Friday, 5 June 2026
Econbiz

เคทีซี-แสนสิริเดินเกมกลยุทธ์ หนุนคนไทยมีบ้านง่ายขึ้น

เคทีซีและแสนสิริ สองผู้นำในแวดวงการเงินและอสังหาริมทรัพย์ ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของคนไทย ผ่านการผสานจุดแข็งด้านโครงการคุณภาพของแสนสิริ และโซลูชันทางการเงินที่ยืดหยุ่นจากเคทีซี 

นางประณยา นิถานานนท์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า “เคทีซีไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล แต่เรามุ่งพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของสมาชิก ความร่วมมือกับแสนสิริสะท้อนบทบาทของเคทีซีในการเป็น ‘ผู้ช่วยทางการเงิน’ ที่เข้าใจความต้องการของคนไทยในทุกไลฟ์สไตล์ โดยออกแบบสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้จ่ายและการวางแผนทางการเงิน เพื่อให้การมีบ้านไม่ใช่ภาระ แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่มั่นคง และยังสนับสนุนการเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัยอย่างมีความรับผิดชอบ ผ่านการออกแบบสิทธิประโยชน์ที่ช่วยเสริมวินัยทางการเงิน และเปิดทางเลือกที่หลากหลายให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจได้อย่างสอดคล้องกับศักยภาพของตนเอง”

นางสาวศรีอำไพ รัตนมยูร ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด บริษัท แสนสิริ จำกัด กล่าวว่า “แสนสิริเชื่อว่าที่อยู่อาศัยคือจุดเริ่มต้นของคุณภาพชีวิตที่ดี ความร่วมมือกับเคทีซีครั้งนี้ เป็นการนำความเชี่ยวชาญของทั้งสององค์กรมาเติมเต็มกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงอสังหาริมทรัพย์กับโซลูชันทางการเงิน เพื่อช่วยลดข้อจำกัดด้านการเงิน และเปิดโอกาสให้คนไทยมีบ้านได้เร็วขึ้น ง่ายขึ้นและมั่นใจมากขึ้น เรามองดีลนี้ในเชิงกลยุทธ์ระยะยาว เพื่อสร้างทางเลือกที่ยั่งยืนให้กับผู้บริโภคและขับเคลื่อนตลาดที่อยู่อาศัยไทย”

เปลี่ยนสินค้าชุมชน ให้ปังระดับพรีเมียม! DIPROM เปิดติวเข้ม ‘นวัตกรรม & ดีไซน์’ พลิกโฉมธุรกิจเกษตรแปรรูป-อาหาร ให้ขายดีแบบยั่งยืน

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) ขอเชิญชวนผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรม "ต่อยอดผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ (สาขาอาหารและเครื่องดื่ม)" ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

สิ่งที่คุณจะได้รับเมื่อเข้าร่วมโครงการ:
-    การอบรมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเข้มข้น 3 วัน
-    โอกาสรับคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ (20 กิจการ)
-    การออกแบบบรรจุภัณฑ์และจัดทำผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (Prototype)
-    สิทธิ์ในการนำสินค้าต้นแบบไปทดสอบตลาดจริง

โลกเปลี่ยนเร็ว…ผู้นำต้อง “ล้ำกว่าเดิม”

เปิดรับสมัครแล้ว Development Administrator in Digital Era (DAD NIDA) รุ่นที่ 11
หลักสูตรที่จะพัฒนาผู้นำให้ก้าวทันโลกดิจิทัลและสร้างผลลัพธ์ให้กับองค์กรอย่างเป็นระบบ

 ไฮไลท์หลักสูตร
-    เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง
-    ต่อยอดบทบาทผู้นำในองค์กรและสังคม
-    มิตรภาพจากDaหลากหลายวงการ

สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 20 มีนาคม 2569
เรียน 7 พ.ค. - 22 ส.ค. 69 ทุกวันเสาร์ช่วงบ่าย
โรงแรม Grande Centre Point (Lumphini)
ค่าธรรมเนียม 79,500 บาท

JSP ผลสำรวจต่างชาติพบปี 2025 ตลาดอาหารเสริมในไทยโตแตะ 1 แสนล้านบาทครั้งแรก ส่วนปี 2026 เป็นปีแห่งโอกาสที่จะเติบโตโดดเด่นสุดในอาเซียน คาดอัตราการเติบโตจะอยู่ที่ 7 – 9% ไปอีกเกือบ 10 ปี

