Friday, 5 June 2026
Econbiz

รมช.อุตฯ ลุย “บ่อขยะหนามแดง” สั่งแก้ปัญหากลิ่น-ทำให้ถูกต้อง ขีดเส้น 30 วัน ลั่นกลับมาตรวจซ้ำ เพื่อชาวบ้าน

จังหวัดฉะเชิงเทรา – จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะ ประกอบด้วย นางสาวภาดาท์ วรกานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายพีรวัส สมวงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายธีรทัศน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ร่วมกับ นายบุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา นายปรัตรวีร์ วิจบ นายอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา นางสาวศิริลักษณ์ วิศวรุ่งโรจน์ อุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบ “บ่อขยะชุมชนหนามแดง” ตั้งอยู่ หมู่ที่ 5 ตำบลหนามแดง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งดำเนินงานโดย บริษัท ตันหนึง อินเตอร์ไพรส์ จำกัด ภายหลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนกรณีส่งกลิ่นเหม็นและมีน้ำเสียไหลลงลำรางสาธารณะ

จ่าเอก ยศสิงห์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเร่งแก้ไขปัญหาโดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยได้กำชับให้ผู้ประกอบการดำเนินการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะปัญหากลิ่นจากขยะชุมชนที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชน ซึ่งผู้ประกอบการให้ความร่วมมือในการปรับปรุง เช่น การฉีดพ่นน้ำยา EM เพื่อลดกลิ่น วันละ 2 ครั้ง การกำหนดเวลาทิ้งขยะเฉพาะช่วงเวลากลางคืน การก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียและระบบบำบัดอากาศซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2569 รวมถึงกำชับให้รถขนส่งขยะคลุมผ้าใบอย่างมิดชิด

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า บริษัทดังกล่าวมีการประกอบกิจการ 2 ส่วน คือ บ่อขยะ เนื้อที่กว่า 70 ไร่  ซึ่งรับขยะชุมชนมาจัดการ และโรงงานคัดแยกสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช่แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย เนื้อที่กว่า 5 ไร่ โดยพบว่า มีการดำเนินการในส่วนขยะชุมชน  แต่ไม่มีการประกอบกิจการโรงงานคัดแยกวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย ตามใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน และพบเครื่องจักรคัดแยกขยะมูลฝอย ติดตั้งภายในบริเวณโรงงาน  จำนวน 2 เครื่อง ซึ่งไม่อยู่ในรายการเครื่องจักรที่ได้รับอนุญาต

‘ไมเดีย’ ชูไทยฐานผลิตใหญ่ที่สุดนอกประเทศจีน ทุ่มลงทุนต่อเนื่องในไทยกว่า 25,000 ล้านบาท จ้างงานกว่า 15,000 คน ใช้ชิ้นส่วนไทย 60-70%

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการเข้าเยี่ยมชมโรงงาน 2 แห่งของกลุ่มไมเดีย (Midea) ได้แก่ บริษัท ไมเดีย รีฟริเจอเรชั่น อีควิปเมนท์ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศในนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง จังหวัดชลบุรี และบริษัท ไมเดีย อินเทลลิเจนท์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ผู้ผลิตตู้เย็นในนิคมอุตสาหกรรมซีพีจีซี จังหวัดระยอง ว่า กลุ่มไมเดีย ได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยตั้งแต่ ปี 2559 โดยในระยะแรก เป็นการควบรวมกิจการของกลุ่มบริษัท โตชิบา และตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ได้เดินหน้าลงทุนในไทยอย่างเต็มที่ภายใต้ชื่อกลุ่มไมเดีย ปัจจุบันมีโรงงาน 8 แห่ง ครอบคลุมการผลิตเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว เพื่อการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลางและเอเชีย เม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 25,000 ล้านบาท จ้างงานบุคลากรไทยกว่า 15,000 คน และมีทีมวิจัยและพัฒนากว่า 200 คน   โดยกิจการในไทย ถือเป็นฐานการผลิตใหญ่ที่สุดนอกประเทศจีน และเป็นฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศที่ใหญ่ที่สุดในโลกของกลุ่มไมเดีย สะท้อนความเชื่อมั่นของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกต่อความพร้อมและศักยภาพของประเทศไทย โดยบริษัทมีแผนขยายการลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตในไทยอีกในอนาคตอันใกล้นี้

กลุ่มไมเดีย เป็นหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยีและการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยได้รับการคัดเลือกให้เป็น No.1 Smart Home Appliances Brand in the World จากสถาบัน Euromonitor International และได้รับรางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยม 2025 สำหรับเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่จาก Time Magazine โดยที่ผ่านมา ไมเดียได้ขยายการลงทุนและยกระดับฐานการผลิตในประเทศไทยด้วยเทคโนโลยีทันสมัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็น Smart Factory โดยโรงงานที่จังหวัดชลบุรี เป็นโรงงานแห่งแรกนอกจีนที่ได้รับรางวัล Global Lighthouse Network โดย World Economic Forum (WEF) เป็น 1 ใน 12 โรงงานอัจฉริยะล้ำสมัยที่สุดในโลกประจำปี 2025 สะท้อนศักยภาพการประยุกต์ใช้ AI และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง เพื่อควบคุมเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ รวมถึงด้านความปลอดภัยและการพัฒนาบุคลากร เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต  เชื่อมโยงซัพพลายเชนอย่างไร้รอยต่อ ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน 

