Tuesday, 1 September 2026
NewsFeed

FIBO มจธ. จับมือ UBTECH ลงนาม MOU เร่งพัฒนาหุ่นยนต์ AI ร่วมวิจัย แลกเปลี่ยนความรู้ พัฒนาบุคลากร เน้นยกระดับระบบนิเวศหุ่นยนต์ในไทย หวังส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

FIBO มจธ. จับมือ UBTECH ลงนาม MOU พัฒนา Embodied AI Robotics เสริมศักยภาพระบบนิเวศหุ่นยนต์และ AI ของไทย

FIBO KMUTT Signs MoU with UBTECH to Advance Embodied AI Robotics and Strengthen Thailand’s AI and Robotics Ecosystem

สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding: MoU) กับบริษัท UBTECH สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้าน Embodied AI Robotics ครอบคลุมการวิจัยและพัฒนา การสร้างนวัตกรรม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการพัฒนาบุคลากร รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมร่วมยกระดับระบบนิเวศด้านหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ของประเทศไทย

พิธีลงนามจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ภายในงาน Thailand – China Cooperation Expo 2026 ภายใต้แนวคิด "Investing for the Future, Growing Together" ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

ในการลงนาม ฝ่าย UBTECH นำโดย Ms. Claudia Chen ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ และฝ่าย FIBO มจธ. นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุภชัย วงศ์บุณย์ยง ผู้อำนวยการสถาบัน โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ประธานคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ด้านหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ ร่วมเป็นสักขีพยานและร่วมแสดงความยินดีในโอกาสสำคัญ

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ FIBO มจธ. ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ ส่งเสริมการวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนาบุคลากรด้านหุ่นยนต์อัจฉริยะ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลาง AI และ Robotics ของภูมิภาค

'ซีเค' เดือด!! ประกาศตัดขาดรายการดัง โควตคำพูดบิดเบือน ย้ำรักชาติ เชื่อคนเข้าใจผิด เตรียมชัดเจนในจุดยืนเพื่อประเทศ

"ซีเค" เดือด! ประกาศตัดขาดรายการดัง หลังโควตคำพูดบิดเบือน "ต่อให้ไทยต้องเลียเท้า อีลอน มัสก์ ก็ต้องยอม" เพื่อแลกลงทุน ลั่น! เสียใจที่สุดตรงที่ทำให้คนเข้าใจผิด เหมือนเป็นคนขายชาติ ทั้งที่รู้จักกันดีว่าตนรักประเทศไทยมากแค่ไหน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1377501857871504/?rdid=vbFK4JTGqicA3Q1b#

สาวไทย เล่าถูกเนรเทศ!! เล่าชีวิตที่ “ซานดิเอโก้” กักตัวในศูนย์โอเทย์เมซ่า เตือนระวังอยู่เกินวีซ่า แม้แต่งงานแล้วก็ถูกจับได้

สาวไทยซานดิเอโก้ เปิดใจหลังถูก “เนรเทศ”

“คุณบี” สาวไทยในซานดิเอโก้ เล่าประสบการณ์หลังถูก “ไอซ์” จับส่งเข้าศูนย์กักกันนานสองสัปดาห์ ก่อนเนรเทศ พร้อมเตือนคนอยู่เกินวีซ่า ต้องระวังแม้แต่งงานกับซิติเซ่นแล้วและอยู่ระหว่างรอใบเขียวก็ตาม
“คุณบี” อดีตคนไทยในเมืองซานดิเอโก้ ซึ่งเพิ่งถูกเนรเทศกลับประเทศไทย ให้สัมภาษณ์รายการเก้าอี้รับแขก ของสยามทาวน์ยูเอส เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2026 ถึงประสบการณ์ตั้งแต่วินาทีที่ถูกควบคุมตัว การใช้ชีวิตในศูนย์กักกันโอเทย์เมซ่า ไปจนถึงขั้นตอนการส่งตัวออกจากสหรัฐฯ

คุณบี เล่าว่าเธอเดินทางมาอเมริกาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2021 เพราะตกงานในช่วงวิกฤตโควิด-19 โดยใช้พาสปอร์ตอิตาลี (เธอได้สัญชาติอิตาลีจากอดีตสามี) ซึ่งไม่ต้องขอวีซ่า และสามารถอยู่ได้ 90 วัน
“เคยไปเที่ยว (อเมริกา) หลายครั้งแล้ว แต่ช่วงโควิด ตอนนั้นเราตกงานนะ เพื่อนก็ชวนว่าไปทำงานที่โน่นไหม ก็คิดว่าดีกว่าอยู่บ้าน เพราะไม่มีอะไรทำ ก็เลยไป ไปทำงานร้านอาหาร พอครบ 90 วันต้องกลับ แต่เรากลับไม่ได้ กลับเมืองไทยก็ต้องกักตัว แล้วเงินทองช่วงนั้นก็ติดขัด เพื่อนก็เลยบอกงั้นก็อยู่เถอะ เอ้าอยู่ก็อยู่ แป๊บๆ ห้าปีแล้ว…”

ตลอดห้าปีท่ีผ่านมา คุณบีทำงานที่ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่ง มีสภาพชีวิตที่ดี มีเพื่อนฝูงที่สนิทสนมหลายคน ไม่เคยมีประวัติเสียหาย อีกทั้งยังขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (ITIN หรือ Individual Taxpayer Identification Number) เพื่อเสียภาษีต่อเนื่องกันสองปี ก่อนจะต้องยุติเพราะความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่ง

กระทั่งเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา คุณบีรับคำชวนจากเพื่อนที่เป็นภรรยาทหารอเมริกัน ให้เข้าไปช้อปปิ้งแบบไม่เสียแท็กซ์ที่ Pacific Views MCX ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในค่ายนาวิกโยธินเพนเดลตัน (Marine Corps Base Camp Pendleton) ซึ่งผู้ผ่านเข้าออก จะต้องแสดงเอกสารประจำตัวที่ด่านตรวจ

“ก็ยื่นพาสปอร์ตอิตาลีให้เขา สักพักเขาก็เรียกลงจากรถเลย” คุณบีเล่า และว่าเธอถูกนำตัวไปสแกนนิ้วมือ และกักตัวเพื่อรอเจ้าหน้าที่ไอซ์

“แต่ถามว่ากลัวไหม เราทำใจไว้อยู่แล้ว อายุอานามเราก็ไม่ใช่น้อยๆ เราไม่ใช่เด็ก เป็นคนเข้มแข็ง บอกตรงๆ ว่าเข้มแข็งมาก ก็เลยรับสถานการณ์ได้ มันก็มีนิดหนึ่งแหละที่เสียใจว่า เราอาจยังไม่พร้อม หรือ “โดนแล้วเหรอ” ประมาณนี้ แต่ก็ทำใจได้ หลังจากนั้นสองวันก็ทำใจได้ค่ะ”

