Thursday, 8 October 2026
TheStatesTimes

AIA จับมืออาสาสมัครกาชาด!! ถักบอลบีบมือส่งต่อสุขภาพดีให้ผู้สูงอายุ 100 ชุด ส่งเสริมสุขภาพมือผู้สูงอายุในกรุงเทพฯ เสริมสร้างกล้ามมือและกำลังใจ สะท้อนน้ำใจและพลังจิตอาสา

อาสาสมัครกาชาดร่วมถักทอความห่วงใย ส่งต่อบอลบีบมือเพื่อสุขภาพผู้สูงอายุ

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 บริษัท AIA ประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด จัดกิจกรรม “AIA Caring Hands for Healthy Aging” ภายใต้แคมเปญ “ถักทอความห่วงใย ส่งต่อสุขภาพดีสู่ผู้สูงอายุ” โดยมีอาสาสมัครกาชาดจำนวน 30 คน โดยร่วมกันถักไหมพรมเป็นบอลบีบมือสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมการบริหารกล้ามเนื้อมือและการดูแลสุขภาพ
ณ อาคารกิจกรรมอาสาสมัครสภากาชาดไทย
ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ อาสาสมัครกาชาดได้ร่วมแรงร่วมใจกันถักบอลบีบมือด้วยความตั้งใจ จำนวน 100 ชุด ชุดละ 2 ลูก เพื่อนำส่งให้บริษัท เอไอเอ ประเทศไทย จำกัด สำหรับให้พนักงานจิตอาสาร่วมบรรจุถั่วแดงภายในบอลบีบมือ ก่อนส่งมอบแก่ผู้สูงอายุในพื้นที่กรุงเทพมหานครต่อไป

กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งการให้และจิตอาสาที่มุ่งสร้างประโยชน์แก่สังคม โดยทุกฝีเข็มที่ถักทอขึ้น ไม่เพียงเป็นอุปกรณ์ส่งเสริมสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความห่วงใย ความปรารถนาดี และน้ำใจที่ส่งต่อจากผู้ให้สู่ผู้รับ สร้างรอยยิ้มและกำลังใจให้แก่ผู้สูงอายุได้อย่างอบอุ่นและยั่งยืน

ข้อตกลงป้องกันร่วมเมกกะ!! เขย่าภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง จับตา “NATO แห่งโลกมุสลิม” ผู้นำ 3 ชาติ ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี ปากีสถาน ลงนามข้อตกลงป้องกันร่วมครั้งยิ่งใหญ่ ย้ำเป้าหมายสันติภาพและเสถียรภาพ

"NATO แห่งโลกมุสลิม" ข้อตกลงป้องกันร่วมเมกกะ (Mecca Joint Defence Agreement)

ข้อตกลงป้องกันร่วมเมกกะ (Mecca Joint Defence Agreement) เป็นสนธิสัญญาความมั่นคงระดับไตรภาคีที่ลงนามอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยมีผู้นำและผู้แทนจาก 3 ประเทศมุสลิมหลักร่วมลงนาม ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, ตุรกี และปากีสถาน

สนธิสัญญานี้ได้รับการเปรียบเปรยจากนักวิเคราะห์ว่าเป็น "NATO แห่งโลกมุสลิม" เนื่องจากโครงสร้างเน้นการป้องปรามและเสริมสร้างความมั่นคงร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยข้อตกลงนี้เกิดขึ้นจากข้อตกลงป้องกันร่วมเชิงยุทธศาสตร์ก่อนหน้านี้ที่ลงนามระหว่างปากีสถานและซาอุดีอาระเบียเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2025 แล้วจึงมีการรวมตุรกีเข้าไปด้วย การให้สัตยาบันข้อตกลงนี้ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการท่ามกลางสงครามระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ปี 2026 

ข้อตกลงเมกกะ ได้วางรากฐานการจัดระเบียบความมั่นคงร่วมกันตามแบบ มาตรา 5 ของ NATO ]โดยมีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า "การโจมตีด้วยอาวุธใดๆ ต่อรัฐใดรัฐหนึ่งในสามรัฐจะถือเป็นการโจมตีต่อรัฐทั้งหมด" ข้อตกลงนี้ทำให้ ซาอุดีอาระเบียสามารถจัดหาเงินทุนและโครงการป้องกันประเทศ ตุรกีสามารถจัดหาอุปกรณ์ป้องกันประเทศที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง และปากีสถานสามารถจัดหากำลังคนในแนวหน้า ให้แก่ชาติสมาชิกได้ อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า ข้อตกลงนี้ ไม่น่าจะขยายการป้องปรามของอาวุธนิวเคลียร์ของปากีสถานให้ครอบคลุมถึงซาอุดีอาระเบียหรือตุรกีได้ ข้อตกลงไตรภาคีนี้ได้รับการอธิบายว่าเป็น "การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ" ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ของตะวันออกกลาง และเป็นข้อตกลงเชิงสถาบันครั้งแรกในลักษณะนี้ในภูมิภาค

การเปรียบเปรยว่า ข้อตกลงป้องกันร่วมเมกกะ (Mecca Agreement) ระหว่างซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน เป็น “NATO แห่งโลกมุสลิม” เพราะ (1)มีหลักการป้องกันร่วมกันที่ถอดแบบมาจากมาตรา 5 ของสนธิสัญญา NATO และ (2)ข้อตกลงลงนี้ลงนาม ณ นครเมกกะ (Mecca) ซึ่งเป็นหนึ่งในสองนครศักดิ์สิทธิของศาสนาอิสลามในราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย โดยอีกแห่งคือ นครมาดีนะห์ (Medina) มี กฎข้อบังคับที่ ห้ามคนต่างศาสนิก (ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม) เดินทางเข้าพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ อย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นกฎที่มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และ พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ทรงดำรง พระอิสริยยศ เป็น องค์ผู้ดูแลและพิทักษ์มัสยิดศักดิ์สิทธิ์สองแห่ง (His Majesty the Custodian of the Two Holy Mosques) ได้แก่ มัสยิดอัลฮะรอม (นครเมกกะ) และมัสยิดอัลนะบะวีย์ (นครมะดีนะห์)

การที่ เจ้าชายมกุฎราชกุมารแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ประธานาธิบดีตุรกี และนายกรัฐมนตรีปากีสถาน ได้ลงนามในข้อตกลงป้องกันร่วมกันที่นครเมกกะ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสามรัฐในการเสริมสร้างความมั่นคงร่วมกัน และส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในภูมิภาคและนอกภูมิภาค เพื่ออนาคตที่มั่นคงและเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน ด้วยข้อตกลงนี้มีจุดประสงค์เพื่อ เสริมสร้างการป้องปรามร่วมกันต่อการกระทำใดๆ ที่เป็นการรุกราน และระบุว่าการโจมตีด้วยอาวุธใดๆ ต่อรัฐใดรัฐหนึ่งในสามรัฐนั้นจะถือเป็นการโจมตีต่อทั้งสามรัฐ นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีการยกระดับความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศในทุกด้านระหว่างสามรัฐอีกด้วย

ตามแถลงการณ์ร่วมที่ออกโดยรัฐบาลทั้งสาม ข้อตกลงนี้มีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างการป้องปรามร่วมกันต่อการรุกราน โดยการโจมตีด้วยอาวุธต่อรัฐใดรัฐหนึ่งในสามรัฐนี้ จะถือเป็นการโจมตีทั้งสามรัฐแถลงการณ์ดังกล่าวอธิบายถึงเป้าหมายที่กว้างขึ้นของข้อตกลงนี้ว่าเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงร่วมกันและส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในภูมิภาคและนอกเหนือจากนั้น โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับพันธกรณีทางทหารหรือภาระผูกพันเฉพาะที่แต่ละฝ่ายได้ดำเนินการ เจ้าหน้าที่ตุรกีระบุว่าข้อตกลงนี้มีจุดประสงค์เพื่อการป้องกันโดยแท้จริง โดยระบุว่าไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ ยังคงเปิดกว้างสำหรับรัฐในภูมิภาคอื่นๆ และไม่ได้แทนที่ข้อตกลงทวิภาคีหรือพหุภาคีที่มีอยู่ระหว่างผู้ลงนาม

ลักษณะของข้อตกลง: แม้สื่อตะวันตกจะเรียกขานว่าเป็น "NATO ฉบับมุสลิม" แต่โดยพื้นฐานแล้ว ข้อตกลงนี้ยังเป็นเพียงกรอบความร่วมมือทางการเมือง มากกว่าพันธมิตรทางทหารที่เข้มแข็งเหมือน NATO เนื่องจากยังขาดโครงสร้างการบังคับบัญชาทางทหารแบบบูรณาการและกลไกที่มีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างชัดเจน

