Thursday, 8 October 2026
TheStatesTimes

ต่างดาวในอุษาคเนย์!! UFO/UAP พบทั่วภูมิภาคอุษาคเนย์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซียเมียนมา เวียดนามยังมีรายงานสงคราม คำเล่าขานวัตถุลึกลับต่อเนื่องยาวนาน

ต่างดาวในอุษาคเณย์

เรามาถึงในยุคนี้มีการแชร์ข้อมูลแพร่หลายเกี่ยวกับ UFO และ UAP กันแล้ว แม้รายงานส่วนใหญ่ที่ออกมาจะเป็นรายงานจากอเมริกาหรือจากประเทศที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างจีนหรือรัสเซียที่ทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า UAP ที่พบเจอนั้นเป็นยานอวกาศต่างดาวจริงหรือเป็นแค่สิ่งที่เรายังพิสูจน์ไม่ได้ว่านี่คือ UFO หรือแค่ดาวเทียม วันนี้เอย่าจะมาเล่าให้ฟังว่านอกจากเขากะลาในไทยแล้วมีการรายงานจากที่ไหนว่าอย่างไรอีกบ้าง

เริ่มจากอินโดนีเซีย ประเทศพันเกาะและมีพื้นที่กว้างใหญ่ ที่นี่มีรายงานการพบเห็น UFO/UAP มาตั้งแต่ปี 1940 โดยมีการรายงานการพบเห็นในหลายสถานที่ได้แก่ เมืองเมดัน เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดสุมาตราเหนือ หรือในจาร์กาตา บาหลี บนเกาะชวาไปจนถึงภูเขา Salak ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับแล้วแต่ยังคงมีพลังความร้อนใต้พิภพ ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย และยังมีรายงานล่าสุดในปีนี้ที่พบเห็น UFO บนเกาะสุมาตราและชวาตะวันออกอีกด้วย

ต่อมาคือฟิลิปปินส์ เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีรายงานการพบเห็น UFO ค่อนข้างบ่อยทั้งในมะนิลา และจังหวัดอื่นๆ และเคสที่น่าสนใจคือการพบวัตถุแสงสีส้ม 3 ดวงเหนือสนามบิน Laguindingan ในเดือนมิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นมนุษย์ต่างดาวแต่อย่างใด

ในมาเลเซียมีกรณีของ UFO ที่เป็นข่าวดังในช่วงปี 1970 คือ เคส Bukit Mertajam กล่าวคือในช่วงปี 1970 ในเมือง Bukit Mertajam ในรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย บริเวณ Seberang Perai ซึ่งเป็นเมืองจริงและเป็นศูนย์กลางของเขต Central Seberang Perai เหตุการณ์สุดโด่งดังนี้เกิดขึ้นที่ Stowell English Primary School โดยมีมีเด็กนักเรียนชายประมาณ 6 คน อายุราว 8–11 ปี กำลังเล่นอยู่บริเวณพุ่มไม้ใกล้โรงเรียน โดยเด็กๆ อ้างว่าเห็นวัตถุขนาดประมาณ จานซุป หรือจานบินขนาดเล็กลงจอด จากนั้นมีสิ่งมีชีวิตขนาดเพียงประมาณ 3 นิ้ว (7–8 ซม.) จำนวน 5 ตัว ออกมาจากวัตถุนั้น โดยเด็กๆบรรยายรายละเอียดว่า สิ่งมีชีวิตที่ออกมาจากจานนั้น 4 ตัวใส่ชุด สีน้ำเงิน อีก 1 ตัวที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้าใส่ชุด สีเหลือง ทั้งหมดมีรูปร่างที่แปลกคือมีเขาหรือหนวดสองข้างบนศีรษะ โดยพวกมนุษย์ต่างดาวนี้พวกมันนำอุปกรณ์บางอย่างไปติดตั้งบนต้นไม้และเมื่อเด็กบางคนเข้าไปใกล้พวกมนุษย์ต่างดาวมีการตอบโต้ด้วยอาวุธขนาดเล็กยิงใส่เด็ก สิ่งที่น่าสนใจคือ มีรายงานว่าในช่วง 1970–1979 มาเลเซียมีเหตุการณ์เกี่ยวกับการพบเห็นสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วและ UFO แบบนี้หลายครั้งมาก

ในเมียนมามีรายการการพบเห็น UFO มากมายเช่นกัน โดยเฉพาะที่เมืองแปรมีการพบเห็น UFO ครั้งแรกในปี 2006 และจากนั้นก็มีการพบเห็นเรื่อยๆจนถึงปี 2012 แต่ที่เมียนมามีเรื่องน่าแปลกอีกเรื่องคือในปี 2016 ที่บริเวณ Lone Khin ในรัฐคะฉิ่นทางตอนเหนือของเมียนมา มีวัตถุโลหะทรงกระบอกขนาดประมาณ 3.7 เมตร × 1.5 เมตร ตกลงมา ทำให้เกิดเสียงดังและแรงสั่นสะเทือน ช่วงแรกชาวบ้านมีการคิดว่าเป็นยาน UFO แต่ภายหลังมีการเชื่อมโยงกับ ชิ้นส่วนจรวดหรืออุปกรณ์อวกาศเพราะวันเดียวกันนั้น จีนเพิ่งปล่อยจรวด Long March 11 จากศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วเฉวียนพร้อมดาวเทียมทดลองขึ้นสู่อวกาศ อีกหนึ่งหลักฐานคือวัตถุโลหะทรงกระบอกยาวประมาณ 4.5 เมตร ตกลงมานั้นมีตัวอักษรภาษาจีนอยู่ด้วยนั่นเอง

