Friday, 5 June 2026
Econbiz

ส่องความคืบหน้า EECiti ศูนย์ธุรกิจ EEC – เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจภาคตะวันออก เตรียมเปิดประตูเอกชนลงทุน 7.4 หมื่นล้าน เริ่มวางระบบโครงสร้างพื้นฐาน – สาธารณูปโภค

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดโผแผนผังโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ หรือ EECiti พร้อมเชิญชวนภาคเอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบ (Public Private Partnership : PPP) มูลค่ากว่า 7.4 หมื่นล้านบาทภายในปี 2569 คาดเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยโมเดลใหม่การพัฒนาเมือง ที่จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหลายล้านล้านในอนาคต

โครงการ EEC Capital City หรือ EECiti ซึ่งได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อปลายปี 2565 กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย ด้วยการเปิดให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค 10 ระบบ ในรูปแบบ Public Private Partnership (PPP) ภายในปี 2569

ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุด ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. เปิดเผยความคืบหน้าว่า การลงทุนครั้งนี้มีมูลค่าประมาณ 74,465 ล้านบาท คาดจะเริ่มต้นได้ภายในปี 2569 และแล้วเสร็จภายในปี 2570 ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ EEC ที่มีกรอบวงเงินลงทุนรวม 1.34 ล้านล้านบาท

พร้อมระบุว่า ขณะนี้การดำเนินงานมีความคืบหน้าตามกรอบเวลาของแผนงานในระยะที่ 1 (พ.ศ. 2566 – 2570) พัฒนาพื้นที่ 5,795 ไร่  หรือประมาณ 40% ของพื้นที่โครงการทั้งสิ้น 14,619 ไร่ เพื่อพัฒนาย่านศูนย์กลางธุรกิจและสำนักงานภูมิภาค สถานที่ราชการ ศูนย์การแพทย์ และที่อยู่อาศัย โดยความคืบหน้าสำคัญของโครงการ คือการออกแบบแผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดินและแบบเชิงแนวคิดของโครงการ และการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

6 คลัสเตอร์ธุรกิจ เปิดโอกาสการลงทุนหลากหลายรูปแบบ
โครงการดังกล่าวได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด "Smart-Green-Livable-Inclusive" และแบ่งเป็น 6 โซนพื้นที่คลัสเตอร์ธุรกิจหลัก ได้แก่:
1. ศูนย์สำนักงานใหญ่ภูมิภาค (CBD) - รองรับธุรกิจการเงินและศูนย์ราชการสำคัญ
2. ศูนย์การแพทย์แม่นยำ - เจาะตลาดเมดิคัลฮับอนาคต
3. ศูนย์การศึกษา-วิจัยระดับนานาชาติ - สร้างนวัตกรรมและองค์ความรู้
4. ศูนย์ธุรกิจ BCG - ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว
5. ศูนย์ธุรกิจบริการ - ครอบคลุมท่องเที่ยว กีฬา และโลจิสติกส์
6. ที่อยู่อาศัยและ Mixed-use – รองรับประชากรทุกระดับรายได้

10 ระบบโครงสร้างพื้นฐาน เปิดประตูการลงทุน PPP

ทั้งนี้ ภาคเอกชนสามารถเข้าร่วมลงทุนใน 10 ระบบโครงสร้างพื้นฐานหลัก ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ระบบไฟฟ้าและพลังงาน ระบบน้ำประปา การจัดการน้ำเสียและขยะ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบขนส่งสาธารณะ ไปจนถึงพื้นที่สีเขียวและภูมิทัศน์

การลงทุนในรูปแบบ PPP นี้จะช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐ พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับเอกชนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในยุคที่โลกให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน

มุ่งสู่เป้าหมายระดับโลก สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

โครงการ EECiti มีเป้าหมายชัดเจนคือการก้าวสู่การเป็นเมืองน่าอยู่อัจฉริยะอันดับ 1 ใน 10 ของโลกภายในปี 2580 ด้วยแนวทางที่เน้นความยั่งยืน โดยกำหนดให้พื้นที่สีเขียวและพื้นที่เปิดโล่งมากกว่า 30% ของพื้นที่โครงการ พร้อมเป้าหมาย Net Zero ลดการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์

การพัฒนานี้จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในหลายมิติ ไม่เพียงแค่การสร้างงานในระยะก่อสร้าง แต่ยังรวมถึงการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การยกระดับทักษะแรงงาน และการสร้างศูนย์กลางธุรกิจใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เปิดรับข้อเสนอลงทุน เตรียมจัดเวทีรับฟังความเห็น
สกพอ. พร้อมรับข้อเสนอการลงทุนจากภาคเอกชนในแต่ละโซนพื้นที่ตั้งแต่ปี 2569 และจะจัดกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และกระบวนการ PPP ในช่วงธันวาคม 2568 - มกราคม 2569

นักลงทุนที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางช่องทางออนไลน์ของ สกพอ. ซึ่งถือเป็นโอกาสทองสำหรับภาคเอกชนที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเมืองอัจฉริยะแห่งอนาคตในประเทศไทย

แน่นอนว่า โครงการ EECiti ไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนโฉมหน้าภาคตะวันออก แต่ยังเป็นโมเดลการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว สะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและสังคมคาร์บอนต่ำได้เป็นอย่างดี

ยูโอบี ร่วมกับ สกพอ. จัดโรดโชว์ที่ประเทศจีน เพื่อส่งเสริมการลงทุน ในเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออกของประเทศไทย

(6 พ.ย. 68)  ธนาคารยูโอบี และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ผนึกกำลังจัดงาน “Thailand: Your Gateway to ASEAN Growth and Prosperity” ณ เมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทย และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่พร้อมเชื่อมโยงธุรกิจจีนกับตลาดอาเซียนที่กำลังเติบโต

การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย และสกพอ. ได้ลงนามไว้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับ EEC ให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ พร้อมตอกย้ำความเชี่ยวชาญของธนาคารยูโอบี ในการให้บริการทางการเงินข้ามพรมแดน เพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจจีนสู่โอกาสการเติบโตในภูมิภาค

ยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายการลงทุนระดับภูมิภาค
EEC ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย รายงานประจำไตรมาสปี 2568 ของ สกพอ. สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อุตสาหกรรมดิจิทัล และโลจิสติกส์อัจฉริยะ ในประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจของประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการสกพอ. กล่าวว่า “การจัดโรดโชว์ในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือระหว่าง สกพอ. และธนาคารยูโอบี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการผสานพลังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางด้านการลงทุนชั้นนำของอาเซียน ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค EEC ถือเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง การส่งเสริมการลงทุนจากภาคธุรกิจจีนในช่วงเวลานี้จึงเป็นจังหวะที่เหมาะสม EEC พร้อมต้อนรับนักลงทุนต่างชาติรวมถึงประเทศจีนในการเข้ามาสำรวจโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน”

