Friday, 9 October 2026
TheStatesTimes

3 กันยายน 2505 ย้อนรอยพระราชกรณียกิจที่ออสเตรเลีย ย้อนเรื่องราว "ความไม่โกรธ" รำลึกพระอัจฉริยภาพ รัชกาลที่ 9 เมื่อคราวเสด็จฯ เยือนประเทศออสเตรเลีย

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ในพิธีทูลเกล้าฯ ถวายปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ณ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และถูกนักศึกษามหาวิทยาลัยเมลเบิร์นลบหลู่พระเกียรติ แต่พระองค์ก็เปี่ยมไปด้วยพระราชธรรม " อกฺโกธํ " คือ กริยาที่ไม่แสดงความโกรธให้ปรากฏ พร้อมแสดงพระอัจฉริยภาพในการรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างดีเยี่ยม

ย้อนเหตุการณ์กลับไปเมื่อวันที่ 3 กันยายน พุทธศักราช 2505 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ ในพิธีทูลเกล้าฯ ถวายปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ณ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย

ในครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงถูกท้าทายจากนักศึกษากลุ่มหนึ่งที่มีความคิดรุนแรง ไม่เข้าใจพระองค์และเมืองไทยเป็นอย่างดี โดยบ้างก็ถือป้ายที่มีข้อความกล่าวร้ายต่อพระองค์ท่าน บ้างก็ส่งเสียงโห่ปนฮาลบหลู่พระเกียรติ และเกียรติภูมิของชาติไทยอย่างแรง
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งร่วมเสด็จฯ ด้วยในครั้งนั้น ได้ทรงบรรยายภาพไว้ในบทพระราชนิพนธ์ "ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศทางราชการ" ตอนหนึ่ง ระบุว่า

"... ต่อจากนั้นก็ถึงเวลาที่พระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จฯ ไปพระราชทานพระราชดำรัสที่เครื่องขยายเสียงกลางเวที ยังไม่ทันจะอะไร ก็มีเสียงโห่ปนฮาดังขึ้นมาจากกลุ่มปัญญาชนข้างนอกอีกแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามือเย็นเฉียบ หัวใจหวิว ๆ อย่างไรพิกล รู้สึกสงสารพระเจ้าอยู่หัวจนทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าแม้แต่จะมองขึ้นดูพระพักตร์ท่านด้วยความสงสารและเห็นพระทัย ในที่สุดก็ฝืนใจมองขึ้นไปเพื่อถวายกำลังพระทัย แต่แล้วข้าพเจ้านั่นเองแหละที่เป็นผู้ได้กำลังใจกลับคืนมา เพราะมองดูท่านขณะที่ทรงพระดำเนินไปยืนกลางเวทีเห็นพระพักตร์สงบเฉย ทันใดนั้นเองคนที่อยู่ในหอประชุมทั้งหมดก็ปรบมือเสียงสนั่นหวั่นไหวคล้ายจะถวายกำลังพระทัยท่าน

พอเสียงปรบมือเงียบลง คราวนี้ข้าพเจ้ามองขึ้นไปบนเวทีอีกก็เห็นพระเจ้าอยู่หัวทรงเปิดพระมาลาที่ทรงคู่กับฉลองพระองค์ครุย แล้วหันพระองค์ไปโค้งคำนับกลุ่มที่ส่งเสียงเอะอะอยู่ข้างนอกอย่างงดงาม และน่าดูที่สุด พระพักตร์ยิ้มนิด ๆ พระเนตรมีแววเยาะหน่อย ๆ แต่พระสุรเสียงราบเรียบยิ่งนัก
"ขอขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอันมาก ในการต้อนรับอันอบอุ่นและสุภาพเรียบร้อยที่ท่านแสดงต่อแขกเมืองของท่าน"

รับสั่งเพียงเท่านั้นเอง แล้วก็หันพระองค์มารับสั่งต่อกับผู้ที่นั่งฟังอยู่ในหอประชุม ตอนนี้ข้าพเจ้าอยากจะหัวเราะออกมาดัง ๆ ด้วยความสะใจ เพราะเสียงฮานั้นเงียบลงทันทีราวกับปิดสวิทช์ แล้วตั้งแต่นั้นก็ไม่มีอะไรเลย ทุกคนข้างนอกข้างในต่างนั่งฟังพระราชดำรัสเฉยท่าทางดูขบคิด ข้าพเจ้าเห็นว่าพระราชดำรัสวันนั้นดีมาก รับสั่งสดๆ โดยไม่ทรงใช้กระดาษเลย

ทรงเล่าถึงวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของไทยเราว่า เรามีเอกราช มีภาษาของตนเอง มีตัวหนังสือซึ่งคิดค้นขึ้นใช้เอง เราตั้งบทกฎหมายการปกครองของเราเอง ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมา 700 ปีกว่ามาแล้ว ตอนนี้ข้าพเจ้าขำแทบแย่ เพราะหลังจากรับสั่งว่า 700 ปีกว่ามาแล้ว ทรงทำท่าเหมือนเพิ่งนึกออก ทรงสะดุ้งนิด ๆ และทรงโค้งพระองค์อย่างสุภาพ เมื่อตรัสว่า ขอโทษลืมไป ตอนนั้นยังไม่มีประเทศออสเตรเลียเลย
แล้วทรงเล่าต่อไปว่า แต่ไหนแต่ไรมาคนไทยเรามีน้ำใจกว้างขวาง พร้อมที่จะให้โอกาสคนอื่นและฟังความเห็นของเขา เพราะเรามักใช้ปัญญาขบคิดไตร่ตรองหาเหตุผลก่อนจึงจะตัดสินว่าสิ่งไรเป็นอย่างไร ไม่สุ่มสี่สุ่มห้าตัดสินอะไรตามใจชอบ โดยไม่ใช้เหตุผล ..."

