Friday, 5 June 2026
Econbiz

รู้ทันสแกรมเมอร์!! ตีแผ่ฐานลับเขมร-ดีลยึดทรัพย์หมื่นล้าน เมื่อการหลอกลวงออนไลน์เชื่อมโยงฟอกเงิน จนนำไปสู่การคว่ำบาตรระดับนานาชาติ แนะคนไทยยึด "3 ไม่" ป้องกันก่อนเสียทรัพย์

รู้ทัน...Scammers EP#1 เรื่องราวของการหลอกลวง ฉ้อโกง ตีแผ่กัมพูชา ดินแดนสวรรค์นักต้มตุ๋น 

ในโอกาสครบรอบ 5 ปี ของสำนักข่าว THE STATES TIMES กองบรรณาธิการได้จัดทำบทความซีรี่ส์พิเศษเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนคนไทย นั่นก็คือ เรื่องราว ข้อมูล รายละเอียดที่เกี่ยวการฉ้อโกงออนไลน์ (Scammers) ในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ซึ่งสร้างความเดือดร้อนแสนสาหัสแก่สังคมไทยอย่างมากมาย บทความซีรี่ส์นี้จะกล่าวถึงการหลอกลวงฉ้อโกง และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการป้องกันและรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันการหลอกลวงฉ้อโกง

ปัจจุบัน เขมรได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในแดนสวรรค์ของ Scammers ปีนี้เอง สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรทั้งสองประเทศได้ร่วมกันดำเนินการครั้งใหญ่ต่อเครือข่ายอาชญากรในเขมรที่ดำเนินการหลอกลวงทางออนไลน์ขนาดใหญ่ อาทิ:

1. มาตรการคว่ำบาตรเครือข่ายฉ้อโกงที่เชื่อมโยงกับเขมร กระทรวงการคลังสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรได้ร่วมกันกำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อองค์กรอาชญากรรมในเขมรชื่อ Prince Group และหน่วยงานและบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยกล่าวหาว่าดำเนินการศูนย์กลางฉ้อโกงออนไลน์อย่างกว้างขวาง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง การฟอกเงิน และการค้ามนุษย์ มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวมีเป้าหมายไปยังบุคคลและองค์กรหลายร้อยแห่ง โดยทำการอายัดทรัพย์สินและระงับการทำธุรกรรมกับระบบการเงินของสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร

2. การยึดบิตคอยน์และทรัพย์สินจำนวนมหาศาล ทางการสหรัฐฯ ยังได้ยึดสกุลเงินดิจิทัลจำนวนมหาศาล (ประมาณ 15 พันล้านดอลลาร์ในรูปของบิตคอยน์) ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลจากกิจกรรมฉ้อโกง ทำให้การยึดทรัพย์ครั้งนี้เป็นการยึดทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมีมา

3. ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน รัฐบาลเขมรถูกกล่าวหาว่า คนงานจำนวนมากในศูนย์หลอกลวงเหล่านี้ ซึ่งหลายคนถูกค้ามนุษย์ด้วยข้อเสนองานปลอม ถูกบังคับให้กระทำการฉ้อโกงทางออนไลน์ภายใต้การข่มขู่ และมีการละเมิดเกิดขึ้นภายในสถานที่เหล่านี้

4. ความกังวลในระดับภูมิภาคที่กว้างขึ้น ประเทศอื่น ๆ เช่น เกาหลีใต้ ตอบสนองโดยการออกคำเตือนและข้อจำกัดด้านการเดินทางไปยังพื้นที่ที่เป็นแหล่งรวมการหลอกลวง เนื่องจากมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

การดำเนินการเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่เครือข่ายอาชญากรและบุคคลเฉพาะกลุ่มไม่ใช่ต่อประเทศเขมรโดยรวมหรือประชากรทั่วไป แม้ว่า รัฐบาลเขมรได้ปฏิเสธอย่างเป็นทางการว่าไม่ได้ให้การสนับสนุนการฉ้อโกง และกล่าวว่ากำลังพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว เหตุที่เขมรได้รับความสนใจเป็นพิเศษ รายงานจากแหล่งข่าวนานาชาติ (รวมถึงจากหน่วยงานของสหประชาชาติและกลุ่มสิทธิมนุษยชน) ได้ระบุแหล่งรวมการฉ้อโกงขนาดใหญ่ในเขมร และบันทึกขอบเขตของการฉ้อโกงทางไซเบอร์ในภูมิภาคนี้ ศูนย์เหล่านี้มักดำเนินการในลักษณะของสถานที่รวมกลุ่มที่คนงานถูกกดดันให้กระทำการฉ้อโกง

และเมื่อวันที่ 17 - 18 ธันวาคมที่ผ่านมา ไทยได้เป็นผู้ริเริ่มและเป็นเจ้าภาพร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ในการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (International Conference on the Global Partnership against Online Scams) ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพมหานคร การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนระดับโลก ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวปฏิบัติที่ดี ข้อมูลข่าวกรอง ตลอดจนการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (Online Scams) อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี 60 ประเทศทั่วโลกให้ความสนใจ 

กิจกรรมในการประชุม ประกอบด้วย (1)การประชุมระดับสูง (High-level Segment) โดยมีผู้แทนระดับรัฐมนตรีและเอกอัครราชทูตจากประเทศต่าง ๆ ร่วมกล่าวถ้อยแถลงแสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นทางการเมืองต่อการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ การอภิปรายเชิงลึกในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสและผู้เชี่ยวชาญ โดยมุ่งเน้นประเด็นสำคัญ อาทิ การยกระดับการสืบสวนสอบสวนต่อกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ การตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม และการติดตามรู้เท่าทันเทคโนโลยีชั้นสูงที่กลุ่มอาชญากรรมนำมาใช้ และ (2) การรับรองเอกสารผลลัพธ์ที่สำคัญ คือ “ถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement)” ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นทางการเมืองร่วมกันของประเทศภาคีในการสนับสนุนความเป็นหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้าน Online Scams อย่างยั่งยืน มีการสรุปผลการอภิปรายในแต่ละหัวข้อ โดยประเทศที่ร่วมลงนามในถ้อยแถลงร่วมและเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนในกลไกนี้ มีโอกาสพิจารณาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศในครั้งต่อไป รวมทั้งสามารถนำเสนอข้อริเริ่มและสนับสนุนกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการจัดการปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ในอนาคต

อีกทั้ง เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศให้การปราบปรามสแกมเมอร์และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็น “วาระแห่งชาติ” โดยย้ำชัดจะดำเนินคดีทุกกรณี “ไม่มีข้อยกเว้น-ไม่มีการเคลียร์” แม้ผู้กระทำผิดจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ด้วยการเปิดปฏิบัติการ “United Thailand Against Scammers” บูรณาการความร่วมมือระหว่าง 15 หน่วยงานรัฐ-เอกชน โดยปรับยุทธศาสตร์จากการ “ตั้งรับ” เป็นการ “รุกไล่” เพื่อเป็นการปิดช่องโหว่ระบบการเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ โดยเน้นย้ำถึงแนวคิด “3 ไม่” คือ ไม่เชื่อ-ไม่รีบ-ไม่โอน เพื่อป้องกันประชาชนตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์และหลอกลวงทางออนไลน์ (ยังมีตอนต่อไป)

‘เจ้าสัวธนินท์’ คืนถิ่น!! กล่าวสุนทรพจน์ปลุกพลังแต้จิ๋วโลก หนุนธุรกิจปรับตัวรับยุคปัญญาประดิษฐ์ พลิกโฉมอุตสาหกรรมดั้งเดิมสู่เวทีสากล แนะเรียนรู้จากองค์กรที่ลงทุนด้านเทคฯอย่างจริงจัง

ประธานอาวุโสซีพีกล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุมชาวแต้จิ๋วโลก ครั้งที่ 23 ณ เมืองเฉาโจว ย้ำจีนคือโอกาสสำคัญ พร้อมแนะนักธุรกิจทั่วโลกเร่งปรับตัวผสานเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อความอยู่รอดในการแข่งขันยุคใหม่ 
(20 ธันวาคม 2568) นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และในฐานะนายกสมาคมนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้รับเกียรติเข้าร่วมพิธีเปิดและกล่าวสุนทรพจน์ใน การประชุมใหญ่ชาวแต้จิ๋วโลก ครั้งที่ 23 (The 23rd International Teochew Convention) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “รากเหง้าแน่นแฟ้น บ้านเมืองมั่นคง” ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติ เมืองเฉาโจว มณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568