นายสิทธิชัย แดงประเสริฐ  ประธานบริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (JSP) เปิดเผยว่า จากข้อมูลของต่างประเทศ เช่น Grand View Research และ Euromonitor International ระบุว่าปี 2569 จะเป็นปีที่ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในประเทศไทยเติบโตโดดเด่นที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยคาดการณ์ว่าจะเติบโตต่อเนื่องจากปี 2568 ที่คาดว่าจะมีมูลค่าการตลาดรวมขึ้นไปแตะ 1 แสนล้านบาทเป็นครั้งแรก โดยตัวเลขนี้จะถือว่าเป็นอัตราการเติบโตสูงถึง 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน และสอดคล้องกับตัวเลขการเติบโตของระดับโลกที่คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึงประมาณ  7 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องด้วยอัตราเฉลี่ยประมาณ 7-9% ไปจนถึงปี 2578 

สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนให้ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจโลกนี้มากจากเทรนด์การดูแลสุขภาพเชิงรุกและเฉพาะบุคคล ที่ไม่ใช่แค่กินยาเมื่อป่วย แต่คือการ "กินเพื่อป้องกัน" และ "กินให้เหมาะกับ DNA" ของแต่ละคน โดยแบ่งออกเป็น 5 เทรนด์ดังนี้

1. โภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition & AI) เทรนด์การดูแลตัวเองในปัจจุบันและอนาคตจะมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น "ยาหนึ่งเม็ดไม่ได้เหมาะกับทุกคน" อีกต่อไป โดยเฉพาะในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทกับไลฟ์สไตล์ผู้คนมากขึ้น การใช้ AI วิเคราะห์ผลเลือดหรือ DNA เพื่อออกแบบวิตามินที่ "ร่างกายต้องการจริง ๆ" เท่านั้น จะเป็นเทรนด์ใหม่ที่มาแรง ธุรกิจ Customized Supplements: การสั่งผลิตวิตามินแบบรายคน (Subscribed) จะโตขึ้นมาก รวมถึงธุรกิจที่ทำแพลตฟอร์มวิเคราะห์สุขภาพจะเติบโตควบคู่กัน

2. แหล่งอาหารจากพืชและฉลากสะอาด (Plant-Based & Clean Label) ผู้บริโภคยุคใหม่ จะพิถีพิถันในการเลือกผลิตภัณฑ์มากขึ้น อาหารประเภทVegan-Friendly หรือ อาหารเสริมที่สกัดจากพืช เช่น Pea Protein หรือวิตามินจากผลไม้ จะเข้ามาแทนที่เคมีสังเคราะห์ ผู้บริโภคต้องการรู้ที่มาของวัตถุดิบ  ภาคธุรกิจต้องแจ้งข้อมูล ตั้งแต่สถานที่ปลูก สถานที่สกัด เป็นต้น ซึ่งข้อนี้ถือเป็นจุดแข็งของประเทศไทยที่สามารถสร้าง Story telling ในรูปแบบของหนังสั้นผ่าน QR Code บนฉลากผลิตภัณฑ์ สร้างจุดขายให้สินค้าและเกิดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรมได้

3. สุขภาพจิตและสมอง (Mental Wellness & Nootropics) ความเครียดเป็นอีกหนึ่งปัญหาของคนยุคปัจจุบัน เทรนด์ของการดูแลและบำรุงสมองเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่จะมาแรง สารอาหารบำรุงสมอง ที่เน้นเรื่องสมาธิและการนอนหลับ (Sleep Support) จะได้รับการตอบรับมากขึ้น รวมถึงสมุนไพรที่ช่วยปรับสมดุลความเครียด เช่น Ashwagandha หรือเห็ดทางการแพทย์ต่าง ๆ จะกลายเป็นของมันต้องมีสำหรับคนยุคปัจจุบัน

4. จุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Health & Microbiome) เมื่อลำไส้คือ "สมองที่สอง" ของร่างกาย ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ Postbiotics นอกจาก Proและ Pre แล้ว ตอนนี้โลกกำลังเข้าสู่ยุคของ "Postbiotics" (สารที่จุลินทรีย์ผลิตออกมา) ซึ่งช่วยเรื่องภูมิคุ้มกันและผิวพรรณแบบตรงจุดมากกว่า

