SME เจอวิกฤตเงินทุน!! คนกู้แพงต้องปล่อยกู้ถูกกว่า SME ไทยถูกบังคับให้ให้เครดิต ทำงานเสร็จแต่เงินช้า 90 วันขึ้นไป ต้องพึ่งกู้เงินต้นทุนสูงหมุนธุรกิจ
คนกู้แพง กลับต้องปล่อยกู้ให้คนกู้ถูก
ความย้อนแย้งของ SME ไทย เมื่อคนตัวเล็กต้องออกเงินทุนหมุนเวียนให้ทั้งบริษัทใหญ่และภาครัฐ
ลองนึกภาพธุรกิจหนึ่ง
-มีลูกค้า
-มีออร์เดอร์
-มีงานให้ทำ
-มีใบสั่งซื้ออยู่ในมือ
แต่กลับขาดเงินสด ฟังดูแปลก แต่สำหรับ SME ไทยจำนวนไม่น้อย นี่อาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกเดือน
เพราะเวลารับงานจากลูกค้ารายใหญ่ SME ต้องซื้อวัตถุดิบก่อน จ่ายเงินเดือนก่อน จ่ายค่าขนส่ง ค่าเช่า ค่าผลิต และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก่อน แต่กว่าจะได้เงินจากลูกค้า อาจต้องรออีก 60 วัน 90 วัน หรือบางกรณีมีเสียงร้องเรียนถึง 120–180 วัน ผลก็คือ SME ทำงานเสร็จแล้ว แต่เงินยังไม่มา และระหว่างที่รอเงินนั้น SME ต้องหา “เงินของตัวเอง” มาหมุนธุรกิจต่อนี่คือจุดที่เกิดความย้อนแย้งที่น่าสนใจมากในระบบเศรษฐกิจไทย
คนที่เข้าถึงเงินทุนแพงกว่ากลับต้องเป็นคนให้เครดิตกับคนที่เข้าถึงเงินทุนถูกกว่า SME กู้ยากกว่ารายใหญ่
วันที่ 3 กันยายน 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวบนเวที Beyond ESG Thailand Transition ของประชาชาติธุรกิจถึงปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของ SME
ตัวเลขที่น่าสนใจคือ Credit Cost ของ SME อยู่ที่ประมาณ 9.7% ขณะที่ธุรกิจรายใหญ่อยู่ที่ประมาณ 2% ความแตกต่างนี้ทำให้ธนาคารมีแรงจูงใจที่จะปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้ารายใหญ่มากกว่า เพราะมีความเสี่ยงต่ำกว่า ขณะที่สินเชื่อ SME ยังคงหดตัวต่อเนื่องหลายไตรมาส แปลเป็นภาษาคนทำธุรกิจง่าย ๆ คือ
ถ้าธนาคารมีเงิน 100 ล้านบาท และต้องเลือกระหว่าง บริษัทใหญ่ที่งบการเงินแข็งแรง ความเสี่ยงต่ำ
กับ SME ที่รายได้ผันผวนกว่า หลักประกันน้อยกว่า และมีโอกาสกลายเป็นหนี้เสียสูงกว่า
ธนาคารย่อมมีเหตุผลทางธุรกิจที่จะเลือกคนแรก
เรื่องนี้เข้าใจได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจกำลังเกิดขึ้นหลังจากนั้นบริษัทใหญ่กู้เงินถูกกว่า แต่ SME กลับต้องให้บริษัทใหญ่ “ยืมเงิน” เวลาบริษัทใหญ่ซื้อสินค้า หรือจ้างบริการจาก SME แล้วกำหนด Credit Term 90 วัน ในเชิงบัญชี นี่คือเงื่อนไขการชำระเงินตามปกติของการค้า แต่ถ้ามองในมุม Cash Flow สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ บริษัทใหญ่ได้รับสินค้าและบริการไปใช้ก่อน แต่ยังเก็บเงินสดของตัวเองไว้ได้อีก 90 วัน ขณะที่ SME เป็นคนออกเงินไปก่อนทั้งหมด
ลองสมมติว่า SME ขายสินค้าให้ลูกค้ารายใหญ่เดือนละ 1 ล้านบาท และได้รับเงินหลังส่งงาน 90 วัน
เดือนที่ 1 ออกเงิน 1 ล้านบาท
เดือนที่ 2 ออกอีก 1 ล้านบาท
เดือนที่ 3 ออกอีก 1 ล้านบาท
ระหว่างนั้นยังต้องมีเงินสำหรับทำงานของเดือนต่อไป
ธุรกิจจึงอาจต้องเตรียม Working Capital หลายล้านบาท ทั้งที่ยอดขายดูดี และมีลูกค้าอยู่แล้วปัญหาจึงไม่ใช่ “ไม่มีงานทำ” แต่คือ “ทำงานแล้ว เงินยังไม่กลับมา” Credit Term 120–180 วัน ยังเกิดขึ้นจริง