นายธนินท์ ได้ถ่ายทอดมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก พร้อมชี้ให้เห็นถึงบทบาทของเทคโนโลยีในฐานะกลไกสำคัญของการเติบโตในอนาคต โดยระบุว่า จีนเป็นประเทศที่เปิดกว้างต่อการลงทุนจากนานาชาติมาอย่างต่อเนื่อง และมีความพร้อมในการยกระดับการเติบโตสู่อนาคต ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้งยังมีบริษัทชั้นนำระดับโลกและบุคลากรคุณภาพจำนวนมาก พร้อมย้ำว่า “การพัฒนาของจีน คือโอกาสสำคัญของนักธุรกิจชาวแต้จิ๋วทั่วโลก”

สำหรับเครือเจริญโภคภัณฑ์ นายธนินท์ กล่าวว่า ซีพียังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดจีน และมีความมั่นใจในแนวโน้มการเติบโตของเมืองเฉาโจวในอนาคต

พร้อมทั้งได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ นวัตกรรม เทคโนโลยีขั้นสูง และปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยชี้ว่า ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเรียนรู้จากองค์กรที่ลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างจริงจัง และเร่งปรับตัวให้ทันกับยุค AI โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิม ซึ่งจำเป็นต้องนำ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ มาใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพ เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

ขณะที่ การแข่งขันในอนาคตจะเป็นการแข่งขันในระดับโลก และผู้ที่อยู่รอดได้ คือผู้ที่สามารถผสานการลงทุนเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างเหมาะสม

การประชุมใหญ่ชาวแต้จิ๋วโลก ครั้งที่ 23 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยภายในงานมีกิจกรรมสำคัญหลายรายการ อาทิ การเปิดตัว ทำเนียบนักธุรกิจชาวแต้จิ๋ว, การเริ่มต้นความร่วมมือด้านซัพพลายเชนระหว่างประเทศ, การเปิดศูนย์จัดแสดงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชาวแต้จิ๋วโลก และการเผยแพร่ข้อริเริ่มเพื่อรวมพลังเครือข่ายชาวแต้จิ๋วทั่วโลก

ในโอกาสนี้ ผู้แทนจากแวดวงวิชาการและภาคสังคมที่เข้าร่วมงานต่างสะท้อนความประทับใจต่อ ความเฉียบคมทางความคิดและวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ของท่านประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์ โดยกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า แม้ในวัย 86 ปี ท่านยังคงสามารถวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีโลกได้อย่างลึกซึ้ง ตรงประเด็น และสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก

ในช่วงเย็นวันเดียวกัน ท่านประธานอาวุโสและคณะได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะงานปักเฉาโจว เพื่อเรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น และเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการหัตถศิลป์ที่สะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของชาวเฉาโจว

นอกจากนี้ ในการเยือนเมืองแต้จิ๋วครั้งนี้ ท่านประธานอาวุโสธนินท์ยังได้ร่วมพิธีเข้าเมืองเก่า และเยี่ยมชมนิทรรศการประวัติศาสตร์ชาวแต้จิ๋วโพ้นทะเล ซึ่งมีการจัดแสดงภาพของ ท่านเจี่ย เอ็กชอ บิดาของท่านประธานอาวุโส ผู้บุกเบิกชีวิตด้วยความวิริยะอุตสาหะในต่างแดน ภาพดังกล่าวสะท้อนรากเหง้าของความมุ่งมั่น ความกตัญญู และคุณค่าการทำงานที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตของเครือเจริญโภคภัณฑ์มาจนถึงปัจจุบัน

เปิดเส้นทางบินใหม่!! SCAT Airlines เปิดรูทชิมเคนท์ - กรุงเทพฯ เชื่อมไทยกับคาซัคสถานให้ใกล้กว่าเดิม หนุนการค้า -การลงทุน- การท่องเที่ยว หลังเที่ยวบินปฐมฤกษ์ลงจอด 16 ธ.ค. 68

(19 ธันวาคม 2568) - SCAT Airlines (สแก๊ตแอร์ไลน์ส) สายการบินของคาซัคสถานที่มีฐานการบินหลักอยู่ที่นครชิมเคนท์ เมืองใหญ่อันดับที่ 3 ของประเทศได้เริ่มให้บริการเส้นทางบินใหม่ระหว่างชิมเคนท์(CIT) กับกรุงเทพฯ สุวรรณภูมิ(BKK) โดยเที่ยวบินปฐมฤกษ์ออกเดินทางจากชิมเคนท์เมื่อ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา และลงจอดที่กรุงเทพฯ เมื่อเช้ามืด ของวันที่ 16 ธันวาคม ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สแก๊ตแอร์ไลน์สจะช่วยเพิ่มการเชื่อมต่อระหว่างคาซัคสถานกับประเทศไทย เสริมเพิ่มเติมจากสายการบินอื่น ๆ ที่ทำการบินอยู่ก่อน เช่น แอร์อัสตานา(KC) และไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์(XJ) ซึ่งให้บริการเชื่อมเมืองอื่นของคาซัคสถานกับไทยอยู่แล้ว ทำให้เที่ยวบินระหว่างคาซัคสถานกับไทยจะเพิ่มเป็น 1,100 เที่ยวบินต่อปี

สแก๊ตแอร์ไลน์สนั้นจะเริ่มให้บริการเส้นทางระหว่างท่าอากาศยานนานาชาติชิมเคนท์ กับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะให้บริการ 2 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ โดยนอกเหนือจากการเดินทางตรงระหว่าง 2 เมืองแล้ว ผู้โดยสารยังสามารถเดินทางเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายเส้นทางการบินของสแก๊ตแอร์ไลน์สไปยังจุดบินอื่น ๆ เช่น บูดาเปสท์ อิสตันบูล มอสโก มิวนิก ทบิลิซี เป็นต้น

เส้นทางบินดังกล่าวช่วยเพิ่มความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวคาซัคสถานในการเดินทางเข้าประเทศไทย โดยเฉพาะเมืองชิมเคนต์ เมืองใหญ่อันดับ 3 ของประเทศคาซัคสถานที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจและ มีกำลังซื้อสูง ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนในการเดินทาง ตลอดจนเป็นโอกาสอันดีให้นักท่องเที่ยวชาวคาซัคสถานได้สัมผัสวัฒนธรรมและธรรมชาติอันงดงามของประเทศไทย ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็สามารถเดินทางไปยังคาซัคสถานและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียกลางได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น  ตอกย้ำศักยภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบินของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการเดินทางของภูมิภาค

ตลาดนักท่องเที่ยวคาซัคสถานถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงของประเทศไทย ก่อนสถานการณ์โควิด-19 ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวจากคาซัคสถานเฉลี่ยปีละประมาณ 50,000–60,000 คน ก่อนที่ลดลง อย่างมีนัยสำคัญในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 

อย่างไรก็ตาม หลังจากสถานการณ์คลี่คลาย ตลาดคาซัคสถานสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยในปี 2566 นักท่องเที่ยวชาวคาซัคสถานเข้าไทย จำนวน 172,489 คน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 189 จากปี 2565 และในปี  2567 มีจำนวน 195,089 คน ขยายตัวร้อยละ 13.10 สำหรับสถานการณ์ การเดินทางปี 2568 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-14 ธันวาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวคาซัคสถานเดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว 152,783 คน ซึ่งจำนวนลดลงกว่าปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน แต่กระแสการเดินทางดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความภักดีของนักท่องเที่ยว และศักยภาพของประเทศไทยที่ยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวคาซัคสถานให้เดินทางมาในประเทศไทยได้ แม้ตลาดจะต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายภายในประเทศคาซัคสถานจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนพลังงานและเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงข้อจำกัดด้านจำนวนที่นั่งเที่ยวบินในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวกลางปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ไทยและคาซัคสถานมีการยกเว้นการตรวจลงตรา(วีซ่า) ระหว่างกัน ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวคาซัคสถานเดินทางมาเที่ยวไทยได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่า เช่นเดียวกับคนไทยที่เดินทางไปเที่ยวคาซัคสถานโดยไม่ต้องใช้วีซ่าเช่นกัน
สำหรับตารางบินเส้นทางชิมเคนท์ - กรุงเทพฯ ของสแก๊ตแอร์ไลน์ส มีดังนี้
ชิมเคนท์ - กรุงเทพฯ
DV469 ออกเดินทาง 20.20 น. ถึงปลายทาง 04.30 น.(วันรุ่งขึ้น) ทำการบินทุกวันจันทร์และพฤหัสบดี
กรุงเทพฯ - ชิมเคนท์
DV470 ออกเดินทาง 05.40 น. ถึงปลายทาง 10.05 น. ทำการบินทุกวันอังคารและศุกร์

