Friday, 5 June 2026
Econbiz

‘กองสลาก’ พับแผน "สลากเพื่อการออม" หลังกฤษฎีกา ปัดตกซื้อหวยไม่ถูกได้เงินคืน ชี้เกินอำนาจหน้าที่ สนง.สลากฯ ย้ำชัด ไม่มีหน้าที่ส่งเสริมการออม

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับนโยบายส่งเสริมการออม ผ่านการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลแบบ 6 หลักในรูปแบบดิจิทัล (L6) ที่มีแนวคิดคืนเงิน (Cash Back) ให้กับผู้ที่ไม่ถูกรางวัลเพื่อนำไปเป็นเงินออม ว่า โครงการดังกล่าว ยังไม่สามารถดำเนินการได้ หลังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา วินิจฉัยข้อกฎหมายว่าเป็นการดำเนินงานที่เกินอำนาจหน้าที่ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

"กฤษฎีกาตีความแล้วว่า ทำไม่ได้ เป็นเรื่องที่เกินอำนาจหน้าที่ของสำนักงานสลากฯ ซึ่งถูกจัดตั้งมาเพื่อดำเนินกิจการสลาก ไม่ใช่เพื่อส่งเสริมการออมโดยตรง" นายลวรณกล่าว

พร้อมยืนยันว่า กระทรวงการคลัง ยังมีช่องทางหรือโครงการในการส่งเสริมการออมในรูปแบบอื่น ๆ ที่เดินหน้าได้ตามปกติ เช่น สลากกองทุนการออมแห่งชาติ (สลาก กอช.) ซึ่งขณะนี้เตรียมเปิดจำหน่ายในเดือน ม.ค.69 รวมถึงมาตรการส่งเสริมการออมใหม่อีก 4-5 แนวทาง ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งคาดว่าจะเป็นอีกทางเลือกที่มีประโยชน์ต่อประชาชน
 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ สั่งเพิกถอน เหตุเปิดเผยงบปี 2566 เป็นเท็จ เตรียมเปิดให้ซื้อขาย 7 วัน 18-26 ธ.ค. ก่อนเพิกถอนออกจากตลาด 27 ธ.ค.นี้

ตลาดหลักทรัพย์ฯ สั่งเพิกถอนหลักทรัพย์ JKN จากการเป็นบริษัทจดทะเบียน หลังตรวจพบการเปิดเผยข้อมูลงบการเงินและแบบ 56-1 เป็นเท็จ เปิดทางผู้ลงทุนซื้อขายชั่วคราว 7 วันทำการก่อนเพิกถอนถาวร ด้วยบัญชี Cash Balance พร้อมเตือนใช้ความระมัดระวังสูง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดหลักทรัพย์ฯ) เพิกถอนหลักทรัพย์ของบริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (JKN) จากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน เนื่องจากบริษัทเปิดเผยข้อมูลอันเป็นเท็จในงบการเงินประจำปี 2566 และแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1 One Report) ที่มีงบการเงินเท็จ ซึ่งเข้าข่ายเป็นกรณีอันอาจมีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้น หรือการตัดสินใจลงทุน หรือการเปลี่ยนแปลงในราคาของหลักทรัพย์ อันเป็นเหตุเพิกถอนตามข้อ 7(3) ของข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์ฯ เรื่อง การเพิกถอนหลักทรัพย์จดทะเบียน พ.ศ. 2564

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเปิดให้ซื้อขายหลักทรัพย์ของ JKN เป็นเวลา 7 วันทำการก่อนวันที่มีผลเป็นการเพิกถอนหลักทรัพย์ คือ ระหว่างวันที่ 18-26 ธันวาคม 2568 ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังนี้

ให้หลักทรัพย์ JKN ซื้อด้วยบัญชี Cash Balance กล่าวคือ ผู้ซื้อต้องชำระเงินทั้งจำนวนก่อนการซื้อหลักทรัพย์

ขึ้นเครื่องหมาย NC กำกับตลอดระยะเวลาที่เปิดให้มีการซื้อขายหลักทรัพย์ เพื่อเตือนผู้ลงทุนให้ใช้ความระมัดระวังในการซื้อขายหลักทรัพย์

ไม่กำหนดราคาซื้อขายสูงสุดและต่ำสุด (Ceiling & Floor), Dynamic Price Band และ Auto Pause สำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์ JKN ในวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นวันแรกที่มีการซื้อขาย ต่อเนื่องไปจนกว่าหลักทรัพย์ JKN จะมีการซื้อขาย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะไม่นำหลักทรัพย์ JKN มารวมในการคำนวณดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET Index)

และเมื่อครบระยะเวลาดังกล่าว ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเพิกถอนหลักทรัพย์ JKN จากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนใช้ความระมัดระวังในการซื้อขายหลักทรัพย์ เนื่องจากงบการเงินประจำปี 2566 และแบบ 56-1 One Report ที่บริษัทได้เผยแพร่ผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเป็นข้อมูลเท็จ และยังมิได้นำส่งงบการเงินฉบับดังกล่าวที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สั่งแก้ไข และงบการเงินประจำปี 2567 จนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิกถอนหลักทรัพย์ JKN แล้ว ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนสามารถติดตามการเปิดเผยข้อมูลฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน และแบบ 56-1 One Report ของบริษัทได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ www.sec.or.th
 

เจาะมาตรการออมของ รมว.คลัง เปิดลดหย่อน 8 แสน/พันธบัตร 'ออม พลัส' กับคำถาม? เอื้อคน 'มีเงินเหลือบริหารภาษี' หรือตอบโจทย์ 'คนส่วนใหญ่ที่ไม่มีจะออม'

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างจริงจัง แต่ในขณะที่รัฐบาลพูดถึง “การออมภาคประชาชน” อยู่บ่อยครั้ง คำถามสำคัญคือ มาตรการที่ออกมาจริง ๆ ช่วยให้ “คนส่วนใหญ่” มีโอกาสออมเพิ่มขึ้น หรือเป็นเพียงเครื่องมือให้ “คนที่มีเงินเหลือ” จัดพอร์ตการลงทุนกับระบบภาษีได้คุ้มค่ามากขึ้นเท่านั้น

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 7/2568 ว่าที่ประชุมได้หารือ 3 มาตรการการออมภายใต้เสาหลักที่ 5 “เพิ่มการออมภาคประชาชน” ในนโยบาย “Quick Big Win” โดยมีเป้าหมายเพื่อเตรียมคนไทยรับมือสังคมสูงวัย เพิ่มแหล่งระดมเงินออม และจูงใจให้เงินไหลเข้าตลาดทุนและระบบการเงินมากขึ้น

ฟังเผิน ๆ ดูเหมือนเป็นแพ็กเกจที่ดีต่อระบบเศรษฐกิจระยะยาว แต่ถ้ามองลึกลงไปว่า “ใครได้ ใครเสีย” จะพบว่า 3 มาตรการนี้เอื้อคนกลุ่มไหน และละเลยคนกลุ่มไหนไปบ้าง

มาตรการที่ 1: เพิ่มวงเงินลดหย่อนกองทุนรวม 800,000 บาท – เครื่องมือชั้นดีของคนมีภาษีจ่าย

มาตรการแรกคือการเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีสำหรับการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวม ภายใต้วงเงินสูงสุด 800,000 บาทต่อปี และถือเป็นมาตรการถาวร ไม่ต้องมาลุ้นปรับใหม่ทุกปี ที่สำคัญคือมีการปรับสูตรการลดหย่อนให้แตกต่างกันตามระดับรายได้

– ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี ลดหย่อนได้ 1.3 เท่าของเงินที่ลงทุน  
– ผู้มีรายได้สูงกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี ลดหย่อนได้ 0.7 เท่า  
– ทุกคนยังอยู่ภายใต้เพดานวงเงินสูงสุด 800,000 บาทเท่ากัน

ในมุมหนึ่ง การออกแบบสูตร 1.3 เท่า และ 0.7 เท่า ทำให้ระบบภาษีมีความ “ก้าวหน้า” มากกว่าระบบเดิมที่ทุกคนลดหย่อนได้เท่ากันหมด ช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้กลุ่มชนชั้นกลางที่เริ่มออมผ่านกองทุน และลดประโยชน์ภาษีของคนรายได้สูงลงบางส่วน

แต่เมื่อดูตามความเป็นจริง คนที่จะใช้สิทธิได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยคือต้องเป็นคนที่ “มีเงินเหลือพอจะลงทุนปีละหลักแสน” และ “มีฐานภาษีให้ลดหย่อน” อยู่แล้ว คนที่รายได้ต่ำจนแทบไม่ต้องเสียภาษี ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากวงเงินลดหย่อนที่สูงขึ้นเลย แม้จะมีสูตร 1.3 เท่าให้ก็ตาม

