Friday, 5 June 2026
Econbiz

ย้อนรอยเศรษฐกิจไทย รัฐบาลพรรคไหนขึ้นมาบริหารแล้ว "เศรษฐกิจดีขึ้นจริง" เพราะฝีมือ หรือแค่ได้จังหวะโลกเป็นใจ บทเรียนการเมืองที่ตัวเลขไม่เคยโกหก

ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย มักจะมีคำถามว่า “รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคการเมืองไหน ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตที่สุด” ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบได้ยากยิ่ง

1. ทำไมคำถามนี้ตอบยากกว่าที่คิด
เวลาเราถามว่า “รัฐบาลพรรคไหนทำเศรษฐกิจดี?”  
คำถามจริง ๆ แฝงไว้สองเรื่องพร้อมกันคือ  
1. ตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้นแค่ไหน – GDP โตเท่าไหร่ รายได้คนดีขึ้นไหม  
2. คนส่วนใหญ่ “รู้สึก” ว่าดีขึ้นหรือเปล่า – เงินหมุนไหม หนี้ท่วมไหม ค่าครองชีพไล่ทันรายได้หรือไม่  
ยิ่งไปกว่านั้น เศรษฐกิจไทยยังผูกกับ จังหวะเศรษฐกิจโลกและเงินลงทุนต่างชาติ อย่างหนัก  
ทำให้หลายรอบที่ดูเหมือน “รัฐบาลเก่ง” จริง ๆ แล้ว  
อาจเป็นเพราะเราขึ้นลิฟต์ตามรอบโลกมากกว่าฝีมือนักการเมืองล้วน ๆ
บทความนี้เลยจะพาปูเสื่อไล่ทีละยุค แล้วค่อยสรุปตรง ๆ ตอนท้ายว่า  
> ถ้าต้องตอบชื่อ “ยุค/พรรค” ที่เห็นว่า เศรษฐกิจดีขึ้นชัด ในภาพรวม มีใครบ้าง

2. ยุคบูม 2530–2539: เศรษฐกิจพุ่งแรงสุดในประวัติศาสตร์ แต่เครดิตแบ่งกับ “เงินต่างชาติ”
ช่วง ปี 2530–2539 (1987–1996) คือยุคที่ไทยโตแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ใหม่  
GDP โตเฉลี่ยเกือบ 9–10% ต่อปี มีบางปีขึ้นไปแตะกว่า 13% ด้วยซ้ำ  
ตัวขับเคลื่อนหลักคือ  
- เงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ไหลเข้าแบบท่วม หลัง Plaza Accord  
- ไทยเปลี่ยนจาก “ผลิตแทนการนำเข้า” มาเป็น โรงงานส่งออกของโลก อย่างเต็มตัว  
แต่ด้านมืดก็ตามมา:
- ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบเฉลี่ยหลายปีติด  
- เงินกู้ต่างประเทศไหลเข้าเร็วเกินไป กลายเป็นพื้นฐานของวิกฤตปี 2540 ในเวลาต่อมา  
การเมืองช่วงนั้นเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค  
ทั้งชาติไทย ประชาธิปัตย์ และขั้วอื่นหมุนเวียนกัน
> ถ้าดูแต่ตัวเลข จะบอกว่า “รัฐบาลช่วงนั้นทำเศรษฐกิจดีมาก” ก็ไม่ผิด  
> แต่ถ้าแฟร์ ๆ ต้องยอมรับว่า แรงส่งหลักมาจากรอบโลก + FDI  
> และจบลงด้วยวิกฤตครั้งใหญ่ เพราะบริหารความเสี่ยงไม่อยู่

3. ยุคฟื้นจากปี 40 สู่ “ทักษิโณมิกส์”: ไทยรักไทย กับภาพจำว่า “เศรษฐกิจกลับมาคึก”
หลังวิกฤตปี 2540 เศรษฐกิจไทยติดลบหนัก ก่อนจะเริ่มฟื้นช่วงปลายรัฐบาลชวน (ประชาธิปัตย์)  
ด้วยชุดนโยบายปรับโครงสร้างตามกรอบ IMF – แนวรัดเข็มขัด เน้นเสถียรภาพ
พอถึง ปี 2544 รัฐบาลไทยรักไทย (ทักษิณ) เข้ามาในจังหวะที่  
- เศรษฐกิจเริ่มตั้งหลักได้  
- ค่าเงินบาทอยู่ในระดับส่งออกแข่งขันได้  
- โลกกำลังอยู่ในรอบขาขึ้นอีกรอบ
ตัวเลขเติบโตในช่วงนั้นถือว่าโดดเด่น:
- หลังปี 2002 ไทยกลับมาโต 5–7% ต่อปีต่อเนื่องหลายปี  
- อีสานเป็นภูมิภาคที่รายได้ต่อหัวโตเร็วมาก ช่วง 2001–2011 รายได้ต่อหัวของอีสานเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า ขณะที่กรุงเทพฯ ก็โตต่อเนื่องเช่นกัน  
นโยบายที่คนจำได้:
- 30 บาทรักษาทุกโรค  
- กองทุนหมู่บ้าน / SML  
- OTOP  
- ผลักดันสินเชื่อรายย่อย ทำให้คนตัวเล็กเข้าถึงเครดิตง่ายขึ้น  
สิ่งเหล่านี้ทำให้ “ความรู้สึก” ของคนจำนวนมากคือ  
> “ยุคนี้เงินหมุน คนต่างจังหวัดเริ่มมีโอกาส มีเครดิต มีหน้าที่การงานมากขึ้น”
แน่นอน ด้านลบก็มี ทั้งเรื่องหนี้ครัวเรือนที่เริ่มสูงขึ้น  
ข้อครหาเรื่องคอร์รัปชัน และความขัดแย้งทางการเมืองที่สร้างบาดแผลยาวนาน
แต่ถ้าตอบตามข้อมูล + perception ของสังคมส่วนใหญ่:
> ยุคไทยรักไทย (ทักษิณ) คือหนึ่งในยุคที่ตอบได้เต็มปากว่า “เศรษฐกิจดีขึ้นชัดเจน”  
> ทั้งในแง่ตัวเลข และความรู้สึกของฐานรากจำนวนมาก

4. 2008–2013: วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์–น้ำท่วมใหญ่ และการรีบาวด์ของอภิสิทธิ์–ยิ่งลักษณ์
พอถึงปี 2008 โลกเจอวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เศรษฐกิจไทยปี 2009 ติดลบเล็กน้อย ก่อนจะรีบาวด์แรงในปี 2010:
- ปี 2009 โตประมาณ -0.7%  
- ปี 2010 รีบาวด์ขึ้นราว 7.5%  

ช่วงนี้อยู่ภายใต้ รัฐบาลอภิสิทธิ์ (ประชาธิปัตย์)  
> ถ้าดูแค่ตัวเลข จะเห็นว่าช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์มีปีที่ “เศรษฐกิจดีขึ้นชัด”  
> แต่ส่วนสำคัญมาจาก เศรษฐกิจโลกที่ฟื้น + สินค้าส่งออก  
> มากกว่านโยบายเชิงรุกภายในประเทศ
ต่อมาคือ ยุคยิ่งลักษณ์ (เพื่อไทย) 2554–2557
- ปี 2011 เจอน้ำท่วมใหญ่ GDP โตแค่ 0.8%  
- ปี 2012 รีบาวด์แรง โตประมาณ 7.2% จากการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม + นโยบายกระตุ้น เช่น รถคันแรก ฯลฯ  
- หลังจากนั้น 2013–2014 โตชะลอลงมาราว 2–1% ตามลำดับ เพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองเพิ่มขึ้น  
สรุปยุคนี้แบบสั้น ๆ:
> ทั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์และยิ่งลักษณ์ ต่างก็มี “ปีทอง” ที่ตัวเลขดีขึ้นชัด  
> แต่ส่วนหนึ่งเป็น การเด้งกลับหลังวิกฤต (โลกหรือน้ำท่วม)  
> มากกว่าจะเป็นโหมด “บูมต่อเนื่อง” แบบช่วงไทยรักไทย

5. ยุครัฐประหาร–คสช.–พลังประชารัฐ: ตัวเลข “กลาง ๆ” แต่คนรู้สึก “ฝืด”
หลังรัฐประหารปี 2557 ไทยเข้าสู่ยุค คสช.  
ต่อด้วยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งยังมีขั้วเดิมเป็นแกนหลัก
ตัวเลขการเติบโตช่วง 2015–2019 อยู่ราว:
- 2015: 3.1%  
- 2016: 3.4%  
- 2017: 4.2%  
- 2018: 4.2%  
- 2019: 2.2%  
ถ้าดูเฉพาะ macro:
- ไม่ได้แย่ระดับวิกฤต  
- แต่ก็ไม่แรงพอจะเรียกว่า “บูม”