แนวโน้มธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมในปี 2569 ยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนต่างชาติที่เข้ามาต่อเนื่อง แต่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของทิศทางการลงทุนโลก

ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ส่งผลให้ภาพรวมการลงทุนจากต่างประเทศในไทยเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยและส่งผลต่อเนื่องมายังความต้องการที่ดินนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่โรงงานสำเร็จรูปให้เช่า ทั้งนี้แม้ว่าแนวโน้มการลงทุนจากต่างประเทศยังคงไหลเข้าไทยต่อเนื่องในปี 2568 ซึ่งสะท้อนจากมูลค่าการขอรับส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในปี 2568 ที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าจาก 8.2 แสนล้านบาท เป็น 1.36 ล้านล้านบาท 

แต่คาดว่าในปี 2569 เม็ดเงินลงทุนจะชะลอตัวเล็กน้อย โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีแนวโน้มชะลอตัวจาก 2.7% ในปี 2568 มาอยู่ที่ 2.5% ในปี 2569 ส่งผลให้ปริมาณการค้าและการลงทุนของโลกอ่อนตัวลงตามและส่งผลต่อเนื่องให้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยชะลอตัวจาก 2.0% มาอยู่ที่ 1.5%  โดยเฉพาะการส่งออกและการนำเข้าของไทยที่คาดว่าจะหดตัวจากแรงกดดันต้นทุนการค้าที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนของ Supply chain โลกซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องมายังทิศทางการลงทุน 

ทั้งนี้การเติบโตของการลงทุนของไทยในช่วงที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกลุ่มดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับแนวโน้มในระยะข้างหน้า แม้อุตสาหกรรมหลักที่เข้ามาลงทุนในไทยจะยังคงใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้า แต่รูปแบบการลงทุนจากต่างประเทศเริ่มเปลี่ยนแปลงไปสู่กิจการย่อยที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้น ทั้งกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง กลุ่มดิจิทัล กลุ่ม EV Ecosystem และกลุ่มอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับเทรนด์อนาคตอย่างอุปกรณ์ทางการแพทย์ และ Future food อีกทั้ง การลงทุนยังมีแนวโน้มเป็นโครงการขนาดเล็กมากขึ้น ซึ่งคาดว่าเป็นการเข้ามาลงทุนเพื่อเชื่อมต่อ Supply chain ในไทยหรือในอาเซียน รวมถึงการลงทุนตามผู้ผลิตรายใหญ่ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยในช่วงก่อนหน้า ซึ่งการเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่องของต่างชาตินี้ จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนความต้องการที่ดินนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่โรงงานสำเร็จรูปให้เช่าในปี 2569

ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมไทยในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า โดยยอดโอนที่ดินคาดว่าจะอยู่ที่ราว 2,800 ไร่ ตามยอด Pre-sale และ Backlog ในปี 2568 ที่ลดลงจากสถานการณ์ Wait & See ของนักลงทุนในช่วงต้นปี เพื่อรอความชัดเจนของนโยบายกำแพงภาษีที่มีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม 2568 อย่างไรก็ดี ความต้องการที่ดินนิคมฯ ในปี 2569 จะยังคงอยู่ในระดับสูง โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการลงทุนด้านดิจิทัลที่เติบโต, นโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงนโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น Utility Green Tariff และ Direct PPA ที่ช่วยดึงดูดการลงทุนทั้งโรงผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานสะอาดสูง ขณะที่ที่ดินพร้อมขายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 3,200 ไร่ ตามการประกาศแผนพัฒนาและการเปิดพื้นที่ใหม่ของผู้ประกอบการ โดยส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในพื้นที่ EEC ที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนต่างชาติ 

ความต้องการโรงงานสำเร็จรูปให้เช่ายังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าพื้นที่ที่มีสัญญาเช่าจะเพิ่มขึ้นราว 60,000 ตร.ม. จากการลงทุนในโครงการขนาดเล็กที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเช่าโรงงานสำเร็จรูปจะช่วยลดต้นทุนการก่อสร้างโรงงานและสามารถเริ่มต้นการผลิตได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่การเปิดพื้นที่เช่าใหม่เข้าสู่ตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ราว 120,000 ตร.ม. ซึ่งแม้จะชะลอตัวจากปี 2568 ที่มีการเร่งขยายพื้นที่รองรับการกระจายฐานการผลิตของต่างชาติ แต่ปริมาณดังกล่าวยังเป็นไปตามแผนการขยายพื้นที่ของผู้ประกอบการ เพื่อเติมเต็มพื้นที่ว่างที่ลดลงในช่วงปี 2567-2568

แม้ภาพรวมธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานสำเร็จรูปให้เช่าจะยังอยู่ในทิศทางบวก แต่ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงของแนวโน้มการลงทุนที่มีความไม่แน่นอนสูง ทั้งจาก 1) นโยบายการค้าสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลต่อการส่งออกสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ 2) การปรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนของไทย เพื่อป้องกันสินค้า Transshipment และ 3) นโยบายส่งเสริมการลงทุนของประเทศในอาเซียน เช่น การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษร่วมสิงคโปร์-มาเลเซียที่มีแนวโน้มดึงความสนใจของนักลงทุนต่างชาติได้ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวมีโอกาสส่งผลต่อทิศทางการเข้ามาลงทุนในไทย รวมถึงความต้องการที่ดินนิคมอุตสาหกรรมและพื้นที่โรงงานสำเร็จรูปให้เช่าของไทยในระยะข้างหน้า

นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคอุตสาหกรรมใหม่ยังเป็นความท้าทายสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมพร้อม อาทิ 1) แนวโน้มการผลิตที่มุ่งสู่เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น เช่น EV, Semiconductor, Biotech และ Data center ซึ่งต้องการสาธารณูปโภคที่มีคุณภาพสูงและเสถียรภาพ ทั้งระบบไฟฟ้า น้ำ และโครงข่าย Fiber Optic 2) มาตรฐานความยั่งยืน ที่ผลักดันให้เกิดความต้องการบริการรูปแบบใหม่ ทั้งการเข้าถึงพลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำที่ลดการรบกวนแหล่งน้ำธรรมชาติ และระบบจัดการขยะที่ปราศจากการฝังกลบ และ 3) การเตรียมความพร้อมรองรับการเข้ามาลงทุนมากขึ้นของ Hyperscale data center ที่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่มีความมั่นคงสูงสุดและที่ดินที่ปลอดภัยจากภัยพิบัติ 

หมดเวลาวิ่งรถเถื่อน!! ETDA - ขนส่งฯ ขีดเส้น รถรับส่งผ่านแอปฯ ไม่จดป้ายเหลือง เสี่ยงถูกระงับบัญชี แพลตฟอร์มเสี่ยงถูกถอนใบอนุญาต หากไม่คัดกรองคนขับตามเส้นตาย 31 มี.ค. 69

ETDA ผนึก กรมขนส่งฯ ขีดเส้นตาย รถรับส่งผ่านแอปฯ รีบลงทะเบียนก่อนปิดระบบ 28 ก.พ. 69 พร้อมประกาศดีเดย์ 31 มี.ค. บังคับใช้กฎหมายเต็มรูปแบบ

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ออกประกาศเตือนด่วนถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเรียกรถ (Ride Sharing) และพาร์ตเนอร์ผู้ขับขี่รถทุกคน โดยเน้นย้ำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการขยายเวลาบังคับใช้ประกาศ Ride Sharing Platform ว่า "ไม่ใช่การยกเว้นโทษทางกฎหมาย" ให้แก่ผู้ขับขี่ แต่เป็นการผ่อนปรนขั้นตอนทางธุรการสำหรับแพลตฟอร์มเท่านั้น พร้อมเปิดไทม์ไลน์สำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องต้องรีบดำเนินการก่อนจะถูกตัดสิทธิ์และดำเนินคดี

โดยมีรายละเอียดไทม์ไลน์และข้อปฏิบัติสำคัญ 3 ระยะ ดังนี้:
1. ระยะเร่งด่วน: รีบลงทะเบียนก่อนระบบปิด (วันนี้ – 28 กุมภาพันธ์ 2569)
กรมการขนส่งทางบกแจ้งเตือนผู้ขับรถให้รีบเข้าลงทะเบียนในระบบ Driver Verify ของ ETDA ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เท่านั้น เพื่อนำใบรับรองไปใช้ประกอบการจดทะเบียนรถสาธารณะ (รย.17 หรือ รย.18) ให้รวดเร็วขึ้น
• คำเตือนสำคัญ: การมี "ใบรับรองจาก Driver Verify" ไม่ถือว่าเป็นการยกเว้นโทษ หากนำรถไปวิ่งรับผู้โดยสารโดยที่ยังจดทะเบียนไม่เสร็จสมบูรณ์ ยังถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย
• สิ่งที่ต้องทำ: ผู้ขับขี่ต้องเผื่อเวลาในการดำเนินการ เพราะขั้นตอนการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมเพื่อทำใบขับขี่สาธารณะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ (ระหว่างรอผลสอบประวัติ สามารถใช้หนังสือรับรองการผ่านอบรมมายื่นจดทะเบียน รย.18 ก่อนได้)
• หากพ้นกำหนด 28 ก.พ.: ระบบ Driver Verify จะปิดลง ผู้ที่ยังไม่จดทะเบียนรถสาธารณะจะไม่สามารถให้บริการได้ และถือว่ามีความผิดทันทีหากฝ่าฝืน

2. ระยะกวาดล้าง: แพลตฟอร์มต้องคัดกรอง (1 – 30 มีนาคม 2569)
ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเตรียมความพร้อมก่อนประกาศใหญ่มีผลบังคับใช้
• หน้าที่แพลตฟอร์ม: ต้องนำรถที่ไม่ได้จดทะเบียนถูกต้อง และคนขับที่ไม่มีใบขับขี่สาธารณะ "ออกจากระบบ" ทันที
• มาตรการจับกุม: หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบผู้ขับขี่ที่ใช้รถผิดประเภทหรือไม่มีใบขับขี่สาธารณะ กรมการขนส่งทางบกจะแจ้งไปยังแพลตฟอร์มต้นสังกัดเพื่อ "ระงับการให้บริการทันที" รวมถึงแจ้งแพลตฟอร์มอื่น ๆ ให้ระงับสิทธิ์ผู้ขับรายนั้นด้วย จนกว่าจะดำเนินการจดทะเบียนให้ถูกต้อง

