Tuesday, 1 September 2026
NewsFeed

‘อาจารย์อุ๋ย’ ชวนคิด ปรากฏการณ์ ‘เนเน่ รอยัล’ จากเด็กไทยสู่พลัง Soft Power บนเวทีโลก ‘เนเน่ รอยัล’ คือ World Phenomenon ที่สะท้อนพลังความสามารถแท้เหนือยุค AI จุดประกายรัฐไทยต้องสร้างระบบหนุนเด็กมีพรสวรรค์

อาจารย์อุ๋ย ชวนคิด!: ปรากฏการณ์ "เนเน่ รอยัล" กับการชุบชีวิตดนตรีร็อกบนเวทีโลก และบทเรียนการพัฒนาคนไทยสู่สากล

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อาจารย์อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

แม้ผมจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีโดยตรง และขอวิเคราะห์ในฐานะผู้ฟังดนตรีคนหนึ่งที่เติบโตมากับเสียงเสน่ห์ของดนตรีในยุค 80s ถึง 2000s ยุคที่ดนตรีร็อกคือลมหายใจหลักของโลก ตั้งแต่รุ่น Hair Metal ไปจนถึง Alternative Rock และ Nu-Metal 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับ "น้องเนเน่ รอยัล" (Nene Royal) บนเวที America’s Got Talent (AGT) นั้น สำหรับนักวิชาการกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศอย่างผม มันคือ"ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมระดับโลก" (World Phenomenon) ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ ซึ่งเป็นความเห็นส่วนตัวของผมล้วนๆ 

1. Contrast Power: มนต์เสน่ห์แห่งความขัดแย้งที่ทรงพลัง

 รูปลักษณ์แรกของน้องเนเน่คือเด็กสาวไทยที่ดูขี้อาย เรียบร้อย ไม่มีรอยสัก หรือการเจาะตามร่างกายแบบ "ดุเดือด" อย่างภาพจำร็อกเกอร์ฝรั่ง ความบริสุทธิ์นุ่มนวลนี้ตัดกับพลังเสียงการร้องและฝีมือการเล่นกีตาร์ที่ "ระเบิดพลัง" ออกมาอย่างสิ้นเชิง

ความขัดแย้ง (Contrast) นี้ทำลายอคติของผู้ฟังโดยฉับพลัน เกิดเป็นความจริงใจ (Authenticity) ที่ไร้การปรุงแต่ง ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาตกตะลึงอย่างแรง จนคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งระบุว่า ไม่เคยติดตามหรือโหวตให้รายการ AGT มาก่อน แต่ต้องยอมกดโหวตให้น้อง เพราะพลังดนตรีของเธอข้ามผ่านกำแพงภาษาและวัฒนธรรมได้ทันที

2. การ "ปรุง" ร็อกจัดจ้าน ให้กลายเป็นรสชาติที่กลมกล่อม: 

เพลงร็อกต้นฉบับบางเพลงมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง จนคนทั่วไปที่ไม่ใช่ขาร็อกอาจรู้สึกว่า "ล้น" หรือฟังยาก แต่พอน้องเนเน่ รอยัล นำมาคัฟเวอร์ ด้วยเทคนิคการร้องที่มีกลิ่นอายความอ่อนโยนตามธรรมชาติแบบไทย ผสานกับอารมณ์ดนตรีอันเข้มข้น ผลลัพธ์คือการลดทอนความกร้าวระด้างลง แต่ยังคงหัวใจของความ Rock 'n' Roll ไว้ครบถ้วน

เทียบได้กับ "อาหารรสจัดจ้าน" ที่เคยกินได้เฉพาะกลุ่ม แต่เมื่อถูกนำมาปรุงใหม่โดยคงความอร่อยไว้และมีความกลมกล่อมพอดี จึงกลายเป็นรสมือที่ผู้ฟังแทบทุกเพศทุกวัยเข้าถึงและหลงรักได้ไม่ยาก

3. ปลุกคืนชีพดนตรีร็อกในยุค AI และการเชื่อม Gen Z & Alpha:

ในยุคปัจจุบันที่อุตสาหกรรมดนตรีเต็มไปด้วยการใช้ AI และการแต่งเพลงเพื่อสร้างยอดไลค์ยอดแชร์และกระแสไวรัลมากกว่าการสร้างสรรค์ผลงานที่เน้นคุณภาพ จนขาด เสน่ห์และจิตวิญญาณเฉพาะตัว วงการร็อกค่อยๆ เลื่อนหายไปพร้อมกลุ่มผู้ฟังเดิมที่อายุมากขึ้นเรื่อยๆ 

การปรากฏตัวของเนเน่ รอยัล จึงเปรียบเสมือนการเชื่อมสะพานดนตรีร้อคสู่สายเลือดใหม่ และทำให้ดนตรีร็อกกลับมามีชีวิตอีกครั้ง และชวนให้เด็กรุ่นใหม่ทั้ง Gen Z และ Gen Alpha หันมาสนใจดนตรีร็อก และตระหนักถึงคุณค่าของการฝึกฝนทักษะดนตรีจริง (Human Touch)

ศิลปินในอดีตที่เคยสร้างปรากฏการณ์ลักษณะนี้:

หากมองย้อนกลับไป ปรากฏการณ์แบบเนเน่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับศิลปินอย่าง Ukulele Girl "Grace VanderWaal" (ผู้ชนะ AGT 2016) ที่ใช้ความบริสุทธิ์และเครื่องดนตรีชิ้นเดียวช็อกโลก หรือวง "Måneskin" จากอิตาลีที่ชนะ Eurovision 2021 จนปลุกกระแส Glam Rock ให้กลับมาฮิตไปทั่วโลก แต่กรณีของเนเน่มีความพิเศษตรงความเป็นเด็กสาวเอเชียที่สามารถครองใจวงการร็อกฝรั่งได้อย่างเบ็ดเสร็จ

4. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: ประเทศไทยจะสร้าง "ทรัพยากรมนุษย์ระดับโลก" ได้อย่างไร?

