Friday, 5 June 2026
Econbiz

สปส. เปิดเผยผลตอบแทนการลงทุนปี 2568 กองทุนประกันสังคมเติบโต 6.16% ท่ามกลางความท้าทายเศรษฐกิจโลก

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยผลการดำเนินงานด้านการลงทุนของกองทุนประกันสังคมประจำปี 2568 โดยระบุว่า แม้ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่มีความท้าทาย    อย่างมากจากปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามในหลายภูมิภาค รวมถึงมาตรการกำแพงภาษีที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก 

โดยผลตอบแทนรวมจากการลงทุนของกองทุนประกันสังคมในปี 2568 อยู่ที่ระดับ 6.16% วัดตามราคาตลาด ส่งผลให้มูลค่าเงินกองทุนเพิ่มขึ้นจากการลงทุนรวมทั้งสิ้น 168,177 ล้านบาท ประกอบด้วย 

  1. กำไรสุทธิจากการลงทุนที่รับรู้แล้ว (Realized Gain) จำนวน 80,161 ล้านบาท ซึ่งมาจากดอกเบี้ยรับ เงินปันผล และกำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์ลงทุน
  2. กำไรสุทธิจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Unrealized Gain) จำนวน 88,016 ล้านบาท อันเป็นผลจากการปรับเพิ่มขึ้นของมูลค่าสินทรัพย์ลงทุนในพอร์ต

EGCO Group รับสมัครเยาวชนหัวใจกรีน ร่วมถอดรหัสป่าต้นน้ำอินทนนท์ กับ “ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า” รุ่นที่ 62 

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group และมูลนิธิไทยรักษ์ป่า องค์กรสาธารณกุศลซึ่งก่อตั้งและสนับสนุนการดำเนินงานโดย EGCO Group ร่วมกับอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ชวนเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าจากทั่วประเทศ มาร่วมภารกิจไขรหัสลับของธรรมชาติ ผ่านการสัมผัสป่าต้นน้ำด้วยตนเอง กับ “ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่นที่ 62” ภายใต้แนวคิด “Nature Decoded: ถอดรหัสป่าต้นน้ำอินทนนท์” ระหว่างวันที่ 21 – 27 มีนาคม 2569 ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อปลูกจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติและส่งเสริมการดำเนินชีวิตที่อยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เยาวชนหัวใจกรีนที่สนใจ สามารถส่งผลงานเป็น “เรียงความ” หรือ “คลิปวิดีโอสั้น” เพื่อสมัครร่วมค่ายเยาวชนฯ ได้ตั้งแต่วันนี้ - 23 กุมภาพันธ์ 2569

นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group เปิดเผยว่า “EGCO Group มุ่งปลูกจิตสำนึก การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในใจเยาวชน ซึ่งเป็นวัยต้นทางแห่งการเรียนรู้และเป็นอนาคตของชาติ ตามความเชื่อขององค์กรที่ว่า “ต้นทางดี จะก่อกำเนิดผลลัพธ์ปลายทางที่ดี” ผ่านการจัดโครงการค่ายเยาวชน           เอ็กโกไทยรักษ์ป่าต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2540 รวมระยะเวลากว่า 28 ปี สร้างเครือข่ายเยาวชนรักษ์ป่าไปแล้ว 61 รุ่น จำนวนกว่า 3,600 คน สำหรับปี 2569 บริษัทได้จัดค่ายเยาวชนฯ เป็นรุ่นที่ 62 เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้และสัมผัสกับธรรมชาติด้วยตนเอง ณ ดอยอินทนนท์ ป่าต้นน้ำที่สูงที่สุดของประเทศ ซึ่งยังคงความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพทั้งด้านพืชพรรณ สัตว์ป่า และระบบนิเวศเฉพาะถิ่น ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เยาวชนเข้าใจถึงคุณค่าของป่าต้นน้ำที่เชื่อมโยงกับการดำรงชีวิตประจำวัน จนเกิดจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติและมีพฤติกรรมที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต”
 
“ค่ายเยาวชนเอ็กโกไทยรักษ์ป่า รุ่นที่ 62” จะนำเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกจากทุกภูมิภาค จำนวน 70 คน เดินทางด้วยรถไฟจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ กรุงเทพฯ ไปใช้ชีวิตแบบชาวค่ายที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวลา 7 วัน 6 คืน เยาวชนจะได้ร่วมทำกิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบผ่านประสบการณ์ตรงในห้องเรียนธรรมชาติ ทั้งการเดินในเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานที่มีความหลากหลายด้านภูมิประเทศ ธรณีวิทยา และพืชพรรณ พร้อมสำรวจระบบนิเวศป่าพรุน้ำจืดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกาและเส้นทางศึกษาธรรมชาติยอดดอย เรียนรู้ระบบนิเวศในป่า 6 คนโอบ รวมถึงได้สร้างมิตรภาพกับเพื่อนใหม่ทั่วประเทศ โดย EGCO Group จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายตลอดการจัดกิจกรรม (ยกเว้นค่าเดินทางไป-กลับของเยาวชนระหว่างที่พักและสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์)