3. ระยะบังคับใช้จริง: ดีเดย์จับ-ปรับ-ปิดแพลตฟอร์ม (31 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป)
เมื่อประกาศ คธอ. เรื่อง Ride Sharing Platform มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ จะมีบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นสำหรับทั้งสองฝ่าย:
• สำหรับแพลตฟอร์ม: หากปล่อยให้มีรถผิดประเภท รถป้ายต่างจังหวัดมาวิ่งข้ามเขต หรือคนขับไม่มีใบขับขี่สาธารณะให้บริการในระบบ จะถูก "สั่งห้ามประกอบธุรกิจ" หากไม่แก้ไขใน 90 วัน จะถูกถอนการรับแจ้งและดำเนินคดี
• สำหรับผู้ขับรถ: หากทำผิดกฎหมายจะโดนโทษหนัก
o ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลรับจ้าง: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ผิด พ.ร.บ.รถยนต์ มาตรา 21 ประกอบมาตรา 60)
o ใช้รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลรับจ้าง: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ผิด พ.ร.บ.รถยนต์ มาตรา 23/1 ประกอบมาตรา 62/1)
o ไม่มีใบขับขี่สาธารณะ: จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ ETDA และ กรมการขนส่งทางบก จึงขอให้ผู้ขับขี่วางแผนดำเนินการจดทะเบียน รย.17 หรือ รย.18 ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อความถูกต้องตามกฎหมายและสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน

 

จับตาชายแดนไทย-กัมพูชา หลังเลือกตั้งจบแต่ความเจ็บปวดยังไม่จาง เมื่อนักการเมืองได้แต้ม แต่คนชายแดนได้ 'ระเบิด' และ 'บ้านแตก'

ปลุกชาตินิยมเอาคะแนน แต่ชายแดนเอาชีวิต: ไทย-กัมพูชาอย่าให้การเมืองลากประเทศไปติดกับดัก

ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ใช่ดราม่าในโซเชียลอีกต่อไป เพราะหลังการปะทะหนักในเดือนธันวาคม 2568 แม้จะมีการหยุดยิง แต่ยังมีคนจำนวนมากต้องอยู่ในศูนย์พักพิง บ้านและที่ดินจำนวนมากเข้าไม่ถึง และยังมีความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้าง

ความจริงในพื้นที่ที่ถูกกลบด้วยวาทกรรม
• มีผู้พลัดถิ่นฝั่งกัมพูชาหลายพันคนยังไม่สามารถกลับบ้านได้ เพราะพื้นที่ถูกกั้น/เข้าไม่ถึง
• เหตุปะทะทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และทิ้งปัญหาระเบิดตกค้างที่กระทบโรงเรียน วัด โรงพยาบาล และเส้นทางทำมาหากิน
• ความเสียหายยังลามถึงพื้นที่มรดกโลก เช่นบริเวณปราสาทพระวิหารที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะ

เมื่อ "ชาตินิยม" กลายเป็นเครื่องมือหาเสียง
• กระแสชาตินิยมสามารถดึงคะแนนได้เร็วกว่าเรื่องปากท้อง และทำให้การเมืองหลบคำถามยาก ๆ เรื่องเศรษฐกิจได้ง่ายขึ้น
• เมื่อการเมืองแข่งกัน "แข็ง" ประชาชนในพื้นที่กลับเป็นคนที่จ่ายราคา ทั้งความปลอดภัย รายได้ และอนาคตของลูกหลาน
• งานวิเคราะห์ชี้ว่าชาตินิยมของทั้งสองฝ่ายถูกจัดวางต่างกัน แต่ต่างก็ถูกใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมืองในแบบของตน

ข้อพิพาทเก่า แต่บทเรียนใหม่: ยิ่งซับซ้อน ยิ่งต้องใช้สติ
• กรณีปราสาทพระวิหารเคยไปถึงศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) มีคำพิพากษาสำคัญในอดีต และมีคำวินิจฉัยเรื่องการตีความเพิ่มเติมในเวลาต่อมา
• ข้อพิพาทแนวชายแดนจึงไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินด้วยอารมณ์แบบ "บุก/ไม่บุก" แต่ต้องวางบนข้อเท็จจริง กฎหมายระหว่างประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน

ทางออกที่ "รักชาติจริง" ต้องกล้าทำ
• ลดความร้อนแรงของวาทกรรม: เลิกขายคะแนนด้วยการปลุกอารมณ์จนความเสี่ยงบานปลาย
• ย้ำหลักความปลอดภัยประชาชน: เร่งกวาดล้างทุ่นระเบิด/วัตถุระเบิดตกค้าง เปิดทางให้คนกลับบ้านและกลับไปทำมาหากิน
• ใช้การทูตและกลไกเจรจาในพื้นที่: ทำมาตรการร่วม ลดโอกาสปะทะซ้ำ และสร้างกติกาในพื้นที่ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้

เศรษฐกิจไทย 'ฟื้นแค่บนกระดาษ' GDP โต 2.5% แต่ไส้ในน่าห่วง ท่องเที่ยวแผ่ว-บาทแข็ง ฉุดเศรษฐกิจไทย แนะรัฐเร่งแก้หนี้ครัวเรือน-ดึงเม็ดเงินลงทุนเพิ่ม