จุดยืน: ผู้นำทั้งสามประเทศยืนยันว่าข้อตกลงนี้มีขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันเท่านั้น ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ และยังเปิดกว้างให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเข้าร่วมได้ในอนาคต โดยตุรกีระบุว่าข้อตกลงนี้มีหลักการคล้ายคลึงกับ "มาตรา 5" ของ NATO ในทางเทคนิค

จุดแข็งของแต่ละประเทศ ข้อตกลงนี้รวมเอาจุดแข็งที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างพันธมิตรที่เสริมกันทางยุทธศาสตร์:

-ซาอุดีอาระเบีย: มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน มหาศาล

-ตุรกี: มี กองทัพขนาดใหญ่ (อันดับสองใน NATO) และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่กำลังเติบโต

-ปากีสถาน: มี แสนยานุภาพทางทหาร ขนาดใหญ่ และยังเป็นมุสลิมชาติเดียวที่มีอาวุธนิวเคลียร์

ปฏิกิริยาระหว่างประเทศ: องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) ตอบรับข้อตกลงนี้ว่าเป็น "ก้าวทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ" ขณะที่ อิหร่าน ปฏิเสธว่าไม่ได้รับการเชิญให้เข้าร่วม แต่ระบุว่าไม่มีเหตุต้องกังวลว่าข้อตกลงนี้จะมุ่งเป้าไปที่ตน

แนวโน้มการขยายตัว: ตุรกีเปิดเผยว่ามีประเทศอื่นสนใจเข้าร่วม โดยเฉพาะ อียิปต์ ที่คาดว่าจะเป็นประเทศต่อไปที่เข้าร่วม (อุปสรรคสำหรับอียิปต์ในการเข้าร่วมข้อตกลงคือข้อตกลงที่มีอยู่กับกรีซและไซปรัส ซึ่งทั้งสองประเทศต่างเป็นอริกับตุรกี)

ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์รุนแรงในตะวันออกกลางจากการโจมตีของกลุ่มฮูตีและสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่านี่อาจเป็นสัญญาณว่า ยุคที่ตะวันออกกลางพึ่งพาความมั่นคงจากสหรัฐฯ ฝ่ายเดียวกำลังเปลี่ยนไป และยังมีการจับตาว่าอิหร่านอาจเข้าร่วมด้วยหรือไม่ แม้ว่า ข้อตกลงนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวสำคัญในการแสวงหาความมั่นคงด้วยตนเองของชาติในตะวันออกกลาง แต่ยังคงมีความท้าทายรออยู่ เช่น ความไม่ชัดเจนของเป้าหมายร่วมกัน การบูรณาการกำลังพล และการแบ่งสรรงบประมาณ ซึ่งทำให้ข้อตกลงนี้ยังมีแนวโน้มที่ไม่แน่นอนในระยะยาว

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

ไทยรักษาสมดุลมหาอำนาจ!! จากสมดุลสงครามเย็น สู่โจทย์ใหม่ในยุคพื้นที่ไม่เลือกข้างแคบลง สนับสนุนกันในสถานการณ์ยุทธศาสตร์ จีนเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจหลัก สหรัฐฯ คุมด้านความมั่นคงสืบเนื่อง

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (ตอนจบ)

ขณะที่ไทยเผชิญกับ "ภัยคุกคามทางทหารจากเวียดนาม" อันเนื่องมาจาก การขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ ความพ่ายแพ้ของรัฐบาลที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนในเวียดนาม ลาว และเขมร กอปรกับความเจ็บแค้นของเวียดนามจากการที่ไทยยอมให้สหรัฐฯ เข้ามาใช้ฐานทัพอากาศแล้วส่งเครื่องบินรบไปโจมตีทิ้งระเบิดในเวียดนามจนเสียหายย่อยยับอย่างมากมายมหาศาล ทำให้ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนในปี 1975 หลังจากนั้น จีนส่งกองทัพขนาดใหญ่ข้ามพรมแดนเข้าเวียดนามเหนือ เปิดฉาก สงครามจีนสั่งสอนเวียดนาม

ซึ่งแม้เป้าหมายหลักของจีนคือ การปกป้องชายแดนตัวเองและคานอำนาจของเวียดนาม แต่ผลของสงครามครั้งนี้ได้เปลี่ยนสมการภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค ทำให้ไทยกลายเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของจีน และช่วยปกป้องประเทศไทยจากภัยคุกคามของเวียดนามในยุคนั้น จากการสูญเสียหน่วยทหารชั้นดีและมีประสบการณ์มากมายของเวียดนาม ขีดความความสามารถในการรบของกองทัพเวียดนามจึงลดลงเป็นอันมาก และทำให้ภัยคุกคามของเวียดนามต่อไทยลดลงตามไปด้วยเช่นเดียวกัน

ในเวลานั้น สหรัฐฯ ซึ่งถอนตัวออกจากภูมิภาคอินโดจีนด้วยความบอบช้ำ คงเหลือแต่ฐานทัพอากาศและฐานทัพเรือในฟิลิปปินส์เท่านั้น และได้ขนเอาอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากโดยเฉพาะอากาศยานที่ทหารเวียตนามใต้ใช้บินหนีมายังไทยกลับไปด้วย โดยความช่วยเหลือของสหรัฐอเมริกาในขณะนั้นได้แก่

- ด้านการทหารและยุทโธปกรณ์: สหรัฐฯ ได้เร่งส่งมอบอาวุธและยุทโธปกรณ์ตามแผนความช่วยเหลือทางทหารให้แก่ไทย รวมถึงการจัดหาเครื่องบินรบ F-5E และอาวุธต่อต้านรถถัง เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ ซึ่งอาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ รัฐบาลไทยต้องจัดซื้อ (ไม่ได้ฟรีเหมือนในอดีตที่ผ่านมา) ด้วยสหรัฐฯ ได้ตัดลดความช่วยเหลือแบบให้เปล่าสำหรับไทยลงเป็นอันมาก

- ด้านข่าวกรองและการเฝ้าติดตาม: มีการแลกเปลี่ยนข่าวกรองเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของกองทัพเวียดนามในเขมร รวมถึงการสนับสนุนการเฝ้าติดตามทางอากาศและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ไทยสามารถประเมินสถานการณ์และเตรียมรับมือได้อย่างทันท่วงที

- ด้านการทูตและการเมืองระหว่างประเทศ: สหรัฐฯ ได้แสดงจุดยืนทางการทูตที่แข็งกร้าวต่อการรุกรานเขมรของเวียดนาม พร้อมทั้งให้การสนับสนุนไทยในเวทีระหว่างประเทศ เช่น องค์การสหประชาชาติ (UN) เพื่อกดดันให้เวียดนามถอนกำลังทหารออกจากเขมร

- ด้านกำลังพลและยุทธศาสตร์ร่วม: สหรัฐฯ ไม่ได้ส่งกองกำลังภาคพื้นดินเข้ามาประจำการในไทยโดยตรงในช่วงเวลานั้น แต่ได้เพิ่มความถี่ในการซ้อมรบร่วมและแผนการส่งกำลังบำรุง ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน อาทิ การฝึกซ้อมรบร่วมภายใต้รหัส Cobra Gold (คอบร้าโกลด์) ในปี 1982 (พ.ศ. 2525) เมื่อสหรัฐฯ พิจารณาแล้วว่า "ภัยคุกคามทางทหารจากเวียดนาม" ต่อไทยได้ลดลงจนไม่น่าที่จะทำให้เกิดสงครามขนาดใหญ่ อันจะส่งผลทำให้สหรัฐฯ ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยว

ความสัมพันธ์ระหว่างไทย สหรัฐอเมริกา และจีน ตั้งแต่ปี 1975 จนถึงปัจจุบัน สะท้อนถึงนโยบายทางการทูตแบบ "ไผ่ลู่ลม" (Bamboo Diplomacy) ที่เน้นสร้างความสมดุลและความยืดหยุ่นระหว่างสองมหาอำนาจ เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