สุดท้ายในเวียดนามมีการรวบรวมรายงานเกี่ยวกับวัตถุประหลาดในช่วงสงครามเวียดนามไว้จำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะรายงานจากพื้นที่ทหารในปี 1967–1969 เช่น วันที่ 11 มิถุนายน 1967 มีรายงานว่าพยานในบริเวณเมืองดานัง เห็นวัตถุสีเงินลักษณะคล้ายทรงกระบอกอยู่บนท้องฟ้าเป็นเวลาหลายนาที และมีรายงานว่าถูก F-102 ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ไล่ติดตาม และยังมีรายงานอื่นในเมืองดานังพบว่า มีคำให้การที่ถูกบันทึกไว้กับ NUFORC ว่าในช่วงต้นปี 1968 ทหารประมาณ 12 คน ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่บนภูเขาที่มองลงมายัง Da Nang เห็นแสงที่มีลักษณะเปลี่ยนสี เคลื่อนที่ช้าและเงียบ หยุดลอยอยู่ประมาณ 5–10 นาที แล้วจากนั้นพุ่งขึ้นตรง ๆ ด้วยความเร็วสูงมากและหายไป โดยพยานระบุว่าพวกเขาคุ้นเคยกับแสงและเครื่องบินในเวียดนามอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถระบุสิ่งที่เห็นได้ อีกสถานการณ์หนึ่งที่ดูน่าสนใจคือ ช่วง 15–16 มิถุนายน 1968 มีรายงานจากแนว DMZ (เขตปลอดทหารระหว่างเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้) ว่าหน่วยสังเกตการณ์แนวหน้าเห็น แสงประหลาดจำนวนมากในเวลากลางคืน ในรายงานบางแหล่งระบุว่ามีประมาณ 30 แสง ที่เคลื่อนที่ช้า ๆ และไม่มีเสียงเครื่องยนต์ที่คาดว่าจะได้ยินจากเฮลิคอปเตอร์แต่สิ่งที่ทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นคือทหารบางฝ่ายยิงใส่วัตถุเหล่านั้นในเขตปลอดทหาร จึงทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้น อีกเรื่องที่น่าสนใจคือในคืนวันที่ 16 มิถุนายน 1968 มีเหตุการณ์เกี่ยวกับเรือตรวจการณ์ Swift Boat ที่ยิงใส่แสง/วัตถุที่เชื่อว่าเป็นเฮลิคอปเตอร์ของเวียดนามเหนือ ปัญหาคือหลังจากเหตุการณ์ มีความสับสนว่าจริง ๆ แล้วมีเฮลิคอปเตอร์ของเวียดนามเหนืออยู่ตรงนั้นหรือไม่ เพราะเมื่อตรวจการณ์แล้วไม่พบเฮลิคอปเตอร์ที่กล่าวอ้างนั้น สุดท้ายคือช่วงประมาณ ตุลาคม 1968 – เมษายน 1969 มีรายงานวัตถุไม่ทราบชนิดจำนวนมากบริเวณ Duc Co ทางตะวันตกของ II Corps / ใกล้ Pleiku ซึ่งจากฐานข้อมูลประวัติศาสตร์ UFO ของ NICAP รวบรวมข้อมูลว่ามีรายงานว่ามีการพบเห็น UFO มากกว่า 400 ครั้งและมีการถูกบันทึกได้โดยเรดาร์ของกองทัพอเมริกันด้วยนั่นเอง

ที่มา : AYA

Golden Buzzer คืออะไร ที่น้องเนเน่ได้รับเข้ารอบชิง AGT!! ปุ่มทองคำคือกุญแจสำคัญ ส่งผ่านเนเน่ถึงรอบชิงชนะเลิศ ไม่ต้องรอโหวตผู้ชม สะท้อนความโดดเด่นเหนือใคร

Golden Buzzer คืออะไร ที่น้องเนเน่ได้รับเข้ารอบชิง AGT

ผมไม่ใช่คนที่อยู่ในแวดวงเกมโชว์ หรือเกมการประกวด จึงไม่เข้าใจกับชื่อบางเรื่อง เช่นล่าสุด
กรณี “เนเน่ รอยัล” หรือ แพรว–รัตติกานต์ อำลอย ที่เพิ่งได้ Golden Buzzer จาก Mel B ในรายการ America’s Got Talent (AGT) ซีซัน 21

ผมไม่รู้ว่า Golden Buzzer คืออะไร จึงพยายามสืบค้น และผมคิดว่าหลายคนก็ไม่รู้ จึงขออนุญาตนำมาเขียนสรุปให้ได้อ่านกันครับ

Golden Buzzer นั้น มีความหมายมากกว่าการที่กรรมการชมว่า “เก่งมาก” ครับ

Golden Buzzer พูดง่าย ๆ คือ “ปุ่มทองคำ” ที่เป็นทางลัดเข้าสู่รอบสำคัญของการแข่งขัน

แต่ความหมายของ Golden Buzzer ขึ้นอยู่กับรอบที่กด ด้วย

-รอบ Audition ปกติ Golden Buzzer จะส่งผู้เข้าแข่งขันข้ามขั้นตอนคัดเลือก ไปสู่ Live Shows
-แต่ของ เนเน่เป็น “Live Golden Buzzer” ในรอบ Quarterfinals ซึ่งสำคัญกว่ามาก เพราะ Mel B กดให้เธอผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ (Finals) โดยตรง
-เนเน่จึง ไม่ต้องลุ้นคะแนนโหวตเพื่อผ่านรอบรองชนะเลิศ เหมือนผู้เข้าแข่งขันทั่วไป

พูดแบบภาษาข่าวได้ว่า “กรรมการใช้สิทธิ์ปุ่มทอง ส่งเนเน่ทะยานเข้ารอบชิงชนะเลิศโดยอัตโนมัติ”

ถือว่าสุดยอดมาก เพราะในรอบนี้ ผู้แข่งขันมีทางไปต่อหลัก ๆ 2 ทาง คือ

1. ได้คะแนนโหวตจากผู้ชมสูงพอ
หรือ
2. ได้ Live Golden Buzzer จากกรรมการ

เนเน่ได้ทางที่ 2 ซึ่งหมายความว่า Mel B เห็นว่าการแสดงของเธอโดดเด่นจนเลือกส่งเข้ารอบชิงฯ โดยไม่ต้องรอผลโหวต