อีกด้านหนึ่ง มาตรการนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณหนุนตลาดทุนและอุตสาหกรรมกองทุนรวมอย่างชัดเจน เพราะการออมที่ได้สิทธิประโยชน์ถูกจำกัดอยู่ในกรอบ “กองทุนรวม” เป็นหลัก ขณะที่การออมรูปแบบอื่น เช่น การฝากเงิน การออมผ่านสหกรณ์ หรือการนำเงินไปลงทุนต่อยอดธุรกิจของตัวเอง กลับไม่ได้รับสิทธิในระดับเดียวกัน

แม้ในเชิงโครงสร้างแล้ว รัฐอาจมองว่าการผลักเงินเข้าตลาดทุนจะช่วยสร้างฐานทุนให้เอกชนและเศรษฐกิจระยะยาว แต่มิติด้าน “ความเป็นธรรม” ก็ยังชวนตั้งคำถามว่า การยอมเสียรายได้ภาษีจำนวนไม่น้อยให้กลุ่มคนที่มีเงินพอจะลงทุนหลักแสนต่อปี เป็นการใช้ทรัพยากรภาครัฐเพื่อลดความเหลื่อมล้ำจริง ๆ หรือเพียงทำให้คนที่มีฐานะอยู่แล้วจัดการภาษีได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

มาตรการที่ 2: พันธบัตร “ออม พลัส” ขายทุกเดือน – ทางเลือกออมที่มั่นคง แต่ยังไม่ใช่คำตอบของคนไม่มีเงินเหลือ

มาตรการที่สองคือการออกพันธบัตร “ออม พลัส” ให้ประชาชนซื้อได้ทุกเดือน จุดขายคือเป็นพันธบัตรรัฐบาลที่มีความมั่นคง ขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท ทำให้ “ดูเหมือน” คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย
.
หากดูในเชิงหลักการ ถือว่าเป็นแนวคิดที่ดี เพราะการมีช่องทางออมที่เสี่ยงต่ำและดอกเบี้ยชัดเจนอย่างพันธบัตร เป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ที่ดอกเบี้ยต่ำมาก หรือเอาเงินไปเสี่ยงกับการลงทุนที่ตัวเองไม่เข้าใจ

การเปิดขายทุกเดือนก็ช่วยให้ไม่ต้องแห่จองเฉพาะบางช่วง และทำให้เกิดภาพของ “การออมอย่างสม่ำเสมอ” ได้ ถ้ารัฐออกแบบระบบให้คนสามารถหักเงินซื้อพันธบัตรอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือนหรือระบบพร้อมเพย์ ก็มีโอกาสกลายเป็นเครื่องมือสร้างวินัยการออมในระยะยาวได้จริง

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ต้องไม่ลืมว่าคนที่จะซื้อพันธบัตรได้ คือคนที่ “มีเงินเหลือ” หลังจากจ่ายค่าครองชีพและหนี้สินแล้วเท่านั้น ในสภาวะที่ค่าครองชีพสูง หนี้ครัวเรือนไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลก ประชาชนจำนวนมากยังอยู่ในโหมด “เอาตัวให้รอดปลายเดือน” ไม่ใช่โหมด “เลือกว่าจะออมผ่านอะไรดี”

ดังนั้น พันธบัตร “ออม พลัส” เป็นเครื่องมือออมที่ดีสำหรับคนที่มีกำลังอยู่แล้ว แต่ยังห่างไกลจากการเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” ให้คนส่วนใหญ่ในประเทศเริ่มออมได้จริง

มาตรการที่ 3: ยกเว้นอากรให้ประกันวินาศภัยรายย่อย – กระตุ้นให้ซื้อประกัน หรือโยนความเสี่ยงให้ประชาชน?

มาตรการที่สามคือการยกเว้นอากรให้กับผู้ซื้อประกันวินาศภัยรายย่อย ทั้งประกันน้ำท่วม ประกันท่องเที่ยว และประกันขนาดเล็กต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้คนกล้าซื้อประกันมากขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงที่สูงขึ้นในโลกปัจจุบัน

การทำให้เบี้ยประกันถูกลงบางส่วนย่อมมีผลดีต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งใจจะซื้ออยู่แล้ว เช่น คนที่เดินทางบ่อย หรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ถ้าราคาเบี้ยถูกลงก็อาจตัดสินใจง่ายขึ้น และในระยะยาวอาจช่วยลดภาระงบเยียวยาของรัฐ เพราะภาระบางส่วนถูกโอนให้ระบบประกันภัยรับไปแทน

แต่อีกด้านหนึ่งก็มีคำถามสำคัญว่า “รายได้อากรที่รัฐยอมเสียไป ตกอยู่ในมือใครมากกว่ากัน” หากเบี้ยประกันไม่ได้ถูกปรับลดลงจริงในสัดส่วนที่สะท้อนอากรที่ยกเว้น บริษัทประกันอาจเป็นผู้ได้ margin เพิ่มมากกว่าผู้บริโภค ขณะที่ภาครัฐเก็บรายได้น้อยลง

ยิ่งไปกว่านั้น หากการเติบโตของ Micro Insurance ไม่ถูกกำกับดูแลอย่างดี ก็เสี่ยงจะเกิดปัญหาการขายแบบ “ยัดเยียด” ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น ผูกกับซิมมือถือ สินเชื่อ หรือบริการอื่น ๆ ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งจ่ายเบี้ยประกันไปทุกเดือน แต่ไม่เคยเข้าใจเงื่อนไขและสิทธิจริง ๆ

ที่สำคัญ มาตรการด้านประกันภัยไม่สามารถทดแทนการแก้โครงสร้างความเสี่ยงได้ เช่น การจัดการระบบระบายน้ำ การผังเมือง หรือมาตรฐานความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว หากปล่อยให้โครงสร้างยังเปราะบาง แล้วบอกให้ประชาชน “ไปซื้อประกันเอาเอง” ก็เท่ากับเป็นการผลักภาระความเสี่ยงจากรัฐมาสู่ประชาชนมากขึ้น

ภาพรวม: มาตรการออมที่ดีต่อระบบการเงิน แต่ยังไปไม่ถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ

เมื่อมองภาพรวม ทั้ง 3 มาตรการออมที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ มีจุดร่วมสำคัญคือ

– สนับสนุนให้เงินไหลเข้าสู่ “ระบบการเงินที่เป็นทางการ” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวม พันธบัตรรัฐบาล หรือบริษัทประกัน  
– ใช้ “แรงจูงใจทางภาษีและอากร” เป็นตัวดึงให้ประชาชนที่มีกำลังซื้อเข้ามาใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินเหล่านี้  
– ช่วยสร้างภาพว่ารัฐบาลกำลังวางรากฐานการออมระยะยาว รับมือสังคมสูงวัย

อย่างไรก็ตาม หากมองจากมุมของ “ประชาชนส่วนใหญ่” ที่กำลังเผชิญปัญหารายได้ไม่พอค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือนสูง และสภาพคล่องตึงตัว มาตรการเหล่านี้ยังห่างไกลจากการเป็นคำตอบจริง ๆ เพราะเป็นมาตรการสำหรับคนที่ “ผ่านด่านเอาตัวรอด” มาแล้ว และกำลังมองหาวิธีบริหารเงินออมและภาษี มากกว่าจะช่วยให้คนที่ “ยังไม่มีจะออม” มีโอกาสเริ่มต้นได้

ถ้ารัฐบาลต้องการพูดเรื่อง “เพิ่มการออมภาคประชาชน” อย่างจริงใจและจริงจัง มาตรการจูงใจให้คนมีเงินเหลือออมผ่านกองทุน พันธบัตร และประกันภัย ควรเดินคู่ไปกับมาตรการที่ทำให้คนส่วนใหญ่มี “ศักยภาพในการออม” เพิ่มขึ้น เช่น

– ยกระดับรายได้แรงงานและผู้ประกอบการรายย่อย  
– จัดการปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบอย่างเป็นระบบ  
– ลดภาระค่าครองชีพบางด้านที่รัฐควรจัดการได้  
– ออกแบบโครงการออมร่วมภาครัฐ–เอกชน ที่มีการ “สมทบ” ให้กับผู้มีรายได้น้อย ไม่ใช่ให้แข่งขันกันออมเฉพาะคนที่มีศักยภาพอยู่แล้ว

ในวันที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง การพูดถึง “การออม” โดยไม่แตะปัญหา “ไม่มีจะออม” อาจกลายเป็นนโยบายที่ฟังดูดีบนกระดาษ แต่ไม่สัมผัสชีวิตจริงของผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศเท่าที่ควร
 

ชาวบ้าน รายงานจากบังเกอร์ ‘ช่องบก - ช่องอานม้า’ เดือดสุดใน 2 วัน เผย กัมพูชา ระดมโดรนพลีชีพทิ้งบอมบ์ ก่อน F-16 บินทิ้งไข่สนั่นชายแดน