ความสัมพันธ์ไทยกับ "สองขั้วมหาอำนาจ" นี้เป็นเรื่องที่มีความน่าสนใจมาก เพราะไทยไม่เคยเลือกข้างเด็ดขาด แต่ปรับสมดุลไปตามสถานการณ์โลกตลอด 50 ปีที่ผ่านมา สามารถสรุปเป็นช่วงๆ ได้ดังนี้:
1975–1991: จุดเริ่มต้นของ "สองขา" ปี 1975 ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน (ในยุค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช) ท่ามกลางความกังวลเรื่องภัยคุกคามจากเวียดนามและการแพร่ขยายคอมมิวนิสต์ในอินโดจีนหลังไซง่อนแตก จีนกลายเป็น "หลังพิง" ทางยุทธศาสตร์ที่ช่วยกดดันเวียดนามในกรณีกัมพูชา (สงครามเวียดนาม-กัมพูชา 1978-79) แม้ไทยจะยังเป็นพันธมิตรสนธิสัญญากับสหรัฐฯ (ผ่าน SEATO และแถลงการณ์ถนัด-รัสก์ 1962) มาตั้งแต่สงครามเย็น ที่น่าสนใจคือ ช่วงนี้จีน-สหรัฐฯ เองก็ประสานผลประโยชน์กันในการต้านโซเวียต-เวียดนาม ทำให้ไทยสามารถเดิน "สองขา" ได้อย่างราบรื่นโดยไม่ขัดแย้งกัน

1991–2014: ยุคเปิดกว้างและเศรษฐกิจนำ หลังสงครามเย็นจบ ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ยังคงเป็นแกนหลักด้านความมั่นคง (ไทยได้สถานะ "พันธมิตรนอกนาโต" หรือ Major Non-NATO Ally ปี 2003) แต่ความสัมพันธ์กับจีนเติบโตเร็วมากด้านเศรษฐกิจและการค้า โดยเฉพาะหลังจีนเข้า WTO (2001)
2014–2023: จุดเปลี่ยนหลังรัฐประหาร 2014 เป็นจุดหักเหสำคัญ สหรัฐฯ ลดระดับความร่วมมือทางทหารตลอดจนแทรกแซงและกดดันเรื่องประชาธิปไตย โดยเฉพาะบทบาทในการสนับสนุนฝ่ายปฏิกษัตริย์นิยม ทั้งที่สหรัฐฯ เคยให้การสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการทหารของไทยในอดีตอย่างมากมาย และทุกวันนี้ยังคงสนับสนุนพันธมิตรของสหรัฐฯ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย โดยบางประเทศไม่เคยมีการเลือกตั้งเลยเสียด้วยซ้ำขณะที่ จีนไม่เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในและยังคงกระชับสัมพันธ์กับรัฐบาลไทยต่อเนื่อง ไทยจึงเอียงไปทางจีนมากขึ้น ทั้ง การซื้อเรือดำน้ำจากจีน โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน และการเข้าร่วม Belt and Road Initiative แต่ก็ไม่ได้ตัดขาดสหรัฐฯ เพราะยังคงซ้อมรบ Cobra Gold ร่วมกันทุกปี
2023–ปัจจุบัน: "ไผ่ลู่ลม" ท่ามกลางแรงกดดันที่รุนแรงขึ้น ในช่วงนี้ การแข่งขันจีน-สหรัฐฯ ทวีความเข้มข้นขึ้นมาก ทำให้พื้นที่การ "ไม่เลือกข้าง" ของไทยแคบลงเรื่อยๆ

ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
- มาตรการภาษีทรัมป์: ต้นปี 2026 สหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์สร้างแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจต่อเนื่อง ซึ่งกระทบไทยโดยตรงในฐานะประเทศส่งออก ทำให้รัฐบาลไทยต้องเจรจาต่อรองการค้ากับสหรัฐฯ อย่างระมัดระวัง ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสมดุลกับจีนที่เป็นคู่ค้าและแหล่งลงทุนสำคัญ
- ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ: มีนักวิเคราะห์ชี้ว่า การเมืองภายในทำให้ผู้กำหนดนโยบายไทยไม่มีเวลาลงลึกหรือผลักดันนโยบายความมั่นคงระหว่างประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งลดทอนบทบาทไทยในเวทีภูมิภาค
- แรงกดดันให้เลือกข้างชัดขึ้น: มีการประเมินว่า อาเซียนเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ความขัดแย้งจีน-สหรัฐฯ กำลังกดดันให้ต้องเลือกข้าง ทำให้เกิดวงเสวนาระดับชาติ เช่น Policy Watch Connect และ Economic Forum เพื่อหาทางออกเชิงยุทธศาสตร์ให้ไทย
- สหรัฐฯ ยังคงบทบาทหลักด้านความมั่นคงในภูมิภาค: จากการประชุม Shangri-La Dialogue 2026 มีการประเมินว่าสหรัฐฯ ยังคงความเป็นผู้นำด้านความมั่นคงในแปซิฟิกอยู่ ขณะที่จีนขยายอิทธิพลด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง

การรักษาสมดุลของไทยในยุคการแข่งขันมหาอำนาจ:
- ไม่เลือกข้าง (Non-alignment): ดำเนินนโยบายเป็นมิตรกับทุกฝ่ายเพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเครื่องมือในความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
- แสวงหาจุดร่วม: ดึงจุดแข็งของสหรัฐฯ ในด้านเทคโนโลยี ความมั่นคงมาตรฐานสากล และธรรมาภิบาล มาคานกับจุดแข็งของจีนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การค้าขนาดใหญ่ และการท่องเที่ยว
- การเชื่อมโยงระดับภูมิภาค: ผลักดันให้ทั้งสองมหาอำนาจมีบทบาทสร้างสรรค์ผ่านกรอบความร่วมมือของอาเซียน (ASEAN-led Mechanisms)

ภาพรวมเชิงโครงสร้างของความสัมพันธ์ระหว่างไทย สหรัฐอเมริกา และจีน ตั้งแต่ปี 1975 จนถึงปัจจุบัน:
- สหรัฐฯ ยังเป็นหลักประกันด้านความมั่นคง (สนธิสัญญาพันธมิตร, การซ้อมรบร่วม, อาวุธยุทโธปกรณ์บางส่วน) จุดแข็งของสหรัฐฯ คือ โครงสร้างพันธมิตรที่มีรากฐานยาวนาน โดยไทยเป็น Treaty Ally ของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1954 และได้รับสถานะ Major Non-NATO Ally ในปี 2003 ขณะที่ความร่วมมือทางทหาร เช่น Cobra Gold ช่วยสร้าง ความสามารถในการทำงานร่วมกัน (Interoperability) ระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ ความสัมพันธ์จึงไม่ได้เริ่มต้นในปี 1975 แต่ปี 1975 เป็นจุดที่ไทยเริ่ม กระจายความสัมพันธ์ไปยังจีนอย่างจริงจัง ขณะที่ยังคงโครงสร้างพันธมิตรกับสหรัฐฯ ในยุคปัจจุบัน ไทย–สหรัฐฯ ยืนยันรากฐานของ Treaty Alliance และขยายไปสู่ความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น Cyber, Maritime Security, Humanitarian Assistance และ ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
- จีนเป็นหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นับตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 1975 ไทยกับจีนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันหลักการเคารพอธิปไตย ไม่แทรกแซงกิจการภายใน และอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ปัจจุบันจีนมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในด้าน การค้า การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว ห่วงโซ่อุปทาน และ Connectivity โดยเฉพาะแนวคิด One Belt and One Road และโครงการรถไฟไทย–จีน

แต่เส้นแบ่งนี้เริ่มแคบลงเรื่อยๆ เพราะจีนก็ขยายบทบาทด้านความมั่นคงมากขึ้น (เช่น การซื้ออาวุธจากจีน การซ้อมรบร่วมกับจีน) ขณะที่สหรัฐฯ ก็ใช้เครื่องมือเศรษฐกิจ (ภาษี การเจรจาการค้า) เป็นแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้นเช่นกัน ดังนั้น ความท้าทายใหญ่ของไทยตอนนี้คือตวามพยายามในการรักษา "นโยบายไผ่ลู่ลม" (Bamboo Diplomacy) เพื่อให้อยู่รอดได้ ในยุคที่พื้นที่สีเทาสำหรับการไม่เลือกข้างกำลังหดแคบลงทุกที

Easy Money Group มอบทุน สร้างโอกาสแก่นักศึกษาจำนวน 10 ทุน ร่วมมือ RMUTT เสริมศักยภาพเยาวชน หวังเป็นกำลังสำคัญแก่สังคมไทย พิธีมอบทุนจัดเมื่อ 19 สิงหาคม 2569

Easy Money Group มอบทุนการศึกษา ร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

คุณสิทธิวิชญ์ ตั้งธนาเกียรติ ประธานกรรมการบริหาร และคุณสุธี พนาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Easy Money Group ร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษาโดยมอบทุนการศึกษา จำนวน 10 ทุน ให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (RMUTT) ภายใต้บันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่างบริษัทฯ และมหาวิทยาลัย มุ่งหวังเสริมสร้างศักยภาพและเปิดประตูแห่งโอกาสให้แก่เยาวชน ได้พัฒนาตนเองเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการสร้างประโยชน์แก่สังคมในอนาคต โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มาลี จัตุรัส รองคณบดีฝ่ายบริหารและวางแผน พร้อมด้วยคณะอาจารย์และนักศึกษา ร่วมเป็นเกียรติในพิธีมอบทุน เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา

30 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันผู้สูญหายสากล รำลึกถึงบุคคลที่ถูกอุ้มหายทั่วโลก เน้นต่อต้านการบังคับสูญหาย เน้นย้ำสิทธิมนุษยชนผิดกฎหมาย

30 สิงหาคม วันรำลึกถึงบุคคลสูญหายสากล หรือวันผู้สูญหายสากล (International Day of the Victims of Enforced Disappearances)

วันที่ 30 สิงหาคม ของทุกปี องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้เป็นวันรำลึกถึงบุคคลสูญหายสากล หรือวันผู้สูญหายสากล ด้วยเล็งเห็นถึงปัญหาการละเมิดสิทธิของความเป็นมนุษย์และตระหนักถึงสถานการณ์การบังคับสูญหายหรือการอุ้มหายที่เกิดขึ้นทั่วโลก

การบังคับให้สูญหาย หรือที่เรารู้จักทั่วไปว่า ‘การอุ้มหาย’ ถูกพิจารณาเป็น ‘การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง’ และถือเป็นความผิดทางอาญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยที่อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance - CPED) ซึ่งเป็นอนุสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองบุคคลจากการถูกบังคับให้สูญหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ได้กำหนดนิยามของ ‘การอุ้มหาย’ ไว้ว่า หมายถึง การจับกุม คุมขัง ลักพาตัว หรือการลิดรอนเสรีภาพในรูปแบบอื่น โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลหรือกลุ่มบุคคลซึ่งกระทำการโดยได้รับการอนุญาต การสนับสนุนหรือการยอมรับโดยปริยายของรัฐ ตามมาด้วยการปฏิเสธที่จะยอมรับว่าได้มีการลิดรอนเสรีภาพ หรือด้วยการปกปิดชะตากรรมหรือสถานที่ปรากฏตัวบุคคลที่หายสาบสูญ ซึ่งส่งผลให้บุคคลดังกล่าวตกอยู่ภายนอกการคุ้มครองของกฎหมาย

การบังคับให้สูญหายมักถูกใช้เป็นกลยุทธ์สร้างความหวาดกลัว ความรู้สึกไม่ปลอดภัยในสังคม ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของบุคคลผู้ถูกบังคับให้สูญหาย ได้แก่ สิทธิในการยอมรับว่าเป็นบุคคลตามกฎหมาย สิทธิในเสรีภาพและความมั่นคงของบุคคล สิทธิที่จะไม่ถูกทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่น ๆ ที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี สิทธิในการมีชีวิต สิทธิในการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม

นอกจากนี้ ยังเป็นการละเมิดสิทธิต่อครอบครัวของผู้ที่ถูกบังคับสูญหาย เช่น สิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ อันเกิดจากการที่ขาดบุคคลที่เป็นกำลังสำคัญในการประกอบอาชีพ หรือหารายได้ สิทธิในการมีสุขภาพดี เนื่องจากความวิตกกังวล เป็นต้น

สำหรับประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (CPED) เมื่อปี 2555 แต่การลงนามดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้กับประเทศไทย
แต่อย่างไรก็ตาม หลายภาคส่วนของประเทศไทย ได้ผลักดันให้เกิดพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 และมีผลบังคับใช้ไปเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นเครื่องมือปกป้องคุ้มครองทุกคนมิให้ตกเป็นเหยื่อของการบังคับให้สูญหายอีกต่อไป

ดีพร้อมเดินหน้า 4 แนวทาง ยกระดับสื่อสารรัฐ!! คว้ารางวัล Outstanding Government Entity on Social Media ยกระดับสื่อสารออนไลน์ หลังติด Top 50 หน่วยงานรัฐเด่นบนโซเชียล ได้รับเกียรติจากเวที Thailand Social Government Awards 1 ใน 50 หน่วยงานชั้นนำจากกว่า 300

“ดีพร้อม” คว้ารางวัล Outstanding Government Entity on Social Media

เดินหน้า 4 แนวทาง ยกระดับสื่อสาร ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล บริการ และโอกาสได้ง่ายขึ้น

 กรุงเทพฯ 28 สิงหาคม 2569 – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เดินหน้ายกระดับการสื่อสารภาครัฐในยุคดิจิทัล มุ่งสร้างการรับรู้สู่ความเข้าใจและการใช้ประโยชน์ได้จริง พร้อมวาง 4 แนวทาง “ตรงกลุ่ม ตรงข้อมูล ตรงช่องทาง และรับฟังและปรับปรุง” เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลโครงการ สิทธิประโยชน์ และบริการของดีพร้อมได้สะดวกและตรงกับความต้องการมากขึ้น ตอกย้ำแนวทางการสื่อสารที่มุ่งสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ หลังได้รับรางวัล “Outstanding Government Entity on Social Media” จากเวที “Thailand Social Government Awards” ในฐานะ 1 ใน Top 50 องค์กรภาครัฐ จากกว่า 300 หน่วยงานทั่วประเทศ

 นายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์มีบทบาทสำคัญต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน ทำให้การสื่อสารของหน่วยงานภาครัฐต้องปรับจากการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสื่อสารที่สร้างความเข้าใจและเชื่อมโยงกับความต้องการของประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ โครงการสนับสนุน และบริการภาครัฐ ซึ่งต้องนำเสนออย่างถูกต้อง ชัดเจน และเข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้จริง ดีพร้อมจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ให้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนภารกิจของกรมฯ โดยวางแนวทางการสื่อสารให้ ตรงกลุ่มเป้าหมาย ตรงประเด็น และเหมาะสมกับแต่ละช่องทาง ควบคู่กับการสื่อสารอย่างต่อเนื่องและการเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชน เพื่อนำข้อมูลและเสียงสะท้อนมาวิเคราะห์และปรับปรุงเนื้อหา รูปแบบ และช่องทางการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการของผู้รับสารมากยิ่งขึ้น

 “การสื่อสารภาครัฐในวันนี้ไม่ใช่เพียงการบอกว่าเราทำอะไร แต่ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับเขาอย่างไร และสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร ดีพร้อมจึงมองการสื่อสารเป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการประชาชนและผู้ประกอบการ โดยให้ความสำคัญตั้งแต่การเลือกประเด็น การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย การเลือกช่องทาง ไปจนถึงการรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้การสื่อสารสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง โดยแนวทางดังกล่าวได้รับการสะท้อนผ่านการที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม ได้รับรางวัล “Outstanding Government Entity on Social Media” ในงาน “Thailand Social Government Awards” โดยเป็น 1 ใน Top 50 องค์กรภาครัฐ จากกว่า 300 หน่วยงานทั่วประเทศ ที่ได้รับการยกย่องด้านการสื่อสารบนสื่อสังคมออนไลน์ และเป็นครั้งแรกที่มีการพัฒนาเกณฑ์การวัดผลการสื่อสารของหน่วยงานภาครัฐบนสื่อสังคมออนไลน์ขึ้นมาโดยเฉพาะ ภายใต้แนวคิด “ความไว้วางใจของสาธารณะที่มีต่อหน่วยงานภาครัฐ”

 สำหรับการประเมินรางวัลดังกล่าว พิจารณาประสิทธิภาพการสื่อสารผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ Relevance ความเกี่ยวเนื่องและเชื่อมโยงกับพันธกิจของหน่วยงาน Consistency ความสม่ำเสมอในการสื่อสาร และ Responsiveness การตอบสนองต่อประชาชน โดยมีการเก็บข้อมูลจากแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์หลักของหน่วยงานภาครัฐกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ ตลอดระยะเวลา 12 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569 และนำปัจจัยสำคัญกว่า 50 ด้านมาประกอบการวิเคราะห์ เพื่อสะท้อนประสิทธิภาพการสื่อสารของแต่ละหน่วยงานอย่างรอบด้าน

