Tuesday, 1 September 2026
NewsFeed

คปท. ดันแก้ปัญหาฟาร์มไก่!! พี่น้องตากฟ้ามอบของขวัญพริกหน่อไม้ ร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาลให้แก้ปมฟาร์มไก่ กรมควบคุมมลพิษ-กรมปศุสัตว์ร่วมสังเกตการณ์ ฟาร์มยินดีร่วมประชุมแก้ไขปัญหาร่วมกัน

นายพิชิต ไชยมงคล โพสต์ลงเฟสบุ๊ค

วันนี้ คปท.พาพี่น้องจาก อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ มายื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาล เรื่องผลกระทบจากฟาร์มเลี้ยงไก่ โดยทางศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ประสาน กรมควบคุมมลพิษ และ กรมปศุสัตว์ มาร่วมประชุม มีมติว่า องค์กรส่วนกลางจะลงพื้นที่ร่วมกันกับ คปท.เพื่อแก้ไขปัญหา
ชาวบ้านนำ พริก หน่อไม้ป่า น้อยหน่าฝากมาให้ คปท.
ถือเป็นของขวัญที่ถูกใจที่สุด

ทางฟาร์มเลี้ยงไก่ประสานมาว่าอยากอธิบายในส่วนของฟาร์ม ก็ยินดีครับ เพื่อให้แก้ปัญหาร่วมกันทุกฝ่ายไปพร้อมๆกัน

ที่มา : https://www.facebook.com/100002212974152/posts/27976393002017757/?rdid=48pJ2LjhiopluAwh#

‘วราวุธ’ ดันเหล็กแผ่นเคลือบเป็นสินค้าควบคุม!! สั่งคุมเหล็กแผ่นเคลือบ 4 มาตรฐาน สกัดเหล็กต่ำคุณภาพ–นำเข้าราคาถูก กระทรวงอุตฯ ย้ำต้องผ่านทดสอบมาตรฐาน คาดบังคับใช้ต้นปี 2570

“รมว.อุตสาหกรรม” เร่งคุมเหล็กแผ่นเคลือบ 4 มาตรฐานเป็น “สินค้าควบคุม” คาดมีผลต้นปี 2570 สกัดเหล็กคุณภาพต่ำและนำเข้าราคาถูก ชูยกระดับคุณภาพแข่งขัน

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงเร่งยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กแผ่นเคลือบ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เหล็กแผ่นเคลือบ 4 มาตรฐาน จากเดิมเป็นมาตรฐานภาคสมัครใจ ยกระดับเป็น “สินค้าควบคุม” เพื่อป้องกันสินค้าคุณภาพต่ำเข้าสู่ตลาด

ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเหล็กไทยเผชิญแรงกดดันจากเหล็กนำเข้าราคาถูกและการทุ่มตลาด ทำให้ผู้ผลิตในประเทศแข่งขันได้ยาก การกำหนดมาตรฐานให้เป็นสินค้าควบคุม จะทำให้เหล็กที่ขายในไทย ไม่ว่าจะผลิตในประเทศหรือนำเข้า ต้องผ่านมาตรฐานเดียวกัน

โดยมาตรฐานที่จะยกระดับมี 4 รายการ ได้แก่ มอก. 2131-2567 เหล็กชุบสังกะสีเคลือบสี หรือ PPGI สำหรับหลังคา ผนังอาคาร และงานก่อสร้าง, มอก. 2753-2567 เหล็กอลูซิงค์เคลือบสี หรือ PPGL ที่เด่นด้านกันสนิมและสะท้อนความร้อน, มอก. 2981-2567 เหล็ก ZAM ที่มีความทนทานต่อการกัดกร่อนสูง เหมาะกับโครงสร้างโซลาร์เซลล์และงานกลางแจ้ง และ มอก. 3059-2567 เหล็กเคลือบสังกะสี อะลูมิเนียม และแมกนีเซียม สำหรับงานที่ต้องการทั้งความแข็งแรงและทนสนิม เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม

“หัวใจสำคัญคือ เหล็กทั้ง 4 กลุ่มต้องผ่านการทดสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด ทั้งความทนละอองน้ำเกลือ ซึ่งบางมาตรฐานกำหนดการทดสอบยาวถึง 2,000 ชั่วโมง ความแข็งแรงและการติดแน่นของสี ความทนแรงกระแทก การสะท้อนแสงอาทิตย์ ตลอดจนความต้านแรงดึงและความเค้นคราก เพื่อให้มั่นใจว่าเหล็กมีความทนทานและเหมาะสมกับการใช้งานจริง”

นายวราวุธ กล่าวว่า หาก ครม. เห็นชอบ คาดว่ามาตรฐานทั้ง 4 ฉบับจะมีผลบังคับใช้ภายในต้นปี 2570 เพื่อให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายมีเวลาเตรียมความพร้อม โดยสินค้าจะต้องผ่านมาตรฐานและมีใบอนุญาตตามที่กฎหมายกำหนดจึงจะผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายได้

สำหรับผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาตเดิมอยู่แล้ว สามารถเปลี่ยนจากใบอนุญาต มอ.2 สำหรับมาตรฐานภาคสมัครใจ เป็น มอ.4 สำหรับสินค้าควบคุมได้ทันที โดยไม่ต้องตรวจโรงงานหรือเก็บตัวอย่างใหม่ เพื่อลดภาระและไม่ให้กระทบผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรฐานอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้ปิดกั้นสินค้านำเข้า แต่กำลังสร้างกติกาเดียวกันให้ทุกฝ่ายแข่งขันกันบนคุณภาพ ใครจะผลิตหรือนำเข้าเหล็กมาขายในไทย ต้องมั่นใจว่าได้มาตรฐาน เพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพ และอุตสาหกรรมเหล็กไทยสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม

เกาหลีใต้ลังเลส่ง PAC-3 !! ยูเครนขอขีปนาวุธสกัดกั้น โซลไม่ปล่อยของหวั่นภัยเกาหลีเหนือ เซเลนสกิย้ำต้องได้อาวุธใหม่ ความขัดแย้งยังคงเพิ่มความตึงเครียด

ยูเครนขอ Patriot PAC-3 จากเกาหลีใต้ แต่โซลยัง “ยึกยัก” ห่วงของตัวเองไม่พอรับมือเกาหลีเหนือ

เกาหลีใต้แสดงท่าทีอึดอัดใจต่อคำร้องขอจากยูเครนที่ต้องการให้โซลสนับสนุน ขีปนาวุธสกัดกั้น PAC-3 สำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot

เกาหลีใต้ให้เหตุผลว่าจำเป็นต้องรักษาคลังขีปนาวุธของตนเองไว้ให้เพียงพอสำหรับรับมือภัยคุกคามและการยั่วยุที่อาจเกิดขึ้นจาก เกาหลีเหนือ ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ Chosun Ilbo ของเกาหลีใต้

ท่าทีของเก่หลีใต้ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ยูเครนกำลังต้องการขีปนาวุธสกัดกั้นเพิ่มเติมอย่างมาก โดยเซเลนสกีย้ำมาตลอดว่า จะทำทุกวิถีทาง และทุกโอกาสให้การมีขีปนาวุธสกัดกั้นเพิ่มเติม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรับมือการโจมตีของรัสเซียและการผ่านฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2145833696312372&set=gm.827437620395546&idorvanity=194174770388504

สงครามเศรษฐกิจสหรัฐฯ–อิหร่านเดือด!! ขู่โต้กลับมาตรการคว่ำบาตรสหรัฐฯ กระตุ้นจีน-รัสเซีย คัดค้านแรงกดดัน ปากีสถาน เจรจาคุมสถานการณ์ขัดแย้ง หวั่นสงครามเศรษฐกิจบานปลายเร็วนี้

อิหร่านให้คำมั่นตอบโต้กลับมาตรการคว่ำบาตรที่ขยายวงกว้างขึ้นของสหรัฐ โดยอาจใช้กำลัง หรือมุ่งโจมตีผลประโยชน์สหรัฐต่อไป พร้อมแสดงความมั่นใจว่าคู่ค้ารายสำคัญจะต่อต้านแรงกดดันจากวอชิงตัน

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เปิดเผยมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน เมื่อวันจันทร์ (24 ส.ค.) แต่ไม่ได้ระบุถึงมาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงที่สุด โดยเตือนว่าประเทศที่ยังคงทำการค้ากับอิหร่านมีความเสี่ยงถูกขับออกจากระบบการเงินที่ใช้ดอลลาร์เป็นหลัก

เบสเซนต์ปฏิเสธที่จะระบุชื่อประเทศที่อาจถูกคว่ำบาตร หรือเปิดเผยว่ามาตรการลงโทษจะมีผลบังคับใช้เมื่อใด โดยกล่าวเพียงว่าเขาจะให้เวลาประเทศ/ธุรกิจเหล่านั้นดำเนินการตามมาตรการใหม่
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่อบุคคล นิติบุคคล และเรือจำนวน 60 ราย แต่ในรายชื่อดังกล่าวยังไม่มีสถาบันการเงินของจีนที่ต้องสงสัยว่าอำนวยความสะดวกให้กับการค้าน้ำมันของอิหร่าน

ก่อนขุนคลังสหรัฐประกาศมาตรการดังกล่าว อิหร่านออกมาขู่ว่าอาจใช้กำลังทางทหารตอบโต้ และลดการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียเพิ่มเติมเพื่อต่อต้านมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐ
ต่อมา เมื่อเบสเซนต์ประกาศมาตรการดังกล่าว อาลี มาดานิซาเดห์ รัฐมนตรีพาณิชย์อิหร่านกล่าวว่า

อิหร่านเตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่กับการคว่ำบาตรของสหรัฐแล้ว

รัฐมนตรีพาณิชย์เผยกับสื่อโทรทัศน์

"ศัตรูตั้งใจจะโจมตีเราด้วยการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ แต่เราก็มีเครื่องมือของเราเองและรู้วิธีรับมือ การป้องกันของเราไม่ใช่การตั้งรับอีกต่อไป ศัตรูควรเตรียมรอรับการโจมตีมากกว่า”

มาดานิซาเดห์บอกอีกว่า ทั้งจีนและรัสเซียต่างไม่ยอมรับมาตรการของสหรัฐ และคาดว่าประเมศอื่นๆ อาจต่อต้านมาตรการเหล่านั้นเช่นกัน