5. ยาและอาหารเสริมกลุ่ม "ชะลอวัย" (Longevity & Anti-Aging) สังคมสูงวัย (Aging Society) กลายเป็นตลาดใหญ่ที่สุดตามโครงสร้างประชากรในปัจจุบัน กลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทสารช่วยซ่อมแซมระดับเซลล์ เช่น NAD+ / NMN จะกลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับการตอบรับทั่วโลก รวมถึงอาหารเสริมเพื่อช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อจะได้รับความนิยมมากขึ้น

ปี 2569 กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งปีแห่งความท้าทายของภาคการผลิตไทย เมื่อ ส.อ.ท. พบสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทยยังคงมีความเปราะบางสูง ท่ามกลางปัจจัยลบทั้งในและต่างประเทศ

ท่ามกลางกระแสความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงพัดกระหน่ำ การก้าวเข้าสู่ปี 2569 ของภาคอุตสาหกรรมไทยดูเหมือนจะไม่ใช่ก้าวย่างที่ราบรื่นนัก เมื่อผลสำรวจล่าสุดสะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า ว่าปีหน้านี้อาจเป็นปีที่ผู้ประกอบการต้อง "รัดเข็มขัด" และ "เร่งปรับตัว" ครั้งใหญ่ที่สุดอีกปีหนึ่ง

ล่าสุด ส.อ.ท. ได้เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นและแนวโน้มอุตสาหกรรมปี 2569 ซึ่งรวบรวมจากแม่ทัพนายกองของ 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และตัวแทนภาคเอกชนจาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ ภาพรวมที่ออกมาฉายชัดถึงสถานการณ์ที่ "ทรงตัว" ไปจนถึง "น่าเป็นห่วง"

จากข้อมูลพบว่า มีเพียง 15 กลุ่มอุตสาหกรรมเท่านั้นที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดีขึ้น ในขณะที่ส่วนใหญ่ (23 กลุ่ม) มองว่าจะทำได้เพียงแค่ทรงตัว และมีถึง 10 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ส่อแววหดตัวลง ยิ่งเมื่อเจาะลึกลงไปในระดับภูมิภาค สัญญาณเตือนยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อภาคเหนือเป็นเพียงภาคเดียวที่คาดว่าจะประคองตัวได้ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ ต่างถูกคาดการณ์ว่าจะประสบภาวะหดตัว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากำลังซื้อในระดับรากหญ้าและโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากกำลังอ่อนแรง

มรสุมลูกใหญ่: สินค้าราคาถูกและการเติบโตที่ชะลอตัว
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. และคณะผู้บริหาร ได้ชี้ให้เห็นถึง "หลุมดำ" ทางเศรษฐกิจที่สำคัญ นั่นคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน โดยเฉพาะในปี 2569 ที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทย (GDP) จะขยายตัวได้เพียง 1.6–2.0% ซึ่งถือว่าชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้สวนทางกับความคาดหวังในการฟื้นตัว และยังตอกย้ำด้วยปัญหา "สินค้าทุ่มตลาด"

การไหลบ่าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ และปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าสวมสิทธิ (Transshipment) กำลังกัดกินความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตไทยอย่างรุนแรง ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ไม่เติบโตเท่าที่ควร แม้ตัวเลขการส่งออกอาจดูเหมือนขยับตัวได้บ้าง แต่ไส้ในกลับกลวงเปล่าเพราะไม่ใช่สินค้าที่ผลิตในไทยอย่างแท้จริง

SMEs โจทย์หินที่ยังแก้ไม่ตก
กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดในสมรภูมินี้หนีไม่พ้น ผู้ประกอบการ SMEs ที่เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย ปี 2569 จะเป็นปีที่ SMEs ต้องเผชิญศึกรอบด้าน ทั้งต้นทุนพลังงาน ค่าแรง และดอกเบี้ยที่ยังสูงลิ่ว ประกอบกับมาตรการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดของสถาบันการเงิน ทำให้สภาพคล่องตึงตัว นอกจากนี้ การแข่งขันด้านราคาและเทคโนโลยีกับรายใหญ่และสินค้าต่างชาติ ยิ่งทำให้โอกาสในการทำกำไรของ SMEs ตีบตันลง รายได้จึงคาดว่าจะฟื้นตัวได้ช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่