จากนั้น คุณบีถูกเจ้าหน้าที่ไอซ์ นำตัวไปส่งฟ้องที่ศาลอิมมิเกรชั่นในซานดิเอโก้ และถูกคุมตัวที่นั้นสองคืน

ระหว่างอยู่ที่ศาล คุณบีบอกว่าเห็นเจ้าหน้าที่ไอซ์ รอจับผู้อยู่เกินวีซ่าที่ศาลเป็นจำนวนมาก
“ก่อนนั้นได้ยินว่าไอซ์จับๆ แต่ไม่เคยเห็น ไม่รู้จับกันที่ไหน แต่พอเข้าไปข้างในศาล โห แต่ละวันมากันเป็นสิบ มาทุกวัน ถึงรู้ว่าเขาจับกันจริงๆ และเยอะมาก” เธอกล่าว และเตือนผู้ที่อยู่ระหว่างรอใบเขียวว่า หากถูกเรียกไปศาลหรือสำนักงานอิมมิเกรชั่นในระยะนี้ ควรเตรียมตัวให้พร้อม รวมถึงควรปรึกษาทนายความก่อนทุกครั้ง

คุณบีเล่าว่าต้องนอนอยู่ในห้องควบคุมของศาลเป็นเวลาสองคืน โดยยังสวมเสื้อผ้าชุดเดิม ซึ่งบางมาก แม้จะมีผ้าห่มฉุกเฉินลักษณะคล้ายแผ่นฟอยล์ให้ แต่ก็ยัง “หนาวมากจนแทบไม่ได้นอน”
เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการที่ศาล คุณบีถูกใส่กุญแจมือและกุญแจเท้า นำตัวส่งไปยังศูนย์กักกันโอเทย์เมซ่า (Otay Mesa Detention Center) ในซานดิเอโก้

“เรารับได้ว่าเราทำผิดกฎหมายจริง แต่สิ่งที่รับไม่ได้คือใส่กุญแจมือไม่พอ ยังใส่ที่เท้าด้วย มันเยอะเกินไป” เธอเล่า

เมื่อเดินทางถึงศูนย์กักกัน เจ้าหน้าที่ถ่ายรูป ทำเอกสาร และให้เปลี่ยนเสื้อผ้าทั้งหมดเป็นชุดของศูนย์ รวมถึงชุดชั้นใน ก่อนนำตัวเข้าไปรวมกับผู้ถูกกักกันคนอื่นๆ

คุณบีถูกจัดให้อยู่ในห้องพัก หรือ “พอดเอ” ซึ่งมีผู้ถูกกักกันประมาณ 128 คน ภายในเป็นพื้นที่เปิดโล่ง มีเตียงสองชั้นวางเรียงอยู่หลายมุม

แม้พื้นที่จะค่อนข้างแออัด แต่สะอาดและมีระเบียบ มีอาหารวันละสามมื้อ รวมถึงบริการซักเสื้อผ้า โดยผู้ถูกกักกันบางคนรับหน้าที่ทำความสะอาดแลกกับค่าตอบแทนวันละประมาณหนึ่งดอลลาร์ เพื่อนำเงินไปใช้โทรศัพท์หาครอบครัวหรือซื้อของใช้จำเป็น

ในจำนวนผู้ถูกกักกันร่วมกับเธอทั้ง 128 คน คุณบีบอกว่ามีคนไทยอยู่เพียงสองคน ส่วนใหญ่เป็นชาวเม็กซิกัน ขณะที่ผู้ถูกกักกันชาวเอเชียส่วนใหญ่เป็นชาวจีนและเวียดนาม

คุณบีเล่าถึงเพื่อนผู้หญิงไทยที่ถูกกักตัวอยู่ห้องเดียวกัน ซึ่งถูกไอซ์จับกุมก่อนวันแต่งงานกับชาวอเมริกันไม่กี่วัน เพราะขับรถของแฟนที่ทะเบียนรถมีปัญหา เมื่อถูกเรียกหยุดจึงถูกจับเพราะอยู่เกินวีซ่า
“จากสิ่งที่เห็น คนที่แต่งงานกับชาวอเมริกันแล้ว หรืออยู่ระหว่างยื่นเรื่องขอปรับสถานะ ก็ยังมีโอกาสถูกควบคุมตัว หากโอเวอร์สเตย์แล้ว อาจไม่ต้องกลับออกไป แต่ก็ต้องไปต่อสู้คดี หรือชี้แจงต่อศาลเอา” คุณบีเล่า

คุณบีตัดสินใจไม่ต่อสู้คดีและแจ้งเจ้าหน้าที่ตั้งแต่แรกว่ายินยอมเดินทางออกจากสหรัฐฯ
“เรารู้ตัวดี คนที่สู้คดีส่วนมากเขามีแฟน มีลูก แต่เราไม่มีเหตุผลที่ต้องอยู่ จะเอาข้อไหนไปอ้าง จะอยู่ทำงานก็ไม่ได้ เราเตรียมใจไว้แล้วว่าโดนเมื่อไรก็กลับ” เธอกล่าว

แม้แจ้งว่าไม่ต่อสู้คดี คุณบียังต้องอยู่ในศูนย์กักกันรวมประมาณสองสัปดาห์ก่อนจะถูกส่งตัวกลับประเทศอิตาลีเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ออกค่าตั๋วส่งเธอไปประเทศอิตาลี ส่วนค่าตั๋วจากอิตาลีกลับประเทศไทย เธอเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง

คุณบีถูกห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ เป็นเวลา 10 ปี โดยก่อนแยกจากเจ้าหน้าที่ที่สนามบิน เธอบอกกับเจ้าหน้าที่เป็นภาษาอังกฤษว่า “See you in ten years” ทำให้เจ้าหน้าที่หัวเราะ
แม้ถูกควบคุมตัวและเนรเทศ คุณบียืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไอซ์และเจ้าหน้าที่ที่ดูแลการเดินทางปฏิบัติต่อเธออย่างสุภาพ

“เขาพูดดี เขาให้เกียรติ ไม่ได้ทำอะไรกับเราเลย แม้แต่คนที่มาส่งขึ้นเครื่อง ทุกคนนิสัยดีหมด” เธอกล่าว เธอเชื่อว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะตนเองไม่ขัดขืน ไม่โต้เถียง และยอมรับว่าทำผิดกฎหมาย

