Tuesday, 1 September 2026
NewsFeed

‘จุลพันธ์’ เผยแรงงานไทยเจ็บในอิสราเอลอาการดีขึ้น 6 แรงงานไทยบาดเจ็บจากระเบิด 2 รายอาการคงที่และดีขึ้น 3 รายหายดีออกจากโรงพยาบาล ติดตามใกล้ชิดอย่างต่อเนื่อง

“จุลพันธ์”เผย ความคืบหน้า 6 แรงงานไทยบาดเจ็บในอิสราเอล 2 รายอาการคงที่ ภาพรวมดีขึ้น อีก 1 รายอาการดีขึ้นมาก ขณะที่ 3 รายออกจากโรงพยาบาลแล้ว กำชับฝ่ายแรงงานฯ ติดตามใกล้ชิด

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าอาการแรงงานไทยจำนวน 6 ราย ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดตกค้างในเมืองเมทูลา ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า กระทรวงแรงงานยังคงติดตามสถานการณ์และอาการของแรงงานที่ได้รับบาดเจ็บอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศอิสราเอล เพื่อให้แรงงานได้รับการรักษาและความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม โดยขอให้แรงงานและครอบครัวมั่นใจว่ากระทรวงแรงงานจะติดตามและดูแลเรื่องนี้อย่างเต็มที่

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 เวลา 17.00 น. ฝ่ายแรงงานและฝ่ายกงสุล ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้เดินทางไปยัง Ziv Medical Center เมือง Safed เพื่อหารือและรับฟังรายละเอียดการรักษาจากคณะแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล พร้อมเยี่ยมแรงงานที่อยู่ระหว่างการรักษา โดยโรงพยาบาลยืนยันว่าจะให้การรักษาอย่างดีที่สุดโดยทีมแพทย์และพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญ

สำหรับความคืบหน้าอาการของแรงงานทั้ง 6 ราย พบว่า แรงงาน 2 ราย ได้แก่ นายวีรวุฒิ แวงวงษ์ และนายอารี ปัญญาทอง ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส มีอาการคงที่ ภาพรวมดีขึ้น และยังอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
โดยนายวีรวุฒิอยู่ระหว่างการวางแผนผ่าตัดเพิ่มเติมตามแนวทางการรักษาของแพทย์ ขณะที่คณะแพทย์แจ้งว่าการบาดเจ็บไม่กระทบต่อระบบประสาทไขสันหลังและสมอง ซึ่งถือเป็นข่าวดี

แรงงานอีก 1 ราย คือ นายทรงฤทธิ์ เชิดรำ ซึ่งได้รับบาดเจ็บปานกลาง มีอาการดีขึ้นค่อนข้างมาก สามารถสื่อสารได้ตามปกติ ไม่มีประเด็นน่าเป็นห่วง และมีอาการปวดบริเวณแผลเล็กน้อยเวลาขยับตัว ส่วนแรงงานที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจำนวน 3 ราย ได้แก่ นายธนวัตน์ แสงกลาง นายทิศวรเวช สามารถกิจ และนายจิระพงษ์ สวัสดิ์รักษ์ แพทย์อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลและกลับที่พักแล้ว โดยไม่มีประเด็นที่ต้องกังวล

ด้าน พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้แรงงานจังหวัดในพื้นที่
ที่แรงงานผู้ได้รับบาดเจ็บมีภูมิลำเนาอยู่ ลงพื้นที่เยี่ยมครอบครัว พร้อมติดตามสถานการณ์และประสานให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความมั่นใจว่ากระทรวงแรงงานไม่ทอดทิ้งแรงงานไทยและครอบครัว โดยจะประสานข้อมูลกับฝ่ายแรงงานและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบครัวได้รับทราบความคืบหน้าอาการและการรักษาของแรงงานอย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ และฝ่ายแรงงานฯ ได้ประสานแจ้งความคืบหน้าอาการของแรงงานให้ญาติรับทราบแล้ว และจะติดตามอาการของแรงงานทั้ง 6 รายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ที่ยังอยู่ระหว่างการรักษา เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดต่อไป

จีน เปิดเส้นทางขนส่งใหม่ทางทะเล!! เปิดเที่ยวสัปดาห์ละ 8 เที่ยว หนุนค้าจีน-ยุโรป ใหม่ อัตราขยายเส้นทางปีละ 3.5% ไทยต้องจับตาบทบาทภูมิภาค

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เสนอ

จีนเปิดเส้นทาง China-Europe Arctic Express (CAX) จากเที่ยวทดลองสู่บริการประจำรายสัปดาห์ในเส้น Arctic

ภาวะโลกร้อนเริ่มมีผลต่อภาคเศรษฐกิจจริง ไม่ได้จำกัดแค่ประเด็นสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป หลังจากที่การลดลงของน้ำแข็งในแถบ Arctic ทำให้มีเส้นทางเดินเรือใหม่ทางเหนือที่ใช้งานได้จริงมากขึ้น

โดยล่าสุดในปี 2026 เส้นทาง China–Europe Arctic Express (CAX) มีการยกระดับจากการทดลองเดินเรือไปสู่การให้บริการเชิงพาณิชย์แบบรายสัปดาห์รวม 8 เที่ยวในช่วงฤดูเดินเรือปีนี้ (เดือนสิงหาคม - ตุลาคม) นับเป็นสัญญาณว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเริ่มมีผลกับภูมิศาสตร์การค้าและการตัดสินใจของภาคธุรกิจ

ประเด็นดังกล่าวถือเป็นโอกาสทางการค้าใหม่ที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน ซึ่งถือเป็นโอกาสที่มาพร้อมความย้อนแย้ง (Climate Paradox) ให้ภาคธุรกิจและภาครัฐต้องชั่งน้ำหนักควบคู่กันระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ดี แม้ Arctic Route จะมีศักยภาพ โดยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยต่อปี 3.5% (CAGR) โดยเฉพาะกลุ่ม Oil & Gas Tanker และ Cargo แต่ CAX ยังอยู่ในช่วงพิสูจน์โมเดลและยังมีขนาดเล็กมาก โดยมี Capacity เฉลี่ยราว 2,207 TEU ต่อสัปดาห์ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.8% ของเส้นทางหลัก Asia–Europe จึงยังไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงของเส้นทางที่ผ่าน Suez ในระยะสั้น

สำหรับไทย ผลกระทบในปัจจุบันยังจำกัด แต่ควรติดตามการเปลี่ยนแปลงของเครือข่ายการเดินเรือในระยะยาว หาก Arctic Route ขยาย Capacity และช่วงเวลาเดินเรือได้มากขึ้น การค้าจีน–ยุโรปบางส่วนอาจลดการพึ่งพาเส้นทาง Malacca–Suez ซึ่งอาจจะเปลี่ยนบทบาทและความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของ Regional Hub ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1407517874811174&id=100066589243207&rdid=X6ATQRkyxhJeDuf3#

“สเปน” ลงทุนเหมือง “อิหร่าน”!! นักลงทุนได้รับใบอนุญาต ลงทุนเหมืองแร่โคราซานใต้ แม้ถูกสหรัฐฯกดดันทางเศรษฐกิจ แสดงความพยายามเปิดรับทุนใหม่