เพรสทีวี รายงานว่า พลจัตวาฮอสเซน โมเฮบบี โฆษกกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ให้คำมั่นว่าจะโจมตีผลประโยชน์ที่สำคัญของสหรัฐอย่างหนัก รวมถึงจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของสหรัฐ หากโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านถูกคุกคาม

อิหร่านและสหรัฐบรรลุข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวเมื่อเดือนมิถุนายน แต่อย่างที่ทราบกันดี บันทึกความเข้าใจดังกล่าวล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว หลังทั้งสองฝ่ายกลับมาปะทะกัน และขณะนี้เข้าสู่ศึก “สงครามเศรษฐกิจ” แล้ว

ด้านกองทัพปากีสถานแถลงในวันอังคาร (25 ส.ค.) ว่า ปากีสถาน ซึ่งเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ได้เจรจากับเตหะรานและมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยการเจรจาเน้นหารือเกี่ยวกับมาตรการสำคัญหลายรายการ อาทิ การป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งบานปลาย และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

โมห์ซิน นาควี รัฐมนตรีมหาดไทย ที่เดินทางไปเยือนเตหะรานพร้อมกับอาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถานเพื่อเจรจากับฝ่ายอิหร่าน เผยผ่าน X ว่า “ประธานาธิบดีอิหร่านได้แบ่งปันมุมมองของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา และเราได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง”

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1248941?anf=

อึ้ง! สื่อเล็ก–ใหญ่ประโคมข่าว อ้าง “แหล่งข่าวความมั่นคงลับ” ยืนยันจ่าลั่นไกจาก ฮ. รีบลงข่าวเลยหลักฐานไม่ต้อง? - NEWS1

อึ้ง! สื่อเล็ก–ใหญ่ประโคมข่าว อ้าง “แหล่งข่าวความมั่นคงลับ” ยืนยันจ่าลั่นไกจาก ฮ.—หลักฐานอยู่ไหน?

กรณีนายซอและ ดือเลาะ อายุ 21 ปี ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนที่อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เริ่มจากนายรอมฎอน ปันจอร์ สส.พรรคประชาชน และอดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชาติ เผยแพร่ข้อมูลว่า มีวัยรุ่นถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ ก่อนผู้บาดเจ็บและพี่ชายออกมาเล่าเหตุการณ์อย่างละเอียด

ล่าสุด หลายสำนักข่าวรายงานโดยอ้าง “แหล่งข่าวความมั่นคง” ซึ่งเป็นทหารที่ไม่เปิดเผยตัวว่า ผู้ลั่นไกเป็นทหารยศจ่า ใช้อาวุธ M16A2 ยิงจากเฮลิคอปเตอร์ ไม่ใช่ M60 ทั้งที่ยังไม่มีการเปิดเผยผลตรวจหัวกระสุน รอยเกลียวลำกล้อง หมายเลขอาวุธ บัญชีกระสุน หรือรายชื่อกำลังพลบนเที่ยวบิน

ข้อมูลดังกล่าวยังขัดแย้งกับคำชี้แจงของหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ซึ่งยืนยันว่าเฮลิคอปเตอร์ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่จริง แต่ไม่มีการนำอาวุธขึ้นอากาศยานและไม่ได้ใช้อาวุธยิงลงสู่พื้นดิน จึงยังไม่อาจนำคำกล่าวอ้างจากแหล่งข่าวนิรนามไปนำเสนอเสมือนกองทัพยอมรับเหตุการณ์แล้ว

สื่อมีสิทธิปกป้องแหล่งข่าว แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “คำกล่าวอ้าง” กับ “ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบแล้ว” โดยเฉพาะคดีความมั่นคงที่อาจขยายความขัดแย้ง หากไม่มีหลักฐานอิสระรองรับ การประโคมข่าวเช่นนี้ก็เสี่ยงทำให้สื่อกลายเป็นเครื่องมือของปฏิบัติการข่าวสารโดยไม่รู้ตัว

ที่มา : https://www.facebook.com/100064439212441/posts/1584855727005719/?rdid=UCf8ClyEFug0h8dn#

"ชาวมลายูบินได้" ไม่มีจริง!! ‘โซเลฮาห์’ ถูกเลิกจ้างตำแหน่งอาจารย์ ไม่ได้ใช้ตำแหน่งอีกต่อไป มหาวิทยาลัยอิสลามมาเลเซียยืนยัน เธอยื่นฟ้องต่อศาลแรงงาน

อาจารย์เจ้าทฤษฎี “ชาวมลายูบินได้” ถูกมหาวิทยาลัยอิสลามเลิกจ้างแล้ว

มหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติมาเลเซีย (International Islamic University Malaysia หรือ IIUM) ยืนยันว่า การจ้างงาน ดร.โซเลฮาห์ ยาคอบ (Solehah Yaacob) อดีตศาสตราจารย์ด้านภาษาอาหรับและภาษาศาสตร์ สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน และเธอไม่มีสิทธิใช้ตำแหน่งหรืออ้างความเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยอีกต่อไป