ทั้งนี้ผลจากการแสดงพระอัจฉริยภาพอย่างสูงในสถานการณ์ดังกล่าว ปรากฏว่าเมื่อเสร็จพิธีแล้ว ผู้ร่วมพิธีต่างเข้ามากราบบังคมทูลสรรเสริญถึงพระราชดำรัสนั้น และสำหรับกลุ่มนักศึกษาที่มีปฏิกิริยาเหล่านั้น ต่างก็มีอากัปกิริยาเปลี่ยนไปหมด บ้างก็มีสีหน้าเฉย ๆ เจื่อน ๆ ดูหลบพระเนตร ไม่มีการมองดูพระองค์อย่างประหลาดอีก แต่บางพวกก็มีน้ำใจเป็นนักกีฬาพอที่จะยิ้มแย้มแจ่มใส โบกมือและปรบมือให้แก่ทั้งสองพระองค์ตลอดทางจนถึงที่รถพระที่นั่งจอดอยู่

4 กันยายน 2351 วันพระราชสมภพ ‘พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว’ พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 แห่งสยาม ผู้มีพระอัจฉริยภาพรอบด้าน ทรงรอบรู้ภาษาอังกฤษ การทหาร และวิทยาการสมัยใหม่

4 กันยายน 2351 เป็นวันพระราชสมภพของ ‘สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว’ พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 ในรัชกาลที่ 4

เจ้าฟ้าจุฑามณี พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเป็นพระอนุชาร่วมอุทรกับ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เมื่อรัชกาลที่ 4 เสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงสถาปนาเจ้าฟ้าจุฑามณีขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ทรงพระนามว่า สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 ในรัชกาลที่ 4 พระองค์ทรงมีความรู้ในด้านภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี ทรงโปรดวิทยากรสมัยใหม่แบบตะวันตกหลายด้าน ทรงพระปรีชาหลายด้าน ทรงสร้างปืนใหญ่ไว้เป็นจำนวนมากเพื่อใช้ป้องกันบ้านเมือง ทรงสร้างเรือกลไฟเป็นลำแรก เป็นผู้บังคับบัญชากรมทหารปืนใหญ่ และผู้บังคับบัญชาทหารเรือไทยเป็นพระองค์แรก

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี และเป็นพระอนุชาร่วมพระชนกชนนีกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระนามเดิมว่า 'เจ้าฟ้าจุฑามณี' หรือ 'เจ้าฟ้าน้อย' เสด็จพระราชสมภพ ณ พระราชวังเดิม เมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2351 หลังจากที่สมเด็จพระราชบิดาได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเจ้าฟ้าน้อย จึงได้ตามเสด็จพระบรมชนกนาถและพระราชชนนี มาประทับในพระบรมมหาราชวัง และได้รับการเฉลิมพระนามเป็น 'สมเด็จ พระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจุฑามณี' หรือ 'เจ้าฟ้าอสุนีบาต'
เมื่อเจ้าฟ้าน้อย ซึ่งในขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศ เป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เจริญพระชนมายุได้ 16 พรรษา ซึ่งตรงกับปี พ.ศ. 2367 ได้เสด็จมาประทับ ณ พระราชวังเดิม และประทับที่นี่จนถึงปี พ.ศ. 2394

พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอัจฉริยภาพในด้านต่าง ๆ อาทิ การทหาร การช่าง วิทยาศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม การกีฬา การละคร การดนตรี และด้านวรรณกรรมอีกทั้งทรงรอบรู้ทางด้านการต่างประเทศอีกด้วย ทรงศึกษาภาษาอังกฤษจากมิชชันนารีอเมริกันจนแตกฉาน และทรงมีพระสหาย เป็นชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมากด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงสามารถช่วยราชการด้านการต่างประเทศได้เป็นอย่างดีโดยทรงเป็นที่ปรึกษาในการทำสนธิสัญญาต่าง ๆ

หลังจากที่ได้รับพระราชทานบวรราชาภิเษกเป็น 'พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว' เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2394 ทรงมีศักดิ์สูงเสมอพระมหากษัตริย์เป็น 'พระเจ้าประเทศสยามองค์ที่ 2' ได้ทรงย้ายมาประทับ ณ พระบวรราชวัง (ปัจจุบันคือบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ) จนสิ้นพระชนม์ลงในวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2408 ขณะที่ทรงมีพระชนมายุได้ 58 พรรษา

‘อ.อุ๋ย’ เตือนรัฐอย่าเกียร์ว่าง!! รัฐบาลต้องออกหมายจับทันที ปมโฆษก BRN หากละเลยหมายจับอาจเจอข้อหา ม.157 ส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือดำเนินคดี จี้ไทยไม่ปล่อยต่างแดนเป็นเซฟเฮาส์

“หมายแดงต้องมา-หมายจับต้องออก!” อ.อุ๋ย จี้รัฐบาลล่าโฆษก BRN หยามคนไทยทั้งประเทศ! ชี้หากปล่อยเกียร์ว่าง โดน ม.157!

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความสูญเสียทางชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและเจ้าหน้าที่ แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญต่อการบังคับใช้กฎหมายและการรักษาอธิปไตยของรัฐไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการออกมาเคลื่อนไหวของนายนิมะตุลลา เซรี โฆษกกลุ่ม BRN” ที่ออกแถลงการณ์ ปลุกระดม และประกาศเจตนารมณ์ในการแบ่งแยกดินแดนผ่านสื่อออนไลน์ล่าสุดเมื่อ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา

คำถามสำคัญที่รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงต้องตอบสังคมให้ชัดเจนในวันนี้คือ เหตุใดผู้ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับองค์กรที่ใช้ความรุนแรงระดับนี้ ถึงยังไม่ถูกดำเนินการทางกฎหมายขั้นสูงสุดทั้งในและระหว่างประเทศ?