เมื่อถูกถามถึงกระแสที่ว่าการจับกุมแรงงานที่ไม่มีสถานะอาจทำให้นายจ้างถูกตรวจสอบหรือเดือดร้อนด้วย คุณบีกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ไม่เคยถามว่าเธอทำงานที่ใดหรือเคยทำงานกับใคร
“เขาไม่ถามเลยว่าอยู่มาห้าปีแล้วทำอะไร ไม่ถามเรื่องนายจ้างแม้แต่คำเดียว” เธอกล่าว
จากประสบการณ์ตรง คุณบีเตือนผู้ที่อยู่เกินวีซ่าให้ระมัดระวังการเดินทางเข้าใกล้ค่ายทหาร สนามบิน สถานที่ของรัฐบาลกลาง และพื้นที่ชายแดน เพราะอาจถูกตรวจบัตรประจำตัวหรือสถานะการพำนัก
เธอเล่าว่า มีชายชาวอังกฤษที่ถือพาสปอร์ตอิตาลี ซึ่งถูกส่งตัวกลับอิตาลีพร้อมกัน เล่าให้เธอฟังว่าถูกควบคุมตัว หลังระบบนำทางพาขับรถหลงเข้าไปในเขตค่ายทหาร

“ตอนนี้ถ้ารู้ว่าตัวเองอยู่ผิด ก็ต้องระวังตัว ไม่ต้องไปไหนมาไหนโดยไม่จำเป็น เจอตำรวจก็อย่าเข้าไปใกล้ เพราะถ้าเขาสงสัย เขาก็ตรวจได้” เธอกล่าว

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1540836564742031&id=100064471068542&post_id=100064471068542_1540836564742031&rdid=fIrWKkarnO5d3Vvz#

ญี่ปุ่น ร่วมมือพันธมิตร ออสเตรเลีย!! จ่อทดสอบ “ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก” ร่วมกับออสเตรเลียในทศวรรษหน้า พัฒนาความร่วมมือเลเซอร์รุกด้านกลาโหม ท่ามกลางความตึงเครียดในเอเชีย-แปซิฟิก

ญี่ปุ่นขยับ! เตรียมทดสอบขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกในออสเตรเลีย

วานนี้ (18 ส.ค. 69) มีการเปิดเผยจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่น และออสเตรเลียว่า ญี่ปุ่นจะดำเนินการทดสอบขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง (ไฮเปอร์โซนิก) รวมถึงอาวุธปล่อยชนิดอื่น ๆ บนแผ่นดินออสเตรเลีย ขณะที่ทั้งสองฝ่ายเดินหน้ากระชับความร่วมมือทางทหารอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงการร่วมกันพัฒนาระบบเลเซอร์ด้วย

นายริชาร์ด มาร์ลส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออสเตรเลีย กล่าวร่วมกับนายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ณ กรุงแคนเบอร์รา ว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะนำไปสู่ “การเตรียมการที่ดีขึ้นและยกระดับขึ้นระหว่างออสเตรเลียกับญี่ปุ่น สำหรับการที่ญี่ปุ่นจะเข้ามาใช้สนามทดสอบขีปนาวุธของเราในตลอดช่วงทศวรรษหน้า”

“ก่อนหน้านี้เราเคยพูดคุยกันถึงเรื่องที่ออสเตรเลียสามารถมอบความลึกทางยุทธศาสตร์ (strategic depth) ให้แก่ญี่ปุ่นในหลากหลายมิติ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการเปิดให้ใช้สนามทดสอบของเรา” นายมาร์ลส์กล่าว ขณะที่นายโคอิซูมิได้แสดงความยินดีต่อมาตรการดังกล่าว

“หากกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นสามารถดำเนินการทดสอบยิงขีปนาวุธระยะไกล เช่น ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ในออสเตรเลียได้ นั่นจะเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญอย่างยิ่ง” เขากล่าว “ดังนั้น เราจะเร่งการหารือเพื่อผลักดันเป้าหมายนี้ให้เป็นรูปธรรม”

ทั้งนี้ออสเตรเลีย และญี่ปุ่นได้กระชับความร่วมมือด้านกลาโหมอย่างต่อเนื่องท่ามกลางการจับตามองการก้าวขึ้นมาของจีน ขณะเดียวกันก็คำนึงถึงข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ชาติพันธมิตรในภูมิภาคเพิ่มงบประมาณด้านการทหาร โดยปีที่แล้วทั้งสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงการส่งออกด้านกลาโหมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของญี่ปุ่นนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งออสเตรเลียจะจ่ายเงินจำนวน 10,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 235,000 ล้านบาท) ในช่วง 10 ปีข้างหน้า เพื่อจัดหากองเรือฟริเกตล่องหน (stealth frigates)

นอกจากนี้ เมื่อวานนี้นายมาร์ลส์และนายโคอิซูมิยังระบุด้วยว่า ทั้งสองชาติจะร่วมมือกันในโครงการความร่วมมือด้านกลาโหมโครงการใหม่ที่มีชื่อว่า “บูบุค” (Boobook) ซึ่งตั้งชื่อตามนกเค้าแมวของออสเตรเลียที่สามารถมองเห็นได้ในความมืด โดยมีไฮไลต์สำคัญคือระบบเลเซอร์ที่พัฒนาร่วมกันเพื่อตรวจจับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น

นายมาร์ลส์ระบุทิ้งท้ายว่า โครงการนี้ประกอบด้วย “ขีดความสามารถด้านเลเซอร์ขั้นสูงที่สามารถนำไปติดตั้งบนแพลตฟอร์มการรบภาคพื้นดิน รวมถึงแพลตฟอร์มการรบตามแนวชายฝั่ง”

ที่มา : เอเอฟพี
// https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1660634902735647&id=100063674585845&rdid=JG7buOJRaIB1W4p9#

IVY DECOR ยกทัพเฟอร์นิเจอร์เอาต์ดอร์ ร่วมจัดแสดงในงาน Food & Hospitality Thailand 2026

IVY DECOR ยกทัพเฟอร์นิเจอร์เอาต์ดอร์ ร่วมจัดแสดงในงาน Food & Hospitality Thailand 2026

IVY DECOR แบรนด์ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์หวายเทียมและเฟอร์นิเจอร์สำหรับพื้นที่กลางแจ้ง (Outdoor Furniture) ชั้นนำของไทย ยกทัพผลิตภัณฑ์ร่วมจัดแสดงภายในงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 งานแสดงสินค้านานาชาติสำหรับธุรกิจอาหาร โรงแรม และการบริการ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 32 ระหว่างวันที่ 19–22 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00–18.00 น. ณ ฮอลล์ 1–4 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

