Tuesday, 1 September 2026
NewsFeed

“กองทัพเรือ” สกัดลักลอบข้ามแดน!! จันทบุรีปิดด่าน100% เข้มงวด จับกุมผู้นำพาชายไทย 1 คน คนกัมพูชาโดนควบคุมดำเนินคดี เพิ่มมาตรการป้องกันแนวชายแดนเข้มข้น

กองทัพเรือเดินหน้ามาตรการ “ปิดด่าน 100%” สกัดผู้นำพาลักลอบข้ามแดนพื้นที่จันทบุรี

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 เวลา 17.00 น. กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี จัดกำลังลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบ ตั้งแต่ฐานปฏิบัติการยูคาถึงบริเวณสระหลวง ใกล้ป่าระเบิด จังหวัดจันทบุรี ตามมาตรการ “ปิดด่าน 100%” และการเฝ้าระวังการลักลอบข้ามแดนผ่านช่องทางธรรมชาติอย่างเข้มงวด ระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่ตรวจพบรถจักรยานยนต์ 2 คัน มีบุคคลรวม 4 คน ในลักษณะต้องสงสัย จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ สามารถควบคุมรถจักรยานยนต์ได้ 1 คัน พร้อมบุคคล 2 คน ได้แก่ ชายไทยอายุ 20 ปี ซึ่งเป็นผู้นำพา และชายชาวกัมพูชาอายุ 41 ปี ซึ่งมีเอกสารแสดงตนแต่หมดอายุ ส่วนรถจักรยานยนต์อีกคันพร้อมบุคคลที่โดยสารมาสามารถหลบหนีไปได้

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้นำพาชาวไทยให้การว่า ได้รับการว่าจ้างจากชาวกัมพูชาให้ไปรับชาวกัมพูชา 2 คน เพื่อนำไปส่งบริเวณสามแยกจางวาง โดยได้รับค่าจ้างคนละ 1,300 บาท ขณะที่ชายชาวกัมพูชาให้การว่า เดินทางมาจากกุมเรียง ประเทศกัมพูชา เพื่อเข้ามาหางานทำในสวนลำไยบริเวณจางวาง เนื่องจากต้องการหนีสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำภายในประเทศกัมพูชา โดยเสียค่าเดินทาง 8,000 บาท และเดินทางมาพร้อมบุตรสาวอายุ 13 ปี ซึ่งโดยสารมากับรถจักรยานยนต์อีกคันที่หลบหนีไปได้

เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวบุคคลทั้ง 2 ราย ส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแปลง และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมเร่งขยายผลติดตามบุคคลและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงติดตามบุตรสาวอายุ 13 ปีที่เดินทางมาด้วย ทั้งนี้ การควบคุมตัวและส่งมอบได้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายอย่างเคร่งครัด

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า กองทัพเรือยังคงดำเนินมาตรการ “ปิดด่าน 100%” ควบคู่กับการเพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวนและเฝ้าตรวจพื้นที่ช่องทางธรรมชาติ เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดนและขบวนการรับจ้างนำพา โดยจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายและรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

ด่วน!! จากกรณีตามที่ปรากฏเป็นข่าวใน Social Network โรงพยาบาลขอนแก่นขอเรียนข้อเท็จจริง

สำหรับประเด็นที่ปรากฎเป็นข่าวใน Social Network ว่ามีพยาบาล และผู้ช่วยพยาบาลไปคอมเมนท์ใน
Facebook ด้วยข้อความไม่เหมาะสม โรงพยาบาลได้ตรวจสอบแล้ว พบว่า บุคลากรดังกล่าว ทั้งพยาบาล และผู้ช่วยพยาบาล ไม่ใช่บุคลากรของโรงพยาบาลขอนแก่น

โรงพยาบาลขอนแก่นขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิต และได้ทบทวนระบบการให้บริการ
พร้อมทั้งยังคงมุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1370866735114012&id=100065720940125&rdid=LdVcTYQa2zAomksr#

'วราวุธ' ห่วงแม่น้ำกกวิกฤต!! เร่งกำกับเหมืองแร่ทั่วประเทศ สั่ง กพร. เฝ้าระวังพื้นที่นำสารพิษ เน้นแก้ปัญหาสารพิษยั่งยืน หนุน UNIDO เทคโนโลยีฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

“วราวุธ” ห่วงวิกฤตแม่น้ำกก สั่ง กพร. ยกระดับการกำกับดูแลเหมืองแร่ทั่วประเทศ
จับมือ ทส.-กต. เร่งแก้ปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก หนุน ความร่วมมือ UNIDO แก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

วันที่ 17 สิงหาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุถึงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์พบสารพิษและโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำกก จึงได้กำชับให้ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เข้าไปกำกับดูแลการประกอบกิจการเหมืองแร่ทั่วประเทศ รวมถึงเฝ้าระวังพื้นที่ภาคเหนืออย่างใกล้ชิด

เพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ที่ยังไม่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น เพราะอุตสาหกรรมเหมืองแร่ต้องอยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะต้องไม่สร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศ ซึ่งถือเป็นนโยบายและเป้าหมายสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรม และเป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างเต็มความสามารถ

ซึ่ง นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ รายงานว่า ที่ผ่านมา กพร. ได้ดำเนินการตรวจสอบและกำกับดูแลการทำเหมืองแร่ทั่วประเทศ ตลอดจนในบริเวณพื้นที่ภาคเหนืออย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประกอบการทุกแห่งได้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด จากการวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูลเชิงพื้นที่อย่างละเอียด ขอยืนยันว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นในแม่น้ำกกขณะนี้ มาจากพื้นที่นอกอาณาเขตประเทศไทย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพน้ำที่ไหลเข้าสู่ตัวจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่