ในฐานะนักวิชาการและนักการเมือง ผมมองว่าความสำเร็จของเนเน่ รอยัล ไม่ควรหยุดอยู่แค่ความสามารถส่วนบุคคล แต่ภาครัฐต้องมองเป็นบทเรียนในการพัฒนานโยบายสาธารณะ เพื่อสร้างคนไทยไปสู่เวทีโลกในทุกๆ วงการ ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน ดารา หรือนักวิทยาศาสตร์ ด้วยกลไกขับเคลื่อนดังต่อไปนี้

 1) ปฏิรูประบบการศึกษา โดยสร้างระบบนิเวศน์ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และอํานาจละมุน (Creativity & Soft Power Ecosystem): ลดการเรียนแบบท่องจำ เปิดพื้นที่ให้เด็กค้นพบความชอบเฉพาะทางตั้งแต่เยาว์วัย สร้างสถาบันพัฒนาทักษะเฉพาะด้านที่เข้าถึงง่ายและไม่มีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป

 2) จัดตั้งกองทุนสนับสนุนผู้มีควบมสามารถพิเศษ (Talent Global Fund): รัฐต้องมีทุนสนับสนุนเด็กที่มีศักยภาพสูงเพื่อเดินทางไปแข่งขัน แสดงผลงาน หรือเข้าประกวดบนเวทีระดับสากล โดยไม่ต้องพึ่งพาแต่ทุนทรัพย์ของครอบครัว

 3) สร้างระบบนิเวศทางวัฒนธรรมที่เปิดกว้าง: สนับสนุนพื้นที่แสดงออก (Live Music Spaces, Open Labs, Youth Science Fairs) ที่มีมาตรฐานสากล เพื่อให้เด็กได้ฝึกฝนปะทะกับผู้ชมจริงตั้งแต่อายุยังน้อย เช่น มีลานกิจกรรมที่ให้คนทุกเพศทุกวัยมาแสดงความสามารถ

 4) การส่งเสริม Soft Power เชิงโครงสร้าง ซึ่งไม่ใช่แค่การโปรโมตภาพลักษณ์ แต่เป็นการส่งเสริมกระบวนการผลิต (Production Value) ให้บุคลากรไทยสามารถทำงานร่วมกับมาตรฐานสากลได้อย่างทัดเทียม

บทสรุป:

ปรากฏการณ์ของ "น้องเนเน่ รอยัล" ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า "จิตวิญญาณแห่งดนตรีและความสามารถที่แท้จริง" ยังคงทรงพลังเหนือเอไอและเทคโนโลยีใดๆ และหากประเทศไทยสามารถสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเจียระไนเพชรเหล่านี้ได้ เราจะมีเด็กไทยอีกมากมายที่ก้าวไปยืนสะกดคนทั้งโลก เหมือนอย่างที่น้องเนเน่ทำได้อย่างงดงาม

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1AufEBuuWd/?mibextid=wwXIfr

จากคำวินิจฉัยศาลสู่สนามสภา!! ศาลชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ฝ่ายค้านตั้ง 4 คำถามใหญ่เขย่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน วิกฤตจริงหรือแค่เร่งกู้เกินจำเป็น หนี้สาธารณะพุ่งสูงกระทบเสถียรภาพ

กรณ์ จาติกวณิช  ได้โพสต์ลงเฟสบุ๊ค

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วยมติ 7 ต่อ 2 ว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

แต่นั่นเป็นเพียงคำตอบในทางกฎหมายครับ

หน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้มีไว้ดูแค่ว่า “ออกได้หรือไม่” แต่คือการพิจารณาว่า “ควรออกหรือไม่” เพราะ พ.ร.ก. ถูกออกแบบมาให้ใช้เฉพาะกรณีจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น หากใช้พร่ำเพรื่อจะกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลัง และขาดการตรวจสอบเมื่อเทียบกับกระบวนการงบประมาณปกติ

วันนี้ในสภาฯ ผมได้ตั้ง 4 คำถามสำคัญต่อ พ.ร.ก. ฉบับนี้

1. เศรษฐกิจไทยอยู่ในวิกฤตระดับที่กระทบความมั่นคงของประเทศจริงหรือไม่?

เงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญระบุชัดว่าต้องจำเป็นเร่งด่วนและกระทบความมั่นคง เหมือนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 แฮมเบอร์เกอร์ปี 51 หรือโควิดปี 63–64 ซึ่งตอนนั้นไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ครั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้รับฟังผู้เชี่ยวชาญภายนอก 6 ท่าน ซึ่งทั้ง 6 ท่านเห็นตรงกันว่าไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.ก. เพราะเศรษฐกิจยังเติบโตได้ แม้จะในระดับต่ำ และยังไม่ใช่วิกฤตความมั่นคง

2. แผนการใช้เงินตอบโจทย์ปัญหาของประชาชนหรือไม่?

ปัญหาหลักของประเทศตอนนี้คือ เศรษฐกิจโตช้า (ไตรมาส 2 โต 1.9%) ขาดดุลการค้าและบัญชีเดินสะพัด ค่าครองชีพสูง และรายได้ที่แท้จริงของประชาชนลดลง (ค่าแรงเทียบเงินเฟ้อครึ่งปีแรกติดลบเกือบ 3%) เงินกู้ก้อนนี้ไม่ได้ทำให้รายได้ประชาชนสูงขึ้น ไม่ได้ทำให้ของถูกลง การกู้มาแจกกระตุ้นได้เพียงชั่ววูบ แต่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ได้

3. มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรีบกู้จริงหรือ?

โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องใช้เวลายาวนานหลายปี เช่น โซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน ตั้งเป้า 500,000–1,000,000 หลัง แต่ปีที่แล้วทำได้ 100,000 หลัง ปีนี้คาดว่าได้ 140,000 หลัง ต่อให้ปีหน้าทำได้ 200,000 หลัง ก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี แต่เงื่อนไข พ.ร.ก. ต้องกู้ให้เสร็จภายใน 30 กันยายน 2570 (เหลือเวลาเพียง 1 ปีเศษ) กรอบเวลาไม่สอดคล้องกันอย่างสิ้นเชิง การรีบกู้เงินมากองไว้ก่อนความพร้อม มีแต่จะสร้างภาระดอกเบี้ยให้ประเทศโดยไม่จำเป็น

4. กระทบความมั่นคงทางการคลังและภาระหนี้อย่างไร?

ปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ 67% ของ GDP หากรวมกู้ชดเชยขาดดุลปี 69 ที่เหลือ บวกขาดดุลปี 70 อีก 800,000 ล้านบาท และบวก พ.ร.ก. นี้อีก 400,000 ล้านบาท ภายใน 1 ปี หนี้จะเพิ่มขึ้น 1.8–1.9 ล้านล้านบาท (ราว 10% ของ GDP) ซึ่งจะดันหนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังทันที ผลคือกระทบงบประมาณปี 71 รัฐบาลจะไม่มีวงเงินกู้เหลือสำหรับการลงทุน 20% ตามกฎหมาย และประเทศจะหมดพื้นที่ทางการคลังหากเกิดวิกฤตจริงในอนาคต

คำตอบของ 4 คำถามข้างต้นชัดเจนครับว่า พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาทฉบับนี้ ไม่ใช่คำตอบ และอาจจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง

ผม และพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่สามารถเห็นด้วย กับ พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาทฉบับนี้

รูปภาพ : กรุงเทพธุรกิจ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1617719903049898&id=100044357112719&post_id=100044357112719_1617719903049898&rdid=VWEMqc8pfg0tsOw7#

PEA เร่งช่วยชาวบ้านผาเวียง จ.น่าน!! หลังอุทกภัย–ดินสไลด์ กระทบเส้นทางและระบบไฟฟ้า ส่งถุงยังชีพ–เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ฟื้นระบบไฟหลังน้ำท่วม เร่งคืนแสงสว่างและความมั่นใจให้ชาวบ้านผาเวียง

PEA สนับสนุนภารกิจ มท.3 เร่งช่วยเหลือชาวบ้านผาเวียง จ.น่าน ส่งถุงยังชีพ–เครื่องกำเนิดไฟฟ้า พร้อมเร่งฟื้นฟูระบบไฟฟ้า

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มอบหมายให้ นายวิวัฒน์ ฤทธิวงศ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมสนับสนุนภารกิจของ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) ลงพื้นที่บ้านผาเวียง ตำบลภูคา อำเภอปัว จังหวัดน่าน เพื่อติดตามสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและดินสไลด์ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเส้นทางสัญจรและระบบไฟฟ้าในพื้นที่

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) เร่งนำความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนบ้านผาเวียง โดย ลำเลียงถุงยังชีพทางอากาศด้วยเฮลิคอปเตอร์ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พร้อม ลำเลียงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทางบกด้วยรถตรวจการ PEA ผ่านเส้นทางที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้เป็นการชั่วคราว ควบคู่กับการเร่งฟื้นฟูระบบจำหน่ายไฟฟ้าให้สามารถกลับมาจ่ายกระแสไฟฟ้าได้อย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด

ข่าว: กองสื่อสารภาพลักษณ์องค์กร
ภาพ: การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 2 (ภาคเหนือ) จังหวัดพิษณุโลก

“ซีไอเอ” ส่งสัญญาณถึงมอสโก!! 'จอห์น แรตคลิฟฟ์' บุกเตือนรัสเซีย เน้นหยุดโจมตีประเทศพันธมิตร ย้ำลดสนับสนุนอิหร่านตามนโยบายสหรัฐฯ หวังลดความขัดแย้งในภูมิภาคบอลติก

สำนักข่าว POLITICO รายงานว่า การเดินทางเยือนมอสโกอย่างกะทันหันของ "จอห์น แรตคลิฟฟ์" ผู้อำนวยการซีไอเอ เมื่อวันก่อน มีจุดประสงค์เพื่อเตือนรัสเซียไม่ให้โจมตีพันธมิตรนาโต โดยเฉพาะเอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย

แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้กล่าวว่า "การพบปะครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อเตือนรัสเซียไม่ให้ดำเนินการใดๆ ที่เป็นการยกระดับความขัดแย้งกับกลุ่มประเทศบอลติก"

นอกจากนี้ แรตคลิฟฟ์ยังต้องการให้มอสโกปฏิบัติตามนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยลดการสนับสนุนทางทหารและเศรษฐกิจแก่อิหร่านอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤศจิกายนปี 2021 ผู้อำนวยการซีไอเอ ซึ่งขณะนั้นคือ วิลเลียม เบิร์นส์ (William Burns) เคยเดินทางไปมอสโก เพื่อเตือนรัสเซียว่าไม่ให้บุกยูเครน แต่ก็ไม่สามารถหยุดการตัดสินใจของรัสเซียได้ โดยอีกสามเดือนต่อมา รัสเซียเปิดปฏิบัติการพิเศษต่อดินแดนยูเครน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/194174770388504/permalink/828938813578760/?rdid=V5zi3F1VrjYMjElh#

“บีโอไอ” เร่งสร้างระบบนิเวศ AI ชูระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ ดันซัพพลายเชนไทยสู่โลก ลงทุนครึ่งปีพุ่ง 5.3 แสนล้าน เน้นพัฒนาบุคลากรและเทคโนโลยี

บีโอไอเร่งสร้างระบบนิเวศ AI – อิเล็กทรอนิกส์ รับคลื่นอุตฯ ใหม่ ดันผู้ประกอบการไทยสู่ซัพพลายเชนโลก

บีโอไอ เปิดเวที BOI Forum ในงาน THECA 2026 ระดมผู้เชี่ยวชาญวางกลยุทธ์เชิงรุก รับคลื่น AI และยานยนต์แห่งอนาคต เร่งต่อยอดฐาน PCB–อิเล็กทรอนิกส์ไทย สู่เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ชูนโยบายเชิงรุก “เลือกอุตสาหกรรมเป้าหมาย เติมระบบนิเวศ–บุคลากร–พลังงานสะอาด พร้อมเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนโลก” ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยในงาน BOI Forum 2026 หัวข้อ “The Edge AI–Future Mobility Strategic: Synchronizing Thailand’s Intelligent Electronics Ecosystem” ซึ่งจัดขึ้นภายในงาน Thailand Electronics Circuit Asia 2026 (THECA 2026) วันที่ 26 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค โดยกล่าวว่า ความก้าวหน้าของ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเร่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรม โดยการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำให้ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และอิเล็กทรอนิกส์ ขั้นสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเปิดโอกาสให้ประเทศไทยต่อยอดฐานการผลิตเดิมไปสู่อุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยเม็ดเงินลงทุนจริงที่เกิดขึ้นแล้ว ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีมูลค่ากว่า 535,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 และเฉพาะไตรมาส 2 มีมูลค่ากว่า 250,000 ล้านบาท โดยการลงทุนจริงในกิจการที่เกี่ยวข้องกับ AI ตั้งแต่อุปกรณ์รับส่งข้อมูลด้วยสัญญาณแสง (Optical Transceiver) แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟความจุสูง AI Server และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล มีมูลค่าเงินลงทุนกว่า 127,000 ล้านบาท หรือประมาณครึ่งหนึ่งของการลงทุนทั้งหมด

เพื่อให้ประเทศไทยสามารถคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงและสร้างประโยชน์จากการลงทุนได้อย่างเต็มที่ บีโอไอจึงมุ่งขับเคลื่อน 3 กลยุทธ์เชิงรุก ได้แก่ 1) การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะให้มีความเข้มแข็งและเชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยขยายจากฐาน PCB และ อิเล็กทรอนิกส์ ไปสู่กิจกรรมที่มีเทคโนโลยีและมูลค่าเพิ่มสูง 2) การยกระดับฐานอุตสาหกรรมไทยสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะและมีความยั่งยืน (Smart & Sustainable) ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมายกระดับการผลิต ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพและการใช้พลังงานสะอาด และ 3) การเปลี่ยนการลงทุนให้นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ ผ่านการพัฒนาบุคลากร การยกระดับผู้ประกอบการไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้คนไทยและผู้ประกอบการไทยเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนใหม่