GDP โต 2.5% แต่กระเป๋าไม่โต: เศรษฐกิจฟื้นบนกระดาษ ชีวิตจริงยังติดหล่ม

ไตรมาส 4/2568 เศรษฐกิจไทยโต 2.5% (YoY) และทั้งปี 2568 โต 2.4% ตัวเลขดูดีขึ้นชัด โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนที่โตเพียง 1.2% แต่คำถามที่คนส่วนใหญ่ยังถามคือ "ทำไมชีวิตจริงยังไม่ดีขึ้น"
โตเพราะอะไร: ปลายปีเร่งจากลงทุนและการใช้จ่ายในประเทศ
• การลงทุนรวมพุ่ง 8.1% สูงสุดในรอบหลายปี โดยการลงทุนเอกชนโต 6.5% หนุนจากการซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์
• การบริโภคภาคเอกชนยังโต 3.3% โดยมีแรงเร่งจากตลาดยานยนต์ (รวมถึงแรงจูงใจช่วงมาตรการ EV 3.0)
• การใช้จ่ายสินค้าคงทนปลายปีพุ่ง 12.2% สะท้อนการตัดสินใจซื้อที่ถูกเร่งให้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น
• ภาพรวมฝั่งกิจกรรมเศรษฐกิจปลายปีดีขึ้นจากทั้งอุปสงค์ในประเทศและต่างประเทศ โดยการส่งออกบางหมวด (เช่นอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าเกษตรบางรายการ) ขยายตัวต่อเนื่อง

แล้วทำไมคนยังไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น
• การเติบโต "กระจุก" อยู่ในบางอุตสาหกรรมและบางกลุ่มรายได้ ตัวเลขรวมจึงดูดี แต่รายได้ฐานราก/SME ยังตามไม่ทัน
• หนี้ครัวเรือนสูงและต้นทุนการเงินยังเป็นแรงกด ทำให้รายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งถูกดูดไปกับภาระหนี้และดอกเบี้ย
• เงินบาทแข็งกดความสามารถแข่งขันของส่งออกและท่องเที่ยว ซึ่งกระทบรายได้จำนวนมากในระบบเศรษฐกิจจริง
• สัญญาณภาคท่องเที่ยวช่วงต้นปี 2569 ยังน่าห่วง: นักท่องเที่ยวต่างชาติช่วง 1 ม.ค.-8 ก.พ. ลดลง 10.77% เทียบปีก่อน ส่งผลต่อรายได้ผู้ประกอบการปลายทาง

ทางออกที่ต้องทำให้คน "รู้สึก" ได้จริง
• แก้หนี้แบบพุ่งเป้า: ปรับโครงสร้างหนี้/ลดภาระดอกเบี้ยให้กลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมคุมความเสี่ยงไม่ให้หนี้ใหม่พอง
• เร่งลงทุนให้กลายเป็นงานและรายได้ในประเทศ: ดันโครงการลงทุนให้เชื่อมซัพพลายเชนในประเทศ ไม่ใช่แค่ตัวเลขปลายปี
• ลดต้นทุนทำมาหากินของคนส่วนใหญ่: พลังงาน โลจิสติกส์ ค่าครองชีพ และเข้าถึงเครดิตของ SME

ชู "เกาะหมาก" โมเดลรักษ์โลกที่มนุษย์ทำได้จริง จากพื้นที่ปะการังฟอกขาวสู่รางวัลระดับโลก ยกเป็นต้นแบบฟื้นฟูทะเลที่ยั่งยืน หนุน 'จันทบุรี-ตราดมา ฮับท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ

‘วิชัย ทองแตง’ ชู “เกาะหมาก” ต้นแบบความสำเร็จฟื้นฟูปะการังระดับโลก พร้อมดันจันทบุรี-ตราด สู่แหล่งท่องเที่ยว “Low Carbon” หนึ่งในโครงการที่ร่วมผลักดันโดย อิน – เอม ทองแตง แห่งกลุ่ม Below the Tides

(17 ก.พ. 69) — นายวิชัย ทองแตง นักธุรกิจชั้นนำและผู้มากประสบการณ์ ได้ลงพื้นที่สัมผัสความงดงามทางธรรมชาติของ “เกาะหมาก” จังหวัดตราด พร้อมเปิดเผยความประทับใจหลังได้เห็นความสำเร็จของชุมชนในการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เข้มแข็ง จนสามารถคว้ารางวัลระดับโลกมาครองได้สำเร็จ

เจาะลึกเบื้องหลังรางวัลระดับโลกปี 2566


นายวิชัย กล่าวถึงความภาคภูมิใจที่คนไทยหลายคนอาจยังไม่ทราบว่า “เกาะหมาก” เคยสร้างชื่อเสียงด้วยการชนะเลิศการประกวดระดับโลกเมื่อปี 2566 ซึ่งรางวัลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและความเข้มแข็งของประชาคมชาวเกาะหมาก โดยเฉพาะในประเด็นการแก้ไขปัญหา “ปะการังฟอกขาว”

“จากการลงพื้นที่และได้ดำน้ำสำรวจด้วยตนเอง ผมได้เห็นภาพจริงของการฟื้นฟูปะการังที่ทำได้อย่างยั่งยืน และน่าพึงพอใจมาก สิ่งที่สัมผัสได้คือความงดงามและความจริงใจของคนในพื้นที่ ซึ่งทำให้ผมรู้สึกภูมิใจในประเทศไทยมากขึ้น” นายวิชัยกล่าว