เชื่อมโยงธุรกิจจีนสู่โอกาสการเติบโตในอาเซียน
ภายในงาน สกพอ. ได้นำเสนอภาพรวมด้านการลงทุนในประเทศไทย สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน และกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขต EEC แก่บริษัทชั้นนำของจีน สถาบันการเงิน และสมาคมอุตสาหกรรมขณะเดียวกัน ธนาคารยูโอบี นำเสนอบริการที่ปรึกษาด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI Advisory) และบริการทางการเงินข้ามพรมแดนในภูมิภาคอาเซียนเพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจของนักลงทุนต่างชาตินอกจากนี้ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ อินดัสเทรียล (ประเทศไทย) จำกัด และสำนักงานกฎหมาย Rajah & Tann Singapore LLP ยังได้ร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเทรนด์ธุรกิจและโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและประเทศไทย 

นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO และ Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “ในฐานะธนาคารระดับภูมิภาคที่มีรากฐานมั่นคงในประเทศไทย ธนาคารยูโอบี ภูมิใจที่ได้มีส่วนสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเชื่อมโยงธุรกิจจีนเข้ากับโอกาสการลงทุนใน EEC ความร่วมมือกับสกพอ. สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการส่งเสริมการลงทุนอย่างยั่งยืนในประเทศไทย และเสริมสร้างบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการเติบโตของภูมิภาคอาเซียน”

ความร่วมมือระหว่างธนาคารยูโอบี และ สกพอ.ในครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ทั้งสองหน่วยงานได้ได้พบปะและแลกเปลี่ยนโดยตรงกับบริษัทชั้นนำของจีน สถาบันการเงิน และสมาคมอุตสาหกรรม เพื่อสะท้อนข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ของ EEC ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายที่เอื้อต่อการลงทุน และสิทธิประโยชน์จากภาครัฐ

ประเทศจีนมีบทบาทสำคัญในภูมิทัศน์การลงทุนของประเทศไทย โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า ในปี 2567 จีนเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่อันดับสองของไทย มีจำนวนโครงการลงทุนรวม 810 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 174,600 ล้านบาท ขณะเดียวกัน มูลค่าคำขอส่งเสริมการลงทุนโดยรวมของประเทศในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 35 แตะระดับสูงสุดในรอบทศวรรษที่ 1.14 ล้านล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องของนักลงทุนต่อศักยภาพการเติบโตระยะยาวของประเทศไทย

ด้วยเครือข่ายระดับภูมิภาคและความเชี่ยวชาญในหลากหลายอุตสาหกรรม ธนาคารยูโอบี พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน และการผลิตขั้นสูง เพื่อผลักดันให้ EEC เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของภูมิภาคและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ล้มลุกคลุกคลาน!! กว่าจะมาเป็น “น้ำปลาร้าภาทอง” ภายใต้การปลุกปั้น ‘หนิง วีรดาอร’ ผู้พลิกวิกฤตสู่โอกาสจากติดลบจนสำเร็จ ด้วยความเชื่อ ความกล้า และความมุ่งมั่น

ในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง การเริ่มต้นจากจุดติดลบและก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำตลาดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นไปได้ด้วยวิสัยทัศน์ ความกล้า และความมุ่งมั่น เรื่องราวของ ‘วีรดาอร พึ่งโพธิ์เจริญพันธุ์’ หรือ ‘คุณหนิง’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็น แอนด์ โกสุม อินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “น้ำปลาร้าภาทอง” คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนของคำว่า "จากศูนย์สู่ความสำเร็จ"

เมื่อความจำเป็นบีบคั้น… สู่จุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนแปลง

ตลาดน้ำปลาร้าบรรจุขวดในวันนี้มีมูลค่าสูงกว่า 10,000 ล้านบาท มีผู้ประกอบการมากกว่า 200 ราย ทั้งรายเล็ก รายใหญ่ ไปจนถึงคนดังที่ตบเท้าเข้ามาในสมรภูมินี้ แต่มีสักกี่คนที่รู้ว่า ต้นกำเนิดของตลาดที่ยิ่งใหญ่นี้ มาจากผู้หญิงคนหนึ่งที่กล้าคิดนอกกรอบ

ชีวิตของคุณหนิงพลิกผันเมื่อต้องแบกรับภาระหนี้สินกว่า 10 ล้านบาทจากธุรกิจฟาร์มหมูของครอบครัวที่ล้มเหลว เธอตัดสินใจทิ้งงาน marketing ในเมืองหลวง กลับบ้านเกิดที่อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เพื่อดูแลครอบครัวและสานต่อธุรกิจน้ำปลาร้าดั้งเดิมของที่บ้าน แม้จะเริ่มต้นจาก "ติดลบ" แต่ด้วยประสบการณ์ด้านการตลาด เธอเห็น "ช่องว่าง" และ "ความต้องการที่ซ่อนอยู่" ในตลาดน้ำปลาร้า ที่คนส่วนใหญ่ยังมองข้าม

บุกเบิกเส้นทางที่ไม่มีใครกล้าเดิน: อย. น้ำปลาร้าเจ้าแรกของไทย

ในยุคนั้น น้ำปลาร้ายังเป็นสินค้าพื้นบ้านที่ขายตามตลาดสด ไม่มีใครคิดถึงเรื่องมาตรฐานสุขอนามัย แต่คุณหนิงกลับมีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับน้ำปลาร้าให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ด้วยแนวคิดที่ว่า "ถ้าสินค้าจะเป็นที่ยอมรับได้ มันต้องมีคุณภาพการันตีก่อน"

เธอตัดสินใจเดินหน้าขอขึ้นทะเบียนองค์การอาหารและยา (อย.) ให้กับน้ำปลาร้าของเธอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน การเดินทางนี้เต็มไปด้วยอุปสรรค เธอต้องเผชิญกับคำปรามาส การถูกหัวเราะเยาะจากเจ้าหน้าที่ที่มองว่าน้ำปลาร้าเป็นเพียงของพื้นบ้าน และที่สำคัญคือ อย. เองก็ยังไม่มีหมวดหมู่สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำปลาร้าปรุงรส

"โชคดีที่เราโดนปรามาส" คุณหนิงกล่าว เพราะสิ่งเหล่านั้นยิ่งผลักดันให้เธอต้องลงมือทำและเรียนรู้ทุกขั้นตอน เธอปรับปรุงโรงจอดรถของคุณพ่อให้เป็นโรงงานต้นแบบ โดยได้รับคำปรึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น และหลังจากใช้เวลาและความพยายามอย่างหนัก ในที่สุดน้ำปลาร้าปรุงรสของเธอก็ได้รับการรับรองจาก อย. เป็นรายแรกของประเทศไทย ภายใต้การจัดประเภท "อาหารในภาชนะบรรจุปิดสนิท" ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูบานแรกให้กับอุตสาหกรรมนี้