ประเทศไทยมีแนวทางเรื่อง Credit Term สำหรับ SME มาตั้งแต่ปี 2564 โดยกำหนดมาตรฐานทั่วไปไว้ที่ไม่เกิน 30 วันสำหรับสินค้าเกษตรบางประเภท และ 45 วันสำหรับสินค้าและบริการของ SME เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านอำนาจต่อรองระหว่าง SME กับธุรกิจขนาดใหญ่
แต่ในทางปฏิบัติ ปัญหายังไม่หมดไป
ข้อมูลจากสมาพันธ์ SME ไทยที่เปิดเผยกับกรุงเทพธุรกิจล่าสุด ระบุว่ายังได้รับข้อร้องเรียนจาก SME ในกลุ่มค้าปลีก-ค้าส่ง แพลตฟอร์ม ขนส่ง และภาคเกษตร ว่าบางรายถูกยืด Credit Term ไปถึง 120 หรือ 180 วัน ขณะที่ความพยายามล่าสุดของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า กำลังมุ่งยกระดับการบังคับใช้กติกา Credit Term กับธุรกิจรายใหญ่และธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ โดยมีการประเมินว่าปัญหาเงินค้างชำระดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเม็ดเงิน SME มากกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี
ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่า Credit Term ไม่ใช่แค่เรื่องเงื่อนไขในใบเสนอราคาแต่มันคือเรื่องว่า “เงินทุนของระบบเศรษฐกิจอยู่ในมือใคร” แล้วถ้าลูกค้าเป็น “ภาครัฐ” ล่ะ?
ภาพคล้ายกันสามารถเกิดขึ้นกับผู้รับจ้างและ Vendor ของภาครัฐได้เช่นกัน แม้กลไกจะไม่เหมือน Credit Term ของภาคเอกชนโดยตรง ผู้ประกอบการที่รับงานรัฐต้องทำงานก่อน สำรองต้นทุนก่อน จ่าย Supplier ก่อน จ่ายคนงานก่อน
จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนตรวจรับ เอกสาร และเบิกจ่ายหากกระบวนการส่วนใดล่าช้า เงินก็ยังไม่กลับมาหาผู้ประกอบการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเคยยกตัวอย่างในปี 2569 ว่า มีสมาชิกทำงานให้รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งเสร็จไปแล้ว 8 เดือน แต่ยังไม่ได้รับเงิน และเมื่อผู้รับเหมาหลักยังไม่ได้รับเงิน ก็อาจกระทบต่อเนื่องไปยังผู้รับเหมาช่วง Supplier และแรงงาน กลายเป็นปัญหา Cash Flow แบบลูกโซ่ทั้ง Supply Chain
ขณะเดียวกันรัฐบาลและกรมบัญชีกลางเองก็มีมาตรการติดตามและเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดยังมีหนังสือเร่งรัดการเบิกจ่ายในไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2569 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา สะท้อนว่าความเร็วในการนำเงินงบประมาณลงสู่ระบบเศรษฐกิจยังเป็นเรื่องที่ภาครัฐให้ความสำคัญ
ต้องย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าบริษัทใหญ่ทุกแห่งจ่ายช้าและไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานรัฐทุกแห่งเบิกจ่ายช้า แต่กรณีที่เกิดขึ้นเพียงพอที่จะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ควรถูกตั้งคำถาม
ความย้อนแย้งอยู่ตรงนี้ ลองเอา 3 เรื่องมาต่อกัน
1. SME ไปหาเงินจากธนาคาร ธนาคารบอกว่า SME เสี่ยง Credit Cost สูง กู้ยากกว่า ต้นทุนทางการเงินสูงกว่า
2. SME ขายของให้บริษัทใหญ่ บริษัทใหญ่ขอ Credit Term SME ต้องส่งของก่อน แล้วรอรับเงินทีหลัง
3. SME รับงานภาครัฐ ต้องออกค่าใช้จ่ายทำงานก่อนเช่นกัน หากตรวจรับหรือเบิกจ่ายล่าช้า SME ก็ต้องหาเงินมาหมุนระหว่างรอ สุดท้ายจึงเกิดคำถามว่า ทำไมคนที่หาเงินได้ยากที่สุด
กลับต้องเป็นคนสำรองเงินให้คนที่หาเงินได้ง่ายกว่า?