ชู “จันทบุรี-ตราด” โมเดลท่องเที่ยว Low Carbon


นอกจากเรื่องการอนุรักษ์ทางทะเล นายวิชัยยังได้ชื่นชมศักยภาพของจังหวัดจันทบุรีและตราด ที่มีความเข้มแข็งด้านการท่องเที่ยวแบบ คาร์บอนต่ำ (Low Carbon Tourism) ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ที่จะช่วยให้โลกน่าอยู่ขึ้น
“รีสอร์ทและผู้คนบนเกาะต่างใส่ใจในวิถีความเป็น Low Carbon อย่างจริงจัง ผมเชื่อว่าไม่ใช่แค่เกาะทางภาคตะวันออก แต่เกาะอื่นๆ ทั่วประเทศไทยก็สามารถพัฒนาไปในทิศทางนี้ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงแค่เรา ‘เอาใจ’ เข้าไปมีส่วนร่วมเท่านั้น”

เชื่อมั่น “มนุษย์แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้”


นายวิชัย ทิ้งท้ายด้วยการเชิญชวนทั้งคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่า ที่มีความเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ให้มาสัมผัสความสำเร็จที่เกาะหมาก เพื่อสร้างกำลังใจและพิสูจน์ให้เห็นว่า มนุษย์สามารถแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนและฟื้นฟูธรรมชาติได้จริง

“ถึงเวลาแล้วที่เราจะเปล่งประกายให้คนทั้งโลกได้เห็น ด้วยความงดงามของภูมิประเทศ ธรรมชาติ และความร่วมมือร่วมใจของคนไทย เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทยให้ขจรไกลไปทั่วโลก” 


‘อิน – เอม ทองแตง’ 2 เยาวชนรักษ์โลกร่วมผลักดัน

สำหรับการลงพื้นที่ท่องเที่ยวเกาะหมากของนายวิชัย ในครั้งนี้ สืบเนื่องจากได้รับการเชิญชวนจากหลานชายและหลานสาว 2 คน นั่นคือ อิน - อริณชย์ ทองแตง และเอม - อริสา ทองแตง ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม “Below the Tides” เพื่อดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อม 


และในพื้นที่เกาะหมาก เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่กลุ่ม Below the Tides ได้เข้าไปดำเนินโครงการปะ ปลา ยูน หญ้า ณ เกาะหมาก (Coral Fish Gong Grass @ Koh Maak) โดยได้ร่วมกับ กองทุนปะการังเกาะหมาก และชุมชนเกาะหมาก เพื่อฟื้นฟูแนวปะการัง หญ้าทะเล และรักษาสัตว์น้ำบริเวณเกาะหมาก จ.ตราด โดยเน้นการซ่อมแซมปะการังเทียมและอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเลร่วมกับชุมชน ในการนำปะการังหักกลับคืนสู่แนวปะการังธรรมชาติ

โดยโครงการได้รับเงินสนับสนุนผ่าน “เทใจดอทคอม” ซึ่งรวมยอดระดมทุนประมาณ 330,000 บาท เพื่อใช้เป็นค่าอุปกรณ์ ค่าเรือ และค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงาน ในการสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศทางทะเลของเกาะหมากให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง

 

 

'ดร.อธิป' ถอดรหัส 'อปริหานิยธรรม 7' ชี้ไม่ใช่แค่ธรรมะที่เก็บไว้บนหิ้ง แต่คือทางรอดองค์กรที่ผู้นำยุคปัจจุบันต้องเรียนรู้ เชื่อ 'ความเข้มแข็งภายใน' ชนะทุกสงคราม

‘ดร.อธิป’ ถอดรหัส "อปริหานิยธรรม 7" หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า สู่ทางรอดองค์กรยุคใหม่ ชี้ชัด "ความเข้มแข็งภายใน" สามารถชนะทุกสงคราม

(17 กุมภาพันธ์ 2569) – ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนและการแข่งขันที่รุนแรง การบริหารจัดการองค์กรหรือแม้แต่การปกครองบ้านเมือง จำเป็นต้องอาศัยหลักการที่มั่นคงและยั่งยืน ดร.อธิป อัศวานันท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล ได้นำเสนอมุมมองที่น่าสนใจผ่านคลิปวิดีโอใน TikTok โดยการหยิบยกหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่อง "อปริหานิยธรรม 7" มาปัดฝุ่นและตีความใหม่ในบริบทของโลกปัจจุบัน ชี้ให้เห็นว่า หลักธรรมที่มีอายุกว่า 2,500 ปีนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องราวในตำรา แต่คือ "พิมพ์เขียว" ของการสร้างความเข้มแข็งที่จับต้องได้จริง

ดร.อธิป เริ่มต้นด้วยการพาผู้ฟังย้อนกลับไปสู่พุทธกาล ในเหตุการณ์ที่ถูกบันทึกไว้ใน "มหาปรินิพพานสูตร" เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูแห่งแคว้นมคธ ผู้ทรงอำนาจ หมายจะกรีธาทัพเข้าบดขยี้แคว้นวัชชี จึงส่งวัสสการพราหมณ์ไปทูลถามพระพุทธเจ้าถึงความเป็นไปได้ในการศึกครั้งนี้ พระพุทธเจ้ามิได้ทรงตอบรับหรือปฏิเสธโดยตรง แต่ทรงเลือกที่จะสนทนากับพระอานนท์ถึงวิถีปฏิบัติของชาววัชชีแทน โดยตรัสถามถึงหลัก 7 ประการที่ชาววัชชียึดถือปฏิบัติ ซึ่งประกอบด้วย:
1. การหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์
2. การพร้อมเพรียงกันประชุมและเลิกประชุม รวมถึงพร้อมเพรียงกันทำกิจที่พึงทำ
3. การไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่ได้บัญญัติไว้ และไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว (ยึดมั่นในกฎกติกา)
4. การเคารพและรับฟังผู้ใหญ่ผู้มีประสบการณ์
5. การคุ้มครองสตรี มิให้ถูกข่มเหงรังแก
6. การเคารพสักการะปูชนียสถานและสัญลักษณ์ร่วมของบ้านเมือง
7. การให้ความคุ้มครองแก่พระอรหันต์และผู้ทรงศีล