ททท. ปักธงตรุษจีนปีม้าทอง! กับ 2 พื้นที่จัดงานหลัก กรุงเทพฯ – หาดใหญ่ คาดนักท่องเที่ยวทะลัก 3.5 ล้านคน เม็ดเงินสะพัด 4.2 หมื่นล้านบาท

น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. คาดการณ์สถานการณ์การเดินทางช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 69 (13-22 ก.พ. 69) จะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศ ประมาณ 1.25 ล้านคน เพิ่มขึ้น 10% มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้ามา ประมาณ 241,000 คน และผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทาง 2.30 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3% ก่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยว รวมประมาณ 42,230 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

สำหรับปี 69 นับเป็นปีแห่งความพิเศษของเทศกาลตรุษจีนประเทศไทยที่มาพร้อมการเฉลิมฉลองปีม้าทองอย่างยิ่งใหญ่ ควบคู่กับหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-จีน ทั้งการก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 แห่งความสัมพันธ์ทางการทูต และโอกาสครบรอบ 22 ปี ของความร่วมมือระหว่าง ททท. กับกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้ร่วมกันสืบสานและแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมไทย-จีนมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ดังคำกล่าวที่ว่า จง ไท่ อี้ เจี่ย ชิน-จีนไทย ครอบครัวเดียวกัน

โลกรวน เขย่าเศรษฐกิจโลก ไทยจะตั้งหลักอย่างไรในโลกการลงทุนยุคใหม่

ปรากฏการณ์โลกรวน (Climate Change) ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งใน “แรงขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก” ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในศตวรรษนี้ ตั้งแต่ราคาพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร ห่วงโซ่อุปทานโลก ไปจนถึงกติกาการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

ในวันที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ภัยพิบัติถี่ขึ้น และต้นทุนความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจโลกกำลังถูกบังคับให้ “เปลี่ยนวิธีคิด” จากการเติบโตแบบใช้ทรัพยากรเข้มข้น ไปสู่การเติบโตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และความมั่นคงระยะยาว

เมื่อโลกรวนกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจ

ผลกระทบจากโลกรวนเริ่มสะท้อนชัดในตัวเลขเศรษฐกิจ จาก รายงาน Climate Risk Index 2025 ระบุว่า ภัยแล้ง น้ำท่วม คลื่นความร้อน และพายุรุนแรง สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับโลกแล้วรวมกว่า 4.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 150 ล้านล้านบาท) ส่งผลต่อผลผลิตภาคเกษตร การผลิตพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นจากการปรับตัวด้านพลังงาน ประกันภัย และการบริหารความเสี่ยง

ในมุมของนักลงทุน ความผันผวนจากสภาพอากาศไม่ได้กระทบแค่กำไรระยะสั้น แต่กำลังเปลี่ยนการประเมิน “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ของประเทศและอุตสาหกรรมในระยะยาว ภัยแล้ง น้ำท่วม ความร้อนจัด หรือความไม่แน่นอนของฤดูกาล ไม่เพียงเพิ่มต้นทุนการผลิตและทำให้ซัพพลายเชนสะดุด แต่ยังบั่นทอนผลิตภาพแรงงาน ความมั่นคงด้านพลังงาน และเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยหลักที่นักลงทุนใช้ประเมินความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ในทางกลับกัน เงินลงทุนกำลังไหลไปสู่กิจการและอุตสาหกรรมที่ พิสูจน์ได้ว่าปรับตัวต่อโลกรวนได้จริง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่ใช้พลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน มีห่วงโซ่อุปทานยืดหยุ่น หรือสามารถปฏิบัติตามกติกาการค้าใหม่ของโลก เช่น มาตรการคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ได้อย่างไม่เสียเปรียบ ธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้ถูกมองว่า “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” เท่านั้น แต่ถูกมองว่า มีความเสี่ยงต่ำกว่าในระยะยาว และมีโอกาสเติบโตท่ามกลางกติกาเศรษฐกิจโลกชุดใหม่

กล่าวได้ว่า โลกรวนกำลังทำหน้าที่เป็น ตัวคัดกรองการลงทุน โดยอัตโนมัติ ใครปรับตัวได้เร็ว วางกลยุทธ์รับมือความเสี่ยงด้านภูมิอากาศได้ชัดเจน ยิ่งได้เปรียบในการดึงดูดเงินทุน ขณะที่ผู้ที่ยังยึดติดกับโมเดลธุรกิจเดิม อาจเผชิญไม่ใช่แค่ความผันผวนของกำไร แต่รวมถึงความเสี่ยงที่จะ “หลุดขบวน” การลงทุนโลกในระยะยาว