 นายพลาวุธ กล่าวต่อว่า รางวัลดังกล่าวถือเป็นทั้งการสะท้อนผลการดำเนินงานด้านการสื่อสารของดีพร้อม และเป็นโอกาสสำคัญในการนำผลประเมินมาพัฒนาการสื่อสารในระยะต่อไป ซึ่งดีพร้อมจะเดินหน้ายกระดับระบบการสื่อสารผ่าน 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่ “ตรงกลุ่ม” วิเคราะห์ความต้องการของผู้รับสารแต่ละกลุ่ม “ตรงข้อมูล” จัดระบบข้อมูลให้ชัดเจน ค้นหาและทำความเข้าใจได้ง่าย “ตรงช่องทาง” เลือกช่องทางและรูปแบบการนำเสนอให้เหมาะกับพฤติกรรมของผู้รับสาร และ “รับฟังและปรับปรุง” นำความคิดเห็นและข้อมูลจากการสื่อสารมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้เข้าถึงข้อมูลโครงการ สิทธิประโยชน์ และบริการของดีพร้อมได้สะดวก รวดเร็ว และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยเป้าหมายของดีพร้อม คือทำให้ประชาชนไม่เพียงรับรู้ข้อมูล แต่สามารถค้นหา เข้าใจ และนำข้อมูลไปใช้ได้จริง พร้อมมีช่องทางให้สะท้อนความคิดเห็นกลับมายังกรมฯ เพื่อให้การสื่อสารตอบโจทย์ประชาชนมากที่สุด

จีนเร่งกู้ภัยด่านจี๋หลง!! ‘สีจิ้นผิง’ นำประชุมผู้นำ CPC วางแผนกู้ภัยจี๋หลง หลังโคลนถล่มชายแดนจีน–เนปาล เสริมแผนด่วน จัดที่พักฉุกเฉิน หวั่นน้ำท่วมซ้ำเนปาลต่อเนื่อง

สีจิ้นผิงนำประชุมผู้นำ CPC หารือกู้ภัย 'โคลนถล่ม' ในอำเภอจี๋หลง

ปักกิ่ง, 28 ส.ค. (ซินหัว) -- วันศุกร์ (28 ส.ค.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน เลขาธิการใหญ่คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) และประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลางของจีน เป็นประธานการประชุมคณะผู้นำพรรคฯ เพื่อพิจารณาและวางแผนการช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์เหตุโคลนถล่มรุนแรงในอำเภอจี๋หลง เขตปกครองตนเองซีจ้างทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

ช่วงเริ่มต้นการประชุมกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคฯ สีจิ้นผิงและคณะผู้นำคนอื่นๆ ได้สงบนิ่งเพื่อไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบริเวณด่านชายแดนจี๋หลงเมื่อวันพุธ (26 ส.ค.) ที่ผ่านมา

ที่ประชุมระบุว่ามีการกู้ภัยฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว เป็นระเบียบ และประสานงานกันอย่างดีภายใต้การนำของคณะกรรมการกลางพรรคฯ รวมถึงมีการจัดหาที่พักพิงชั่วคราวแก่ประชาชนผู้ประสบภัยและรับมือกับผลกระทบที่ตามมา

ภัยพิบัติครั้งนี้เกิดขึ้นในภูมิภาคที่ราบสูงอากาศหนาวเย็น ที่ซึ่งมีหุบเขาสูงชัน สภาพอากาศแปรปรวน ธารน้ำแข็งและทะเลสาบธารน้ำแข็งหลายแห่งล้อมรอบ รวมถึงอันตรายทางธรณีวิทยาที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งก่อให้เกิดความท้าทายอย่างมากต่อการกู้ภัยฉุกเฉิน

ที่ประชุมเน้นย้ำว่าหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องดำเนินงานกู้ภัยอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด กำหนดแผนค้นหาและช่วยเหลือตามหลักการ และพยายามค้นหาและช่วยเหลือชาวจีนและชาวต่างชาติที่สูญหายทั้งหมดอย่างสุดกำลัง

ทั้งนี้ จีนจะจัดสรรความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่พื้นที่ประสบภัยในเนปาลและดำเนินความร่วมมือด้านการกู้ภัยระหว่างประเทศด้วย

เนปาลเตือน 'น้ำท่วม' ระลอกใหม่ หลังแม่น้ำโภเตโกชีเพิ่มสูง

กาฐมาณฑุ, 28 ส.ค. (ซินหัว) -- วันศุกร์ (28 ส.ค.) ทางการเนปาลออกคำเตือนน้ำหลากท่วมที่อาจเกิดขึ้นอีกระลอกหนึ่ง หลังจากมีรายงานกระแสน้ำผสมโคลนและเศษซากต่างๆ เพิ่มขึ้นในพื้นที่เดียวกันของแม่น้ำโภเต โกชี ซึ่งเกิดน้ำท่วมฉับพลันครั้งหายนะเมื่อวันพุธ (26 ส.ค.) ที่ผ่านมา

องค์การจัดการและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งชาติเนปาลระบุว่ามีข้อมูลว่าวันนี้มีกระแสน้ำผสมโคลนและเศษซากต่างๆ เพิ่มขึ้นอีกครั้งในพื้นที่เดียวกันของแม่น้ำโภเต โกชี ในเขตราสุวา ซึ่งเผชิญน้ำท่วมฉับพลันครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 26 ส.ค.

ทั้งนี้ องค์การฯ กระตุ้นเตือนเจ้าหน้าที่ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการกู้ภัยและบรรเทาทุกข์ตามแนวแม่น้ำโภเต โกชี และแม่น้ำตรีศูลี รวมถึงทุกคนที่ยังคงอยู่ในพื้นที่เสี่ยงสูง เฝ้าระวังระดับสูงสุดและอพยพไปยังจุดปลอดภัยทันทีหากสังเกตเห็นอันตราย

เหตุน้ำท่วมฉับพลันในเนปาลครั้งหายนะนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 469 ราย และผู้สูญหาย 977 ราย

ฝ่าวิกฤตถนนหาย! กู้ภัยจีนลุยโคลนปีนเขา ช่วยผู้ประสบภัย 'โคลนถล่ม' ในจี๋หลง

จี๋หลง, 28 ส.ค. (ซินหัว) -- ทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัยของจีนเดินเท้าฝ่าโคลนตมและปีนป่ายเนินเขาลาดชันเพื่อเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยโคลนถล่มรุนแรง บริเวณพื้นที่ด่านจี๋หลงในอำเภอจี๋หลง เมืองรื่อคาเจ๋อ เขตปกครองตนเองซีจ้างทางตะวันตกเฉียงใต้ โดยโคลนถล่มส่งผลให้ถนนเสียหายอย่างหนัก มีโคลนดินทับถมหนาเตอะจนยานพาหนะไม่สามารถสัญจรผ่าน

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่จากมุมสูงพร้อมบันทึกภาพทางอากาศ เพื่อสนับสนุนภารกิจค้นหาและกู้ภัยอย่างต่อเนื่องทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ

อนึ่ง เหตุโคลนถล่มจากฝั่งเนปาลเมื่อช่วงเช้าวันพุธ (26 ส.ค.) ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตและผู้สูญหายจำนวนมากที่ด่านจี๋หลง ซึ่งเป็นด่านบกแห่งสำคัญที่เชื่อมต่อจีนกับเนปาล

ที่มา : Xinhua

‘สิทธิชัย’ นักวิชาการประจำอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุน ชูกรอบ T-I-S เสนอ 4 มิติยกระดับตลาดหุ้นกู้ ฟื้นความเชื่อมั่นด้วยกลไกเชิงรุก ปรับกฎหมายคุ้มครองผู้ถือหุ้นกู้ วุฒิสภาเห็นชอบพร้อมเดินหน้า

สิทธิชัย พิริยะวัฒน์ นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายต่อวุฒิสภา ชูแนวทางยกระดับตลาดหุ้นกู้ไทย ฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนด้วยกรอบ T-I-S

รัฐสภาฯ — นายสิทธิชัย พิริยะวัฒน์ นักวิชาการประจำอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุน และธุรกิจประกันภัย ได้เข้าเสนอผลการศึกษาต่อวุฒิสภา เพื่อถอดรหัสวิกฤตความเชื่อมั่นในตลาดตราสารหนี้ไทย โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้ในปัจจุบันมิใช่เพียงปัญหาการขาดสภาพคล่องเฉพาะราย แต่เป็นสัญญาณสะท้อนถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างของระบบตลาดทุนไทย พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขและปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม

ในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 การประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) คณะทำงานในคณะอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัย ภายใต้คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ได้นำเสนอรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง “หุ้นกู้กับผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทย” เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมวุฒิสภา

นายสิทธิชัย พิริยะวัฒน์ นักวิชาการประจำอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัย ได้นำเสนอผลการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาและผลกระทบของตลาดหุ้นกู้ไทยต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน โดยชี้ให้เห็นว่า ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้ในปัจจุบันไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาของบริษัทผู้ออกตราสารเป็นรายกรณี แต่เป็นสัญญาณที่สะท้อนถึง ความเปราะบางเชิงโครงสร้างของระบบตลาดทุนไทย และจำเป็นต้องมีการปฏิรูปทั้งระบบเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนอย่างยั่งยืน