(9 ธ.ค. 68) สถานการณ์สู้รบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา โดยประชาชนรายหนึ่ง ในพื้นที่ช่องบก - ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ได้รายงานสถานการณ์จากบังเกอร์หลบภัยทุกระยะ โดยระบุว่า เมื่อช่วงเวลาประมาณ 10.30 น. ทางฝ่ายกัมพูชา ได้ระดมส่งโดรนพลีชีพเข้ามาทิ้งระเบิดอย่างหนัก จนกล่าวได้ว่าดุเดือดสุดในรอบ 2 วัน

ก่อนที่ในเวลาต่อมา ทางกองทัพอากาศของไทย จะส่ง F-16 เข้าปฏิบัติการทางอากาศ ทิ้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ แบบ GBU-12 Paveway II ต่อเป้าหมายคลังเก็บจรวด BM-21 และอาวุธหนักของกองทัพกัมพูชา จนเกิดการระเบิดดังต่อเนื่องอย่างรุนแรงสนั่นพื้นที่ชายแดน


 

ส่งสัญญาณไตรมาส 4 ลุยต่อ พร้อมเสริมทัพ-ผนึกกำลังผู้บริหารใหม่ เตรียมรุกหนักปี 69 สู้ศึกตลาดชะลอตัว ตั้งเป้ารายได้ต่างชาติแตะ 30% ภายใน 2 ปี

บมจ. มาสเตอร์ สไตล์ (โรงพยาบาลมาสเตอร์พีช) หรือ MASTER ส่งสัญญาณไตรมาส 4 ลุยต่อ พร้อมเสริมทัพ-ผนึกกำลัง ผู้บริหารใหม่ ตั้งเป้ารายได้ต่างชาติ แตะ 30% ในระยะกลาง เผยปรับกลยุทธ์รับมือแนวโน้มครึ่งปีแรก 2569 มุ่งเน้นสร้างระบบให้แข็งแกร่ง และบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ - พัฒนา Product Mix และเพิ่มสัดส่วนบริการเฉพาะทางที่มี Margin สูง 

นายแพทย์ระวีวัฒน์ มาศฉมาดล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาสเตอร์ สไตล์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTER เปิดเผยว่า ประเมินทิศทางธุรกิจไตรมาส 4/2568 มีแนวโน้มทรงตัว โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการด้านศัลยกรรม และบริการด้านความงาม ในประเทศที่ทยอยปรับดีขึ้น สำหรับกลุ่มลูกค้าต่างชาติยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในบริการศัลยกรรมเฉพาะทาง ซึ่งมีอัตราค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเคสสูงกว่าลูกค้าในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลดีต่ออัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทฯ แม้ว่าลูกค้ากัมพูชาจะชะลอลงจากสถานการณ์ชายแดน แต่ภาพรวมรายได้จากตลาดต่างประเทศยังเติบโตแข็งแกร่ง

"เราคาดว่าไตรมาส 4/2568 จะเห็นการฟื้นตัวจากไตรมาส 3/2568 โดยเฉพาะกลุ่มเคสต่างชาติ และลูกค้าไทยที่ทยอยกลับมาใช้บริการ จากกำลังซื้อที่เริ่มฟื้นตัว ขณะที่บริษัทฯ ยังคงเน้นการบริหารต้นทุนและแพทย์ให้มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเดินหน้าสร้างการเติบโตจากกลุ่มบริการที่มี margin สูง” นายแพทย์ระวีวัฒน์ กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้มีการแต่งตั้งนางสาวประภาวรินท์ ลองงาม เป็นรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  เพื่อเข้ามาเสริมทัพในองค์กร  ทั้งในส่วนของระบบหน้าบ้านและหลังบ้าน รวมถึงการวางระบบบริหารจัดการและการพัฒนาศักยภาพทีมการตลาด รวมถึงการบริหารจัดการตารางแพทย์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับการแต่งตั้งครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมและขยายกำลังทัพให้มีความพร้อมในการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
 
นางสาวลภัสรดา เลิศภานุโรจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวถึงแนวโน้มธุรกิจครึ่งปีแรกของ 2569 และกลยุทธ์รับมือการแข่งขันว่าบริษัทฯ ประเมินว่าในปี 2569 อุตสาหกรรมศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยจะยังเติบโตในอัตราที่ชะลอลง ตามประมาณการของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่คาดว่า ตลาดจะเติบโตเพียง 1.0% เทียบกับ 1.6% ในปี 2568 แม้จำนวนผู้ใช้บริการและอัตราค่าบริการจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่เข้มข้นยังคงเป็นแรงกดดันหลักต่อกำลังซื้อ และการขยายฐานลูกค้าใหม่

MASTER เตรียมปรับแผนธุรกิจเชิงรุก โดยเน้น 4 แกนกลยุทธ์สำคัญ ได้แก่:
1. การบริหารต้นทุนและโครงสร้างราคาที่เหมาะสม เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับที่แข็งแรง แม้ภายใต้ภาวะการแข่งขัน
2. การขยายฐานลูกค้าต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพสูง และต้องการศัลยกรรมเฉพาะทาง เช่น อินโดนีเซีย เมียนมา และลาว พร้อมตั้งเป้ารายได้ต่างชาติแตะระดับ 30% ของรายได้รวมภายใน 2 ปี
3. การพัฒนา Product Mix และเพิ่มสัดส่วนบริการเฉพาะทางที่มีมาร์จิ้นสูง รวมถึงการร่วมมือกับพันธมิตรในธุรกิจโรงพยาบาลศัลยกรรม และธุรกิจเสริมอาหารเพื่อความงาม
4.  การป้องกันระบบภายในให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะการป้องกันการประกอบธุรกิจค้าแข่ง

นางสาวลภัสรดา กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้อุตสาหกรรมในภาพรวมอาจเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจหรือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป แต่ตลาดความงามในภูมิภาคยังคงถูกมองว่ามีศักยภาพสูง และบริษัทฯ มีจุดแข็งด้านคุณภาพการให้บริการ ทำให้คาดว่าแนวโน้มครึ่งปีแรกของปี 2569 จะมีทิศทางที่เติบโต

เชื่อมไทย - คาซัคสถาน เปิดเส้นทางบินตรงใหม่ “ชิมเคนต์ – กรุงเทพฯ” 2 เที่ยวบิน/สัปดาห์ หนุนการค้าและการท่องเที่ยว 2 ประเทศ

Scat Airlines ขยายปีกสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้! เปิดเที่ยวบินตรง "ชิมเคนต์ – กรุงเทพฯ" เชื่อมไทย - คาซัคสถาน ความถี่สัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน ตอบรับดีมานด์นักท่องเที่ยวคาซัคสถาน หนุนการค้าของ 2 ประเทศ

(11 ธ.ค. 68) บริษัท สแคท แอร์ไลน์ส (Scat Airlines) สายการบินสัญชาติคาซัคสถาน ได้ประกาศเปิดเส้นทางบินตรงใหม่เชื่อมระหว่าง ชิมเคนต์ (Shymkent) ประเทศคาซัคสถาน และ กรุงเทพมหานคร อย่างเป็นทางการ โดยมีกำหนดให้บริการสัปดาห์ละ 1 เที่ยวบิน การเปิดเส้นทางบินครั้งนี้ถือเป็นการขยายเครือข่ายครั้งสำคัญของสายการบินฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นสัญญาณบวกต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย

เที่ยวบินตรงเส้นทาง ชิมเคนต์ – กรุงเทพฯ นี้ จะทำให้นักท่องเที่ยวจากคาซัคสถานสามารถเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะจากเมืองชิมเคนต์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อสูง การเชื่อมโยงโดยตรงนี้จะเข้ามาตอบรับความต้องการของกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวคาซัคสถานที่นิยมเดินทางมาพักผ่อนในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวของประเทศแถบเอเชียกลาง

การตัดสินใจเปิดเส้นทางบินใหม่นี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยที่มุ่งเน้นการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากตลาดใหม่ ๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ไม่มีข้อจำกัดด้านวีซ่า หรือมีการผ่อนปรนวีซ่าชั่วคราว การเพิ่มจำนวนเที่ยวบินจากประเทศคาซัคสถานไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้าไทยมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้า การลงทุน และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างทั้งสองประเทศด้วย

ทั้งนี้ กรุงเทพฯ นับเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากชาวคาซัคสถาน การเปิดเส้นทางบินตรงจะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนในการเดินทางลงได้อย่างมาก นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวของไทยในฐานะศูนย์กลางการเดินทางของภูมิภาค