ความผิดชัดเจน: ไม่ใช่แค่ผู้สื่อข่าว แต่คือหนึ่งในกลไกก่อการร้าย

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ตำแหน่ง "โฆษก" ขององค์กรแบ่งแยกดินแดนที่ใช้ความรุนแรง ไม่ใช่สื่อมวลชนและได้รับคุ้มครองตามเสรีภาพในการแสดงออก หากแต่เป็น "ตัวการร่วม" หรือ "ผู้สนับสนุน" ในโครงสร้างอาชญากรรมความมั่นคงอย่างแนบแน่น

เมื่อพิจารณาตามกฎหมายภายในของไทย การกระทำของโฆษก BRN เข้าข่ายความผิดอาญารุนแรงหลายมาตราโดยสมบูรณ์:

1. ความผิดฐานกบฏ (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 และ 114): การขู่เข็ญ โฆษณา ยุยง หรือรณรงค์ระดมมวลชนเพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักร ถือเป็นการตระเตรียมและยุยงให้เกิดการกบฏ มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต

2. ความผิดฐานก่อการร้าย (มาตรา 135/1 ถึง 135/3): การออกแถลงการณ์เพื่อสร้างความข่มขวัญในหมู่ประชาชน บังคับรัฐบาล และโฆษณาสนับสนุนองค์กรก่อการร้าย

3. ความผิดฐานยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116) และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากการนำข้อมูลอันเกี่ยวกับความมั่นคงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายข้ามแดน: อย่าปล่อยให้ต่างประเทศเป็น "เซฟเฮาส์"

ในระดับระหว่างประเทศ การอ้างว่าผู้ต้องหาหลบหนีอยู่ต่างประเทศแล้วรัฐบาลทำอะไรไม่ได้นั้น เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น

แม้ว่าหลักอธิปไตยเหนือดินแดนจะทำให้ตำรวจไทยไม่สามารถบุกไปจับกุมในต่างแดนได้ทันที แต่รัฐไทยมีเครื่องมือทางกฎหมายระหว่างประเทศที่สมบูรณ์แบบ ทั้งหลักเขตอำนาจศาลสากล (Universal Jurisdiction) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้าย และหลักการ "Aut Dedere Aut Judicare" (ส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือดำเนินคดี)

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องรีบทำทันที คือ เร่งออกหมายจับภายในประเทศ ในทุกฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง ทั้งกบฏ ก่อการร้าย และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

 และประสานตำรวจสากล (INTERPOL) เพื่อออก "หมายแดง" (Red Notice) กระจายไปยัง 196 ประเทศสมาชิกทั่วโลก 

ซึ่งในทางกฎหมายและวิธีปฏิบัติ หมายแดงคือระบบแจ้งเตือนและร้องขอความร่วมมือสากล (International Alert System) ที่นำข้อมูลหมายจับของไทยเข้าสู่ระบบด่านตรวจคนเข้าเมืองและตำรวจทั่วโลก เพื่อให้ตำรวจท้องถิ่นในประเทศปลายทางเฝ้าระวัง ล็อคเป้าหมาย ชะลอการเดินทาง หรือกักตัวไว้ชั่วคราวทันทีที่ปรากฏตัว ก่อนส่งเข้าสู่กระบวนการออกหมายจับท้องถิ่น และดำเนินขั้นตอนส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป

หากพยานหลักฐานประจักษ์ชัดว่ามีการกระทำความผิดต่อความมั่นคงแห่งรัฐ แต่รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบกลับละเลย ดึงเช็ง หรืออ้างเหตุผลทางการเมืองจนไม่ยอมเร่งรัดออกหมายจับและประสานงานระหว่างประเทศ กรณีนี้อาจเข้าข่าย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

กฎหมายความมั่นคงมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตยและประชาชน ไม่ใช่เพียงกระดาษเปื้อนหมึก

รัฐบาลจะปล่อยให้ผู้ที่ประกาศแบ่งแยกแผ่นดินไทยลอยนวลพูดผ่านจออยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ หมายจับต้องออก หมายแดงต้องมา เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐไทยเอาจริงกับการปกป้องอธิปไตยและหลักนิติรัฐอย่างแท้จริง!

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1FGXfMGdjN/?mibextid=wwXIfr

แชมป์ก็ได้ MVP ก็มา!! ตบสาวไทยกวาดรางวัลเอเชีย “พรพรรณ–ศศิภาพร–ทัดดาว” ผงาดทีมยอดเยี่ยม 2026 หลังสร้างประวัติศาสตร์ที่เทียนจิน โค่นจีน 3-2 เซต พร้อมคว้าแชมป์ ตั๋วโอลิมปิก2028 และรางวัล MVP

"ชมพู่" พรพรรณ เกิดปราชญ์ คว้ารางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า (MVP) วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2026

“แชมป์ก็ได้ MVP ก็มา 3 สาวไทยผงาด คว้ารางวัลยอดเยี่ยม ศึกเอเชีย 2026

30 สิงหาคม 2569 #วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย สร้างผลงานสุดยิ่งใหญ่ในศึก #วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2026 (AVC Women’s Continental Championship 2026) ที่ #เมืองเทียนจิน ประเทศ #จีน หลังพลิกสถานการณ์จากการตามหลังจีน 1-2 เซต กลับมาเอาชนะเจ้าภาพ 3-2 เซต คว้า #แชมป์เอเชียเป็นสมัยที่4 และ #คว้าสิทธิ์ ไปแข่งขัน #โอลิมปิกเกมส์2028 ที่นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย

เกมรอบชิงชนะเลิศจบลงด้วยสกอร์ จีน 2-3 ไทย
25-20, 11-25, 25-23, 18-25 และ 10-15

ชัยชนะครั้งนี้ยังทำให้ไทยรักษาแชมป์เอเชียได้สำเร็จ หลังจากเคยคว้าแชมป์ในปี 2009, 2013 และ 2023 โดยศึกปี 2026 มีเดิมพันสำคัญกว่าทุกครั้ง เพราะแชมป์ทวีปเอเชียจะได้โควตาไปโอลิมปิก 2028 โดยตรง ขณะที่ 3 อันดับแรกจะได้สิทธิ์เข้าร่วมศึกชิงแชมป์โลก 2027