ที่สำคัญคือ Golden Buzzer ไม่ได้แปลว่า “ชนะ AGT แล้ว” นะครับ เนเน่ยังต้องแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ และผู้ชนะสุดท้ายจะตัดสินตามระบบของรอบ Finals และคะแนนโหวตของผู้ชม ซึ่งรอบชิงชนะเลิศจะจัดขึ้นในวันที่ 23 กันยายนนี้

สำหรับเนเน่ สาวน้อยจากภูเก็ตเธอแสดงเพลง “Black Hole Sun” ของ Soundgarden ในรอบ Quarterfinals และได้ Golden Buzzer จาก Mel B ทำให้กลายเป็น ผู้เข้าแข่งขันจากไทยที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ AGT 2026 โดยตรง

ดังนั้นถ้าจะอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจในประโยคเดียว: Golden Buzzer = สิทธิ์พิเศษที่กรรมการเห็นว่าผู้แข่งขันโดดเด่นมากจนกดปุ่มทอง ส่งข้ามขั้นตอนการแข่งขันไปยังรอบที่กำหนดทันที

และ Golden Buzzer ของเนเน่ครั้งนี้คือ “ตั๋วตรงสู่รอบชิงฯ” ไม่ใช่แค่ตั๋วผ่านเข้ารอบธรรมดา ครับ

“กาชาด” ส่งกำลังใจ ความห่วงใย ส่งบอลบีบมือ 1,000 ลูก ให้ผู้ป่วยโรคไต 10 แห่งทั่วประเทศ อาสาสมัครร่วมใจเย็บทุกขั้นตอน ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและกำลังใจ

ความห่วงใยกำลังเดินทาง❤️

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 สำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด สภากาชาดไทย ดำเนินการจัดส่ง "บอลบีบมือเพื่อผู้ป่วยโรคไต" จำนวน 1,000 ลูก ผ่านไปรษณีย์ไทย เพื่อส่งมอบให้แก่ผู้ป่วยโรคไตใน 10 โรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยบอลบีบมือทั้งหมดเกิดจากแรงกาย แรงใจ และความตั้งใจของอาสาสมัครกาชาดที่ร่วมกันเย็บด้วยมือทุกขั้นตอนเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคไต

โครงการบอลบีบมือเพื่อผู้ป่วยโรคไต เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและอาสาสมัครกาชาดได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์อุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างง่ายที่มีประโยชน์ต่อผู้ป่วย โดยเริ่มต้นตั้งแต่การจัดเตรียมวัสดุ การเปิดรับอาสาสมัครร่วมเย็บบอลบีบมือ การตรวจสอบคุณภาพ ไปจนถึงการรวบรวมและบรรจุหีบห่อเพื่อส่งต่อให้ถึงมือผู้ป่วยอย่างปลอดภัย ทุกขั้นตอนสะท้อนถึงความเอาใจใส่และความปรารถนาดีของผู้ให้ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

บอลบีบมือเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับผู้ป่วยโรคไตที่เข้ารับการฟอกเลือดทางหลอดเลือด (Hemodialysis) โดยการบีบบอลอย่างสม่ำเสมอจะช่วยบริหารกล้ามเนื้อมือและแขน กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ช่วยให้เส้นเลือดที่ใช้ในการฟอกไตมีความแข็งแรงและพร้อมใช้งานมากขึ้น นับเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยส่งเสริมการรักษาและเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ป่วยในระหว่างกระบวนการฟอกไต

สำหรับบอลบีบมือจำนวน 1,000 ลูกในครั้งนี้ จะถูกส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลจำนวน 10 แห่ง ประกอบด้วย
โรงพยาบาลสุโขทัย
โรงพยาบาลบุรีรัมย์
โรงพยาบาลระนอง
โรงพยาบาลกำแพงเพชร
โรงพยาบาลชัยนาทนเรนทร
โรงพยาบาลบางคล้า
โรงพยาบาลเกาะคา
โรงพยาบาลราชบุรี
โรงพยาบาลเขาย้อย
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

การส่งมอบบอลบีบมือในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการส่งต่ออุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยโรคไตเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งต่อกำลังใจ ความห่วงใย และพลังแห่งการให้จากอาสาสมัครกาชาดไปยังผู้ป่วยที่กำลังเผชิญกับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด สภากาชาดไทย ขอขอบคุณอาสาสมัครกาชาดทุกท่านที่ร่วมแรงร่วมใจเย็บบอลบีบมือด้วยความเสียสละและความตั้งใจจนเกิดเป็นพลังแห่งการแบ่งปันที่ช่วยเติมเต็มรอยยิ้มและกำลังใจให้กับผู้ป่วยโรคไตทั่วประเทศ เพราะทุกลูกที่ถูกเย็บขึ้น ไม่ได้เป็นเพียงบอลบีบมือ แต่คือความหวัง ความห่วงใย และความปรารถนาดีที่ส่งตรงจากผู้ให้ถึงผู้รับด้วยหัวใจแห่งมนุษยธรรม
"1,000 ลูกบอล 1,000 กำลังใจ จากมืออาสาสมัครกาชาด สู่มือผู้ป่วยโรคไตทั่วประเทศ"

27 สิงหาคม 2426 ภูเขาไฟ ‘กรากาตัว’ ในอินโดนีเซียระเบิดครั้งรุนแรงที่สุด เกิดเสียงดังกึกก้องไกลถึงออสเตรเลีย คร่าชีวิตกว่า 3.6 หมื่นคน

ภูเขาไฟ ‘กรากาตัว’ ที่ตั้งอยู่ระหว่างเกาะชวา และเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนิเซีย บนแนววงแหวนแห่งไฟ ภูเขาไฟแห่งนี้เคยระเบิดครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2426 โดยเริ่มจากการระเบิดรุนแรงในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2426 แต่เหตุการณ์ก็สงบ แม้จะมีการระเบิดในระดับไม่รุนแรงอีกหลายครั้งซึ่งไม่มีใครคิดว่านี้เป็นสัญญานเตือนภัย…