ปัญหาคือด้านโครงสร้าง:
- ไทยเริ่มแก่ตัวลงเร็ว (สังคมสูงวัย)  
- ผลิตภาพแรงงานไม่ได้ดีขึ้นมาก  
- หนี้ครัวเรือนระดับสูง กดการบริโภค  
เลยเกิดภาพที่คุ้นกันมากในฐาน SME/มนุษย์เงินเดือน:
> ตัวเลขประเทศโต แต่ร้านเล็ก–คนตัวเล็กรู้สึกฝืด ค่าครองชีพไล่แซงรายได้
ดังนั้น ถ้าถามแบบตรง ๆ ว่า  
“พอรัฐบาลชุดนี้ขึ้นแล้ว เศรษฐกิจดีขึ้นชัดไหม?”  
คำตอบในสายตาคนส่วนใหญ่จะอยู่ในโทน “ไม่ถึงขั้นดีขึ้นชัด เป็นแค่ไม่ล้ม” มากกว่า

6. หลังโควิดถึงปัจจุบัน: ไทยโตช้าเมื่อเทียบภูมิภาค
โควิดทำไทยเจ็บหนักเป็นพิเศษ เพราะพึ่งพาการท่องเที่ยวสูง:
- ปี 2020 GDP หดตัวราว -6.2%  
- ปี 2021 โตแค่ 1.5%  
- ปี 2022 โตประมาณ 2.8%  

หลังจากนั้น แม้จะฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่หลายองค์กรระหว่างประเทศ  
มองว่าไทยจะโตแค่ ประมาณ 2–3% ต่อปี ในช่วง 2024–2026  
ขณะเดียวกัน รัฐบาลปัจจุบันพยายามใช้มาตรการกระตุ้น เช่น  
- โครงการโอนเงินดิจิทัล  
- มาตรการดึง FDI ในอุตสาหกรรมใหม่  
- โครงการที่อยู่อาศัยรายได้น้อย และขยายระบบประกันสุขภาพ  
แต่เมื่อเทียบกับ:
- โครงสร้างที่ไทยแก่เร็ว  
- หนี้ครัวเรือนสูง  
- แข่งกับเวียดนาม–อินโดฯ ที่ดึงโรงงาน–ลงทุนโลกไปก่อน  
จึงยังเร็วเกินไปที่จะพูดว่า  
> “รัฐบาลปัจจุบันขึ้นมาแล้วเศรษฐกิจดีขึ้นชัดเจน”

7. แล้วสุดท้าย… รัฐบาลพรรคไหน “ขึ้นแล้วเศรษฐกิจดีขึ้น” ในสายตาผู้เขียน?
ถ้าแยก “อารมณ์ทางการเมือง” ออก แล้วมองตามข้อมูล + ความรู้สึกรวม ๆ ของสังคม
7.1 ยุคไทยรักไทย – ทักษิณ (2544–2549)
- ขึ้นมาช่วงฟื้นตัวหลังวิกฤตปี 40  
- กล้าใช้นโยบายการคลังดันกำลังซื้อฐานราก  
- ตัวเลขโต 5–7% ต่อเนื่องหลายปี  
- ฐานรากและต่างจังหวัด “รู้สึก” ว่าชีวิตดีขึ้น มีเครดิต มีโอกาส
> ✅ ถ้าให้ตอบชื่อ “ยุค–พรรค” ที่เศรษฐกิจดีขึ้นชัด ทั้งตัวเลขและความรู้สึก  
> ยุคไทยรักไทย คือเคสที่ชัดที่สุด (โดยไม่ปฏิเสธว่ามีต้นทุนทางหนี้ คอร์รัปชัน และความขัดแย้งทางการเมืองตามมา)

7.2 ยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ (ปชป.) และยิ่งลักษณ์ (เพื่อไทย)
ทั้งสองยุคมี “ปีรีบาวด์สวยมาก”
- อภิสิทธิ์: ปี 2010 โต ~7.5% หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์  
- ยิ่งลักษณ์: ปี 2012 โต ~7.2% หลังน้ำท่วมใหญ่  
แต่ภาพรวม:
- โตแรงในปีที่เด้งจากภาวะตกต่ำ  
- จากนั้นโมเมนตัมถูกตัดด้วยปัจจัยการเมืองและปัญหาเชิงนโยบาย (เช่น จำนำข้าว)  
> ✅ ถ้าถามว่า “ขึ้นแล้วมีช่วงที่เศรษฐกิจดีขึ้นชัดไหม” – มี  
> ❌ แต่ไม่ใช่ “รอบบูมยาว” แบบช่วงไทยรักไทย หรือยุคบูมก่อนปี 40

7.3 ยุคบูม 2530–2539 (รัฐบาลผสมหลายพรรค)
- เศรษฐกิจโตเฉลี่ยเกือบ 9–10% ต่อปี  
- ไทยก้าวกระโดดจากเกษตรไปสู่อุตสาหกรรมส่งออก  
- แต่ต้องยอมรับว่าจบลงด้วยวิกฤตใหญ่ เพราะหนี้–ดุลบัญชีเดินสะพัดผิดรูป  
> ✅ ถ้ามองแค่ตัวเลขและการเปลี่ยนผ่านประเทศ ยุคนี้ “สุด”  
> ⚠️ แต่เครดิตแบ่งหนักกับ “รอบโลก + เงินต่างชาติ”  
> และเป็นยุคที่วางระเบิดเวลาไว้ให้รุ่นต่อไป

8. 3 บทเรียนจากการย้อนดูทุกยุค
1. จังหวะโลกสำคัญไม่แพ้นโยบายพรรค  
พรรคที่ดู “เก่ง” มักขึ้นมาในจังหวะที่โลกเป็นขาขึ้น และกล้าขยายการคลังในเวลาที่เหมาะ
2. คนจะรู้สึกว่าเศรษฐกิจดี เมื่อฐานรากมีโอกาสจริง ไม่ใช่แค่ GDP โต แต่คือ  
- เข้าถึงเครดิต  
- มีงาน มีรายได้พอ  
- ไม่ถูกหนี้และค่าครองชีพไล่จนหายใจไม่ออก
3. ถ้าจะตัดสินรัฐบาลด้วยคำว่า “ทำเศรษฐกิจดีไหม” ต้องดูยาวกว่า 1 ปีรีบาวด์  
   ปีทองหลังวิกฤตเป็นเรื่องปกติ แต่ความเก่งจริงคือ  
- รักษาโมเมนตัม  
- วางโครงสร้างใหม่ให้โตต่อได้โดยไม่พังในอีกสิบปีข้างหน้า

แพลตฟอร์ม–แบรนด์–ครีเอเตอร์ เริ่มได้วันนี้ ดัน Thai Knowledge Label ให้ “ของจริง-อ้างอิง-รับผิดชอบ” สร้างอินฟลูฯคุณภาพดังเท่าดราม่าใน 180 วัน

อินฟลูคุณภาพ = คุณภาพสาธารณะ
โมเดลไทยแบบร่วมกำกับ (Co‑Regulation) ที่ทำได้จริงใน 180 วัน
เราเสพคอนเทนต์ทุกวัน ทั้งเรื่องเงิน สุขภาพ สิทธิผู้บริโภค การเรียน และการทำงาน ข้อมูลผิดเพียงชิ้นเดียวอาจทำให้คนเสียเงิน ผิดการรักษา หรือเสียโอกาส เราไม่ต้องการ “รัฐคุมเข้มทั้งแพลตฟอร์ม” แบบจีน แต่ต้องการระบบส่งสัญญาณคุณภาพ ที่รางวัลคนทำดีและคุ้มครองประชาชนอย่างฉลาดและเบาสบาย
แกนกลาง: Thai Knowledge Label (TKL) — ตราคุณภาพสมัครใจของไทย
ไม่ใช่ใบอนุญาตก่อนโพสต์ แต่เป็น “ตราประกาศตน + ตรวจสอบย้อนหลังได้” ให้แพลตฟอร์มอ่านค่าจากเมทาดาต้า แล้วดันการมองเห็นคอนเทนต์คุณภาพ

• สามระดับของ TKL:
• R1: Opinion/Experience — มุมมองส่วนตัว รีวิว ประสบการณ์
• ข้อกำกับ: ระบุสปอนเซอร์/ผลประโยชน์ทับซ้อนให้ชัด
• R2: Evidence‑Backed — How‑to/ความรู้ที่กระทบชีวิต มีแหล่งอ้างอิงตรวจได้
• ข้อกำกับ: ใส่บรรณานุกรมย่อบนจอ/คำบรรยาย และลิงก์หลักฐานเต็ม
• R3: Expert‑Verified — เรื่องวิชาชีพ (แพทย์/กฎหมาย/การลงทุน ฯลฯ)
• ข้อกำกับ: มีผู้มีใบอนุญาต/คุณวุฒิตรวจทาน ลงชื่อ‑วันเวลา + คำเตือนเหมาะสม