นักลงทุนสเปนได้ไฟเขียวลงทุนเหมืองในอิหร่าน ท่ามกลางความพยายามของสหรัฐฯ ในการโดดเดี่ยวเตหะรานทางเศรษฐกิจ

สำนักข่าว IRNA ของอิหร่านรายงานว่า ทางการจังหวัด โคราซานใต้ (South Khorasan) ได้ออกใบอนุญาตการลงทุนจากต่างประเทศให้แก่นักลงทุนชาวสเปน เพื่อดำเนินโครงการด้าน การทำเหมืองและการแปรรูปแร่ นับเป็นใบอนุญาตการลงทุนจากต่างประเทศฉบับแรกที่ออกในจังหวัดแห่งนี้

ซาคาเรียน (Zakarian) ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายเศรษฐกิจและทรัพย์สินของจังหวัด South Khorasan เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวจะครอบคลุมทั้งการทำเหมืองและการแปรรูปแหล่งแร่ อย่างไรก็ตาม ในข้อมูลที่เปิดเผยเบื้องต้นยังไม่ได้ระบุชื่อผู้ลงทุน ชนิดของแร่ มูลค่าการลงทุน หรือรายละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาของโครงการ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรและความพยายามของสหรัฐฯ ที่ต้องการเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน การที่นักลงทุนจากสเปน ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ได้รับอนุญาตให้เข้าลงทุนโดยตรงในภาคเหมืองและการแปรรูปแร่ของอิหร่าน จึงอาจเป็นอีกสัญญาณว่า เตหะรานยังคงพยายามเปิดช่องทางดึงเงินทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจนอกเหนือจากน้ำมัน แม้อยู่ภายใต้แรงกดดันจากวอชิงตัน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1379328491022174/?rdid=6oYWE8YjqPmWegiX#

“โอมาน” รัฐอาหรับที่ไม่เหมือนใคร!! ความมั่นคงสูงในตะวันออกกลาง ทิศทางพัฒนาประเทศไม่เหมือนใคร ผสานวัฒนธรรมและศาสนาอย่างลงตัว ครองตำแหน่งยุทธศาสตร์ของช่องแคบฮอร์มุซ

โอมาน: รัฐอาหรับที่ไม่เหมือนใครใน GCC (1)

บทความใน FB : ดร.ศราวุฒื อารีย์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ระหว่างเที่ยวบินขากลับจากสุราษฎร์ธานีสู่สุวรรณภูมิ ดร.ธงชัย ปิติเศรษฐ ประธานกรรมการอิสลามจังหวัดสุราษฎร์ธานี ชวนผมคุยเรื่องตะวันออกกลาง

ท่านเล่าถึง “โอมาน” จากสิ่งที่ได้เห็นและเรียนรู้ผ่านสารคดี ก่อนตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า
“ทำไมโอมานจึงดูมีวิธีคิดและแนวทางพัฒนาประเทศแตกต่างจากชาติอาหรับทั่วไป?”ทั้งการไม่เน้นสร้างตึกสูงระฟ้า และการพัฒนาสังคมที่ไม่ได้เดินตามแบบตะวันตกอย่างเต็มตัว
ผมพยักหน้าเห็นด้วย เพราะเป็นสิ่งที่ผมเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน แต่คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะตอบได้ในทันที ผมจึงบอกท่านไปว่า “ขอเอากลับไปเป็นการบ้านก่อนครับ แล้วผมจะมาเล่าให้ฟังทีหลังว่า…ทำไมโอมานจึงเลือกเดินในเส้นทางของตัวเอง”

จากวันที่ได้เดินทางร่วมกันมาจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้ว เรียนตามตรงว่าผมยังไม่มีคำตอบที่ดีพอ แต่ถ้าใครเผอิญอ่านบทความนี้ของผมแล้วมีมุมมองเพิ่มเติมก็จะยินดีมากครับ
สำหรับผมความแตกต่างระหว่างโอมานกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม GCC มันฝังรากลึกอยู่ในภูมิศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ จนอาจเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Omani Exceptionalism” หรือ “ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของโอมาน” เริ่มจากดูแผนที่ของประเทศนี้ เราก็จะเข้าใจเหตุผลของความแตกต่างได้ทันที

เพราะในขณะที่รัฐอาหรับส่วนใหญ่หันหน้าเข้าสู่อ่าวเปอร์เซียและผูกพันกับโลกทะเลทรายของคาบสมุทรอาหรับ โอมานกลับเป็นประเทศที่เปิดประตูออกสู่มหาสมุทรอินเดียโดยตรง ชายฝั่งทะเลยาวนับพันกิโลเมตรทอดตัวจากทะเลอาหรับไปจนถึงช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์เช่นนี้ทำให้โอมานมีสายตาที่มองออกไปสู่ทะเลมากกว่ามองเข้าไปในทะเลทราย
เป็นเวลาหลายพันปีแล้วครับที่ชาวโอมานเรียนรู้การใช้ประโยชน์จากลมมรสุม ซึ่งเป็นระบบลมตามฤดูกาลของมหาสมุทรอินเดีย พ่อค้าและนักเดินเรือชาวโอมานสามารถออกเดินทางจากชายฝั่งอาหรับไปยังอินเดีย แอฟริกาตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างสม่ำเสมอ ก่อนที่ชาวยุโรปจะเริ่มยุคแห่งการสำรวจเสียอีก

ดังนั้น หากซาอุดีอาระเบียเป็นผลผลิตของทะเลทราย โอมานก็คือผลผลิตของท้องทะเล
อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของโอมานไม่ได้เกิดจากทะเลเพียงอย่างเดียว ภายในประเทศของโอมานยังประกอบไปด้วยเทือกเขาสูงและพื้นที่ทะเลทรายกว้างใหญ่ โดยเฉพาะเทือกเขาฮะญัร (Hajar Mountains) และพื้นที่สูงของญะบัล อัล-อัคห์ฎัร (Jabal al-Akhdar) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเป็นกำแพงธรรมชาติที่แยกผู้คนในพื้นที่ภายในออกจากโลกภายนอก
ผลลัพธ์คือการเกิดขึ้นของ โอมานที่มีสองโลกอยู่ในประเทศเดียว ซึ่งดำรงอยู่ควบคู่กันมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ

โลกแรกคือ โอมานที่เป็นโลกชายฝั่ง ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่มัสกัตและเมืองท่าสำคัญต่าง ๆ ริมมหาสมุทรอินเดีย โลกอันแรกนี้มีลักษณะเปิดกว้าง เป็นสากล และเชื่อมต่อกับเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ พ่อค้าโอมานเดินทางไปยังอินเดีย จีน แอฟริกาตะวันออก และหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดียอย่างต่อเนื่อง
พวกเขาค้าขายเครื่องเทศ งาช้าง ทองคำ อินทผลัม สิ่งทอ และในบางยุคสมัยยังรวมถึงการค้าทาส จนสามารถสร้างเครือข่ายทางเศรษฐกิจที่แผ่ขยายจากชายฝั่งแอฟริกาตะวันออกไปจนถึงอินเดีย
นักประวัติศาสตร์บางคนถึงกับกล่าวว่า ในช่วงรุ่งเรืองที่สุด ชาวโอมานมีความใกล้ชิดกับแซนซิบาร์ กิลวา หรือเมืองท่าของอินเดียมากกว่าใกล้ชิดกับชนเผ่าในคาบสมุทรอาหรับเสียอีก