โซเลฮาห์เคยตกเป็นกระแสจากคำกล่าวว่า ชาวมลายูโบราณบินได้และถ่ายทอด “วิชากังฟูเหาะ” ให้ชาวจีน รวมถึงทฤษฎีว่าชาวโรมันเรียนรู้การต่อเรือจากชาวมลายู จนถูกนักประวัติศาสตร์และนักการเมืองวิจารณ์เรื่องหลักฐานทางวิชาการ

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ล่าสุดของ IIUM ไม่ได้เปิดเผยเหตุผลอย่างเป็นทางการของการเลิกจ้าง ขณะที่โซเลฮาห์ประกาศยื่นเรื่องต่อศาลแรงงานมาเลเซีย โดยกล่าวว่าเธอถูกให้ออกภายใน 24 ชั่วโมงและไม่ได้รับโอกาสอุทธรณ์

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122197996352820777&id=61574623310303&rdid=nDjvvS277kqMVHTq#

'สุริยะ' สั่งเยียวยาเกษตรกร จ.น่าน!! เร่งช่วยเกษตรกรน่านน้ำท่วมหนัก เพิ่มอัตราเยียวยาเท่าตัว เร่งศึกษาสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ หวังแก้ปัญหาอุทกภัยซ้ำซาก

“สุริยะ” สั่งเร่งเยียวยาเกษตรกรได้รับผลกระทบน้ำท่วมน่าน - เผยได้อัตราเพิ่มขึ้นเท่าตัว หลังปรับเกณฑ์ใหม่ปี 2565 พร้อมสั่ง กษ.ศึกษาสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่ม-แก้ปัญหาระยะยาว

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงมาตรการเยียวยาเกษตรกร จากเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดน่าน ว่า ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วยพิจารณากฎเกณฑ์ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ทั้งเกษตร ประมงและปศุสัตว์ โดยให้พิจารณามาตรการให้ชัดเจน แต่ขณะนี้ ชัดเจนแล้วว่า เกณฑ์เงินการเยียวยาจะเพิ่มเป็นเท่าตัว เนื่องจาก มีการประกาศไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่จะไม่มีผลย้อนหลัง

นายสุริยะ ยังเปิดเผยว่า การสำรวจความเสียหายพื้นที่ของเกษตรกร ขณะนี้ ดำเนินการแล้ว 80% แต่จำนวนงบประมาณทั้งหมด ยังไม่สามารถระบุได้ แต่ย้ำว่า เกษตรกรที่ได้รับที่ได้รับผลกระทบ จะได้รับเงินเยียวยาในอัตราที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว ซึ่งได้ปรับกฎเกณฑ์ใหม่ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา พร้อมย้ำว่า เกณฑ์ใดที่เป็นประโยชน์ รัฐบาลจะดำเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ประสบภัยสูงสุด

ส่วนการแก้ไขปัญหาอุทกภัยซ้ำซากนั้น นายสุริยะ ระบุว่า เป็นข้อสังเกตที่นายกรัฐมนตรีมีความกังวลที่สุด เนื่องจาก อ่างน้ำในปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการกักเก็บ และในแต่ละครั้งที่มีอุทกภัย รัฐบาลต้องใช้เงินเยียวยาครั้งละกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งประชาชนไม่ได้ต้องการเงินเยียวยา เนื่องจาก ไม่คุ้มและกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ศึกษาลุ่มน้ำต่าง ๆ เพื่อสร้างอ่างกักเก็บน้ำขนาดกลาง และขนาดใหญ่ เพื่อรองรับน้ำเพิ่ม ซึ่งในจังหวัดน่าน ก็มีโครงการคลองเลี่ยงเมือง ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เคยทำการศึกษาไว้แล้ว คาดว่า จะใช้งบประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลกำลังพิจารณาว่าจะสามารถเอางบประมาณส่วนใดมาดำเนินการ และจะต้องใช้งบผูกพันปีละเท่าใด ซึ่งเชื่อว่า น่าจะแก้ไขปัญหานี้ได้

เศรษฐกิจไทยโตได้!! ขนาด GDP ใหญ่ระดับโลก 5 บทเรียนเปลี่ยนของดีให้โต นอร์เวย์–UAE–ออสเตรียชี้ทาง ไทยใช้ศักยภาพเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้น

ไทยไม่ได้แพ้ แค่ยังใช้ของที่มีไม่เต็มมูลค่า

เศรษฐกิจใหญ่ระดับ ‘นอร์เวย์–UAE–ออสเตรีย’ เปิด 5 บทเรียน เปลี่ยนของดีที่ไทยมี ให้สร้างรายได้มากกว่าเดิมหากมองประเทศไทยผ่านข่าวเศรษฐกิจในแต่ละวัน เราอาจรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยเล็ก โตช้า และกำลังถูกประเทศเพื่อนบ้านไล่ตามแต่ถ้าถอยออกมามองอีกมุมหนึ่ง จะพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า

เศรษฐกิจไทยไม่ได้เล็กเลย ข้อมูลจาก IMF World Economic Outlook เดือนเมษายน 2569 ประเมิน GDP แบบ Nominal ของไทยไว้ราว 580,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใหญ่เป็นอันดับประมาณ 32 ของโลก