หลักคิด: “รู้จริง‑อ้างอิง‑รับผิดชอบ” ใครทำได้—ระบบช่วยดันให้คนเห็นมากขึ้น
ใครต้องทำอะไร ตั้งแต่วันนี้
1) หน่วยงานรัฐ/กำกับดูแล (ETDA, สคบ., อย., ก.ล.ต. ฯลฯ)
• ประกาศมาตรฐาน TKL (สเปกป้าย/เมทาดาต้า/ตัวอย่างคำเตือน) แบบแนวปฏิบัติสมัครใจ
• เปิดหน้าโปร่งใสรายไตรมาส: สถิติร้องเรียน เวลาปิดเคสเฉลี่ย หมวดเสี่ยงยอดฮิต
• ทำ API แจ้งเตือนข้อเท็จจริงให้แพลตฟอร์มดึงป้ายคำเตือนอัตโนมัติ

2) แพลตฟอร์ม (YouTube, Facebook, TikTok, X ฯลฯ)
• อ่านค่า TKL metadata แล้วให้คะแนนการมองเห็นพิเศษสำหรับ R2/R3
• แสดงป้ายคุณภาพบนหน้าแนะนำ/ค้นหา + ปุ่ม “อ่านแหล่งอ้างอิง” ใต้คลิป
• เปิดทางลัดร้องเรียนสำหรับโฆษณาหลอก/อ้างเกินจริง พร้อม SLA ตรวจภายใน X วัน

3) แบรนด์/เอเจนซี่/ฝ่ายสื่อ
• ใส่เงื่อนไขในบรีฟ: รับเฉพาะครีเอเตอร์ที่ติด TKL (อย่างน้อย R2 สำหรับ How‑to และ R3 เมื่อเป็นคำแนะนำเฉพาะ)
• จัดงบ Reviewer (เช่น 5% ของโปรเจ็กต์) จ่ายให้ผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมตรวจทาน
• ตั้งนโยบายเปิดเผยผลประโยชน์ชัดเจนในทุกชิ้นงาน

4) ครีเอเตอร์/อินฟลูเอนเซอร์
• แท็กงาน R1/R2/R3 ตั้งแต่บรีฟ และเก็บ Evidence Pack (3–5 แหล่ง)
• ขอผู้เชี่ยวชาญรีวิวเฉพาะงาน R3 และลงชื่อ‑เวลา
• ใส่ป้ายคุณภาพ + คำเตือน + บรรณานุกรมย่อ บนจอ/คำอธิบาย
• ทำ Correction Log: ถ้าผิด แก้ภายใน 48 ชม. และเก็บหลักฐานไว้ 2 ปี

5) มหาวิทยาลัย/วิชาชีพ/นักวิชาการ/องค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริง
• เปิดคลินิกที่ปรึกษา ให้ครีเอเตอร์เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญแบบค่าตรวจรายชิ้น
• ทำสารบบผู้ตรวจทานสาธารณะ (แพทย์ ทนาย นักการเงิน ครู ฯลฯ)
• จัดหลักสูตรสั้น “การสื่อสารวิชาชีพสู่สาธารณะ” ออกใบรับรองใช้งานในงาน R3

6) ประชาชนผู้ชม
• มองหาป้าย TKL เป็นนิสัย—ถ้าเรื่องเสี่ยงไม่มีป้าย ให้ตั้งคำถามก่อนแชร์
• ใช้ปุ่ม “แหล่งอ้างอิง” ก่อนตัดสินใจซื้อ/รักษา/ลงทุน
• แจ้งร้องเรียนเมื่อพบโฆษณาหลอก/เคลมเกินจริง เพื่อช่วยกันยกระดับพื้นที่สาธารณะ

เครื่องมือใช้งานทันที
1. 1) ชุดเทมเพลต Dossier ต่อหนึ่งชิ้นงาน:
• ใบปะหน้า: ชื่อเรื่อง ผู้สร้าง ระดับ R ผู้รีวิว (ถ้ามี)
• สคริปต์เวอร์ชันรีวิว + ลายเซ็นดิจิทัลผู้ตรวจทาน
• บรรณานุกรมเต็ม + วันที่เข้าถึง + ลิงก์ต้นทาง
• บันทึกการแก้ไข (ถ้ามี) + ลิงก์โพสต์ที่อัปเดตแล้ว

2. 2) คำเตือนมาตรฐานสั้น:
• สุขภาพ: “ข้อมูลทั่วไป ไม่ทดแทนการวินิจฉัย/รักษาเฉพาะบุคคล—ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ”
• การเงิน: “เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนเฉพาะ—มีความเสี่ยง ควรศึกษาก่อนตัดสินใจ”
• กฎหมาย: “เชิงวิชาการทั่วไป—โปรดปรึกษาทนายเฉพาะกรณี”

3. 3) ป้ายสามระดับ:
• Opinion/Experience (เทา) | Evidence‑Backed (น้ำเงิน) | Expert‑Verified (เขียว)
แรงจูงใจให้ “ของดีชนะอัลกอริทึม”
• Algorithmic Boost: แพลตฟอร์มให้คะแนนพิเศษกับ R2/R3
• สิทธิประโยชน์การค้า: แบรนด์ใหญ่ทำ Whitelist โฆษณารับผิดชอบ ซื้อเฉพาะคอนเทนต์ติด TKL
• เวทีเชิดชู: ประกาศ Top 10 งานคุณภาพรายไตรมาส + โล่/ตราประจำช่อง
• ทุนย่อย: Mini‑Grant สำหรับซีรีส์ความรู้สาธารณะ R3 (สุขภาพ การเงิน สิทธิผู้บริโภค)

วัดผลให้เห็นจริง
• Accuracy Rate ≥ 95% — สัดส่วนงานที่ไม่ต้องแก้สาระสำคัญ
• MTTC ≤ 48 ชม. — เวลาเฉลี่ยจนแก้ไขแล้วเสร็จ
• Cited Share ≥ 70% — สัดส่วนโพสต์ R2/R3 ที่มีแหล่งอ้างอิง
• Errata/100 Posts — จำนวนการแก้ไขสาระสำคัญต่อ 100 โพสต์ (ยิ่งต่ำยิ่งดี)
• Knowledge Uplift — ควิซ 3 ข้อก่อน‑หลังชมคอนเทนต์ R2/R3 วัด % ความเข้าใจเพิ่มขึ้น

โรดแมป 180 วัน
• วัน 1–30: ตั้งคณะทำงาน TKL ระดับข้ามหน่วยงาน + เคาะสเปกป้าย/เมทาดาต้า + ตัวอย่างคำเตือน
• วัน 31–90: เปิด Sandbox 100 ครีเอเตอร์ ใน 3 หมวด (สุขภาพ/การเงิน/ผู้บริโภค) เก็บสถิติ MTTC‑Accuracy จริง
• วัน 91–180: แพลตฟอร์มประกาศนโยบาย Boost + เผยรายงานโปร่งใสไตรมาสแรก + มอบรางวัล “Influencer for Public Good”

สรุป: ดีลของทั้งสังคม
รัฐไม่ต้องคุมเข้มแบบจีน แต่ต้องเปิดทาง เชื่อมข้อมูล และตั้งมาตรฐานสมัครใจที่ตรวจได้; แพลตฟอร์มใช้พลังอัลกอริทึมให้รางวัลคนทำดี; แบรนด์ใช้เงินโฆษณาไปกับคอนเทนต์ที่รับผิดชอบ; ครีเอเตอร์ได้เกราะคุ้มกันและความน่าเชื่อถือ; ประชาชนได้พื้นที่สาธารณะที่ฉลาด โปร่งใส และไว้วางใจได้เมื่ออินฟลูคุณภาพเพิ่ม ประชาชนไทยก็มีคุณภาพมากขึ้นจริง ๆ

อาคาร 70 ปี พพ. คว้ารางวัลชนะเลิศ “ASEAN Energy Award” ต้นแบบสาธิตการใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์ สะท้อนความเป็นผู้นำของประเทศ ด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน

(19 พ.ย. 68) กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน คว้ารางวัล ชนะเลิศ ASEAN Energy Award 2025 ประเภท Special Submission : Energy Efficient Buildings Awards – Zero Energy Building จากผลงาน “อาคาร 70 ปี พพ.” อาคารต้นแบบสาธิตการใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์ (Zero Energy Building: ZEB) ซึ่งสะท้อนความเป็นผู้นำของประเทศไทยด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในระดับภูมิภาค

นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เปิดเผยว่า “อาคาร 70 ปี พพ. ถือเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทย ที่สามารถออกแบบและบริหารจัดการอาคารสำนักงานภาครัฐให้เป็นไปตามแนวคิด Zero Energy Building หรืออาคารที่ผลิตและใช้พลังงานสุทธิใกล้เคียงศูนย์ โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงสุด ทั้งยังเป็นอาคารต้นแบบที่เผยแพร่ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ”

อาคาร 70 ปี พพ. ตั้งอยู่ภายในกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เป็นอาคารสำนักงานสูง 6 ชั้น พื้นที่ใช้สอยรวม 2,650 ตารางเมตร รองรับผู้ใช้งานได้ประมาณ 150 คน มีการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคำนึงถึงสุขภาวะของผู้ใช้งาน นำมาตรฐาน อาคารเขียวภาครัฐ G-GOODs ขั้นสูงจากกรมโยธาธิการและผังเมืองมาประยุกต์ใช้และได้รับการรับรองมาตรฐาน อาคารเขียว TREES ระดับ Platinum จากสถาบันอาคารเขียวไทย