เสนอ 4 มิติ ยกระดับ กระบวนการตรวจสอบสถานะของผู้ออกหุ้นกู้ ก่อนออกหุ้นกู้
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการยกระดับมาตรฐาน กระบวนการตรวจสอบสถานะของผู้ออกหุ้นกู้ โดยเฉพาะบทบาทของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ให้มีมาตรฐานสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล และเปลี่ยนจากการตรวจสอบเอกสารในเชิงพิธีการไปสู่การประเมินความเสี่ยงเชิงสาระอย่างแท้จริง
ข้อเสนอครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ การตรวจสอบโครงสร้างองค์กรและธรรมาภิบาล การวิเคราะห์ข้อมูลและฐานะทางการเงินอย่างละเอียด การประเมินความสามารถในการชำระหนี้จากกระแสเงินสดและสถานการณ์จำลอง รวมถึงการตรวจสอบและกำหนดเงื่อนไขของหุ้นกู้ เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ลงทุนอย่างเป็นธรรม

นายสิทธิชัยเสนอให้บทบาทของผู้จัดจำหน่ายเปลี่ยนจาก “ผู้ขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน” ไปสู่การเป็น “ผู้พิทักษ์คุณภาพของตลาดทุน” ที่สามารถคัดกรองและป้องกันไม่ให้ตราสารที่มีความเสี่ยงสูงเข้าสู่ตลาดโดยปราศจากการตรวจสอบที่เพียงพอ

จากการเฝ้าระวัง สู่การป้องกันความเสี่ยงเชิงรุก
อีกประเด็นสำคัญคือการยกระดับข้อกำหนดสิทธิของหุ้นกู้ โดยเฉพาะกลุ่ม High-Yield Bond จาก ที่เน้นการติดตามอัตราส่วนทางการเงิน ไปสู่ระบบเชิงรุกที่สามารถป้องกันการดำเนินธุรกรรมบางประเภทเมื่อฐานะทางการเงินของผู้ออกตราสารยังไม่อยู่ในระดับที่เหมาะสม

ตัวอย่างข้อเสนอ ได้แก่ การจำกัดการก่อหนี้เพิ่มเติม และการจำกัดการจ่ายเงินออกจากกิจการ เพื่อป้องกันไม่ให้เงินทุนของบริษัทถูกนำออกไปในช่วงที่ฐานะทางการเงินมีความเปราะบาง
รับมือ ความเสี่ยงจากการต่ออายุหุ้นกู้ ก่อนเกิดปัญหาผิดนัด

สำหรับความเสี่ยงจากการต่ออายุหุ้นกู้ หรือ Roll-over Risk ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้ออกหุ้นกู้จำเป็นต้องออกตราสารชุดใหม่เพื่อนำเงินมาชำระตราสารชุดเดิมที่ครบกำหนด นายสิทธิชัยเสนอให้มีระบบติดตามและประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า โดยเฉพาะในช่วง 1–3 เดือนก่อนครบกำหนดชำระ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของแหล่งเงินและแผนการชำระหนี้อย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ ควรมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานสำคัญในระบบนิเวศตลาดทุน ได้แก่ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) สำนักงาน ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ และผู้จัดจำหน่าย เพื่อให้ข้อมูลความเสี่ยงไม่กระจัดกระจายอยู่ในแต่ละหน่วยงาน และสามารถติดตามสถานะการชำระหนี้ได้อย่างต่อเนื่อง

คุ้มครองผู้ลงทุนตั้งแต่ต้นน้ำ
ในด้านกระบวนการเสนอขาย นายสิทธิชัย เสนอให้การคุ้มครองผู้ลงทุนเริ่มตั้งแต่ก่อนนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด โดยผู้จัดจำหน่ายควรวิเคราะห์ความเสี่ยงของผู้ออกหุ้นกู้อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการชำระหนี้ คุณภาพกระแสเงินสด ประวัติการบริหารจัดการ และความเหมาะสมของตราสารกับกลุ่มผู้ลงทุน

ขณะเดียวกัน กระบวนการขายควรให้ความสำคัญกับ กระบวนการตรวจสอบและยืนยันตัวตน (KYC) การประเมินความเหมาะสม ความรู้ความเข้าใจของผู้ลงทุน ตลอดจนความเสี่ยงและความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ โดยมีหลักคิดสำคัญคือ “การคุ้มครองผู้ลงทุนต้องเริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่ใช่รอเยียวยาเมื่อเกิดความเสียหายแล้ว”

เสนอปรับปรุงกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นกู้
ในมิติด้านกฎหมาย มีข้อเสนอให้พิจารณาปรับปรุงพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 เพื่อเพิ่มอำนาจให้ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้สามารถดำเนินการแทนผู้ถือหุ้นกู้ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการหรือล้มละลายได้โดยไม่จำเป็นต้องมีหนังสือมอบอำนาจเป็นรายบุคคล

ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้ปรับปรุงกระบวนการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 โดยกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน กำหนดให้คำร้องขอฟื้นฟูกิจการต้องใช้ข้อมูลทางการเงินที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชี และพิจารณาหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ Automatic Stay ในกรณีที่มีการยื่นคำร้องซ้ำ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการช่วยเหลือลูกหนี้กับการคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้อย่างเป็นธรรม

ขับเคลื่อนตลาดทุนไทยด้วยกรอบ T-I-S
ข้อเสนอทั้งหมดถูกวางอยู่ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ T-I-S Framework ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่
Trust – ความเชื่อมั่น มุ่งยกระดับการคัดกรองผลิตภัณฑ์ การตรวจสอบสถานะผู้ออกตราสาร และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ลดปัญหาความไม่สมมาตรของข้อมูล และยกระดับธรรมาภิบาลของภาคธุรกิจ

Innovation – นวัตกรรม มุ่งพัฒนานวัตกรรมด้านการบริหารหนี้และการต่ออายุหุ้นกู้ เช่น Bond Switching การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล การสื่อสารข้อมูลโดยตรงผ่าน MeBond ของ ThaiBMA ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้า
Sustainability – ความยั่งยืน มุ่งปฏิรูปกฎหมายและกลไกพิทักษ์สิทธิ ยกระดับธรรมาภิบาลและความยั่งยืน รวมถึงสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ผู้ลงทุนและระบบตลาดทุนโดยรวม

มุ่งสร้างตลาดตราสารหนี้ไทยที่มั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน
นายสิทธิชัยกล่าวโดยสรุปว่า การปฏิรูปตลาดหุ้นกู้ไทยไม่ควรเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ต้องมุ่งสร้างระบบที่สามารถ “ป้องกันความเสี่ยงก่อนเกิดปัญหา” ผ่านการกำกับดูแลเชิงรุก การลดความเหลื่อมล้ำทางข้อมูล การปฏิรูปกฎหมาย และการสร้างกลไกคุ้มครองผู้ลงทุนที่มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การดำเนินการตามกรอบ T-I-S จะช่วยวางรากฐานการพัฒนาตลาดทุนไทยในระยะยาว ทั้งการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน การเพิ่มความโปร่งใส การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการสร้างตลาดตราสารหนี้ที่มีโครงสร้างสมดุล มีเสถียรภาพ และสามารถแข่งขันได้ตามมาตรฐานสากล
“การฟื้นฟูความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นกู้ไทย ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ แต่คือการสร้างระบบตลาดทุนที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล ปกป้องผู้ลงทุน และเติบโตอย่างยั่งยืน”

วุฒิสภา “เห็นชอบ” รายงาน พร้อมเดินหน้าข้อเสนอเชิงนโยบาย
ภายหลังการนำเสนอและอภิปราย ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีมติ “เห็นชอบ” ต่อรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง “หุ้นกู้กับผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทย” ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำข้อเสนอจากการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการไปสู่การพิจารณาในระดับนโยบาย

สาระสำคัญของรายงานไม่ได้มุ่งแก้ไขเฉพาะกรณีการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้บางราย แต่เสนอให้มองปัญหาในระดับ โครงสร้างและระบบนิเวศของตลาดทุนไทย โดยผลการศึกษาระบุว่าปัญหาหุ้นกู้เป็นสัญญาณที่สะท้อนถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างของตลาดทุน และการฟื้นฟูความเชื่อมั่นจำเป็นต้องดำเนินการอย่างบูรณาการ ทั้งการกำกับดูแลเชิงรุก การลดความเหลื่อมล้ำทางข้อมูล การปฏิรูปกฎหมาย และการสร้างกลไกคุ้มครองผู้ลงทุนที่มีประสิทธิภาพ

นายสิทธิชัย พิริยะวัฒน์
นักวิชาการประจำอนุกรรมาธิการด้านตลาดทุนและธุรกิจประกันภัย
คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง
วุฒิสภา