“ศศิภาพร” ระเบิดฟอร์ม 28 แต้ม
หนึ่งในผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดของเกมรอบชิงชนะเลิศคือ ศศิภาพร จันทวิสูตร (Sasipapron Janthawisut) หมายเลข 11 ตำแหน่ง หัวเสา (Outside Hitter) ซึ่งทำคะแนนสูงสุดของทีมไทยถึง 28 คะแนน
ผลงานยืนยันบทบาทสำคัญในเกมรุกของไทยตลอดทัวร์นาเมนต์ โดยก่อนหน้านี้ Volleyball World เคยรายงานว่าเธอเป็นหนึ่งในตัวทำคะแนนหลักของไทยใน VNL 2026 และทำ 21 คะแนนในเกมที่ไทยเอาชนะบัลแกเรีย 3-0 เซต

BEST 6 ของเอเชีย 2026 ไทยติดถึง 3 คน
นอกจากถ้วยแชมป์แล้ว #ผู้เล่นไทย ยัง #ติดทีมยอดเยี่ยม ประจำการแข่งขันหลายตำแหน่ง โดยรายชื่อ “Best 6”

หัวเสา (Outside Hitter)
#ศศิภาพรจันทวิสูตร (Sasipapron Janthawisut)
หมายเลข 11 MVP ตำแหน่งหัวเสา (Outside Hitter)

จวง อวี่ซาน (Zhuang Yushan)
หมายเลข 2 ตำแหน่งหัวเสา (Outside Hitter)
ผู้เล่นจีนที่มีบทบาทสำคัญในเกมรุกของเจ้าภาพ และทำได้ 21 คะแนนในรอบชิงชนะเลิศ

บอลเร็ว (Middle Blocker)
หวัง หยวนหยวน (Wang Yuanyuan)
หมายเลข 7 ตำแหน่งบอลเร็ว (Middle Blocker)
อีกหนึ่งกำลังสำคัญของทีมจีน โดยเฉพาะการสกัดเกมรุกหน้าเน็ต

#ทัดดาวนึกแจ้ง (Thatdao Nuekjang)
MVP บอลเร็ว (Middle Blocker)
ทัดดาวยังคงเป็นหนึ่งในแกนหลักของทีมไทย ทั้งเกมบล็อกและการทำคะแนนจากบอลเร็ว โดยในรอบชิงชนะเลิศทำไป 18 คะแนน และมีบล็อกทำแต้มหลายครั้ง

บีหลัง (Opposite)
วาดะ ยูกิโกะ (Yukiko Wada)
หมายเลข 1 ตำแหน่งบีหลัง (Opposite)
ตัวทำคะแนนสำคัญของทีมชาติญี่ปุ่น ซึ่งมีผลงานโดดเด่นตลอดการแข่งขัน

ตัวรับอิสระ (Libero)
หวัง เหมิงเจี๋ย (Wang Mengjie)
หมายเลข 18 ตำแหน่งตัวรับอิสระ (Libero)
ผู้เล่นแนวรับของจีนที่ได้รับการยอมรับจากผลงานด้านการรับเสิร์ฟและเกมรับ

มือเซต (Setter)
#พรพรรณเกิดปราชญ์ (Pornpun Guedpard)
หมายเลข 3 ตำแหน่งมือเซต (Setter)
ยังได้ MVP #ผู้เล่นทรงคุณค่า เป็นรางวัลใหญ่ ไปด้วย พรพรรณทำหน้าที่ควบคุมจังหวะเกมรุกของไทย กระจายบอลให้หัวเสา บอลเร็ว และบีหลัง ทำให้เกมไทยสามารถเปลี่ยนจังหวะได้ตลอดการแข่งขัน

Cr. ThaiTribune

ที่มา : https://www.facebook.com/100069242419146/posts/1389423770042357/?rdid=UdbSQFGfutYYwhNF#

ไทย–สิงคโปร์ ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์!! งานเลี้ยงต้อนรับผู้นำสิงคโปร์สุดอบอุ่น นายกฯ สองประเทศร่วมดนตรี Let It Be–Blowin’ in the Wind ‘อนุทิน’ ร้อง ‘ลอว์เรนซ์ หว่อง’ เล่นกีตาร์ สร้างช็อตอบอุ่นงานเลี้ยงผู้นำไทย–สิงคโปร์

“อนุทิน” จับไมค์ร้อง “ลอว์เรนซ์ หว่อง” เล่นกีตาร์ เพลง “Let It Be” และ “Blowin’ in the Wind” ช็อตประทับใจงานเลี้ยงต้อนรับผู้นำสิงคโปร์สุดอบอุ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการ ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และภริยา เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ และภริยา ในการเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล เพื่อเข้าร่วมการประชุม Thailand - Singapore Leaders' Retreat ครั้งที่ 5 ในวันพุธที่ 2 กันยายน 2569 นายอนุทินได้ร้องเพลง 2 เพลง คือ “Let it be” ของ The Beatles และ “Blowin’ in the Wind” ผลงานของ Bob Dylan โดยนายลอว์เรนซ์ หว่อง ได้เล่นกีตาร์ในระหว่างที่นายอนุทินขับร้อง ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง

ขณะที่ Facebook ของนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์คลิประหว่างที่นายกรัฐมนตรีทั้ง 2 ประเทศ เล่นดนตรีและร้องเพลง พร้อมข้อความระบุว่า โดยเมื่อนักดนตรีเจอกับนักดนตรี…ในงานเลี้ยงต้อนรับนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง รัฐบาลเป็นเจ้าภาพ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พวกเราก็ได้ฟังเพลง “Let it be”

ช่วงบ่ายได้แถลงการณ์ความร่วมมือยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ความมั่นคงพลังงาน อาหาร เศรษฐกิจ การลงทุน AI อาเซียน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1590001376487245&id=100064321946557&rdid=puqN6jt9a8gukKu8#