ในทางตรงกันข้าม โลกที่สองคือ “โอมานชั้นใน” หรือ Interior Oman ซึ่งเป็นโลกของสังคมภูเขาที่ค่อนข้างปิดตัวเองจากอิทธิพลภายนอก มีโครงสร้างทางสังคมแบบชนเผ่า พึ่งพาการเกษตรในโอเอซิสและระบบชลประทานดั้งเดิม ผู้คนดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายและให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระของชุมชน
ต่างจากรัฐอาหรับอื่น ๆ ที่อำนาจการเมืองมักผูกติดอยู่กับราชวงศ์ โลกของโอมานชั้นในกลับพัฒนาระบบการปกครองที่มีลักษณะเฉพาะ คือการเลือกอิหม่ามให้เป็นผู้นำของชุมชน

ระบบนี้เรียกว่า “อิมามัต” (Imamate) อิหม่ามในความเข้าใจของอิสลามสายอิบาดีไม่ได้เป็นเพียงผู้นำทางศาสนา แต่เป็นทั้งผู้นำทางการเมืองและผู้พิทักษ์ความยุติธรรมของชุมชน โดยตำแหน่งนี้ไม่ได้สืบทอดทางสายเลือด หากแต่ขึ้นอยู่กับคุณธรรม ความรู้ทางศาสนา และการยอมรับจากสังคม
แนวคิดดังกล่าวแตกต่างจากทั้งระบอบเคาะลีฟะฮ์แบบราชวงศ์ในโลกซุนนีย์ยุคก่อน และไม่เหมือนแนวคิดการสืบทอดอำนาจผ่านเชื้อสายของศาสดาในโลกชีอะห์

หัวใจสำคัญของระบบนี้คือศาสนาอิสลามสาย “อิบาดี” (Ibadi Islam) ซึ่งถือเป็นสำนักคิดที่เก่าแก่ที่สุดอันหนึ่งของอิสลาม และถือเป็นสำนักคิดหลักของประชากรโอมานจนถึงปัจจุบัน
แม้จะมีรากกำเนิดมาจากขบวนการคอวาริจญ์ในยุคแรกของอิสลาม แต่อิบาดีได้พัฒนาตนเองเป็นแนวทางที่เน้นความพอเพียง ความอดกลั้น และการประนีประนอมมากกว่ากลุ่มคอวาริจญ์สายหัวรุนแรงที่พวกเรารู้จักกัน

อัตลักษณ์อิบาดีจึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้โอมานมีเส้นทางพัฒนาการทางศาสนาแตกต่างจากประเทศมุสลิมส่วนใหญ่ในโลก

เมื่อเวลาผ่านไป ความแตกต่างระหว่างโอมานชายฝั่งกับโอมานชั้นในได้หล่อหลอมให้เกิดจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร

ฝ่ายชายฝั่งมองตนเองว่าเป็นมหาอำนาจทางทะเล ผู้เชื่อมโลกอาหรับเข้ากับมหาสมุทรอินเดีย
ขณะที่ฝ่ายชั้นในมองตนเองว่าเป็นผู้พิทักษ์ความบริสุทธิ์ของศาสนาอิสลามและอิสรภาพของชนเผ่า
ความตึงเครียดระหว่างสองแนวคิดนี้ดำรงอยู่ตลอดประวัติศาสตร์โอมาน และส่งผลต่อการเมืองของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

ในสายตาของนักวิชาการบางคน รัฐอิมามัตซึ่งดำรงอยู่เป็นระยะเวลายาวนานและสิ้นสุดลงในช่วงทศวรรษ 1950 ไม่ได้เป็นเพียงสถาบันทางการเมืองที่สูญหายไปเท่านั้น แต่ยังเป็นความทรงจำทางการเมืองที่ยังคงมีพลังอยู่ในจิตสำนึกของชาวโอมานบางส่วน

สำหรับผู้สนับสนุนแนวคิดนี้ อิมามัตอาจถูกมองว่าเป็นตัวแทนของยุคทองของโลกมุสลิม เป็นสังคมที่ผู้นำได้รับเลือกจากคุณธรรม มิใช่จากสายเลือดหรืออำนาจทางทหาร

ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงบางคนจึงเคยตั้งข้อสังเกตว่า หากแนวคิดอิสลามการเมืองหรือขบวนการฟื้นฟูศาสนาในอนาคตพยายามสร้างความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ พวกเขาอาจหันกลับไปใช้สัญลักษณ์ของรัฐอิมามัตเป็นเครื่องมือทางการเมือง

แม้โอมานในปัจจุบันจะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในตะวันออกกลาง และมีชื่อเสียงด้านการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สมดุลและประนีประนอม แต่ความเข้าใจเกี่ยวกับรากฐานทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

เพราะโอมานไม่ได้เป็นเพียงรัฐเล็ก ๆ ริมอ่าวอาหรับ หากแต่เป็นผู้ควบคุมด้านหนึ่งของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
การทำความเข้าใจโอมานจึงไม่ใช่เป็นเพียงการศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศหนึ่งเท่านั้น หากแต่เป็นการทำความเข้าใจว่าภูมิศาสตร์ ศาสนา การค้า และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม สามารถหล่อหลอมรัฐหนึ่งให้มีเส้นทางพัฒนาการที่แตกต่างจากเพื่อนบ้านได้อย่างไร

และในบรรดาประเทศอาหรับทั้งหมด โอมานอาจเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของความจริงข้อนี้ เอาไว้มาต่อกันตอนที่สองครับ

แผนที่ประกอบจาก https://www.worldatlas.com/maps/oman

ที่มา : https://www.facebook.com/1053548533/posts/10240805273363176/?rdid=kU3gIkFDERqKGug3#

ปตท.ลุยกลยุทธ์ปี 69 ท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง กำไรครึ่งปีแรกโต 74% ทะลุ 78,263 ลบ. ขยายพอร์ต LNG ตั้งเป้าถึง 15 ล้านตัน เดินหน้าลดคาร์บอน เสริมความมั่นคงพลังงาน

บทพิสูจน์กลยุทธ์ ปตท. ครึ่งแรกปี 69 พร้อมทุกสถานการณ์ ฝ่าวิกฤต เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