สงครามพิมพ์เงิน!! TISCO ESU ชี้ปี 69 "การคลัง" นำโลก! สหรัฐฯ-จีนแข่งพิมพ์เงินพยุงเศรษฐกิจ ชูเทรนด์ AI ยังร้อนแรงและยั่งยืนกว่ายุค Dotcom พร้อมเตือนไทยเผชิญ "ปีม้าไฟ" จีดีพีโตเพียง 1.6%

TISCO ESU ชี้ปี 2569 การคลังพลิกโฉมเศรษฐกิจโลก สหรัฐ vs จีน แข่งพิมพ์เงิน - AI ยังร้อนแรง – ด้านไทยโตต่ำเสี่ยงปากเหว

(20 ธันวาคม 2568) ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2569 เติบโตภายใต้บริบทใหม่  โดยนโยบายการคลังกลายเป็นเครื่องยนต์หลัก ส่วนนโยบายการเงินลดบทบาทลงชัดเจน พร้อมจับตากระแสลงทุน AI ยังร้อนแรง ด้านสหรัฐฯ - จีนแข่งพิมพ์เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ไทยยังไม่พ้นปากเหว  โตต่ำจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง - การเมืองไม่แน่นอน แม้มีแรงหนุนจาก FDI

เศรษฐกิจโลกภายใต้เกมการคลังของประเทศมหาอำนาจ
นายธนภัทร ธนชาต นักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะขยายตัวภายใต้บริบทใหม่ โดยมีนโยบายการคลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่บทบาทของนโยบายการเงินลดลงอย่างชัดเจน หลังธนาคารกลางทั่วโลกทยอยปรับลดดอกเบี้ยลงตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัวใกล้ระดับเป้าหมาย นโยบายการคลังจึงกลายเป็นกลไกหลักสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

สหรัฐฯ เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังภายใต้กฎหมาย One Big Beautiful Bill Act (OBBBA) เพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษี หนุนกำลังซื้อภาคครัวเรือน พร้อมออกมาตรการจูงใจลงทุนภาคเอกชน เช่น การหักค่าเสื่อมราคาแบบพิเศษ (Bonus Depreciation) และการบันทึกรายจ่ายทันที (Expensing) อีกทั้งกระแสลงทุนในเทคโนโลยี AI และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องยังมีความร้อนแรง หากอ้างอิงจากแผนธุรกิจและนักวิเคราะห์คาดว่าการลงทุนใน Data Center และ Software ของบริษัทชั้นนำใน S&P จะเพิ่มขึ้นกว่า 25% ในปี 2569 หนุนอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเรามองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มเติบโตประมาณ 1.9% และมีพลวัตที่สมดุลมากขึ้น

ยูโรโซน คาดว่าจะขยายตัวราว 1.1% จากอุปสงค์ภายในประเทศที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะเยอรมนีที่เดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มงบกลาโหม ประกอบกับสภาวะการเงินที่ผ่อนคลายและการลดดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งช่วยเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อและหนุนการลงทุนของภาคธุรกิจ ขณะที่การใช้จ่ายครัวเรือนจะปรับตัวดีขึ้นตามรายได้ที่แท้จริง หลังเงินเฟ้อชะลอและตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง

จีน คาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอลงเล็กน้อยในปีหน้า ตามภาคการส่งออกที่จะเป็นแรงส่งเศรษฐกิจได้น้อยลง แต่รัฐบาลยังมีแนวโน้มใช้นโยบายการคลังเชิงรุกเพื่อกระตุ้นการบริโภค เพิ่มโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม (Safety Nets) ฟื้นความเชื่อมั่นผู้บริโภค และยกระดับอุตสาหกรรมไฮเทค ส่วน ญี่ปุ่น คาดเศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่มีความเสี่ยงมากขึ้น ตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์กับจีนที่เข้มงวดขึ้น ขณะที่นโยบายการคลังยังมุ่งไปยังการบรรเทาภาระค่าครองชีพของครัวเรือน

ด้าน นโยบายการเงิน คาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยลง 0.25–0.50% ตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัวในครึ่งปีหลัง ขณะที่ ECB มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยที่ 2.0% จากเงินเฟ้อเข้าใกล้ระดับเป้าหมายและอุปสงค์ในประเทศฟื้นตัว ส่วนญี่ปุ่นแตกต่าง คาดว่า BoJ จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.00% ตามเงินเฟ้อที่ทรงตัวใกล้เป้าหมาย

AI Boom vs Dotcom Bubble ทำไมรอบนี้ไม่เหมือนเดิม
นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกได้รับแรงหนุนจากกระแสเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จนหลายคนตั้งคำถามว่า เรากำลังเข้าสู่ฟองสบู่แบบยุค Dotcom หรือไม่ โดย TISCO ESU ประเมินความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่างสองยุค และเหตุผลว่าทำไมการปรับขึ้นของตลาดครั้งนี้มีความยั่งยืนมากกว่าเดิม

1. มูลค่าหุ้นไม่ได้สูงเกินจริงเหมือนอดีต: ในยุค Dotcom ปี 2000 หุ้นผู้นำเทคโนโลยีมีค่า P/E เฉลี่ยสูงถึง 95.6 เท่า ขณะที่ปัจจุบันกลุ่ม Magnificent 7 รวม Microsoft, Apple, Nvidia และ Amazon มีค่าเฉลี่ยเพียง 35.5 เท่า ไม่นับรวม Tesla  ที่มีค่า P/E สูงถึง 308.7 เท่า แต่โดยรวมตลาดไม่ได้อยู่ในระดับฟองสบู่แบบเดิม
2. IPO Activity ไม่มีความร้อนแรงแบบ FOMO: ปัจจุบันจำนวนและมูลค่า IPO ยังอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับปี 1999–2000 ที่มีการระดมทุนอย่างบ้าคลั่ง สะท้อนว่าการปรับขึ้นของตลาดครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความตื่นตระหนกหรือการเก็งกำไรแบบสุดโต่ง (FOMO : Fear of Missing Out)
3. โครงสร้างเงินทุนแข็งแกร่ง: ยุค Dotcom ใช้เงินทุนจากหนี้สินเป็นหลัก ทำให้ความเสี่ยงสูงเมื่อกระแสเงินสดไม่เป็นไปตามคาด แต่รอบนี้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่มีงบดุลแข็งแกร่งและใช้เงินสดลงทุน โดยสัดส่วนหนี้ต่อมูลค่าตลาดของ S&P 500 ลดลงต่อเนื่อง แสดงถึงความมั่นคงทางการเงิน
4. สภาพคล่องและเครดิตยังแข็งแรง: Credit Spread อยู่ในระดับต่ำ ไม่มีสัญญาณความตึงเครียดในตลาดตราสารหนี้ ขณะที่ดอกเบี้ยเป็นขาลงและสภาพคล่องยังคงผ่อนคลาย ซึ่งต่างจากช่วงก่อนฟองสบู่แตกในอดีต
5. แนวโน้มกำไรยังหนุนตลาด: EPS ของ S&P500 คาดว่าจะเติบโตในระดับสูงต่อเนื่องใน 2 ปีข้างหน้า หากกำไรยังเป็นขาขึ้น ความเสี่ยงที่ตลาดจะปรับฐานแรงจะต่ำลง

“การปรับขึ้นของตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI แตกต่างจากยุคฟองสบู่ Dotcom อย่างชัดเจน ดังนั้น แม้จะมีความผันผวนตามธรรมชาติของตลาด แต่โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งทำให้รอบนี้มีความยั่งยืนมากกว่าเดิม”
 
เมื่อเศรษฐกิจโลกผูกโยง “สงครามพิมพ์เงิน” สหรัฐฯ–จีน
นายธนธัช ศรีสวัสดิ์ นักกลยุทธ์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิส กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนโลกในช่วงหลายปีข้างหน้า ไม่อาจแยกออกจากการแบ่งแยกห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก (Decoupling) และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองมหาอำนาจ “สหรัฐ ฯ และจีน” จากเดิมที่เน้นสงครามการค้าและเทคโนโลยี ปัจจุบันสมรภูมิใหม่เริ่มชัดเจนขึ้น นั่นคือ “สงครามพิมพ์เงิน” ที่ทั้งสองประเทศใช้เป็นเครื่องมือเร่งสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ

ฝั่งสหรัฐฯ ระบุในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติชัดว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจถูกยกระดับให้เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงแห่งชาติ โดยจะเน้นเสริมศักยภาพการผลิต การพึ่งพาตนเอง และการสร้างห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมสำคัญ ความพยายามลดการพึ่งพาจีนและดึงฐานการผลิตกลับประเทศ ทำให้สหรัฐฯ ต้องใช้โมเดลเศรษฐกิจที่เรียกว่า “4F” ที่อาศัยความยืดหยุ่นของระบบการเงินแบบ Fiat Currency เพื่อผลักดันนโยบายการคลังเชิงขยายตัว จนนำไปสู่ภาวะ Fiscal Dominance ที่ภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ธนาคารกลางจึงถูกกดดันให้ใช้นโยบาย Financial Repression กดอัตราดอกเบี้ยแท้จริงให้อยู่ในระดับต่ำ จูงใจเงินทุนเข้าสู่การลงทุนมากกว่าการออม ส่งผลให้เกิด Passive Flows ที่หล่อเลี้ยงตลาดทุนสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากเงินออมในประเทศและเงินทุนต่างชาติ

“ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้เศรษฐกิจจริงของสหรัฐฯ เชื่อมโยงกับตลาดทุนอย่างแนบแน่น และขยายตัวแรงกว่าศักยภาพ เพื่อเร่งยกระดับขีดความสามารถแข่งขันกับจีน ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างสำคัญเช่นกัน”

ด้านจีน เคยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่เมื่อทศวรรษก่อน โดยลดบทบาทอสังหาริมทรัพย์ และย้ายทรัพยากรสู่ภาคอุตสาหกรรม จนกลายเป็นผู้นำการผลิตโลกที่สามารถยืนหยัดต้านทานแรงกดดันจากสงครามการค้ารอบใหม่ได้ ล่าสุดจีนส่งสัญญาณเปลี่ยนทิศอีกครั้ง ผ่านมาตรการ Anti-Involution และแผน 19 ประการ เน้นพัฒนาธุรกิจขนาดย่อม กระตุ้นการบริโภค ฟื้นความมั่งคั่งครัวเรือน และกระจายรายได้ออกจากภาคการผลิต ขณะเดียวกันต้องขยายปริมาณเงินเพื่อสกัดแรงแข็งค่าของเงินหยวน ท่ามกลางดอลลาร์ที่อ่อนค่าจากกลยุทธ์ 4F ของสหรัฐฯ

“เมื่อทั้งสองมหาอำนาจต่างเร่งสร้างในสิ่งที่ตนเองขาด สภาพคล่องโลกจึงยังถูกคงไว้ในระดับสูงในฐานะเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ และจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้นของทั้งสองประเทศ ในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคโลกาภิวัตน์สู่ยุคภูมิภาคนิยม”
 
เศรษฐกิจไทยปีม้าไฟยังไม่พ้นปากเหว
นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า ปี 2569 เศรษฐกิจไทยยังคงเปราะบาง และประเมินว่าจะเป็น “ปีม้าไฟ” ที่ยังไม่พ้นจากปากเหว โดยคาดว่าทั้งปีจะเติบโตเพียง 1.6% ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำกว่าศักยภาพมาก โดยมองครึ่งปีแรกยังคงอ่อนแรง ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในครึ่งหลัง แรงกดดันสำคัญมาจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะมีผลเต็มปี ความไม่แน่นอนทางการเมือง ความขัดแย้งชายแดน ตลอดจนภาคการผลิตที่อ่อนแอและสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจากการขาดการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ขณะที่การท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัวเท่าระดับก่อนโควิด สวนทางกับคู่แข่งคนสำคัญอย่างญี่ปุ่น และเวียดนาม ทำให้เครื่องยนต์หลักทั้งสองอย่างการท่องเที่ยวและการส่งออกแผ่วลงจนไม่สามารถจะเป็นแรงส่งที่สำคัญได้เหมือนในอดีต

ขณะเดียวกัน แรงขับเคลื่อนจากภายในก็เผชิญข้อจำกัดจากภาระหนี้สินต่อจีดีพีที่สูง ทั้งหนี้ครัวเรือนที่แม้จะลดลงต่อเนื่องแต่ยังสูงเกือบ 90% ของจีดีพี และหนี้สาธารณะที่ใกล้ชนเพดาน 70% ของจีดีพีแล้ว ทำให้การบริโภคภาคเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐเผชิญกับข้อจำกัด และมีแนวโน้มชะลอลงจากปีนี้ นอกจากนี้ หากไม่มีการปฏิรูปแผนการใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี ก็จะทำให้อันดับเครดิตของประเทศมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกปรับลดอันดับลงในปี 2570

สำหรับปัจจัยบวกนอกเหนือไปจากดอกเบี้ยนโยบายที่คาดว่าจะต่ำลงแล้ว คือการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) หากมาตรการ Fast Pass สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนได้ตามเป้าราว 4.8 แสนล้านบาท คาดว่าส่งผลบวกต่อเสรษฐกิจได้ราว 0.6 ppt. แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากประเด็นการเมืองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนโยบายและระยะเวลาในการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ตลอดจนกระบวนการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่มีแนวโน้มจะล่าช้าไปไม่น้อยกว่า 2-3 เดือน นอกจากนี้ การยุบสภาก่อนกำหนดเวลาเดิมส่งผลให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดว่าจะทยอยออกมาช่วยฟื้นกำลังซื้อในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้าอย่าง “คนละครึ่งพลัสเฟสสอง” หรือ “ช็อปดีมีคืน” เป็นอันต้องสะดุด ไปทำให้กำลังซื้อในไตรมาสแรก และภาพรวมเศรษฐกิจอาจซึมกว่าที่คาด นอกจากนี้ สถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนกับกัมพูชา หากยืดเยื้ออาจทำให้มีความเสี่ยงที่การเลือกตั้งอาจล่าออกไป โดยประเด็นความไม่แน่นอนเหล่านี้ อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอการตัดสินใจลงทุนได้ ดังนั้นจึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

ด้านนโยบายการเงิน หลัง กนง. มีมติเอกฉันท์ให้ลดดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ 1.25% ตามที่คาด และเน้นย้ำว่านโยบายต้องสอดประสานกันทั้งการคลัง และการเงิน ซึ่งภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ต่ำกว่าศักยภาพ และมีความเสี่ยงเพิ่มเติมเข้ามา ตลอดจนอัตราเงินเฟ้อที่จะยังต่ำกว่าเป้าหมายต่อเนื่อง คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เหลือ 1.00%  ในการประชุมวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อดูแลค่าเงินบาทและลดภาระหนี้ รวมถึงภาวะการเงินที่ตึงตัวเกินไป อีกทั้งเพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังเผชิญกับข้อจำกัด ขณะเดียวกันหากเศรษฐกิจเผชิญแรงกดดันด้านลบ (Negative Shocks) ที่รุนแรงเพิ่มเติม ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกราว 1-2 ครั้งเป็น 0.50% ได้

ทรูบิสิเนสโชว์ล้ำ!! จับมือสตาร์ตอัปจากไต้หวัน ใช้ 5G + AI เฝ้าไข้แบบไม่ต้องสัมผัส ลดอัตราการกลับมานอนโรงพยาบาล 9.6% เตรียมพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบปีหน้า

ทรูบิสิเนส จับมือ SymptomTrace สร้างนวัตกรรมโซลูชัน 5G Patient Digital Twin ผสานศักยภาพเครือข่าย 5G และ AI พลิกโฉมการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังแบบเชิงรุก เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดแบบไร้สัมผัสตลอด 24 ชั่วโมง

(21 ธันวาคม 2568) - ทรูบิสิเนส เดินหน้าทรานสฟอร์มอุตสาหกรรมสาธารณสุขไทยสู่ดิจิทัล ผนึกกำลังร่วมกับ SymptomTrace สตาร์ทอัพด้านเฮลท์เทคสัญชาติไต้หวันที่มุ่งใช้ AI ขับเคลื่อนการบริหารจัดการโรคเรื้อรัง พัฒนานวัตกรรมโซลูชัน 5G Patient Digital Twin ผสานอัจฉริยภาพเครือข่ายทรู 5G และ AI เปลี่ยนวิถีการดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง ชูเทคโนโลยีอุปกรณ์เซ็นเซอร์ตรวจวัดค่าสุขภาพได้แบบไร้การสัมผัสขั้นสูง ดูแลและเฝ้าระวังผู้ป่วยได้อย่างใกล้ชิด รวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องรบกวนการพักผ่อนของผู้ป่วย ครอบคลุมทั้งการวัดสัญญาณชีพและการเคลื่อนไหวของร่างกาย ส่งข้อมูลสุขภาพแบบเรียลไทม์ผ่านเครือข่ายทรู 5G เพื่อวิเคราะห์และประมวลผลด้วย Edge AI Analytics 