เส้นทางใหม่นี้จะให้บริการด้วยเครื่องบิน โบอิ้ง 737-800 จำนวน 2 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ตามตารางบินดังนี้:
• เที่ยวบิน DV469 ออกเดินทางจากชิมเคนต์ (CIT) เวลา 19:50 ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (BKK)  เวลา 04:00 (+1) (ให้บริการวันอาทิตย์ และวันพุธ)
• เที่ยวบิน DV470 ออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (BKK)  เวลา 05:20 ถึงชิมเคนต์ (CIT)  เวลา 09:30 (ให้บริการวันจันทร์ และวันพฤหัสบดี)

เส้นทาง ชิมเคนต์ – กรุงเทพฯ คาดว่าจะสามารถรองรับนักเดินทางได้หลายพันคนต่อปี ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และบริการที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ นับเป็นอีกก้าวของไทยในการเสริมสร้างบทบาทเป็น Hub การบินในเอเชียอย่างต่อเนื่อง
 

ถอดรหัส 10 กลุ่มทุนไทยบุกโลก สกัด 5 บทเรียนสำคัญที่นำไปใช้ได้ทันที เน้นซื้อ 'แพลตฟอร์ม-จุดแข็ง' และใช้ 'การร่วมทุน' เป็นทางลัด SME ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ

เวลาเราได้ยินคำว่า “FDI ของไทยในต่างประเทศ” คนส่วนใหญ่จะนึกถึงตัวเลขระดับหมื่นล้านดอลลาร์ ดูไกลตัว เหมือนเป็นเรื่องของ “บิ๊กคอร์ป” เท่านั้น แต่ถ้ามองดี ๆ โมเดลของทุนไทยที่ออกไปลงทุนต่างประเทศ วันนี้คือคู่มือขยายธุรกิจที่ SME ไทยเอามาปรับใช้ได้จริง

TST BIZ ชวนดู 10 กลุ่มทุนไทยที่ถือว่าเป็น “ตัวหลัก” ของการลงทุนไทยในต่างประเทศ แล้วสกัดออกมาเป็นแนวคิด–สูตรเล่นเกมต่างประเทศสำหรับคนทำธุรกิจทุกขนาด

1. ภาพรวม: 10 กลุ่มทุนไทยที่บุกต่างประเทศหนักสุด

รายชื่อด้านล่างไม่ได้เรียงตามตัวเลขเป๊ะ ๆ แบบ ranking ราชการ แต่คือกลุ่มที่มี footprint ต่างประเทศขนาดใหญ่ ได้รับการพูดถึงซ้ำ ๆ ทั้งจากนักวิชาการ สื่อเศรษฐกิจ และรายงานต่างประเทศว่าเป็นตัวเต็ง FDI ไทย
• PTT Group
• Indorama Ventures (IVL)
• Banpu / Banpu Power
• SCG (Siam Cement Group)
• CP Group / CPF / CP All
• ThaiBev
• Central Group / Central Retail (CRC)
• Minor International (MINT)
• Amata Corporation
• Gulf Energy, B.Grimm Power
• Thai Union Group (TU)

ลองจัดกลุ่มแบบ “ภาษาคนทำธุรกิจ” จะได้ประมาณนี้:
• สายทรัพยากร–พลังงาน–โรงไฟฟ้า: PTT, Banpu, Gulf, B.Grimm
• สายโรงงาน–อุตสาหกรรมโลก: IVL, SCG, TU
• สายกิน–อยู่–ช้อป–ไลฟ์สไตล์: CP, ThaiBev, Central, MINT
• สายที่ดิน–นิคม–เมืองอุตสาหกรรม: Amata

จากตรงนี้ เราไม่ได้จะไปท่องว่าใครลงทุนกี่พันล้าน แต่จะถามว่า “เขาเล่นเกมยังไง” แล้ว SME/ผู้ประกอบการไทยจะเรียนรู้อะไรได้บ้าง

2. โมเดล PTT – Banpu – Gulf – B.Grimm: ไปกับ “ของที่เราเก่งเป็นทุนเดิม”

ธุรกิจพลังงาน–ทรัพยากรของไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์ ในประเทศเรามีประสบการณ์เรื่อง
• การสำรวจ–ผลิต–ค้าส่งพลังงาน
• การบริหารโรงไฟฟ้า
• การบริหารโครงการขนาดใหญ่ (Mega project)

เวลาออกนอกบ้าน เขาไม่ได้เปลี่ยนตัวเองไปทำอย่างอื่น แต่ใช้ “ของที่ตัวเองเก่งอยู่แล้ว” ไปต่อยอดในประเทศอื่น

บทเรียนสำหรับ SME / เจ้าของธุรกิจ
• เวลาอยากไปต่างประเทศ อย่าเริ่มจากคำถามว่า “ไปประเทศไหนดี” แต่ให้เริ่มด้วยคำถามว่า “เราเก่งเรื่องอะไร ที่คนประเทศอื่นอาจยังทำได้ไม่ดีเท่าเรา?”
• ถ้าคุณเก่งด้านไหนอยู่แล้ว เช่น ระบบแฟรนไชส์ ร้านอาหาร โลจิสติกส์ เทคโนโลยี ให้ใช้จุดแข็งนั้นเป็น “ตั๋วเข้า” ไปต่างประเทศ มากกว่าพยายามฝืนไปทำธุรกิจใหม่ที่ไม่ใช่ core competency ของตัวเอง

3. โมเดล IVL – SCG – TU: จาก “ผู้เล่นในประเทศ” → “โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับโลก”

Indorama Ventures (IVL) คือกรณีศึกษาเบสิกของคนชอบอ่านเรื่อง Globalization:
• เริ่มจากการเป็นผู้ผลิตเส้นใย–เม็ดพลาสติก
• แล้วค่อย ๆ ซื้อกิจการ–ตั้งโรงงานในยุโรป อเมริกา เอเชีย
• จนวันนี้กลายเป็นผู้เล่นระดับโลกในตลาด PET/เส้นใย

SCG ก็คล้ายกันในอาเซียน: ซีเมนต์–ปิโตรเคมี–บรรจุภัณฑ์ Thai Union (TU) ก็ใช้โมเดลคล้าย ๆ กันในตลาดอาหารทะเลและแบรนด์อาหารพร้อมทาน

สิ่งที่เขาทำไม่ใช่แค่ “ไปเปิดโรงงานนอกประเทศ” แต่คือการสร้าง “ตำแหน่งในห่วงโซ่คุณค่าโลก (Global value chain)”
บทเรียนสำหรับผู้ประกอบการ
• ถ้าคุณทำธุรกิจ B2B / โรงงาน / ซัพพลาย ให้ถามตัวเองว่า ในห่วงโซ่ของลูกค้าระดับภูมิภาค/โลก เราไปนั่งตรงจุดไหนได้บ้าง?
• การไปต่างประเทศสำหรับโรงงานขนาดกลาง ไม่จำเป็นต้องไปตั้งโรงงานเองเสมอไป เข้าเป็นซัพพลายเออร์ให้โรงงาน/แบรนด์ต่างชาติในไทย → ต่อสายไปโรงงานต่างประเทศของเขา หรือร่วมทุน/ถือหุ้นเล็ก ๆ ในโรงงานต่างประเทศ เพื่อได้ทั้งตลาดและเทคโนโลยี

พูดง่าย ๆ คือ “อย่าคิดว่า FDI = ต้องไปสร้างโรงงานเอง 100% เสมอ” บางครั้งการถือหุ้นบางส่วนในห่วงโซ่ที่ใช้คุณค่าของเรา ก็เป็น FDI ในเชิงกลยุทธ์เหมือนกัน

4. โมเดล CP – ThaiBev – Central – MINT: ซื้อ “แพลตฟอร์ม” แทนเริ่มใหม่ทั้งหมด

กลุ่มนี้น่าสนใจมาก เพราะเป็นกลุ่มที่ SME ไทยมองแล้วแอบอินได้ง่ายที่สุด
• CP: ใช้ทั้งการตั้งกิจการเอง และซื้อกิจการ/ร่วมทุนด้านอาหาร–ค้าปลีกในจีน เวียดนาม ฯลฯ
• ThaiBev: ดีลซื้อ Sabeco ในเวียดนาม กลายเป็นทางลัดเข้าตลาดเบียร์–เครื่องดื่มเวียดนาม
• Central/CRC: ซื้อห้าง–ดีพาร์ตเมนต์สโตร์ในยุโรป และขยายค้าปลีกในเวียดนาม
• MINT: ซื้อเชนโรงแรม NH ในยุโรป + ขยายแบรนด์ Anantara, Avani ไปหลายประเทศ

จุดร่วมชัด ๆ คือ เขาไม่ได้เริ่มจาก “ศูนย์” ในประเทศปลายทาง แต่ซื้อ “แพลตฟอร์มที่มีคน ลูกค้า ระบบ ทีมงานอยู่แล้ว” แล้วค่อยเอาจุดแข็งของไทยไปเติมเข้าไป

บทเรียนสำหรับ SME / นักธุรกิจ
• เวลาอยากบุกประเทศใหม่ ลองถามว่า มีธุรกิจท้องถิ่นไหนที่เราพอจะร่วมทุน/ซื้อสัดส่วนเล็ก ๆ ได้ไหม?
• มีแฟรนไชส์–เชนท้องถิ่น ที่มองหา “พาร์ตเนอร์ทุน–ระบบ” จากไทยไหม?