ขนาดใกล้เคียงกับ นอร์เวย์ 599,000 ล้านดอลลาร์, UAE 622,000 ล้านดอลลาร์, ออสเตรีย 624,000 ล้านดอลลาร์และยังใหญ่กว่า เวียดนาม 527,000 ล้านดอลลาร์, มาเลเซีย 516,000 ล้านดอลลาร์, ฟิลิปปินส์ 512,000 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าไทยมีความมั่งคั่งหรือคุณภาพชีวิตเท่าประเทศพัฒนาแล้ว เพราะ GDP ต่อหัวแตกต่างกันมากแต่มันกำลังบอกอีกเรื่องหนึ่งว่า «ประเทศไทยมี “ขนาด” และมี “ฐานเศรษฐกิจ” อยู่แล้ว»

คำถามที่สำคัญกว่า จึงอาจไม่ใช่ว่า “ไทยมีอะไร?” แต่คือ “เราจะทำอย่างไรให้สิ่งที่เรามี สร้างมูลค่าได้มากกว่าเดิม?”

บทเรียนที่ 1 จากนอร์เวย์

มีทรัพยากรแล้ว อย่าหยุดอยู่แค่การขายทรัพยากรคนส่วนใหญ่มักอธิบายความร่ำรวยของนอร์เวย์ง่าย ๆ ว่า “เพราะมีน้ำมัน” แต่หลายประเทศบนโลกก็มีน้ำมัน และไม่ได้ร่ำรวยแบบนอร์เวย์ สิ่งที่นอร์เวย์ทำแตกต่างออกไป คือการไม่มองรายได้จากทรัพยากรเป็นเงินสำหรับใช้ให้หมดในรุ่นเดียว รายได้จากน้ำมันและก๊าซจำนวนมากถูกนำเข้าสู่ Government Pension Fund Global เพื่อบริหารเป็นทรัพย์สินระยะยาว ให้ความมั่งคั่งจากทรัพยากรธรรมชาติส่งต่อไปถึงคนรุ่นต่อไป

รัฐบาลนอร์เวย์ยังใช้กฎการคลังควบคุมการดึงเงินจากกองทุนมาใช้ โดยอิงกับผลตอบแทนระยะยาว แทนที่จะใช้รายได้จากน้ำมันตามกระแสการเมืองในแต่ละปี

ประเทศไทยไม่มีน้ำมันมหาศาลแบบนอร์เวย์ แต่ไทยก็มี “ทรัพยากร” ของเราเอง อาหาร, เกษตร, ผลไม้,สมุนไพร, ทะเล, ธรรมชาติ, วัฒนธรรม, อาหารไทย, การแพทย์, การบริการและการท่องเที่ยว ดังนั้น บทเรียนจากนอร์เวย์ไม่ใช่ “ไทยต้องไปหาน้ำมัน” แต่คือ อย่าขายทรัพยากรในรูปแบบที่มีมูลค่าต่ำที่สุด

ข้าว อาจไม่จำเป็นต้องจบที่การส่งออกข้าวสาร ผลไม้ อาจไม่จำเป็นต้องจบที่ขายผลสด สมุนไพร อาจไม่จำเป็นต้องจบที่ขายวัตถุดิบ แต่สามารถพัฒนาต่อไปเป็น

-Functional Food

-Health Product

-Ingredient

-Biotech

-Wellness

-Brand

-Intellectual Property

น่าสนใจว่า World Bank เองจัด Agribusiness และ Sustainable & Health Tourism อยู่ใน 5 อุตสาหกรรมอนาคตที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบอยู่แล้ว

บทเรียนที่ 2 จาก UAE

อย่ามีแค่ “ทำเลดี” ต้องเปลี่ยนทำเลให้เป็นรายได้ UAE มีน้ำมันเป็นจุดเริ่มต้นแต่สิ่งที่ประเทศทำต่อจากนั้นน่าสนใจกว่าเขานำความมั่งคั่งและตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ไปสร้าง สายการบิน, สนามบิน, ท่าเรือ ,Logistics, Tourism, Finance, Real Estate, Technology และศูนย์กลางธุรกิจระดับโลก

รัฐบาล UAE ยังวางยุทธศาสตร์ชัดเจนเรื่องการดึงดูด เงินลงทุน คนเก่ง เทคโนโลยี การวิจัย การท่องเที่ยว และธุรกิจอนาคต เข้าสู่ประเทศ

แล้วประเทศไทยล่ะ? เรามักพูดกันมานานว่า “ไทยอยู่ตรงกลางอาเซียน” แต่คำถามสำคัญคือ เราเปลี่ยนการอยู่ตรงกลาง ให้กลายเป็นรายได้มากพอแล้วหรือยัง?