Climate Policy และกำแพงภาษีรูปแบบใหม่

จุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือทั่วโลกมีนโยบายในด้าน Climate Change ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น Net Zero Emission ที่มีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 43% ภายในปี 2030 และเข้าสู่ Net Zero ให้ได้ภายในประมาณช่วงปี 2050 และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ที่ระบุเป้าหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติการเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้นให้เป็น 1 ใน 17 เป้าหมายของ SDGs ด้วย รวมไปถึงการที่ประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา เริ่มยกระดับ “นโยบายด้านสภาพอากาศ” จากประเด็นสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ ไปสู่การเป็น เครื่องมือกำหนดกติกาการค้าโลก อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่ผูกโยงเข้ากับการนำเข้าและการลงทุน

ตัวอย่างชัดเจนคือ มาตรการเก็บภาษีคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดให้สินค้านำเข้าในอุตสาหกรรมหลัก เช่น เหล็ก ซีเมนต์ อะลูมิเนียม ปุ๋ย และไฟฟ้า ต้องรายงานและชำระต้นทุนคาร์บอนในระดับใกล้เคียงกับผู้ผลิตในยุโรป ไม่เพียงแต่ในสหภาพยุโรปเท่านั้น ประเทศคู่ค้าหลักของไทยหลายประเทศอยู่ระหว่างการพิจารณาออกมาตรการปรับค่าคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Border Carbon Adjustment: BCA) เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เป็นต้น ขณะเดียวกัน หลายประเทศยังเพิ่ม ข้อกำหนดด้านคาร์บอนฟุตพรินต์ การเปิดเผยข้อมูล ESG และเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมในข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อคัดกรองสินค้าที่จะเข้าสู่ตลาดของตน

มาตรการเหล่านี้กำลังทำหน้าที่เป็น “กำแพงภาษีแบบใหม่” ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนอัตราภาษีศุลกากรแบบเดิม แต่ตั้งอยู่บน “คุณภาพของกระบวนการผลิต” และความสามารถในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศผู้ส่งออกโดยตรง กล่าวคือ ต่อให้สินค้ามีต้นทุนการผลิตต่ำ ราคาแข่งขันได้ แต่หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็อาจต้องเผชิญต้นทุนแฝงเพิ่มเติมในรูปของภาษีคาร์บอน การถูกจำกัดตลาด หรือแม้แต่การถูกกีดกันทางการค้าโดยปริยาย

นอกจากนี้ Climate Policy ยังสะท้อนการเปลี่ยนดุลอำนาจทางเศรษฐกิจ จากการแข่งขันด้าน “ต้นทุนแรงงานและทรัพยากร” ไปสู่การแข่งขันด้าน เทคโนโลยีสะอาด มาตรฐานการผลิต และความสามารถในการบริหารจัดการคาร์บอน ประเทศหรืออุตสาหกรรมที่ปรับตัวไม่ทัน มีความเสี่ยงสูญเสียฐานการผลิต ส่งออกได้น้อยลง และถูกลดบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าโลก กติกาการค้าโลกใหม่ กลายเป็นกลไกกำหนดทิศทางการลงทุน การย้ายฐานการผลิต และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

เศรษฐกิจไทยในสมรภูมิการค้าโลกยุคคาร์บอน

สำหรับประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการส่งออกและการลงทุนจากต่างชาติเป็นหลัก ผลกระทบจากกติกาโลกร้อนจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว อุตสาหกรรมหลักอย่างยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เหล็ก ปิโตรเคมี และอาหาร ล้วนอยู่ในกลุ่มที่ถูกจับตาด้านการปล่อยคาร์บอน หากไทยไม่เร่งปรับโครงสร้างการผลิตและนโยบายสนับสนุน การแข่งขันในตลาดโลกอาจไม่ได้วัดกันที่ต้นทุนแรงงานหรือโลจิสติกส์อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ “ต้นทุนคาร์บอน” และความโปร่งใสของซัพพลายเชน

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ออกแบบมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยยึดโยงกับกฎ กติกา และเศรษฐกิจในโลกการค้ายุคใหม่ ที่ไม่ได้มองเป็นแค่เครื่องมือดึงเม็ดเงินลงทุน แต่เป็นกลไกกำหนด “ทิศทางเศรษฐกิจไทยในโลกคาร์บอนต่ำ” โดยผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยปรับตัวให้สอดรับกับกติกาการค้าโลกยุคใหม่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า ดาต้า เซ็นเตอร์ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล และเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน ไม่ได้ตอบโจทย์แค่สิ่งแวดล้อม แต่เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

‘คมสันต์’ เปิดใจทั้งน้ำตา สั่งถอยทัพ Flash มาเลเซีย ยอมทิ้งเงินลงทุน 7 พันล้าน เพื่อรักษาชีวิตพนักงานอีกนับแสน

นายคมสันต์ แซ่ลี ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง Flash Group เปิดใจเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในการบริหารงาน ประกาศยุติกิจการ Flash Express ในประเทศมาเลเซีย ยอมรับเป็นความเจ็บปวดที่ต้องทิ้งเงินลงทุนกว่า 6-7 พันล้านบาท และเวลา 4 ปี แต่จำต้อง “ตัดใจ” เพื่อรักษาเสถียรภาพของทั้งเครือและพนักงานอีกนับแสนชีวิต