คว้าโอกาสด้วยความกล้า: คำสั่งซื้อแรก 30,000 บาท

หลังจากได้ อย. มาแล้ว ปัญหาต่อไปคือจะขายสินค้าอย่างไร ในเมื่อสินค้ายังคงกองอยู่ในสต็อก คุณหนิงที่มีหัวใจนักการตลาด ตัดสินใจโทรศัพท์ไปหาห้างค้าส่งขนาดใหญ่ "แม็คโคร" โดยใช้เบอร์โทรศัพท์ที่อยู่หลังจดหมายข่าว

เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องติดต่อแผนกจัดซื้อ และถูกโอนสายไปหลายครั้ง จนมาถึงแผนกจัดซื้ออาหารทะเล "เพราะมีคำว่าปลาอยู่ในปลาร้า" คำสั่งซื้อแรกมูลค่า 30,000 กว่าบาท เป็นเหมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ แต่ก็มาพร้อมกับบทเรียนใหม่ๆ

เธอต้องเรียนรู้ทุกอย่างตั้งแต่บาร์โค้ด ประกันภัยอาหาร ไปจนถึงการจัดส่งสินค้าด้วยรถตู้ทึบที่ได้มาตรฐาน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องลงทุนเพิ่ม คุณหนิงเล่าว่าวันนั้นเธอโทรกลับบ้านบอกคุณพ่อว่า "เราต้องถอยรถส่งของแล้วนะ" และคุณพ่อก็ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

ความสำเร็จที่เหนือความคาดหมาย: ฟ้ามีตาที่สมุย

ยอดขายในช่วงแรกยังไม่เป็นที่น่าพอใจ และเกือบจะถูกถอดออกจากเชลฟ์ตามกฎของห้าง แต่แล้ว "ฟ้าก็มีตา" ยอดขายน้ำปลาร้าภาทองในสาขาแม็คโครที่เกาะสมุยกลับพุ่งกระฉูดอย่างไม่น่าเชื่อ แซงหน้าสาขาในภาคอีสานที่คาดว่าจะขายดี กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักและขยายไปสู่สาขาอื่นๆ ทั่วประเทศ ทั้งภูเก็ต เชียงใหม่ และหัวเมืองท่องเที่ยวต่างๆ

ปณิธานที่แข็งแกร่ง: ราคาถูก คุณภาพดี สร้างโอกาสให้ผู้อื่น

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด แบรนด์ภาทองยังคงยึดมั่นในปณิธานเดิม คือการสร้างสรรค์น้ำปลาร้าคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงได้ "เรามีโรงงานเป็นของตัวเอง ทำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้ควบคุมต้นทุนได้" คุณหนิงกล่าว พร้อมบอกด้วยว่า "เราเป็นน้ำปลาร้าที่ถูกที่สุดในกลุ่มเดียวกัน แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและความซื่อสัตย์" คุณหนิง อธิบายปณิธานการทำธุรกิจที่ต้องการให้ทุกคนในห่วงโซ่ธุรกิจ "อยู่ได้" 

และ เธอเลือกที่จะรักษามาร์จิ้นให้น้อยลง เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้า ร้านอาหาร ที่นำสินค้าของเธอไปใช้ มีกำไร และเติบโตไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สร้างความภักดีจากกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการได้อย่างเหนียวแน่น ถือเป็นสิ่งที่ทำให้แบรนด์พาทองแตกต่างและอยู่รอดท่ามกลางคู่แข่งกว่า 200 ราย คือกลยุทธ์การตั้งราคาที่เข้าถึงได้ กลายเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้สินค้าแพร่หลายไปทั่วประเทศ และ

ปัจจุบัน แบรนด์ภาทองไม่ได้จำกัดอยู่แค่น้ำปลาร้าปรุงรส แต่ยังพัฒนาผลิตภัณฑ์กว่า 30 สูตร รวมถึงซอสส้มตำสำเร็จรูป และเป็นผู้ผลิตเบื้องหลัง (OEM) ให้กับร้านอาหารดังๆ มากมาย

ก้าวสู่ระดับโลก: ปลาร้าซอฟต์พาวเวอร์ของไทย

ความท้าทายในยุคปัจจุบันคือการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค เทรนด์สุขภาพ และคนรุ่นใหม่ แต่คุณหนิงมองว่าปลาร้ามีศักยภาพมากกว่าการเป็นเครื่องปรุงรส เธอต้องการผลักดัน "ปลาร้า" ให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทย สู่เวทีโลก เหมือนที่กิมจิของเกาหลี หรือนัตโตะของญี่ปุ่นเป็นที่รู้จัก

"เราอยากให้เมื่อพูดถึงเมืองไทยพูดถึงเครื่องปรุงรส เราอยากให้นึกถึงปลาร้า" เธอกล่าวพร้อมอธิบายถึงคุณประโยชน์ของปลาร้าที่มีทั้งโปรตีน โอเมก้า โปรไบโอติก และวิตามินบี ที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้

บทเรียนจาก "ฟอร์มซีโร่ ชีวิตติดลบ"
จากจุดเริ่มต้นที่ติดลบ คุณหนิงได้ให้บทเรียนอันทรงคุณค่าแก่ผู้ประกอบการทุกคน:
1.  เชื่อมั่นในตัวเอง: เมื่อต้องเผชิญปัญหา อย่ารอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก
2.  เผชิญหน้ากับปัญหา: จดบันทึกปัญหาที่เจอในแต่ละวัน เมื่อย้อนกลับไปอ่าน จะพบว่าหลายครั้งมันเป็นเพียง "เรื่องขี้หมา" ที่สามารถผ่านไปได้
3.  ความอดทนคือสิ่งสำคัญ: ทุกปัญหามีทางออก เพียงแต่ต้องใช้เวลาและความอดทนในการรอคอยและหาหนทาง
4.  เตรียมพร้อมเสมอ: การมีมาตรฐานรองรับและเตรียมตัวไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้ธุรกิจสามารถรับมือกับวิกฤตและสร้างความน่าเชื่อถือได้
5.  ท้อเป็นเพียงถ่าน ถ้าผ่านจึงเป็นเพชร: เธอเชื่อว่าอุปสรรคคือบททดสอบ ที่หากผ่านพ้นไปได้ จะทำให้เราแข็งแกร่งและเปล่งประกาย

เรื่องราวของ ‘คุณหนิง’ ผู้ปลุกปั้น "น้ำปลาร้าภาทอง” จึงไม่ใช่เพียงแค่การสร้างแบรนด์ แต่เป็นการสร้างแรงบันดาลใจและพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะเริ่มต้นจากจุดที่ยากลำบากที่สุด แต่ด้วยความมุ่งมั่น วิสัยทัศน์ และหัวใจที่พร้อมจะเรียนรู้และปรับตัว ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ภัยเงียบที่คุกคามเศรษฐกิจไทย กว่า 2.4 ล้านล้านบาทในระบบ ธรรมาภิบาลอ่อนแอ-กู้ซ้อนเสี่ยงล้มโดมิโน ถึงเวลาปลดชนวนก่อนฐานรากจะสั่นคลอน