บ่อยครั้งการซื้อ 30–40% ในกิจการที่เขา “อยู่เป็น” อยู่แล้ว อาจได้ผลดีกว่าการลากทีมตัวเองทั้งกองไปเริ่มใหม่แบบไม่รู้ตลาด

สำหรับคนที่เงินยังไม่ถึง M&A ใหญ่ ๆ โมเดลที่ทำได้คือ
• เริ่มจาก JV (ร่วมทุน)
• หรือขยายสาขาต่างประเทศผ่าน Master Franchise Partner
• หรือจับมือคนท้องถิ่นที่แข็งแรงเรื่อง “ตลาด–คน” แล้วเรานำ “ระบบ–สินค้า–แบรนด์” เข้าไป

1. 5. โมเดล Amata: ขาย “โครงสร้างพื้นฐานให้คนอื่นไปโตต่อ”

Amata ไม่ได้ไปเปิดโรงงานทำสินค้าเอง แต่ไปทำ “นิคมอุตสาหกรรม–เมืองอุตสาหกรรม” ในเวียดนาม ฯลฯ

พูดง่าย ๆ คือ เขาไม่ได้ไปแข่งกับทุกคน แต่ไปสร้าง “สนาม” ให้คนอื่นมาแข่งอีกที

คนทำธุรกิจไทยที่มีที่ดิน–โลจิสติกส์–อินฟราฯ เป็นฐาน สามารถคิดแนวนี้ได้เหมือนกัน

บทเรียนสำหรับธุรกิจอสังหาฯ–โลจิสติกส์–โครงสร้างพื้นฐาน
• ถ้าเราไม่ได้เก่งทำสินค้า แต่เก่ง “จัดพื้นที่–จัดระบบ–ดูแลโครงการ” ลองมองตลาดต่างประเทศว่า เราทำ Hub, Depot, ศูนย์กระจายสินค้า, Co-warehouse, Mini-Industrial Estate ให้ผู้เล่นอื่นไหม
• ในยุค E-commerce ข้ามประเทศ พื้นที่โกดัง–ศูนย์กระจายการส่ง–บริการ fulfillment ข้ามแดน คืออีกหนึ่ง FDI ที่ไปได้ไกลกว่าการขายที่ดินเฉย ๆ

6. เจาะ 5 บทเรียน FDI จากทุนใหญ่ ที่ SME ไทยเอาไปใช้ได้เลย

6.1 เริ่มจาก “จุดแข็ง” ไม่ใช่ “จุดไกล”
ถามตัวเองให้จบก่อนว่า เราชนะคนอื่นเรื่องอะไร แล้วค่อยถามว่า “ไปประเทศไหนจะใช้จุดแข็งนี้ได้มากที่สุด” ไม่ใช่กลับกัน

6.2 ไปแบบ “เป็นระบบ” ไม่ใช่ไปเดี่ยว ๆ
เกือบทุกทุนใหญ่จะมี 3 องค์ประกอบเสมอเวลาไปนอกบ้าน:
• สินค้า/บริการที่พิสูจน์แล้ว
• ระบบการบริหาร–คน–เทคโนโลยี
• พันธมิตรในประเทศปลายทาง (JV / Local Partner / ทีมท้องถิ่นที่แข็งแรง)

SME ที่จะไปต่างประเทศ ลองเช็คตัวเองว่ามีครบ 3 อย่างนี้หรือยัง ถ้ายังไม่มี ให้หา Partner ก่อน ขยายคนทีหลัง

6.3 ใช้ “การร่วมทุน–ซื้อหุ้นบางส่วน” แทนเปิดเองทุกอย่าง
ทุนใหญ่สอนเราว่า การไปต่างประเทศมีหลายทางเลือก:
• Greenfield: ตั้งบริษัท–โรงงานเอง
• M&A: ซื้อกิจการทั้งก้อน
• Partial stake: ซื้อหุ้นบางส่วน, JV, ถือ 25–40% แล้วร่วมบริหาร

SME ไม่จำเป็นต้องกระโดดไปเปิดบริษัทเองทันที บางครั้งแค่ถือ 20–30% ในธุรกิจท้องถิ่นที่เข้ากับเรา ก็ถือว่าเป็น FDI ที่ฉลาดแล้ว

6.4 เริ่มที่ภูมิภาค–เพื่อนบ้านก่อน แล้วค่อยไปตลาดไกล

10 กลุ่มทุนใหญ่ของไทยแทบทั้งหมดเริ่มจาก CLMV (กัมพูชา–ลาว–เมียนมา–เวียดนาม) และอาเซียนรอบตัว ก่อนจะค่อย ๆ ขยายไปยุโรป–อเมริกา–ญี่ปุ่น

เหตุผลเรียบง่าย:
• เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคง่ายกว่า
• โครงสร้างต้นทุน–รายได้ใกล้เคียงกัน
• ช่องว่างฝีมือ–ระบบของไทยยังมีโอกาส “ชนะ” ได้ชัด
• ภาษา/วัฒนธรรม/เครือญาติ–การค้า เชื่อมกันมานาน

6.5 มอง FDI เป็น “แผนธุรกิจระยะยาว” ไม่ใช่ดีลสวย ๆ ชั่วคราว

ทุกเคสที่ยกมา มี common theme อย่างหนึ่ง: เขาไม่ได้ทำดีลใหญ่เพื่อออกข่าวปีเดียว แล้วจบ แต่คือการวางเส้นทางรายได้–กำไร–การเติบโต 10–20 ปีข้างหน้า

สำหรับ SME แปลว่าเวลาเราจะไปต่างประเทศสักประเทศหนึ่ง ลองถามตัวเองว่า
• ภายใน 3–5 ปี ถ้าแผนนี้สำเร็จ รายได้จากนอกประเทศจะคิดเป็นกี่ % ของธุรกิจเรา
• และเราพร้อมจะ “เรียนรู้–ล้มเหลวเล็ก ๆ – ปรับตัว” ในประเทศนั้นกี่ปี

ถ้าเรารับไม่ไหวกับเกมยาว 3–5 ปี อาจต้องกลับไปเริ่มที่โมเดลเบากว่า เช่น ขายของผ่านตัวแทน / ออนไลน์ / cross-border ก่อนจะไปถึงระดับ FDI เต็มรูปแบบ

7. สรุป: FDI ไม่ใช่เรื่องของ “ยักษ์ใหญ่เท่านั้น”

สิ่งที่ 10 กลุ่มทุนใหญ่ของไทยกำลังทำวันนี้ ไม่ใช่แค่เอาเงินไทยไปต่างประเทศ แต่คือการวางตัวเองในห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก

สำหรับคนทำธุรกิจไทยทุกระดับ นี่ไม่ใช่แค่ “ข่าวของคนอื่น”
• ถ้าคุณคือซัพพลายเออร์ → คุณอาจไปโตกับเขาในห่วงโซ่ต่างประเทศ
• ถ้าคุณคือแบรนด์–ร้าน–ระบบบริหาร → คุณอาจหาพาร์ตเนอร์ต่างประเทศแบบที่เขาทำ
• ถ้าคุณคือนักพัฒนาอสังหาฯ–อินฟราฯ–โลจิสติกส์ → คุณอาจขาย “สนาม” ให้ธุรกิจอื่นไปเติบโตต่อ

FDI ของทุนใหญ่จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขในรายงาน แต่เป็น “เข็มทิศ” ว่าทุนไทยทั้งประเทศกำลังหันไปทางไหน และ SME/ผู้ประกอบการไทยจะ “เกาะขบวน–วิ่งนำ–หรือยืนดูอยู่ข้างทาง” ก็ขึ้นกับการตัดสินใจของเราเอง

วิเคราะห์ตัวเลข 'ทุนไทยบุกโลก' สัญญาณชัดเงินทะลักบริษัทกระดาษ สุดท้ายจอดป้าย ‘เกาะสวรรค์ด้านภาษี’ สะท้อนรัฐไทยตามเกมการวางแผนภาษีไม่ทัน

เวลารัฐบาลหรือหน่วยงานเศรษฐกิจออกมาเล่า “ความสำเร็จ” ว่าทุนไทยบุกโลก ตัวเลขหนึ่งที่ถูกหยิบมาอ้างบ่อยมากคือ FDI ของไทยในต่างประเทศ (Thai Direct Investment – TDI) ฟังเผิน ๆ เหมือนภาพสวย – ธุรกิจไทยไปลงทุนทั่วโลก ตั้งโรงงาน ซื้อกิจการ สร้างงานนอกประเทศ

แต่ถ้าเปิดดูปลายทางจริง ๆ ของเงินลงทุนเหล่านี้ ในสถิติของแบงก์ชาติ กลับพบภาพที่ชวนตั้งคำถามว่า

เงินลงทุนไทย “บุกโลก” จริง ๆ หรือแค่ “วิ่งไปจอดอยู่ในสวรรค์ภาษี” ผ่านบริษัทกระดาษ?