วันนี้ (21 สิงหาคม 2569) – ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นและยังคงยืดเยื้ออยู่ในปัจจุบัน ปตท. ซึ่งมี 2 บทบาท คือ การเป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศและบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงจำเป็นต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ในขณะเดียวกันต้องดูแลผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่ง ปตท. ผ่านบทพิสูจน์ที่สำคัญ โดยในภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น ให้ความสำคัญสูงสุดกับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ บริหารจัดการธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เตรียมสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อรองรับต้นทุนและความผันผวนที่เพิ่มขึ้น การเตรียมความพร้อมตั้งแต่การกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบไม่พึ่งพิงแหล่งใดแหล่งหนึ่ง การมีเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจครอบคลุมทั่วโลก ทำให้สามารถจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในโรงกลั่นล่วงหน้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกลั่นและความยืดหยุ่นที่สามารถรองรับน้ำมันจากหลากหลายแหล่ง การวางกลยุทธ์ที่ถูกทาง และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการมุ่งเน้นธุรกิจ Hydrocarbon ซึ่งเป็นธุรกิจหลักและมีความเชี่ยวชาญ ควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ยกระดับกระบวนการกำกับดูแลการลงทุนให้รัดกุม ภายใต้การกำกับกิจการที่ดี และความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น และยังคงสร้างผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งดีกว่าที่คาด ด้วยกำไรสุทธิ 78,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 33,000 ล้านบาท หรือกว่าร้อยละ 74 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ผลการดำเนินงานตามกลยุทธ์ที่สำคัญ ได้แก่ การเร่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ โดย ธุรกิจสำรวจและผลิต เดินหน้าผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อรองรับความต้องการพลังงานในประเทศ พร้อมขยายการลงทุนในต่างประเทศ ด้าน ธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ Liquefied Natural Gas (LNG) ใช้ศักยภาพของธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและเครือข่ายการค้าทั่วโลกในการกระจายแหล่งจัดหาพลังงาน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ตั้งเป้าขยาย LNG Portfolio ปริมาณ 3.7 ล้านตัน ภายในปี 2569 และขยายให้ได้ 10 ล้านตัน และ 15 ล้านตัน ภายในปี 2573 และ 2578 ตามลำดับ ทั้งนี้ ก๊าซธรรมชาติจะมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงาน ในขณะที่ทั่วโลกอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดรวมถึงประเทศไทย ซึ่งในวันที่ 14 – 17 กันยายนนี้ ประเทศไทยได้รับโอกาสแสดงศักยภาพบนเวทีพลังงานโลก โดย ปตท. ร่วมกับกระทรวงพลังงาน และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ สำหรับ ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ยังคงเดินหน้าแสวงหาพันธมิตรระดับโลกเพื่อเสริมแกร่ง Flagship พร้อมปรับแนวทางตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงจากปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลางรวมถึงปัจจัยจากนโยบายภาครัฐ (Government Intervention)

การดำเนินงานด้านความยั่งยืน ขับเคลื่อนการลดคาร์บอนต่อเนื่อง พร้อมเป็นแกนหลักของประเทศในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีการลดก๊าซเรือนกระจก ผ่านโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติโครงการอาทิตย์ในอ่าวไทย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในปี 2571 ควบคู่การขับเคลื่อน I-SPARK โครงการนำร่องเพื่อสร้างความพร้อมด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐาน รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย อีกทั้งร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ยกระดับการดูแลผืนป่าให้เป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสร้างคาร์บอนเครดิต ผ่านการมีส่วนร่วมกับชุมชน เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

กลุ่ม ปตท. เร่งสร้างความแข็งแรงจากภายใน ยกระดับผลการดำเนินงานและสร้างมูลค่าเพิ่มจากความร่วมมือภายในกลุ่ม ปตท. กว่า 8,700 ล้านบาท ผ่าน Profit Enhancement Initiatives ซึ่งประกอบด้วย โครงการ MissionX พร้อมทั้งขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่านโครงการ AXIS มุ่งเน้นการนำ Digital Tools และ AI มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน นอกจากนี้ ยังเดินหน้าเสริมความร่วมมือด้าน Supply Chain และ Marketing ทั้งในและต่างประเทศผ่านโครงการ P1 และ D1 ควบคู่กับการดำเนินงานด้าน Financial Excellence (F1) เพื่อรักษาวินัยทางการเงินและบริหารกระแสเงินสดของกลุ่ม ปตท. อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว ตลอดจนรักษาอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่เทียบเท่าระดับประเทศ ส่งผลให้สามารถรักษาเสถียรภาพพลังงานและขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต นอกจากนี้กลุ่ม ปตท. สนับสนุนมาตรการภาครัฐ และบรรเทาผลกระทบด้านราคาพลังงานต่อภาคประชาชน โดยมูลค่าการสนับสนุนมาตรการภาครัฐที่ประเมินได้ประมาณ 17,500 ล้านบาท โดยคิดเป็นสัดส่วนของ ปตท. กว่า 8,500 ล้านบาท

ทั้งนี้ ด้วยศักยภาพการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งในระดับสากล และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ส่งผลให้ ปตท. ครองอันดับ 1 ของไทย และอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จาก Fortune Southeast Asia 500 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

เนื่องในวาระครบรอบ 48 ปี ปตท. ดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืนอย่างสมดุลตามแนวทาง Energy Trilemma ครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสมและแข่งขันได้ (Affordability/ Competitiveness) และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (Sustainability) โดยมุ่งมั่นเป็นส่วนสำคัญในการวางรากฐานความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ พร้อมก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน ด้วยการขับเคลื่อนการเติบโตภายใต้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างสมดุล มุ่งสู่การเป็น Global LNG Player ยกระดับขีดความสามารถองค์กรสู่การเป็น National Champion ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงศักยภาพและโอกาสของธุรกิจไทยสู่เวทีโลก โดยมีเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศเป็นฟันเฟืองสำคัญ ตลอดจนบูรณาการเทคโนโลยี AI และดิจิทัล เข้ากับการดำเนินธุรกิจ พร้อมผลักดันนวัตกรรมพลังงานสะอาดและการลดคาร์บอน ขับเคลื่อนองค์กรสู่โลกอนาคต ควบคู่การสร้างสังคมไทยให้แข็งแรงด้วยเทคโนโลยีผ่านศักยภาพกลุ่ม ปตท. เพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน พร้อมต่อยอดความสำเร็จสู่อนาคต ภายใต้วิสัยทัศน์ Together for Sustainable Thailand, Sustainable World ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน

ส.อ.ท. เสริมแกร่งอุตฯ พลังงาน!! จับมือ JBIC ญี่ปุ่น เสริมความยืดหยุ่นห่วงโซ่อุปทาน ตั้งกรอบสนับสนุนพลังงานสะอาด เสริมเทคโนโลยี-เงินทุน สู่การแข่งขัน ร่วมผลักดันอุตฯ ลดก๊าซเรือนกระจก

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change พร้อมด้วยนายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ส.อ.ท. และคณะกรรมการ ส.อ.ท. ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจาก Japan Bank for International Cooperation (JBIC) นำโดย Mr. SHIRAISHI Takanori, Chief Representative และ Mr. SHIMATANI Tokuro, Representative สำนักงานผู้แทน JBIC กรุงเทพฯ ณ ห้องประชุม 801 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

การหารือครั้งนี้มุ่งแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือด้านพลังงานและการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานไทย-ญี่ปุ่น โดยเฉพาะโอกาสในการใช้ประโยชน์จากกลไกการสนับสนุนทางการเงิน “POWERR Asia FAST Window” (Partnership on Wide Energy and Resources Resilience Asia Finance for Agile and Secure Trade Window) ซึ่ง JBIC จัดตั้งขึ้นภายใต้ Japan Strategic Investment Facility เพื่อเสริมความมั่นคงและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานและวัตถุดิบสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