อาคารดังกล่าวมีการออกแบบและใช้เทคโนโลยีอนุรักษ์พลังงานครบวงจร เช่น
•การออกแบบอาคารแบบ Passive Design เพื่อลดการนำความร้อนและส่งเสริมการระบายอากาศตามธรรมชาติ
•การใช้ ผนังกรอบอาคารและกระจกประสิทธิภาพสูง (Low-E Glass / Double Glazed Window)
•ระบบปรับอากาศแบบ Variable Refrigerant Flow (VRF) พร้อม CO₂ Sensor
•ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop ขนาด 100 kWp) สำหรับใช้งานภายในอาคาร
•ระบบ Building Automation System (BAS) ตรวจวัดและควบคุมการใช้พลังงานแยกรายชั้นและรายระบบ

ด้วยแนวทางดังกล่าว อาคาร 70 ปี พพ. มีค่าความเข้มข้นของการใช้พลังงาน (EUI) เพียง 43.05 หน่วยต่อตารางเมตรต่อปี หรือ 114,074 หน่วยต่อปี (ข้อมูลปี 2567) ซึ่งต่ำกว่าอาคารสำนักงานทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ อาคาร 70 ปี พพ. ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบด้านอาคารอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน เปิดให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชนทั่วไปเข้าศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง มีผู้เยี่ยมชมกว่า 1,000 คนต่อปี สะท้อนบทบาทของ พพ.ในการเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ขยายองค์ความรู้ด้านอาคารประหยัดพลังงานไปสู่ภาคส่วนต่าง ๆ ทั่วประเทศ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอเข้าเยี่ยมชมอาคารได้ที่เบอร์โทร 0 2223 0021-9 ต่อ 1562 , 1630

สำหรับรางวัล ASEAN Energy Award 2025 ที่ พพ. ได้รับในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาอาคารที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ พพ. ในการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emission ภายในปี 2050 ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม

กระทรวง อว. ผนึก 6 หน่วยงาน รวมพลังพัฒนาบุคลากรยานยนต์ไฟฟ้า ยกระดับศักยภาพแรงงานไทยสู่เวทีโลก ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลาง EV ภูมิภาค

กระทรวง อว. โดย สอวช. ผนึกกำลังภาครัฐ-การศึกษา-เอกชน 6 หน่วยงาน เดินหน้าความร่วมมือ เร่งพัฒนากำลังคนด้านยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์สมัยใหม่ ตอบสนองอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

(19 พ.ย. 68) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงาน สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับหน่วยงานเครือข่าย จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการพัฒนากำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV – HRD) ระหว่าง สอวช. กับ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์กรมหาชน) (สคช.) สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) โดยมี นางเพ็ญนภา กัญชนะ ผู้ตรวจราชการสำนักงานปลัดกระทรวง อว. ดร.สุรพงษ์ เอิมอุทัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายสิบหมื่นชัย โพธิสินธุ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน (รง.) กล่าวแสดงความยินดี และเป็นสักขีพยานในความร่วมมือ พร้อมด้วยผู้บริหารทั้ง 6 หน่วยงาน ร่วมลงนามความร่วมมือ ประกอบด้วย ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดี กพร. นางบัญชาลักษณ์ ลือสวัสดิ์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาธุรกิจและบริการ สอศ. นายนิธิวัชร์ ศิริปริยพงศ์ รองผู้อำนวยการ สคช. นายสุโรจน์ แสงสนิท นายก EVAT และ ดร.รัฐภูมิ ตู้จินดา รองผู้อำนวยการ บพค. เป็นผู้ร่วมลงนามในพิธี โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน เข้าร่วมงาน ณ ห้องกมลทิพย์บอลรูม 2 โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ กว่า 100 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดสด Online ผ่าน Facebook LIVE

นางเพ็ญนภา กล่าวว่า ความร่วมมือด้านการพัฒนากำลังคนยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจรในครั้งนี้ คือการร่วมกัน “สร้างคน สร้างอนาคต” จากพลังของภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ที่ผสานกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อพัฒนาบุคลากรตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรม ตั้งแต่การเรียนรู้ การวิจัย ไปจนถึงการสร้างกำลังคนที่มีสมรรถนะสูง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่รวดเร็วของโลกยานยนต์ไฟฟ้า กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการยกระดับองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนระบบการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ที่ผสานประสบการณ์จริงจากภาคอุตสาหกรรมเข้ากับการเรียนในสถาบันการศึกษา ตามแนวทาง “สร้างคน – สร้างงาน – สร้างนวัตกรรม” อย่างแท้จริง ความร่วมมือครั้งนี้ คือรากฐานสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าระดับภูมิภาค มุ่งสู่เป้าหมาย EV30@30 และร่วมสร้างอนาคต ที่ยั่งยืนด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2593 (Net Zero 2050) เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ ด้วย “คนไทย” ที่มีศักยภาพพร้อมแข่งขันบนเวทีโลก

ดร.สุรพงษ์ กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ โดย สอศ. มีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการเชื่อมโยง “ผู้ผลิตกำลังคน” กับ “ผู้ใช้กำลังคน” เพื่อสร้างแรงงานสายอาชีพ และคณาจารย์ ที่มีทักษะสอดคล้องกับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และร่วมมือกับ สอวช. ในการพัฒนาหลักสูตรและสมรรถนะของครูอาชีวศึกษารองรับการพัฒนาของภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนสนับสนุนกำลังคนวัยทำงานให้สามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะได้ตลอดชีวิต ผ่านหลักสูตรที่ยืดหยุ่นร่วมกับ กพร. เป็นต้น นอกจากนี้ยังร่วมกับ EVAT เพื่อเสริมประสบการณ์และสมรรถนะผู้เรียนอาชีวศึกษา ให้พร้อมปฏิบัติงานจริงในช่วงการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ความร่วมมือกับหน่วยงานในครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือในฐานะ “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์” ที่จะสามารถยกระดับศักยภาพแรงงานไทยให้พร้อมแข่งขันในอนาคต สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจประเทศ และนำพาไทยก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน

นายสิบหมื่นชัย กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงแรงงาน ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาทักษะแรงงานไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับทักษะเดิม (Upskill) และการสร้างทักษะใหม่ (Reskill) ให้พร้อมก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดย กพร. ได้ดำเนินโครงการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ผ่านหลักสูตรที่ทันสมัยและตอบโจทย์จริง เช่น ระบบแบตเตอรี่และการประจุพลังงานไฟฟ้า ยานยนต์ไฟฟ้า และการซ่อมบำรุงรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญ คือ การผนึกพลังทุกภาคส่วน เพื่อสร้างแรงงานที่มีมาตรฐานฝีมือ พร้อมรองรับความต้องการของตลาดแรงงาน และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ให้คนไทยสามารถปรับตัวเข้าสู่โลกอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมั่นใจและมีศักยภาพ นี่คือก้าวสำคัญในการเตรียม “กำลังคนคุณภาพ” เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน และสร้างโอกาสอาชีพใหม่ให้กับแรงงานไทยในยุคเทคโนโลยีแห่งอนาคต

ดร.สิริพร กล่าวว่า พิธีลงนามในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะเวลา 5 ปี ที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศ เพราะเกิดจากพลังของภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ที่ร่วมผนึกกำลัง กันอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม เพื่อตอบโจทย์อนาคตของประเทศไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายในการพัฒนากำลังคนให้พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ตั้งแต่การเตรียมบุคลากรรุ่นใหม่ในระบบการศึกษา การยกระดับทักษะของแรงงาน และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในสถานประกอบการ ผ่านการร่วมกันออกแบบหลักสูตรทั้งรูปแบบ degree และ non-degree หลักสูตรเฉพาะทาง การฝึกอบรม การฝึกงาน รวมถึงการรับรองมาตรฐานวิชาชีพและมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ เราจะมุ่งเน้นการ Upskill — Reskill — และ Newskill เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่ไม่เพียงสอดรับกับความต้องการ ของอุตสาหกรรม แต่ยังนำพาให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง สอวช. มีบทบาทสำคัญ

ในการเชื่อมร้อยพลังของทุกภาคส่วน ทั้งการอุดมศึกษาและภาคเอกชน รวมถึงการสนับสนุนนโยบายและการให้ทุนพัฒนาบุคลากรที่จำเป็น เพื่อให้การขับเคลื่อนในครั้งนี้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

การร่วมมือระหว่าง 6 หน่วยงาน สอวช. กพร. สอศ. สคช. EVAT และ บพค. ในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบนิเวศด้านการพัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรม ยานยนต์สมัยใหม่ของประเทศ ต่อยอดสู่การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย และวางรากฐานการพัฒนาแห่งอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

ILINK เติบโตตามแผน กวาดรายได้ 9 เดือนแรก 4,764.96 ล้านบาท กำไรสุทธิกว่า 221 ล้านบาท เตรียมลุยประมูลงานใหญ่ 9,000 ล้าน พร้อมขยายตลาดอาเซียนผ่าน ITEL Global