ในขณะที่สังคมไทยกำลังจับจ้องและถกเถียงกันอย่างเข้มข้นถึงปัญหา "หนี้ครัวเรือน" ที่พุ่งทะยานไม่หยุดหย่อน จนถูกมองว่าเป็น "ระเบิดเวลา" ลูกใหญ่ที่พร้อมจะทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่ภายใต้เงามืดของปัญหาหนี้ครัวเรือน ยังมี "ระเบิดเวลา" อีกลูกที่กำลังนับถอยหลังอย่างเงียบเชียบและอาจมีอานุภาพทำลายล้างไม่แพ้กัน นั่นคือ "หนี้สินในระบบสหกรณ์" ซึ่งหนี้สหกรณ์ในระบบเศรษฐกิจไทย ณ เดือนสิงหาคม 2568 มีมูลค่าประมาณ 2.43 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นประมาณ 15% ของหนี้ครัวเรือนทั้งระบบ

ระบบสหกรณ์ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นบนหลักการของการรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถือเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่สำคัญสำหรับประชาชนนับล้านคนในประเทศไทย ตั้งแต่ข้าราชการ ครู อาจารย์ ไปจนถึงเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน ทว่าวันนี้ เสาหลักที่เคยแข็งแกร่งนี้กำลังถูกกัดกร่อนด้วยปัญหาหนี้สิน การบริหารจัดการที่ไร้ธรรมาภิบาล และช่องโหว่ในการกำกับดูแล จนอาจกลายเป็นมหันตภัยทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ที่ยากจะคาดเดา

เครือข่ายเงินออมขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในเงามืด

ระบบสหกรณ์ในประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานและหยั่งรากลึกในทุกภาคส่วนของสังคม นับตั้งแต่สหกรณ์ออมทรัพย์ที่ให้บริการแก่บุคลากรภาครัฐและเอกชน สหกรณ์การเกษตรที่ช่วยเกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนและปัจจัยการผลิต ไปจนถึงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่ส่งเสริมการออมและการกู้ยืมในชุมชน วัตถุประสงค์หลักของสหกรณ์คือการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของสมาชิกผ่านการรวมกลุ่ม การพึ่งพาตนเอง และการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ด้วยโครงสร้างที่เน้นการรวมเงินออมของสมาชิกมาปล่อยกู้ให้สมาชิกด้วยกันเอง และมีอัตราดอกเบี้ยที่น่าจูงใจ สหกรณ์จึงกลายเป็นแหล่งพึ่งพิงทางการเงินที่สำคัญ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนที่อาจเข้าถึงบริการของธนาคารพาณิชย์ได้ยาก เครือข่ายสหกรณ์จึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมสมาชิกหลายสิบล้านคน และมีเงินทุนหมุนเวียนรวมกันคิดเป็น "หลายล้านล้านบาท" ซึ่งมีขนาดใหญ่และซับซ้อนไม่ต่างจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการรวบรวมเงินออมและให้บริการทางการเงินแก่สมาชิก ก็ได้นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ๆ ที่หลายฝ่ายไม่ได้คาดคิด และกำลังกลายเป็นบาดแผลเรื้อรังที่คุกคามระบบโดยรวม

ขนาดของปัญหา: หนี้สินมหาศาลที่มองไม่เห็น

แม้จะไม่มีตัวเลขหนี้เสียของสหกรณ์โดยรวมที่ชัดเจนและเป็นทางการเปิดเผยสู่สาธารณะมากเท่าหนี้ครัวเรือน แต่สัญญาณเตือนจากหน่วยงานกำกับดูแลและนักวิเคราะห์ต่างก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ปัญหาหนี้สหกรณ์ได้ขยายตัวจนน่าเป็นห่วง มูลค่าหนี้สินที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมของสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ทั้งเพื่อการบริโภค การลงทุน และการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนเดิม ได้พอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว

ประเด็นที่น่ากังวลคือ หนี้เหล่านี้มักถูกค้ำประกันด้วย "หุ้นสหกรณ์" ของสมาชิกเอง ซึ่งมูลค่าอาจผันผวนและไม่มั่นคงเพียงพอในยามเกิดวิกฤต นอกจากนี้ ยังมีการ "กู้ซ้อน" หรือ "กู้หลายทาง" โดยที่สมาชิกบางรายมีภาระหนี้สินกับสหกรณ์หลายแห่งพร้อมกัน ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นกับรายได้ของสมาชิก

ความซับซ้อนของโครงสร้างหนี้ในระบบสหกรณ์ยังรวมไปถึงการ "กู้ยืมระหว่างสหกรณ์" ด้วยกันเอง หรือที่เรียกว่า "Inter-lending" ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับสหกรณ์ขนาดเล็กหรือสหกรณ์ที่ประสบปัญหาทางการเงินในระยะสั้น แต่ในทางกลับกัน กลไกนี้เองที่สร้าง "เส้นใยความเชื่อมโยง" ที่อาจนำไปสู่ "ปรากฏการณ์โดมิโน" หากมีสหกรณ์ใดสหกรณ์หนึ่งล้มลง สัญญาณเตือนที่เล็ดลอดออกมาจากการบริหารจัดการสหกรณ์บางแห่งที่พบว่ามีการปล่อยกู้โดยไม่รอบคอบ การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง หรือแม้แต่การทุจริต ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า "ภัยเงียบ" นี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่สามารถมองข้ามได้อีกต่อไป

กลไกขับเคลื่อน "ระเบิดเวลา": ต้นตอของหายนะที่กำลังคืบคลาน

ปัญหาหนี้สหกรณ์ที่พอกพูนและกลายเป็น "ระเบิดเวลา" มีสาเหตุซับซ้อนหลายประการ ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก:
 
1. ธรรมาภิบาลที่อ่อนแอและการบริหารจัดการที่ผิดพลาด:
สหกรณ์จำนวนมากยังขาดธรรมาภิบาลที่ดี คณะกรรมการบริหารอาจไม่มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินเพียงพอ บางครั้งมีการครอบงำโดยกลุ่มบุคคลเพียงไม่กี่คน ทำให้การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจเป็นไปได้ยาก นำไปสู่การตัดสินใจลงทุนในโครงการที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อสังหาริมทรัพย์ ตลาดหุ้น หรือการให้กู้ยืมแก่บุคคลหรือโครงการที่ไม่มีหลักประกันที่เพียงพอ ด้วยความหวังที่จะได้ผลตอบแทนสูงเพื่อนำมาจ่ายเงินปันผลแก่สมาชิก ซึ่งกลายเป็นแรงจูงใจที่ผิดพลาด