กรอบการสนับสนุนดังกล่าวครอบคลุมทั้งการจัดหาพลังงานและวัตถุดิบสำคัญ การช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่บริษัทในห่วงโซ่อุปทานของญี่ปุ่น รวมถึงการส่งเสริมการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานผ่านโครงการพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และเชื้อเพลิงทางเลือกคาร์บอนต่ำ ตลอดจนโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่มุ่งสู่เป้าหมายการลดคาร์บอน (Decarbonization) ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของภาคอุตสาหกรรมไทย

นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธาน ส.อ.ท. และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change กล่าวว่า "จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อการจัดหาพลังงานและวัตถุดิบทั่วโลก ส.อ.ท. เล็งเห็นว่าการสร้างความมั่นคงและความยืดหยุ่นด้านพลังงานเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ การร่วมมือกับ JBIC ในวันนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรมไทยกับแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยี เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Supply Chain ของทั้งไทยและญี่ปุ่น”

ในโอกาสนี้ ส.อ.ท. ได้นำเสนอทิศทางและแผนการขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงาน ภายใต้แนวคิด "Thailand Pragmatic Energy Transition" ที่มุ่งเพิ่มศักยภาพพลังงานสะอาดภายในประเทศ ส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการสนับสนุนของ JBIC ที่มุ่งส่งเสริม Energy Efficiency, Renewable Energyการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และส่งเสริมการลงทุนด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านพลังงานภายใต้ AZEC-SAVE ในประเทศไทย

ด้าน นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน ส.อ.ท. กล่าวว่า “การเพิ่มศักยภาพพลังงานสะอาดของไทย โดยเฉพาะการยกระดับพลังงานชีวภาพและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ซึ่งจะช่วยทั้งลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ขณะเดียวกัน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยีที่เหมาะสม จะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยให้ผู้ประกอบการใน Supply Chain ของญี่ปุ่นในประเทศไทยสามารถปรับตัวและเดินหน้าสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม”

ทั้งนี้ ส.อ.ท. เห็นว่า POWERR Asia FAST Window เป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย โดย ส.อ.ท. เตรียมนำข้อมูลจากการหารือไปประเมินร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการสมาชิก เพื่อสำรวจความต้องการและโครงการที่มีศักยภาพ และพัฒนาแนวทางการเข้าถึงช่องทางการขอรับการสนับสนุนจาก JBIC ในระยะต่อไป ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างไทย-ญี่ปุ่น เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ลดต้นทุนด้านพลังงาน และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียวของประเทศไทย

“เคทีซี” วางเกมครึ่งปีหลัง 2569 !! ครึ่งปีหลังเน้นลูกค้าคุณภาพ ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรโต 4.7% ดันเทคฯ–ประกันเสริมแกร่ง มั่นใจเป้าปีนี้ทำได้ดี

เคทีซีวางเกมครึ่งปีหลัง 2569 เน้นโตอย่างมีคุณภาพ เร่งดิจิทัล–ประกัน หลังครึ่งปีแรกกำไร 4,397 ล้านบาท

เคทีซีเปิดเกมครึ่งปีหลัง 2569 มั่นใจยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและสินเชื่อเติบโตตามเป้าหมาย รับแรงส่งความต้องการใช้จ่ายช่วงไฮซีซันปลายปี พร้อมเดินหน้าหาลูกค้าคุณภาพ เน้น 2 กลุ่มหลัก “รายได้ 50,000 บาทขึ้นไป” และ “First Jobber–คนรุ่นใหม่” ควบคู่การใช้ข้อมูลและ Core System ใหม่เพิ่มประสิทธิภาพ คุมความเสี่ยงไซเบอร์ และต่อยอดธุรกิจนายหน้าประกันภัย หลังครึ่งปีแรกกำไรสุทธิ 4,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.1% ขณะที่ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรโต 4.7% สูงกว่าอุตสาหกรรมที่ 2.7% และส่วนแบ่งตลาดด้านยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้นเป็น 13.3%

นางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Earnings Call) 2Q2026 ว่า “ภาพรวมของเศรษฐกิจครึ่งปีหลังไม่น่าจะแตกต่างจากครึ่งปีแรกมากนัก แต่ความต้องการใช้จ่ายและสินเชื่อมีโอกาสเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล โดยเฉพาะไตรมาสสุดท้ายซึ่งเป็นช่วงไฮซีซัน เชื่อว่าเป้าหมายการเติบโตของยอดใช้จ่ายผ่านบัตรและสินเชื่อสามารถทำได้ โจทย์ของเราไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนลูกค้า แต่ต้องได้ลูกค้าที่มีคุณภาพ และบริหารต้นทุนในการหาลูกค้าให้มีประสิทธิภาพ เราลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็น ใช้เทคโนโลยีปรับกระบวนการทำงาน และพัฒนาทักษะของคน แต่จะไม่ลดสิทธิประโยชน์ที่มีคุณค่ากับสมาชิก เพราะการเติบโตต้องเกิดขึ้นพร้อมกับการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว”

“การที่ผลประกอบการของกลุ่มบริษัทเคทีซียังเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจเช่นนี้ เป็นผลจากความร่วมมือของคนทั้งองค์กรในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย สิ่งที่เคทีซีให้ความสำคัญคือการสร้างความแข็งแรงให้กับธุรกิจตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การคัดกรองและคัดเลือกลูกค้าคุณภาพ การพัฒนาการบริการของเจ้าหน้าที่ดูแลสมาชิก การยกระดับทักษะของพนักงาน การลงทุนด้านเทคโนโลยีและการป้องกันการทุจริตทางการเงิน ไปจนถึงการดูแลลูกค้าที่เริ่มมีปัญหาในการชำระหนี้ผ่านการให้คำปรึกษาและการไกล่เกลี่ยอย่างใกล้ชิด เราเชื่อว่าการบริหารจัดการแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้เคทีซีสามารถเติบโตอย่างมีคุณภาพ รักษาความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า และสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน"

เจาะ 2 ฐานลูกค้า ผลักดันเคทีซีเป็นบัตรหลัก
ธุรกิจบัตรเครดิตครึ่งปีหลังจะเน้นขยายฐานลูกค้าคุณภาพสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือ ผู้มีรายได้ตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป ซึ่งยังมีกำลังซื้อและความสามารถในการชำระคืนที่ดี อีกกลุ่มคือ First Jobber และคนรุ่นใหม่ โดยเคทีซีต้องการเข้าไปเป็นบัตรเครดิตใบแรก เพื่อสร้างความสัมพันธ์และเติบโตไปกับลูกค้าในระยะยาว สำหรับสมาชิกเดิม เป้าหมายคือทำให้เคทีซีเป็นบัตรหลักในการใช้จ่าย ปัจจุบันสมาชิกเคทีซียังคงมีการใช้จ่ายผ่านบัตรอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานสมาชิกที่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพของกลยุทธ์การตลาด ที่มุ่งตอบโจทย์การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทั้งหมวดร้านอาหาร ช้อปปิ้ง ช้อปออนไลน์ ประกันภัยและการท่องเที่ยว ซึ่งยังคงเป็นหมวดที่มีการเติบโตดี โดยเฉพาะยอดใช้จ่ายช้อปออนไลน์ที่เติบโตดีในระดับเลขสองหลัก รวมถึงหมวดที่มีโอกาสเติบโตอย่างหมวดสุขภาพและความงาม และพร้อมทำงานร่วมกับธนาคารกรุงไทยมากขึ้น เพื่อต่อยอดฐานลูกค้าคุณภาพและกลุ่ม Wealth