ภายในงาน IVY DECOR นำเสนอผลิตภัณฑ์สำหรับพื้นที่กลางแจ้งหลากหลายรูปแบบ ตอบโจทย์ทั้งด้านดีไซน์ ฟังก์ชันการใช้งาน และความทนทานสำหรับธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงพื้นที่พักผ่อนกลางแจ้ง โดยผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ที่นำมาจัดแสดง ประกอบด้วย

OUTDOOR UMBRELLA
ภายใต้คอนเซปต์ “Stylish Shade for Every Outdoor Space” ร่มสำหรับพื้นที่กลางแจ้งที่ผสานดีไซน์เข้ากับฟังก์ชันการใช้งาน พร้อมคุณสมบัติเด่น ได้แก่

UV Protection ช่วยป้องกันรังสี UV เพิ่มความสบายในการใช้งานกลางแจ้ง
Strong & Durable โครงสร้างแข็งแรงและทนทาน รองรับการใช้งานในระยะยาว
Weather Resistant ทนต่อสภาพอากาศทั้งแดดและฝน เหมาะสำหรับพื้นที่กลางแจ้ง
Easy to Use เปิด-ปิดง่าย และสะดวกต่อการใช้งาน

Amalfi Living Set
ชุดเฟอร์นิเจอร์ภายใต้คอนเซปต์ “Live Beautiful. Live Outside.” ใช้ชีวิตให้มีรสนิยม...ในทุกพื้นที่ของคุณ ออกแบบสำหรับการพักผ่อนกลางแจ้ง พร้อมคุณสมบัติเด่น ได้แก่

เหมาะสำหรับการใช้งานกลางแจ้ง (Outdoor Use)
เบาะหุ้มด้วยผ้า Textilene ที่เหมาะสำหรับการใช้งานกลางแจ้ง พร้อม Quick-Dry Foam ช่วยให้แห้งได้รวดเร็ว
โครงสร้างอะลูมิเนียม เคลือบสีด้วยระบบ Powder Coating
ทนต่อแสงแดด ฝน และไอทะเล เหมาะสำหรับพื้นที่กลางแจ้งหลากหลายรูปแบบ

MANHATTAN SOFA SET
มาในคอนเซปต์ “Modern Outdoor Living for Every Moment” ชุดโซฟากลางแจ้งดีไซน์โมเดิร์นที่เน้นทั้งความสวยงามและความสะดวกในการใช้งาน พร้อมจุดเด่น ได้แก่

Powder Coating โครงสร้างอะลูมิเนียมเคลือบสี ช่วยลดปัญหาการเกิดสนิม
Outdoor Rope งานสานเชือกสำหรับกลางแจ้ง ให้ความเหนียว แน่น และทนทานต่อการใช้งาน
Weather Resistant ทนต่อแสงแดดและฝน เหมาะสำหรับการใช้งานกลางแจ้ง
มาพร้อมโต๊ะข้างขนาดกะทัดรัด สามารถหมุนใช้งานได้รอบตัว 360 องศา เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน

ผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมผลิตภัณฑ์ของ IVY DECOR ได้ที่ Stand No. L15 ภายในงาน Food & Hospitality Thailand 2026 พร้อมลงทะเบียนเข้าร่วมงานผ่านการสแกน QR Code

ตร.ไต้หวัน รวบ สาวไทย ครูสอนมวยไทย!! สาวไทยถูกฟ้องคดียาเสพติดในไต้หวัน กลืนแคปซูลเฮโรอีน 289 กรัม มูลค่ากว่า 3.6 ล้านเหรียญไต้หวัน ต้องใช้เวลา 10 วันขับแคปซูลออกจากร่างกาย

ฉาวไม่พัก! ตร.ไต้หวันรวบ "สาวไทย ครูสอนมวยไทย" กลืนแคปซูลเฮโรอีน 72 เม็ด ลักลอบขนยาเข้าไต้หวัน

วันนี้ (19 ส.ค. 69) Rti (Radio Taiwan International) สื่อไต้หวันรายงานว่า ทีมสืบสวนคดีอาชญากรรมเกาสง สังกัดหน่วยยามฝั่งไต้หวันเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้รับเบาะแสว่า มีชาวต่างชาติพยายามลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาในไต้หวัน ด้วยการซุกซ่อนไว้ในสัมภาระหรือภายในร่างกาย เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการจึงเข้าตรวจค้น และจับกุม "นางสาวเอ (นามสมมุติ)" หญิงชาวไทยรายหนึ่งได้ที่สนามบินนานาชาติเกาสง เมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา ในข้อหาลักลอบนำเฮโรอีน ซึ่งเป็นยาเสพติดประเภทที่ 1 เข้ามาในไต้หวัน

ทีมสืบสวนเกาสง ระบุว่า "นางสาวเอ" ใช้วิธีซุกซ่อนยาเสพติดไว้ในร่างกาย เพื่อลักลอบขนเข้ามาในไต้หวัน โดยเธอกลืนแคปซูลเฮโรอีนทรงรีจำนวน 72 เม็ด น้ำหนักรวม 289.1 กรัม มูลค่าประมาณ 3.6 ล้านเหรียญไต้หวันเข้าสู่ร่างกาย แคปซูลทั้งหมดถูกห่อหุ้มด้วยพลาสติกและปิดผนึกอย่างแน่นหนา หากชั้นห่อหุ้มด้านนอกถูกกรดในกระเพาะอาหารกัดกร่อนจนละลาย อาจทำให้ยาเสพติดรั่วไหลเข้าสู่ร่างกายและเป็นอันตรายถึงแก่เสียชีวิต เจ้าหน้าที่ระบุว่า ถือเป็นวิธีการลักลอบขนยาที่มีความเสี่ยงสูงมาก

หลังจากที่นางสาวเอเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ได้ให้ยาเพื่อช่วยให้เธอขับถ่ายยาเสพติดออกมาตามธรรมชาติ โดยใช้เวลานานถึง 10 วัน จึงสามารถขับถ่ายยาเสพติดออกจากร่างกายได้หมด นอกจากนี้ นางสาวเอยังเป็นครูสอนมวยไทย มีพละกำลัง และสมรรถภาพทางร่างกายเหนือกว่าคนทั่วไป เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการจึงต้องเฝ้าระวังและควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ก่อนที่สำนักงานอัยการเกาสงจะสรุปสำนวนและยื่นฟ้องต่อศาล ขณะที่ศาลมีคำสั่งฝากขังนางสาวเอไว้ระหว่างดำเนินคดี