2. การปล่อยกู้ที่หละหลวมและปัญหาหนี้ซ้อน:
ระบบการให้กู้ยืมภายในสหกรณ์บางแห่งอาจขาดความรัดกุม เพียงแค่สมาชิกมีหุ้นสหกรณ์ก็สามารถกู้เงินได้ง่ายดาย บางครั้งสมาชิกไม่ได้นำเงินไปใช้เพื่อการสร้างอาชีพหรือแก้ปัญหาหนี้อย่างยั่งยืน แต่กลับใช้เพื่อการบริโภค หรือนำไปปิดหนี้จากสถาบันการเงินอื่น แล้วกลับมาก่อหนี้ใหม่กับสหกรณ์อีก ซึ่งเป็นวงจรหนี้ที่ไม่สิ้นสุด (loan stacking) ทำให้สมาชิกมีภาระหนี้สินเกินตัว เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หรือรายได้ไม่เป็นไปตามคาด ก็จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ทันที

3. การเชื่อมโยงระหว่างสหกรณ์ (Inter-lending):
สหกรณ์ขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนเหลือเฟือ มักนำเงินไปฝากหรือปล่อยกู้ให้กับสหกรณ์ขนาดเล็กกว่า หรือสหกรณ์ที่ต้องการสภาพคล่อง การกู้ยืมระหว่างกันนี้แม้จะช่วยหมุนเวียนเงินทุนในระบบ แต่ก็สร้างความเชื่อมโยงที่อันตราย หากสหกรณ์ผู้กู้รายใดรายหนึ่งประสบปัญหาทางการเงินรุนแรง ไม่สามารถชำระคืนได้ ก็จะส่งผลกระทบต่อสหกรณ์ผู้ให้กู้ และอาจเกิด "ปรากฏการณ์โดมิโน" ล้มเป็นทอดๆ กระทบไปทั่วระบบได้

4. การฉ้อฉลและการทุจริต:
แม้จะเป็นส่วนน้อย แต่ก็มีกรณีศึกษาของการฉ้อโกงหรือทุจริตเงินของสมาชิกในสหกรณ์บางแห่ง ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลและทำลายความเชื่อมั่นของสมาชิก ส่งผลให้เงินออมของประชาชนนับหมื่นล้านบาทสูญหายไปในพริบตา

5. ช่องโหว่และข้อจำกัดในการกำกับดูแล:
หน่วยงานกำกับดูแลสหกรณ์ยังคงประสบปัญหาด้านบุคลากร งบประมาณ และอำนาจทางกฎหมายที่ไม่ครอบคลุมและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการติดตาม ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเข้มงวด เมื่อเทียบกับการกำกับดูแลสถาบันการเงินอื่นๆ นอกจากนี้ การขาดหน่วยงานกลางที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการแก้ไขปัญหาสหกรณ์ที่มีปัญหาอย่างเป็นระบบ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปัญหาซุกอยู่ใต้พรม

ใครคือผู้รับเคราะห์? ผลกระทบที่อาจสั่นคลอนสังคมไทย

หาก "ระเบิดเวลาหนี้สหกรณ์" เกิดการระเบิดขึ้นจริง ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ภายในระบบสหกรณ์ แต่จะแพร่กระจายไปทั่วสังคมไทยอย่างรวดเร็วและรุนแรง:

1. สมาชิกสหกรณ์นับล้านคน: ประชาชนจำนวนมาก ทั้งข้าราชการ ครู อาจารย์ ตำรวจ ทหาร เกษตรกร และพนักงานบริษัท ที่ฝากเงินออมทั้งชีวิตหรือใช้สหกรณ์เป็นแหล่งเงินทุน จะต้องสูญเสียเงินออมและอาจต้องเผชิญกับภาวะล้มละลายหรือภาระหนี้สินที่หนักอึ้ง สิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในชีวิต การวางแผนการเกษียณ และอนาคตของครอบครัว

2. ระบบการเงินโดยรวม: สหกรณ์หลายแห่งมีเงินฝากอยู่ในธนาคารพาณิชย์ หรือกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อนำมาปล่อยกู้ต่อ หากสหกรณ์ล้มเหลวจำนวนมาก อาจส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ต้องบันทึกหนี้เสีย และเกิดความกังวลต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินทั้งหมด

3. รัฐบาลและงบประมาณแผ่นดิน: หากวิกฤตหนี้สหกรณ์ขยายวงกว้าง รัฐบาลอาจจำเป็นต้องเข้าให้ความช่วยเหลือทางการเงิน (bailout) เพื่อรักษาเสถียรภาพและความเชื่อมั่น ซึ่งจะกลายเป็นภาระงบประมาณแผ่นดินที่หนักอึ้ง และอาจต้องนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้ในการแก้ไขปัญหา

4. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค: การสูญเสียเงินออมจำนวนมากจะส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การบริโภคและการลงทุนหดตัว ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

5. ความเหลื่อมล้ำและปัญหาสังคม: ปัญหาหนี้สหกรณ์จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทำให้คนฐานะยากลำบากยิ่งดำดิ่งลงไปในวังวนของหนี้สิน และอาจนำไปสู่ปัญหาทางสังคมอื่นๆ เช่น ความเครียด การก่ออาชญากรรม หรือความไม่สงบในสังคม

สัญญาณเตือนที่ต้องไม่ละเลย: จะทำอย่างไรก่อนระเบิดจะทำงาน?

"ระเบิดเวลาหนี้สหกรณ์" ไม่ใช่เรื่องที่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจังและเป็นระบบ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป:

1.  ปฏิรูปการกำกับดูแล: ควรมีการรวมศูนย์อำนาจในการกำกับดูแลสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพมากขึ้น อาจต้องพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลโดยเฉพาะที่มีอำนาจและเครื่องมือที่เพียงพอในการเข้าถึงข้อมูล ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเข้มงวด

2.  เพิ่มความโปร่งใสและธรรมาภิบาล: สหกรณ์ทุกแห่งต้องเปิดเผยข้อมูลทางการเงินและผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใสแก่สมาชิกและสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ ควรมีการส่งเสริมและฝึกอบรมคณะกรรมการและบุคลากรสหกรณ์ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการทางการเงินและธรรมาภิบาลที่ถูกต้อง รวมถึงการส่งเสริมให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์มากขึ้น

3.  ปรับปรุงระเบียบการปล่อยกู้: กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาให้กู้ที่รัดกุมและคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกอย่างแท้จริง รวมถึงควบคุมการก่อหนี้ซ้อนและการใช้หุ้นสหกรณ์เป็นหลักประกันที่อาจมีความเสี่ยง

4. การฉ้อฉลและการทุจริต:
แม้จะเป็นส่วนน้อย แต่ก็มีกรณีศึกษาของการฉ้อโกงหรือทุจริตเงินของสมาชิกในสหกรณ์บางแห่ง ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลและทำลายความเชื่อมั่นของสมาชิก ส่งผลให้เงินออมของประชาชนนับหมื่นล้านบาทสูญหายไปในพริบตา

5. ช่องโหว่และข้อจำกัดในการกำกับดูแล:
หน่วยงานกำกับดูแลสหกรณ์ยังคงประสบปัญหาด้านบุคลากร งบประมาณ และอำนาจทางกฎหมายที่ไม่ครอบคลุมและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการติดตาม ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเข้มงวด เมื่อเทียบกับการกำกับดูแลสถาบันการเงินอื่นๆ นอกจากนี้ การขาดหน่วยงานกลางที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการแก้ไขปัญหาสหกรณ์ที่มีปัญหาอย่างเป็นระบบ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปัญหาซุกอยู่ใต้พรม