Core System ใหม่ เปิดทางดิจิทัล–คุม Cybersecurity
อีกจุดเปลี่ยนสำคัญ คือการขึ้นระบบ Core System ใหม่ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ซึ่งดำเนินการได้ตามแผนและมีเสถียรภาพ จะทำให้ครึ่งปีหลังเคทีซีสามารถเดินหน้าโครงการเทคโนโลยีที่เตรียมไว้ได้มากขึ้น ทั้งการใช้ข้อมูลเพื่อรู้จักความต้องการของสมาชิกในเชิงลึกเพื่อนำเสนอสิทธิประโยชน์ให้ตรงกลุ่ม การพัฒนาประสบการณ์บนแอป “KTC Mobile” และการนำระบบสมัครผลิตภัณฑ์มาเชื่อมบนแอป รวมถึงการปรับแพลตฟอร์ม “KTC U SHOP” ภายในปีนี้ เพื่อต่อยอดธุรกิจจากฐานสมาชิกเดิม

ระบบใหม่ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือ Cybersecurity และ Scam ซึ่งเคทีซีมองว่าเป็นความท้าทายสำคัญ โดยจะลงทุนต่อเนื่องทั้งด้านความปลอดภัยของลูกค้าและระบบ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีลดขั้นตอนและบริหารต้นทุน แม้ครึ่งปีหลังจะเริ่มรับรู้ค่าใช้จ่ายจากการลงทุนใน Core System และโครงการด้านเทคโนโลยีเพิ่มเติม แต่การดำเนินงานด้าน Technology Modernization จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและบริหารต้นทุนในระยะยาว ส่งผลให้บริษัทคาดว่า Cost-to-Income Ratio ตลอดทั้งปีจะยังอยู่ในระดับประมาณ 36%

ประกัน–สินเชื่อส่วนบุคคล เพิ่มโอกาสครึ่งปีหลัง
ธุรกิจนายหน้าประกันภัยจะเป็นอีกโอกาสสร้างรายได้ใหม่ หลังเริ่มดำเนินงานตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 โดยเคทีซีเลือกเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป เน้นนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับลูกค้ามากกว่าการเร่งยอดขาย และคาดว่าไตรมาส 4 จะมีความพร้อมด้านดิจิทัลมากขึ้น จุดแข็งคือฐานลูกค้าคุณภาพ ความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย และ Digital Ecosystem หรือระบบดิจิทัลของเคทีซี ซึ่งจะช่วยต่อยอดการขายและนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย

ในส่วนของธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล เคทีซีมองเห็นโอกาสเติบโตต่อเนื่องจากทั้งบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” (KTC PROUD) และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ “เคทีซี พี่เบิ้ม” โดยมีการปรับกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์และการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยงของลูกค้า (Risk-based Pricing) เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและขยายฐานลูกค้าคุณภาพมากยิ่งขึ้น

ยอดใช้จ่ายเติบโตดีกว่าตลาด หนุนความมั่นใจครึ่งปีหลัง
ฐานธุรกิจหลักยังมีแรงส่ง โดยข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 10 สิงหาคม 2569 ระบุว่า ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทั้งอุตสาหกรรมครึ่งปีแรกเติบโต 2.7% ขณะที่เคทีซีมียอดใช้จ่าย 153,421 ล้านบาท เติบโต 4.7% ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดด้านยอดใช้จ่ายเพิ่มจาก 13.1% เป็น 13.3% ขณะที่ NPL ของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ 1.86% ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายไม่เกิน 2%

นางพิทยากล่าวว่า “แม้เศรษฐกิจยังมีความท้าทาย แต่เราค่อนข้างมั่นใจในคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ และยังเห็นโอกาสเติบโต ครึ่งปีหลังเคทีซีจะใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และความเข้าใจลูกค้า เลือกโอกาสที่เหมาะสม พร้อมบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อให้การเติบโตเป็นไปตามเป้าหมาย และสร้างกำไรสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง”

ภาครัฐ ยกระดับท่องเที่ยว!! ดึงเอกชนเปิดงานใหญ่ 4 งานรวด รวมกว่า 3,000 แบรนด์จาก 20 ประเทศ คาดมีผู้ร่วมงานเกิน 30,000 คน เชื่อมทุกภาคส่วนในจุดหมายเดียว

ภาครัฐ - เอกชน และ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เปิดงานงาน Food & Hospitality Thailand 2026
รวม 4 งานใหญ่ ร่วมขับเคลื่อนยกระดับระบบนิเวศธุรกิจท่องเที่ยวไทย

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมโรงแรม-ร้านอาหาร และภาคเอกชน ผนึกกำลังขับเคลื่อนท่องเที่ยวไทย ยกระดับระบบนิเวศทั้งห่วงโซ่และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน ล่าสุดร่วมเปิดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 ภายใต้แนวคิด “All Sectors, One Destination” เชื่อมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมไว้ในจุดหมายเดียว พร้อมรวม 4 งานใหญ่ นำเสนอสินค้า เทคโนโลยี และโซลูชันกว่า 3,000 แบรนด์จากกว่า 20 ประเทศ คาดมีผู้เข้าร่วมงานทั้งไทยและนานาชาติกว่า 30,000 คน โดยมีนายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกล่าวแสดงความยินดี และนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน

โดย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวในการเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีส่วนทั้งในการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ ขณะที่ภูมิทัศน์การท่องเที่ยวโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การยกระดับคุณภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงเป็นหนึ่งภารกิจสำคัญของ ททท. วันนี้การท่องเที่ยวไม่ได้หมายถึงแหล่งท่องเที่ยวหรือจุดหมายปลายทางเพียงอย่างเดียวแต่เกิดจากความแข็งแกร่งของระบบนิเวศด้านการท่องเที่ยวทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม การบริการ เทคโนโลยี ไปจนถึงบุคลากร ที่มีคุณภาพ ล้วนมีบทบาทในการสร้างประสบการณ์และความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว ดังนั้นการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคม และผู้ประกอบการ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ การพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน หรือ Public-Private Synergy จึงเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและผลักดันประเทศไทย สู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและการบริการชั้นนำระดับโลกอย่างยั่งยืน งาน FHT2026 ถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่สะท้อนความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนมาแลกเปลี่ยนความรู้ ค้นหาเทคโนโลยีและโซลูชันใหม่ สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และต่อยอดโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อาหาร และบริการของไทยให้พร้อมสำหรับการแข่งขันของโลก