เมื่อความรักต่อศิลปิน เดินคู่กับการวางแผนการเงิน

สำหรับ “แฟนคลับ” การได้ไปชมคอนเสิร์ตของศิลปินที่รักไม่ใช่เพียงความบันเทิงชั่วคราว แต่คือช่วงเวลาที่มีคุณค่าทางใจและกลายเป็นความทรงจำที่มีความหมายกับชีวิตไปอีกแสนนาน หลายคนมองว่าคอนเสิร์ตคือ “รางวัลแห่งปี” ที่ช่วยเติมพลังและสร้างแรงบันดาลใจให้กับการใช้ชีวิต งานวิจัยจำนวนมากสนับสนุนว่าประสบการณ์ดนตรีสดมีผลต่อสุขภาวะมากกว่าที่คิด โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า กิจกรรมด้านดนตรีมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพทางอารมณ์และคุณภาพชีวิตโดยรวม 

อย่างไรก็ตาม ความสุขจากคอนเสิร์ตมักมาพร้อมค่าใช้จ่ายที่มากกว่าบัตรเข้าชม ไม่ว่าจะเป็นค่าสมัครสมาชิก (membership) ค่าเดินทาง ค่าที่พัก หรือค่าใช้จ่ายยิบย่อยที่สะสมโดยไม่รู้ตัว เคทีซีจึงชวนแฟนคลับมาดู 3 วิธีเก็บเงินอย่างมีชั้นเชิง เพื่อให้ความสุขจากศิลปินที่รักไม่กลายเป็นภาระทางการเงินในระยะยาว และสนุกกับคอนเสิร์ตได้เต็มที่

วิธีที่ 1 เก็บเงินให้ใกล้เวทีขึ้นทุกวัน 
การเก็บเงินเพื่อคอนเสิร์ตไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แต่สามารถผูกเข้ากับชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ เช่น เก็บเงินตามเลขวันที่ หรือเก็บเงินทุกครั้งที่เห็นศิลปินอัปเดตผลงาน เงินจำนวนเล็กน้อยที่สะสมอย่างสม่ำเสมอจะค่อย ๆ เปลี่ยนความตื่นเต้นให้กลายเป็นการเตรียมตัวที่จับต้องได้ และช่วยเข้าใกล้วันคอนเสิร์ตโดยไม่สร้างแรงกดดันต่อค่าใช้จ่ายประจำ

วิธีที่ 2 ตั้งงบให้ความสุขไม่ล้นกระเป๋า    
    หลายครั้งภาระทางการเงินไม่ได้เกิดจากค่าบัตรคอนเสิร์ตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการใช้เงินโดยไม่มีกรอบ การกำหนดงบประมาณคร่าว ๆ สำหรับคอนเสิร์ตแต่ละครั้ง ทั้งบัตรเข้าชม ที่พัก ไปจนถึงค่าเดินทาง จะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมีขอบเขต และเลือกความสุขในระดับที่เหมาะสมกับสถานะการเงินของตัวเอง

วิธีที่ 3 ดูแลกระเป๋าหลังเวที
    ระหว่างรอวันคอนเสิร์ต ความอยากเล็ก ๆ มักเกิดขึ้นเสมอ การไม่ปิดกั้นตัวเองทั้งหมด แต่เลือกเลื่อนค่าใช้จ่ายที่ยังไม่จำเป็น แล้วนำเงินส่วนนั้นมาเป็นเงินเก็บสำหรับคอนเสิร์ต คือวิธีดูแลทั้งความสุขในวันนี้และความสบายใจในวันข้างหน้า
 

EEC ชี้ Re:Build ลดคาร์บอนอาคารได้สูงสุด 50% ดัน Net Zero ไทย

บริษัท อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวิร์ค จำกัด (EEC) จัดงาน The NOVA Community x 50th EEC Anniversary ฉลองครบรอบ 50 ปี เปิดเวทีผลักดันแนวคิด Re:Build อาคารเดิม ลดพลังงาน ลดคาร์บอน อย่างเป็นรูปธรรม สู่เป้าหมาย Thailand Net Zero Carbon 2050

ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ระบุว่าภาคอาคารของไทยใช้พลังงานสูงถึง 36% ของประเทศ และเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลัก โดย Climate Change Act จะเป็นกลไกบังคับให้อาคารต้องปรับตัว

การใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในอาคาร สามารถลดการใช้พลังงานได้เฉลี่ย 20–30% โดยไม่กระทบการใช้งานหรือคุณภาพชีวิต พร้อมเตรียมตั้งกองทุนภูมิอากาศเพื่อสนับสนุนการอัปเกรดอาคารเดิมในวงกว้าง

ไม่ใช่แค่บอกว่า ‘ปลอดภัย’ แต่ต้องมีหลักฐาน! เปิดมิติใหม่การทำเหมืองที่ใช้ข้อมูลสุขภาพเป็นตัวเชื่อมโยงใจชุมชน

วันที่ 27 ม.ค. 69 - เมื่อพูดถึงผลกระทบของภาคอุตสาหกรรมต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมเหมืองแร่มักเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ถูกจับตามองมากที่สุด โดยหนึ่งในประเด็นที่ถูกกล่าวถึงซ้ำ ๆ มักหนีไม่พ้นเรื่องความกังวลด้านสุขภาพของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ

ความกังวลเหล่านี้สะท้อนความคาดหวังของสังคมที่ต้องการคำอธิบายอันเป็นรูปธรรมและเชื่อถือได้ มากกว่าแค่การสื่อสารว่า “ปลอดภัย” เพียงอย่างเดียว

จากวิกฤตความเชื่อมั่นดังกล่าว จะเห็นได้ว่าการสื่อสารเชิงนโยบายอาจไม่ใช่คำตอบที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้อีกต่อไป ผู้ประกอบการด้านเหมืองยุคใหม่จึงจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นผ่านการบริหารจัดการโครงการด้านสุขภาพแบบใหม่ ที่ครอบคลุม และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถติดตาม ตรวจสอบ และตั้งคำถามเกี่ยวกับสุขภาพของชุมชนบนพื้นฐานเดียวกัน

ทุกอย่างเริ่มต้นด้วย “ข้อมูล” 
หนึ่งในแนวทางที่เริ่มเห็นมากขึ้นในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ยุคใหม่ คือการใช้ “ข้อมูล” เป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสารกับชุมชนและสังคม โดยการสร้างระบบฐานข้อมูลสุขภาพในชุมชนที่ครอบคลุม โปร่งใส และมีส่วนร่วม สามารถเริ่มต้นได้จากการหาคำตอบให้แก่คำถามพื้นฐานสี่ข้อ คือ 

1. องค์กรของเรามีการเก็บข้อมูลสุขภาพชุมชนอยู่แล้วหรือไม่ 
2. หากมี ข้อมูลเหล่่านั้นน่าเชื่อถือและมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด 
3. เราสามารถแสวงหาแนวร่วมเพื่อยกระดับคุณภาพและกระบวนการเก็บข้อมูลได้หรือไม่ 
4. ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ต่ออย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าแค่การรายงานผล

สำหรับผู้ประกอบการเหมืองแร่หรือธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการยกระดับการบริหารจัดการสุขภาพของชุมชนโดยรอบ โจทย์เหล่านี้สามารถนำมาต่อยอดต่อเป็นสามมิติสำคัญ ได้แก่

มิติแรก คือการออกแบบกระบวนการเก็บข้อมูลสุขภาพให้ครอบคลุมและต่อเนื่อง ที่ต้องไม่มีเป้าหมายเพียงเพื่อแค่การรายงานผลตามข้อกำหนดเพียงเท่านั้น แต่ควรออกแบบให้ครอบคลุมทุกกลุ่มวัย มีการเก็บข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ และเชื่อมโยงกับบริบทและความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง

มิติที่สอง คือการสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ข้อมูลที่เก็บได้ ข้อมูลสุขภาพไม่ควรอยู่ในการดูแลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรมีหน่วยงานภายนอกเข้ามามีบทบาท ทั้งในกระบวนการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และรายงานผล เพื่อให้ข้อมูลชุดนี้ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นชุมชน ภาครัฐ หรือผู้ประกอบการ