“โจทย์สำคัญของการส่งเสริมการลงทุนในวันนี้ คือ เราจะสร้างประโยชน์และศักยภาพของประเทศจากการลงทุนได้อย่างไร โดยต้องยกระดับประเทศไทยจากฐานการผลิตไปสู่ฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม และมุ่งสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ AI และยานยนต์แห่งอนาคต (Future Mobility) กลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ที่ช่วยสร้างบุคลากรทักษะสูง ส่งเสริมผู้ประกอบการไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เพื่อทำให้ประเทศไทยไม่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี แต่ต้องมีส่วนร่วมสร้างเทคโนโลยีแห่งอนาคตด้วย” นายนฤตม์ กล่าว

ไทยพร้อมต่อยอด สู่ AI–Edge–Future Mobility

นายเดวิด เบิร์กแมน รองประธานฝ่ายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สถาบันอิเล็กทรอนิกส์สากล กล่าวว่า อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการเติบโตของ AI และระบบประมวลผล AI บนอุปกรณ์ปลายทาง ยานยนต์แห่งอนาคต และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งจะทำให้การแข่งขันในอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับโรงงานหรือกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันระหว่างระบบนิเวศอุตสาหกรรม ประเทศไทยจึงควรมุ่งสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันจากจุดแข็งที่มีอยู่ โดยยกระดับฐานการผลิตยานยนต์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และเครือข่ายซัพพลายเออร์ เพื่อขยับไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งการออกแบบ การบูรณาการระบบการทดสอบ และบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง (Advanced Packaging) พร้อมเชื่อมโยงการลงทุนใหม่กับการพัฒนาบุคลากร ผู้ประกอบการไทย และองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม เพื่อสร้างบทบาทที่แข็งแกร่งของไทยในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะแห่งอนาคต

สำหรับเวที BOI Forum ได้ระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ 6 คน จากทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่การออกแบบวงจรรวม (IC Design) เทคโนโลยีเวเฟอร์และระบบเครื่องกลไฟฟ้าจุลภาค (Wafer Technology & MEMS) เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์และการทดสอบขั้นสูง (Advanced Packaging & Test) โฟโตนิกส์ (Photonics) แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ (EMS) และการบูรณาการระบบ (System Integration) ไปจนถึงนโยบายและการพัฒนากำลังคน เพื่อวิเคราะห์ทั้งจุดแข็ง ช่องว่าง และมาตรการที่ไทยต้องเร่งดำเนินการ โดยเวทีตั้งเป้าให้ข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมและสถาบันวิจัยสามารถนำไปประกอบการพิจารณามาตรการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอได้โดยตรง

ดร.อรุณฉัตร ฉัตรชัยกาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แลนซล็อต ไอซี แอนด์ ซิสเต็ม จำกัด มองว่า ประเทศไทยมีโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรม การออกแบบวงจรรวม และเทคโนโลยีสำหรับ AI แต่ควรเลือกพัฒนาในสาขาที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศและมีโอกาสทางตลาด แทนการมุ่งแข่งขันในทุกเทคโนโลยี โดยเฉพาะความต้องการประมวลผล AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งกำลังสร้างโจทย์ใหม่ทั้งด้านการใช้พลังงานและการรับส่งข้อมูล และเปิดโอกาสให้กับเทคโนโลยีใหม่ เช่น เทคโนโลยีด้านแสง (Optical Technology) และเทคโนโลยีการผสานระบบแสงเข้ากับชิป (Co-Packaged Optics: CPO) ดังนั้น การยกระดับอุตสาหกรรมของไทยควรเริ่มจากการมองหาโจทย์และความต้องการของตลาด แล้วเลือกพัฒนาความสามารถในเทคโนโลยีที่ไทยมีศักยภาพ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น

ด้าน ดร.ปรอง กองทรัพย์โต ผู้อำนวยการอาวุโสและ Chief of Staff บริษัท ลูเมนตัม อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และระบบโทรคมนาคมยุคใหม่กำลังผลักดันให้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการรับส่งข้อมูลผ่านสัญญาณไฟฟ้าบนทองแดงไปสู่การใช้แสงมากขึ้น เพื่อรองรับปริมาณข้อมูลและความเร็วที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ และการสื่อสารด้วยแสง รวมถึงเทคโนโลยีการผสานระบบแสงเข้ากับชิป (Co-Packaged Optics: CPO) มีบทบาทสำคัญมากขึ้นตั้งแต่ระบบเครือข่ายไปจนถึงการเชื่อมต่อภายในเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งเป็นโอกาสของประเทศไทยในการขยายฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการผลิตที่มีอยู่ ไปสู่เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ และอุปกรณ์ด้านแสง ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในตลาดโลก

ขณะที่ ดร.วุฒินันท์ เจียมศักดิ์ศิริ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) ชี้ว่าการเติบโตของ AI ทำให้บรรจุภัณฑ์ขั้นสูง (Advanced Packaging) มีบทบาทสำคัญมากขึ้น เพราะการประมวลผลความเร็วสูงจำเป็นต้องเชื่อมต่อ GPU หน่วยความจำ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเทคโนโลยีกำลังพัฒนาจากบรรจุภัณฑ์ แบบเดิมไปสู่ 2.5D และ 3D รวมถึงการผสานโฟโตนิกส์เข้ามามากขึ้น สำหรับประเทศไทยควรพัฒนาต่อจากความสามารถและฐานการผลิตที่มีอยู่ โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพ สามารถเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการเดิม และสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการยกระดับขีดความสามารถด้านบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง และโฟโตนิกส์ของประเทศ

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.สุรินทร์ คำฝอย รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า การพัฒนากำลังคน ต้องเดินหน้าให้ทันกับการลงทุน โดยปัจจุบันไทยผลิตบุคลากรระดับปริญญาตรีในสาขาที่เกี่ยวข้องได้ประมาณ 12,000 คนต่อปี ขณะที่ความต้องการในอนาคตอยู่ในระดับหลักแสนคน จึงเร่งขับเคลื่อน “สยามซิลิกา” เพื่อพัฒนากำลังคนและระบบนิเวศ รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตั้งแต่ เซมิคอนดักเตอร์ และ AI ไปจนถึงการประมวลผลเชิงควอนตัม (Quantum Computing) พร้อมจัดทำหลักสูตรกลางร่วมกับ 13 มหาวิทยาลัย และส่งเสริมการใช้โครงสร้างพื้นฐานและศูนย์ฝึกอบรมร่วมกันเพื่อผลิตบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนว่าไทยมีกำลังคนพร้อมรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมในอนาคต

ด้าน นายพรพิสิทธิ์ นิติสุพรรัตน์ ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท เซอร์คิตอินดัสทรีส์ จำกัด ระบุว่าการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI กำลังผลักดันความต้องการอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้การลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาในไทยสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานได้มากขึ้น โดยภาครัฐควรมีกลไกสนับสนุนให้นักลงทุนเปิดโอกาสแก่ผู้ประกอบการในประเทศที่มีศักยภาพได้เริ่มทำโครงการร่วมกัน แม้จะเริ่มจากโครงการขนาดเล็ก เพื่อสร้างความเชื่อมั่น พัฒนาขีดความสามารถ และต่อยอดไปสู่การผลิตที่มีมาตรฐานสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนใหม่ และสร้างระบบนิเวศอิเล็กทรอนิกส์ของไทยให้แข็งแกร่งในระยะยาว

ส่วน นายธงชัย ชื่นชูจิตต์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เพลคซัส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า อุตสาหกรรมรับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังขยายบทบาทไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การทดสอบและพัฒนาการบูรณาการระบบ ไปจนถึงบริการหลังการขาย โดยประเทศไทยมีศักยภาพรองรับกิจกรรมเหล่านี้และสามารถผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงได้ด้วยบุคลากรไทย อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการขาดแคลนวิศวกรและบุคลากรที่มีทักษะ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีเทคโนโลยีและความพร้อมในการลงทุน จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนากำลังคนให้ทันต่อความต้องการ เพื่อรองรับการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงและการเติบโตของตลาด

เวทีเสวนาสะท้อนตรงกันว่า คลื่น AI กำลังเปิดโอกาสครั้งสำคัญให้ไทยยกระดับจากฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ สู่กิจกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยหัวใจสำคัญคือการเร่งพัฒนาเทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และกำลังคนให้เติบโตไปพร้อมกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่งและแข่งขันได้ในระยะยาว

กกต. เอาผิดผู้สมัคร สว.!! ฟันอาญา 1,767 ราย ไม่มีสิทธิสมัคร โทษหนักคุก 10 ปี ปรับ 2 แสน ตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปีรุนแรง ส่งเรื่องดำเนินคดีทันทีท้องถิ่น

ด่วน! กกต.เอาจริง สั่งดำเนินคดีอาญา 1,767 ผู้สมัคร สว. ไม่มีสิทธิ์แต่ยังมาสมัคร

กกต.มีมติฟันอาญา 1,767 ผู้สมัคร สว. ไม่มีสิทธิแต่ยังมาสมัคร โทษหนักคุก 10 ปี ปรับ 2 แสน ตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกข่าวประชาสัมพันธ์ เลขที่ 418/2569 แจ้งมติคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ไม่มีสิทธิสมัคร จำนวน 1,767 ราย ตามมาตรา 74 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561

กกต.ระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูลและเอกสารประกอบการสมัคร พบผู้สมัครบางรายขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย แต่ยังได้ยื่นสมัครรับเลือก จึงเสนอเรื่องให้ กกต.พิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย
โดยในการประชุม กกต. ครั้งที่ 46/2569 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 มีมติให้ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร สว. จำนวน 1,605 คน และในการประชุมครั้งที่ 51/2569 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 มีมติให้ดำเนินคดีเพิ่มเติมอีก 162 คน รวมทั้งสิ้น 1,767 คน

สำหรับมาตรา 74 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กำหนดว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกไม่ว่าเพราะเหตุใด ได้สมัครรับเลือก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ซึ่งได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้นั้นคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าวให้แก่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาด้วย
ภายหลังมีมติดังกล่าว สำนักงาน กกต. ได้ส่งเรื่องให้สำนักกฎหมายและคดีดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนส่งให้สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดดำเนินการตามขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป

GPSC ปักหมุดอินเดีย!! เปิดสำนักงานใหม่ในนิวเดลี เสริมกำลังธุรกิจพลังงานสะอาด ลุยขยายพอร์ตพร้อมนำ AEPL IPO หนุนพลังงานหมุนเวียนโต 500 GW

GPSC ปักหมุดอินเดีย เปิดสำนักงานแห่งใหม่ในนิวเดลี
เสริมแกร่งธุรกิจพลังงานสะอาด พร้อมเดินหน้า AEPL สู่เป้าหมาย IPO

GPSC เดินหน้ายุทธศาสตร์การเติบโตระดับภูมิภาค ประกาศเปิดสำนักงานตัวแทนแห่งใหม่ ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เพื่อเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการ และขับเคลื่อนพอร์ตพลังงานหมุนเวียน พร้อมผลักดัน AEPL เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินเดีย มุ่งปลด ล็อกมูลค่าเงินลงทุน เพื่อรองรับเป้าหมายการขยายกำลังการผลิตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ประกาศความสำเร็จในการการขยายธุรกิจโครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศอินเดีย พร้อมเปิดสำนักงานใหม่ ณ กรุงนิวเดลี อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของประเทศอินเดียที่ 500 GW (กิกะวัตต์) ภายในปี 2573 และตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2564 ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง GPSC กับ อวาด้า กรุ๊ป (Avaada Group) กลุ่มบริษัทพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดแบบครบวงจรชั้นนำในประเทศอินเดีย ได้ผลักดัน บริษัท อวาด้า เอนเนอร์ยี่ ไพรเวท จำกัด (Avaada Energy Private Limited) หรือ AEPL สู่การขยายพอร์ตต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ หรือ COD ได้ตามแผนงานอย่างมีวินัย สะท้อนขีดความสามารถในการแข่งขันและการบริหารต้นทุนโครงการที่มีประสิทธิภาพสูง และพร้อมผลักดันให้ AEPL เตรียมแผนเข้าระดมทุนหลักทรัพย์ (IPO) ของอินเดีย

นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่า “จากความสำเร็จตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาในการดำเนินธุรกิจด้านพลังงานสะอาดในประเทศอินเดีย ผ่าน AEPL ซึ่ง GPSC ถือหุ้น 39.9% ผ่านบริษัท โกลบอล รีนิวเอเบิล ซินเนอร์ยี่ จำกัด (GRSC) ร่วมกับ Avaada Group ถือหุ้นในสัดส่วน 60.1% ได้ผลักดันพอร์ตด้านพลังงานสะอาดเติบโตก้าวกระโดด ครอบคลุม 9 รัฐทั่วอินเดีย โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว Power Purchase Agreement (PPA) ระยะเวลา 20 ปี ที่มีกระแสเงินสดที่แน่นอน และพร้อมเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อเสริมศักยภาพด้านการพัฒนาโครงการในระยะยาวร่วมกันอย่างต่อเนื่อง GPSC จึงได้เปิดสำนักงานใหม่ GPSC India ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดียอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการเชิงรุก และเร่งความพร้อมนำ AEPL เข้าสู่ IPO เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว

การเปิดสำนักงานแห่งใหม่ เป็นแผนการขยายและต่อยอดธุรกิจ GPSC ในอินเดีย อย่างมีนัยสำคัญต่อการเดินหน้าธุรกิจด้านพลังงานในอินเดีย ที่นับเป็นตลาดที่มีศักยภาพ สอดคล้องกับอัตราการเติบโตของการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากจำนวนประชากรกว่า 1,400 ล้านคน โดยการเปิดสำนักงานแห่งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจที่ยั่งยืนของบริษัทฯ ในประเทศอินเดีย โดย AEPL มีแผนขยายไปยังธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมพลังงานแห่งอนาคต ซึ่งเชื่อมั่นว่าแผนการลงทุนในอนาคต จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่องจากความร่วมมือในครั้งนี้” นายวรวัฒน์กล่าว

นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียยังมีนโยบายส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เพื่อใช้เป็นแนวทางส่งเสริมพลังงานสะอาดให้เป็นที่หนึ่งของโลก มีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจากเดิม 73 GW ในปัจจุบัน ไปสู่ 500 GW ภายในปี 2573 ส่งผลให้อินเดียเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตของการพัฒนาโครงการอย่างมาก นับเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ และเป็นโอกาสด้านการลงทุนของ GPSC

สำหรับโครงการที่อยู่ในแผนปีนี้ เตรียมจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (COD) ทั้งโครงการ ภายในไตรมาสที่ 3 ได้แก่ โครงการ Avaada MHSustainable 2, Avaada MHRenewable 4 (Kaij) ขนาดกำลังการผลิต 100 MW (เมกะวัตต์) ตั้งอยู่ที่รัฐ Maharashtra ซึ่งเป็นโครงการ ประเภท Hybrid ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าพลังงานลม กำลังผลิต 40 MW จ่ายไฟเข้าระบบในไตรมาสที่ 2 และโรงไฟฟ้าโซลาร์ ขนาดกำลังผลิต 60 MW พร้อมจ่ายไฟเข้าระบบในไตรมาสที่ 3

นายวินีท มิตตัล (Mr.Vineet Mittal) ประธานกลุ่มอวาด้า (Avaada Group) เปิดเผยว่า การตัดสินใจของ GPSC ในการจัดตั้งสำนักงานอย่างถาวรในอินเดีย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในระยะยาวของบริษัทฯ ต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศอินเดีย รวมถึงความแข็งแกร่งของความร่วมมือที่เราได้สร้างขึ้นตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เมื่อ GPSC เข้าลงทุนในปี 2564 AEPL มีแพลตฟอร์มด้านพลังงานหมุนเวียนที่มีกำลังการผลิตประมาณ 3.7 GW ขณะที่ปัจจุบันพอร์ตโครงการเติบโตขึ้นมากกว่า 8 เท่า สู่ระดับกว่า 30 GW ในรูปแบบกำลังการผลิตเทียบเท่าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar-equivalent capacity) พร้อมด้วยโครงการพลังงานหมุนเวียนที่มีสัญญารองรับ ครอบคลุมพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานหมุนเวียนแบบไฮบริด และพลังงานหมุนเวียนที่สามารถจ่ายไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง (Round-the-clock renewable power)

“การเติบโตดังกล่าว เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ ความมีวินัยในการดำเนินงาน และความมุ่งมั่นร่วมกันในการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดย GPSC สนับสนุน Avaada ไม่เพียงในฐานะนักลงทุน แต่ยังเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่ให้ความเคารพต่อวิสัยทัศน์ของเรา และสนับสนุนให้เราสามารถสร้างธุรกิจขนาดใหญ่ได้ ทั้งนี้ การเปิดสำนักงานของ GPSC ในอินเดีย ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่มีเป้าหมายในการขยายความร่วมมือให้ครอบคลุมและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดย GPSC และ Avaada Group สามารถร่วมกันแสวงหาโอกาสทางธุรกิจที่นอกเหนือจากการผลิตพลังงานหมุนเวียน ซึ่งรวมถึงการจัดหาพลังงานสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) โครงสร้างพื้นฐานระบบส่งไฟฟ้า ความร่วมมือด้านวิศวกรรม จัดหา และก่อสร้าง (EPC) ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) แอมโมเนียสีเขียว (Green Ammonia) และเมทานอลสีเขียว (Green Methanol) โดยเป้าหมายร่วมกันของเรา เป็นการผสานศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ของอินเดีย เข้ากับจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมของประเทศไทย และบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในอาเซียน เพื่อสร้างโซลูชันพลังงานสะอาดสำหรับอินเดีย ประเทศไทย และภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกในวงกว้าง” นายวินีท กล่าว

ความร่วมมือดังกล่าว พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจของ Avaada Group ซึ่งสอดรับกับนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การบริหารของนายนเรนทระ ทาโมทรทาส โมที (Mr.Narendra Modi) นายกรัฐมนตรีอินเดีย ที่ได้ประกาศวาระแห่งชาติ ให้มีการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน สืบเนื่องจากผลการประชุม COP 26 ที่เมืองกลาสโกว์ ที่มีเป้าหมายการผลิตพลังงาน โดยไม่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ 500 GW โดยตั้งเป้าผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 50% ภายในปี 2573 ซึ่งในส่วนนี้เป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ถึง 280 GW เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2613 โดยอินเดียได้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ และส่งเสริมให้มีการลงทุนในโครงการทั่วประเทศ ผ่านการสนับสนุนในรูปของตราสารหนี้ และหุ้นในเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานจากชีวมวล และระบบกักเก็บพลังงานที่ใช้แบตเตอรี่ เป็นต้น

ทั้งนี้ อินเดียยังคงเป็นหนึ่งในตลาดเศรษฐกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูง โดย IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอินเดียจะขยายตัว 6.4% ในปี 2569 (FY2026/27) และ 6.7% ในปี 2570 (FY2027/28) ขณะที่ GDP ของอินเดียมีมูลค่าประมาณ 3.92 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีงบประมาณ 2568/69 และมีศักยภาพเติบโตสู่ประมาณ 7.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 สะท้อนโอกาสการเติบโตของตลาดอินเดียในระยะยาว และสนับสนุนการขยายการลงทุนและการดำเนินธุรกิจของ GPSC ในอินเดียอย่างต่อเนื่อง