ส่วนภาคธุรกิจโรงแรม นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า สมาคมฯ มียินดีอย่างยิ่งในการมีส่วนร่วมพัฒนาผู้ประกอบการในธุรกิจโรงแรมให้ก้าวข้ามทุกความท้าทาย โดยในงาน FHT 2026 ทางสมาคมฯ ได้เตรียมส่งมอบองค์ความรู้ที่จะช่วยพลิกโฉมอนาคตของธุรกิจโรงแรม ทั้งการวิเคราะห์ทิศทางและโอกาสเติบโตของธุรกิจบริการในระดับเอเชียในกิจกรรมสัมมนา AHRA Seminar 2026 หัวข้อ “Hospitality Industry Direction: Where Asian Hospitality is Going and How We Get There” ที่รวมผู้นำจากสมาคมโรงแรมจากไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม มาแลกเปลี่ยนมุมมองการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบริการของเอเชียร่วมกัน และ การนำนวัตกรรม AI มาปฏิวัติระบบการทำงานและการทำการตลาดเพื่อส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับให้แก่ผู้เข้าพัก พร้อมขับเคลื่อนแนวคิดความยั่งยืนที่เปลี่ยนจาก "ทางเลือก" มาเป็น "สิ่งจำเป็น" ที่ทุกโรงแรมต้องลงมือทำอย่างจริงจังในสัมมนา “NEXT GEN HOSPITALITY: How Hotels Can Prepare for Tomorrow's Guests” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของมืออาชีพรุ่นใหม่ตัวจริงของวงการธุรกิจโรงแรมไทย จึงอยากให้ผู้ประกอบการเข้ามาร่วมรับฟัง เพื่อเป็นแนวทางในการนำพัฒนาไปปรับใช้ในธุรกิจได้ต่อไป

ด้านภาคธุรกิจร้านอาหาร นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมร้านอาหารเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งท่ามกลางความท้าทายของหลายปัจจัยในสถานการณ์ปัจจุบัน ธุรกิจร้านอาหารต้องสู้ด้วยการสร้างจุดขายที่โดนใจลูกค้าและนักท่องเที่ยว ซึ่งประเทศไทยมีทุนทางวัฒนธรรมอาหารอยู่มาก เป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก ซึ่งงาน FHT 2026 ทางสมาคมได้มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ในหัวข้อ ข้าวแกงไทย จากจานธรรมดา สู่ KHAO GAENG Economy ซึ่งจะเป็นทางเลือกใหม่ของการท่องเที่ยวและเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ ร้านอาหาร แรงงาน การท่องเที่ยว และ สัมมนาช่วยเหลือผู้ประกอบการในการสร้างยอดขายในหัวข้อ “เปลี่ยน TikTok ให้เป็นเครื่องมือ เพิ่มยอดขายร้านอาหาร” จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่ SMEs ไปจนถึงเชนร้านอาหารขนาดใหญ่ เข้ามาคว้าโอกาสและนำองค์ความรู้ไปต่อยอด เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรฐานธุรกิจบริการอาหารไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

ด้านนายมนู เลียวไพโรจน์ ประธาน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงานฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษ ของการจัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) เรามีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมต่อธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ สมาคม และพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อาหาร และบริการของไทยเข้าไว้ด้วยกัน วันนี้การจัดงานยังคงเติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับภาคการท่องเที่ยว ด้วยแนวคิดในการจัดงานครั้งนี้ คือ “All Sectors, One Destination” รวมทุกกลุ่มธุรกิจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไว้ในงานเดียว โดยได้รวบรวมผู้นำธุรกิจ สินค้า เทคโนโลยี โซลูชั่น และผู้เชี่ยวชาญจากไทยและนานาชาติมาร่วมจัดแสดงใน 8 โซน ได้แก่ Food & Drinks, Cafe & Bakery, Shop & Retail, Sips & Spirits, Foodservice Equipment, Hospitality Technology, Hospitality Style และ Cleaning Supplies & Equipment ทั้งสิ้นกว่า 3,000 แบรนด์ จากกว่า 20 ประเทศ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมงานจากนานาชาติและไทยกว่า 30,000 คน ยิ่งไปกว่านั้น การจัดงานฯ ในครั้งนี้ยังได้ร่วมกับอีก 3 งานใหญ่ ได้แก่ HOTELEX Thailand, Hotel & Shop Plus Thailand สองงานใหญ่ระดับนานาชาติ และ Agri Plus Expo 2026 โดยกรมการค้าต่างประเทศ การรวม 4 งานเข้าด้วยกันนั้น ทำให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครอบคลุมและสมบูรณ์ เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆ เชื่อมโยง ร่วมมือ และค้นหาโอกาสใหม่ได้ในจุดหมายเดียว ทั้งธุรกิจโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ ค้าปลีก นวัตกรรมสินค้าเกษตรกรรม และบริการต่างๆ

นายมนู ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่อุตสาหกรรมภาคการท่องเที่ยวมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยี, AI, ความยั่งยืน และความคาดหวังของลูกค้าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวต้องปรับตัวและพลิกโฉมในการตอบสนองความต้องการกลุ่มลูกค้าให้ทัน ซึ่งการสร้างความประทับใจและส่งมอบประสบการณ์จะสร้างการบอกต่อ ทำให้เกิดการเดินทางและการใช้บริการซ้ำเป็นผลดีต่อทั้งธุรกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ ดังนั้นการร่วมงาน FHT2026 จึงเป็นโอกาสที่เปิดให้ผู้อยู่ในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและผู้สนใจได้มาร่วมตัวกัน เพื่อค้นหาแนวคิดและโซลูชันใหม่ แลกเปลี่ยนความรู้ สร้างความร่วมมือในอนาคต และเป็นเครื่องมือที่มีค่าช่วยให้ธุรกิจก้าวหน้าและประสบความสำเร็จได้มากขึ้น

งาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569
ชั้น G ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้ที่สนใจข้อมูลการจัดงานฯ และลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ www.fhtevent.com Facebook : Food & Hospitality Thailand

“อังกฤษ” เตือนผู้ลี้ภัย!! รัฐปล่อยคู่มือ “อย่าข่มขืน” คดีข่มขืนเพิ่ม ดึงความสนใจ ผู้ลี้ภัยถูกกล่าวหาข่มขืนหลายคดี สังคมโหมวิจารณ์นโยบายลี้ภัย

อ้างจากเพจ Amthaipaper (หนังสือพิมพ์ไทยในอังกฤษ)

รัฐบาลอังกฤษต้องออกคู่มือเตือนผู้ขอลี้ภัย “อย่าข่มขืน” หลังคดีความรุนแรงทางเพศพุ่งสูง
กระทรวงมหาดไทยอังกฤษ (Home Office) ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังเผยแพร่คู่มือชื่อ
“Understanding behaviours and expectations in the UK”

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2026 โดยมีเนื้อหาชี้แจงให้ผู้ขอลี้ภัยทราบว่า
การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้รับความยินยอมถือเป็นการข่มขืน และเป็นอาชญากรรมร้ายแรงตามกฎหมายอังกฤษ