ใครคือผู้รับเคราะห์? ผลกระทบที่อาจสั่นคลอนสังคมไทย

หาก "ระเบิดเวลาหนี้สหกรณ์" เกิดการระเบิดขึ้นจริง ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ภายในระบบสหกรณ์ แต่จะแพร่กระจายไปทั่วสังคมไทยอย่างรวดเร็วและรุนแรง:

1. สมาชิกสหกรณ์นับล้านคน: ประชาชนจำนวนมาก ทั้งข้าราชการ ครู อาจารย์ ตำรวจ ทหาร เกษตรกร และพนักงานบริษัท ที่ฝากเงินออมทั้งชีวิตหรือใช้สหกรณ์เป็นแหล่งเงินทุน จะต้องสูญเสียเงินออมและอาจต้องเผชิญกับภาวะล้มละลายหรือภาระหนี้สินที่หนักอึ้ง สิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในชีวิต การวางแผนการเกษียณ และอนาคตของครอบครัว

2. ระบบการเงินโดยรวม: สหกรณ์หลายแห่งมีเงินฝากอยู่ในธนาคารพาณิชย์ หรือกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อนำมาปล่อยกู้ต่อ หากสหกรณ์ล้มเหลวจำนวนมาก อาจส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ต้องบันทึกหนี้เสีย และเกิดความกังวลต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินทั้งหมด

3. รัฐบาลและงบประมาณแผ่นดิน: หากวิกฤตหนี้สหกรณ์ขยายวงกว้าง รัฐบาลอาจจำเป็นต้องเข้าให้ความช่วยเหลือทางการเงิน (bailout) เพื่อรักษาเสถียรภาพและความเชื่อมั่น ซึ่งจะกลายเป็นภาระงบประมาณแผ่นดินที่หนักอึ้ง และอาจต้องนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้ในการแก้ไขปัญหา

4. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค: การสูญเสียเงินออมจำนวนมากจะส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การบริโภคและการลงทุนหดตัว ซึ่งจะฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

5. ความเหลื่อมล้ำและปัญหาสังคม: ปัญหาหนี้สหกรณ์จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทำให้คนฐานะยากลำบากยิ่งดำดิ่งลงไปในวังวนของหนี้สิน และอาจนำไปสู่ปัญหาทางสังคมอื่นๆ เช่น ความเครียด การก่ออาชญากรรม หรือความไม่สงบในสังคม

สัญญาณเตือนที่ต้องไม่ละเลย: จะทำอย่างไรก่อนระเบิดจะทำงาน?

"ระเบิดเวลาหนี้สหกรณ์" ไม่ใช่เรื่องที่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจังและเป็นระบบ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป:

1.  ปฏิรูปการกำกับดูแล: ควรมีการรวมศูนย์อำนาจในการกำกับดูแลสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพมากขึ้น อาจต้องพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลโดยเฉพาะที่มีอำนาจและเครื่องมือที่เพียงพอในการเข้าถึงข้อมูล ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเข้มงวด

2.  เพิ่มความโปร่งใสและธรรมาภิบาล: สหกรณ์ทุกแห่งต้องเปิดเผยข้อมูลทางการเงินและผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใสแก่สมาชิกและสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ ควรมีการส่งเสริมและฝึกอบรมคณะกรรมการและบุคลากรสหกรณ์ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการทางการเงินและธรรมาภิบาลที่ถูกต้อง รวมถึงการส่งเสริมให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์มากขึ้น

3.  ปรับปรุงระเบียบการปล่อยกู้: กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาให้กู้ที่รัดกุมและคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกอย่างแท้จริง รวมถึงควบคุมการก่อหนี้ซ้อนและการใช้หุ้นสหกรณ์เป็นหลักประกันที่อาจมีความเสี่ยง

4.  การฟื้นฟูและแก้ไขปัญหา: สำหรับสหกรณ์ที่ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ควรมีมาตรการฟื้นฟูหรือปรับโครงสร้างหนี้อย่างเป็นระบบและรวดเร็ว เพื่อลดความเสียหายและป้องกันการแพร่กระจายของปัญหา

5.  เสริมสร้างความรู้ทางการเงินแก่สมาชิก: การให้ความรู้ทางการเงินที่ถูกต้องแก่สมาชิกสหกรณ์ จะช่วยให้สมาชิกมีความเข้าใจในการวางแผนการเงิน การออม การลงทุน และการจัดการหนี้สินที่ดีขึ้น ทำให้ตัดสินใจทางการเงินได้อย่างรอบคอบ

ถึงเวลาที่ต้องปลดชนวน

ปัญหาหนี้สินในระบบสหกรณ์เป็น "ระเบิดเวลา" ที่กำลังคุกคามเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอย่างเงียบๆ แต่จริงจัง การแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ สหกรณ์ สมาชิก และประชาชนโดยรวม

การเพิกเฉยหรือปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังต่อไป อาจนำมาซึ่งหายนะที่ยากจะเยียวยา สิ่งที่จำเป็นที่สุดในวันนี้คือ "การตื่นตัว" การยอมรับว่าปัญหาดำรงอยู่ และ "การลงมือทำ" อย่างเด็ดขาดและทันท่วงที เพื่อปลดชนวนระเบิดลูกนี้ ก่อนที่เสียงระเบิดของมันจะกึกก้อง และสั่นสะเทือนฐานรากเศรษฐกิจของประเทศไทยไปตลอดกาล

‘ตรีนุช’ เร่ง Up Skill แรงงานรองรับอุตสาหกรรมอนาคต และแรงงานขั้นสูง ตอบโจทย์ EEC ตั้งเป้า 4 เดือน พัฒนาทักษะแรงงาน 7 หลักสูตร มากกว่า 14,000 คน

(8 พ.ย. 68) น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า การ Up Skill / Re-Skill เป็นหนึ่งใน 5 นโยบายหลักของกระทรวงแรงงานที่ต้องการยกระดับแรงงานไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยี ด้วยการพัฒนาทักษะทางดิจิทัล ให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานในอนาคต โดยล่าสุด ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และยานยนต์สมัยใหม่ให้กับแรงงานไทย โดยในเบื้องต้นตั้งเป้าหมาย 5 หลักสูตร จำนวนกว่า 11,000 คน

หลักสูตรหลัก ๆ ที่มอบเป็นนโยบายเร่งด่วน คือ การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนและความชาญฉลาด อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า (EV), รถยนต์ขับขี่อัตโนมัติ, รถยนต์เชื่อมต่ออัจฉริยะ (Connected Car) ตั้งเป้าหมายภายใน 4 เดือนนี้ให้ได้ 5,520 คน ทักษะภาคอุตสาหกรรมเพื่อทำงานร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งจากรายงานของ World Economic Forum ระบุว่าในอนาคตอันใกล้นี้ AI จะสร้างงานใหม่มากถึง 97 ล้านตำแหน่ง ซึ่งในส่วนของการพัฒนาทักษะด้านนี้ ตั้งเป้าจำนวน 1,000 คน