“เคทีซี” ชี้ ค่าอากาศทุบชีวิต!! Climate Change สร้างต้นทุนใหม่ทุกวัน ค่าไฟสูงขึ้น ค่าอาหารแพงขึ้น เตรียมรับมือด้วยเงินสำรองฉุกเฉิน ลงทุนวันนี้ลดค่าใช้จ่ายในอนาคต

ใครจะคิดว่าวันหนึ่งเราอาจต้องจ่าย “ค่าอากาศ” เคทีซีชี้ Climate Change กำลังกลายเป็นต้นทุนใหม่ของชีวิต

ไม่กี่ปีก่อน เวลาพูดถึงค่าครองชีพ เรามักนึกถึงราคาน้ำมัน ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ หรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่วันนี้กำลังมีต้นทุนอีกประเภทหนึ่งที่ค่อยๆ เข้ามาอยู่ในกระเป๋าเงินของเราโดยไม่รู้ตัว นั่นคือต้นทุนจากสภาพอากาศ

เช้าวันหนึ่งเราเปิดเครื่องปรับอากาศเร็วกว่าปกติเพราะอากาศร้อนจัด ตอนเที่ยงสั่งอาหารเดลิเวอรี่แทนการเดินออกไปซื้อเพราะอุณหภูมิสูงเกินรับไหว ตอนเย็นฝนตกหนักจนต้องเปลี่ยนเส้นทางกลับบ้าน ส่วนวันหยุดที่วางแผนไว้ก็อาจต้องยกเลิกเพราะพายุ น้ำท่วม หรือคุณภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย แต่ละเหตุการณ์อาจดูเป็นเพียงความไม่สะดวกเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ทว่าเมื่อรวมค่าใช้จ่ายเหล่านั้นเข้าด้วยกัน เราอาจพบว่า "สภาพอากาศ” กำลังกลายเป็นรายจ่ายที่ต้องจ่ายเพิ่มโดยไม่รู้ตัว

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่าปี 2024 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก และเป็นปีแรกที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ขณะที่เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การดำรงชีวิต และความเป็นอยู่ของผู้คนในหลายภูมิภาคทั่วโลก ความไม่แน่นอนกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกยุคใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่น่าสนใจคือ ผลกระทบเหล่านี้ไม่ได้ปรากฏอยู่เฉพาะในหน้าข่าว หากกำลังค่อยๆ สะท้อนอยู่ในงบประมาณครัวเรือน ผ่านค่าไฟฟ้า ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าซ่อมแซมทรัพย์สิน ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่ไม่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ Climate Change จึงไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเรื่องเศรษฐกิจ และในที่สุดก็เป็นเรื่องการเงินของทุกคน

“ค่าอากาศ” ไม่มีในหมวดค่าใช้จ่าย
ในบัญชีรายรับรายจ่ายของเรา ไม่มีหมวดไหนชื่อว่าค่าอากาศ แต่รายจ่ายประเภทนี้ซ่อนอยู่แทบทุกที่ ซ่อนอยู่ในค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นจากการใช้เครื่องปรับอากาศนานกว่าเดิม ซ่อนอยู่ในราคาผัก ผลไม้ และวัตถุดิบอาหารที่ผันผวนตามสภาพอากาศ ซ่อนอยู่ในค่าซ่อมบ้านหรือรถยนต์หลังฝนตกหนัก และซ่อนอยู่ในค่ารักษาพยาบาลจากโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน ฝุ่น PM2.5 หรือโรคที่มากับฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงไป

สิ่งที่ทำให้หลายคนไม่ทันสังเกตคือ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน และไม่มีป้ายกำกับว่าเป็นผลจาก Climate Change เราจึงมักมองว่าเป็นรายจ่ายคนละเรื่อง แต่เมื่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเกิดบ่อยขึ้น รายจ่ายที่เคยเป็นเหตุการณ์พิเศษก็กำลังเปลี่ยนเป็นต้นทุนประจำของชีวิต

จากค่าครองชีพสู่ค่าปรับตัว
ในอดีต เวลาพูดถึงค่าครองชีพ เรามักนึกถึงค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเช่าที่อยู่อาศัย หรือค่ารักษาพยาบาล แต่ในโลกที่สภาพอากาศคาดเดาได้ยากขึ้น เราอาจต้องรู้จักกับค่าใช้จ่ายอีกประเภทหนึ่ง นั่นคือค่าปรับตัว (Adaptation Cost) หรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อให้เรายังคงใช้ชีวิตได้อย่างปกติในโลกที่ไม่ปกติเหมือนเดิม เช่น บ้านอาจต้องมีระบบป้องกันความร้อนที่ดีขึ้น เครื่องใช้ไฟฟ้าอาจต้องให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการใช้พลังงานมากขึ้น ขณะที่สุขภาพอาจต้องได้รับการดูแลเชิงป้องกันมากกว่าการรักษา

แม้ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะดูเป็นภาระในระยะสั้น แต่หลายครั้งกลับเป็นการลดความเสี่ยงทางการเงินในระยะยาว เพราะของที่ราคาถูกที่สุดในวันนี้ อาจไม่ใช่ทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำที่สุดตลอดอายุการใช้งาน ในมุมของความยั่งยืน การรับมือ Climate Change ไม่ได้หมายถึงการช่วยโลกเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการทำให้ชีวิตและการเงินของเรารับแรงกระแทกจากความเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้นด้วย การบริหารเงินในยุคสภาพอากาศผันผวน จึงไม่ใช่แค่การตั้งคำถามว่าจะประหยัดอย่างไรดี แต่ควรถามว่าควรลงทุนอะไรในวันนี้ เพื่อไม่ต้องจ่ายแพงกว่าในวันหน้า

เงินสำรองสำหรับโลกที่คาดเดาไม่ได้
ความหมายของเงินฉุกเฉินกำลังเปลี่ยนไปเช่นกัน เมื่อก่อนหลายคนเตรียมเงินสำรองไว้สำหรับกรณีตกงาน เจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุ แต่ในโลกที่เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเกิดถี่ขึ้น เหตุฉุกเฉินอาจรวมถึงน้ำท่วม ความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย การเดินทางหยุดชะงัก หรือค่าใช้จ่ายที่ไม่อยู่ในแผนจากเหตุการณ์ทางธรรมชาติ

ในช่วงที่ค่าครองชีพยังเป็นแรงกดดันสำคัญของครัวเรือนไทย การมีค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้อยู่ในแผนเพียงครั้งเดียว อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินมากกว่าที่คิด การเตรียมความพร้อมต่อความเสี่ยงจากสภาพอากาศ จึงไม่ใช่เรื่องของนักสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Financial Wellness หรือสุขภาพทางการเงินของทุกคน