“สวนนงนุชพัทยา” ปักหมุดบนสื่อระดับโลก!! AP พร้อมสื่อใหญ่ เผยพัทยา สู่จุดหมายครอบครัว ที่รวมธรรมชาติและวัฒนธรรม ‘นายกัมพล’ ชี้สวนนงนุชตอบโจทย์ทุกวัย ย้ำพัทยาหลากหลาย พร้อมก้าวสู่โลกกว้าง

สำนักข่าวระดับโลก AP กล่าวถึง “สวนนงนุชพัทยา” สะท้อนภาพใหม่พัทยาสู่ Family Destination

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 สำนักข่าว Associated Press (AP) เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเมืองพัทยา ประเทศไทย สู่การเป็นจุดหมายท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ครอบครัวมากขึ้น โดยรายงานดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อระดับนานาชาติ อาทิ ABC News และ The Washington Post ทำให้เรื่องราวของพัทยา รวมถึง สวนนงนุชพัทยา (Nong Nooch Tropical Botanical Garden) ได้รับการนำเสนอสู่สายตาผู้อ่านในวงกว้าง

หนึ่งในสถานที่ที่รายงานของ AP กล่าวถึงโดยตรงคือ สวนนงนุชพัทยา (Nong Nooch Tropical Botanical Garden) โดยนำเสนอถึงพื้นที่สวนและพรรณไม้อันกว้างใหญ่ รวมถึงการแสดงทางวัฒนธรรม สะท้อนอีกมิติของพัทยาที่มีทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา กล่าวว่า การที่สื่อต่างประเทศกล่าวถึงสวนนงนุชพัทยาในบริบทของภาพลักษณ์ใหม่ของเมืองพัทยา ถือเป็นเรื่องน่ายินดี และสอดคล้องกับแนวทางที่สวนนงนุชมุ่งพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับทุกช่วงวัย ทั้งครอบครัว เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

ปัจจุบันสวนนงนุชพัทยารวบรวมประสบการณ์การท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งสวนสวยและพรรณไม้จากทั่วโลก หุบเขาไดโนเสาร์ เมืองอียิปต์ ศิลปวัฒนธรรมไทย และกิจกรรมสำหรับครอบครัว ควบคู่กับการอนุรักษ์ธรรมชาติและการเรียนรู้

การปรากฏชื่อ Nong Nooch Tropical Botanical Garden ในรายงานของสำนักข่าวระดับโลกครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของ “พัทยาในมุมใหม่” ที่มีความหลากหลายมากขึ้น และพร้อมก้าวสู่การเป็นจุดหมายสำหรับครอบครัว ธรรมชาติ และวัฒนธรรมในสายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก

เชียร์ไทยอย่างมีสไตล์ SIRIVANNAVARI สินค้าคอลเลกชันพิเศษ CheerTeamThai เติมพลังใจให้นักกีฬาไทยก่อนลุยศึกที่ญี่ปุ่น เริ่มจำหน่าย 11 ก.ย. 69 นี้ ที่สยามพารากอน รายได้ส่วนหนึ่งหนุนพัฒนากีฬาพาราลิมปิกไทย

SIRIVANNAVARI เปิดตัวคอลเลกชันเฉพาะกิจ #CheerTeamThai เปิดโอกาสให้คนไทยได้ร่วมส่งกำลังใจให้ทัพนักกีฬาไทย ผ่านหมวกและเสื้อกีฬา ที่ถ่ายทอดคาแรกเตอร์เดียวกับชุดพิธีการของนักกีฬาทีมชาติไทย ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ที่ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน – 4 ตุลาคม

สำหรับคอลเลกชั่นดังกล่าว ประกอบด้วย

· หมวกแก๊ป CheerTeamThai ผ้าดอนกอย ผูกหาง ราคา 2,900 บาท (มีจำนวนจำกัด และจำกัดการซื้อ 1 ใบ ต่อ 1 ท่าน)

· หมวกแก๊ป CheerTeamThai ผ้าไนลอน ผูกหาง ราคา 1,900 บาท

· หมวกแก๊ป CheerTeamThai ผ้าไนลอน ราคา 1,200 บาท

· เสื้อกีฬา CheerTeamThai ราคา 1,500 บาท

โดยคอลเลกชัน #CheerTeamThai จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการพร้อมกัน ใน วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป ณ ร้าน SIRIVANNAVARI ชั้น 1 สยามพารากอน (เซาท์โซน) โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่าย จะนำไปสนับสนุนนักกีฬาพาราลิมปิก โดย คณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมส่งเสริมศักยภาพและพัฒนากีฬาพาราลิมปิกไทย

SIRIVANNAVARI ชวนคนไทยมาร่วมสร้างความภาคภูมิใจ และส่งเสียงเชียร์นักกีฬาทีมชาติไทย ในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ณ เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569 และเอเชี่ยนพาราเกมส์ ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 18 – 24 ตุลาคม 2569 ผ่านแฮชแท็ก #CHEERTEAMTHAI #SIRIVANNAVARI เพราะทุกเสียงเชียร์คือพลังที่ส่งต่อถึงนักกีฬาไทย และทุกก้าวสู่ชัยชนะ คือความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10384486

สงครามโลจิสติกส์เดือด!! รัสเซียมุ่งตัดระบบส่งกำลังของกองทัพยูเครน โจมตีศูนย์โลจิสติกส์ 3 แห่ง เป้าหมายหลักเคียฟและท่าเรือ เรือบรรทุกสินค้า 2 ลำโดนถล่ม กระทบโครงข่ายยูเครนทั่วพื้นที่

กองกำลังรัสเซียโจมตีศูนย์โลจิสติกส์ 3 แห่งในแคว้นเคียฟ — กระทรวงกลาโหมรัสเซีย

กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่า กองกำลังรัสเซียได้โจมตีศูนย์โลจิสติกส์ 3 แห่งในแคว้นเคียฟ
ตามรายงานของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย เป้าหมายที่ถูกโจมตีประกอบด้วย ศูนย์โลจิสติกส์ Eridon ในเมืองวิชเนโวเอ ซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่เก็บรักษาสินค้าทางทหาร