ต่อมาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2426 เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง และการระเบิดระดับกลางติดต่อกันอีกหลายครั้ง และในวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2426 ก็เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ที่สุด แรงระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เถ้าถ่านจำนวนหลายล้านตันบดบังแสงอาทิตย์จนมืดมิด เสียงระเบิดดังกึกก้องไปไกลถึงออสเตรเลีย ผลจากการระเบิดยังทำให้เกิดคลื่นสึนามิสูงกว่า 30 เมตร ซากปะการัง, เศษหิน และวัสดุต่าง ๆ ประมาณ 600 ตัน ถูกคลื่นหอบขึ้นฝั่ง มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ประมาณ 36,000 คน
>> ความรุนแรงครั้งนั้นส่งผลกระทบไปไกลเพียงใด

ในประเทศไทยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพขณะดำรงพระยศเป็น ‘พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร’ ทรงบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ใน ‘ประวัติอาจารย์’ (พระนิพนธ์ประวัติของพระยาพฤฒาธิบดีศรีสัตยานุการ (อ่อน โกมลวรรธนะ) ซึ่งเคยเป็น เจ้าอาวาสวัดนิเวศน์ธรรมประวัติ) ขณะนั้นพระองค์ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ และประทับที่วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ บางปะอิน อยุธยา ว่า…

“เมื่อเดือนสิงหาคมจะเป็นวันใดข้าพเจ้าไม่ได้จดไว้ แต่อยู่ในระหว่างวันที่ 27 จนถึงวันที่ 30 เวลาบ่าย ข้าพเจ้านั่งอยู่ที่ตำหนักได้ยินเสียงดังเหมือนยิงปืนใหญ่ไกลหลายนัด นึกในใจว่าคงยิงสลุตรับแขกเมืองที่เข้ามากรุงเทพฯ ครั้นเวลาเย็นลงไปนั่งเล่นที่สะพานท่าน้ำตามเคย ไปพูดขึ้นกับพระที่อยู่มาก่อน ท่านบอกว่าที่วัดนิเวศน์ฯ ไม่เคยได้ยินเสียงปืนใหญ่ยิงในกรุงเทพฯ ข้าพเจ้าไม่เห็นเป็นการสำคัญก็ไม่ค้นหาเหตุผลต่อไป

ครั้นรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง เห็นแสงแดดเป็นสีเขียวตลอดวัน คนทั้งหลายพากันพิศวงทั่วไปในท้องถิ่น ที่ตื่นตกใจก็มี แต่ในวันต่อมาก็กลับเป็นปกติตามเดิม เป็นหลายวันจึงทราบข่าวว่าภูเขาไฟระเบิดที่เกาะกระกะเตา ซึ่งอยู่ระหว่างเกาะชวาและเกาะสุมาตรา คนตายหลายหมื่น เสียงภูเขาไฟระเบิดและไอที่ออกบังแสงแดด ทั้งละลอกน้ำในท้องทะเลแผ่ไปถึงนานาประเทศ ไกลกว่าที่เคยปรากฏมาแต่ก่อน”

คดีสาวจีนในแทกูสะเทือนสังคม!! จากทริปรับปริญญาสู่โศกนาฏกรรม สาวจีนรับปริญญาเกาหลีใต้หายปริศนา ก่อนพบเป็นศพในบ้านอาจารย์ ตำรวจเร่งสอบปมฆาตกรรม

สาวจีนไปรับปริญญาที่เกาหลีใต้ก่อนหายตัว สุดท้ายพบศพในบ้านอาจารย์

เหวินเหวิน (นามสมมุติ) หญิงชาวจีนวัย 25 ปี เพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยแดกูคาทอลิก (Daegu Catholic University) ในเกาหลีใต้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาและเดินทางกลับจีนหลังจบการศึกษา

กระทั่งวันที่ 14 ส.ค. เธอเดินทางกลับไปยังเมืองแทกู เกาหลีใต้เพียงลำพัง เพื่อไปรับใบปริญญาที่มหาวิทยาลัย โดยมีกำหนดเดินทางกลับจีนจากท่าอากาศยานนานาชาติอินชอนในวันที่ 23 ส.ค. เพื่อเริ่มต้นการทำงาน ชีวิตของหญิงสาวดูเหมือนกำลังเดินหน้าไปสู่บทใหม่อย่างราบรื่น แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดกลับเกิดขึ้นก่อนที่เธอจะได้เดินทางกลับบ้าน

หลังเดินทางถึงเกาหลีใต้ เหวินเหวินยังคงติดต่อกับครอบครัวที่จีนอย่างสม่ำเสมอและรายงานความเคลื่อนไหวให้พี่สาวทราบทุกวัน โดยคืนวันที่ 19 ส.ค. เวลาประมาณ 23.30 น. ทั้งคู่ยังพูดคุยกันผ่านวิดีโอคอลตามปกติ ไม่มีสัญญาณผิดปกติหรือความหวาดกลัวใดๆ

กระทั่งช่วงค่ำวันที่ 20 ส.ค. เวลาประมาณ 19.00-20.00 น. เหวินเหวินเก็บสัมภาระออกจากที่พักของเพื่อน โดยตั้งใจจะไปพักที่โรงแรมย่านการค้าทงซองโรในเมืองแทกู ก่อนเดินทางต่อไปยังสนามบินอินชอน แต่หลังจากออกจากที่พัก เธอกลับขาดการติดต่อ โทรศัพท์ถูกปิดและไม่สามารถติดตามที่พัก การใช้จ่ายหรือเส้นทางการเดินทางได้ ขณะที่ข้อมูลตรวจคนเข้าเมืองระบุว่าเธอมีเพียงประวัติเดินทางเข้าเกาหลีใต้และยังไม่มีข้อมูลการเดินทางออกนอกประเทศ

เมื่อครอบครัวเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงเริ่มความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ฃกระทั่งวันที่ 22 ส.ค. ครอบครัวได้แจ้งความในจีน ก่อนที่ข้อมูลคดีจะถูกส่งต่อให้ตำรวจเกาหลีใต้ดำเนินการ โดยในช่วงแรก คดีถูกจัดเป็นกรณีบุคคลสูญหายทั่วไป ทำให้การสอบสวนดำเนินไปอย่างล่าช้า

เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านภาษา ครอบครัวจึงต้องว่าจ้างทนายความในเกาหลีใต้เพื่อประสานงานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบคดี แต่สามารถได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพียงเล็กน้อย ครอบครัวจึงติดต่อสถานกงสุลใหญ่จีน ณ เมืองปูซานเพื่อขอความช่วยเหลือ พร้อมเผยแพร่ข้อมูลตามหาผ่านช่องทางออนไลน์ โดยหวังว่าจะสามารถพบตัวและยืนยันได้ว่าเธอยังปลอดภัย

ต่อมา ช่วงค่ำของวันที่ 21 ส.ค. เจิ้งชางเซิ่ง ชายชาวจีนเชื้อสายเกาหลีวัย 30 กว่าปีและผู้ถือสถานะผู้พำนักถาวรในเกาหลีใต้เดินทางเข้าแจ้งความกับตำรวจด้วยตัวเอง โดยอ้างว่าเป็นแฟนหนุ่มของเหวินเหวิน พร้อมแจ้งว่าเธอหายตัวไปและขอให้ตำรวจช่วยติดตามหา เขายังแสดงท่าทีวิตกกังวลและให้ความร่วมมือในการสอบถามของตำรวจอย่างเต็มที่

แต่เมื่อการสืบสวนลงลึกมากขึ้น คำให้การของเขากลับพบพิรุธหลายจุดและไม่สอดคล้องกับภาพจากกล้องวงจรปิด ทำให้ข้อสงสัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ชุดสืบสวนจึงเร่งปรับแนวทางการทำงานและยกระดับจากคดีคนหายเป็นคดีฆาตกรรม กระทั่งช่วงเย็นวันที่ 25 ส.ค. ตำรวจเข้าควบคุมตัวเจิ้งชางเซิ่ง ก่อนเข้าตรวจค้นบ้านพักของเขาในตำบลฮายัง เมืองคย็องซานและพบร่างไร้วิญญาณของเหวินเหวินอยู่ภายใน

เจิ้งชางเซิ่งเป็นอาจารย์ผู้สอนในสถาบันการศึกษาที่เหวินเหวินศึกษาอยู่ โดยทั้งสองมีความสัมพันธ์ในฐานะอาจารย์กับนักศึกษา ส่วนความสัมพันธ์ในฐานะแฟนที่เขากล่าวอ้างนั้นเป็นเพียงข้อมูลที่เขาอ้างต่อบุคคลภายนอกฝ่ายเดียวและตำรวจยังไม่ได้ยืนยันว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวแต่อย่างใด ทั้งนี้มีข้อมูลว่าเหวินเหวินมีคนรักอยู่ที่จีนอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน อดีตนักศึกษาบางรายได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยอ้างว่าเจิ้งชางเซิ่งเคยมีพฤติกรรมคุกคามนักศึกษาหญิงและถึงขั้นใช้เรื่องการจบการศึกษาเป็นเงื่อนไขกดดันนักศึกษา และหตุร้องเรียนในครั้งนั้นก็ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม

หลายฝ่ายสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทั้งสอง รวมถึงแรงจูงใจที่อาจอยู่เบื้องหลัง โดยตำรวจเกาหลีใต้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติม

ด้านสถานกงสุลใหญ่จีน เมืองปูซานได้ขอให้ตำรวจเกาหลีใต้เร่งตรวจสอบรายละเอียดของคดีอย่างรอบด้านและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งจะให้ความช่วยเหลือครอบครัวของผู้เสียชีวิตในการจัดการเรื่องต่างๆ ความจำเป็นตลอดกระบวนการ

แม้เกาหลีใต้จะมีสถานการณ์ด้านความปลอดภัยโดยรวมอยู่ในระดับดี แต่ในพื้นที่ห่างไกล การถูกคนรู้จักทำร้ายอาจรับมือได้ยากกว่าการเผชิญเหตุจากคนแปลกหน้า เนื่องจากความคุ้นเคยทำให้หลายคนไม่ทันระมัดระวัง

ขณะนี้ทุกฝ่ายยังคงเฝ้ารอความจริงจากกระบวนการยุติธรรมเกาหลีใต้ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิตและครอบครัว

ที่มา : https://www.facebook.com/100059514523438/posts/1431822808811523/?rdid=o9c9h5bV6aBHEj0S#

'พลโท วันชนะ' ชี้ชัดข้อขัดแย้ง!! ยังไม่พ้นความตึงเครียด ข้อตกลง JBC มี 16 ข้อหลัก ไทยส่งคืนเชลยเขมรแล้ว 100% เขมรไม่ควรขอคืนพื้นที่ล้ำแดน

พลโท วันชนะ สวัสดี โพสในเฟสบุ๊ค

ก่อนที่จะคิดไปไกลว่าจะคุย JBCทั้ง3คนนี้ประกอบด้วย ฮุนเซน และฮุนมาเนต รวมไปถึง เตีย ด้วย ต้องจำใส่ กบาลไว้ ว่า ข้อตกลงล่าสุดที่ต้องทำกันให้ได้ก่อนคือ Joint Statement of the 3/th Special GBC on 27 December 2025

มี 11ข้อที่ต้องทำ เพื่อลดความตึงเครียดและอีก5ข้อเป็นกลไกติดตาม รวม16ข้อ
ข้อที่ทำและชัดเจนที่สุด เกิดจากฝ่ายไทยทำคือ ข้อ 11 ส่งคืน เชลยเขมร18 นาย อันนี้100%แล้ว
ส่วนครั้งนี้จะกล่าวถึงข้อ2 คือ ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้โครงการวางกำลังที่มีอยู่ในพื้นที่ปัจจุบัน
เอาง่ายๆคือ ใครอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น แสดงว่า เขตพื้นที่ ที่ครอบครองของแต่ละฝ่ายตอนนี้คือ ตั้งแต่แนววางกำลังไปด้านหลัง การที่เขมรจะมาเรียกร้องขอให้เขมรกลับมาที่บ้านหนองจานนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลย ทั้ง 1ความถูกต้อง และ 2 หลักการ
กล่าวคือ