ประเทศไทยสามารถเชื่อม จีนตอนใต้, ลาว, กัมพูชา, เมียนมา, มาเลเซีย, เวียดนาม และต่อออกไปยังอินเดียเราไม่ได้จำเป็นต้องเป็นเหมือนดูไบ แต่สามารถสร้างความเป็น Hub ในแบบของไทยเองได้

-Food Hub

-Health & Wellness Hub

-Regional Logistics Hub

-MICE Hub

-Digital & Data Hub

-Creative Production Hub

ทำเลทางภูมิศาสตร์จะไม่มีมูลค่าเต็มที่ หากไม่มีถนน รถไฟ สนามบิน ระบบศุลกากร กฎหมาย และบริการที่ทำให้คนอยากใช้ประเทศไทยเป็นฐาน

บทเรียนที่ 3 จากออสเตรีย

เมื่อคนลดลง ต้องทำให้ “คนหนึ่งคนสร้างมูลค่าได้มากขึ้น” ออสเตรียกับประเทศไทยมีปัญหาบางอย่างคล้ายกันอย่างน่าสนใจ คือ ประชากรสูงวัย, แรงงานในอนาคตลดลง และ Productivity เติบโตช้า

IMF ประเมินว่าออสเตรียต้องเร่งการปฏิรูปเพื่อเพิ่มผลิตภาพ เพราะในระยะยาวการหดตัวของกำลังแรงงานและ Productivity ที่อ่อนแอจะกดศักยภาพการเติบโตของประเทศ

ประเทศไทยก็เผชิญโจทย์คล้ายกัน

IMF ระบุว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยประกอบด้วย การลงทุนต่ำ การเติบโตของผลิตภาพที่ช้า และสังคมสูงวัย แต่ถ้าเรายอมรับว่าแรงงานไทยจะไม่เพิ่มเหมือนในอดีตคำตอบก็ไม่ได้มีแต่ด้านลบ เพราะมันบังคับให้ประเทศต้องเปลี่ยนจาก “ใช้คนมาก” ไปสู่ “ทำให้คนหนึ่งคนทำงานได้มูลค่าสูงขึ้น”

-AI

-Automation

-Robotics

-Digital Tools

-Reskill

-Upskill

จึงไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นเทคโนโลยีที่จะมาแย่งงานแต่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือเพิ่ม Productivity ให้แรงงานไทย World Bank ระบุในรายงานปี 2569 ด้วยว่า AI มีศักยภาพช่วยเพิ่มผลิตภาพแรงงานในประเทศกำลังพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ หากประเทศมีโครงสร้างพื้นฐาน ทักษะ และสถาบันที่รองรับ และสังคมสูงวัยเองก็สามารถสร้างเศรษฐกิจใหม่ได้

-Healthcare

-Preventive Health

-Longevity

-Senior Living

-Wellness

-อาหารสุขภาพ

-บริการดูแลผู้สูงอายุ

ไทยจึงสามารถเปลี่ยนปัญหา Aging ให้กลายเป็นโอกาสในการสร้าง Longevity Economy ได้เช่นกัน

บทเรียนที่ 4 จากมาเลเซีย

อย่าทิ้งโรงงาน แต่ทำให้โรงงาน “แพงขึ้น” มาเลเซียกำลังเดินหน้าเข้าสู่ประเทศรายได้สูงแต่บทเรียนสำคัญไม่ใช่การทิ้งอุตสาหกรรมเดิม ตรงกันข้ามมาเลเซียกำลังถามว่าจะทำอย่างไรให้บริษัทมี Productivity สูงขึ้น สร้างงานที่ดีขึ้น และจ่ายค่าจ้างสูงขึ้น

World Bank ระบุว่าความท้าทายของมาเลเซียในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเทศรายได้สูง คือการสร้าง งานที่มีคุณภาพ ผลิตภาพสูง และค่าจ้างสูงกว่าเดิม และพบว่าบริษัทที่มี Productivity สูงที่สุด 10% จ่ายค่าจ้างเฉลี่ยสูงกว่าบริษัทระดับกลางประมาณ 3 เท่า นี่เป็นบทเรียนที่สำคัญกับไทยมากเพราะไทยมีฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่พร้อมอยู่แล้ว World Bank ระบุว่า Manufacturing ของไทยคิดเป็นประมาณ 25% ของ GDP และจ้างงานมากกว่า 6.2 ล้านคน

เราไม่จำเป็นต้องเลิกเป็นประเทศอุตสาหกรรมแต่ต้องขยับจาก Manufacturing ไปสู่ Advanced Manufacturing

รถยนต์ → EV / Electronics / Smart Mobility

เครื่องใช้ไฟฟ้า → Energy-efficient Technology

โรงงาน → Automation / AI Factory

ชิ้นส่วน → Advanced Electronics

การผลิตทั่วไป → Green Manufacturing และไทยมีฐานอยู่แล้ว

สินค้า Green Goods คิดเป็นเกือบ 10% ของการส่งออกไทย ขณะที่ World Bank ประเมินว่าเฉพาะการขยาย EV และชิ้นส่วน Solar PV และเทคโนโลยีทำความเย็นประสิทธิภาพสูง สามารถเพิ่มระดับ GDP ไทยได้อีกประมาณ 2.9% ภายในปี 2035 นี่คือข่าวดีเพราะหมายความว่าเราไม่ต้องสร้างเครื่องยนต์ใหม่ทุกตัวบางเครื่องยนต์มีอยู่แล้วแค่ต้อง Upgrade