ILINK รายงาน 9 เดือนแรก มีรายได้รวม 4,764.96 ล้านบาท กำไรสุทธิ 221.77 ล้านบาท ย้ำเติบโตตามแผน มั่นใจปิดงบปี 68 ตามเป้าหมาย

เมื่อวันที่ (18 พ.ย.68) บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK ร่วมนำเสนอผลประกอบการในงาน บริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) ประจำไตรมาส 3/2568 จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ผ่านระบบออนไลน์ (VDO Conference) โดยมี นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ เป็นผู้ร่วมบรรยาย และตอบข้อซักถามนักลงทุน พร้อมนำเสนอข้อมูลผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 และแนวโน้มธุรกิจช่วงโค้งสุดท้ายของปี

โดยเปิดเผยว่า ผลประกอบการรวมของ 9 เดือนแรกปี 2568 (มกราคม – กันยายน) ทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจ มีรายได้รวมจำนวน 4,764.96 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวม 221.77 ล้านบาท แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ ILINK ยังคงรักษาการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ “Quality Growth – การเติบโตอย่างมีคุณภาพ” มุ่งเน้นการสร้างฐานรายได้ที่มั่นคง และยั่งยืน พร้อมบริหารจัดการต้นทุนอย่างรัดกุม เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว

โดยธุรกิจจัดจำหน่ายสายสัญญาณ ยังคงเป็นเสาหลักสร้างรายได้ สำหรับในรอบ 9 เดือนแรกปี 2568 มีรายได้รวม 2,202.21 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 243.02 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 8.15 แต่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง และมีเสถียรภาพ เป็นผลจากผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ LINK AMERICAN CABLING และ GERMAN RACK ยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้รับเหมาโครงข่ายมืออาชีพ สะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า และมาตรฐาน รวมถึงการให้บริการของบริษัทฯ โดยมี ปัจจัยบวกจากนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของภาครัฐ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน Data Center, AI, และ Green Technology รวมถึงโครงการ “Fast Pass” ที่อยู่ระหว่างการผลักดัน ซึ่งล้วนเอื้อต่อการขยายตัวของตลาดสายสัญญาณ และระบบเครือข่ายทั่วประเทศ

ด้านธุรกิจวิศวกรรมโครงการ ได้เตรียมเข้าประมูลงานใหญ่กว่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งในไตรมาส 3/2568 นี้ มีรายได้รวม 382.98 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 8.51 ล้านบาท โดยบริษัทฯ อยู่ระหว่างการเตรียมเข้าประมูล โครงการวางสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 230 เควี ขนอม–เกาะสมุย 2 วงจร มูลค่าโครงการรวม 9,125 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ร่วมกับพันธมิตรกับ LS Cable & System ซึ่งเป็นบริษัท ในกลุ่ม LG (Lucky Goldstar/Korea) ซึ่งจะเปิดประกวดราคาในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นี้ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับการประกาศให้เป็นผู้ชนะการประมูล โครงการวางสายเคเบิลใต้น้ำระบบ 115 เควี ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ไปยังเกาะสมุย มูลค่ากว่า 1,800 ล้านบาท และอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากคณะกรรมการ PEA เพื่อเริ่มดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

สำหรับธุรกิจโทรคมนาคม และดาต้าเซ็นเตอร์ เดินหน้าขยายสู่ระดับภูมิภาค ซึ่งกลุ่มธุรกิจนี้อยู่ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL ได้เผยผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2568 มีรายได้รวม 2,181.51 ล้านบาท โดยหากไม่รวมรายการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ (ECL) จะมีกำไรจากการดำเนินงานกว่า 40 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก และแนวโน้มฟื้นตัวที่ดี

อีกทั้ง ITEL ยังคงขยายศักยภาพเชิงกลยุทธ์ในระดับภูมิภาค โดยร่วมกับพันธมิตรจากประเทศสิงคโปร์ Super Sea Cable Networks Pte. Ltd. (SEAX Asia) จัดตั้งบริษัทร่วมทุน “ITEL Global” เพื่อขยายธุรกิจด้าน Regional Connectivity และ Data Center สู่ตลาดอาเซียน ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญของกลุ่มบริษัทฯ ในการขยายฐานรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในอนาคต

“ตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา ILINK สามารถรักษาผลการดำเนินงานให้อยู่ในระดับที่มั่นคง ทั้งด้านรายได้ และกำไรสุทธิ แม้เผชิญปัจจัยท้าทายจากภาวะตลาดที่ผันผวน เรายังคงมุ่งบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และลงทุนในเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มศักยภาพขององค์กร บริษัทฯ มั่นใจว่าผลประกอบการทั้งปี 2568 จะเติบโตตามเป้าหมาย และด้วยศักยภาพของทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจหลักที่แข็งแกร่ง ILINK พร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน เติบโตอย่างมีคุณภาพร่วมกัน” นายสมบัติ กล่าว

อธิบดี กสร. สั่งเข้ม!! ห้ามใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย ย้ำมีโทษหนัก หลังตรวจพบที่อ่างทอง ใช้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เสิร์ฟเหล้า-เบียร์ เตือนนายจ้างให้ทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) สั่งคุมเข้มการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมาย หลังพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทอง เข้าตรวจสอบสถานประกอบกิจการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และพบการจ้างแรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ ชี้เป็นบทเรียนเตือนใจนายจ้างทั่วประเทศให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมย้ำมีโทษตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

(20 พ.ย. 68) เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้รับรายงานจากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทองว่า ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมายในสถานประกอบกิจการแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดอ่างทอง ได้เข้าตรวจสอบทันที โดยพบว่าเป็นสถานประกอบกิจการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และพบการใช้แรงงานเด็กอายุ 14 ปี จำนวน 1 คน และอายุ 15 ปี จำนวน 1 คน เข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟ ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนข้อห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 พนักงานตรวจแรงงานจึงได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ป่าโมก เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้ จากการตรวจสอบไม่พบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์แต่อย่างใด

อธิบดี กสร. เน้นย้ำว่า การจ้างงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ในสถานประกอบกิจการที่จำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นงานที่เข้าข่ายเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของเด็กตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และยังย้ำอีกว่า ห้ามมิให้มีการจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีทำงานไม่ว่ากรณีใด ๆ เพื่อเป็นการคุ้มครองมิให้เด็กต้องทำงานก่อนวัยอันควร อันอาจกระทบต่อพัฒนาการ การศึกษา และความปลอดภัยของเด็ก พร้อมย้ำว่าการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานด้านการคุ้มครองเด็กเป็นความรับผิดชอบสำคัญของผู้ประกอบการทุกภาคส่วน 

“ผมได้สั่งการให้พนักงานตรวจแรงงานทั่วประเทศเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและเฝ้าระวังการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง หากพบการกระทำความผิดต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเด็ดขาด และขอแจ้งเตือนไปยังสถานประกอบกิจการให้ตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานในสถานที่ที่กฎหมายห้ามหากฝ่าฝืนมีโทษหนักปรับขั้นต่ำ 400,000 – 800,000 บาท ต่อลูกจ้างหนึ่งคน หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ” อธิบดี กสร. กล่าว

ก.อุตฯ มอบหมายให้จัดมหกรรม ‘ฝ่าฟัน ดัน SMEs สู่แหล่งทุน’ ประเดิม จ.ร้อยเอ็ด เสิร์ฟหนักบริการ “3 เติม” เสริมแกร่งธุรกิจครบวงจร สู่การเติบโตยั่งยืน

(21 พ.ย. 68) กระทรวงอุตสาหกรรม มอบหมาย SME D Bank ขับเคลื่อนนโยบาย “ฝ่า ฟัน ดึง ดัน” เสริมแกร่งเอสเอ็มอีในส่วนภูมิภาค จัดใหญ่มหกรรม “ฝ่าฟัน ดัน SMEs สู่แหล่งทุน” ประเดิม จ.ร้อยเอ็ด พาผู้ประกอบการเข้าถึงบริการ “3 เติม” ได้แก่ เติมทุนดอกเบี้ยพิเศษ 3%ต่อปี เติมความรู้ Upskill Reskill ยกระดับธุรกิจ และเติมโอกาสแก้ไขหนี้ยั่งยืน ช่วยก้าวผ่านวิกฤต เดินหน้าต่อ สู่การเติบโตยั่งยืน 

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในการเป็นประธานเปิดมหกรรม “ฝ่าฟัน ดัน SMEs สู่แหล่งทุน” จ.ร้อยเอ็ด ว่า ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านที่เอสเอ็มอีต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของเศรษฐกิจ สงครามการค้า หรือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมรูปแบบใหม่ ล้วนส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจเอสเอ็มอี กระทรวงอุตสาหกรรมจึงมีนโยบาย “ฝ่า-ฟัน-ดึง-ดัน” ให้ทุกหน่วยงานภายใต้กำกับนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย “Quick Big Win” ของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย  