บทความนี้ชวนดูเกมที่ซ่อนอยู่หลังตัวเลข FDI แบบที่สื่อไทยแทบไม่ค่อยเล่า

1. เปิดตารางแบงก์ชาติ: FDI ไทยไปไหนกันแน่

แบงก์ชาติมีตารางสถิติชื่อ EC_XT_064: Thai Direct Investment Position Abroad Classified by Country แสดงยอด “สต็อก” การลงทุนโดยตรงของคนไทยในต่างประเทศ แยกตามประเทศ/ดินแดนปลายทาง อัปเดตรายไตรมาส

ถ้าดูตัวเลขล่าสุด ๆ จะเห็นชื่อประเทศ/ดินแดนปลายทางชุดหนึ่งที่โผล่ขึ้นมาโดดเด่นมาก คือ
• ฮ่องกง – มียอด TDI ของไทยระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
• สิงคโปร์ – อีกหนึ่งศูนย์กลางการลงทุนที่ยอด TDI ไทยสูงต่อเนื่อง
• เนเธอร์แลนด์ – ขึ้นชื่อในฐานะ “investment hub” ของยุโรป
• มอริเชียส, หมู่เกาะเคย์แมน, British Virgin Islands (BVI) – ดินแดนเล็ก ๆ แต่ยอด TDI ไทยระดับหมื่นล้านดอลลาร์รวมกันในช่วงหลัง ๆ

คำถามคือ ไทยมีโรงงาน มีห้าง มีสายการผลิตจริง ๆ ในมอริเชียส หรือ BVI มากขนาดนั้นเลยหรือ?

คำตอบส่วนใหญ่คือ ไม่ ในโลกเศรษฐกิจจริง ดินแดนเหล่านี้ไม่ได้เป็น “ตลาดผู้บริโภค” หรือ “ฐานการผลิต” ของทุนไทยเท่ากับเวียดนาม อินโดนีเซีย ลาว กัมพูชา หรือแม้แต่จีนและญี่ปุ่น

แต่มันกลับปรากฏในสถิติการลงทุนไทยในฐานะ “ปลายทางใหญ่” เพราะในโลกของ FDI ดินแดนเหล่านี้มักทำหน้าที่อย่างหนึ่งคือ

“ท่อผ่านเงินลงทุน” (pass-through / investment hub / tax haven) ให้ทุนจากประเทศ A วิ่งผ่านที่นี่ ไปลงทุนจริงในประเทศ B อีกทอดหนึ่ง

2. โลกเรียกมันว่า “Phantom FDI”: การลงทุนที่มีแต่กระดาษ ไม่มีโรงงาน

IMF และนักวิจัยด้านภาษี–การเงินระหว่างประเทศ เรียก FDI แบบนี้ว่า “Phantom FDI” หรือแปลตรง ๆ คือ “FDI ผี” – ตัวเลขการลงทุนที่ไปจอดอยู่ในบริษัทเปลือก (shell company) หรือ นิติบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์พิเศษ (Special Purpose Entity – SPE) ในสวรรค์ภาษี

งานวิจัยของ Damgaard, Elkjaer และ Johannesen ภายใต้ IMF ประเมินว่า
• มูลค่า phantom FDI ทั่วโลกสูงถึงราว 15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
• คิดเป็นเกือบ 40% ของ FDI ทั้งระบบ ไม่ใช่จำนวนเล็ก ๆ เลย
• และส่วนใหญ่ไหลไปจอดในกลุ่มประเทศ/ดินแดนอย่าง ลักเซมเบิร์ก, เนเธอร์แลนด์, ไอร์แลนด์, สิงคโปร์, ฮ่องกง, BVI, เคย์แมน, มอริเชียส ฯลฯ

World Bank ก็ย้ำตรงกันว่า มากกว่า 85% ของบริษัท SPE ทั่วโลก ถูกตั้งอยู่ในดินแดนอย่าง BVI, เคย์แมน, ฮ่องกง, สิงคโปร์, เนเธอร์แลนด์, มอริเชียส ฯลฯ ซึ่งถูกออกแบบมาให้เป็น “ทางผ่าน” ทางภาษีและการบัญชีของทุนข้ามชาติ ไม่ใช่ฐานโรงงานจริง

เมื่อย้อนกลับมาดูตัวเลข TDI ของไทยที่ไปกองใน ฮ่องกง–สิงคโปร์–เนเธอร์แลนด์–BVI–เคย์แมน–มอริเชียส มันจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสัญญาณว่า

ทุนไทยกำลังเล่นเกมเดียวกับทุนข้ามชาติอื่น ๆ คือใช้ “เกาะสวรรค์ภาษี” และ “investment hub” เป็นชั้นกลางของโครงสร้างลงทุน

3. งานวิจัยไทยก็เห็นสัญญาณ: เงินไทยแวะแคริบเบียนก่อนถึงปลายทางจริง

ไม่ใช่แค่ฝรั่งที่พูดเรื่องนี้ งานวิจัยของ TSRI เรื่อง “ห่วงโซ่มูลค่าและบริษัทข้ามชาติจากประเทศไทย” ที่ใช้ข้อมูลของ UNCTAD และแบงก์ชาติ วิเคราะห์โครงสร้าง FDI ไทยก็เจอภาพคล้ายกัน คือ
• สัดส่วน FDI ไทยจำนวนหนึ่งไหลไปยังกลุ่ม “ละตินอเมริกาและแคริบเบียน”
• ซึ่งในรายละเอียดปรากฏชื่อ British Virgin Islands และ Cayman Islands เป็นปลายทางของ FDI ไทย ทั้ง ๆ ที่ไทยแทบไม่มีเศรษฐกิจจริงผูกพันกับภูมิภาคนี้เท่าไรนัก

ทีมวิจัยชี้ว่า นี่เป็นตัวอย่างของความ “เพี้ยน” ในสถิติ FDI ที่เกิดจากการใช้บริษัทในสวรรค์ภาษีเป็นตัวกลาง ทำให้ตัวเลข TDI ไทย “ดูเหมือน” ลงทุนในแคริบเบียน ทั้งที่เงินนั้นถูกใช้เป็นท่อผ่านไปประเทศอื่นอีกที

พูดง่าย ๆ คือ กราฟ FDI บอกว่า “ไทยไปลงทุนแคริบเบียน” แต่ในความเป็นจริง เราอาจไม่ได้มีโรงงานไทยสักโรงที่ตั้งอยู่บน BVI

4. เคสจริง (แต่ไม่ต้องมโนว่าเลี่ยงภาษีผิดกฎหมาย)

ตัวอย่างโครงสร้างลงทุนแบบซับซ้อน ไม่ได้มีเฉพาะฟาก “ฝรั่ง” ทุนไทยรายใหญ่เองก็ใช้โครงสร้างหลายชั้นผ่าน hub ต่างประเทศเพื่อดีลข้ามชาติ เช่น

4.1 กรณี ThaiBev เทคโอเวอร์ SABECO ในเวียดนาม

ดีลซื้อหุ้น SABECO มูลค่า 4.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2017 ไม่ได้ซื้อแบบตรง ๆ จากไทยไปฮานอย แต่ใช้โครงสร้างบริษัทลูกและบริษัทพันธมิตรในเวียดนามและฮ่องกงหลายชั้น ผ่านนิติบุคคลชื่อ Vietnam Beverage / Vietnam F&B Alliance ฯลฯ เพื่อให้สถานะในทางกฎหมายถือว่าเป็น “นักลงทุนเวียดนาม” จึงผ่านเพดานการถือหุ้นต่างชาติในขณะนั้นได้

โครงสร้างแบบนี้ไม่ได้แปลว่าผิดกฎหมาย แต่อธิบายให้เห็นว่า

การลงทุนข้ามชาติสมัยใหม่ “ต้องเล่นเกมโครงสร้างนิติบุคคล” ไม่ใช่แค่โอนเงินจากบริษัทแม่ที่กรุงเทพฯ ตรงไปบริษัทลูกในต่างประเทศ

4.2 กลุ่ม CP กับบริษัทโฮลดิ้งใน BVI

ในฝั่ง CP ก็มีตัวอย่างที่เห็นชัดในเอกสารสาธารณะ เช่น C.P. Holding (BVI) Investment Company Limited ซึ่งใช้เป็นยานพาหนะในการทำดีลกับ C.P. Lotus ที่จดทะเบียนในเคย์แมน/ฮ่องกงและเข้าตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ก่อนมีการทำคำเสนอซื้อเพื่อนำหุ้นออกจากตลาด (privatisation) ผ่านศาลในเคย์แมน