อย่างไรก็ตาม กพร. พร้อมให้การสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการและเทคนิคเชิงลึกแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนและแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด และทาง กพร. ยังได้เข้าไปประสานงาน มีส่วนร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อช่วยแก้ปัญหาสารพิษปนเปื้อนในระดับทวิภาคีระหว่างประเทศ รวมทั้งร่วมสนับสนุนการดำเนินโครงการขององค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) เพื่อนำเทคโนโลยีและมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมระดับสากลมาประยุกต์ใช้ในการเฝ้าระวัง ศึกษาการปนเปื้อน และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ลุ่มน้ำกกให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิมด้วย

กพร. อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับมาตรฐานการนำเข้าแร่บางชนิด โดยอาจกำหนดให้มีการแจ้งข้อมูลแหล่งเหมืองแร่ต้นทาง เพื่อยืนยันว่าแร่ที่นำเข้ามานั้นมาจากแหล่งผลิตที่มีมาตรฐานการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้องและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยสร้างความรัดกุมในการตรวจสอบและป้องกันไม่ให้มีการสนับสนุนแหล่งผลิตแร่ที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

THAILAND MORAL AWARDS 2025 ศูนย์คุณธรรมฯ ครบรอบ 15 ปี เปิดเวทีรางวัลคุณธรรมระดับประเทศ สร้างแรงบันดาลใจสังคมไทย เชิดชูสื่อสร้างสรรค์ บุคคลต้นแบบ และองค์กรคุณธรรม

ศูนย์คุณธรรมฯ จัด THAILAND MORAL AWARDS 2025
มอบ "รางวัลคุณธรรมระดับประเทศ" เชิดชูต้นแบบความดี

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เตรียมจัดพิธีมอบรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ภายใต้แนวคิด "ความดีที่ส่งต่อ พลังที่เปลี่ยนสังคม" เนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปีของศูนย์คุณธรรมเพื่อประกาศยกย่องและเชิดชูเกียรติสื่อ บุคคล ชุมชน และองค์กรต้นแบบด้านคุณธรรมของประเทศไทย ผู้สร้างคุณประโยชน์แก่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยพิธีมอบรางวัลจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ตอกย้ำบทบาทของ THAILAND MORAL AWARDS ในฐานะ "รางวัลคุณธรรมระดับประเทศ" และ "เวทีเชิดชูต้นแบบของประเทศ" ที่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมเห็นคุณค่าของการทำความดี และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เปิดเผยว่า การพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไม่ได้มุ่งสร้างเพียงประชาชนที่มีความรู้หรือศักยภาพในการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนไทยในทุกช่วงวัยให้เป็น "คนดี คนเก่ง และมีคุณภาพ" เพราะการพัฒนาประเทศจะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนได้ ต้องอาศัยคุณธรรมเป็นรากฐานควบคู่กับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีพื้นที่ที่ประกาศให้สังคมเห็นว่าการทำความดีเป็นคุณค่าที่ควรได้รับการยอมรับ เชิดชู และส่งต่อเป็นต้นแบบด้านพฤติกรรมเชิงบวกแก่คนรุ่นต่อไป
"THAILAND MORAL AWARDS จึงไม่ใช่เพียงเวทีมอบรางวัล แต่เป็นรางวัลคุณธรรมระดับประเทศ ที่ทำหน้าที่เฟ้นหาผู้มีคุณธรรมเชิงบวกจากทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นสื่อ บุคคล ชุมชน หรือองค์กร ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมค่านิยมที่ดี และร่วมกันสร้างสังคมคุณภาพให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม" รศ.นพ.สุริยเดว กล่าว

ผู้อำนวยการศูนย์ฯ กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินการจัดรางวัลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 ศูนย์คุณธรรมได้เห็นพลังของผู้คนจำนวนมากที่อุทิศตนสร้างประโยชน์แก่สังคมโดยไม่หวังผลตอบแทน และรางวัล THAILAND MORAL AWARDS ได้กลายเป็นเวทีที่ทำให้เรื่องราวของบุคคลและองค์กรเหล่านี้ได้รับการรับรู้ในวงกว้าง จนสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการต่อยอดความดีในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ

"สิ่งที่เราต้องการสร้าง ไม่ใช่เพียงรายชื่อผู้ได้รับรางวัลในแต่ละปี แต่คือ การให้พื้นที่เกียรติยศของคนทำความดี รวบรวมเพื่อเป็นเกียรติประวัติ แล้วบอกกับสังคมว่า ความดีมีคุณค่า ผู้ที่อุทิศตนเพื่อส่วนรวมสมควรได้รับการยกย่องไม่ต่างจากผู้ประสบความสำเร็จในด้านอื่น ๆ เพราะเมื่อสังคมมีต้นแบบที่ดี ก็จะเกิดแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาสร้างความดีและส่งต่อคุณค่าเชิงบวกดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง"
สำหรับ THAILAND MORAL AWARDS 2025 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนสังคมคุณธรรม และมีความพิเศษกว่าทุกปี เนื่องจากปีนี้ตรงกับวาระครบรอบ 15 ปีของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน และเชื่อมโยงเครือข่ายคุณธรรมจากทุกภาคส่วนของประเทศ พร้อมกระตุ้นให้การทำความดีกลายเป็นวาระร่วมของสังคมไทยจากรุ่นสู่รุ่น
รศ.นพ.สุริยเดว กล่าวเพิ่มเติมว่า ปีนี้ศูนย์คุณธรรมยังได้ยกระดับกระบวนการคัดเลือกผู้ได้รับรางวัลประเภทบุคคล และประเภทชุมชนและองค์กร โดยใช้กระบวนการ คัดสรรผ่านภาคีเครือข่ายจากทั่วประเทศ เพื่อสะท้อนการยอมรับจากผู้ที่ทำงานร่วมกันในพื้นที่อย่างแท้จริง จึงไม่มีการเปิดรับสมัครจากสาธารณชนในสองประเภทดังกล่าว ขณะที่รางวัลประเภทสื่อยังคงเปิดโอกาสให้ผลงานด้านการสื่อสารที่ส่งเสริมคุณธรรมเข้าร่วมการพิจารณา เพื่อยกย่องสื่อที่มีบทบาทในการสร้างค่านิยมเชิงบวกแก่สังคม
สำหรับปี 2569 มีการมอบรางวัลรวมทั้งสิ้น 109 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลประเภทสื่อ จำนวน 57 รางวัล จาก 8 สาขา ได้แก่ ละคร ภาพยนตร์ โฆษณา บทเพลง รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ หนังสือ และสื่อดิจิทัล รวมทั้ง รางวัลประเภทบุคคล จำนวน 25 รางวัล และ รางวัลประเภทชุมชนและองค์กร จำนวน 27 รางวัล ซึ่งล้วนผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้การยกย่องเชิดชูสะท้อนคุณค่าของผู้สร้างความดีอย่างแท้จริง

"เราเชื่อว่าการสร้างสังคมคุณธรรม ไม่ได้เกิดจากการรณรงค์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้คนดีได้รับการมองเห็น ได้รับการยอมรับ และได้รับการเชิดชูอย่างสมเกียรติ เพราะเมื่อความดีได้รับการยกย่อง ก็จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการขยายผลต่อไป ดังนั้น THAILAND MORAL AWARDS จึงเป็นมากกว่ารางวัลทั่วไป หากแต่เป็นเวทีเชิดชูต้นแบบของประเทศ ที่ส่งต่อคุณค่าความดีจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง จากชุมชนหนึ่งไปสู่อีกชุมชนหนึ่ง และจากวันนี้ไปสู่อนาคตของสังคมไทย" รศ.นพ.สุริยเดว กล่าว

พิธีมอบรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นผู้มอบรางวัลและกล่าวโอวาท พร้อมด้วย นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการศูนย์คุณธรรม ร่วมแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัล

สำหรับผู้สนใจ สามารถร่วมลุ้นและติดตามผลผู้ชนะได้ทางเว็บไซต์ www.thailandmoralawards.com หรือ Facebook ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand และเชิญร่วมรับชมถ่ายทอดสดงานพิธีมอบรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ผ่านทาง Facebook Fanpage: ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand ในวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 13.30 – 16.00 น. โดยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานสื่อสารและรณรงค์ทางสังคม ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) โทร. 0 2644 9900 ต่อ 510-512

ทรัมป์สั่งลดซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้!! ชี้แพง–ส่งสัญญาณแข็งต่อเกาหลีเหนือเกินไป อ้างสัมพันธ์ดีกับ คิม จองอึน แต่เหตุผลลึกอาจเพราะโซลปฏิเสธร่วมกดดันอิหร่าน การฝึกรอบปีหน้าคาดเปลี่ยนแปลงชัดเจน

ทรัมป์สั่งลดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ อ้างสัมพันธ์ดีกับคิม จองอึน หรือแท้จริงอาจไม่พอใจโซลที่ปฏิเสธร่วมกดดันอิหร่านปลดนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ให้ลดลงระดับ การซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ โดยให้เหตุผลว่าการฝึกดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายสูง และยังเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่เหมาะสมและเป็นปรปักษ์ต่อเกาหลีเหนือ ซึ่งทรัมป์ย้ำว่าตนเองมี “ความสัมพันธ์ที่ดีมาก” กับคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ

อย่างไรก็ตาม คำสั่งดังกล่าวอาจแทบไม่ทันส่งผลต่อการฝึก Ulchi Freedom Shield 2026 ในปีนี้ เนื่องจากทรัมป์เองยอมรับว่า “สายเกินไปที่จะยกเลิก” ขณะที่การฝึกมีกำหนดเริ่มวันที่ 17 สิงหาคม และดำเนินไปจนถึงวันที่ 27 สิงหาคม โดยกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ยืนยันว่าการฝึกจะยังดำเนินต่อไปตามกำหนด
การฝึกร่วมในรอบปีหน้าอาจเป็นช่วงที่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนกว่า หากรัฐบาลทรัมป์ยังคงดำเนินนโยบายลดระดับการซ้อมรบกับเกาหลีใต้เพื่อเปิดทางสำหรับการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับเปียงยาง

ขณะที่รอยเตอร์รายงานว่า เหตุผลที่ทรัมป์สั่งลดระดับการฝึกร่วม อาจมาจากความไม่พอใจที่เกาหลีใต้ปฏิเสธคำขอของสหรัฐฯ ให้เข้าร่วมในความพยายามเกี่ยวกับการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยนำประเด็นดังกล่าวมากล่าวควบคู่กับคำสั่งลดการซ้อมรบครั้งนี้ด้วย