นอกจากทักษะทั้ง 2 ประเภทแล้ว ยังได้มอบนโยบายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานพัฒนาทักษะแรงงานไทยเพื่อรองรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความสามารถในการ ตรวจจับข้อมูล, เชื่อมต่อเครือข่ายไร้สาย, และ มีระบบประมวลผลภายในตัว ซึ่งประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิตอุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ในกลุ่มนี้ในอาเซียน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เช่น การพัฒนาอุปกรณ์สำหรับ Smart Home, Smart Factory, Smart Hospital, Smart Farm และรถยนต์ EV ฯลฯ โดยในกลุ่มนี้ตั้งเป้าหมายพัฒนาทักษะไม่ต่ำกว่า 300 คน นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายที่จะพัฒนาสมรรถนะบุคลากรดิจิทัลรองรับอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต อีกจำนวน 3,000 คน และ ยกระดับฝีมือหลักสูตรระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ จำนวน 2,010 คน

ปัญหาใหญ่ของแรงงานไทย คือ ความสามารถและทักษะไปไม่ถึงตลาดแรงงาน มีหลายประเทศที่เข้ามาเจรจาอยากจ้างแรงงานไทยไปทำงานนับหมื่นคน แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะแรงงานของเราขาดทักษะในเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆและ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต จึงได้สั่งการให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วนให้เห็นผลภายใน 4 เดือนนี้ " น.ส.ตรีนุช กล่าว

นอกเหนือจาก 5 หลักสูตรข้างต้นแล้ว ยังได้มอบให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ไปดำเนินการพัฒนาศักยภาพแรงงานขั้นสูงในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)อีก 1,000 คน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนในอนาคตของบริษัทต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนใน EEC นอกจากนี้ยังขอให้มีการพัฒนาทักษะแรงงานอิสระและผู้ประกอบกิจการเพื่อเพิ่มมูลค่าหรือบริการในชุมชน อีกจำนวน 2,000 คน ด้วย รวมจำนวนแรงงานที่จะมีการพัฒนาทักษะทั้ง 7 หลักสูตร มากกว่า 14,000 คน

พ.ร.บ.แอลกอฮอล์ใหม่ บังคับใช้ 8 พ.ย. ธุรกิจ F&B–Nightlife ต้องปรับตัว ร้านขนาดเล็ก เสี่ยงเสียรายได้หดช่วงบ่าย–หลังเที่ยงคืน หลังห้ามดื่มในร้านนอกเวลาขาย ฝ่าฝืนปรับ 1 หมื่น

จากกรณีที่ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลใช้ 8 พ.ย. 2568 (นับ 60 วันหลังประกาศราชกิจจาฯ) ซึ่งใจความของกฎหมายได้ “ขยายการบังคับใช้มาถึง ‘ผู้ดื่ม’” ไม่ใช่เฉพาะผู้ขาย/ร้านค้าอีกต่อไป. หาก บริโภคในสถานที่จำหน่ายหรือสถานที่ให้บริการเพื่อการค้า “ในเวลาห้ามขาย” ถือว่าผิด มีโทษปรับ ไม่เกิน 10,000 บาท.

สำหรับ เวลาห้ามขายที่อ้างอิงตามประกาศนายกรัฐมนตรี (ฉบับปรับปรุงปี 2568) คือ ขายได้เฉพาะ 11.00–14.00 น. และ 17.00–24.00 น. นอกนั้นถือว่า “เวลาห้ามขาย” โดยมี ข้อยกเว้น 3 กรณี: (1) พื้นที่ผู้โดยสารขาออกสนามบินระหว่างประเทศ (2) “สถานบริการ” ตามเวลาเปิด–ปิดตามกฎหมาย และ (3) โรงแรม.

นั่นหมายความว่าช่วง “นอกชั่วโมงขาย” ลูกค้า ห้ามนั่งดื่มต่อในร้าน/บาร์/คาเฟ่ที่ขายแอลกอฮอล์ (แม้มีของอยู่บนโต๊ะ) ยกเว้นอยู่ในพื้นที่ที่เข้าข่ายข้อยกเว้นข้างต้น ซึ่งยังต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของแต่ละประเภทสถานประกอบการ

แน่นอนว่า กฎหมายฉบับใหม่ที่ออกมานั้น มีทั้งผลดี–ผลเสีย 

สิ่งที่เป็น “ผลดี” คือ 

1. ลดช่องโหว่การ “นั่งยาวนอกเวลา” ทำให้การบังคับใช้ง่ายขึ้น—จากเดิมคุมเฉพาะ “การขาย” ตอนนี้คุม “การบริโภค” ในเวลาห้ามขายด้วย ลดภาระตีความของเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการ พร้อมยกระดับระเบียบสาธารณะ/ความปลอดภัยช่วงดึกและกลางวันบางช่วง (2–5 โมงเย็น) ที่รัฐกังวล

2. เคลียร์ความเสมอภาคด้านกฎเกม ระหว่างผู้ขาย—ทุกแห่งต้องหยุด “การดื่มในร้าน” ในเวลาห้ามขายเหมือนกัน (ยกเว้นที่ถูกระบุไว้) ลดความได้เปรียบเสียเปรียบจากการตีความต่างกัน

3. สัญญาณด้านสุขภาพและภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวคุณภาพ—ภาครัฐชูมิติความปลอดภัย นักท่องเที่ยวต่างชาติรับรู้กติกาชัดขึ้น (หลายสื่อภาษาอังกฤษรายงานตรงกันเรื่องค่าปรับผู้ดื่ม)

อย่างไรก็ตาม ในมุมของผู้ประกอบการ ก็มีความเสี่ยงและต้นทุนที่ต้องบริหารมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น

1. ผลกระทบต่อรายได้ F&B/Nightlife ช่วงเปลี่ยนผ่าน: ร้าน/บาร์อาจสูญเสียยอด “นั่งต่อ” หลังเที่ยงคืนหรือรอบบ่าย (14.00–17.00 น.) โดยเฉพาะผู้ประกอบการนอกข้อยกเว้น เช่น ผับ–บาร์ที่ไม่ใช่ “สถานบริการ” ตามกฎหมาย หรือร้านอาหารทั่วไปที่พึ่งยอดเครื่องดื่ม สมาคมร้านอาหารจำนวนหนึ่งแสดงความกังวลว่าอาจกระทบดีมานด์นักท่องเที่ยวบางเซกเมนต์. 