นายคมสันต์ แซ่ลี แม่ทัพใหญ่แห่ง Flash Group ได้กล่าวเปิดใจถึงวินาทีที่ต้องตัดสินใจปิดฉากธุรกิจในประเทศมาเลเซียว่า เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในฐานะผู้นำองค์กร โดยเฉพาะความรู้สึกกดดันเมื่อต้องเผชิญหน้ากับพนักงานกว่าหมื่นชีวิตที่ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาตลอด 4 ปี

“วันที่ผมยืนขึ้นบนเวที ผมนึกไม่ออกว่าผมจะเผชิญหน้ากับพวกเขายังไง เพราะเขาเชื่อผม หมื่นกว่าชีวิตมาต่อสู้กับผมที่มาเลเซียด้วยกัน 4 ปี แล้ววันนี้ผมต้องบอกกับทุกคนว่า... ผมขอถอย” นายคมสันต์ กล่าวด้วยความรู้สึกอัดอั้น

ซีอีโอ Flash Group ยอมรับว่า การตัดสินใจครั้งนี้ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่มหาศาล ทั้งในแง่ของเม็ดเงินลงทุนที่สูญเสียไปกว่า 6,000 - 7,000 ล้านบาท และเวลาในการบุกตลาดอีกถึง 4 ปี ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ “น่าเสียดาย” สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ

กรมอนามัยร่วมมือภาคเอกชน ปรับมาตรฐานความหวานเครื่องดื่มชง “หวานปกติ=หวาน 50%” เพื่อสุขภาพของคนไทย

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ภายหลังจากที่กรมอนามัยได้หารือร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบการร้านเครื่องดื่มชง เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 พบว่า ภาคเอกชนมีความตื่นตัวและให้ความร่วมมือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีภาคเอกชนเข้าร่วมแล้วรวม 7 บริษัท 9 แบรนด์ ได้แก่ บริษัท บางจากรีเทล จำกัด (อินทนิล) บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (คาเฟ่อเมซอน) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (ออลล์คาเฟ่ คัดสรร และเบลลินี่) บริษัท แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) จำกัด (แบล็คแคนยอน) บริษัท อินเตอร์คอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (อินเตอร์คอฟ) บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) (พันธุ์ไทย) และบริษัท เค.วี.เอ็น. อิมปอร์ต เอกซ์ปอร์ต (1991) จำกัด (ชาวดอย) ทั้งนี้ การเข้าร่วมดังกล่าวเป็นความร่วมมือโดยสมัครใจ ซึ่งแต่ละแบรนด์สามารถดำเนินการได้ตามความพร้อมและบริบทของตนเอง

นพ.ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยสูงถึง 21 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งมากกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน การปรับมาตรฐานความหวานของเครื่องดื่มชงจึงเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยลดการบริโภคน้ำตาล ลดความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในระยะยาว

นอกจากนี้ แคมเปญดังกล่าวยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านการใส่ใจสุขภาพผู้บริโภคให้แก่ผู้ประกอบการร้านเครื่องดื่มชง และสร้างความคุ้นเคยให้ผู้บริโภครู้สึกว่า “หวานน้อยก็อร่อยได้” นโยบายนี้เป็นการเพิ่มทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพให้กับผู้บริโภค โดยผู้บริโภคยังสามารถเลือกลดหรือเพิ่มระดับความหวานได้ตามความต้องการ ซึ่งเป็นการต่อยอดนโยบาย “หวานน้อยสั่งได้”

ความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายร่วมกันระหว่าง กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะภาครัฐ ร่วมกับภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และสามารถขยายผลในระดับประเทศอย่างยั่งยืน กรมอนามัยจึงได้จัดงานเปิดตัวนโยบาย “หวานปกติ = หวาน 50%” ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อาคารรัฐสภา โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน

Gartner ฟันธง! บริษัทครึ่งหนึ่งที่โละพนักงานเพราะ AI จะต้อง “จ้างคนกลับมาใหม่” ภายในปี 2027

การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำระดับโลก ออกโรงเตือนองค์กรธุรกิจที่เร่งลดคนเพื่อหันไปพึ่งพาปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยคาดการณ์ว่า ภายในปี 2027 บริษัทถึง 50% ที่เคยปรับลดพนักงานโดยอ้างเหตุผลเรื่อง AI จะต้องกลับมาจ้างงานบุคลากรใหม่ในหน้าที่คล้ายคลึงกัน แต่อาจมาในชื่อตำแหน่งที่ต่างออกไป

รายงานล่าสุดจาก Gartner ระบุว่า ผู้นำด้านการบริการและการสนับสนุนลูกค้า (Customer Service & Support) ควรให้ความสำคัญกับการเติบโตในระยะยาว มากกว่าการมองแค่การลดต้นทุนในระยะสั้น เพราะ AI ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการทดแทนมนุษย์