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1375815108040179/?rdid=9isrKrMTjTKWAvv6#

เดือด! ‘ชินจิโร โคอิซึมิ’ เยือนยาสุกุนิ!! วันครบรอบยอมแพ้สงคราม จุดชนวนจีน–เกาหลีใต้ประณาม 81 ปีญี่ปุ่นยอมแพ้ สะเทือนสัมพันธ์เพื่อนบ้านเอเชีย ศาลเจ้ายาสุกุนิ สัญลักษณ์แผลประวัติศาสตร์สงคราม

ชินจิโร โคอิซึมิ รมว.กลาโหมญี่ปุ่น เยือนศาลเจ้ายาสุกุนิในวันครบรอบ 81 ปีญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 จุดชนวนเสียงประณามจากจีนและเกาหลีใต้

วันที่ 15 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น เดินทางเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิในกรุงโตเกียวในวันเสาร์ (15 ส.ค.) ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 81 ปีการยอมแพ้ของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลให้จีนและเกาหลีใต้ออกมาประณามการเยือนดังกล่าว เนื่องจากทั้งสองประเทศมองว่าศาลเจ้าแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของการรุกรานในช่วงสงครามของญี่ปุ่น
โคอิซูมิเดินทางไปยังศาลเจ้าในชุดสูทสีเข้มและผูกเนกไท ขณะที่คิมิ โอโนดะ รัฐมนตรีด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ก็เดินทางไปเยือนศาลเจ้าเช่นกัน ขณะที่ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งเคยเดินทางไปศาลเจ้าแห่งนี้หลายครั้งก่อนขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ ได้ส่งเครื่องสักการะไปแทน
กระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า จีนขอประณามอย่างรุนแรงต่อการเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับศาลเจ้ายาสุกุนิ และได้ยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลญี่ปุ่นแล้ว

ด้านกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้แสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อการกระทำของผู้นำญี่ปุ่นที่เดินทางไปเยือนหรือส่งเครื่องสักการะไปยังศาลเจ้า พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำญี่ปุ่นเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์ และแสดงความสำนึกผิดอย่างจริงใจต่อการกระทำในอดีต

เกาหลีใต้ ระบุว่า การเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์ถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่มุ่งไปข้างหน้าและตั้งอยู่บนความไว้วางใจ

ศาลเจ้ายาสุกุนิเป็นสถานที่รำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากสงครามของญี่ปุ่นราว 2.5 ล้านคน รวมถึงผู้นำญี่ปุ่นในช่วงสงคราม 14 คนที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาอาชญากรรมสงครามระดับสูงสุด รวมถึงผู้ที่ถูกศาลฝ่ายสัมพันธมิตรตัดสินว่ามีความผิดอีกกว่า 1,000 คนหลังญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในปี 2488
เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นเคยอธิบายว่าการเดินทางไปเยือนศาลเจ้าในอดีตเป็นการไปในฐานะส่วนตัวเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากสงครามของประเทศ

อดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ เป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนล่าสุดที่เดินทางเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิขณะดำรงตำแหน่ง โดยเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม 2556 และสร้างความผิดหวังให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะนั้น
ส่วนโคอิซูมิเคยเดินทางเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิมาแล้วหลายครั้ง รวมถึงเมื่อปีที่ผ่านมาในขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ขณะที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนล่าสุดที่เดินทางเยือนศาลเจ้าในวันครบรอบการยอมแพ้ของญี่ปุ่น คือจุนอิจิโร โคอิซูมิ บิดาของเขา ซึ่งเดินทางไปเมื่อปี 2549

อ้างอิง : www.reuters.com

ที่มา : https://moneyandbanking.co.th/2026/263095/#google_vignette

ทรัมป์ขู่ถล่มโอมาน!! ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ถล่มโอมาน ห้ามขัดขวางเปิดช่องแคบฮอร์มุซ คำขู่ระหว่างเจรจาอิหร่าน-โอมาน สหรัฐฯ กดดันเปิดเส้นทางยุทธศาสตร์

ทรัมป์ขู่ถล่มโอมานให้ย่อยยับ หากพยายามขัดขวางการเปิดช่องแคบฮอร์มุซของสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่โจมตีโอมาน หากรัฐบาลมัสกัตเข้ามาขัดขวางความพยายามของวอชิงตันในการบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

“ถ้าโอมานเข้ามาขวาง เราจะถล่มพวกเขาให้เละ” ทรัมป์กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับ Fox News เมื่อวันจันทร์

คำขู่ดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางการเจรจาระหว่างอิหร่านกับโอมานเกี่ยวกับแนวทางจัดการการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่สหรัฐฯ กำลังกดดันให้อิหร่านเปิดเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์แห่งนี้อย่างเต็มรูปแบบ

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1376252744663082/?rdid=0CQkjbL0DVOJm3TA#

‘ปูติน’ เล่าโมเมนต์ฮาในเครมลิน ‘อันวาร์’ อันวาร์เผยคำตอบภรรยาคนที่สอง เยือนพระราชวังเครมลินชมบัลลังก์ 3 องค์ ปูตินชวนขำตอบแทนวัฒนธรรมอิสลาม อันวาร์ชี้มีภรรยาแค่คนเดียวจริง