1 ความถูกต้องคือ พื้นที่ ที่ เขมรมาอาศัยชั่วคราวตอนนั้น คือ พื้นที่ของไทยมาตลอด ที่เข้ามาอยู่นั้นคือบุกรุก ล้ำเกินเขตแดนเข้ามาในไทย

2 หลักการคือ การขอเข้ามาอยู่นี้ จะกลายเป็นว่าเข้ามาอยู่หลังแนววางกำลังของทหารไทย ทำให้ แนววางกำลังของไปปัจจุบัน จะถูก ขนาบหน้าหลังด้วย กำลังเขมร
ใช้ กบาล คิดหน่อยสิ หรือ กบาลมีแต่ความคิดที่จะโกงเท่านั้น
กลับไป ทำตาม Joint ให้ได้ก่อน แล้วค่อยมาคุย
ครั้ง หน้า จะ ขยายข้ออื่นๆอีก

ที่มา : https://www.facebook.com/100002178103147/posts/27955711827418046/?rdid=PWMu9rLVGEUZyGiY#

‘อาจารย์อุ๋ย’ ชวนคิด ปรากฏการณ์ ‘เนเน่ รอยัล’ จากเด็กไทยสู่พลัง Soft Power บนเวทีโลก ‘เนเน่ รอยัล’ คือ World Phenomenon ที่สะท้อนพลังความสามารถแท้เหนือยุค AI จุดประกายรัฐไทยต้องสร้างระบบหนุนเด็กมีพรสวรรค์

อาจารย์อุ๋ย ชวนคิด!: ปรากฏการณ์ "เนเน่ รอยัล" กับการชุบชีวิตดนตรีร็อกบนเวทีโลก และบทเรียนการพัฒนาคนไทยสู่สากล

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อาจารย์อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

แม้ผมจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีโดยตรง และขอวิเคราะห์ในฐานะผู้ฟังดนตรีคนหนึ่งที่เติบโตมากับเสียงเสน่ห์ของดนตรีในยุค 80s ถึง 2000s ยุคที่ดนตรีร็อกคือลมหายใจหลักของโลก ตั้งแต่รุ่น Hair Metal ไปจนถึง Alternative Rock และ Nu-Metal 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับ "น้องเนเน่ รอยัล" (Nene Royal) บนเวที America’s Got Talent (AGT) นั้น สำหรับนักวิชาการกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศอย่างผม มันคือ"ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมระดับโลก" (World Phenomenon) ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ ซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัวของผมล้วนๆ 

1. Contrast Power: มนต์เสน่ห์แห่งความขัดแย้งที่ทรงพลัง

 รูปลักษณ์แรกของน้องเนเน่คือเด็กสาวไทยที่ดูขี้อาย เรียบร้อย ไม่มีรอยสัก หรือการเจาะตามร่างกายแบบ "ดุเดือด" อย่างภาพจำร็อกเกอร์ฝรั่ง ความบริสุทธิ์นุ่มนวลนี้ตัดกับพลังเสียงการร้องและฝีมือการเล่นกีตาร์ที่ "ระเบิดพลัง" ออกมาอย่างสิ้นเชิง

ความขัดแย้ง (Contrast) นี้ทำลายอคติของผู้ฟังโดยฉับพลัน เกิดเป็นความจริงใจ (Authenticity) ที่ไร้การปรุงแต่ง ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาตกตะลึงอย่างแรง จนคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งระบุว่า ไม่เคยติดตามหรือโหวตให้รายการ AGT มาก่อน แต่ต้องยอมกดโหวตให้น้อง เพราะพลังดนตรีของเธอข้ามผ่านกำแพงภาษาและวัฒนธรรมได้ทันที

2. การ "ปรุง" ร็อกจัดจ้าน ให้กลายเป็นรสชาติที่กลมกล่อม: 

เพลงร็อกต้นฉบับบางเพลงมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง จนคนทั่วไปที่ไม่ใช่ขาร็อกอาจรู้สึกว่า "ล้น" หรือฟังยาก แต่พอน้องเนเน่ รอยัล นำมาคัฟเวอร์ ด้วยเทคนิคการร้องที่มีกลิ่นอายความอ่อนโยนตามธรรมชาติแบบไทย ผสานกับอารมณ์ดนตรีอันเข้มข้น ผลลัพธ์คือการลดทอนความกร้าวระด้างลง แต่ยังคงหัวใจของความ Rock 'n' Roll ไว้ครบถ้วน

เทียบได้กับ "อาหารรสจัดจ้าน" ที่เคยกินได้เฉพาะกลุ่ม แต่เมื่อถูกนำมาปรุงใหม่โดยคงความอร่อยไว้และมีความกลมกล่อมพอดี จึงกลายเป็นรสมือที่ผู้ฟังแทบทุกเพศทุกวัยเข้าถึงและหลงรักได้ไม่ยาก

3. ปลุกคืนชีพดนตรีร็อกในยุค AI และการเชื่อม Gen Z & Alpha:

ในยุคปัจจุบันที่อุตสาหกรรมดนตรีเต็มไปด้วยการใช้ AI และการแต่งเพลงเพื่อสร้างยอดไลค์ยอดแชร์และกระแสไวรัลมากกว่าการสร้างสรรค์ผลงานที่เน้นคุณภาพ จนขาด เสน่ห์และจิตวิญญาณเฉพาะตัว วงการร็อกค่อยๆ เลื่อนหายไปพร้อมกลุ่มผู้ฟังเดิมที่อายุมากขึ้นเรื่อยๆ 

การปรากฏตัวของเนเน่ รอยัล จึงเปรียบเสมือนการเชื่อมสะพานดนตรีร้อคสู่สายเลือดใหม่ และทำให้ดนตรีร็อกกลับมามีชีวิตอีกครั้ง และชวนให้เด็กรุ่นใหม่ทั้ง Gen Z และ Gen Alpha หันมาสนใจดนตรีร็อก และตระหนักถึงคุณค่าของการฝึกฝนทักษะดนตรีจริง (Human Touch)