พระพุทธเจ้าทรงสรุปไว้อย่างทรงพลังว่า "ตราบใดที่ชาววัชชียังปฏิบัติตามหลักการเหล่านี้ ความเจริญย่อมเป็นสิ่งที่คาดหมายได้ และความเสื่อมย่อมเป็นสิ่งที่คาดหมายไม่ได้" ซึ่งแม้แต่วัสสการพราหมณ์เอง เมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็ยังยอมรับว่า หากแคว้นวัชชียังดำรงธรรมเหล่านี้ไว้ แม้เพียงข้อเดียวก็มิอาจเอาชนะด้วยการรบได้ ต้องใช้อุบายยุยงให้แตกสามัคคีภายในเท่านั้นถึงจะสำเร็จ

จากเรื่องราวในอดีต ดร.อธิป ได้เชื่อมโยงมาสู่ปัจจุบัน โดยชี้ให้เห็นว่า "ความพ่ายแพ้" ของประเทศหรือองค์กรส่วนใหญ่ ไม่ได้เกิดจากศัตรูภายนอกที่เก่งกาจกว่า แต่เกิดจาก "สนิมเกิดแต่เนื้อในตน" หรือความอ่อนแอภายใน ไม่ว่าจะเป็นการเลิกประชุมปรึกษาหารือ การไม่รับฟังความเห็นต่าง หรือการละเมิดกติกาที่วางไว้ เพื่อป้องกันความเสื่อมเหล่านี้ ดร.อธิป ได้ถอดบทเรียนออกมาเป็น 4 หลักปฏิบัติง่ายๆ สำหรับผู้นำและองค์กรยุคใหม่ เพื่อสร้าง "ภูมิคุ้มกันความเสื่อม" และขจัดวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นพิษ (Toxic Culture):

• ประชุมให้เป็นงาน: การประชุมต้องมีคุณภาพ ไม่ใช่เพียงพิธีกรรม ต้องมีการเตรียมข้อมูล มีข้อสรุปที่ชัดเจน และมีการติดตามผลอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนงาน ไม่ใช่ปล่อยให้ความเงียบสร้างความเข้าใจผิด
• ทำกติกาให้มีศักดิ์ศรี: ยึดมั่นในหลักนิติธรรม (Rule of Law) กติกาต้องโปร่งใส ยุติธรรม และบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่มีการเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของผู้มีอำนาจ
• สร้างความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety): สร้างสภาพแวดล้อมที่คนในองค์กรกล้าพูดความจริง กล้าเสนอแนะ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตำหนิหรือคุกคาม เพื่อให้เกิดการระดมสมองและความร่วมมืออย่างแท้จริง
• ปกป้องผู้ยึดมั่นในจริยธรรม: ต้องมีกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็ง และให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่กล้าออกมาเปิดโปงความไม่ถูกต้อง หรือผู้ที่ยืนหยัดในความดี เพื่อไม่ให้คนดีท้อถอยและระบบถูกครอบงำโดยผู้มีอิทธิพล

ดร.อธิป ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า หากเราสามารถนำหลัก "อปริหานิยธรรม 7" มาประยุกต์ใช้ได้จริง มันจะไม่ใช่แค่ธรรมะบนหิ้งบูชา แต่จะเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุด ที่จะพาองค์กรและสังคมก้าวข้ามทุกวิกฤตไปสู่ความเจริญอย่างยั่งยืนได้

‘คิงส์เกต’ ถอนคำร้องอนุญาโตตุลาการโดยสมัครใจ ยุติข้อพิพาทกับไทยแบบไร้เงื่อนไข ปิดฉากมหากาพย์ 8 ปีเหมืองทองคำอัครา

18 ก.พ. 2569 – นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะทำงานระงับข้อพิพาทฯ เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุม ครม. ได้รับทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทยกับบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด กรณีเหมืองทองคำอัครา ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ซึ่งถือเป็นข่าวดี เมื่อทั้งสองฝ่าย คือ บริษัท คิงส์เกตฯ และประเทศไทย ได้ตกลงยุติข้อพิพาทลงได้โดยสมัครใจ

“การดำเนินการครั้งนี้ บริษัท คิงส์เกตฯ ได้แจ้งถอนข้อเรียกร้องทั้งหมดต่อคณะอนุญาโตตุลาการ โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการได้ออกคำสั่งยุติกระบวนการอย่างเป็นทางการแล้ว ถือเป็นการปิดฉากข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมากว่า 8 ปี นับตั้งแต่มีการนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการในปี 2560 โดยที่ประเทศไทยไม่ต้องเสียค่าชดเชยใด ๆ ตามข้อเรียกร้องของคิงส์เกตฯ” นายณัฐพล กล่าว

.