พร้อมเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการดูแลผู้ป่วยโดยรวมผ่านแพลตฟอร์มศูนย์กลาง สามารถแจ้งเตือนบุคลากรทางการแพทย์ทันทีเมื่อพบความผิดปกติหรือเหตุฉุกเฉิน ทั้งยังเอื้อประโยชน์ในการใช้ข้อมูลสุขภาพ ภายใต้ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลขั้นสูง เพื่อวางแผนฟื้นฟูดูแลรักษาผู้ป่วยเฉพาะรายอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการแพทย์เฉพาะบุคคลให้เกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทย เผยเตรียมส่งโซลูชัน 5G Patient Digital Twin เข้าสู่ตลาดผู้ให้บริการด้านสาธารณสุข ทั้งโรงพยาบาล ศูนย์ดูแลผู้ป่วย และสถาบันดูแลสุขภาพ ในปี 2569

นวัตกรรม 5G Patient Digital Twin ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี 5G และระบบตรวจวัดแบบไร้การสัมผัสผ่านอุปกรณ์เซ็นเซอร์ ผสานการทำงานร่วมกับ AI เปลี่ยนรูปแบบการดูแลและเฝ้าระวังผู้ป่วยจากเชิงรับไปสู่เชิงรุก ด้วยระบบติดตามสุขภาพที่มีความปลอดภัยสูง ต่อเนื่อง และมีความเป็นส่วนตัว สร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรการแพทย์ และความคุ้มค่าด้านต้นทุนสำหรับโรงพยาบาล ศูนย์ดูแลผู้ป่วย และสถาบันดูแลสุขภาพ 

ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำบริการสื่อสารและดิจิทัลโซลูชันครบวงจรสำหรับลูกค้าธุรกิจ ทรูบิสิเนสบูรณาการเครือข่ายทรู 5G คลาวด์ เทคโนโลยี AI และอุปกรณ์เซ็นเซอร์อัจฉริยะที่สามารถตรวจจับแบบไร้สัมผัส พัฒนานวัตกรรม 5G Patient Digital Twin ที่จะช่วยให้โรงพยาบาลและศูนย์ดูแลผู้ป่วยสามารถเฝ้าระวังและส่งมอบบริการดูแลรักษาและฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วยแบบเฉพาะบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย 

หลายงานวิจัย*เกี่ยวกับ 5G Patient Digital Twin ได้ระบุผลการศึกษาเชิงประจักษ์ว่า การตรวจวัดสัญญาณชีพระยะไกล ช่วยให้ตรวจพบภาวะทรุดลงได้เร็วยิ่งขึ้น และในหลายกรณีสัมพันธ์กับการลดการกลับมารักษาซ้ำภายใน 30-60 วัน ทั้งยังสามารถตรวจพบความเสี่ยงได้เร็วขึ้น ช่วยพัฒนาผลลัพธ์ด้านการรักษา ลดอัตราการเข้ารักษาในโรงพยาบาล 9.6% และลดอัตราการเสียชีวิต 3% นอกจากนี้ ระบบเฝ้าระวังสัญญาณชีพระยะไกลแบบอัตโนมัติ ช่วยลดเวลาในการดูแลตามขั้นตอนประจำและการประสานงานได้ประมาณ 45.9% ทำให้พยาบาลมีเวลามากขึ้นในการดูแลผู้ป่วยโดยตรง”

นายจอร์จ ไท ประธานกรรมการบริหาร บริษัท SymptomTrace เปิดเผยว่า “ด้วยโครงสร้างพื้นฐานขั้นสูงของทรูบิสิเนส เสริมด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สุดล้ำของอินเทล (Intel) เราสามารถขยายการให้บริการเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพภายใต้คอนเซ็ปต์ Digital Twin ให้ครอบคลุมทั่วประเทศไทย เพื่อช่วยให้โรงพยาบาลต่างๆ ติดตามอาการของผู้ป่วยเรื้อรังได้อย่างปลอดภัยและชาญฉลาด”

สำหรับ เทคโนโลยีที่เบื้องหลัง 5G Patient Digital Twin ทำงาน 2 ฟังก์ชันหลัก คือ การวัดสัญญาณชีพ และ การตรวจจับความเคลื่อนไหว ตลอดจนแนวโน้มการพลัดตกเตียงและการล้ม โดยใช้เซ็นเซอร์ตรวจวัดแบบไร้การสัมผัสขั้นสูง และเรดาร์ (Radio Detection And Ranging) เพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวและสร้างข้อมูลแผนที่ 3 มิติของอัตราการเต้นของหัวใจ การหายใจ และลักษณะการเคลื่อนไหวของร่างกาย ขณะที่ยังคงความเป็นส่วนตัว ด้วยการตรวจจับเพียงโครงร่างและรูปแบบการเคลื่อนไหวเท่านั้น สามารถดูแลและเฝ้าระวังได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องรบกวนการพักผ่อนของผู้ป่วย

รู้ทัน Scammers!! สารพัดกลโกงวิวัฒนาการสู่ยุคดิจิทัล เปิดโปง 7 ประเภทมิจฉาชีพออนไลน์ จากเว็บพนัน - เงินกู้ดอกโหด - หลอกให้รัก ถึงขโมยข้อมูล ส่วนตัวทุกธุรกรรมล้วนอันตราย

รู้ทัน...Scammers EP#2 รูปแบบของการหลอกลวงและฉ้อโกง อย่าให้ความหวังเป็นช่องว่าง! เปิดรหัสลับ 7 กลโกงมิติต่างๆ ที่มิจฉาชีพใช้ล่อลวงเหยื่อในยุค AI

การหลอกลวงและฉ้อโกงนั้นเกิดขึ้นมายาวนานต่อเนื่องกว่าสองพันปีแล้ว แต่โลกก็ยังคงเผชิญกับผลกระทบอันเลวร้ายจากอาชญากรรมทางการเงิน การหลอกลวงและฉ้อโกงจึงไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่แต่อย่างใด ตราบเท่าที่มนุษย์ยังต้องทำธุรกิจ แสวงหาความสำเร็จ และไว้วางใจผู้อื่น ก็ยังคงมีคนจำนวนหนึ่งที่ฉกฉวยโอกาสจากความทะเยอทะยานเหล่านี้อยู่ และในยุคดิจิทัลนี้ การหลอกลวงและฉ้อโกงทางการเงินก็มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นกว่าที่เคย และมีการพัฒนาอยู่เรื่อย ๆ ทั้งยังปรับตัวเข้ากับการเติบโตของวิทยากรตามแต่ละยุคสมัย การหลอกลวงและฉ้อโกงก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง การเฝ้าระวังและปรับตัวเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเครื่องมืออำนวยความสะดวกในปัจจุบันอาจกลายเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ในอนาคต แม้ว่าความพยายามในการหลอกลวงและฉ้อโกงหลายครั้งจะดูเหมือนเป็นเรื่องใหม่ แต่จริง ๆ แล้วเป็นเพียงการหลอกลวงและฉ้อโกงที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วในรูปแบบที่มีความซับซ้อนกว่าเดิม 

การหลอกลวงและฉ้อโกงทั่วไปหลายอย่างยิ่งแพร่หลายมากขึ้นด้วยความก้าวหน้าครั้งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 นั่นก็คือ การใช้อินเทอร์เน็ต โดยมิจฉาชีพทำการหลอกลวงและฉ้อโกงมีอยู่หลายรูปแบบ แต่ส่วนใหญ่จะวนเวียนอยู่ในไม่กี่ประเภทหลัก ๆ ดังต่อไปนี้:
1. การหลอกลวงและฉ้อโกงในเรื่องทางการเงิน อาทิ 
- มิจฉาชีพหลอกลวงแบบฟิชชิ่ง-อีเมล ข้อความ หรือเว็บไซต์ปลอมที่แอบอ้างเป็นธนาคาร บริษัท หรือบุคคลที่เหยื่อไว้วางใจ
- นักต้มตุ๋นด้านการลงทุน โดยสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนสูงหรือ "รับประกัน" (คริปโตเคอร์เรนซี ฟอเร็กซ์ หุ้น NFT)
- มิจฉาชีพเรียกเก็บเงินล่วงหน้า ซึ่งมักจะขอเงินเป็นค่ากู้ยืม รางวัล มรดก หรือบริการที่ไม่มีวันได้รับจริง
- มิจฉาชีพหลอกลวงเพื่อขอรับบริจาค ใช้ภัยพิบัติหรือความเศร้าโศกของประชาชนมาเป็นเครื่องมือในการขอรับบริจาค
- มิจฉาชีพหลอกลวงเรื่องภาษีและการคืนภาษี แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่สรรพากรเรียกเก็บเงินหรือเสนอการคืนภาษีปลอม
- มิจฉาชีพหลอกลวงเรื่องการกู้ยืมเงิน ปัจจุบัน “เงินกู้ดอกโหด” ได้แปรสภาพจากออฟไลน์เป็น “เงินกู้ดอกโหดออนไลน์” ออนไลน์แล้ว ด้วยการโฆษณาตามสื่อซเชียลต่าง ๆ และเปิดแอปพลิเคชันเงินกู้ออนไลน์ ทำให้เหมือนว่าเป็นการปล่อยกู้ถูกกฎหมาย แต่กลับเป็นแอปหรือเว็บเงินกู้นอกระบบที่ให้ยืมเงินผ่านออนไลน์ โดยโฆษณาว่าอนุมัติเร็ว ไม่ต้องใช้เอกสารมาก แต่จริง ๆ แล้วมีเงื่อนไข ค่าใช้จ่าย และดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดมาก ๆ