นี่คือความย้อนแย้งที่ควรได้รับการแก้ไข
Credit Term ไม่ได้ “ฟรี”
บางคนอาจมองว่า 60 หรือ 90 วันเป็นเพียงธรรมเนียมทางธุรกิจแต่สำหรับ SME เวลาเหล่านี้มีราคาเพราะระหว่างที่เงิน 1 ล้านบาทยังไม่ถูกจ่าย SME อาจต้อง กู้ OD
ใช้สินเชื่อระยะสั้น ทำ Factoring นำเงินเจ้าของมาเติม ยืดการจ่าย Supplier ของตัวเอง หรือในกรณีเลวร้าย อาจต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบ ดังนั้น Credit Term 90 วัน จึงไม่ใช่เพียง “รอเงินอีก 3 เดือน” แต่มันคือ
“ใครเป็นคนจ่ายต้นทุนทางการเงินของ 3 เดือนนั้น?”
ถ้าผู้ซื้อเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่สามารถกู้เงินได้ในต้นทุนต่ำ แต่เลือกให้ Supplier ซึ่งมีต้นทุนเงินสูงกว่าเป็นคนสำรองเงินแทนต้นทุนก็ถูกผลักย้อนจากคนแข็งแรงกว่า ไปอยู่กับคนที่อ่อนแอกว่า และมันอาจทำให้ SME ยิ่งกู้ยากขึ้นอีกนี่คือส่วนที่น่ากังวลที่สุด
Credit Term ยาว
↓
เงินสด SME ลด
↓
ต้องกู้เงิน Working Capital เพิ่ม
↓
ดอกเบี้ยเพิ่ม
↓
กำไรลด
↓
ฐานะการเงินแย่ลง
↓
ธนาคารมองว่าความเสี่ยงสูงขึ้น
↓
กู้ยากขึ้น
↓
ต้นทุนทางการเงินยิ่งแพง
แล้ว SME ก็กลับไปอยู่ที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง
นี่จึงอาจเป็นหนึ่งในกลไกที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างธุรกิจใหญ่กับธุรกิจเล็กขยายตัวไปเรื่อย ๆ ถ้าอยากช่วย SME อาจไม่ต้องเริ่มจาก “ให้เงิน” ประเทศไทยมีมาตรการช่วย SME จำนวนมาก
สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
ค้ำประกันสินเชื่อ
กองทุน
มาตรการลดภาษี
โครงการเพิ่ม Productivity
Digital Transformation
ทั้งหมดมีประโยชน์
แต่มีคำถามง่ายกว่านั้นที่อาจควรถามก่อน เงินที่ SME หาได้จากการขายของและทำงานเสร็จแล้ว เราทำให้มันกลับมาหา SME เร็วขึ้นได้หรือไม่? เพราะเงินที่ดีที่สุดสำหรับผู้ประกอบการ
-ไม่ใช่เงินกู้
-ไม่ใช่เงินอุดหนุน
-และไม่ใช่เงินจากโครงการรัฐ
แต่คือ “เงินจากลูกค้าที่ควรได้รับตามงานที่ทำเสร็จแล้ว” หากบริษัทขนาดใหญ่สามารถลด Credit Term ลงได้ หากภาครัฐสามารถตรวจรับและเบิกจ่ายได้รวดเร็วขึ้น Working Capital ที่ SME ต้องหาเพิ่มก็จะลดลงทันที
-SME กู้น้อยลง
-ดอกเบี้ยน้อยลง
-Cash Flow ดีขึ้น
-ความเสี่ยงลดลง
และในระยะยาว ธนาคารก็อาจมอง SME ว่าน่าปล่อยสินเชื่อมากขึ้นด้วย
บางทีโจทย์อาจไม่ใช่ “ทำอย่างไรให้ SME กู้เงินได้มากขึ้น”
แต่ควรเปลี่ยนคำถามเป็น “ทำอย่างไรให้ SME ไม่ต้องกู้เงินมากขนาดนี้?” หากประเทศไทยต้องการให้ SME แข็งแรงขึ้นจริง การแก้เรื่องสินเชื่อเป็นเรื่องสำคัญแต่การทำให้เงินหมุนกลับมาหา SME เร็วขึ้น ก็สำคัญไม่แพ้กันเพราะในระบบเศรษฐกิจที่สมเหตุสมผลคนที่มีต้นทุนเงินสูงกว่า ไม่ควรต้องทำหน้าที่เป็นแหล่งเงินทุนราคาถูกให้คนที่มีต้นทุนเงินต่ำกว่าและนี่อาจเป็นหนึ่งในโจทย์ที่ทั้ง
-ธนาคาร
-บริษัทขนาดใหญ่
-ภาครัฐ
-และผู้กำหนดนโยบาย
ควรช่วยกันตอบเพราะสุดท้ายแล้ว SME ไทยอาจไม่ได้ต้องการให้ใคร “ช่วยจ่ายเงินให้” แต่อาจต้องการเพียงแค่ “จ่ายเงินที่ควรได้ ให้ตรงเวลา” เท่านั้นเอง
THE STATES TIMES