บทเรียนที่ 5 จากเวียดนาม

อย่าคิดแต่ “โครงการใหม่” ต้องกล้ารื้อสิ่งที่ทำให้ของเดิมเดินช้าเวียดนามกำลังกลายเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย IMF ในเดือนกรกฎาคม 2569 ปรับประมาณการการเติบโตของเวียดนามขึ้นเป็น 7.5% ขณะที่ไทยอยู่ที่ 1.9% แต่สิ่งที่ไทยควรเรียนจากเวียดนาม ไม่ใช่เพียงตัวเลข GDP สิ่งที่น่าสนใจคือ ความพยายามรื้อคอขวด World Bank ระบุว่าเวียดนามกำลังดำเนินการปฏิรูปขนาดใหญ่ ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างระบบบริหารราชการ ขณะที่ยังลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและดึง FDI อย่างต่อเนื่อง

แนวคิดง่าย ๆ คือถ้าที่ดินทำให้โครงการช้า ก็แก้ที่ดิน ถ้าอนุมัติช้า ก็แก้ขั้นตอนถ้า Infrastructure ไม่พอ ก็ลงทุน Infrastructure

หากบริษัทต่างชาติเข้ามาแล้วบริษัทท้องถิ่นไม่ได้ประโยชน์มากพอ ก็หาทางเชื่อม FDI เข้ากับ Local Supply Chain

ไทยสามารถเรียนรู้วิธีคิดแบบเดียวกันได้เพราะข่าวดีคือนักลงทุนยังสนใจประเทศไทย World Bank ระบุว่า คำขอรับส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมใหม่ของไทยช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว โดยเด่นใน Digital Infrastructure Battery Electronics และ EV ดังนั้นปัญหาอาจไม่ใช่ “ไม่มีเงินอยากเข้าประเทศไทย” แต่คือ ทำอย่างไรให้เงินที่อยากเข้า เปลี่ยนเป็นโรงงาน งาน และรายได้ได้เร็วที่สุด

มาเลเซียเองก็มีตัวอย่างที่น่าสนใจมาก การปฏิรูปกระบวนการอนุมัติโครงการอุตสาหกรรมใน Kulim และ Johor ช่วยลดเวลาจากที่บางกรณีเคยใช้สูงสุดถึง 3 ปี เหลือประมาณ 10–14 เดือน และตามมาด้วยเงินลงทุนใหม่และการจ้างงานจำนวนมาก เรื่องแบบนี้ไทยสามารถเรียนรู้ได้โดยตรง

ข่าวดีคือ ไทยมี ‘ของ’ อยู่ในมือแล้วหากอ่านมาถึงตรงนี้ อาจดูเหมือนประเทศไทยต้องแก้ทุกอย่าง

แต่จริง ๆ แล้ว จุดเริ่มต้นของไทยไม่ได้แย่เลย World Bank กำลังศึกษาอุตสาหกรรมอนาคตของประเทศไทย และระบุถึง 5 กลุ่มที่ไทยมีความได้เปรียบชัดเจน

1. Advanced Manufacturingเราไม่ได้เริ่มโรงงานจากศูนย์ เรามี Supplier, Enginee, Factory, Logistics, Automotive, Cluster,Electronics, Cluster โจทย์คือยกระดับมัน

2. Agribusiness ประเทศไทยมีชื่อเรื่องอาหารอยู่แล้วโจทย์คือเปลี่ยนจากขายอาหารเยอะไปสู่ขายอาหารแพงและมี IP

3. Digital Services Data Center, Cloud, AI และ Digital Infrastructure กำลังดึงเงินลงทุนเข้าประเทศไทย โจทย์ต่อไปคือทำอย่างไรให้คนไทยและบริษัทไทยเข้าไปอยู่ใน Value Chain นี้มากขึ้น

4. Sustainable & Health Tourism ไทยมี Brand ด้านการท่องเที่ยวและบริการอยู่แล้วโจทย์จึงไม่ควรเป็นแค่ “เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว” แต่ควรเป็น “เพิ่มรายได้ต่อคนต่อวัน” Wellness, Medical, Longevity, Premium Travel, MICE

5. Creative Economy อาหารไทย, เพลง, หนัง, ซีรีส์, แฟชั่น, ดีไซน์, Content, กีฬา, เทศกาล ทั้งหมดสามารถเปลี่ยนจาก Culture เป็น Exportable IP ได้

ประเทศไทยอาจไม่ต้องหา ‘เครื่องยนต์ใหม่’ มากเท่าที่คิดเราชอบพูดกันว่าประเทศไทยต้องหา New S-Curve ต้องหาอุตสาหกรรมใหม่ ต้องสร้างเครื่องยนต์ใหม่ซึ่งก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่บางทีคำตอบอีกครึ่งหนึ่งอาจง่ายกว่านั้น คือ เอาเครื่องยนต์ที่เรามีอยู่แล้ว มาทำให้แรงขึ้น

Agriculture → Agribusiness

Tourism → Premium & Health Tourism

Factory → Advanced Manufacturing

Location → Regional Hub

Culture → Creative IP

Workers → AI-enabled Workforce

SME → Productive SME

นี่ไม่ใช่การเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นประเทศอื่น แต่คือการทำให้ “ประเทศไทยเก่งขึ้นในสิ่งที่ประเทศไทยเก่งอยู่แล้ว” ไทยไม่ได้แพ้ แค่ยังใช้ของที่มีไม่เต็มมูลค่า