อีกครั้ง นี่คือการใช้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศตามปกติของทุนขนาดใหญ่ แต่ทำให้เราเห็นความจริงว่า

สำหรับกลุ่มทุนไทยระดับ “ข้ามชาติ” ปลายทางของเงินลงทุนไม่จำเป็นต้องเท่ากับที่ตั้งของโรงงานจริง แต่อาจเป็น “เกาะเล็ก ๆ กลางทะเล” ที่มีบทบาทเป็นศูนย์รวมหุ้นและกำไร

5. ใครได้–ใครเสีย: เมื่อภาษีไทยตามเงินทุนไทยไม่ทัน

ประเด็นสำคัญสำหรับคนไทยทั้งประเทศคือ

5.1 ทุนไทยได้อะไร?
• ใช้โครงสร้างนิติบุคคลผ่านฮ่องกง–สิงคโปร์–เนเธอร์แลนด์–BVI–มอริเชียส–เคย์แมน เพื่อใช้ประโยชน์จากภาษีต่ำ–ยกเว้นภาษี–สนธิสัญญาภาษีซ้อน
• เพื่อความยืดหยุ่นในการบริหารโครงสร้างถือหุ้น ขายกิจการระหว่างทาง หรือดึงนักลงทุนใหม่
• บางกรณีเพื่อเลี่ยงข้อจำกัดด้านสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติ ในประเทศปลายทาง (อย่างดีล SABECO)

ทั้งหมดนี้เป็นเกมที่ถูกกฎหมาย และทุนไทยก็ต้องเล่น เพราะคู่แข่งประเทศอื่นก็ทำเหมือนกัน

5.2 แล้วรัฐไทยเสียอะไร?

IMF เตือนว่า phantom FDI สามารถบิดเบือนสถิติทางเศรษฐกิจ และกัดเซาะฐานภาษีของหลายประเทศ เพราะกำไรก้อนใหญ่ของบรรษัทข้ามชาติไปปรากฏในสวรรค์ภาษี แทนที่จะอยู่ในประเทศที่มีการผลิตจริง

สำหรับไทย ความเสี่ยงคือ

1) ตัวเลข FDI สวย แต่ฐานภาษีจริงอาจไม่ได้สวยตาม
• กำไรสุดท้ายของดีลใหญ่ ๆ ถูกบันทึกที่บริษัทโฮลดิ้งในต่างประเทศ
• ทำให้ส่วนที่ควรจะเป็นภาษีนิติบุคคล/ภาษีปันผลในไทยบางลง

2) การกำกับดูแลยากขึ้น
• เมื่อโครงสร้างมีหลายชั้น ผ่านหลายประเทศ
• การตามสอบเส้นทางเงิน กลายเป็นงานที่ต้องอาศัยข้อมูลแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ ไม่ใช่แค่เอกสารในกรมสรรพากรเอง

3) ความรู้สึก “รัฐอ่อนแอ–ทุนเข้มแข็ง” ยิ่งชัด
• คนตัวเล็กเสีย VAT ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเต็ม ๆ
• ขณะที่ทุนใหญ่ใช้เครื่องมือระดับโลกในการวางแผนภาษี (tax planning)
• ถ้ารัฐไม่สื่อสารและไม่อัปเกรดระบบภาษี–ข้อมูลให้ทัน ก็ยิ่งถูกมองว่าปล่อยให้ “เกมใหญ่” เล่นกันเองบนหัวประชาชน

6. ไทยเริ่มขยับ แต่ยังห่างจากคำว่า “ทันเกม”

ฝั่งกรมสรรพากรเองก็รู้ดีว่าเกมนี้เป็นอย่างไร ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไทยเริ่ม
• ออกกฎหมาย Transfer Pricing บังคับให้บริษัทที่มีรายได้เกิน 200 ล้านบาท ต้องยื่นแบบเปิดเผยธุรกรรมกับบริษัทร่วม/บริษัทย่อย (Transfer Pricing Disclosure Form) และจัดทำเอกสารประกอบตามแนวทาง OECD BEPS
• เปิดรับหลักการภาษีขั้นต่ำทั่วโลก (Global Minimum Tax – Pillar Two) และอยู่ในช่วงร่างกฎหมายรองรับกฎ GloBE ของ OECD เพื่อไม่ให้รายได้ภาษีไหลออกนอกประเทศเกินควร

แต่คำถามคือ นี่คือการ “ทำตามการบ้านนานาชาติ” หรือไทยมียุทธศาสตร์ของตัวเอง ว่าจะจัดการกับ phantom FDI และทุนไทยที่ใช้สวรรค์ภาษียังไง?

จนถึงตอนนี้ สังคมไทยแทบไม่ได้เห็น
• รายงานสาธารณะจากรัฐที่อธิบายโครงสร้าง TDI ของไทยแบบ “ลอก phantom ออก”
• หรือแม้แต่ดีเบตทางการเมือง ว่าเราควรตั้งจุดสมดุลตรงไหน ระหว่างการให้ทุนไทยแข่งขันในเวทีโลก กับการรักษาฐานภาษีและความเป็นธรรมในระบบ

7. เวลารัฐอ้างตัวเลข “ทุนไทยบุกโลก” เราควรถาม 3 ข้อนี้

เมื่อเข้าใจเกม FDI แบบใหม่ คำถามที่สังคมไทยควรถามทุกครั้งที่มีการอ้างตัวเลข “ลงทุนไทยในต่างประเทศ” ก็คือ

1) โรงงาน–กิจการจริงอยู่ที่ไหน?
• ตัวเลขบอกว่าเงินไป “BVI/เคย์แมน/มอริเชียส/เนเธอร์แลนด์”
• แต่กิจการจริงที่สร้างงาน–ผลิตของ อยู่ประเทศไหนกันแน่?

2) กำไรสุดท้ายถูกเก็บภาษีที่ประเทศไหน?
• ถ้ากำไรบันทึกที่บริษัทโฮลดิ้งในสวรรค์ภาษี
• ไทยในฐานะประเทศต้นทางของทุน ได้ส่วนแบ่งภาษีตามสัดส่วนจริง หรือแค่เศษเสี้ยว?

3) รัฐไทยมีข้อมูลเท่าทุนไทยหรือยัง?
• เราเข้าร่วมระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีอัตโนมัติ (CRS, CbCR) แบบเต็มที่แค่ไหน
• เจ้าหน้าที่ภาษี–ผู้กำหนดนโยบายเข้าใจโครงสร้าง phantom FDI ระดับเดียวกับที่ IMF/World Bank พูดถึงหรือเปล่า

 สรุป: ไม่ได้เกลียดทุน แต่ต้องเลิกหลงตัวเลขสวย ๆ

บทความนี้ไม่ได้ชวนให้ “ด่าทุนไทย” ว่าผิดกฎหมาย เพราะในโลกจริง ทุนทุกชาติเล่นเกมโครงสร้างภาษี ภายใต้กติกาที่ประเทศต่าง ๆ เปิดทางให้ แต่สิ่งที่ สื่อไทยควรทำมากกว่านี้ คือ หยุดหลงตัวเลข FDI ที่ดูดีบนสไลด์ประชาสัมพันธ์ แล้วถามให้สุดว่ากี่เปอร์เซ็นต์คือ “การลงทุนจริง” และกี่เปอร์เซ็นต์คือ “เงินวิ่งผ่านบริษัทกระดาษในสวรรค์ภาษี”

เมื่อรัฐไทยยังอวดตัวเลข “ทุนไทยบุกโลก” โดยไม่ยอมเล่า ว่าเงินก้อนใหญ่ไปจอดอยู่ที่เกาะไหน ใครได้ภาษี กำไรมหาศาลถูกนับอยู่ที่ประเทศใด ความรู้สึกว่า “ประเทศนี้ออกแบบเพื่อคนตัวเล็ก หรือเพื่อทุนขนาดใหญ่” ก็จะยิ่งชัด… โดยไม่ต้องใช้วาทกรรมอะไรเพิ่มเลย
 

สมาคมประกันวินาศภัยไทย จัดทำมาตรฐานกลางการซ่อมรถยนต์ เพิ่มความชัดเจนค่าขาดประโยชน์ สร้างเกณฑ์กลางลดข้อพิพาท

สมาคมประกันวินาศภัยไทยจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง "กรอบระยะเวลาการจัดซ่อมรถยนต์ระหว่างบริษัทประกันวินาศภัย เพื่อการชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ" เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดยมีบริษัทประกันวินาศภัยเข้าร่วมลงนามจำนวน 32 บริษัท ถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมประกันภัยไทยในการสร้างมาตรฐานกลางด้านการซ่อมรถยนต์