ในการแถลงข่าวร่วมฯของ อันวาร์-ปูติน ระหว่างการเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ของนาย อันวา อิบราฮิม นายกฯมาเลเซีย ปูตินเล่าให้นักข่าวฟังว่า
"ในระหว่างพาท่านนายกฯ เดินชมพระราชวังเครมลิม จนมาถึงหอประชุมเซนต์แอนดรูที่มีบัลลังก์ตั้งไว้ 3 องค์ ก็ได้บอกกับท่านนายกฯว่า บัลลังก์องค์หนึ่งเป็นของพระราชา องค์หนึ่งเป็นของพระราชินี บัลลังก์องค์ที่สามจะเป็นของใคร

ท่านนายกฯก็ตอบแบบแทบไม่ต้องคิดเลยว่า เป็นของภรรยาคนที่สอง(ของพระราชา)"

หลังจากหัวเราะกันทั้งห้องแล้ว ปูตินก็พูดต่อไปว่า
"หวังว่าท่านนายกฯจะไม่โกรธที่ผมเอาเรื่องนี้มาเล่า แต่คำตอบนี้เป็นคำตอบของมุสลิมที่แท้จริง จากตัวแทนที่แท้จริงของวัฒธรรมอิสลาม"

ถึงตรงนี้ อันวาร์ อิบราฮิม จึงขอพูดบ้าง (เป็นการตอบแบบเอาขำๆกวนๆ ต่อประเด็นเรื่องภรรยาคนที่สองที่ปูตินบอกว่าเค้าเป็นตัวแทนที่แท้จริงของวัฒธรรมอิสลาม)
อันวาร์บอกว่า
"ผมต้องขอตอบ ผมมีภรรยาแค่คนเดียวครับ ท่านประธานาธิบดี"
แล้วก็บอกต่อไปว่า ภายหลังได้รู้แล้วว่าบัลลังก์องค์ที่ 3 เป็นของพระมารดาของพระราชา
ซึ่งปูตินก็ยืนยันว่า ใช่ เป็นของพระมารดาของพระราชา

หมายเหตุ
จริงๆแล้ว ปูตินได้เฉลยไปแล้วว่า บัลลังก์องค์ที่3 เป็นบัลลังก์ของพระมารดาของพระราชา ตั้งแต่ตอนที่พาอันวาร์เดินชมพระราชวังเครมลิมแล้ว ซึ่งเป็นการพาเดินชมฯก่อนจะเดินเข้าสู่ห้องแถลงข่าวร่วมฯ
ก่อนเข้าสู่ห้องแถลงข่าว ปูตินก็ได้ขออนุญาตอันวาร์แล้วว่า เอาเรื่องนี้ไปเล่าให้นักข่าวฟังได้มั้ย? ซึ่งอันวาร์ก็ได้อนุญาตแล้ว

ที่มา : https://www.facebook.com/100001162006547/posts/27757424437212917/?rdid=LqRpmQ3PvMDkZF07#

GDP ไตรมาส 2 โต 1.9% !! สะท้อนเศรษฐกิจไทยเจอ 3 คลื่นกดดัน แต่ยังมีแรงส่งจากลงทุน–ส่งออก–AI เศรษฐกิจไทยชะลอแต่ไม่ไร้โอกาส จับตาพลังงาน ต้นทุน และกำลังซื้อ

สันติธาร เสถียรไทย กล่าวบนเฟสบุ๊ค ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลังการเงินธนาคาร

เมื่อวานสภาพัฒน์ประกาศ GDP ไตรมาส 2 ออกมาแล้ว หลายท่านคงได้เห็นทั้งตัวเลขและบทวิเคราะห์กันไปพอสมควร

ผมจึงอยากชวนดูและชวนคิดต่อว่า ข้างในตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกอะไรเราเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยในช่วงต่อจากนี้ (ยาวหน่อยนะครับ)

เริ่มจากตัวเลขก่อน: GDP ไตรมาส 2 ขยายตัว 1.9% จากปีก่อน ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก และเมื่อปรับฤดูกาลแล้วหดตัว 0.2% จากไตรมาสก่อน
ที่สำคัญคือ ข้างในตัวเลขมีทั้ง แรงกดดันที่ชัดขึ้น และ โอกาสบางอย่างที่น่าสนใจ
ด้านแรงกดดัน ผมมองว่าสะท้อน “คลื่นสามระลอก” ที่เราเคยพูดถึงก่อนหน้านี้ค่อนข้างชัด
คลื่นแรกคือพลังงาน

ราคาพลังงานที่สูงขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะค่าครองชีพ แต่ยังกดดันดุลต่างประเทศของไทยด้วย ในไตรมาสนี้การนำเข้าเร่งขึ้นมาก ขณะที่ดุลการค้าและบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุลอย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่ปั๊มน้ำมัน แต่ค่อย ๆ ส่งต่อไปยังค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าอื่น ๆ
คลื่นที่สองคือต้นทุนที่สูงขึ้นทั่วระบบ

เงินเฟ้อผู้บริโภคจาก -0.5% ในไตรมาสแรก ขึ้นมาเป็น +2.7% ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตเพิ่มขึ้นถึง 8.3%
ตัวเลขนี้น่าห่วงเป็นพิเศษสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก เพราะหลายธุรกิจคงส่งผ่านต้นทุนทั้งหมดไปให้ลูกค้าได้ยาก ในวันที่กำลังซื้อเองก็เริ่มอ่อนลง
คลื่นที่สามคือกำลังซื้อ

การบริโภคภาคเอกชนชะลอจาก 3.3% เหลือ 1.9%
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลงมาอยู่ที่ 50.3 ขณะที่สินเชื่อรถยนต์ยังหดตัว 7.8%
ภาพรวมจึงค่อนข้างชัดว่า คนไทยกำลังระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการต้องรับต้นทุนที่สูงขึ้นพร้อมกัน

และกลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ SME
SME จำนวนมากมีเงินทุนสำรองไม่มาก อำนาจต่อรองด้านราคาน้อยกว่า และเข้าถึงสินเชื่อได้ยากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ เมื่อรายได้ชะลอแต่ต้นทุนขึ้นพร้อมกัน ปัญหาที่เกิดก่อนจึงมักเป็นเรื่อง สภาพคล่อง
ธุรกิจที่พื้นฐานยังดีอาจต้องลดคน ลดการลงทุน หรือถึงขั้นปิดกิจการ เพียงเพราะเงินหมุนไม่ทัน
นี่คือด้านที่เป็นความท้าทายของ GDP ไตรมาสนี้ และเป็นเหตุผลว่าทำไมมาตรการประคองเศรษฐกิจระยะสั้นยังจำเป็น ทั้งการดูแลค่าครองชีพ และการทำให้สินเชื่อ การค้ำประกัน และการปรับโครงสร้างหนี้เข้าถึง SME ที่ยังมีศักยภาพจริง ๆ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง มีตัวเลขที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากเป็นพิเศษ
การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวถึง 13.4% สูงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ โดยการลงทุนด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์โตถึง 16.6% มีทั้งคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และเครื่องจักรอุตสาหกรรม
ส่วนการส่งออกสินค้าโต 14.1% โดยมีอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์สื่อสาร ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และแผงวงจรเป็นแรงสำคัญ

ตรงนี้สะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจภายในประเทศจะเจอแรงกดดัน แต่ไทยยังได้อานิสงส์จากการลงทุนรอบใหม่ การย้าย supply chain และการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI อยู่ไม่น้อย
ซึ่งสอดคล้องกับหลายรายงานจากต่างประเทศที่พูดถึงศักยภาพของไทยในด้านนี้ เช่น รายงานล่าสุดของธนาคารโลก (World Development Report 2026) ที่พบว่า ไทยเป็นหนึ่งใน 5 ประเทศกำลังพัฒนาที่มีมูลค่าการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม AI สูงที่สุดในปี 2025 สะท้อนว่าเราไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่มีฐานการผลิตอยู่ในห่วงโซ่นี้แล้ว
.
เพราะฉะนั้น สำหรับผม ตัวเลข GDP ไตรมาส 2 เห็นประเด็นท้าทายชัดเจน แต่ก็ไม่ได้มีแต่ข่าวร้ายหมด
มันกำลังบอกเราว่า ช่วงข้างหน้าต้องทำสองเรื่องพร้อมกัน คือ รับแรงกระแทกที่กำลังมา และเร่งใช้โอกาสที่กำลังเปิด
.
ตรงนี้ผมคิดว่ามีสามเรื่องที่ต้องเดินต่ออย่างจริงจัง

หนึ่ง ประคองวันนี้
ต้องมีมาตราการช่วยพยุงคนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างจากคลื่นกระแทกสามระลอก เพื่อไม่ให้ความเสียหายระยะสั้นกลายเป็นแผลเป็นระยะยาว ทั้งการปิดกิจการ การลดการจ้างงาน หรือการสูญเสียกำลังซื้อที่ฟื้นกลับมายาก
และต้องทำในบริบทที่ประเทศไทยมีคนทำงานนอกระบบในสัดส่วนสูงทำให้การช่วยเหลือแบบแม่นยำ เฉพาะเจาะจงทำได้ยาก

สำหรับ SME เรื่องสำคัญมากคือ การเข้าถึงสินเชื่อและสภาพคล่อง
เราไม่ควรปล่อยให้ธุรกิจที่ยังมีตลาดและมีศักยภาพต้องล้มลงเพราะขาดเงินหมุนในช่วงที่โดนคลื่นหลายลูกพร้อมกัน เครื่องมือสินเชื่อ การค้ำประกัน และมาตรการช่วยปรับโครงสร้างหนี้จึงต้องเข้าให้ถึงธุรกิจที่ควรได้รับความช่วยเหลือจริง ๆ

สอง เปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้
ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสนี้ รวมถึงความขัดแย้งในโลกที่ยังไม่จบ ตอกย้ำว่าประเทศไทยต้องเร่งลดความเปราะบางด้านพลังงาน
ที่ผ่านมา เวลาราคาพลังงานโลกขึ้น เรามักเน้นการประคองราคา พอราคากลับลง เรื่องก็เงียบไป แล้วอีกไม่กี่ปีก็กลับมาเจอปัญหาเดิม รอบนี้เราเห็นแล้วว่าความผันผวนด้านพลังงานคงไม่หายไปไหนง่ายๆ จึงควรใช้วิกฤตเป็นแรงเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจริง โดยยึด 3 หลัก
1) เร่งทั้งการผลิตและการใช้พลังงานสะอาดไปพร้อมกันเพื่อ Jump start การเปลี่ยนผ่าน
2) ลดภาระต้นทุนพลังงานของครัวเรือนและธุรกิจอย่างยั่งยืน
3) สนับสนุนให้ผู้เล่นไทยเข้าไปมีบทบาทในอุตสาหกรรม Green Transition มากขึ้น ตั้งแต่ผู้ติดตั้ง ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ให้บริการ ไปจนถึงธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ เพื่อให้เกิดการสร้างงานและเพิ่มขีดความสามารถในประเทศด้วย