ที่มา : Rti
//https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1660560739409730&id=100063674585845&rdid=HJiZJDCvtUIiZknL#

มาเก๊าเปิดแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับใหม่!! รัฐบาลมาเก๊าเผยแผนพัฒนาเศรษฐกิจ เน้นบูรณาการเข้ากับจีนเต็มที่ ตั้งเป้าเศรษฐกิจหลากหลายและมั่นคง ยกระดับชีวิตและเน้นนิติธรรม

มาเก๊า, 19 ส.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอังคาร (18 ส.ค.) รัฐบาลเขตบริหารพิเศษมาเก๊าของจีนได้ออกแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของมาเก๊า ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 3 (2026-2030) ประกอบด้วย 10 ส่วน และ 36 บท ซึ่งกำหนดเป้าหมายการพัฒนาไว้ 8 ประการ ได้แก่ การดำเนินแนวทางแบบองค์รวมด้านความมั่นคงระดับชาติอย่างเต็มรูปแบบ การยกระดับการกำกับดูแลตามหลักนิติธรรม การสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม การผลักดันการพัฒนาเขตความร่วมมือเชิงลึกกว่างตง (กวางตุ้ง)-มาเก๊าในเขตเหิงฉินที่มีคุณภาพสูง การสร้างผลลัพธ์เป็นรูปธรรมในการพัฒนาด้านการศึกษา เทคโนโลยี และบุคลากรมีความสามารถ การยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การพัฒนามาเก๊าให้เป็นเมืองที่สวยงามและชาญฉลาด และการบูรณาการเข้ากับการพัฒนาโดยรวมของจีนให้ดียิ่งขึ้น

เฉินฮ่าวฮุยหรือแซม โฮว ฟาย ผู้บริหารสูงสุดมาเก๊า แถลงว่าแผนพัฒนาระยะ 5 ปี ฉบับที่ 3 ถือเป็นแผนริเริ่มสำคัญสำหรับมาเก๊าในการเดินหน้าสานต่อแนวทาง "หนึ่งประเทศ สองระบบ" และบูรณาการเข้ากับการพัฒนาโดยรวมของจีน พร้อมมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาดังกล่าวให้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลมาเก๊ากำลังวางแผนพัฒนามาเก๊าเชิงรุกภายใต้บริบทการพัฒนาประเทศจีน และดำเนินตามแนวทางที่เกี่ยวข้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีน ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) อย่างเต็มที่

ด้านอิ๋นอี้เฟิ่น ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยด้านสังคม เศรษฐกิจ และนโยบายสาธารณะ สังกัดมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคมาเก๊า เผยกับสำนักข่าวซินหัวว่ากลไกการวางแผนระยะ 5 ปีของมาเก๊ามีจุดแข็งสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ การส่งเสริมความหลากหลายทางเศรษฐกิจ และการเสริมสร้างความสอดคล้องของนโยบาย กลไกนี้ดำเนินการภายใต้กรอบ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" และวางรากฐานการพัฒนาของมาเก๊าให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระดับชาติจีน พร้อมแปลงข้อกำหนดในภาพรวมให้เป็นเป้าหมายที่สามารถวัดผลได้ ซึ่งครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และความมั่นคง ตลอดจนเสริมสร้างศักยภาพของกลไกและสถาบันในการกำกับดูแลมาเก๊า

ที่มา : Xinhua

ปตท. ฉลองครบ 4 รอบ ก้าวสู่ปีที่ 48 ขับเคลื่อนพลังงานไทยแข็งแกร่ง พร้อมก้าวสู่อนาคตยั่งยืน เน้นเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม รวมใจพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจประเทศ

ปตท. ครบ 4 รอบ ก้าวสู่ปีที่ 48 จากรากฐานที่มั่นคง สู่อนาคตที่ยั่งยืน

ค่ำวานนี้ (18 สิงหาคม 2569) – บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) จัดงานขอบคุณผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เนื่องในวาระครบรอบ 48 ปี ของ ปตท. โดยได้รับเกียรติจาก นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยมี นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ประธานกรรมการ ปตท. และ ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. พร้อมคณะผู้บริหารและพนักงาน ปตท. ร่วมต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทลแบงค็อก กรุงเทพฯ

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ กล่าวว่า นับตั้งแต่ยุคโชติช่วงชัชวาล (พ.ศ. 2521) ปตท. ร่วมขับเคลื่อนนโยบายของประเทศมาอย่างต่อเนื่องมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ บทบาทรัฐวิสาหกิจที่นำรายได้เข้ารัฐ ดูแลสังคม ช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยก้าวหน้ามาอย่างทุกวันนี้ ยิ่งปัจจุบัน ประเทศไทยและโลกกำลังเผชิญความท้าทายที่ไม่เคยประสบมาก่อน ทำให้ความมั่นคงทางพลังงานมีความสำคัญไม่น้อยกว่าความมั่นคงทางอาหาร สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ ปตท. ซึ่งเป็นองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ ต้องก้าวไปข้างหน้าและรองรับทุกสถานการณ์ให้ผ่านพ้นไปให้ได้ ในวันนี้ต้องขอบคุณ ปตท. และทุกภาคส่วนที่ร่วมกันทำให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาศักยภาพสู่เวทีโลก เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศไทยต่อไป

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ เปิดเผยว่า 48 ปี แห่งการสร้างรากฐานที่มั่นคงและการก้าวต่อไปอย่างยั่งยืนของ ปตท. ได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน คู่ค้า พันธมิตรธุรกิจ องค์กรภาคีเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งระดับประเทศและระดับสากล รวมถึงประชาชนคนไทยทุกคนที่ร่วมสนับสนุน อีกทั้งที่ผ่านมา ปตท. มีผู้นำองค์กรที่ล้วนส่งต่อวิสัยทัศน์และนำองค์กรก้าวผ่านความท้าทายจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งการที่ผู้บริหาร และพนักงาน ทุ่มเทแรงกายแรงใจเป็นพลังสำคัญ ทำให้ ปตท. เติบโตแข็งแกร่ง สามารถทำหน้าที่สร้างความมั่นคงทางพลังงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่การดูแลสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม และในปัจจุบันแม้จะมีความท้าทายรอบด้าน แต่ ปตท. พร้อมก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง กล่าวว่า การจัดงานในวันนี้ ภายใต้แนวคิด “จากรากฐานที่มั่นคง สู่อนาคตที่ยั่งยืน” แบ่งเป็น “4 อดีต 4 อนาคต” เพื่อแสดงความขอบคุณผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ที่ร่วมสนับสนุน ปตท. มาตลอดช่วงเวลา 48 ปี ทั้งการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน พัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมี รวมถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่อง สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างคุณค่าให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย

ที่ผ่านมา ปตท. มุ่งมั่น “สร้างรากฐานที่มั่นคง” 4 ด้าน ด้วยการดำเนินงานที่เด่นชัด นับตั้งแต่ยุค “โชติช่วงชัชวาล” ที่มีบทบาทในการสำรวจ พัฒนา และนำก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยขึ้นมาใช้ประโยชน์ วางโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างครบวงจร รวมถึงการเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทย จากผู้ผลิต จัดหา และส่งมอบพลังงาน สู่การสร้างประสบการณ์การเดินทาง จนวันนี้สถานีบริการกลายเป็น “เพื่อนร่วมเดินทาง” ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคำนึงถึงสุขภาพคนไทย
นอกจากนั้น ปตท. มุ่งขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับการ “เคียงข้างสังคมไทย” ในทุกสถานการณ์ ทั้งโครงการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการอยู่เคียงข้างคนไทยในยามวิกฤติต่าง ๆ ผ่านการบรรเทาค่าครองชีพด้านพลังงาน และ ส่งมอบความช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติและภัยพิบัติ

อีกทั้ง ปตท. ได้ร่วม “สร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต” ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจ โดยปรับโครงสร้างธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ส่งผลให้ ปตท. มีฐานะการเงินเข้มแข็งขึ้น กลายเป็นหุ้นกลุ่มพลังงานที่ช่วยเพิ่มมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ ก่อให้เกิดการพัฒนาตลาดทุนไทย ช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่น นักลงทุนต่างชาติ ซึ่งตั้งแต่ปี 2544 – 2568 กลุ่ม ปตท. นำส่งรายได้คืนสู่ภาครัฐในรูปแบบเงินปันผลและภาษีเงินได้รวมกว่า 1.38 ล้านล้านบาท

จากอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันที่ ปตท. ดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” พร้อมร่วมขับเคลื่อนประเทศภายใต้กลยุทธ์ที่บูรณาการความยั่งยืนเข้าสู่ทุกกระบวนการของการดำเนินธุรกิจ ถือเป็นทิศทางการดำเนินงานสู่ “อนาคตที่ยั่งยืน” 4 ด้าน คือมุ่งเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืน” ตามหลัก Energy Trilemma มั่นคง ยั่งยืน และเข้าถึงได้ด้วยการปรับพอร์ตโฟลิโอโดยในทางธุรกิจ ปตท. ไม่เพียงมุ่งเป้าสู่การเป็น Global LNG Player เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานในระดับภูมิภาคแต่ยังมุ่งเป็นแกนหลักของประเทศในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีการลดก๊าซเรือนกระจก อาทิ เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) การใช้ประโยชน์จาก Hydrogen การปลูกป่ามุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050

จากการมุ่งยกระดับศักยภาพสู่การเป็น “องค์กรแชมเปี้ยนของไทย” ที่ร่วมนำพาประเทศ และองค์กรพันธมิตรไทยเติบโตสู่ระดับสากลร่วมกันผ่านธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมและธุรกิจต่างประเทศอย่างครบวงจร ด้วยเครือข่ายสำนักงานการค้าระหว่างประเทศทั่วโลกทำให้ได้รับความเชื่อมั่นในฐานะองค์กรที่สร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจในระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันยังคง “สร้างสังคมไทยให้แข็งแรงด้วยศักยภาพกลุ่ม ปตท.” พัฒนาชุมชน สังคม ด้วยองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสร้างโอกาสให้กับกลุ่มเปราะบางกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ในรูปแบบ Social Enterprise

นอกจากนี้ ปตท. “บูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับธุรกิจ” เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล AI และนวัตกรรมใหม่ ๆ เป็นการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันและสร้างการเติบโตระยะยาว รวมถึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่องเป็นการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ส่งผลต่อการสร้างกำไรที่เพิ่มขึ้น และเกิดผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง สามารถรักษา Credit Rating ของกลุ่ม ปตท. สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและผู้ถือหุ้น ซึ่งพิสูจน์ได้จากช่วงที่ผ่านมาเกิดความท้าทายสถานการณ์วิกฤติสงครามตะวันออกกลาง ปตท. สามารถรักษาเสถียรภาพความมั่นคงทางพลังงาน สามารถจัดหาพลังงานให้คนไทยใช้ ไม่ขาดแคลน

อนึ่ง ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการการดำเนินงาน ปตท. ตลอด 48 ปีที่ผ่านมา และสื่อสารเรื่องราวผ่านการเปิดตัว เพลง “เจิดจรัสชัชวาล” รวมถึงจะทยอยเผยแพร่มิวสิกวิดีโอ ภาพยนตร์โฆษณา ภาพยนตร์สั้นและภาพยนตร์อินดี้ เพื่อเข้าถึงประชาชนและคนรุ่นใหม่ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้ อีกทั้งในงานมีการประมูลผลงานศิลปะจากโครงการศิลปกรรม ปตท. เพื่อนำรายได้สมทบทุนสภากาชาดไทย อีกด้วย

แฮร์รี่–เมแกน ย้ายกลับอังกฤษ!! วางแผนย้ายออกสหรัฐฯ ปลายเดือนนี้ ตั้งรกรากที่บ้านส่วนตัวนอกกรุงลอนดอน ลูกทั้งสองเข้าเรียนในอังกฤษกันยายนนี้ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ยินดีพบครอบครัวบ่อยขึ้น

“แฮร์รี่–เมแกน” เตรียมย้ายครอบครัวกลับ UK ปลายเดือนนี้ หลังใช้ชีวิตในอเมริกากว่า 6 ปี

ตามรายงานของ The Daily Telegraph แฮร์รี่ และ เมแกน วางแผนจะย้ายออกจากสหรัฐฯ ในช่วงท้ายเดือนนี้ เพื่อไปตั้งรกรากที่บ้านส่วนตัวที่ไม่ใช่ที่พักของราชวงศ์ นอกกรุงลอนดอน

ลูกทั้งสองคน ได้แก่ เจ้าชายอาร์ชี อายุ 7 ปี และเจ้าหญิงลิลิเบ็ต อายุ 5 ปี ได้รับการลงทะเบียนให้เข้าเรียนในโรงเรียนอังกฤษตั้งแต่เดือนกันยายน

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงทราบแผนการย้ายครั้งนี้ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา และทรงยินดีที่จะได้พบปะครอบครัวมากขึ้นในฐานะส่วนพระองค์

