที่ฝ่ายอาหรับนั้นนอกจากชาวอาหรับในปาเลสไตน์แล้วยังมีกองทัพจากอิรัค อิยิปต์ ซีเรียและจอร์แดน แต่สาเหตุที่ทำให้ฝ่ายอาหรับปราชัยส่วนหนึ่งมาจากจุดประสงค์การรบที่ไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในขณะที่ฝั่งยิวนั้นมีการระดมพลจากทหารผ่านศึกยิวนอกประเทศและอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากเชคโกสโลวาเกียในขณะนั้น ทำให้การรบเป็นต่อกว่าฝั่งอาหรับที่จ้องจะเข้ามายึดปาเลสไตน์ไปเป็นของประเทศตนเป็นที่ตั้ง ซึ่งจุดนี้เองผลกรรมจึงตกไปอยู่กับชาวอาหรับปาเลสไตน์ในพื้นที่นั่นเอง

ในตอนหน้าเอย่าจะมาเปิดเผยถึงประเทศหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นมหามิตรกับอิสราเอลก่อนจะหันหลังกลับแบบแทบจะไม่เหลือความเป็นมิตรต่อกัน อยากทราบว่าประเทศอะไรติดต่อตอนต่อไปอาทิตย์หน้านะคะ

ที่มา : AYA


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top