2. การหลอกลวงในเรื่องของการพนัน ปัจจุบัน การพนันออนไลน์ยังคงผิดกฎหมายในประเทศไทย และทั้งผู้เล่นและผู้ให้บริการมีโทษตามกฎหมายโทษตามกฎหมาย โดย ผู้เล่น: จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในส่วนของผู้จัด (เจ้ามือ/เว็บ): จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และฐานความผิดอื่น: อาจต้องคดีตามข้อหาฟอกเงิน (จำคุกสูงสุด 10 ปี ปรับสูงสุด 200,000 บาท) และถูกยึดทรัพย์

3. การหลอกลวงทางความสัมพันธ์และสังคม อาทิ
- มิจฉาชีพหลอกลวงทางความรัก ด้วยการสร้างความสัมพันธ์ทางอารมณ์ทางออนไลน์ แล้วขอเงินจากเหยื่อ
- มิจฉาชีพหลอกลวงโดยใช้ชื่อปลอม หรือใช้ตัวตนปลอมเพื่อหลอกลวงเอาเงินหรือข้อมูลส่วนตัว
- การหลอกลวงแอบอ้างเป็นเพื่อนได้รับความเดือดร้อน หรือแอบอ้างเป็นคนรู้จัก โดยอ้างว่ามีเหตุฉุกเฉิน

4. การหลอกลวงแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น อาทิ 
- มิจฉาชีพหลอกลวงด้านบริการช่วยเหลือทางเทคนิค อาทิ การอ้างว่าอุปกรณ์เครื่องใช้ที่สามารถออนไลน์ได้ของเหยื่อมีปัญหาหรือติดไวรัส แล้วเรียกเก็บเงิน
- มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อาทิ แอบอ้างเป็น ตำรวจ DSI สรรพากร หรือแม้กระทั่งศาล ฯลฯ
- มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นบริษัทบริการลูกค้า หรือบริษัทที่จัดส่งสินค้าปลอมหรือสินค้าที่แทบไม่มีมูลค่าหรือกล่องเปล่า

5. การหลอกลวงในการช้อปปิ้งและตลาดออนไลน์ อาทิ
- ร้านค้าออนไลน์ปลอมเสนอขายสินค้าในราคาที่ถูกมากจนเกินจริง 
- ร้านค้าออนไลน์หลอกลวงไม่ส่งมอบสินค้า หรือรับเงินไปแล้วแต่ไม่ส่งสินค้าให้
- มิจฉาชีพหลอกลวงเกี่ยวกับการจ่ายเงินเกิน โอนเงินผิดแล้วขอเงินคืน

6. การหลอกลวงทางดิจิทัลและการปลอมแปลงข้อมูลส่วนบุคคล อาทิ
- มิจฉาชีพขโมยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อใช้เปิดบัญชีหรือขอสินเชื่อ
- มิจฉาชีพที่พยายามเข้าควบคุมบัญชี หรือเข้าถึงอีเมล โซเชียลมีเดีย หรือบัญชีธนาคารของเหยื่อ
- มิจฉาชีพหลอกลวงด้วยการสลับซิม หรือขโมยหมายเลขโทรศัพท์เพื่อสามารถเข้าถึงบัญชีธนาคาร

7. การหลอกลวงด้านการจ้างงานและการศึกษา อาทิ
- มิจฉาชีพหลอกลวงเรื่องการเสนองาน (ปลอม) ที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม หรือขอข้อมูลส่วนตัว
- มิจฉาชีพหลอกลวงเกี่ยวกับการทำงานจากบ้าน โดยอ้างว่าจะได้รับเงินค่าจ้างอย่างง่าย ๆ ด้วยการทำงานที่ไม่ยาก
- มิจฉาชีพหลอกลวงเกี่ยวกับทุนการศึกษาและเงินช่วยเหลือ โดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อแลกกับการรับประกันการให้ทุน (ยังมีตอนต่อไป)

ทลายขีดจำกัดมนุษย์!! จีนโชว์ระบบเชื่อมสมอง-คอมพิวเตอร์ ช่วยผู้ป่วยอัมพาตควบคุมวีลแชร์ด้วยความคิด ปลดล็อกข้อจำกัดร่างกายด้วยความไวต่ำกว่า 0.1 วินาที ให้การใช้ชีวิตในฝันเป็นจริงได้เพียงแค่นึกคิด

นักวิจัยจีนทดลอง 'ส่วนต่อประสานสมอง-คอมพ์' ช่วยผู้ป่วยอัมพาตคุมวีลแชร์ด้วยความคิด

 (22 ธ.ค.) ซินหัว -- เมื่อไม่นานนี้ คณะนักวิจัยจากสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีนได้ดำเนินการทดลองทางคลินิกกับส่วนต่อประสานสมอง-คอมพิวเตอร์ (BCI) โดยผู้ป่วยอัมพาตทั้งแขนขาสามารถควบคุมรถเข็นหรือวีลแชร์อัจฉริยะให้เคลื่อนที่ผ่านย่านชุมชนโดยอาศัยเพียงความคิด รวมถึงสามารถสั่งหุ่นยนต์สุนัขให้ออกไปรับอาหารที่มาส่ง

ความคืบหน้านี้ได้ทลายขอบเขตดั้งเดิมของการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย สะท้อนว่าการวิจัยของจีนในสาขานี้กำลังก้าวจากการฟื้นฟูปฏิสัมพันธ์ขั้นพื้นฐานสู่การขยายขอบเขตการใช้ชีวิตจริงของผู้ป่วยอัมพาต โดยยกระดับคำสั่งจากสมองที่เดิมทีจำกัดอยู่เพียงการควบคุมเคอร์เซอร์สองมิติบนหน้าจอสู่การมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกับโลกทางกายภาพแบบสามมิติอย่างเต็มรูปแบบทั้งร่างกาย

ส่วนต่อประสานสมอง-คอมพิวเตอร์ถูกออกแบบมาสร้างช่องทางการสื่อสารโดยตรงระหว่างสมองกับอุปกรณ์ภายนอก คณะนักวิจัยทั่วโลกสามารถสร้างความคืบหน้าในห้องปฏิบัติการทดลอง ทั้ง "พิมพ์ข้อความด้วยความคิด" หรือควบคุมแขนกลหุ่นยนต์ ทว่าความท้าทายสำคัญอยู่ที่ทำให้ระบบเหล่านี้น่าเชื่อถือพอจะผสานเข้ากับชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

ผู้ป่วยรายข้างต้นเป็นอัมพาตทั้งแขนขาในปี 2022 เพราะอาการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง และได้รับการติดตั้งระบบส่วนต่อประสานสมอง-คอมพิวเตอร์ ซึ่งพัฒนาโดยศูนย์ความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์สมองและเทคโนโลยีอัจฉริยะ สังกัดสถาบันฯ เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 โดยเขาสามารถควบคุมเคอร์เซอร์คอมพิวเตอร์และแท็บเล็ตหลังจากฝึกฝนนานหลักสัปดาห์

คณะนักวิจัยใช้ระบบส่วนต่อประสานสมอง-คอมพิวเตอร์แบบรุกล้ำเข้าสู่ร่างกายชนิดไร้สายที่มีอัตราการประมวลผลสูง เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมรถเข็นหรือวีลแชร์อัจฉริยะและหุ่นยนต์สุนัขโดยใช้สัญญาณประสาทอย่างมั่นคงต่อเนื่อง ส่งผลให้สามารถเคลื่อนที่ด้วยตนเองและหยิบจับวัตถุในสภาพแวดล้อมจริง

นอกจากนั้นคณะนักวิจัยยังผสานกลยุทธ์การถอดรหัสสัญญาณสมองที่แตกต่างกันสองแบบ เพื่อคัดกรองคำสั่งที่มีความหมายจากสัญญาณประสาทที่มีสัญญาณรบกวน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมด้วยสมองโดยรวมมากกว่าร้อยละ 15