ทั้งนี้ คณะทำงานฯ ได้กำหนดแนวทางในการต่อสู้คดีอย่างเป็นระบบ มีการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและที่ปรึกษากฎหมายอย่างใกล้ชิดเพื่อแสดงจุดยืนที่เข้มแข็งของไทย เราใช้ยุทธวิธีคู่ขนาน คือการเตรียมพร้อมต่อสู้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการจนถึงที่สุด ควบคู่ไปกับการเจรจาฉันมิตรโดยยึดหลักกฎหมาย แต่ ‘ต้องไม่มีเงื่อนไขที่สร้างภาระให้กับประเทศไทย’ ส่งผลให้สามารถบรรลุการยุติข้อพิพาทโดยสมัครใจในที่สุด

ขณะที่ นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่(กพร.) กล่าวว่า การรายงานผลในที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2569 นั้น เป็นเครื่องยืนยันว่าข้อพิพาทดังกล่าวได้สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ตามกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ สอดคล้องกับแนวทางที่ภาครัฐได้กำกับดูแลและแก้ไขปัญหาโดยคำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญมาโดยตลอด

‘ดร.พีระ เจริญพร’ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ชี้ ปี 69 ‘จีดีพี’ ยังโตได้มากกว่านี้ ชิงจังหวะย้ายฐานการผลิตจากจีน ดึงลงทุนไทย – เร่งปิดดีล FTA

รศ. ดร.พีระ เจริญพร คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ตามที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 และแนวโน้มปี 2569 โดยระบุถึงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปี 2568 ว่ามีการขยายตัวอยู่ที่ 2.4% ซึ่งมากกว่าที่คาดการณ์ไว้นั้น ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่สิ่งที่น่าตกใจสักเท่าใด เพราะศักยภาพของประเทศไทยสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้มากขึ้นกว่านี้ แต่ก็ถือเป็นทิศทางที่ดี และสามารถพูดได้ว่าเศรษฐกิจไทยออกจากห้องไอซียู (ICU) แล้ว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงที่มีอัตราการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ และต่ำกว่าประเทศในภูมิภาคเดียวกัน นั่นหมายความว่า แม้จะออกจากห้องไอซียูแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ออกจากโรงพยาบาล

รศ. ดร.พีระ กล่าวว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในไตรมาส 4 ของปี 2568 สะท้อนว่านโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว เช่น โครงการผลักดันการลงทุนอย่าง Thailand Fastpass โครงการคนละครึ่ง ฯลฯ แต่สิ่งที่สำคัญและมีผลต่อการทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมากที่สุด คือการเบิกจ่ายภาครัฐและการลงทุน ฉะนั้น สิ่งที่ต้องดำเนินการในปี 2569 คือจะต้องทำให้โมเมนตัมเกิดผลต่อเนื่องในระยะยาว ผ่านการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาครัฐในส่วนที่เหมาะสม 

“อย่างที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งในแต่ละปีมีบริษัทต่างประเทศเข้ามาขอรับบีโอไอมูลค่าเป็นแสนล้านบาท แต่ก็เป็นเพียงตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอเท่านั้น ยังไม่เกิดการลงทุนจริง โดยการลงทุนจริงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อกิจการเหล่านี้หาพื้นที่ลงทุนได้ และโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับ ซึ่งตรงนี้เองที่ภาครัฐจะต้องมาลงทุนเพื่อสนับสนุน เพื่อให้เกิดการลงทุนในประเทศจริง ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินหลักแสนล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประเทศ” รศ. ดร.พีระ กล่าว

นอกจากนี้ เรื่องการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ซึ่งเห็นได้จากประวัติศาสตร์ เช่น ในช่วงปี 2535 ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ก็มีการเปิดตลาดเสรีกับอาเซียนและทำให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตสูง รวมถึงหลังปี 2545 ช่วงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก็มีการทำ FTA กับต่างประเทศจำนวนมาก เป็นผลให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตต่อเนื่อง ฉะนั้น ภายใน 1 – 2 ปีนี้ รัฐบาลใหม่ต้องทำ FTA กับสหภาพยุโรป (EU) หรือคู่ค้าต่างประเทศที่สำคัญในภูมิภาคอื่นๆ ให้สำเร็จ ไม่ให้แพ้เวียดนาม หรือมาเลเซีย เพื่อเพิ่มการลงทุนในประเทศให้ยิ่งสูงขึ้น และส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งตรงนี้ก็น่าจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทางพรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต้องการจะควบรวมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาอยู่ภายใต้พรรคภูมิใจไทยด้วย

“รัฐบาลควรเรียนรู้บทเรียนจากสมัยรัฐบาลนายกฯ ประยุทธ์ กลุ่ม 4 กุมารที่เป็นเทคโนแครตคนนอก พอโดนขับไล่ หลังจากนั้นเศรษฐกิจไทยเป๋หมดเลย เพราะนักการเมืองมาแบบต่างคนต่างทำ ซึ่งถ้าครั้งนี้ภูมิใจไทยกับพรรคร่วมรัฐบาลไม่สามารถรักษาสัญญาว่าจะให้เทคโนแครตมือดีมาทำงานให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ ก็อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเจอปัญหาได้ เรื่องนี้เป็นความเสี่ยงทางการเมืองที่ต้องดูกันต่อไป” นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top