จากพยากรณ์อากาศสู่พยากรณ์การเงิน
เราไม่สามารถกำหนดได้ว่าปีหน้าจะร้อนขึ้นแค่ไหน ฝนจะตกเมื่อไร หรือเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงจะเกิดขึ้นที่ใด แต่สิ่งที่ทุกคนทำได้ คือการเตรียมความพร้อมทางการเงิน ก่อนซื้อบ้าน เราอาจต้องพิจารณาความเสี่ยงจากน้ำท่วมและความร้อนมากขึ้น ก่อนซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า เราอาจต้องมองต้นทุนตลอดอายุการใช้งานมากกว่าราคาหน้าร้าน ก่อนวางแผนเดินทาง เราอาจต้องเผื่องบประมาณสำหรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้เสมอ และก่อนใช้จ่ายจนเต็มรายได้ เราอาจต้องกันพื้นที่บางส่วนไว้สำหรับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง

ความยั่งยืน (Sustainability) ในชีวิตประจำวัน อาจเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า สิ่งที่เราจ่ายวันนี้ ช่วยลดค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงของเราในวันข้างหน้าได้หรือไม่ หลายครั้งสิ่งที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมก็อาจดีต่อกระเป๋าเงินไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ หรือการวางแผนการใช้จ่ายที่ช่วยลดต้นทุนในระยะยาว เพราะความยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการใช้ให้น้อยที่สุดเสมอไป แต่หมายถึงการใช้ทรัพยากรและเงินอย่างคุ้มค่าที่สุด

“เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองว่า ความยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่ยังรวมถึงความสามารถของผู้คนในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว การมีเงินสำรองฉุกเฉิน การบริหารภาระหนี้อย่างรับผิดชอบ การเลือกใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล และการตัดสินใจที่คำนึงถึงผลกระทบระยะยาว ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้กับชีวิต เพราะเมื่อผู้คนมีความพร้อมทางการเงินมากขึ้น ก็จะสามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้ดีขึ้น ตัดสินใจได้อย่างรอบคอบขึ้น และใช้ชีวิตได้อย่างสมดุลมากขึ้นในโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงกว่าเดิม

เราอาจเปลี่ยนอากาศในวันพรุ่งนี้ไม่ได้ เราอาจหยุดพายุไม่ได้ และไม่สามารถคาดเดาได้ว่าภัยธรรมชาติครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อไร แต่เราสามารถเตรียมความพร้อมทางการเงินได้ตั้งแต่วันนี้ ในวันที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กำลังกลายเป็นต้นทุนใหม่ของชีวิต คำถามสำคัญคือเราพร้อมแค่ไหนที่จะรับมือกับผลกระทบทางการเงินที่ตามมา และบางทีวิธีรับมือกับ Climate Change ที่ใกล้ตัวที่สุด อาจไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนโลกทั้งใบ แต่อาจเริ่มจากการวางแผนการเงินให้พร้อมสำหรับโลกที่คาดเดาได้ยากขึ้นทุกวัน เพราะเมื่อความไม่แน่นอนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การมีภูมิคุ้มกันทางการเงินที่ดี อาจเป็นความยั่งยืนที่สำคัญที่สุดสำหรับคนธรรมดาอย่างพวกเราทุกคน

ประเทศไหนที่มีนักแสดงหรือนักร้อง

ประเทศไหนที่มีนัก
แสดงหรือนักร้องที่ชนะการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่
ชนะกันทั้งประเทศครับ น้องเป็นคนไทย น้อง
เก่งมาก เป็นการชัยชนะของน้อง แต่ในขณะ
เดียวกันเป็นการชนะของประเทศไทยด้วยเช่น
กัน ประเทศไทยได้ประโยชน์และคุณเดือดร้อน
อะไรครับ?

เดวิด วิลเลียม

ที่มา : https://www.facebook.com/ajarndave/

น้ำท่วม เนปาล-จีน สะเทือน!! เสียชีวิตแล้ว 165 ราย สูญหายเกือบ 1,500 คน USGS ชี้ไม่ใช่แผ่นดินไหว เหตุเกิดจากธารน้ำแข็งถล่มใหญ่

สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันเขตรอยต่อเนปาล-จีน ล่าสุดเสียชีวิตอย่างน้อย 165 ราย สูญหายเกือบ 1,500 คน USGS ยืนยัน “ไม่ใช่แผ่นดินไหว” แต่เกิดจากการพังถล่มของธารน้ำแข็ง

ทางการเนปาลและจีนเปิดเผยตัวเลขผู้ประสบภัยล่าสุด พบผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมใหญ่บริเวณชายแดนแล้วอย่างน้อย 165 ราย ขณะที่มีผู้สูญหายรวมเกือบ 1,500 คน โดยเจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่ารายชื่อผู้สูญหายที่แต่ละฝ่ายรวบรวมไว้มีความซ้ำซ้อนกันมากน้อยเพียงใด
สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาสหรัฐฯ หรือ USGS (US Geological Survey) ยืนยันว่า แรงสั่นสะเทือนขนาด 4.4 ริกเตอร์ ที่ตรวจพบในพื้นที่ช่วงเวลาใกล้เคียงกับการเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ “ไม่ได้เกิดจากแผ่นดินไหว” แต่เกิดจากแรงสั่นสะเทือนจากการพังถล่มของมวลหินและน้ำแข็งจากธารน้ำแข็ง จนก่อให้เกิดการไหลบ่าของเศษซาก ดิน โคลน และมวลน้ำจำนวนมหาศาลลงสู่พื้นที่ด้านล่าง จนนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลันและสร้างความเสียหายในระดับหายนะ

ก่อนหน้านี้ ทางการเนปาลตั้งข้อสันนิษฐานว่า เหตุการณ์อาจเกี่ยวข้องกับมวลน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่พังถล่มลงมาจากภูเขา พร้อมกวาดเอาก้อนหิน ดินโคลน และตะกอนจำนวนมหาศาลไหลลงมาตามแนวเขา ขณะที่ในช่วงแรกมีการตั้งข้อสันนิษฐานถึง GLOF (Glacial Lake Outburst Flood) หรือน้ำท่วมฉับพลันจากการระบายหรือแตกของทะเลสาบธารน้ำแข็ง ต่อมา USGS ได้ออกมายืนยันข้อสันนิษฐานดังกล่าว

ที่มา : Reuters, The Guardian, U.S. Geological Survey (USGS), AFP, The Kathmandu Post
https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1384505407171149/?rdid=oPvPvy8qMjNcrOpL#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top