ทั้งนี้ เพื่อให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีอย่างทั่วถึงในส่วนภูมิภาค ได้มอบนโยบายให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ในกำกับของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มีบทบาทสำคัญต่อการช่วยเหลือและสนับสนุนเอสเอ็มอีไทย ผนึกกำลังกับหน่วยงานพันธมิตรภาครัฐ และภาคเอกชน จัดมหกรรม “ฝ่าฟัน ดัน SMEs สู่แหล่งทุน” กระจายในพื้นที่ต่างๆ โดยนำร่องที่ จ.ร้อยเอ็ด ช่วยให้เอสเอ็มอีในพื้นที่เข้าถึงบริการด้านการเงิน การพัฒนา และแก้ไขหนี้ยั่งยืน ได้อย่างรวดเร็ว สะดวกสบาย และสามารถฝ่าฟันวิกฤตความท้าทายต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที    

นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวเสริมว่า จากที่ธนาคารได้เปิดบริการ “ศูนย์ฝ่าฟัน ดัน SMEs” เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 68 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงอุตสาหกรรม ในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีรูปแบบ One Stop Service ณ ทุกสาขาของธนาคาร รวม 96 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งนี้ เพื่อต่อยอดการสนับสนุนเอสเอ็มอีในส่วนภูมิภาคได้อย่างกว้างขวาง SME D Bank จึงได้จัดมหกรรม “ฝ่าฟัน ดัน SMEs สู่แหล่งทุน” ในรูปแบบออนไซต์ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพให้เอสเอ็มอีเดินหน้าธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน ซึ่งมีสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษไว้รองรับ กำหนดจัดทั้งหมด 4 ครั้ง ใน 4 จังหวัด ช่วงเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม 2568 นี้ โดย จ.ร้อยเอ็ด นับเป็นแห่งแรกของมหกรรมดังกล่าว   

ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรม พาเข้าถึงบริการสำคัญ “3 เติม” ได้แก่ ด้านที่ 1 “เติมทุน” สนับสนุนให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาท ใช้ได้ทั้งเพื่อเสริมสภาพคล่อง ลงทุน ปรับปรุง หรือยกระดับกิจการ สามารถยื่นกู้ในงานได้ทันที ด้านที่ 2 “เติมความรู้” Upskill Reskill อบรมยกระดับธุรกิจจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ด้วยเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจ โดยเฉพาะด้านตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการปักตะกร้าจำหน่ายสินค้า การผลิตคอนเทนต์ให้น่าสนใจ การตัดต่อคลิปวิดีโอ รวมถึง เทคนิคไลฟ์ขายสินค้า เป็นต้น อีกทั้ง ยกระดับธุรกิจผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank (dx.smebank.co.th) เครื่องมือดิจิทัลครบวงจรที่ให้บริการแบบ Total Solution ใช้งานง่าย ทุกที่ ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง และ ด้านที่ 3 “เติมโอกาส” ช่วยแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะผู้ประกอบการกลุ่มเปราะบาง ผ่านมาตรการ “3 ลด ปลดหนี้” ได้แก่ 1. ลดผ่อน ปรับวงเงินการผ่อนชำระ ตามความสามารถของกิจการ 2. ลดเงินต้น ปรับโครงสร้าง เพิ่มความยืดหยุ่น นําเงินค่างวดแบ่งตัดลดเงินต้น และ 3. ลดดอกเบี้ยค้างชำระ เมื่อชำระตามเงื่อนไขของธนาคารหรือปิดบัญชี ช่วยฟื้นฟูกิจการกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง

นอกจากนั้น ยังมีการมอบป้ายสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการในท้องถิ่น ที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจาก SME D Bank อีกทั้ง การออกบูธให้คำปรึกษาและเพิ่มศักยภาพธุรกิจจาก SME D Bank และหน่วยงานพันธมิตร เช่น สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) , อุตสาหกรรมจังหวัด , พาณิชย์จังหวัด และบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ให้บริการตรวจข้อมูลเครดิต ฟรี เป็นต้น อีกทั้ง การร่วมออกบูธจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าจากเอสเอ็มอีในพื้นที่ เช่น บริษัท ทรัพย์แสนบุญ จำกัด ผลิตและจําหน่ายแปรรูปสมุนไพร สกัดจากเปปเปอร์มิ้นต์ , BB PILLOW ผู้ผลิตและจําหน่ายชุดเครื่องนอน , เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนกลุ่มอารยะฟาร์ม จําหน่ายข้าวอินทรีย์ , KULA BEEF สเต็กไทยวากิว , วาวี่ ฟู้ดส์ ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มผสมวุ้นข้าวหอมมะลิ และเครื่องดื่มผสมน้ำข้าวหอมมะลิสกัด เพื่อสุขภาพ เป็นต้น โดยมีผู้ประกอบการ และประชาชน ในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด และใกล้เคียง เข้าร่วมจำนวนมาก   

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการรับการสนับสนุนด้านการเงินและการพัฒนาจาก SME D Bank สามารถแจ้งความประสงค์ได้ ณ สาขาทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เช่น LINE Official Account : SME Development Bank และเว็บไซต์ www.smebank.co.th เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Call Center 1357

ส่องธุรกิจเบื้องหลังอีคอมเมิร์ซ ‘กล่องพัสดุ เทปกาว รัดหนังสติ๊ก’ โตกระฉูด สร้างรายได้ซ้ำ ๆ จากทุกออเดอร์ที่ถูกส่ง โอกาสธุรกิจหลังบ้านในยุคคนไถหน้าจอรอ F

เวลาเราพูดถึง “อีคอมเมิร์ซ” คนจะนึกถึง Shopee, Lazada, TikTok Shop, ไลฟ์ขายของจนเสียงแหบเสียงแห้ง และอินฟลูฯ หน้าเป๊ะ ๆ แต่ทุก 1 ออเดอร์ที่ลูกค้ากดสั่ง… จะต้องมี “หลังบ้าน” อีกทั้งระบบ ที่ไม่มีใครจำชื่อได้  
ทว่า *เงินก้อนใหญ่* ดันไหลอยู่ตรงนั้นแหละ — ในโลกของกล่องพัสดุ เทปกาว รัดหนังสติ๊ก และระบบโลจิสติกส์

บทความนี้คือการชวนมอง “เศรษฐกิจกล่องพัสดุ” แบบเข้าโครงสร้างธุรกิจ ว่าแค่กล่องหนึ่งใบ ก็สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจหลักร้อยล้านได้ยังไง  

1. ทำไมยุคนี้ ขายกล่องยังไงก็ไม่ตาย (ถ้าทำเป็น)

ก่อนจะลงลึก มาดูภาพใหญ่กันก่อน

- ตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียถูกประเมินว่ามีรายได้ทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2023 และยังโตต่อเนื่อง  
- ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียงภูมิภาคเดียว มูลค่า GMV อีคอมเมิร์ซปี 2024 แตะ 128.4 พันล้านดอลลาร์ โดยไทยกับมาเลเซียถือเป็นตลาดที่โตเร็วที่สุดกลุ่มหนึ่ง  
- ในไทยเอง ทุกวัน มีพัสดุส่งเฉลี่ย 7–8 ล้านชิ้นต่อวัน ผ่านตลาด express delivery มูลค่าราว 117,000 ล้านบาทในปี 2024  

ถามง่าย ๆ:  
ทุกพัสดุ 1 ชิ้น = ต้องมี “อะไรบางอย่าง” ห่อมันอยู่เสมอ  
ไม่ว่าจะเป็นกล่องลูกฟูก ซองกันกระแทก เทปกาว ฟิล์มยืด หรือแค่หนังยางรัดใบเสร็จ

ตรงนี้เองที่ทำให้…
- ตลาดบรรจุภัณฑ์ในไทย มีมูลค่าราว 15.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 และคาดว่าจะโตไปเกือบ 19.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2030 โดยหนึ่งในตัวขับเคลื่อนคืออีคอมเมิร์ซอย่างชัดเจน  
- มีการประเมินว่าตลาดบรรจุภัณฑ์เพื่ออีคอมเมิร์ซโดยตรงในไทยจะขยายจากราว 5.8 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 ไปเกือบ 9.4 พันล้านดอลลาร์ในไม่กี่ปีข้างหน้า  

พูดง่าย ๆ คือ  
ยิ่งคนช็อปออนไลน์เยอะเท่าไหร่ กล่องพัสดุก็ยิ่ง “ขายออกเอง” โดยเราแทบไม่ต้องปลุกตลาด

2. 1 ออเดอร์ = 1 value chain ที่มีคน “เก็บเงิน” ได้หลายชั้น

ลองซูมดู “1 กล่องพัสดุ” ตั้งแต่ลูกค้ากดจ่ายเงินจนถึงประตูบ้าน

1) หน้าบ้าน  
   - ลูกค้าเห็นหน้าร้านบนแอป / ไลฟ์สด / เพจ  
   - ตรงนี้คือพื้นที่ของแบรนด์ / อินฟลู /ครีเอเตอร์