ศิลปินในอดีตที่เคยสร้างปรากฏการณ์ลักษณะนี้:

หากมองย้อนกลับไป ปรากฏการณ์แบบเนเน่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับศิลปินอย่าง Ukulele Girl "Grace VanderWaal" (ผู้ชนะ AGT 2016) ที่ใช้ความบริสุทธิ์และเครื่องดนตรีชิ้นเดียวช็อกโลก หรือวง "Måneskin" จากอิตาลีที่ชนะ Eurovision 2021 จนปลุกกระแส Glam Rock ให้กลับมาฮิตไปทั่วโลก แต่กรณีของเนเน่มีความพิเศษตรงความเป็นเด็กสาวเอเชียที่สามารถครองใจวงการร็อกฝรั่งได้อย่างเบ็ดเสร็จ

4. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: ประเทศไทยจะสร้าง "ทรัพยากรมนุษย์ระดับโลก" ได้อย่างไร?

ในฐานะนักวิชาการและนักการเมือง ผมมองว่าความสำเร็จของเนเน่ รอยัล ไม่ควรหยุดอยู่แค่ความสามารถส่วนบุคคล แต่ภาครัฐต้องมองเป็นบทเรียนในการพัฒนานโยบายสาธารณะ เพื่อสร้างคนไทยไปสู่เวทีโลกในทุกๆ วงการ ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน ดารา หรือนักวิทยาศาสตร์ ด้วยกลไกขับเคลื่อนดังต่อไปนี้

 1) ปฏิรูประบบการศึกษา โดยสร้างระบบนิเวศน์ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และอํานาจละมุน (Creativity & Soft Power Ecosystem): ลดการเรียนแบบท่องจำ เปิดพื้นที่ให้เด็กค้นพบความชอบเฉพาะทางตั้งแต่เยาว์วัย สร้างสถาบันพัฒนาทักษะเฉพาะด้านที่เข้าถึงง่ายและไม่มีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป

 2) จัดตั้งกองทุนสนับสนุนผู้มีควบมสามารถพิเศษ (Talent Global Fund): รัฐต้องมีทุนสนับสนุนเด็กที่มีศักยภาพสูงเพื่อเดินทางไปแข่งขัน แสดงผลงาน หรือเข้าประกวดบนเวทีระดับสากล โดยไม่ต้องพึ่งพาแต่ทุนทรัพย์ของครอบครัว

 3) สร้างระบบนิเวศทางวัฒนธรรมที่เปิดกว้าง: สนับสนุนพื้นที่แสดงออก (Live Music Spaces, Open Labs, Youth Science Fairs) ที่มีมาตรฐานสากล เพื่อให้เด็กได้ฝึกฝนปะทะกับผู้ชมจริงตั้งแต่อายุยังน้อย เช่น มีลานกิจกรรมที่ให้คนทุกเพศทุกวัยมาแสดงความสามารถ

 4) การส่งเสริม Soft Power เชิงโครงสร้าง ซึ่งไม่ใช่แค่การโปรโมตภาพลักษณ์ แต่เป็นการส่งเสริมกระบวนการผลิต (Production Value) ให้บุคลากรไทยสามารถทำงานร่วมกับมาตรฐานสากลได้อย่างทัดเทียม

บทสรุป:

ปรากฏการณ์ของ "น้องเนเน่ รอยัล" ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า "จิตวิญญาณแห่งดนตรีและความสามารถที่แท้จริง" ยังคงทรงพลังเหนือเอไอและเทคโนโลยีใดๆ และหากประเทศไทยสามารถสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเจียระไนเพชรเหล่านี้ได้ เราจะมีเด็กไทยอีกมากมายที่ก้าวไปยืนสะกดคนทั้งโลก เหมือนอย่างที่น้องเนเน่ทำได้อย่างงดงาม

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1AufEBuuWd/?mibextid=wwXIfr

จากคำวินิจฉัยศาลสู่สนามสภา!! ศาลชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ฝ่ายค้านตั้ง 4 คำถามใหญ่เขย่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน วิกฤตจริงหรือแค่เร่งกู้เกินจำเป็น หนี้สาธารณะพุ่งสูงกระทบเสถียรภาพ

กรณ์ จาติกวณิช  ได้โพสต์ลงเฟสบุ๊ค

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วยมติ 7 ต่อ 2 ว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

แต่นั่นเป็นเพียงคำตอบในทางกฎหมายครับ

หน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้มีไว้ดูแค่ว่า “ออกได้หรือไม่” แต่คือการพิจารณาว่า “ควรออกหรือไม่” เพราะ พ.ร.ก. ถูกออกแบบมาให้ใช้เฉพาะกรณีจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น หากใช้พร่ำเพรื่อจะกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลัง และขาดการตรวจสอบเมื่อเทียบกับกระบวนการงบประมาณปกติ

วันนี้ในสภาฯ ผมได้ตั้ง 4 คำถามสำคัญต่อ พ.ร.ก. ฉบับนี้

1. เศรษฐกิจไทยอยู่ในวิกฤตระดับที่กระทบความมั่นคงของประเทศจริงหรือไม่?

เงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญระบุชัดว่าต้องจำเป็นเร่งด่วนและกระทบความมั่นคง เหมือนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 แฮมเบอร์เกอร์ปี 51 หรือโควิดปี 63–64 ซึ่งตอนนั้นไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ครั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้รับฟังผู้เชี่ยวชาญภายนอก 6 ท่าน ซึ่งทั้ง 6 ท่านเห็นตรงกันว่าไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.ก. เพราะเศรษฐกิจยังเติบโตได้ แม้จะในระดับต่ำ และยังไม่ใช่วิกฤตความมั่นคง

2. แผนการใช้เงินตอบโจทย์ปัญหาของประชาชนหรือไม่?