แคธี รอสส์ (Kathy Ross) ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์ ในสายงานบริการและสนับสนุนลูกค้าของ Gartner กล่าวว่า "แม้ข่าวการเลิกจ้างพนักงานด้วยเหตุผลเรื่อง AI จะเป็นที่สนใจของสังคม แต่ความจริงนั้นซับซ้อนกว่ามาก การลดจำนวนพนักงานส่วนใหญ่ในช่วงที่ผ่านมาได้รับอิทธิพลจากสภาพเศรษฐกิจในภาพรวม มากกว่าจะเป็นเพราะระบบอัตโนมัติเพียงอย่างเดียว"

เธอยังชี้ให้เห็นว่า เมื่อองค์กรเริ่มเผชิญกับ "ขีดจำกัดของ AI" ประกอบกับความคาดหวังของลูกค้าที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ องค์กรเหล่านี้จำเป็นต้องกลับมาลงทุนใน "ทรัพยากรมนุษย์" อีกครั้ง เพื่อรักษาคุณภาพการบริการและการเติบโตของธุรกิจไว้

สอดคล้องกับความเห็นของ เอมิลี โปโตสกี้ (Emily Potosky) ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยของ Gartner ที่ย้ำว่า "AI ในปัจจุบันยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะเข้ามาแทนที่ความเชี่ยวชาญ ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และวิจารณญาณที่มนุษย์มีได้อย่างสมบูรณ์ การพึ่งพา AI เพียงอย่างเดียวในเวลานี้ถือเป็นเรื่องที่เร็วเกินไป และอาจนำไปสู่ผลกระทบที่ไม่ได้ตั้งใจตามมา"

สมาคมค้าปลีกฯ ฝากการบ้านรัฐบาลใหม่ “6 แพ็กเกจฟื้นศก.” ช้อปคุ้ม-เที่ยวปัง ปั๊ม 2 แสนล้านบาท ดัน GDP 

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผู้ประกอบการ และประชาชน เริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น ภายหลังการจัดการเลือกตั้งทั่วไป และคาดว่าจะมีการประกาศคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เพื่อเข้าบริหารประเทศได้ในช่วงกลางปีนี้ ซึ่งช่วยส่งสัญญาณเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุน และการใช้จ่ายในภาพรวม อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องเร่งสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยให้กลับมาคึกคักอย่างเป็นรูปธรรม

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย คาดหวังให้รัฐบาลใหม่สานต่อนโยบายที่มีประสิทธิผล และต่อยอดด้วยมาตรการใหม่ ๆ โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับฐานราก การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และการลดอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ควบคู่กับการปราบปรามทุนเทาและการทุจริต เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการแข่งขัน ภายใต้กรอบการทำงานระยะ 4 ปี ของทีมบริหารประเทศ

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย จึงขอเสนอ “แพ็กเกจ 6 นโยบายฟื้นเศรษฐกิจ” ต่อรัฐบาลใหม่ ภายใต้แนวคิด “ช้อปคุ้ม-เที่ยวปัง-ลงทุนท้องถิ่น-SMEs แข็งแรง-แรงงานมีทักษะ-แข่งขันอย่างเท่าเทียม” ดังนี้

1. ช้อปคุ้ม : กระตุ้นกำลังซื้อทันที ให้เงินหมุนเวียนทั่วประเทศ

1.1 มาตรการคนละครึ่งพลัส ปลดล็อกข้อจำกัดเดิม เพื่อให้ครอบคลุมร้านค้าปลีกทุกขนาด รวมถึงโมเดิร์นเทรด เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกในการจับจ่าย โดยจากบทเรียน “คนละครึ่ง พลัส” ครั้งล่าสุด พบว่ามีผู้ใช้สิทธิ์ไม่เต็มวงเงินถึง 13 ล้านคน คิดเป็นเม็ดเงินคงเหลือถึง 6,000 ล้านบาท ทำให้ประเทศเสียโอกาสในการสร้าง Multiplier Effect หรือการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจอย่างที่ควรจะเป็น

1.2 ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) เสนอให้นำมาตรการปรับลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย จากอัตราปกติ 3% เหลือ 0-1% กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนเงินสด และเสริมสภาพคล่องให้แก่ภาคธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ควบคู่กับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) มากขึ้น

1.3 บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขยายให้ร้านค้าปลีกทุกขนาดสามารถรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชน ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น

 2. เที่ยวปัง : ยกระดับสู่จุดหมายแห่งการช้อปปิ้ง และท่องเที่ยวไลฟ์สไตล์

2.1 มาตรการ Instant Tax Refund นำร่องคืนภาษี VAT 7% ทันที ณ ร้านค้า สำหรับนักท่องเที่ยวที่ซื้อสินค้าขั้นต่ำ 3,000 บาท เพื่อสร้างแรงจูงใจในการช้อปปิ้ง และแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้