2) ชั้น “กล่อง–แพ็กของ”  
   - กล่องลูกฟูก  
   - ซองไปรษณีย์ / ซองกันกระแทก  
   - ฟองน้ำกันกระแทก / ฟิล์มบับเบิล  
   - เทปกาว / สติกเกอร์ / รัดหนังสติ๊ก  
   → ทั้งหมดนี้คือสินค้าใช้แล้วหมด ใช้แล้วต้องซื้อใหม่ (consumable)

3) ชั้นโลจิสติกส์–ขนส่ง  
   - บริษัทขนส่ง / Courier / Express / Parcel (CEP)  
   - จุดรับ–ส่งพัสดุ / Drop-off point  
   - ระบบคัดแยกอัตโนมัติ / โกดัง  


   ตลาด last-mile delivery ในไทยปี 2024 มีมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าโตเฉลี่ย 12% ต่อปีจนถึงปี 2030  

4) ชั้นระบบหลังบ้าน  
   - ระบบจัดการสต็อก (WMS)  
   - ระบบรวมออเดอร์จากหลายแพลตฟอร์ม (OMS)  
   - ระบบพิมพ์ใบปะหน้าอัตโนมัติ เชื่อม API กับขนส่ง  
   - ระบบ COD / การเงิน / แอปติดตามพัสดุ  

ในขณะที่เจ้าของแบรนด์ต้อง “สู้รบ” เรื่องยอดขาย การตลาด และคอนเทนต์  
คนที่อยู่ในเลเยอร์ กล่อง–แพ็กของ–โลจิสติกส์–ระบบ มีรายได้ซ้ำ ๆ จากทุกออเดอร์ โดยไม่ต้องออกไลฟ์แม้แต่นาทีเดียว

3. เคสสมมติ: ร้านขายกล่องพัสดุธรรมดา ที่กลายเป็นธุรกิจหลักสิบล้าน

สมมติว่าเรามี “ร้านขายกล่องพัสดุ” ที่เริ่มจาก  
- ขายกล่องไซส์ยอดนิยมสำหรับ Shopee / Lazada / TikTok Shop  
- ขายผ่านออนไลน์ + หน้าร้านเล็กแถวชุมชน

จุดแข็งของธุรกิจประเภทนี้

1) Demand มาจาก “ระบบ” ไม่ใช่แค่ “กระแส”  
   - ต่อให้เทรนด์สินค้าหน้าบ้านเปลี่ยน (จากชุดนอน → ของแต่งบ้าน → ของกิน)  
   - แต่ทุกเจ้าก็ยังต้องซื้อกล่องและอุปกรณ์แพ็กของ  

2) รายได้เป็น Recurring ตามจำนวนพัสดุ  
   - ลูกค้าใช้กล่องแล้วหมด → ต้องกลับมาซื้อซ้ำ  
   - ยิ่งลูกค้าของเราขยายยอดขาย ยิ่งซื้อกล่องจากเรามากขึ้นตามไปด้วย

3) แตกไลน์สินค้าได้ง่ายมาก  
   - จากกล่อง → เทปกาว → ฟิล์มกันกระแทก → ซองไปรษณีย์ → สติกเกอร์โลโก้  
   - สามารถขายเป็น “ชุดแพ็กของครบเซตสำหรับร้านใหม่” ได้เลย

4) อัปเกรดสู่ B2B ได้เสมอ  
   - จากขายรายย่อยในแพลตฟอร์ม → รับดีลใหญ่กับโกดัง / fulfillment  
   - จากขายกล่องสำเร็จรูป → รับผลิตกล่องพิมพ์โลโก้แบรนด์ (margin ดีกว่า)

ธุรกิจแบบนี้ไม่ได้หวือหวา แต่ข้อดีคือ  
ถ้าเซตระบบดี ๆ มีโอกาสสร้างยอดขาย “เงียบ ๆ หลักแสน–หลักล้านต่อเดือน” โดยแทบไม่ต้องออกหน้ากล้องเลย

4. โลจิสติกส์–ขนส่ง: ยิ่งแข่งขันกันดุ ธุรกิจหลังบ้านยิ่งโต

ฝ่ายขนส่งเองก็อยู่ในโลก “เบื้องหลัง” เหมือนกัน แต่เงินสะพัดมาก

- ตลาด CEP (Courier, Express, Parcel) ในไทยมีมูลค่าราวหลายพันล้านดอลลาร์ และยังโตต่อเนื่อง แรงหนุนหลักคือการเติบโตของอีคอมเมิร์ซและนโยบาย Thailand 4.0 ที่ผลักดันด้านโลจิสติกส์และดิจิทัลซัปพลายเชน  

ธุรกิจที่หากินได้จาก “สงครามส่งของเร็ว” ของเจ้าตลาดใหญ่ ๆ

- ซอฟต์แวร์จัดเส้นทางขนส่ง (Route Optimization)  
- บริการโกดัง + Fulfillment สำหรับร้านออนไลน์  
- ธุรกิจจุดรับ–ส่งพัสดุ (Drop-off / Pick-up Point)  

ทั้งหมดนี้คือ “ธุรกิจเบื้องหลัง” ที่หากินจากทุกพัสดุที่วิ่งอยู่ในระบบ

5. ซอฟต์แวร์ตัวเล็ก ๆ ที่กลายเป็นธุรกิจใหญ่

ลองมองอีกมุม… ไม่ขายกล่อง ไม่ส่งของ แต่ขาย “ระบบจัดการ”

ตัวอย่างเช่น

- โปรแกรมยิงบาร์โค้ดพิมพ์ใบปะหน้าพัสดุ เชื่อมทุกแพลตฟอร์ม  
- ระบบรวมออเดอร์ Shopee / Lazada / TikTok Shop / Line / Facebook ไว้ที่เดียว  
- ระบบคำนวณค่าส่งอัตโนมัติ เปรียบเทียบบริษัทขนส่งให้  
- ระบบแจ้งเตือนลูกค้าอัตโนมัติ (SMS / Line / Email)

ซอฟต์แวร์เหล่านี้อาจคิดค่าบริการแบบรายเดือน หรือคิดเป็น % จากยอดส่ง/ยอดขาย  

ข้อดีคือ

1) ต้นทุนต่อยูสเซอร์ต่ำ แต่สเกลได้ทั่วประเทศ  
2) ผูกลูกค้าได้ยาว เพราะพอย้ายระบบที่หนึ่งปวดหัวมาก  
3) เป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” (infrastructure) ที่เจ้าของร้านต้องใช้ทุกวัน  

ถ้าวันหนึ่งระบบล่ม ร้านออนไลน์นับหมื่นร้าน “แพ็กของไม่ออก ใบปะหน้าพิมพ์ไม่ได้”  
แปลว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจที่ขึ้นกับซอฟต์แวร์ตัวเล็ก ๆ ตัวเดียว สูงมากแบบที่คนทั่วไปไม่เคยคิด

6. บทเรียนสำหรับคนอยากเริ่มธุรกิจในโลกอีคอมเมิร์ซ (โดยไม่ต้องออกกล้อง)
จาก Story ทั้งหมด จะสรุปเป็น “สูตรคิดธุรกิจหลังบ้าน” ได้ประมาณนี้

6.1 เลือกอยู่ใน “ทุกสินค้าที่คนอื่นขาย” แทนการแข่งหน้าบ้าน

แทนที่จะถามว่า  
“จะขายอะไรดี ให้ดังเหมือนร้าน X/Y/Z?”

ลองเปลี่ยนคำถามเป็น  
“ไม่ว่าจะขายอะไร เขาต้องซื้อของจากเราก่อน หรือเปล่า?”

เช่น  
- ถ้าร้านไหนจะขายของออนไลน์ ต้องใช้กล่องและอุปกรณ์แพ็กของ → เราขายของพวกนี้  
- ถ้าร้านไหนจะส่งของ ต้องใช้ระบบออกใบปะหน้า → เราขายซอฟต์แวร์  
- ถ้าร้านไหนเติบโต ต้องการโกดัง/คนแพ็ก → เราขาย Fulfillment

6.2 เน้นสินค้า–บริการที่ “ใช้แล้วหมด–ต้องซื้อซ้ำ”

- กล่อง เทป ฟิล์มกันกระแทก → ใช้แล้วหายไปจากระบบ ต้องซื้อใหม่ทุกครั้ง  
- เครดิตส่งพัสดุ / subscription ระบบ → หมดแล้วต้องเติม  

ธุรกิจที่ไม่หวือหวา แต่มีพฤติกรรม “กลับมาซื้อเอง” แบบนี้ คือฐานรายได้ที่มั่นคงมากกว่าการวิ่งไล่ลุ้น “แจ็กพอต” จากการขายไวรัลอย่างเดียว

6.3 ทำ B2B ให้เป็น: รายใหญ่สั่งทีละเยอะ

แทนที่จะโฟกัสลูกค้ารายย่อยอย่างเดียว ลองมอง…

- ร้านออนไลน์ที่ยิงแอดเก่ง ๆ ส่งของวันละหลายร้อยชิ้น  
- เอเจนซี / แบรนด์ที่มียอดออเดอร์สูง  
- แพลตฟอร์ม หรือ fulfillment center

