ถอดรหัสเรือรบต่างชาติเยือนไทย!! USS Abraham Lincoln แวะไทย จุดคำถามบทบาทเรือรบต่างชาติ จากพักกำลังพลสู่ความสัมพันธ์ทางทหาร สะท้อนบทบาทภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน
เรื่องราวความเป็นมาในการเยือนไทยของเรือรบต่างชาติ
วันที่ 2–6 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ USS Abraham Lincoln พร้อมกำลังพลประมาณ 5,000 นาย ได้แวะเยือนไทยบริเวณแหลมฉบัง–พัทยา ก่อนเดินทางกลับสหรัฐอเมริกา หลังจากปฏิบัติภารกิจต่อเนื่องยาวนานกว่า 7 เดือนในตะวันออกกลาง โดยโฆษกกระทรวงกลาโหมยืนยันว่าการมาของ USS Abraham Lincoln เป็นเพียงการแวะพักและฟื้นฟูกำลังพล ไม่ใช่การฝึกหรือปฏิบัติการร่วมกับกองทัพเรือไทย และไม่ได้เข้ามาเติมอาวุธยุทโธปกรณ์แต่อย่างใด
“การเยือนไทยของเรือรบต่างชาติ” ในภาพรวม สามารถมองได้ทั้งในมิติการทูต ความมั่นคง การฝึกทางทหาร และเศรษฐกิจ โดยการเยือนไทยของเรือรบต่างชาติ เป็นไปตามรูปแบบหลัก 5 ประเภท
1. Port Visit เป็นเข้าจอดท่าเรือไทย เพื่อสร้างความสัมพันธ์/พักกำลังพล
2. Official Visit เป็นการเยี่ยมเยือนอย่างเป็นทางการ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์การทูตทางการทหาร
3. PASSEX เป็นการฝึกระยะสั้น ๆ ระหว่างเรือรบของมิตรประเทศที่มาพบกัน เพื่อเป็นการเพิ่มความคุ้นเคยในการปฏิบัติการร่วม
4. Joint Exercise เป็นการร่วมการฝึกกับกองทัพไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการปฏิบัติงานร่วมกัน
5. Logistics / R&R เป็นการเติมสิ่งอุปกรณ์หรือพักฟื้นกำลังพล เพื่อสนับสนุนการเดินเรือในระยะทางไกล
ในอดีตมีการใช้การเยือนของเรือรบเพื่อแสดงแสนยานุภาพหรือกดดันทางเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งเรียกกว่า การทูตด้วยเรือรบ หรือ การทูตเรือปืน (Gunboat Diplomacy) โดยแนวคิดนี้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในยุคจักรวรรดินิยม (Imperialism) ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 อันเป็นหนึ่งในวิธีการที่ชาติตะวันตกนักล่าอาณานิคมนิยมนำมาใช้ในการล่าเมืองขึ้น ด้วยการที่ประเทศมหาอำนาจตะวันตก ส่งเรือรบที่ติดอาวุธปืนใหญ่ (Gunboat) ไปทอดสมออยู่บริเวณชายฝั่งหรือแม่น้ำของประเทศที่อ่อนแอกว่า มีเป้าหมายเพื่อบีบบังคับ เป็นการส่งสัญญาณข่มขู่ทางทหารอย่างชัดเจน บีบให้รัฐบาลท้องถิ่นยอมรับข้อตกลงทางการค้า ยอมจำนนต่อข้อเรียกร้อง หรือปกป้องผลประโยชน์และพลเมืองของตน โดยไม่ต้องประกาศสงครามเต็มรูปแบบ
สำหรับไทยเราเคยเจอ "วิกฤตการณ์ปากน้ำ" (ร.ศ. 112) เผชิญกับการทูตด้วยเรือรบของฝรั่งเศส ทำให้เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศลาวในปัจจุบัน) ให้แก่ฝรั่งเศส ทั้งยังต้องจ่ายเงินค่าปรับและค่าปฏิกรรมสงครามรวม 3 ล้านฟรังก์ (แบ่งเป็นเงินปรับและค่าเสียหายให้ฝรั่งเศส รวมถึงค่าทำขวัญทหารที่เสียชีวิต) ซึ่งทำให้เงินในท้องพระคลังหมดเกลี้ยง จนต้องนำ "เงินถุงแดง" ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) เก็บสะสมไว้มาใชไถ่บ้านไถ่เมือง และต้องเสียอธิปไตยทางทหารชั่วคราว จาการที่ฝรั่งเศสบีบให้ไทย หรือสยามในสมัยนั้น ห้ามมีกองทหารในระยะ 25 กิโลเมตรจากฝั่งขวาแม่น้ำโขง รวมถึงเสียเมืองจันทบุรีให้ฝรั่งเศสยึดครองไว้เป็นหลักประกันนานหลายปีจนกว่าจะทำตามสัญญาครบ โดยมีทหารและราษฎรไทยเสียชีวิตประมาณ 10-15 นายจากการปะทะกันที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา
การเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงเป็นการข่มขู่สู่ "การสร้างพันธมิตร" หลังจากการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น การส่งเรือรบเพื่อไปข่มขู่โดยตรงแบบในอดีตทำได้ยากขึ้น ทุกวันนี้จึงเป็นการแสดงสัญลักษณ์ทางยุทธศาสตร์ ในปัจจุบัน การวางแผนการเยือนของเรือรบ ไม่ใช่แค่การทอดสมอแล้วให้ลูกเรือขึ้นบกเหมือนในอดีต แต่เป็นกระบวนการทางลอจิสติกส์ การทูต และการรักษาความปลอดภัยที่มีความซับซ้อนอย่างมาก ซึ่งต้องใช้เวลาวางแผนล่วงหน้าหลายเดือน โดยมีขั้นตอนหลักดังนี้:
1. การกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์และการทูต โดย มีการอนุมัติระดับรัฐบาล และ การเลือกท่าเรือตามวัตถุประสงค์
2. การประสานงานด้านความมั่นคงและการป้องกันภัย โดย มีการประเมินภัยคุกคาม และการกำหนดมาตรการป้องกันภัย
3. ลอจิสติกส์และการสนับสนุนจากฝั่ง โดย มีการจัดจ้างตัวแทนท่าเรือเพื่อจัดการความต้องการทั้งหมดของเรือ และการจัดการเสบียงอาหารและการส่งกำลังบำรุง
4. การวางแผนกิจกรรมมวลชนสัมพันธ์และการทูต โดย มีการจัดงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการ การจัดกิจกรรมเพื่อสังคม และการเปิดให้ประชาชนเข้าชม
5. การบริหารจัดการลูกเรือ โดย มีการให้ข้อมูลแก่ลูกเรือก่อนขึ้นฝั่ง และมีระบบดูแลความปลอดภัยของลูกเรือ ด้วยทีมสารวัตรทหารเรือ "Shore Patrol"
ปัจจุบัน การเยือนไทยของเรือรบต่างชาติเปลี่ยนรูปแบบเป็นการทูตเชิงสร้างสรรค์ การฝึกร่วมทางทหาร (เช่น Cobra Gold) และการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเห็นได้ชัด และไม่จำกัดเฉพาะเรือรบของสหรัฐฯ เท่านั้น โดย:
การเยือนของกองทัพเรือจีน: ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กองทัพเรือจีน (PLAN) ได้ส่งเรือรบและเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่เข้ามาเยือนฐานทัพเรือสัตหีบอยู่บ่อยครั้ง เพื่อร่วมการฝึกผสม (เช่น Blue Strike) สะท้อนถึงดุลอำนาจและการทูตทางเรือที่สมดุลของไทยกับมหาอำนาจต่างๆ ในวาระ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน กองเรือที่ 83 สังกัดกองทัพเรือแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) เดินทางถึงฐานทัพเรือสัตหีบ (จุกเสม็ด) จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 16 ต.ค. เพื่อการเยือนประเทศไทยระยะ 4 วัน จนถึงวันที่ 20 ตุลาคม โดยกองเรือประกอบด้วยเรือ "ชีจี้กวง" (เรือฝึก หมายเลข 83) และเรือ "อี๋เหมิงซาน" (เรือยกพลขึ้นบก หมายเลข 988) มีกำลังพลรวม 1,207 นาย