THAILAND MORAL AWARDS 2025 ยกย่อง 109 ต้นแบบความดีทั่วประเทศ ส่งเสริมคุณธรรมชี้นำสังคมไทย ความดีเป็นพลังเปลี่ยนแปลงสังคม ศูนย์คุณธรรมครบรอบ 15 ปี

องคมนตรีมอบ 109 รางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 เชิดชู “ต้นแบบความดีของประเทศ” ส่งต่อพลังความดีสู่สังคม

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดพิธีมอบรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ยกย่อง 109 ผลงานและต้นแบบคุณธรรมจากทั่วประเทศ ครอบคลุมสื่อ บุคคล ชุมชนและองค์กร ตอกย้ำ “รางวัลคุณธรรมระดับประเทศ” และ “เวทีเชิดชูต้นแบบของประเทศ” โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นผู้มอบรางวัลและกล่าวโอวาท ท่ามกลางภาคีเครือข่ายคุณธรรมจากทุกภาคส่วนที่ร่วมเป็น สักขีพยาน พร้อมเดินหน้าส่งต่อเรื่องราวความดีจากต้นแบบสู่พลังขับเคลื่อนสังคมไทย ภายใต้แนวคิด “ความดี ที่ส่งต่อ พลังที่เปลี่ยนสังคม”

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จัดพิธีมอบรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ภายใต้แนวคิด “ความดีที่ส่งต่อ พลังที่เปลี่ยนสังคม” เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปี ศูนย์คุณธรรม โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นผู้มอบรางวัลและกล่าวโอวาทแก่ผู้ได้รับรางวัล พร้อมด้วย นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ตลอดจนคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคีเครือข่าย และผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ เข้าร่วมงาน

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เปิดเผยว่า การมอบรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ในปีนี้ เป็นภาพสะท้อนสำคัญว่าประเทศไทยมี “ต้นแบบความดี” กระจาย อยู่ในทุกพื้นที่และทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งคนทำงาน สื่อ ชุมชน และองค์กร ซึ่งอาจมีบทบาท วิธีการ และพื้นที่ การทำงานแตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมเดียวกันคือ การใช้คุณธรรมเป็นพลังขับเคลื่อนในการสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นและส่วนรวม

“ผู้ที่ได้รับรางวัล 109 รายในครั้งนี้ หมายถึง 109 ต้นแบบที่กำลังบอกกับสังคมว่า ความดีเกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่ และทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสังคมได้ สิ่งสำคัญหลังจากได้รับรางวัลจึงไม่ใช่การหยุดอยู่ที่ความภาคภูมิใจ แต่คือการทำให้เรื่องราว วิธีคิด และสิ่งที่ต้นแบบเหล่านี้ลงมือทำ สามารถส่งต่อไปถึงคนอื่น และจุดประกายให้เกิดการทำความดีเพิ่มขึ้นในสังคม” รศ.นพ.สุริยเดวกล่าว

สำหรับรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 มีผู้ได้รับการยกย่องรวมทั้งสิ้น 109 รางวัล แบ่งเป็น รางวัลประเภทสื่อ จำนวน 57 รางวัล จาก 8 สาขา ได้แก่ ละคร ภาพยนตร์ โฆษณา บทเพลง รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ หนังสือ และสื่อดิจิทัล รางวัลประเภทบุคคล จำนวน 25 รางวัล และ รางวัลประเภทชุมชนและองค์กร จำนวน 27 รางวัล ซึ่งผู้ได้รับรางวัลล้วนสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการทำความดีที่หลากหลาย ตั้งแต่การใช้พลังของสื่อสร้างค่านิยมเชิงบวก การทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไปจนถึงการรวมพลังของชุมชนและองค์กรในการแก้ไขปัญหา สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า รางวัล THAILAND MORAL AWARDS มีความสำคัญในการยกย่องและเชิดชูบุคคล ชุมชน องค์กร และสื่อ ที่มีผลงานโดดเด่นด้านการส่งเสริมคุณธรรมและมีส่วนสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคม การมอบรางวัลจึงมิได้เป็นเพียงการประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ได้รับ

รางวัลเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำให้เรื่องราวของความดีได้รับการมองเห็นและส่งต่อเป็นแรงบันดาลใจไปสู่ผู้คนใน วงกว้าง เพราะความดีอาจเริ่มต้นจากคนเพียงคนเดียว แต่เมื่อสังคมมองเห็น ยอมรับ และร่วมกันส่งต่อ ความดีนั้นย่อมสามารถกลายเป็นพลังที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้

ขณะเดียวกัน กระทรวงวัฒนธรรมตระหนักถึงความสำคัญของการนำมิติทางวัฒนธรรมและคุณธรรมมาเป็นรากฐานในการพัฒนาคนและสังคม เพราะการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนมิได้วัดจากความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากยังต้องวัดจากคุณภาพของผู้คน และความสามารถของคนในสังคมที่จะอยู่ร่วมกันด้วยความรับผิดชอบ ความเคารพ และความเกื้อกูลต่อกัน

“ผู้ได้รับรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ทุกท่าน มิได้เป็นเพียง “ผู้ได้รับรางวัล” แต่คือ “ผู้ส่งต่อแรงบันดาลใจ” ที่ทำให้เราเห็นว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ในบทบาทใด ทุกคนสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีได้ รางวัลที่ได้รับในวันนี้จึงเป็นทั้งกำลังใจในการเดินหน้าทำสิ่งดี ๆ ต่อไป ขณะเดียวกัน เรื่องราวและผลงานของทุกท่านจะได้รับการส่งต่อเพื่อจุดประกายให้เกิดคนทำความดีเพิ่มขึ้น เกิดเครือข่ายของการทำความดีที่เข้มแข็งขึ้น และทำให้คุณธรรมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวันของคนในสังคม เพราะความสำเร็จของ THAILAND MORAL AWARDS มิได้อยู่เพียงที่จำนวนของรางวัลที่มอบในวันนี้ แต่อยู่ที่เรื่องราวของผู้ได้รับรางวัลจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการลงมือทำที่ดีต่อไปได้อีกมากเพียงใด” นางสาวซาบีดา กล่าว

ด้าน คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลว่า ความสำเร็จที่ได้รับในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากความมุ่งมั่น ความเสียสละ และความเชื่อมั่นในการทำสิ่งที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 15 ปีของศูนย์คุณธรรม ผลงานของผู้ได้รับรางวัลและภาคีเครือข่าย ทั้งภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคม ครอบครัวและชุมชน ภาครัฐ ภาคศาสนา ภาคการศึกษา และภาคสื่อมวลชน สะท้อนให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือ ความไว้วางใจ และความมุ่งมั่นของเครือข่ายที่ร่วมกันลงมือทำอย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างต้นแบบ ขยายผล และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมในสังคม

“คุณค่าของความดี ไม่ได้อยู่ที่การได้รับการยกย่อง แต่อยู่ที่ความดีนั้นสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นลุกขึ้นมาทำความดีต่อได้ นี่คือความหมายสำคัญของรางวัล THAILAND MORAL AWARDS ผู้ได้รับรางวัล ทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นบุคคล ชุมชน องค์กร หรือผู้สร้างสรรค์สื่อ ล้วนเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ทุกคนสามารถใช้ความรู้ ความสามารถ และบทบาทของตนเองสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมได้ และหวังว่ารางวัลในวันนี้จะไม่ใช่เพียงความภาคภูมิใจ แต่จะเป็นพลังให้ทุกท่านก้าวเดินต่อไป พร้อมส่งต่อเรื่องราวดี ๆ แรงบันดาลใจ และคุณค่าของการทำความดีไปสู่ผู้คนอีกมากมาย” คุณหญิงปัทมา กล่าว

ขณะที่ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี กล่าวให้โอวาทแก่ผู้ได้รับรางวัลว่า การที่บุคคล ชุมชน องค์กร และสื่อสร้างสรรค์จากทั่วประเทศมารวมตัวกันเพื่อยกย่องและเชิดชูผู้ที่ยึดมั่นในการทำความดีและสร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่าแก่สังคม แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้สังคมและโลกจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด “คุณธรรม” ยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ขณะที่รางวัลนี้ยังเป็นรางวัลสำคัญที่สร้างความภาคภูมิใจและเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ที่ตั้งใจทำความดีเพื่อส่วนรวม พร้อมเผยแพร่แบบอย่างที่ดีให้สังคมได้เห็นและนำไปปฏิบัติตาม