ดีลแบบ B2B แม้ต่อครั้งจะเหนื่อยตอนปิดการขาย แต่ถ้าติดแล้ว มีโอกาสเป็นดีลยาว และปริมาณซื้อมหาศาล

6.4 ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นอาวุธ

- เก็บข้อมูลยอดสั่งซื้อกล่อง/อุปกรณ์ของแต่ละร้าน  
- ทำระบบพรีออเดอร์/เตือนสต็อกใกล้หมดให้ลูกค้า  
- เสนอสินค้าใหม่ตามประเภทสินค้าที่เขาขาย  

ยิ่งช่วยลูกค้าทำงานง่ายเท่าไหร่ เขายิ่งไม่อยากเปลี่ยนไปใช้เจ้าอื่น

7. สรุป: ไม่ต้องยืนหน้าไฟ ก็ทำเงินได้จากทุกแพ็กเกจที่ส่งออกไป

ในวันที่ทุกคนแห่กันไปเป็นครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ หรือเจ้าของแบรนด์ มันมี “อีกโลกหนึ่ง” ที่ไม่อยู่ในเฟรมกล้อง แต่มีเงินหมุนมหาศาล  

โลกนั้นคือ…

- บริษัทที่ผลิตกล่อง  
- ร้านขายอุปกรณ์แพ็กของ  
- ระบบ Fulfillment  
- บริษัทโลจิสติกส์–ขนส่ง  
- ซอฟต์แวร์ยิงบาร์โค้ด–ออกใบปะหน้า  
- ระบบวิเคราะห์/จัดการหลังบ้านของอีคอมเมิร์ซทั้งหมด  

ธุรกิจเบื้องหลังอีคอมเมิร์ซ คือธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องดัง  
แต่อาศัย “ความจำเป็นในระบบ” ในการทำเงิน

ถ้าคุณอยากเริ่มธุรกิจในยุคออนไลน์ แต่ไม่อยากออกกล้อง ไม่อยากแข่งกันเป็นไวรัล  
ลองถามตัวเองว่า…

“ใน 7–8 ล้านพัสดุที่ถูกส่งทุกวันในไทย มีอะไรบ้างที่ ‘ต้องผ่านมือเรา’ ก่อนถึงมือลูกค้า?”

คำตอบของคำถามนี้ อาจคือ “กล่องพัสดุ รัดหนังสติ๊ก” ธรรมดา ๆ แต่ถ้าคิดให้เป็น… มันอาจคือจุดตั้งต้นของธุรกิจหลักร้อยล้านที่ไม่มีใครรู้จักชื่อเราก็ได้

ตลาดคริปโตส่อฟองสบู่แตก หลัง วาฬ Bitcoin ‘Owen Gunden’ เทขายเกลี้ยงพอร์ต 1,300 ล้านดอลลาร์ ปิดฉากการถือครองยาวนานกว่าทศวรรษ

วาฬ Bitcoin ระดับตำนาน Owen Gunden เทขายเกลี้ยงพอร์ต 1,300 ล้านดอลลาร์ ท่ามกลางตลาดคริปโตดิ่งสู่หุบเหว

Owen Gunden นักลงทุน Bitcoin รายใหญ่ที่ร่ำรวยเป็นอันดับ 8 ของโลกคริปโต ได้ตัดสินใจขายทิ้ง Bitcoin ทั้งหมดในพอร์ตมูลค่ารวมกว่า 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดสกุลเงินดิจิทัลกำลังเผชิญแรงขายรุนแรง

ปิดฉากการถือครองยาวกว่าทศวรรษ

ข้อมูลจากแพลตฟอร์มติดตาม On-chain อย่าง Arkham เผยว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กระเป๋าเงินของ Gunden ได้โอน Bitcoin ล็อตสุดท้ายจำนวน 2,499 BTC เข้าสู่กระดานเทรด Kraken เพื่อทำการขาย ถือเป็นการปิดฉากการเทขายมาราธอนรวมกว่า 11,000 BTC นับตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคมเป็นต้นมา

Gunden เป็นนักลงทุนยุคบุกเบิกที่สร้างความมั่งคั่งจากการทำกำไรส่วนต่างราคา (Arbitrage) บนกระดานเทรดในยุคแรก ๆ อย่าง Tradehill และ Mt. Gox ที่ล่มสลายไปแล้ว โดยเขาถือครอง Bitcoin มายาวนานกว่าทศวรรษก่อนจะตัดสินใจออกจากตลาดในช่วงเวลานี้

ตลาดเผชิญแรงกดดันรุนแรง

การเทขายของ Gunden เกิดขึ้นในจังหวะที่ตลาด Bitcoin กำลังดิ่งลงอย่างรุนแรง โดยราคาร่วงจากระดับสูงสุดเหนือ 103,000 ดอลลาร์เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ลงมาเหลือเพียงโซน 88,000-91,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน

ข้อมูลจาก CoinGlass ระบุว่าใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีนักเทรดถูกล้างพอร์ตไปกว่า 636 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นกว่า 200,000 ราย สะท้อนความรุนแรงของแรงขายที่กำลังเกิดขึ้น

เงินทุนถอนออกจาก ETF ยับเยิน

ความผันผวนของตลาดยังส่งผลกระทบต่อกองทุน Spot Bitcoin ETF โดยเดือนพฤศจิกายนกลายเป็นเดือนที่แย่ที่สุด ด้วยยอดเงินไหลออกสุทธิรวมกว่า 2.8 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนความกังวลของนักลงทุนสถาบันต่อแนวโน้มตลาด

Tony Severino นักวิเคราะห์ทางเทคนิค ออกมาเตือนว่า การร่วงลงในครั้งนี้อาจเป็น "จุดเปลี่ยนอันตราย" ที่ส่งสัญญาณว่าตลาดอาจกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงตลาดหมี (Bear Market) ที่อาจยืดเยื้อไปหลายเดือน

การที่นักลงทุนระดับตำนานอย่าง Gunden ที่ถือครอง Bitcoin มาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มตัดสินใจขายทิ้งทั้งหมด ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับตลาดคริปโตในขณะนี้

 

‘จิตรเทพ เนื่องจำนงค์’ ร่วมถ่ายทอดกลยุทธ์ ในงานสัมมนา “New Exporter from Expert” เสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย ชี้เป้าตลาดส่งออกใหม่จากผู้รู้จริง

‘จิตรเทพ เนื่องจำนงค์’ ประธานที่ปรึกษาสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย (TEMA) เปิดงานใหญ่ “New Exporter from Expert – เปิดตลาดส่งออกใหม่จากผู้รู้จริง” ณ SCBX Next Tech สยามพารากอน

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ SCBX Next Tech ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน งานสัมมนาเชิงปฏิบัติการภายใต้ชื่องาน “New Exporter from Expert – เปิดตลาดส่งออกใหม่จากผู้รู้จริง” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง SCB SME และ สมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย (TEMA) ได้จัดขึ้นเพื่อมอบองค์ความรู้เชิงปฏิบัติแก่ผู้ประกอบการ SME ที่ต้องการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ

ในการกล่าวเปิดงานครั้งนี้ มีผู้บริหารระดับสูงและผู้ทรงคุณวุฒิร่วมกล่าวเปิด ได้แก่
    • คุณจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานที่ปรึกษาสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย (TEMA) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ขึ้นกล่าวเปิดงานและชี้ให้เห็นถึงแนวทางและความสำคัญของการส่งออกต่อการเติบโตของ SME ไทย
    • คุณศุภฤทธิ์ เมฆอรุณกมล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Business Banking L1 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกล่าวถึงบทบาทของสถาบันการเงินในการสนับสนุนเครื่องมือทางการเงินและการให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการส่งออก
    • ว่าที่ร้อยตรี กิตติพันธ์ มูลศรีชัย นายกสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย (TEMA) ให้ภาพรวมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและสถาบันการเงินเพื่อผลักดัน SME ไทยสู่เวทีโลก

ในช่วงกล่าวเปิดงาน ผู้กล่าวได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญหลายประการ ได้แก่
    • การส่งออกเป็นช่องทางสำคัญในการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มความยืดหยุ่นทางรายได้ให้กับ SME ไทย
    • โอกาสจากตลาดเกิดใหม่และช่องทางดิจิทัลที่ช่วยลดข้อจำกัดด้านต้นทุนและการเข้าถึงลูกค้าต่างประเทศ
    • ความร่วมมือด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ โลจิสติกส์ และเครื่องมือทางการเงินที่จำเป็นต่อการขยายตลาดอย่างยั่งยืน

งานสัมมนาในครั้งนี้ยังประกอบด้วยหัวข้อที่สำคัญที่ออกแบบมาเพื่อผู้ประกอบการ ได้แก่ การอัปเดตเศรษฐกิจ แนวโน้มตลาด การแชร์ประสบการณ์การเปิดตลาดของผู้ประกอบการจริง การอภิปรายเชิงลึกจากผู้รู้ในอุตสาหกรรม และการให้ความรู้ด้านกลยุทธ์บริหารความเสี่ยง
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top