สาม ลงทุนเพื่อพรุ่งนี้
แรงส่งจากการลงทุนรอบนี้เป็นโอกาสที่ผมอยากเห็นเราต่อยอดให้ได้มากที่สุด
ในโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์แบ่งขั้วมากขึ้น ไทยมีโอกาสวางตัวเองเป็น “Trusted Connector” คือ ฐานที่นักลงทุนจากหลายประเทศมั่นใจว่าสามารถเข้ามาผลิต ลงทุน และเชื่อมต่อกับภูมิภาคได้ เป็นพาร์ตเนอร์ที่ดีกับหลากหลายประเทศในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งได้
แต่การลงทุนที่เราอยากได้ ต้องมีคุณภาพมากกว่าการดูแค่ยอดอนุมัติ
อย่างแรก ต้องลงเงินจริง จากคำขอ BOI ไปสู่เม็ดเงินจริง โรงงาน เครื่องจักร การจ้างงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง ซึ่งเราเริ่มได้เห็นผลตรงนี้จากตัวเลขการลงทุนจริงที่สูงขึ้นกว่าที่คาดใน 2-3 ไตรมาสที่ผ่านมาแล้ว

อย่างที่สอง ต้องช่วยให้ อุตสาหกรรมเดิมที่เป็นจุดแข็งของไทยสามารถอัปเกรดและปรับตัวเข้าสู่โลกใหม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มผลิตภาพ การยกระดับมาตรฐาน การลดคาร์บอน หรือการต่อยอดไปสู่สินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น เช่น ยกระดับอาหารสู่อุตสาหกรรมสุขภาพและ Longevity
อย่างที่สาม สำหรับ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เราต้องต่อยอดจากฐานที่มีพอมีผู้เล่นระดับโลกอยู่แล้ว พยายามเปลี่ยน “เงินลงทุน” ให้กลายเป็น “ความสามารถของคนไทย” และ “โอกาสของผู้ประกอบการไทย” ให้มากที่สุด ผ่านการพัฒนาทักษะ การทำ R&D การสร้าง local supply chain และการเชื่อม SME ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าใหม่

นี่คือทิศทางใหม่ของภารกิจ BOI ที่กำลังขยับจากการมองว่า ประเทศไทยดึงเงินลงทุนเข้ามาได้เท่าไร ไปสู่การถามว่า เงินลงทุนที่เข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยได้มากแค่ไหน
ทั้งในแง่การยกระดับอุตสาหกรรมที่เรามีอยู่ การสร้างความสามารถใหม่ของคนไทย และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตไปกับอุตสาหกรรมใหม่
ความท้าทายจริง ๆ คือการรักษาจุดสมดุลและเดินให้ถูกจังหวะระหว่างการ "ทำในสิ่งที่โลกใหม่กำลังต้องการ” กับ “ทำในสิ่งเราเก่งอยู่เดิม”

ถ้าเราเอียงไปทางดึงดูดแต่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยไม่ถามให้มากพอว่า คนไทย ผู้ประกอบการไทย และอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมจะได้ประโยชน์อย่างไร อีกสองสามปีข้างหน้าเราอาจดูเหมือน “ทันโลก” มากขึ้น แต่คนส่วนใหญ่ในประเทศอาจไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นตามไปด้วย

ในทางกลับกัน ถ้าเราปฏิเสธกระแสโลก ยึดอยู่กับอุตสาหกรรมและกิจกรรมที่เราเก่งในวันนี้ โดยไม่ยอมปรับตัวหรือสร้างความสามารถใหม่ อีกไม่นานเราอาจพบว่าหลายประเทศรอบตัวเดินแซงไปแล้ว และต้องกลับมาถามตัวเองว่า ทำไมประเทศเพื่อนบ้านถึงโตเร็วกว่าเรา

เพราะฉะนั้น โจทย์ไม่ใช่การเลือกระหว่าง “ของเดิม” กับ “ของใหม่”
แต่คือการทำให้ อุตสาหกรรมเดิมอัปเกรดได้ อุตสาหกรรมใหม่สร้างความสามารถใหม่ให้คนไทย และการลงทุนใหม่กระจายโอกาสไปถึงผู้ประกอบการไทยให้มากที่สุด
จึงมีทั้ง ช่วยคนและ SME ที่กำลังโดนคลื่นให้เดินต่อได้ และ ช่วยกลุ่มที่มีศักยภาพให้ขึ้นไปอยู่บนคลื่นลูกใหม่

ประคองวันนี้
เปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้
ลงทุนเพื่อพรุ่งนี้
สามเรื่องนี้ต้องเดินไปพร้อมกัน
หวังว่าจะพอเป็นประโยชน์ครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1599676392171381&id=100063871053873&post_id=100063871053873_1599676392171381&rdid=jlbiGbebtzEjeXDP#

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ!! ยกฟ้อง “นิพนธ์ บุญญามณี” คดีไม่จ่ายเงินค่ารถ ชี้ใช้อำนาจตรวจสอบ เพื่อประโยชน์ราชการ ไม่พบเจตนากลั่นแกล้งเอกชน ชี้พยานหลักฐานยังไม่พอเอาผิด

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้อง “นิพนธ์ บุญญามณี” คดีไม่จ่ายเงินค่ารถ ชี้ใช้อำนาจตรวจสอบเพื่อประโยชน์ราชการ ไม่พบเจตนากลั่นแกล้งเอกชน