อีกแห่งคือ ศูนย์ FM Logistic Dnepr ซึ่งตามข้อมูลของกระทรวงฯ ระบุว่า เป็นสถานที่เก็บสินค้าที่สามารถใช้ได้ทั้งทางพลเรือนและทางทหาร รวมถึงชิ้นส่วนสำหรับอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน
นอกจากนี้ ยังมี สถานที่ด้านโลจิสติกส์ในเขตชุมชนคอร์เชวาโตเอ ซึ่งถูกใช้สำหรับเก็บรักษาและกระจายสินค้าส่งต่อให้กองทัพยูเครน

กระทรวงกลาโหมรัสเซียยังรายงานด้วยว่า มีการโจมตีเรือบรรทุกสินค้าแห้ง 2 ลำ โดยลำหนึ่งอยู่ที่ท่าเรือเชอร์โนมอร์สก์ และอีกลำอยู่ในทะเลดำ

ขณะเดียวกัน ยังมีการโจมตีคลังสินค้าที่เก็บยุทโธปกรณ์ทางทหารในท่าเรือโอเดสซาอีกด้วย
โดยสรุป รายงานของกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า การโจมตีครั้งนี้มุ่งเป้าไปยังโครงข่ายโลจิสติกส์ของยูเครน ทั้งศูนย์กระจายสินค้า คลังเก็บชิ้นส่วนโดรน เรือบรรทุกสินค้า และคลังยุทโธปกรณ์ในพื้นที่เคียฟ เชอร์โนมอร์สก์ ทะเลดำ และโอเดสซา

ที่มา : Sputnik

“แกร็บ” รุกสินเชื่อบุคคลทั่วไทย!! เพิ่มวงเงินสูงสุด 30,000 บาท ขยายเวลาผ่อนชำระ 9 เดือน เจาะกลุ่มเดอะแบกแนวหน้าประเทศ ขยายบริการสู่ต่างจังหวัดหลัก

แกร็บ เล็งขยายสินเชื่อบุคคลทั่วไทย
อัปวงเงิน 30,000 บาท-ขยายเวลาผ่อนสูงสุด 9 เดือน

แกร็บ เผยกระแสตอบรับดีหลังเปิดให้บริการสินเชื่อเงินสดสำหรับบุคคลทั่วไป (Grab Quick Cash) ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลครบ 4 เดือน พบอินไซต์ผู้ใช้บริการสินเชื่อส่วนใหญ่เลือก “กู้เท่าที่จำเป็น” กว่า 80% เลือกขอเงินกู้เพียง 70% ของข้อเสนอวงเงินที่ได้รับ โดย “กลุ่มเดอะแบก” หรือมนุษย์เงินเดือนวัย 30–45 ปี ครองสัดส่วนผู้ใช้บริการสินเชื่อสูงสุด (มากกว่า 60%) รองลงมาคือกลุ่ม Gen X และ First Jobber ซึ่งส่วนใหญ่นำเงินไปใช้เสริมสภาพคล่องและขยายกิจการ โดยในช่วงไตรมาส 3 แกร็บเตรียมขยายบริการสินเชื่อไปในต่างจังหวัด พร้อมอัปเกรดวงเงินกู้สูงสุดเป็น30,000 บาท และขยายระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 9 เดือน เพื่อเพิ่มโอกาสให้คนไทยสามารถเข้าถึงสินเชื่อดิจิทัลได้มากขึ้น

นายภูรัชต์ อ่องศรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจบริการทางการเงิน แกร็บ ประเทศไทย เผยว่า “แกร็บเริ่มทดลองเปิดให้บริการสินเชื่อเงินสดทันใจสำหรับบุคคลทั่วไปหรือ Grab Quick Cash ในประเทศไทยตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยมุ่งเจาะกลุ่มผู้ที่ต้องการนำเงินทุนไปใช้ในการประกอบอาชีพ ด้วยวงเงินสินเชื่อสูงสุดที่ 20,000 บาท และมีระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดนาน 6 เดือน โดยมีจุดเด่นของสินเชื่อที่สมัครง่าย ไม่ต้องใช้เอกสารประกอบ อนุมัติไว และดำเนินการแบบดิจิทัลผ่านแอปฯ ได้ 100% ทำให้เราได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากกลุ่มผู้ใช้บริการที่เป็นคนเมือง ทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งนี้ เรายังได้เห็นอินไซต์ที่น่าสนใจของผู้ใช้บริการสินเชื่อ ซึ่งสะท้อนผ่านการสำรวจความคิดเห็น รวมถึงพฤติกรรมการขอรับสินเชื่อที่แตกต่างกันของผู้ใช้บริการแต่ละกลุ่ม โดยเราจะนำมาต่อยอดเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และระบบการให้บริการที่ดียิ่งขึ้นต่อไป”

ถอดรหัสผู้ใช้บริการสินเชื่อจาก Grab “ใครกู้-กู้แค่ไหน-กู้ไปทำอะไร?”
- กลุ่ม “เดอะแบก” ขึ้นแท่นผู้ใช้เบอร์หนึ่ง โดยกว่า 60% ของผู้ใช้บริการสินเชื่อ Grab Quick Cash คือคนวัยทำงานอายุ 30–45 ปี ซึ่งหลายคนเริ่มก้าวเข้าสู่การเป็น “Sandwich Generation” ที่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งของตัวเอง ลูก และพ่อแม่สูงวัยไปพร้อมกัน รองลงมาคือกลุ่ม “Gen X” อายุ 46 ปีขึ้นไป ซึ่งถึงแม้จะผ่านช่วงสร้างตัวไปแล้ว แต่ยังเป็นวัยที่มีภาระทางการเงินรอบด้าน ตามมาด้วยกลุ่ม “First Jobber” หรือวัยเริ่มทำงานที่มีอายุ 20–29 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มในการริเริ่มเป็นผู้ประกอบการด้วยตนเองเพื่อสร้างรายได้มากกว่าหนึ่งทาง โดยอาจมีเงินทุนสำรองไม่มากนักและต้องการตัวช่วยทางการเงินเมื่อมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็น