2.2 ปั้นไทยเป็น Shopping Paradise ยกเลิกหรือลดภาษีสินค้าไลฟ์สไตล์นำเข้า (Import Tax) กลุ่มสินค้าแฟชั่น เครื่องหนัง ความงาม เครื่องประดับ ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บสูงถึง 20-30% รวมทั้งนำร่องแซนด์บ็อกซ์ “เขตปลอดภาษี” (Free Tax Zone) ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก เช่น ภูเก็ต เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม High Spending ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อคน และดึงเม็ดเงินท่องเที่ยวให้กลับเข้าประเทศไทยมากขึ้น

2.3 เที่ยวดีมีคืน เสนอให้ขยายขอบเขตมาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในหมวดสินค้าของฝาก สินค้าชุมชน และสินค้า SME โดยเปิดโอกาสให้ร้านค้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สามารถเข้าร่วมโครงการ และนำยอดใช้จ่ายไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้

 3. ลงทุนท้องถิ่น : สร้างงาน สร้างรายได้ ลดกระจุกตัวทางเศรษฐกิจ

3.1 ลงทุนเมืองน่าเที่ยว กำหนดมาตรการจูงใจทางภาษีสำหรับภาคเอกชนไทยที่เข้าไปลงทุนในเมืองรอง (เมืองน่าเที่ยว) โดยเฉพาะโครงการ หรือธุรกิจที่ก่อให้เกิดการจ้างแรงงานในพื้นที่ และมีการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ SMEs ท้องถิ่นเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจฐานราก

3.2 ลดค่าไฟฟ้า เสริมความสามารถในการแข่งขันผ่านการลดต้นทุน อาทิ การทบทวนและปรับลดโครงสร้างค่าไฟฟ้าในภาคค้าปลีก โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ควบคู่กับการสนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ประกอบการที่ลงทุนในเทคโนโลยีด้านการประหยัดพลังงาน เช่น การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์

4. SMEs แข็งแรง: เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

4.1 สนับสนุนสินค้าไทย ให้ได้รับการรับรอง Made in Thailand (MiT) จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและโอกาสในการได้รับการจัดซื้อจัดจ้างจากภาครัฐ รวมทั้งขยายโอกาสในการส่งออก

4.2 อุดหนุนภาษี ให้กับผู้ประกอบการ SME สำหรับสินค้าในหมวด Sustainable เพื่อลดต้นทุนและจูงใจให้เกิดการพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม

5. แรงงานมีทักษะ : ส่งเสริมแรงงานภาคค้าปลีก

5.1 ยกระดับ Productivity ด้วย AI สนับสนุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ในการลงทุนระบบ AI เชิงปฏิบัติการ (Agentic AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ เช่น การนำเสนอสินค้าเฉพาะบุคคล การบริหารสต็อกและบัญชี เป็นต้น

5.2 แก้ปัญหาแรงงานยั่งยืน เร่งนโยบาย Upskill และ Reskill แรงงานค้าปลีกให้เท่าทันเศรษฐกิจดิจิทัล และเสนอให้ใช้ “มาตรฐานวิชาชีพ” เป็นตัวกำหนดค่าจ้าง แทนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบเหมารวม เพื่อรักษาเสถียรภาพการจ้างงาน

5.3 การจ้างงาน ได้แก่ การจ้างงานผู้สูงวัย จากการที่ไทยเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยผู้ประกอบการสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า, การจ้างงานรายชั่วโมง เพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน เพิ่มช่องทางให้ผู้มีรายได้น้อย เช่น ผู้สูงอายุ นักศึกษา และแรงงานนอกระบบ ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารต้นทุนแรงงานได้คล่องตัวมากขึ้น และการจ้างแรงงานต่างด้าว ลดข้อจำกัดและขั้นตอนในการจ้างแรงงานต่างด้าว เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงกำลังคนในตำแหน่งงานที่ขาดแคลน หรือเป็นงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของแรงงานไทย

6. แข่งขันอย่างเท่าเทียม : ลดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน

กำหนดให้แพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบและคัดกรองสินค้าอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง อาทิ เครื่องหมาย อย. หรือ มอก. รวมถึงสินค้าที่ไม่มีฉลากภาษาไทยอย่างถูกต้อง พร้อมกำหนดกรอบเวลาให้ดำเนินการนำสินค้าออกจากแพลตฟอร์มภายใน 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการกำหนดให้แพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทำหน้าที่จัดเก็บและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน แทนผู้ขายรายย่อยจากต่างประเทศ เพื่อปิดช่องว่างการจัดเก็บภาษี

เลิกด่า “ไดโนเสาร์” แล้วหันมาดูตัวเลข — ประเทศไทยที่คนรุ่นก่อนสร้างไว้ ทำให้คนรุ่นนี้ “อยู่ดีขึ้น” แค่ไหน

คำว่า “ไดโนเสาร์” ที่บางคนใช้ด่าคนรุ่นเก่าว่า “ไม่เปลี่ยนแปลง” อาจฟังดูสะใจในคอมเมนต์สั้น ๆ แต่พอวางลงบนความจริงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต มันคือคำที่ ไม่ยุติธรรม และ ไม่ฉลาดพอ ต่อประวัติศาสตร์ของประเทศตัวเอง