“ผลงานและการดำเนินงานของผู้ได้รับรางวัลทุกท่านเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า คุณธรรมมิใช่เพียงถ้อยคำหรือแนวคิด แต่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในทุกวิชาชีพ ทุกพื้นที่ และทุกบทบาทของชีวิต จึงขอฝากให้ทุกท่านถือว่า

รางวัลที่ได้รับในวันนี้ มิใช่จุดสิ้นสุดของความสำเร็จ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสานต่อความดี และส่งต่อแรงบันดาลใจให้ขยายออกไปในสังคมอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น” พลอากาศเอก ชลิต กล่าว
รศ.นพ.สุริยเดว กล่าวต่อว่า สิ่งที่มีคุณค่าไม่แพ้รางวัล คือการนำ “ต้นแบบ” เหล่านี้ออกมาสู่สาธารณะ เพราะหลายครั้งการทำความดีเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ ในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ ดังนั้นการมีเวทีเข้ามาเชิดชูจึงเป็นการทำให้คุณค่าของคนทำความดีได้รับการมองเห็น พร้อมเปลี่ยนจาก “ความดีของคนหนึ่งคน” ให้กลายเป็น “พลังบวกของสังคม”

“นี่คือความหมายของคำว่า “ความดีที่ส่งต่อ พลังที่เปลี่ยนสังคม” เพราะเราไม่ได้ต้องการให้เรื่องราว จบลงเมื่อผู้ได้รับรางวัลเดินลงจากเวที แต่ต้องการให้ต้นแบบเหล่านี้กลับไปสร้างแรงกระเพื่อมต่อในพื้นที่ของตนเอง และทำให้คนที่ได้รับรู้เรื่องราวเกิดความรู้สึกว่า สามารถลงมือทำบางสิ่งเพื่อคนอื่นและสังคมได้เช่นกัน หากความดีหนึ่งเรื่องสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความดีเรื่องที่สอง ที่สาม และขยายต่อไปเรื่อย ๆ นั่นคือคุณค่าที่แท้จริงของรางวัลนี้”
ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า THAILAND MORAL AWARDS จึงมีความหมายมากกว่าการเป็นพิธีมอบรางวัลประจำปี แต่กำลังทำหน้าที่เป็น “เวทีเชิดชูต้นแบบของประเทศ” ที่นำคนทำความดีจากหลากหลายพื้นที่มาสอดประสานเชื่อมโยงกัน และทำให้สังคมได้เห็นภาพร่วมกันว่า “คนดี” และ “ความดี” ไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว การทำหน้าที่ของตนเองด้วยความรับผิดชอบ การเสียสละเพื่อส่วนรวม การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้อื่น การใช้ความรู้และความสามารถแก้ไขปัญหาสังคม ตลอดจนการใช้สื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงพลังเชิงบวก ล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศต่ออย่างยั่งยืน

“การมอบรางวัลวันนี้จึงไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผล เราต้องการให้ผู้ได้รับรางวัลทั้ง 109 รางวัล กลายเป็นต้นแบบที่สังคมเข้าถึงได้ เรียนรู้ได้ และนำสิ่งที่เหมาะสมไปปรับใช้ได้ เพราะ รางวัลคุณธรรมระดับประเทศจะมีความหมายอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อคุณค่าของผู้ได้รับรางวัลสามารถเดินทางต่อไปถึงผู้คนในสังคม และนี่คือสิ่งที่ศูนย์คุณธรรมต้องการเดินหน้าต่อจากเวที THAILAND MORAL AWARDS” รศ.นพ. สุริยเดว กล่าวในตอนท้าย

การจัดงานในปีนี้ยังตรงกับวาระ ครบรอบ 15 ปีของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ซึ่ง รศ.นพ.สุริยเดว ระบุว่า หมุดหมายดังกล่าวไม่ใช่เพียงการย้อนมองระยะเวลาการดำเนินงานขององค์กร แต่เป็นโอกาสในการมองไปข้างหน้าว่า การขับเคลื่อนคุณธรรมในสังคมไทยจำเป็นต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วนมากยิ่งขึ้น โดยศูนย์คุณธรรมจะทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ เครือข่าย และต้นแบบความดี เพื่อให้การส่งเสริมคุณธรรมไม่จำกัดอยู่เฉพาะกิจกรรมหรือโครงการ แต่สามารถเชื่อมโยงเข้าไปอยู่ในวิถีชีวิต การทำงาน และการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมแบบ สร้างผลกระทบเชิงบวกระยะยาวต่อเนื่องเป็นลูกโซ่

รางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 จึงเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายของการรวบรวมและประกาศเกียรติคุณแก่ต้นแบบความดีของประเทศไทย พร้อมทำให้เรื่องราวของผู้ได้รับรางวัลเป็น “พื้นที่เกียรติยศของคนทำความดี” ที่ไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะกับผู้ได้รับการยกย่อง แต่ยังทำหน้าที่ส่งต่อแรงบันดาลใจจากรุ่นสู่รุ่น จากคนสู่ชุมชน และจากชุมชนสู่สังคม เพื่อให้ความดีไม่หยุดอยู่บนเวทีรางวัล แต่กลายเป็นพลังที่ร่วมสร้าง การเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง สามารถเข้าดูรายชื่อผู้ได้รับรางวัลทั้งหมดได้ที่ เว็บไซต์ THAILAND MORAL AWARDS และสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานสื่อสารและรณรงค์ทางสังคม ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) โทร. 0 2644 9900 ต่อ 510-512

ที่มา : https://mgronline.com/qol/detail/9690000085066

“สวนนงนุชพัทยา” เดินหน้ามรดกสีเขียว!! ทูตฟิลิปปินส์ ร่วมปลูก “ต้นไม้ไทยให้ประเทศไทย” ณ สวนนงนุชพัทยา ส่งต่อมิตรภาพสู่มรดกสีเขียว ร่วมส่งต่อธรรมชาติบนแผ่นดินไทย ต้นไม้หนึ่งต้น มิตรภาพหนึ่งราก

จากมิตรภาพสู่มรดกสีเขียว เอกอัครราชทูต ร่วมปลูก “ต้นไม้ไทยให้ประเทศไทย” ณ สวนนงนุชพัทยา

วันนี้ 30 สิงหาคม 2569 เวลา16.00 น.นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา พร้อมคณะให้การต้อนรับ นางมิลลิเซนต์ ครูซ ปาเรเดส เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ประจำราชอาณาจักรไทย ในโอกาสร่วมกิจกรรม “ปลูกต้นไม้ไทยให้ประเทศไทย” เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพระหว่างประเทศ และร่วมส่งต่อมรดกสีเขียวให้แก่ประเทศไทยและคนรุ่นต่อไป

กิจกรรมจัดขึ้น ณ สวนรุกขชาติ บริเวณเชิงเขาบันไดกฤษ สวนนงนุชพัทยา โดยเอกอัครราชทูตได้ปลูก “ต้นเลือดใบเล็ก” ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นพื้นถิ่นของประเทศไทย พบตามธรรมชาติในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อร่วมอนุรักษ์พันธุ์ไม้ไทยให้เติบโตและคงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของสวนรุกขชาติแห่งนี้

นายกัมพล ตันสัจจา กล่าวว่า สวนนงนุชพัทยามีแนวคิดพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งรวบรวม อนุรักษ์ และศึกษาพันธุ์ไม้ยืนต้นที่มีคุณค่าและหายากจากทั้งประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อให้ต้นไม้แต่ละต้นไม่เพียงได้รับการอนุรักษ์ แต่ยังสามารถถ่ายทอดเรื่องราว คุณค่า และความสำคัญของพันธุ์ไม้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้“ต้นไม้ที่ปลูกในวันนี้อาจเป็นต้นไม้ต้นหนึ่ง แต่ในอนาคตจะกลายเป็นทั้งมรดกทางธรรมชาติและสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพที่เติบโตอยู่บนแผ่นดินไทย”

ทั้งนี้ สวนนงนุชพัทยาได้รับอนุญาตจาก กรมป่าไม้ ให้ดำเนินการปรับปรุงพื้นที่กว่า 43 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นสวนรุกขชาติอย่างสมบูรณ์ โดยสวนนงนุชพัทยาเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการพัฒนาพื้นที่ การรวบรวมและปลูกพันธุ์ไม้ ตลอดจนการบำรุงดูแลรักษาต้นไม้ทั้งหมดอย่างต่อเนื่องการร่วมปลูกต้นไม้ของเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่เป็นการ “ปลูกมิตรภาพให้หยั่งรากบนแผ่นดินไทย” และร่วมสร้างมรดกทางธรรมชาติที่จะเติบโตและคงอยู่ให้คนรุ่นต่อไปได้เห็นคุณค่าของการอนุรักษ์ทรัพยากรพรรณไม้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top