คู่มือเล่มนี้ครอบคลุมประเด็นเรื่อง ความยินยอม, การทารุณกรรมในครอบครัว, อายุที่ยินยอมทางเพศอยู่ที่ 16 ปี และการล่วงละเมิดเด็ก

สื่อหลายสำนักนำเสนอข่าวด้วยพาดหัวตรงไปตรงมาอย่าง
“รัฐมนตรีถูกบังคับให้บอกผู้ขอลี้ภัยว่าอย่าข่มขืนผู้หญิง” หลังมีคดีความรุนแรงทางเพศที่เกี่ยวข้องกับผู้อพยพและผู้ขอลี้ภัยเกิดขึ้นต่อเนื่อง

หนึ่งในคดีล่าสุดที่สร้างความตื่นตระหนก คือกรณีชายชาวอัฟกานิสถาน 2 คน ถูกฟ้องในข้อหาข่มขืนและล่วงละเมิดเด็กหญิงอายุ 14 ปี บนรถไฟมุ่งหน้าลอนดอน ทั้งคู่ปฏิเสธข้อกล่าวหาและถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี

นอกจากนี้ ยังมีคดีชายชาวเอริเทรียถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานข่มขืนชายวัยเกษียณนอกโบสถ์ในย่าน Harrow

ล่าสุด ชายอัฟกัน 2 คนข่มขืนหญิงในสวน Barking ขณะใช้มีดขู่
ศาลอังกฤษตัดสินเมื่อ 20 ส.ค. 2026 ว่า Noorullah Ahmdzai (26) และ Khan Agah (19) มีความผิดฐานข่มขืนและขู่ด้วยมีด

เหตุเกิดคืน 16 ส.ค. 2025 ที่ Barking Park ลอนดอน หญิงสาวกำลังนั่งดูดาวกับชายคู่เดท ถูกทั้งคู่จับกดลงพื้น ใช้มีดจ่อคอชายคู่เดท แล้วผลัดกันข่มขืน
ทั้งคู่ปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่คณะลูกขุนตัดสินว่ามีความผิด รอฟังโทษจำคุกในเดือนต.ค. นี้ และมีแนวโน้มถูกส่งตัวกลับประเทศหลังพ้นโทษ

ทั้งสองคนเป็นผู้อพยพที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย
และยังมีคดีข่มขืนเด็กหญิงโดยผู้ขอลี้ภัยอีกหลายคดีในช่วงปี 2025-2026
แม้รัฐบาลอังกฤษจะไม่มีสถิติอย่างเป็นทางการที่แยกสถานะ “ผู้ขอลี้ภัย” ในการตัดสินคดีอาญา
แต่ข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมที่สื่อได้รับผ่านคำร้องขอข้อมูลสาธารณะ แสดงให้เห็นว่า ต่างชาติมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินคดีความผิดทางเพศในสัดส่วนที่สูงกว่าสัดส่วนประชากร
โดยเฉพาะในคดีล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้หญิงและคดีข่มขืนบางประเภท บางสัญชาติอย่างอัฟกานิสถานมีอัตราสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ

สถานการณ์ดังกล่าวจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอังกฤษว่า
ทำไมประเทศต้องแบกรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากระบบลี้ภัย ใน
ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนนโยบายยังย้ำถึงพันธกรณีตามอนุสัญญาผู้ลี้ภัยปี 1951 และหลักการด้านมนุษยธรรม
ปัจจุบันประเด็นนี้กลายเป็นหัวข้อถกเถียงทางการเมืองที่รุนแรง โดยมีทั้งเสียงเรียกร้องให้ทบทวนนโยบายการรับผู้ลี้ภัยและการคัดกรองที่เข้มงวดมากขึ้น ท่ามกลางความกังวลเรื่องความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็ก

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1494689119347314&set=a.467117728771130

สนามบินยกระดับความปลอดภัย!! CAAT ออกเกณฑ์ใหม่ตรวจสัมภาระโหลดใต้ท้อง เริ่ม 16 ต.ค. 69 เจ้าหน้าที่เปิดกระเป๋าได้หากพบเหตุสงสัย แนะใช้ TSA Lock ลดความเสียหายจากการตรวจค้น พร้อมบันทึกภาพ–แจ้งเจ้าของหากเปิดตรวจ

หลักเกณฑ์ใหม่ในการตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียน ตั้งแต่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยประกาศหลักเกณฑ์การตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียนใหม่ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางทางอากาศ โดยตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ผู้โดยสารต้องตรวจสอบสัมภาระลงทะเบียน (สัมภาระที่จะโหลดใต้ท้อง) ให้เป็นไปตามประกาศเกี่ยวกับวัตถุต้องห้าม สิ่งของผิดกฎหมาย และข้อกำหนดด้านการรักษาความปลอดภัยของสนามบินก่อนเดินทางทุกครั้ง

หากปรากฏพฤติการณ์อันควรสงสัยว่ามีวัตถุต้องห้าม พนักงานตรวจค้นมีอำนาจเปิดสัมภาระลงทะเบียนได้ โดยไม่ต้องตรวจค้นต่อหน้าผู้โดยสาร ซึ่งจะมีการบันทึกภาพการเปิดสัมภาระและใส่เอกสารแจ้งการตรวจค้นไว้ภายในสัมภาระให้เจ้าของทราบ

ทั้งนี้ แนะนำให้ผู้โดยสารใช้อุปกรณ์ล็อกมาตรฐานสากล เช่น TSA Lock ที่สามารถเปิดได้ด้วยอุปกรณ์เฉพาะ เพื่อป้องกันความเสียหายจากการเปิดกระเป๋าหากต้องมีการตรวจค้น

การตรวจสอบสิ่งของในสัมภาระก่อนเดินทาง จะช่วยให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น และเพิ่มความปลอดภัยให้กับทุกเที่ยวบิน

TSA Lock (Transportation Security Administration lock) คือระบบล็อคกระเป๋าเดินทางแบบพิเศษที่ได้รับการยอมรับจากระบบรักษาความปลอดภัยของสนามบินนานาชาติ

วิธีการทำงาน

1. วิธีการใช้งาน: สามารถเปิดและปิดกระเป๋าได้ โดยใช้รหัสส่วนตัว 3 หรือ 4 หลัก (หรือกุญแจมาตรฐาน)

2. การเข้าถึงระบบรักษาความปลอดภัย: เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสนามบินจะพก กุญแจหลัก ที่สามารถใช้เปิดรูกุญแจเฉพาะบนตัวล็อค

3. การป้องกัน: หากเจ้าหน้าที่ต้องการตรวจสอบกระเป๋าเดินทาง จะสามารถปลดล็อกและล็อกกระเป๋าให้ โดยไม่ตัดหรือทำลายกระเป๋าหรือตัวล็อก ซึ่งตามปกติแล้ว ตัวล็อกที่ไม่ใช่ของ TSA Lock มักจะถูกตัดออกด้วยการงัด ตัด หรือกระแทก จนชำรุดเสียหาย

4. ญลักษณ์: สามารถจำแนกแม่กุญแจ TSA Lock ที่ได้รับการรับรองได้จาก สัญลักษณ์ ที่ได้รับการอนุมัติจาก TSA (มักจะเป็นรูปเพชรสีแดง)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top