ขณะเดียวกันคณะนักวิจัยลดความหน่วงของระบบนี้ตั้งแต่การรับสัญญาณประสาทจนถึงการสั่งงานให้ต่ำกว่า 100 มิลลิวินาที ซึ่งเร็วกว่าระยะเวลาตอบสนองตามธรรมชาติของร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าการควบคุมเป็นไปอย่างลื่นไหลตามธรรมชาติ

‘สุชาติ’ สั่งลุย!! ทลายขบวนการกากพิษ EEC หลังพบฝังกลบฉะเชิงเทราพุ่ง 7 หมื่นตัน สั่ง คพ. ยกระดับเฝ้าระวัง 24 ชม. ติวเข้มท้องถิ่นสกัดมาเฟียลักลอบทิ้งสารเคมี

‘รองนายกฯ สุชาติ’ สั่ง กรมควบคุมมลพิษ จับตาลักลอบทิ้งสารเคมี 24 ชม. รุกสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมฉะเชิงเทรา ตรวจพบต้องสอบทันที

นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความห่วงใยต่อสถานการณ์การลักลอบทิ้งกากของเสียและสารอันตรายในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเฉพาะจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งมีแนวโน้มทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น และพบการกระทำผิดในลักษณะเครือข่ายขบวนการขนาดใหญ่ จึงสั่งการให้กรมควบคุมมลพิษเร่งพัฒนาเครือข่ายเฝ้าระวังในพื้นที่ จับตาการลักลอบทิ้งสารเคมีตลอด 24 ชั่วโมง หากพบความผิดปกติให้เข้าตรวจสอบอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด

จากข้อมูลสถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมา ปี 2566 พบการลักลอบทิ้งสารเคมีในพื้นที่หมู่ 9 ตำบลลาดกระทิง อำเภอสนามชัยเขต ซึ่งเจ้าหน้าที่ คพ. ได้ลงพื้นที่ติดตามและประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต่อมาในปี 2567 พบการลักลอบทิ้งกากของเสียในพื้นที่หมู่ 9 ตำบลคู้ยายหมี อำเภอสนามชัยเขต ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำในพื้นที่เกษตรกรรม และในปี 2568 ตรวจพบการลักลอบฝังกลบกากอุตสาหกรรมในอำเภอแปลงยาวและอำเภอพนมสารคาม โดยขุดพบกากพิษสะสมมากกว่า 70,000 ตัน สะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับการเฝ้าระวังอย่างจริงจัง

นายสุรินทร์ กล่าวว่า ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีฯ คพ. โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 13 ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การพัฒนาศักยภาพเครือข่ายการเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมจากการลักลอบทิ้งกากของเสียและสารอันตราย จังหวัดฉะเชิงเทรา” โดยมีกลุ่มเป้าหมายจากหน่วยงานปกครองอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทสจ.ฉะเชิงเทรา สสจ.ฉะเชิงเทรา และเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทสม.) จังหวัดฉะเชิงเทรา รวม 60 คน เพื่อเสริมสร้างทักษะในการตรวจสอบ เฝ้าระวัง และรายงานสถานการณ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที รวมถึงสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในระดับจังหวัดและท้องถิ่น

ในการประชุมได้ให้ความรู้ด้านมลพิษจากกากของเสียและสารอันตราย กฎหมายสิ่งแวดล้อมและการจัดการมลพิษ แนวทางการเฝ้าระวังการลักลอบทิ้งกากของเสียและสารอันตราย ตลอดจนสถานการณ์คุณภาพแหล่งน้ำสาธารณะ มลพิษทางน้ำ และคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้าน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานและรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการลักลอบทิ้งกากของเสียและสารอันตราย หรือได้รับผลกระทบจากคุณภาพสิ่งแวดล้อม สามารถแจ้งสายด่วนกรมควบคุมมลพิษ โทร. 1650 หรือแจ้งผ่าน Traffy Fondue (ทราฟฟี่ฟองดูว์) ทาง LINE Official Account @traffyfondue ได้ตลอด 24 ชั่วโม

ไทยที่แรกในอาเซียน!! บีโอไอเซ็น MOU ประวัติศาสตร์ "China EV100" คลังสมองของจีน ปูทางสู่ฮับอีวีโลก ดึงเทคโนโลยีอัจฉริยะ-ซอฟต์แวร์ขั้นสูง เสริมแกร่งซัพพลายเชนผู้ประกอบการไทย

‘บีโอไอ’ ผนึก ‘China EV100’ คลังสมองของจีน ปูทางสู่ฮับอีวีโลก ยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่ซัพพลายเชนอีวีระดับโลกผ่าน 5 เสาหลัก มุ่งถ่ายทอดเทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบอัจฉริยะ 

( 22 ธันวาคม 2568) ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว หลังบีโอไอลงนาม MOU ประวัติศาสตร์กับ "China EV100" คลังสมองระดับโลกของจีน มุ่งเป้าดึงเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้าไทย พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก ตั้งเป้าสร้างระบบนิเวศอีวีที่ยั่งยืน

MOU ฉบับแรกในอาเซียน: ยุทธศาสตร์เชื่อมไทย-จีน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้มีการลงนามความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ นายจาง หยงเหว่ย รองประธานและเลขาธิการ สถาบันพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่ (China EV100) ซึ่งถือเป็นองค์กรที่มีอิทธิพลสูงสุดในการกำหนดนโยบายอีวีของรัฐบาลจีน โดยการลงนามครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ China EV100 เลือกทำข้อตกลงกับประเทศในอาเซียน โดยมี 8 องค์กรพันธมิตรชั้นนำของไทย ประกอบด้วย กรมสรรพสามิต สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน สถาบันยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน

 5 เสาหลักแห่งความร่วมมือ: จากแบตเตอรี่สู่ระบบอัจฉริยะ

ความร่วมมือภายใต้ MOU ฉบับนี้มุ่งเน้นการพัฒนาเชิงลึกใน 5 ด้านสำคัญ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย:

1. การแลกเปลี่ยนนโยบาย: เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกและวิธีการพัฒนาอุตสาหกรรมอีวีระดับโลกจากจีน
2. การพัฒนาซัพพลายเชน: เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้ากับผู้ผลิตระดับโลก และส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ
3. การถ่ายทอดเทคโนโลยี: จีนพร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิต แบตเตอรี่ และระบบอัดประจุไฟฟ้า (Charging System) ให้กับคนไทย
4. ระบบอัจฉริยะและซอฟต์แวร์: เปิดโอกาสให้กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ไทย เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาระบบรถยนต์อัจฉริยะในอนาคต
5. เวทีความร่วมมือระดับโลก: จัดงาน Thailand–China EV Forum ทุกปีในเดือนพฤษภาคม เพื่อสร้างกลไกสนับสนุนการร่วมทุนระหว่างสองประเทศ

 จีนยันไม่กลัวก๊อปปี้ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีหนีความเสี่ยง

ด้านนายจาง หยงเหว่ย จาก China EV100 ระบุว่า จีนเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย และพร้อมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการจีนใช้ชิ้นส่วนในไทยมากขึ้น โดยย้ำว่า "ไม่กังวลเรื่องการลอกเลียนเทคโนโลยี" เนื่องจากจีนมีการวิจัยและพัฒนาที่ก้าวกระโดดตลอดเวลา การถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ไทยจะช่วยให้จีนลดความเสี่ยงจากการลงทุนต่างประเทศเพียงลำพัง และช่วยให้การผลิตออกสู่ตลาดทำได้รวดเร็วขึ้น

 สถิติการลงทุนล่าสุด: ทะลุ 1.4 แสนล้านบาท

บีโอไอเปิดเผยตัวเลขการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมอีวี ณ เดือนตุลาคม 2568 พบว่ามีมูลค่ารวมสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท แบ่งเป็น:

 การผลิตรถยนต์ BEV: 21 โครงการ (40,449 ล้านบาท)
 การผลิตแบตเตอรี่: 54 โครงการ (79,473 ล้านบาท)
 ชิ้นส่วนสำคัญอื่นๆ: 45 โครงการ (10,002 ล้านบาท)
 สถานีชาร์จ/สับเปลี่ยนแบตเตอรี่: 32 โครงการ (6,066 ล้านบาท)

"ความร่วมมือนี้จะเป็นสะพานเชื่อมสำคัญที่จะทำให้ไทยไม่ใช่แค่ฐานการผลิต แต่เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค" นายนฤตม์ 

ทั้งนี้ การลงนาม MOU ระหว่างไทยกับ China EV100 ดังกล่าว ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย โดยการเข้าถึงความรู้และเทคโนโลยีจากประเทศที่เป็นผู้นำด้าน EV ของโลก พร้อมทั้งสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมโยงเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก สอดคล้องกับเป้าหมายของไทยในการเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน

รู้ทัน...Scammers!! เปิดจิตวิทยาที่มิจฉาชีพใช้เล่นงานเหยื่อ "กล้าเสี่ยง-ยับยั้งชั่งใจต่ำ-ใช้อารมณ์นำ" 3 นิสัยอันตรายเป้าหมายชั้นดีของนักต้มตุ๋น ต้องสร้างภูมิคุ้มกัน "ต้นน้ำ" สู้จิตวิทยามืด

รู้ทัน...Scammers EP#3 จิตวิทยาของมิจฉาชีพในการหลอกลวงและฉ้อโกง

การปราบปรามด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับบรรดามิจฉาชีพที่หลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์นั้น เป็นได้แต่เพียงกระบวนการปลายน้ำในการจัดการกับ Scammers ของภาครัฐ จะเห็นได้จากสถิติคดีหลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หากนับจากปี พ.ศ. 2565 บ้านเรามีสถิติการแจ้งความคดีออนไลน์มากมายมหาศาลเป็นล้าน ๆ คดี และมูลค่าความเสียหายรวมแล้วร่วม 100,000 ล้านบาท

สถิติและมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมากจนน่ากลัวนี้ แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของเหล่ามิจฉาชีพที่หลอกลวงและฉ้อโกงทางออนไลน์มากขึ้นทุกวัน จนน่าจะเกินกำลังของหน่วยงานที่รับผิดเกี่ยวข้องแล้ว แม้การปราบปรามด้วยการบังคับใช้กฎหมายจะทำไปด้วยความเด็ดขาด และวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการณ์นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศให้การปราบปรามสแกมเมอร์และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็น “วาระแห่งชาติ”

ตามที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่า การปราบปรามด้วยการบังคับใช้กฎหมายกับบรรดามิจฉาชีพที่หลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์เป็นได้แต่เพียงกระบวนการปลายน้ำ การกวาดล้างมิจฉาชีพที่เป็นขบวนการ Scammers  นั้น จำเป็นต้องจัดการตั้งแต่ต้นน้ำของกระบวนการนี้ ได้แก่การป้องกันไม่ให้เกิดมิจฉาชีพที่หลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์ ซึ่งทำได้ยาก มีความเป็นนามธรรมสูง และการสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันไม่ให้พี่น้องประชาชนต้องตกเป็นเหยื่อ ด้วยการให้ ความรู้ ความเข้าใจ เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันสามารถรับมือกับมิจฉาชีพเหล่านั้นได้

ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจึงต้องให้ ความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องของเครื่องมือที่มิจฉาชีพที่หลอกลวงและฉ้อโกงออนไลน์นำมาใช้แก่พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเรื่องของ “จิตวิทยาในการหลอกลวงและฉ้อโกง” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ถูกบรรดามิจฉาชีพออนไลน์นำมาใช้ 100% อาจารย์ ดร.สุภสิรี จันทวรินทร์ ประธานแขนงวิชาจิตวิทยาปริชาน คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ระบุในบทความ “จิตวิทยาของการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ (Victim of scams)” ว่า งานวิจัยทางจิตวิทยาที่วิเคราะห์การหลอกลวงทางโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตมากกว่า 580 ประเภท ชี้ว่ามิจฉาชีพมักใช้เทคนิคจิตวิทยาการโน้มน้าว 2 ประเภทหลัก ๆ คือ การอ้างอำนาจ (authority) และการกดดันโดยการจำกัดเวลาหรือจำนวนรางวัลตอบแทน (scarcity) หรือเสริมด้วย การสร้างความเชื่อใจ (building trust หรือ gaining trust) ด้วยการทำให้เหยื่อคล้อยตามเห็นด้วย

โดยมิจฉาชีพอาจสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจโดยการแสดงให้เห็นว่าข้อเสนอที่นำมาล่อลวงนั้นมีความถูกต้องตามกฎหมายและมีหน่วยงานหรือบริษัทที่น่าเชื่อถือรองรับ หรือแม้กระทั่งการอ้างอิงว่าตนเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งทำให้เหยื่อรู้สึกเชื่อใจและไว้ใจ อีกทั้ง ผู้หลอกลวงมักใช้การโน้มน้าวทางอารมณ์มากกว่าการโน้มน้าวด้วยเหตุผล เช่น จงใจจำกัดระยะเวลาในการส่งข้อมูลหรือโอนเงิน จำกัดจำนวนสินค้าที่จำหน่าย หรือจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมการลงทุน ซึ่งทำให้เหยื่อรู้สึกว่าต้องรีบส่งข้อมูลหรือโอนเงินเพื่อจะได้รับผลตอบแทนที่ล่อตาล่อใจ และหลงเชื่อว่าตนจะได้รับผลตอบแทนตามที่ผู้หลอกลวงสัญญาไว้

อาจารย์ ดร.สุภสิรี ยังได้ระบุด้วยว่า คนทุกเพศทุกวัยสามารถเป็นกลุ่มเป้าหมายของการหลอกลวงฉ้อโกง ทั้งนี้ เพศหญิงมักตกเป็นเหยื่อเป้าหมายของการหลอกล่อให้รักเพื่อหลอกลวงโกงทรัพย์สิน ส่วนผู้สูงวัยมักเป็นเหยื่อของการโกงทรัพย์หรือหลอกล่อเอาข้อมูลส่วนตัวออนไลน์ และบุคคลที่มีการศึกษาและมีรายได้ค่อนข้างสูงมักเป็นเหยื่อของการล่อลวงให้ลงทุน อีกทั้ง งานวิจัยทางจิตวิทยาชี้ว่ามี 3 ลักษณะนิสัยที่เพิ่มความเสี่ยงการถูกโกงทรัพย์สินโดยมิจฉาชีพ ดังนี้

1. นิสัยและพฤติกรรมเสี่ยง (risk-taking) บุคคลที่มีนิสัยกล้าลองทำสิ่งใหม่ ๆ และรับความเสี่ยงนั้นมีแนวโน้มตอบรับข้อเสนอของผู้หลอกลวงมากกว่าบุคคลที่ไม่ชอบความเสี่ยงถึงสองเท่า ลักษณะชอบความเสี่ยงจึงเป็นตัวชี้วัดหนึ่งว่า บุคคลนั้นมีแนวโน้มจะทำตามข้อเสนอผู้หลอกลวงและเชื่อใจผู้หลอกลวง เพราะไม่ได้ใส่ใจกับการประเมินระดับความสุ่มเสี่ยงของข้อเสนอ แต่กลับมุ่งความสนใจไปที่รางวัลผลตอบแทนที่อาจได้รับจากการลองเสี่ยง

2. ความสามารถในการควบคุมตนเอง (self-control) โดยการกำกับตนเองเป็นทักษะสำคัญที่รวมถึงการควบคุมอารมณ์ชั่วขณะ การควบคุมพฤติกรรม และการควบคุมความต้องการของตนเอง บุคคลที่ชอบตัดสินใจเสี่ยงมักมีความสามารถในการกำกับตนเองต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยที่ชี้ว่าคนที่เคยตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพมักมีทักษะในการควบคุมตนเองค่อนข้างต่ำ อาท เวลาซื้อของมักไม่ทันยั้งคิด ผู้ที่มีความบกพร่องในการควบคุมตนเองจึงไม่สามารถยับยั้งการตัดสินใจลงทุนหรือโอนเงินแบบหุนหันพลันแล่น โดยเฉพาะกรณีที่มิจฉาชีพใช้วิธีการจำกัดเวลาหรือจำกัดจำนวนรางวัลตอบแทนเพื่อโน้มน้าวและชักใยทางอารมณ์

3. ความสามารถในการจัดการอารมณ์ (emotional competence) ความฉลาดทางอารมณ์คือความสามารถในการรับรู้และการควบคุมอารมณ์ของตนเอง อันเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจทางการธุรกิจการเงินที่มีความเสี่ยงสูง ผู้ที่มีทักษะจัดการและควบคุมอารมณ์ตนเองต่ำจะมีความสามารถในการไตร่ตรองข้อมูลลดลง และอาจตัดสินใจทางการเงินโดยใช้อารมณ์ชั่วขณะ อาทิ กลัวพลาดโอกาสทองในการทำกำไร หรือรู้สึกคล้อยตามแนวคิดโน้มน้าวของมิจฉาชีพ จึงมีแนวโน้มตอบรับข้อเสนอการล่อลวงทรัพย์สินมากกว่าผู้ที่สามารถกำกับควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดี (ยังมีตอนต่อไป)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top