การเยือนของเรือรบรัสเซีย (Russia) มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 5 โดยเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1863 เรือรบจักรวรรดิรัสเซีย "Gaydamak" และ "Novik" ได้เข้ามาทอดสมอที่ท่าเรือกรุงเทพฯ ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศแน่นแฟ้นเป็นพิเศษในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยรัสเซียสนับสนุนเอกราชของสยามท่ามกลางการขยายอำนาจอาณานิคมของยุโรป รัสเซียยังส่งกองเรือมาร่วมฉลองครบรอบ 100 ปีราชวงศ์จักรีในปี 1882 ด้วย การเยือนไทยของเรือรบรัสเซียเป็นไปอย่างสม่ำเสมอนับตั้งแต่ปี 2005 ในเดือนมีนาคม 2015 ไทยต้อนรับเรือพิฆาตชั้น Udaloy "Admiral Panteleyev" และในเดือนธันวาคม 2017 ต้อนรับเรือ "Admiral Tributs" และ "Admiral Panteleyev" โดย Admiral Panteleyev ยังได้เข้าร่วมพิธีสวนสนามทางเรือที่พัทยาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2017 ในโอกาสครบรอบ 50 ปีอาเซียนด้วย การเยือนล่าสุด (2023 และ 2025) เมื่อ 22 พ.ย. 2023 เรือพิฆาต Admiral Panteleyev ของกองเรือแปซิฟิกรัสเซียแวะจอดที่ท่าเรือสัตหีบ พร้อมโปรแกรมวัฒนธรรมพาชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ และแข่งฟุตบอลกระชับมิตรกับทหารเรือไทย โดยนับเป็นการเยือนครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2019 และล่าสุดในเดือนตุลาคม 2025 กองเรือแปซิฟิกรัสเซียซึ่งเดินทางออกจากวลาดิวอสต็อกตั้งแต่ 2 ต.ค. ได้แวะจอดที่ฐานทัพเรือสัตหีบระหว่างวันที่ 21-26 ต.ค. ก่อนเดินทางต่อผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเดินเรือในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ครอบคลุมเวียดนาม เมียนมา และอินโดนีเซีย
เดือนสิงหาคม 2026 HMAS Perth เรือฟริเกตชั้น Anzac ของกองทัพเรือออสเตรเลีย เข้าเทียบท่าสัตหีบประมาณหนึ่งสัปดาห์ โดยมีการทำกิจกรรมและฝึกร่วมกับกองทัพเรือไทย ถือเป็นส่วนหนึ่งของการวางกำลังเรือในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกของออสเตรเลีย
การเยือนไทยของเรือรบต่างชาติจึงเป็นเพียงนัยยะที่แสดงถึงการมีความสัมพันธ์ทางการทูตเท่านั้น โดยไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับประเด็นความขัดแย้งทางทหารของชาติเจ้าของเรือรบที่มาเยือนแต่อย่างใด ด้วยไทยจะไม่มีการสนับสนุนด้านอาวุธหรือยุทโธปกรณ์ใดๆ แก่เรือรบเหล่านั้น การเยือนของเรือรบสหรัฐฯ ในครั้งนี้ เป็นเพียงการสนับสนุนด้านการพักฟื้นกำลังพลเท่านั้น และการอนุญาตให้เรือต่างชาติเข้าจอดพักในไทย การดำเนินการจะเป็นไปภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกันทุกประเทศ ไม่ว่าสหรัฐฯ จีน รัสเซีย หรือชาติอื่น แม้แต่อิหร่าน เพราะทุกประเทศล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย โดยไม่มีประเทศใดได้รับสิทธิพิเศษที่เหนือกว่า รวมทั้งกำลังพลของเรือรบเหล่านั้นต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยเช่นเดียวกับบุคคลธรรมดาทั่วไป