อย่างไรก็ตาม สถานะของทั้งคู่ในฐานะสมาชิกราชวงศ์ที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ (non-working royals) จะยังคงเดิม ไม่มีการกลับไปทำหน้าที่ working royals

แหล่งข่าวระบุว่า ทั้งคู่จะยังคงรักษาบ้านที่มอนเตซิโต รัฐแคลิฟอร์เนีย และที่โปรตุเกสไว้ด้วย โดยสหราชอาณาจักรจะเป็นฐานหลักในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าการย้ายครั้งนี้จะเป็นการถาวรหรือไม่
ข่าวนี้ได้รับการรายงานต่อโดยสื่อหลายแห่ง เช่น People, The Independent, The Standard, Sky News และ CNN โดยยืนยันรายละเอียดในทำนองเดียวกัน

การย้ายครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของครอบครัวซัสเซกซ์นับตั้งแต่ประกาศถอนตัวจากหน้าที่ราชวงศ์เมื่อปี 2020

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1493508786132014&set=a.467117728771130

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง ‘นิพนธ์’!! พิพากษายกฟ้องปมจ่ายค่ารถซ่อม ศาลชี้ไม่มีเจตนากลั้นแกล้ง เน้นประโยชน์ราชการเป็นหลัก คดีไม่มีพยานหลักฐานชัดเจน

เปิดคำพิพากษาฉบับเต็มยกฟ้อง 'นิพนธ์ บุญญามณี' คดีไม่เบิกจ่ายค่ารถซ่อมทาง

"...จำเลยจึงเกรงว่าจะมีประเด็นอย่างนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มีความผิดกรณีจัดซื้อรถดับเพลิง ก่อนที่จำเลยจะสั่งให้ทดสอบระบบต่าง ๆ ของรถดังกล่าว จำเลยได้เรียกหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ และปลัด อบจ.สงขลา มาปรึกษาหารือ การที่จำเลยสั่งให้มีการตรวจรับและทดสอบระบบซ้ำอีกครั้ง จึงกระทำไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ มิใช่เป็นการตรวจรับซ้ำ จึงไม่ได้เป็นกระทำตามอำเภอใจ และไม่ได้มีเจตนาประวิงเวลาให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ได้รับความเสียหาย..."

ตามที่เคยรายงานไปแล้วว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง (ศาลชั้นต้น) มีคำพิพากษาลงวันที่ 28 กันยายน 2566 ลงโทษจำคุก นายนิพนธ์ บุญญามณี จำเลย มีกำหนด 9 ปี และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนดเวลา 5 ปี ในคดีกล่าวหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่ไม่ลงนามอนุมัติจ่ายเงินค่าซื้อรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ ชนิด 10 ล้อ จำนวน 2 คัน เป็นเงิน 50,850,000 บาท แก่บริษัท พลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ผู้ชนะการประมูล

ล่าสุด ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง นายนิพนธ์ บุญญามณี จำเลย พ้นข้อกล่าวหาทั้งหมด

ทำเพื่อประโยชน์ราชการ-ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง'นิพนธ์'ไม่เบิกจ่ายรถ อบจ.สงขลา

ผู้สื่อข่าวเรียบเรียงรายละเอียดคำพิพากษาคดีนี้มารายงานให้สาธารณชนรับทราบโดยทั่วกัน มีรายละเอียด ดังนี้

คดีหมายเลขดำที่ อท 840/2567 คดีหมายเลขแดงที่ 17098/2569
ศาลอุทธรณ์ วันที่ 25 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569
ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ โจทก์
นายนิพนธ์ บุญญามณี จำเลย
เรื่อง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

โจทก์ฟ้อง 'นิพนธ์' ละเว้นจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทาง 50.8 ล้านบาท

โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เป็นเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีอำนาจหน้าที่ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 อบจ.สงขลา ทำสัญญาซื้อขายรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ ชนิด 10 ล้อ จำนวน 2 คัน จากบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ตามสัญญาซื้อขาย เลขที่ 22/2556 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2556

ต่อมาวันที่ 3 ตุลาคม 2556 บริษัทผู้ขายส่งมอบของ และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุตรวจรับของในวันที่ 9 ตุลาคม 2556 เห็นว่ามีปริมาณและคุณภาพถูกต้องครบถ้วน จำเลยเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จำเลยละเว้นไม่ลงนามในหนังสือโอนทะเบียนรถ และละเว้นไม่อนุมัติจ่ายเงินค่ารถจำนวน 2 คัน เป็นเงิน 50,850,000 บาท แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด โดยอ้างว่า บริษัทไทย วินเนอร์ ทรัสต์ จำกัด ได้มีหนังสือร้องเรียนว่ามีการกำหนดคุณลักษณะของรถเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งและมีการสมยอมในการเสนอราคา ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 9 ปี และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งกำหนด 5 ปี

จำเลยอุทธรณ์
ปัญหาต้องวินิจฉัย 2 ประเด็นหลัก
ศาลกำหนดปัญหาที่ต้องวินิจฉัย 2 ประเด็น

1.โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่อ้างว่า โจทก์ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ยื่นฟ้องคดีนี้หลังจากพ้นกำหนดระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่คณะกรรมการร่วมฝ่ายอัยการสูงสุดและฝ่ายโจทก์หาข้อยุติไม่ได้ ส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดี

อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อกฎหมายว่า กำหนดระยะเวลา 90 วันดังกล่าว เป็นเพียงขั้นตอนเร่งรัดภายในเพื่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการฟ้องคดีโดยเร็วเท่านั้น ไม่ใช่อายุความในการฟ้องคดีอาญาแต่อย่างใด เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลภายในกำหนดอายุความตามกฎหมายแล้ว โจทก์จึงยังคงมีอำนาจฟ้องคดีอย่างถูกต้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

2.จำเลยกระทำความผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า นอกจากจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาในประเด็นที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาแล้ว จำเลยยังได้อุทธรณ์ในประเด็นอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาข้อนี้ซึ่งศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งบัญญัติว่า 'ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิด เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต' ความผิดตามบทมาตราดังกล่าว ผู้กระทำความผิดนอกจากมีเจตนาธรรมดาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 แล้ว ยังต้องมีเจตนาพิเศษ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดด้วย

ดังนั้น จึงต้องค้นหาเจตนาของจำเลยเสียก่อนว่า จำเลยมีเจตนากลั่นแกล้งไม่อนุมัติจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด หรือไม่

สั่งทดสอบระบบเพื่อรักษาประโยชน์ราชการ-เกรงซ้ำรอยคดีรถดับเพลิง กทม.