วันนี้ (18 สิงหาคม 2569) ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) เป็นจำเลย ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีไม่อนุมัติเบิกจ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ จำนวน 2 คัน วงเงินกว่า 50 ล้านบาท ให้แก่บริษัทคู่สัญญา โดยศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องนายนิพนธ์ หลังเห็นว่าพยานหลักฐานยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อกลั่นแกล้งให้บริษัทคู่สัญญาได้รับความเสียหาย

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นสำคัญว่า การที่นายนิพนธ์สั่งให้มีการตรวจสอบและทดสอบรถทั้ง 2 คันเพิ่มเติม เป็นการดำเนินการในฐานะนายก อบจ.สงขลา ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลและสั่งการเพื่อรักษาประโยชน์ของทางราชการ โดยเฉพาะเมื่อการจัดซื้อรถทั้ง 2 คันมีวงเงินสูงกว่า 50 ล้านบาท แต่ มีใบตรวจรับเพียงแผ่นเดียว จึงมีเหตุอันควรที่จะต้องตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริงและความถูกต้องก่อนดำเนินการต่อไป

ศาลเห็นว่า การสั่งให้ตรวจสอบดังกล่าวมิใช่การใช้อำนาจไปยกเลิกผลการตรวจรับโดยพลการ แต่เป็นการสั่งการในฐานะหัวหน้าส่วนราชการท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ารถที่จัดซื้อมาสามารถใช้งานได้ตรงตามคุณลักษณะและวัตถุประสงค์ของทางราชการ จึงมีอำนาจสั่งให้มีการทดสอบระบบของรถทั้ง 2 คันได้

นอกจากนี้ ก่อนมีการสั่งทดสอบรถ นายนิพนธ์ยังได้เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลและชี้แจงข้อเท็จจริงก่อน พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นข้อประกอบที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยมิได้ดำเนินการโดยมีเจตนากลั่นแกล้งบริษัทคู่สัญญา แต่เป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนตัดสินใจในฐานะผู้บริหาร

ศาลยังพิจารณาลำดับเหตุการณ์เกี่ยวกับการทดสอบรถ โดยปรากฏว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2556 จำเลยได้ลงนามให้บริษัทนำรถมาทดสอบระบบ แต่บริษัทมิได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว และต่อมามีหนังสือแจ้งว่าจะนำรถเข้าทดสอบในวันที่ 7 มกราคม 2557 ดังนั้น ความล่าช้าที่เกิดขึ้นในการนำรถเข้าทดสอบจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเกิดจากการประวิงเวลาของจำเลย

อีกทั้ง บริษัทคู่สัญญามิได้โต้แย้งว่าการสั่งให้ทดสอบรถเป็นการกระทำที่ผิดระเบียบในขณะนั้น ศาลจึงเห็นว่าการสั่งตรวจสอบและทดสอบรถของจำเลยยังอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ และเป็นการดำเนินการโดยคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ

นายลิขิต ซึ่งเป็นพยานโจทก์และผู้เชี่ยวชาญจากกรมบัญชีกลาง ได้ให้การต่อศาลในสาระสำคัญว่า จำเลยสามารถสั่งให้มีการทดสอบรถได้ หากเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ทางราชการ อีกทั้งเมื่อมีประเด็นร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง การเบิกจ่ายเงินในช่วงดังกล่าวย่อมไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ เนื่องจากหากมีการเบิกจ่ายทั้งที่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลของกระบวนการจัดซื้อ ก็อาจทำให้ผู้อนุมัติเบิกจ่ายถูกพิจารณาได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือสมรู้ร่วมคิดกับผู้กระทำความผิด

ศาลอุทธรณ์ยังวินิจฉัยถึงขั้นตอนการเบิกจ่ายเงินว่า ไม่ปรากฏว่ามีการเสนอ “ฎีกาเบิกจ่าย” ต่อจำเลยตามขั้นตอนของระเบียบกระทรวงมหาดไทย โดยฝ่ายพัสดุมีเพียงบันทึกข้อความแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตรวจสอบและทดสอบรถ แต่ไม่ได้มีฎีกาจากหน่วยงานที่รับผิดชอบเสนอให้นายก อบจ.สงขลาอนุมัติเบิกจ่ายเงินแก่บริษัท

ตามระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเบิกจ่ายจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนและมีเอกสารฎีกาที่ถูกต้อง ดังนั้น เมื่อยังไม่มีฎีกาเสนอให้จำเลยอนุมัติเบิกจ่ายเงิน จำเลยจึงยังไม่อาจสั่งเบิกจ่ายเงินได้ และหากใช้บันทึกข้อความหรือเอกสารอื่นแทนฎีกาเพื่ออนุมัติจ่ายเงิน ก็อาจเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามระเบียบและก่อให้เกิดความรับผิดแก่ผู้อนุมัติเอง

ในส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อ ศาลพิจารณาว่า ภายหลังมีหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ การเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ และข้อสงสัยเรื่องการสมยอมหรือฮั้วประมูล จนฝ่ายนิติการเสนอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลามีหนังสือให้ อบจ.สงขลา ตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ามีการกระทำผิดให้ดำเนินการทั้งทางแพ่งและทางอาญา

เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมด ตั้งแต่การเรียกเจ้าหน้าที่มาสอบถาม การสั่งทดสอบรถ การตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อ ตลอดจนข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่มีฎีกาเสนอให้จำเลยอนุมัติเบิกจ่ายเงินตามขั้นตอน ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยจงใจใช้อำนาจหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อกลั่นแกล้งบริษัทคู่สัญญา

การกระทำของนายนิพนธ์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ตามที่โจทก์ฟ้อง ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องนายนิพนธ์ บุญญามณี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top