และมิติสุดท้ายซึ่งเป็นมิติที่สำคัญที่สุด คือการนำข้อมูลไปใช้จริง ข้อมูลไม่ควรอยู่แค่บนหน้ากระดาษรายงาน แต่ต้องถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจ วางแผน และดูแลสุขภาพของชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อมูลเหล่านี้ กลายเป็นเส้นเลือดที่คอยหล่อเลี้ยงระบบสาธารณสุขของพื้นที่ได้ออย่างมีประสิทธิภาพ

กรณีศึกษา: ระบบเฝ้าระวังสุขภาพชุมชนของเหมืองแร่ทองคำชาตรี
หนึ่งในตัวอย่างของการนำแนวคิดทั้งสามมิตินี้มาใช้จริงในประเทศไทย คือระบบเฝ้าระวังสุขภาพชุมชนของเหมืองแร่ทองคำชาตรี ที่ดำเนินการโดย อัครา รีซอร์สเซส ซึ่งถูกออกแบบให้หน่วยงานภายนอกเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ต้น 

ทุกปี อัคราจัดให้มีการตรวจสุขภาพสำหรับประชาชนในรัศมี 5 กิโลเมตรจากพื้นที่เหมือง ตามมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โดยมีการประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ อาทิ รพ.สต.ด่านช้าง และ รพ.สต.ดงหลง ในจังหวัดเพชรบูรณ์ รวมถึงอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อร่วมกันคัดกรองกลุ่มประชาชนที่เข้ารับการตรวจให้เป็นไปตามนิยามและแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข โดยคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ไม่ประสงค์เปิดเผยตัวตนควบคู่ไปด้วย อสม. ในพื้นที่ยังมีบทบาทในการทำแบบสอบถามเพื่อประเมินสุขภาวะของประชาชน เพื่อให้ข้อมูลที่ได้ก่อนการตรวจตรงกับบริบทสุขภาพของชุมชนอย่างถูกต้องและรอบด้าน

การตรวจสุขภาพครั้งล่าสุดในปี 2568 มีผู้เข้ารับการตรวจกว่า 600 คน ครอบคลุมทุกกลุ่มวัย ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้สูงวัย รวมทั้งผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ไม่ติดต่อ โดยครอบคลุม 9 รายการตรวจสำคัญ เช่นการตรวจการทำงานของตับและไต ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด การเอกซเรย์ทรวงอก และการทดสอบสมรรถภาพปอด รวมถึงการตรวจหาสารชีวเคมีที่เชื่อมโยงกับการทำเหมืองโดยเฉพาะ ได้แก่ แมงกานีสและไซยาไนด์ในเลือด และสารหนูในปัสสาวะ ซึ่งหากมีการพบเจอ สารชีวเคมีเหล่านี้จะถูกส่งไปตรวจ ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่มีห้องปฏิบัติการด้านการตรวจสารชีวเคมีที่ได้มาตรฐาน

เมื่อผลการตรวจได้รับการประมวลผลครบถ้วนแล้ว จะมีการประสานแพทย์จากโรงพยาบาลในพื้นที่เป็นผู้อ่านผลและให้คำแนะนำแก่ประชาชนโดยตรง และสำหรับผู้ที่มีความประสงค์เข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทาง ก็สามารถใช้สิทธิด้านการรักษาพยาบาลตามสิทธิของแต่ละบุคคลได้ตามปกติ

ที่น่าสนใจคือ รายงานสรุปผลการตรวจสุขภาพทั้งหมดจะถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการติดตามและดูแลสุขภาพของประชาชนในมิติอื่น ๆ ต่อไป ทำให้ข้อมูลสุขภาพไม่ได้อยู่ในมือของบริษัทเพียงฝ่ายเดียว แต่มันได้ถูกใช้เป็นรากฐานไปสู่การบูรณาการความร่วมมือ เพื่อสร้างระบบสุขภาพของชุมชนที่เข้มแข็ง

DIT ขนทัพเกษตรกร–ผู้รวบรวมไทย นำข้าวประณีต ผลไม้ และพืชผลเกษตร ร่วมเวที Gulfood 2026 เปิดประตูตลาดตะวันออกกลาง เชื่อมโยงเกษตรกสู่คู่ค้าตรง เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรไทย

(27 ม.ค. 69) นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยระหว่างการเข้าร่วมงาน Gulfood 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–30 มกราคม 2569 (2026) ณ ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ว่า “กรมการค้าภายใน (DIT) ได้นำกลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ และผู้ประกอบการในโครงการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรโดยการรับซื้อสินค้าเกษตรในช่วงผลผลิตออกเยอะ เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจในเวทีการค้าอาหารระดับโลก ภายใต้แนวคิด “Local Ingredients, World-Class Experiences” เพื่อขยายโอกาสทางการค้าให้สินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะพืชผลทางการเกษตรและผลไม้สำคัญของประเทศ เข้าสู่ตลาดตะวันออกกลาง โดยงาน Gulfood เป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่มีบทบาทสำคัญในระดับนานาชาติ เป็นเวทีที่รวบรวมผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง และผู้ประกอบการธุรกิจอาหารจากหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และความสม่ำเสมอของสินค้าเกษตรและวัตถุดิบอาหาร

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ กรมการค้าภายใน ได้นำสินค้าเกษตรของไทยเข้าจัดแสดงใน โซน Gulfood Green ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มุ่งเน้นพืชผลและวัตถุดิบสด สะอาด และมีคุณภาพ ภายในบูธมีการนำสินค้าเกษตรของไทยจากแหล่งผลิตมาจัดแสดง อาทิ ข้าวไทย ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นถิ่นของไทยที่มีอัตลักษณ์พิเศษ ในกลุ่ม “ข้าวประณีต” ผลไม้ พืชผักและสมุนไพรที่ตลาดตะวันออกกลางมีความต้องการ เช่น หอมแดง กระเทียมไทย พริก หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน ตะไคร้ ข่า และใบมะกรูด

ขณะเดียวกัน ยังได้นำเสนอผลไม้ไทยทั้งรูปแบบผลสดและแปรรูป ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้นำเข้าในประเทศตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ เงาะ มังคุด ทุเรียน ลำไย มะม่วง และชมพู่ ที่ตัดสดจากแหล่งผลิตและนำมาจัดแสดง พร้อมเปิดโอกาสให้คู่ค้าได้เห็นคุณภาพและทดลองชิมรสชาติภายในงาน

รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า “สำหรับงานในวันแรกได้รับกระแสตอบรับดีมาก จากผู้นำเข้าในตะวันออกกลางและยุโรป โดยเฉพาะผู้ที่ทำร้านอาหารรวมถึงซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มองหาสินค้าวัตถุดิบจากประเทศไทยโดยสามารถติดต่อกับกลุ่มวิสาหกิจฯ ได้โดยตรง“

AmazingThailand x LISA สร้างปรากฏการณ์ LISA Effect “เที่ยวตามรอยลิซ่า” หลังนักท่องเที่ยวหลั่งไหลสู่ทะเลบัวแดง จ.อุดรธานี

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ปรากฏการณ์นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเที่ยวชมทะเลบัวแดง บึงหนองหาน อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี สะท้อนความสำเร็จในการใช้ศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง“ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล” ในบทบาท “Amazing Thailand Ambassador” ในการทำหน้าที่เป็นตัวแทนการท่องเที่ยวไทยเพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว ซึ่งททท. มีความยินดีอย่างยิ่งที่กระแส Amazing Thailand x LISA สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาสัมผัสความงดงามของทะเลบัวแดง บึงหนองหาน อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี นับเป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดอุดรธานี  

จากข้อมูลสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวจากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเรือประมงและนำเที่ยวทะเลบัวแดง ท่าเรือบ้านเดียม อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 - 25 มกราคม 2569 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าชมจำนวนทั้งหมด 50,306 คน เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 26,019 คน คิดเป็นร้อยละ 51.73 และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 24,287 คน คิดเป็นร้อยละ 48.27 อาทิ ประเทศจีน ลาว เยอรมัน ญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งโดยปกติแล้วทะเลบัวแดงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นกลุ่มหลัก แต่ในฤดูกาลนี้พบว่าสัดส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเกือบเทียบเท่านักท่องเที่ยวชาวไทย สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความนิยมจากตลาดต่างประเทศที่ขยายตัวมากขึ้นอย่างชัดเจนจากปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top