ถ้าเราย้อนดู “ผลลัพธ์” ที่ประเทศสะสมมา—รายได้ของคนไทย อายุขัย การรอดชีวิตของเด็ก และความยากจน—เราจะเห็นภาพชัดว่า คนรุ่นก่อน ๆ ไม่ได้ “ไม่ทำอะไร” เพียงแต่อาจไม่ได้ถูกเล่าในรูปแบบที่คนรุ่นใหม่อิน

คนรุ่นใหม่มีเหตุผลที่จะโกรธหลายเรื่องได้ แต่การโกรธแบบ “เหมารวมเหยียดอายุ” ทำให้เราเถียงกันผิดเป้า—แทนที่จะถกกันบนข้อเท็จจริง
1) GDP โตไม่ใช่คำคม — มันคือหลักฐานว่า “ฐานประเทศ” ถูกยกระดับขึ้นจริง
เริ่มจากภาพใหญ่ที่สุด: GDP ไทย (มูลค่าเศรษฐกิจรวม) [1]
•    ปี 1960 GDP ไทย = 2,760,750,861 ดอลลาร์สหรัฐ
•    ปี 2024 GDP ไทย = 526,517,658,842 ดอลลาร์สหรัฐ
•    คิดเป็นการขยายตัวประมาณ 190.7 เท่า (หน่วยเงินดอลลาร์ปัจจุบัน)

นี่ไม่ใช่ “บังเอิญรวยขึ้นเอง” แต่มันคือผลรวมของการสร้างระบบเศรษฐกิจ การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สาธารณสุข และการเชื่อมประเทศเข้ากับโลกมาหลายทศวรรษ
ถ้ากลัวว่า “GDP รวม” ไม่สะท้อนคนทั่วไป เราดู GDP ต่อหัว ซึ่งเป็นตัวชี้วัดกำลังซื้อเฉลี่ยโดยคร่าว [2]
•    ปี 1960: 102.8 ดอลลาร์/คน/ปี
•    ปี 1970: 197.1 ดอลลาร์/คน/ปี
•    ปี 1980: 708.7 ดอลลาร์/คน/ปี
•    ปี 1990: 1,559.1 ดอลลาร์/คน/ปี
•    ปี 2000: 2,006.0 ดอลลาร์/คน/ปี
•    ปี 2010: 4,973.9 ดอลลาร์/คน/ปี
•    ปี 2024: 7,346.6 ดอลลาร์/คน/ปี

สรุปแบบตรง ๆ: รายได้เฉลี่ยเชิงเศรษฐกิจของคนไทย “โตขึ้นราว 71.5 เท่า” จากปี 1960 ถึง 2024 [2]

2) คุณภาพชีวิต: ต่างกันแบบ “คนละโลก” ไม่ใช่แค่คนละเจเนอเรชัน
2.1 อายุขัย: จากยุค “อยู่ไม่ถึงแก่” สู่ยุค “อยู่ยาวเป็นปกติ”
ปี 1960 อายุขัยเฉลี่ยคนไทย = 50.608 ปี และปี 2023 = 76.412 ปี (เพิ่มขึ้น 25.804 ปี) [3]

2.2 เด็กตายลดฮวบ: ความก้าวหน้าด้านสาธารณสุขที่เถียงไม่ออก
อัตราตายทารก (ต่อเด็กเกิดมีชีพ 1,000 คน) ปี 1960 = 112.8 และปี 2023 = 8.0 [4]
2.3 ความยากจนลดลงแบบเปลี่ยนโครงสร้าง
รายงานของ UNICEF ระบุว่า สัดส่วนประชากรไทยที่อยู่ใต้เส้นความยากจนของไทย ลดจาก 34.1% (ปี 1988) เหลือ 4.4% (ปี 2021) [5]
ตัวเลขพวกนี้สะท้อนว่า “ความมั่งคั่งทางชีวิต” ของคนรุ่นนี้ต่างจากคนรุ่นก่อนอย่างมีนัยสำคัญ แม้เรายังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำและกับดักรายได้อยู่ก็ตาม

3) แล้วทำไมคนรุ่นใหม่ยังรู้สึก “ไม่ไหว”? — เพราะโจทย์วันนี้ไม่เหมือนเมื่อวาน
การยอมรับว่า “ประเทศดีขึ้นมาก” ไม่ได้แปลว่า “ปัจจุบันดีพอ” คนรุ่นใหม่เจอความจริงชุดใหม่ เช่น
•    ค่าครองชีพพุ่งขึ้นเร็วในหลายช่วง แต่รายได้โตช้ากว่า
•    ความฝันเรื่องบ้านและความมั่นคงต้องใช้เวลานานกว่าเดิม
•    การแข่งขันสูงขึ้นจากเศรษฐกิจโลกและเทคโนโลยี
•    ความคาดหวังทางการเมืองสูง แต่การเปลี่ยนผ่านติดหล่มบ่อย
ดังนั้น “ความไม่พอใจ” มีเหตุผลได้ แต่การสรุปว่า คนรุ่นก่อนคือไดโนเสาร์ที่ไม่ทำอะไรเลย คือการตัดตอนความจริง แล้วเอาอารมณ์มาแทนหลักฐาน