ปัญหาหลักของประเทศตอนนี้คือ เศรษฐกิจโตช้า (ไตรมาส 2 โต 1.9%) ขาดดุลการค้าและบัญชีเดินสะพัด ค่าครองชีพสูง และรายได้ที่แท้จริงของประชาชนลดลง (ค่าแรงเทียบเงินเฟ้อครึ่งปีแรกติดลบเกือบ 3%) เงินกู้ก้อนนี้ไม่ได้ทำให้รายได้ประชาชนสูงขึ้น ไม่ได้ทำให้ของถูกลง การกู้มาแจกกระตุ้นได้เพียงชั่ววูบ แต่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ได้

3. มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรีบกู้จริงหรือ?

โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องใช้เวลายาวนานหลายปี เช่น โซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน ตั้งเป้า 500,000–1,000,000 หลัง แต่ปีที่แล้วทำได้ 100,000 หลัง ปีนี้คาดว่าได้ 140,000 หลัง ต่อให้ปีหน้าทำได้ 200,000 หลัง ก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี แต่เงื่อนไข พ.ร.ก. ต้องกู้ให้เสร็จภายใน 30 กันยายน 2570 (เหลือเวลาเพียง 1 ปีเศษ) กรอบเวลาไม่สอดคล้องกันอย่างสิ้นเชิง การรีบกู้เงินมากองไว้ก่อนความพร้อม มีแต่จะสร้างภาระดอกเบี้ยให้ประเทศโดยไม่จำเป็น

4. กระทบความมั่นคงทางการคลังและภาระหนี้อย่างไร?

ปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ 67% ของ GDP หากรวมกู้ชดเชยขาดดุลปี 69 ที่เหลือ บวกขาดดุลปี 70 อีก 800,000 ล้านบาท และบวก พ.ร.ก. นี้อีก 400,000 ล้านบาท ภายใน 1 ปี หนี้จะเพิ่มขึ้น 1.8–1.9 ล้านล้านบาท (ราว 10% ของ GDP) ซึ่งจะดันหนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังทันที ผลคือกระทบงบประมาณปี 71 รัฐบาลจะไม่มีวงเงินกู้เหลือสำหรับการลงทุน 20% ตามกฎหมาย และประเทศจะหมดพื้นที่ทางการคลังหากเกิดวิกฤตจริงในอนาคต

คำตอบของ 4 คำถามข้างต้นชัดเจนครับว่า พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาทฉบับนี้ ไม่ใช่คำตอบ และอาจจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง

ผม และพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่สามารถเห็นด้วย กับ พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาทฉบับนี้

รูปภาพ : กรุงเทพธุรกิจ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1617719903049898&id=100044357112719&post_id=100044357112719_1617719903049898&rdid=VWEMqc8pfg0tsOw7#

PEA เร่งช่วยชาวบ้านผาเวียง จ.น่าน!! หลังอุทกภัย–ดินสไลด์ กระทบเส้นทางและระบบไฟฟ้า ส่งถุงยังชีพ–เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ฟื้นระบบไฟหลังน้ำท่วม เร่งคืนแสงสว่างและความมั่นใจให้ชาวบ้านผาเวียง

PEA สนับสนุนภารกิจ มท.3 เร่งช่วยเหลือชาวบ้านผาเวียง จ.น่าน ส่งถุงยังชีพ–เครื่องกำเนิดไฟฟ้า พร้อมเร่งฟื้นฟูระบบไฟฟ้า

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มอบหมายให้ นายวิวัฒน์ ฤทธิวงศ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมสนับสนุนภารกิจของ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) ลงพื้นที่บ้านผาเวียง ตำบลภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่าน เพื่อติดตามสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและดินสไลด์ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเส้นทางสัญจรและระบบไฟฟ้าในพื้นที่

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) เร่งนำความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนบ้านผาเวียง โดย ลำเลียงถุงยังชีพทางอากาศด้วยเฮลิคอปเตอร์ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พร้อม ลำเลียงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทางบกด้วยรถตรวจการ PEA ผ่านเส้นทางที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้เป็นการชั่วคราว ควบคู่กับการเร่งฟื้นฟูระบบจำหน่ายไฟฟ้าให้สามารถกลับมาจ่ายกระแสไฟฟ้าได้อย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด

ข่าว: กองสื่อสารภาพลักษณ์องค์กร
ภาพ: การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 2 (ภาคเหนือ) จังหวัดพิษณุโลก

“ซีไอเอ” ส่งสัญญาณถึงมอสโก!! 'จอห์น แรตคลิฟฟ์' บุกเตือนรัสเซีย เน้นหยุดโจมตีประเทศพันธมิตร ย้ำลดสนับสนุนอิหร่านตามนโยบายสหรัฐฯ หวังลดความขัดแย้งในภูมิภาคบอลติก

สำนักข่าว POLITICO รายงานว่า การเดินทางเยือนมอสโกอย่างกะทันหันของ "จอห์น แรตคลิฟฟ์" ผู้อำนวยการซีไอเอ เมื่อวันก่อน มีจุดประสงค์เพื่อเตือนรัสเซียไม่ให้โจมตีพันธมิตรนาโต โดยเฉพาะเอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย

แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้กล่าวว่า "การพบปะครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อเตือนรัสเซียไม่ให้ดำเนินการใดๆ ที่เป็นการยกระดับความขัดแย้งกับกลุ่มประเทศบอลติก"

นอกจากนี้ แรตคลิฟฟ์ยังต้องการให้มอสโกปฏิบัติตามนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยลดการสนับสนุนทางทหารและเศรษฐกิจแก่อิหร่านอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤศจิกายนปี 2021 ผู้อำนวยการซีไอเอ ซึ่งขณะนั้นคือ วิลเลียม เบิร์นส์ (William Burns) เคยเดินทางไปมอสโก เพื่อเตือนรัสเซียว่าไม่ให้บุกยูเครน แต่ก็ไม่สามารถหยุดการตัดสินใจของรัสเซียได้ โดยอีกสามเดือนต่อมา รัสเซียเปิดปฏิบัติการพิเศษต่อดินแดนยูเครน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/194174770388504/permalink/828938813578760/?rdid=V5zi3F1VrjYMjElh#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top