นอร์เวย์สอนเราว่าทรัพยากรต้องถูกเปลี่ยนเป็นความมั่งคั่งระยะยาว UAE สอนว่า ตำแหน่งที่ตั้งสามารถกลายเป็นธุรกิจระดับโลก ออสเตรียเตือนว่าเมื่อคนลดลง Productivity ต่อคนต้องสูงขึ้น

มาเลเซียแสดงให้เห็นว่าโรงงานไม่จำเป็นต้องหายไป แต่ต้องสร้างงานที่แพงขึ้นเวียดนามกำลังพิสูจน์ว่าถ้าอยากโตเร็ว ต้องกล้ารื้อสิ่งที่ทำให้ประเทศเดินช้าแต่ประเทศไทยเองก็มีสิ่งหนึ่งที่ประเทศเหล่านั้นไม่มี

นั่นคือชุดความได้เปรียบของประเทศไทยเอง เราเป็นประเทศอุตสาหกรรม เราเป็นประเทศอาหาร เราเป็นประเทศท่องเที่ยว เราเป็นประเทศบริการ เราอยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์ของอาเซียน และเรามีวัฒนธรรมที่โลกเริ่มรู้จักมากขึ้น

ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของประเทศในทศวรรษต่อไป อาจไม่ใช่ “ไทยจะเอาอะไรไปสู้คนอื่น?” เพราะขอ จำนวนมากอยู่ในมือเราแล้ว แต่คือ เราจะเปลี่ยน “ของดีที่เรามีให้มีมูลค่าสูงขึ้นได้เร็วแค่ไหน เพราะประเทศไทยไม่จำเป็นต้องใหญ่ขึ้นเป็นสองเท่าในวันพรุ่งนี้ แค่ทำให้ พื้นที่เดิม,โรงงานเดิม, คนเดิมn สินค้าเดิม, วัฒนธรรมเดิมและจุดแข็งเดิม สร้างรายได้ได้มากกว่าเดิม GDP ก็สามารถโต ค่าจ้างก็สามารถโต ธุรกิจก็สามารถโต และสุดท้ายความมั่งคั่งของคนไทยก็สามารถโตตามไปด้วย

นี่อาจเป็นโจทย์ที่สำคัญกว่าเพียงการถามว่า

“ทำไมประเทศไทยโตช้า?”

สถาบันศึกษาจุดประกาย!! งาน Education Fair คึกคัก วิทยาลัยผู้นำร่วมให้คำแนะนำ เปิดทางเลือกศึกษา ม.ปลาย-มหาวิทยาลัย เคล็ดลับสมัครและค้นหาสายอาชีพ ณ รร.ไทยคริสเตียน

ภาพบรรยากาศวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคมได้เข้าร่วมงาน Education Fair ครั้งที่ 2/2569: Spark-Ed จุดประกายการเรียนรู้ ปลุกพลังในตัวคุณ ณ โรงเรียนไทยคริสเตียน

บอกเลยว่าวันนี้ หอประชุมชั้น 5 อาคาร 50 ปี คึกคักมาก น้องๆ ให้ความสนใจมาเดินชมงานและพูดคุยกับพี่ๆ ตัวแทนสถาบันการศึกษากันอย่างเนืองแน่น

งานนี้จัดเต็มทั้ง:
- แนวทางการเรียนต่อ ม.ปลาย & มหาวิทยาลัย
- บูทแนะแนวหลักสูตรสุดพิเศษจาก วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ที่มาร่วมให้คำแนะนำอย่างเป็นกันเอง
- เคล็ดลับการเตรียมตัวสมัครเรียน และการค้นหาสายอาชีพที่ใช่

หวังว่าทุกคนจะได้พลังและแรงบันดาลใจกลับไปพร้อมลุยต่อเพื่ออนาคตของตัวเองน้า

ที่มา : https://www.facebook.com/100064529986646/posts/1495088785985440/?rdid=D7DlwRuH3O2crky4#

เด็กภูเก็ตไม่ธรรมดาอีกคน!! ‘น้องพอใจ’ โชว์พลังเสียง คว้าอันดับ 1 Vocal Solo รุ่น 17 ปี ถ้วยแชมป์ร้องเพลงระดับนานาชาติ เวที Taiwan International Music Competition 2026

สร้างชื่อให้กับคนไทย อีกหนึ่งข่าวดีที่สร้างความภูมิใจให้กับชาวภูเก็ต เมื่อน้อง พอใจ นางสาว รัฐฏา ศรีตุลมาศ นักร้องเสียงใส วัย 17 ปี ศึกษาอยู่ที่โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัยจากจังหวัดภูเก็ต โชว์พลังเสียงโดดเด่นบนเวที คว้าแชมป์ รางวัลชนะเลิศ อันดับ 1 เหรียญทอง พร้อมถ้วยรางวัล Frist Prize ระเภท Vocal (Music) solo อายุ 17 ปี

จากการแข่งขัน Taiwan international music Competition 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 - 30 สิงหาคม 2569 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
ชาวภูเก็ตเตรียมส่งแรงเชียร์ให้ดังไปถึงไต้หวัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=27567368469609249&id=100002884015154&post_id=100002884015154_27567368469609249&rdid=I12G3wypaPXJVMbX#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top