สร้างเกณฑ์กลางลดข้อพิพาท

ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการประกันภัยยานยนต์ สมาคมประกันวินาศภัยไทย ได้จัดทำกรอบระยะเวลาการจัดซ่อมรถยนต์ให้เป็น "เกณฑ์กลาง" ที่สามารถนำไปใช้ได้ในทุกบริษัทประกันวินาศภัย เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนด้านค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้มีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งอุตสาหกรรม

การกำหนดเกณฑ์นี้คำนึงถึงความเป็นธรรมต่อผู้เอาประกันภัย และสะท้อนความเป็นจริงของกระบวนการซ่อมรถยนต์ในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยลดข้อพิพาทและลดจำนวนเรื่องร้องเรียนด้านค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้บริษัทประกันภัยสามารถประเมินจำนวนวันที่เหมาะสมได้อย่างเป็นระบบ และช่วยให้ผู้เอาประกันภัยได้รับการชดเชยที่สะท้อนงานซ่อมจริง ลดข้อโต้แย้งและเพิ่มความพึงพอใจต่อการให้บริการ

3 องค์ประกอบหลักของเกณฑ์มาตรฐาน

เกณฑ์การจัดซ่อมรถยนต์ที่สมาคมฯ จัดทำขึ้นมีหลักการสำคัญคือ การประเมินเวลาอย่างเป็นธรรม สะท้อนงานซ่อมที่แท้จริง และยึดข้อมูลเชิงเทคนิคของอู่ซ่อมรถมาตรฐานทั่วประเทศ โดยพิจารณาจาก 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่

หนึ่ง พิจารณาตามลักษณะงานซ่อม
สอง จำนวนชิ้นงาน
สาม จำนวนวันซ่อมตามจริง

การกำหนดกรอบระยะเวลาในการจัดซ่อมนี้ช่วยให้บริษัทประกันภัยมีแนวทางที่ชัดเจน เที่ยงตรง และสะท้อนสภาพการซ่อมจริงมากที่สุด ในการพิจารณาการชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถได้อย่างเป็นธรรม

กระบวนการจัดทำที่รอบคอบ

การจัดทำ "กรอบระยะเวลาการจัดซ่อมรถยนต์ระหว่างบริษัทประกันวินาศภัย เพื่อการชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ" คณะกรรมการประกันภัยยานยนต์ได้มีการประชุมหารือร่วมกับบริษัทสมาชิกที่ประกอบธุรกิจประกันภัยรถยนต์อย่างต่อเนื่อง และแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงานซ่อมจริงของอู่ทั่วประเทศ พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากทุกบริษัท เพื่อให้เกณฑ์เวลาที่กำหนดสามารถสะท้อนสภาพปัญหาและข้อเท็จจริงได้ครบถ้วนที่สุด

ก้าวสำคัญของอุตสาหกรรม

การลงนามร่วมของบริษัทประกันวินาศภัยในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญของอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยไทย ที่สะท้อนเจตนารมณ์ร่วมกันของทุกบริษัทในการพัฒนามาตรฐานการซ่อมรถยนต์ให้ชัดเจน เป็นธรรม และนำไปใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการร้องเรียน เสริมประสิทธิภาพการจ่ายค่าสินไหมทดแทน และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนผู้ใช้รถทั่วประเทศ

32 บริษัทร่วมลงนาม

บริษัทประกันวินาศภัยที่รับประกันภัยรถยนต์เข้าร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงฯ จำนวน 32 บริษัท ประกอบด้วยผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งไทยและต่างประเทศ ประกอบด้วย 

1. บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)
2. บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน)
3. บริษัท คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
4. บริษัท จรัญประกันภัย จำกัด (มหาชน)
5. บริษัท เจมาร์ท ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
6. บริษัท ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
7. บริษัท ซมโปะ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
8. บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
9. บริษัท ทูนประกันภัย จำกัด (มหาชน)
10. บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน)
11. บริษัท ไทยพัฒนาประกันภัย จำกัด (มหาชน)
12. บริษัท ไทยไพบูลย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
13. บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน)
14. บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน)
15. บริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน)
16. บริษัท นิวอินเดีย แอสชัวรันซ์ จำกัด (สาขาประเทศไทย)
17. บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน)
18. บริษัท ฟอลคอนประกันภัย จำกัด (มหาชน)
19. บริษัท มิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ จำกัด สาขาประเทศไทย
20. บริษัท มิตรแท้ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
21. บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
22. บริษัท รู้ใจประกันภัย จำกัด (มหาชน)
23. บริษัท สตาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล อินชัวรันซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
24. บริษัท สหมงคลประกันภัย จำกัด (มหาชน)
25. บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
26. บริษัท อินชัวร์เวิร์ส จำกัด (มหาชน)
27. บริษัท เออร์โกประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
28. บริษัท เอไอจีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
29. บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน)
30. บริษัท แอลเอ็มจีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
31. บริษัท ไอแคร์ ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
32. บริษัท ไอโออิ กรุงเทพ ประกันภัย จำกัด (มหาชน)

'อรรถวิชช์' นำผู้เสียหายร้อง บก.ปคบ. สอบเจ้าของคอนโดแบรนด์ดัง 5 โครงการ หลังพบปัญหาเก็บเงินดาวน์แต่สร้างไม่เสร็จ ซ้ำ อมเงินกู้ส่วนต่าง - น้ำท่วมตึกเสียหาย

วันที่ 15 ธ.ค. 2568 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และ นายชณทัต ปัทะมะภูวดล สมาชิกพรรค นำผู้เสียหาย กว่า 30 คน จาก 5 โครงการคอนโดในเครือ แห่งหนึ่ง เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยมี พ.ต.อ.ปริญญา ปาละ ผู้กำกับการสอบสวนกองบัญชาการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เป็นผู้รับเรื่อง โดยขอให้มีการตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีประชาชนผู้ซื้ออาคารชุดจากกลุ่มโครงการ ทั้ง 5 โครงการ ที่ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายจำนวนมาก

นายอรรถวิชช์ เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มผู้เสียหายที่ซื้อคอนโดมิเนียมในโครงการ รวม 5 โครงการ ย่านรัชดา ลาดพร้าว จตุจักร ห้วยขวาง ซึ่งเริ่มโครงการตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน พบพฤติการณ์หลายรูปแบบดังนี้

1. โครงการสร้างเสร็จแต่ไม่ตรงกับที่โฆษณา น้ำท่วมระบบไฟใต้ดินเสียหาย ผู้พักอาศัยต้องย้ายออกชั่วคราว รวมถึงมีผู้ซื้อที่โอนกรรมสิทธิ์แล้วแต่กลับถูกล็อกห้อง ไม่ได้รับกุญแจเข้าห้องพักยาวนานเป็นปี

2. ปัญหาเงินกู้ส่วนต่าง (เงินทอน) พบว่าทางโครงการรับเงินสินเชื่อส่วนต่างสำหรับตกแต่งห้องจากธนาคารไปแล้ว แต่ไม่ยอมโอนคืนให้กับผู้ซื้อตามตกลง

3. โครงการลม-สร้างไม่เสร็จ : ในโครงการ "รัชดา 7", "ลาดพร้าว 20" และ "ลาดพร้าว 1" พบว่ามีการโฆษณาขายและเก็บเงินดาวน์จากประชาชนไปแล้ว แต่การก่อสร้างล่าช้า ไม่แล้วเสร็จ และบางโครงการยังไม่มีการเริ่มก่อสร้างเลย ทั้งที่เปิดขายต่อเนื่องกันมาหลายปี 

"ความเสียหายที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อนและมูลค่าสูง พฤติการณ์ของกลุ่มบริษัทอาจเข้าข่ายการกระทำความผิดทางอาญาฐานฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ จึงต้องขอให้ตำรวจ ปคบ. ใช้ความเชี่ยวชาญในการสืบสวนเส้นทางการเงินและข้อเท็จจริง  คนทำงานกว่าเก็บเงินมาซื้อคอนโดได้แต่กลับมาโดนแบบนี้ น่าเห็นใจมาก“ 

ทั้งนี้ กลุ่มผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สน.สุทธิสาร แล้วเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ที่ผ่านมา ก่อนจะรวมตัวกันมาร้องเรียนที่ ปคบ. ในวันนี้ เพื่อให้เร่งดำเนินคดีให้ถึงที่สุด นี่คือวิกฤตคนทำงาน ตั้งใจผ่อนคอนโดจากเงินเดือน แต่กลับไม่ได้คอนโด น่าเห็นใจมาก

#THESTATESTIMES
#ECONBIZ
#อรรถวิชช์_สุวรรณภักดี
#คอนโดไม่ตรงปก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top