จากบันทึกคำให้การของจำเลยและที่จำเลยเบิกความตอบศาลว่า จำเลยไม่เคยรู้จักบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด มาก่อน และการจัดซื้อจัดจ้างรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันเกิดขึ้นก่อนที่จำเลยมาดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา จำเลยจึงไม่มีส่วนในการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ดังกล่าว หรือการแต่งตั้งคณะกรรมการคณะต่างๆ ในการทำหน้าที่ตรวจสัญญาหรือตรวจรับพัสดุสิ่งของ การรับมอบพัสดุ การเบิกจ่ายตามสัญญาจัดซื้อจัดจ้างรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคัน และรถทั้งสองคันไม่ใช่รถที่ประกอบสำเร็จรูปจากโรงงาน แต่มีการนำชิ้นส่วนจากหลายแห่งมาประกอบเข้าด้วยกัน เมื่อตรวจดูใบตรวจรับพัสดุก็พบว่ามีเพียงแผ่นเดียว โดยไม่มีรายละเอียดของคณะกรรมการว่าได้มีทดสอบระบบต่างๆ ทางด้านเทคนิคว่าสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่

จำเลยจึงเกรงว่าจะมีประเด็นอย่างนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มีความผิดกรณีจัดซื้อรถดับเพลิง ก่อนที่จำเลยจะสั่งให้ทดสอบระบบต่าง ๆ ของรถดังกล่าว จำเลยได้เรียกหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ และปลัด อบจ.สงขลา มาปรึกษาหารือ การที่จำเลยสั่งให้มีการตรวจรับและทดสอบระบบซ้ำอีกครั้ง จึงกระทำไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ มิใช่เป็นการตรวจรับซ้ำ จึงไม่ได้เป็นกระทำตามอำเภอใจ และไม่ได้มีเจตนาประวิงเวลาให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ได้รับความเสียหาย

คณะกรรมการสอบสวนพบการทำเอกสารเท็จและสมยอมราคาจริง

ต่อมาภายหลัง เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 หลังจากบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองแล้ว คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ได้รายงานผลการสอบข้อเท็จจริงว่า การประมูลซื้อรถทั้งสองคันไม่เป็นไปตามคุณลักษณะเฉพาะตามที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลากำหนด และมีการทำเอกสารเท็จและสมยอมกันในการเสนอราคา ดังนั้น ที่จำเลยสั่งการให้ทดสอบระบบของรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ

เอกชนไม่เคยโต้แย้งว่าคำสั่งทดสอบระบบผิดระเบียบ

นอกจากนี้หลังจากที่ได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนรถทั้งสองคันให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาแล้ว บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ไม่เคยโต้แย้งคำสั่งของจำเลยว่าการทดสอบระบบรถทั้งสองคันดังกล่าวผิดระเบียบ คำสั่งของจำเลยให้ทดสอบรถทั้งสองคันจึงไม่เป็นการปฏิบัติผิดระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ข้อ 64 (4) และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 ข้อ 64 จำเลยจึงไม่มีเจตนาประวิงให้บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ไม่สามารถจดทะเบียนรถทั้งสองคันให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาและไม่สามารถรับเงินค่ารถทั้งสองคัน

มีปัญหาต่อมาในข้อนี้ว่า ภายหลังบริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด จดทะเบียนรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาแล้ว แต่จำเลยไม่อนุมัติฎีกาเบิกจ่ายค่าซื้อรถทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด เป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหายและทำให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาไม่อาจใช้รถดังกล่าวได้ตามวัตถุประสงค์ในการจัดซื้อหรือไม่

เห็นว่า การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุต้องดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หากจำเลยอนุมัติจ่ายเงินไปโดยยังไม่ถูกต้องครบถ้วน จำเลยจะต้องรับผิดชอบทางวินัย อาญา และความรับผิดทางละเมิด การที่จำเลยยังไม่อนุมัติจ่ายเงินค่าพัสดุเพราะต้องรอให้การดำเนินคดีตามข้อร้องเรียนว่ามีการฮั้วประมูลเสร็จสิ้นก่อน จึงถือเป็นการปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติของกระทรวงมหาดไทยแล้ว
.
และเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกับปัญหาว่า หัวหน้าหน่วยงานคลังหรือเจ้าหน้าที่การเงินที่ได้รับมอบหมายเสนอฎีกาให้จำเลยอนุมัติจ่ายเงินค่ารถทั้งสองคันให้แก่บริษัท ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2547 ข้อ 64 หรือไม่

ไม่มีฎีกาเบิกจ่ายเงินเสนอให้อนุมัติ ย่อมไม่อาจอนุมัติจ่ายเงินได้

เห็นว่า ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 กำหนดว่า การอนุมัติจ่ายเงินจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีฎีกาเบิกจ่ายเงินที่หัวหน้าหน่วยงานคลังหรือเจ้าหน้าที่การเงินเสนอขึ้นมาเพื่ออนุมัติ

แต่ข้อเท็จจริงกลับฟังได้ว่า ไม่มีฎีกาของหัวหน้าหน่วยงานคลังหรือเจ้าหน้าที่การเงินที่ได้รับมอบหมาย เสนอให้จำเลยอนุมัติจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ดังนั้น เมื่อไม่มีฎีกาเสนอจำเลยเพื่ออนุมัติจ่ายเงินค่ารถทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด จำเลยจึงไม่อาจอนุมัติจ่ายเงินค่ารถทั้งสองคันให้แก่บริษัทได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งโดยไม่อนุมัติจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ทั้งสองคันให้แก่บริษัทพลวิศว์ เทค พลัส จำกัด ตามฟ้องโจทก์

พยานหลักฐานเรียกรับเงิน 'ส่วนต่างร้อยละ 10' ขัดแย้งกันเอง ไม่มีน้ำหนักรับฟัง-ยกฟ้อง

สำหรับข้ออ้างของพยานโจทก์ ที่กล่าวหาว่าเลขานุการและบุคคลใกล้ชิดของจำเลยเรียกรับเงินค่าดำเนินการร้อยละ 10 เป็นเงิน 5,000,000 บาท เพื่อแลกกับการลงนามจ่ายเงินนั้น

เห็นว่า คำให้ถ้อยคำของพยานโจทก์มีความสับสน ขัดแย้งในเรื่องวันเวลา อีกทั้งคำฟ้องของโจทก์ก็ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยหรือบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างร่วมกันกระทำความผิดในการเรียกเงินดังกล่าวแต่อย่างใด พยานหลักฐานในส่วนนี้จึงไม่สามารถรับฟังได้ สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นอื่น ๆ ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top