4) บทสรุปแบบฟาด ๆ: เหยียดคนรุ่นก่อน ไม่ได้ทำให้คุณเป็นคนรุ่นใหม่ที่ฉลาดขึ้น
ถ้าอยาก “เปลี่ยนประเทศ” จริง ต้องเริ่มจากการเคารพข้อเท็จจริงก่อน

ประเทศไทยไม่ได้พัฒนาขึ้นเพราะคอมเมนต์ด่าใคร ประเทศพัฒนาขึ้นเพราะคนรุ่นก่อน ๆ สะสมโครงสร้าง—แม้จะผิดพลาดหลายอย่าง

บางจาก ทุ่ม 270 ล้านดอลล์เข้าซื้อหุ้น Chevron Hong Kong รุกขยายฐานธุรกิจในฮ่องกง

บมจ.บางจากคอร์ปอเรชั่น [BCP] เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติเข้าทำรายการ และบริษัทได้ลงนามในสัญาซื้อขายหุ้นกับ Chevron Companies (Greater China) Limited (CCGC) เพื่อเข้าซื้อหุ้นใน Cheveon Hong Kong Limited (CHK) จำนวน 60,000 หุ้น (คิดเป็น 100% ของหุ้นทั้งหมด) โดยได้เข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้นกับผู้ขายเมื่อวันที่ 13 ก.พ.69 โดยได้ตกลงซื้อขายหุ้นเบื้องต้นเป็นจำนวน 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ราคาซื้อขายหุ้นที่ซื้อขายสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและการปรับราคาตามที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายหุ้น บริษัทจะชำระราคาเป็นเงินสด โดยบริษัทมีแผนที่จะใช้วงเงินสินเชื่อ

การเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้สะท้อนถึงการขยายฐานธุรกิจของบางจากฯ สู่ตลาดต่างประเทศช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว และยกระดับความน่าเชื่อถือของบางจากฯในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก การลงทุนดังกล่าวสนับสนุนการขยายธุรกิจพลังงานของประเทศไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศเพื่อประโยชน์ของบริษัท และผู้ถือหุ้นของบริษัท พร้อมทั้งช่วยสร้างความพร้อมด้านตลาดสำหรับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารการใช้กำลังการกลั่นของบริษัทบางจากในระยะยาว ตลอดจนสร้างโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ให้แก่บริษัทในกลุ่มบริษัทบางจากจากปัจจัยสนับสนุนต่างๆ

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ BCP ระบุว่า นับเป็นก้าวสำคัญของ บางจากฯ ในการขยายธุรกิจพลังงานไทยสู่ตลาดต่างประเทศและการเตรียมความพร้อมด้านตลาดสำหรับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารกำลังการกลั่นของกลุ่มบริษัทบางจากในระยะยาว

“การเข้าซื้อกิจการ CHK ไม่เพียงเป็นการขยายธุรกิจของบางจากฯ สู่ตลาดต่างประเทศ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการเดินหน้านำธุรกิจพลังงานไทยไปสร้างความเชื่อมั่นในระดับภูมิภาค เรามุ่งมั่นยกระดับศักยภาพการแข่งขันให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน และพร้อมก้าวสู่อนาคตด้านพลังงานภายใต้ทิศทางที่ชัดเจน โดยฮ่องกงเป็นเขตเศรษฐกิจเสรีที่พัฒนาแล้ว มีกรอบกฎหมายและกติกาการค้าปลีกเสรีที่ใกล้เคียงตลาดแข่งขันสมบูรณ์ อีกทั้งมีอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศอยู่ในระดับสูง (อันดับเครดิตของประเทศอยู่ที่ AA+) สะท้อนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และระบบกำกับดูแลภายใต้กรอบกฎหมายที่เข้มแข็ง และเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการเดินเรือที่สำคัญของเอเชีย จึงเหมาะกับการเข้าทำธุรกรรม”นายชัยวัฒน์ กล่าว

CHK ประกอบธุรกิจพลังงานที่หลากหลาย ได้แก่ ธุรกิจน้ำมันค้าปลีก ธุรกิจน้ำมันภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจน้ำมันเรือเดินสมุทร พร้อมคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือระดับมาตรฐานสากล นอกจากนี้ CHK ยังเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการสถานีบริการหลักของตลาดน้ำมันฮ่องกง โดยมีสถานีบริการ 31 แห่ง กระจายครอบคลุมพื้นที่เขตเมืองและชานเมือง ซึ่งภายหลังการเข้าซื้อกิจการ บางจากฯ จะยังคงดำเนินการสถานีบริการภายใต้แบรนด์ Caltex ภายใต้สัญญาเครื่องหมายการค้าระหว่าง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top