- กู้เท่าที่ใช้ ผ่อนเท่าที่ไหว กว่า 80% ของผู้ใช้บริการสินเชื่อ Grab Quick Cash เลือกกู้ไม่เต็มวงเงินที่ได้รับข้อเสนอ โดยขอกู้จริงเฉลี่ยเพียง 70% ของข้อเสนอวงเงิน ขณะที่เกือบครึ่งเลือกกู้ไม่เกิน 15,000 บาท และผู้ใช้บริการเกือบ 70% เลือกโปรแกรมผ่อนชำระนาน 5–6 เดือน คิดเป็นการผ่อนเฉลี่ยประมาณ 2,400–2,500 บาทต่อเดือน สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้บริการนิยมกู้โดยคำนึงถึงความสามารถในการผ่อนเป็นหลัก เพื่อไม่ให้กระทบกับสภาพคล่องในแต่ละเดือน

- ต่างวัย ต่างโจทย์การเงิน เมื่อเจาะลึกถึงวัตถุประสงค์ในการขอสินเชื่อ พบว่า กลุ่มเดอะแบกและ Gen X มีเป้าหมายคล้ายกัน โดยส่วนใหญ่กว่า 70% ต้องการนำเงินไปเป็น “ทุนหมุนเวียน” ในชีวิตประจำวัน ใช้เพื่อขยายกิจการ รวมถึงสำรองไว้สำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ขณะที่กลุ่ม First Jobber นำเงินก้อนนี้ไปเป็น “ทุนตั้งต้น” เพื่อลงทุนซื้ออุปกรณ์สำหรับทำงานและสร้างรายได้

“เพื่อเป็นการขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางเงินดิจิทัลให้กับคนไทย แกร็บเตรียมเดินหน้ารุกบริการสินเชื่อสำหรับบุคคลทั่วไปอย่างต่อเนื่อง โดยขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังผู้ใช้บริการทั่วประเทศ โดยเฉพาะในหัวเมืองหลักๆ อย่าง ชลบุรี ขอนแก่น และเชียงใหม่ ในช่วงไตรมาสสาม พร้อมกันนี้เรายังเพิ่มวงเงินสินเชื่อสูงสุดขึ้นอีกเท่าตัวเป็น 30,000 บาท พร้อมขยายระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดเป็น 9 เดือน เพื่อสร้างความหลากหลายและตอบโจทย์พฤติกรรมที่แตกต่างกันของผู้ใช้บริการในแต่ละกลุ่ม” นายภูรัชต์ กล่าวเสริม

“บีไอจี” ขยายฟลีทพลังงานสะอาด!! สนับสนุนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เพิ่ม จับมือสแกนเนียเพิ่มรถ Euro5 ขนส่งแก๊สคาร์บอนต่ำต่อเนื่อง 24 ชม. มุ่งสร้างอนาคตสะอาดยั่งยืน

บีไอจี รองรับการเติบโตกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์-ดาต้าเซ็นเตอร์ หนุนความต้องการแก๊สคาร์บอนต่ำ
ล่าสุดขยายฟลีทขนส่ง ร่วมมือ สแกนเนีย เพิ่มรถพลังงานสะอาด Euro5
มั่นใจประสิทธิภาพ ปลอดภัยสูง หนุนขนส่งแก๊สได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ไม่ขาดตอน

การขยายการลงทุนและการเติบโตกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดาต้าเซ็นเตอร์ ดันความต้องการแก๊สคาร์บอนต่ำ ด้าน บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส ผู้นำการผลิตและนวัตกรรมแก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย พร้อมรับยอดขายพุ่ง ล่าสุดเร่งเดินหน้าลงทุนขยายฟลีทรถขนส่งต่อเนื่อง สนองความต้องการของสายการผลิตลูกค้า 24 ชั่วโมง พร้อมร่วมมือ สแกนเนีย เพิ่มรถพลังงานสะอาด Scania Super Euro5 เพื่อขนส่งแก๊สอุตสาหกรรมทั่วประเทศ มั่นใจช่วยหนุนหัวใจหลักการขนส่งแก๊ส ด้วยจุดแข็งด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัยและความคุ้มค่า

นายยอดชัย ไชยทัพ ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG : บีไอจี) เผยว่า บีไอจี เป็นผู้นำการผลิตและนวัตกรรมแก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นแก๊สอุตสาหกรรม แก๊สทางการแพทย์ แก๊สพิเศษและโซลูชันด้านเทคโนโลยีแก๊สครบวงจร โดยมีบริษัท Air Products and Chemicals, Inc. ผู้ผลิตและจำหน่ายแก๊สอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีพลังงานสะอาดชั้นนำระดับโลกเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งนอกจากการผลิตแก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำแล้ว บริษัทฯ ยังมีการลงทุนพัฒนาธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ "มุ่งสร้างอนาคตที่สะอาดกว่า" (Generating a Cleaner Future) ในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรมใหม่ อาทิ โครงการโรงแยกอากาศจากพลังงานความเย็นของ LNG ร่วมกับ ปตท. และเป็นผู้บุกเบิกผลิต กรีนไฮโดรเจน (Green Hydrogen) รายแรกของไทย เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมในการผลิตไฟฟ้า โดยตั้งเป้าหมาย 3-5 ปี สู่การเป็นผู้นำด้าน Low-Carbon Industrial Gas & Energy Solutions เต็มรูปแบบ

โครงสร้างกลุ่มลูกค้าของ บีไอจี นั้น มีความหลากหลายครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมเหล็กและโลหะ ปิโตรเคมี โรงกลั่น ยานยนต์ อาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงโรงพยาบาลและภาคสาธารณสุข โดยกลุ่มลูกค้าที่มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น คือ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ที่ได้รับปัจจัยบวกจากการขยายการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์และเทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศ โดยมีความต้องการใช้แก๊สอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Industrial Gas) เพื่อตอบรับเทรนด์ความยั่งยืนและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม

ด้วยเหตุนี้ทำให้การผลิตและการขนส่งแก๊สของ บีไอจี ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการขนส่งและโลจิสติกส์ถือเป็นอีกหัวใจสำคัญ เนื่องจากแก๊สอุตสาหกรรมเป็นวัตถุดิบหลักที่มีกระบวนการผลิตที่ต้องใช้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง จึงห้ามเกิดความหยุดชะงักและจากการที่แก๊สอุตสาหกรรมเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทำให้ต้องดูแลการขนส่งให้ปลอดภัยเป็นพิเศษ ซึ่งปกติการขนส่งแก๊สมี 2 รูปแบบ คือ ผ่านท่อส่งแก๊สในนิคมอุตสาหกรรม (เช่น ปิโตรเคมีและโรงกลั่น) และขนส่งผ่านฟลีทรถบรรทุกขนส่งเฉพาะทาง ซึ่งต้องแยกตามลักษณะการผลิตภัณฑ์ เช่น แก๊สไฮโดรเจนและ LNG ที่มีความไวไฟสูง หรือแก๊สไนโตรเจนเหลวและออกซิเจนเหลว ทำให้การกำกับดูแลมาตรฐานความปลอดภัย ทั้งตัวรถ อุปกรณ์ ถังบรรจุ พนักงานขับรถ การตรวจสอบสภาพรถและการควบคุมการปฏิบัติงานตลอดกระบวนการเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด นอกจากความปลอดภัยแล้ว รถที่ใช้ในการขนส่งต้องเชื่อถือได้ว่ามีประสิทธิภาพสูงทั้งการใช้งาน การประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความพร้อมของการบริการและคุ้มค่าต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน

ล่าสุดทาง บีไอจี ได้มีการขยายและเพิ่มรถเข้ามาในฟลีทขนส่ง โดยจับมือกับสแกนเนีย ในฐานะพันธมิตรในการส่งมอบรถ Scania Super Euro5 เพิ่มอีก 7 คัน ทำให้ปัจจุบันมีรถขนส่งแก๊สในฟลีทประมาณ 82 คัน ซึ่งส่วนใหญ่ของฟลีทเป็นรถสแกนเนีย โดยรถที่ใช้จะมีการเปลี่ยนทุก 6-7 ปี เมื่ออายุรถถึงกำหนดหรือมีการซื้อเพิ่มเมื่อธุรกิจมีการขยายตัว ซึ่งการเลือกใช้รถสแกนเนีย เป็นอันดับแรก เพราะตอบโจทย์ในทุกประเด็นของการขนส่งแก๊ส ทั้งเรื่องสมรรถนะ ประสิทธิภาพเครื่องยนต์ ระบบความปลอดภัย สามารถติดตั้งระบบและอุปกรณ์เสริมด้านความปลอดภัยเพิ่มติมจากมาตรฐานของรถ อาทิ ระบบอินเตอร์คอมแจ้งเตือนคนขับเมื่อเข้าสู่พื้นที่เสี่ยงหรือมีอุบัติเหตุด้านหน้า ฯลฯ นอกจากคุณสมบัติดังกล่าวแล้วรถ Scania Super Euro5 ยังประหยัดน้ำมัน สอดรับกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยรถล็อตใหม่จะช่วยประหยัดพลังงานได้ 5-10% ซึ่งจะสามารถนำไปคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิตได้ในอนาคต

ส่วนการทำงานร่วมกับ สแกนเนีย มากว่า 30 ปี เป็นความสัมพันธ์แบบพันธมิตรที่เข้าใจในลักษณะการดำเนินธุรกิจของ บีไอจี เป็นอย่างดี พร้อมให้การสนับสนุนการใช้งาน การให้คำปรึกษาและดูแลหลังการขาย รวมถึงจัดฝึกอบรมให้กับพนักงานขับรถขนส่งอย่างต่อเนื่อง ทำให้พนักงานขับรถขนส่งของมีความรู้ ความชำนาญและมีจิตสำนึกด้านความปลอดภัยควบคู่กัน ส่วนในเรื่องการบริการ สแกนเนีย มีเครือข่ายศูนย์บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ช่วยในการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน การวางแผนดูแลรถตามระยะ และการจัดหาอะไหล่ทำให้รถพร้อมปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยความมีมาตรฐานที่สูงทำให้บริหารจัดการรถเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นใจทั้งต่อพนักงานขับรถขนส่ง บริษัทฯ และลูกค้า

นายยอดชัย ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากความพร้อมของรถและมาตรฐานความปลอดภัยที่ดีแล้ว พนักงานขับรถขนส่งก็ถือเป็นส่วนสำคัญ เพราะทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยคน ดังนั้นเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทางบริษัทฯ จึงกำหนดให้รถหนึ่งคันมีพนักงานขับรถ 2-3 คน แล้วแต่ระยะทาง โดยจำกัดชั่วโมงการทำงานมาตรฐานไม่เกิน 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (สูงสุดไม่เกิน 72 ชั่วโมง) เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้า พร้อมสร้างขวัญและกำลังใจแก่พนักงานด้วยสวัสดิการ คุณภาพชีวิต กองทุนและการจัดกิจกรรมเยี่ยมบ้านครอบครัวพนักงาน ในการร่วมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยมุ่งสู่อุบัติเหตุเป็นศูนย์ พร้อมมีระบบมอบรางวัลเชิดชูเกียรติ สำหรับพนักงานที่ทำสถิติขับขี่ปลอดภัยต่อเนื่องสะสมครบ 1 ล้านกิโลเมตรโดยไม่มีอุบัติเหตุ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสู่ระบบจัดเที่ยวรถอัตโนมัติ (Auto Scheduling) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการบริหารจัดการในอนาคตอีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top