2. ต้นทุนความเสี่ยงถูกปรับ: ธุรกิจต้องวางระบบ “เคลียร์โต๊ะ–ปิดบิล–หยุดเสิร์ฟ” ให้จบก่อนเข้าเวลาห้ามขาย/ห้ามดื่ม มิฉะนั้นทั้งลูกค้าและร้านมีความเสี่ยง—ลูกค้าโดนปรับไม่เกิน 10,000 บาท ขณะที่ร้านอาจเจอโทษตามกฎหมายเดิมในส่วนการขาย/ส่งเสริมการขาย

3. ความเข้าใจของนักท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวบางชาติไม่คุ้นกับ “ชั่วโมงห้ามขาย” อาจเกิดข้อพิพาทหน้าร้านและคอมเพลนออนไลน์—กระทบรีวิว/แบรนด์จุดหมาย หากสื่อสารไม่ดีพอ (หน่วยงานท่องเที่ยวเองออกคำแนะนำเรื่องนี้กับนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว)

ทั้งนี้หากมองในมิติด้าน “ท่องเที่ยวไทย” ภาพรวมสั้น ๆ: อาจจะกระทบเชิงรายได้เฉพาะเวลา (time-bound) มากกว่ากระทบเชิงโครงสร้าง เพราะ โรงแรม–สถานบริการ–เลานจ์สนามบิน อยู่ในข้อยกเว้นตามประกาศ นายกฯ ปี 2568 ทำให้กิจกรรมท่องเที่ยวระดับพรีเมียม/มีใบอนุญาตยังให้บริการได้ในกรอบเวลาและรูปแบบที่กฎหมายอนุญาต (เช่น บาร์โรงแรมตามชั่วโมงที่เปิดตามกฎหมายสถานบริการ). ผลกระทบหนักจะไปลงที่ ร้านอิสระ/บาร์ขนาดเล็ก ที่อยู่นอกข้อยกเว้น และแหล่งท่องเที่ยวที่ดีมานด์ “นั่งต่อหลังเที่ยงคืน” เป็นดีมานด์หลัก. .

ขณะที่ ฝั่งการรับรู้ของนักท่องเที่ยว: สื่อท่องเที่ยวต่างประเทศสรุปชัดว่า “ผู้ดื่มก็โดนปรับได้” แต่ก็ย้ำว่า โรงแรม/ร้านมีใบอนุญาตจำนวนมากยังให้บริการได้ภายใต้กติกา จึงคาดว่า “ผลต่อเสน่ห์ท่องเที่ยวโดยรวมจำกัด หากผู้ประกอบการสื่อสารดี” มากกว่าจะเกิดการยกเลิกทริปเป็นวงกว้าง

ส่วนในมุมเศรษฐกิจสังคมระยะยาว: งานวิจัยด้านนโยบายแอลกอฮอล์ของสถาบันวิจัยไทยชี้ว่า “การออกแบบมาตรการให้บาลานซ์ผลลัพธ์เศรษฐกิจ–สังคม” สำคัญที่สุด: ถ้าควบคู่ด้วยการสื่อสาร–บังคับใช้ที่เสมอภาค ผลเสียต่อเศรษฐกิจบริการจะจำกัด ขณะผลได้ด้านสุขภาพและความปลอดภัยสาธารณะจะชัดขึ้น

ดังนั้น ผู้ประกอบการไทย อาจจะต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ ด้วยการ
1) ล็อกระบบเวลาแบบไม่พลาด  ตั้ง “Last Order” ให้ จบก่อนเวลา 24.00 น. / 14.00 น. และ 17.00 น. อย่างน้อย 10–15 นาที,  ปรับระบบขายหน้าร้าน/แคชเชียร์ ให้ตัดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อัตโนมัติในเวลาห้ามขาย และ ทำ การเคลียร์แก้ว/โต๊ะ ทันทีเมื่อเข้าสู่เวลาห้ามขาย (ลดความเสี่ยงลูกค้านั่งดื่มต่อในร้าน)

2) แยกสถานะกิจการ–ใบอนุญาตให้ชัด  โดยตรวจสอบว่าร้าน/บาร์เข้าข่าย “สถานบริการ” หรือไม่ และโรงแรมของคุณครอบคลุมข้อยกเว้นใดบ้าง (รวมถึงเวลาเปิด–ปิดตามกฎหมายสถานบริการ) เพื่อวางโมเดลรายได้ไม่ให้ผิดกฎหมาย
.
3) สื่อสารลูกค้าหลายภาษา ด้วยการทำป้าย/เมนู/QR ที่อธิบาย “ชั่วโมงห้ามขาย & ห้ามดื่มในร้าน” อย่างสุภาพ อย่างน้อย ไทย–อังกฤษ–จีน พร้อมฝึกอบรมพนักงานหน้าเคาน์เตอร์/เซิร์ฟเวอร์ให้ อธิบายอย่างเป็นมิตร ลดดราม่ารีวิว

4) รีแพคเกจรายได้ในชั่วโมงต้องห้าม  ดัน ม็อกเทล–เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์–ของหวาน–อาหาร Late-night
 จัด Mini-experiences ระหว่าง 14.00–17.00 น. (เช่น Afternoon Tea / Coffee Flight / Live Cooking)  สำหรับแหล่งท่องเที่ยวกลางคืน: ย้ายพีกพอยท์รายการโชว์/ดนตรี มาก่อน 23.00 น. เพื่อเร่งยอดก่อน 24.00 น.

5) ทำงานเชิงรุกกับหน่วยงานท่องเที่ยว โดยใช้สื่อจาก TAT/หน่วยงานรัฐ ที่แจ้งกติกากับนักท่องเที่ยว เพื่อให้ข้อมูลสอดคล้องกัน (ทั้งหน้าเว็บและสื่อในร้าน)

กฎหมายฉบับใหม่ ย้ำ “ห้ามดื่มในเวลาห้ามขาย” ภายในสถานที่ขาย/ให้บริการเพื่อการค้า พร้อมโทษปรับผู้ดื่มไม่เกิน 10,000 บาท ทำให้ “เกมการบังคับใช้” ชัดขึ้นและเท่าเทียมมากขึ้น แต่ย่อมมี ผลกระทบรายได้เป็นช่วงเวลา กับผู้ประกอบการ F&B/Nightlife โดยเฉพาะที่อยู่นอกข้อยกเว้น ทั้งนี้ ภาคท่องเที่ยวโดยรวม ไม่น่ากระทบรุนแรงเชิงโครงสร้าง หากธุรกิจรีแพคเกจ พร้อมทั้งสื่อสารลูกค้าดี และรัฐคุมกติกาให้ ชัด–เสมอภาค–เข้าใจง่าย 

โพสต์แจงทุกข้อกังขา ‘โพสต์แจงทุกข้อกังขา ‘การบินไทย’ หลังถูกพาดพิงด้วยข้อมูลไม่ถูกต้อง ชี้ข้อมูลคลาดเคลื่อนกระทบความเชื่อมั่น หวั่นหานักลงทุนซื้อหุ้นยากหลังพ้น lock up period

(9 พ.ย. 68) นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (THAI) โพสต์เฟซบุ๊กว่า เนื่องจากมีสื่อบางสำนักได้เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการบินไทยและมีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและพาดพิงถึงผม จึงขออธิบายดังนี้

ประเด็นที่ 1 พอใกล้การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของการบินไทยในเดือนธันวาคมก็มีคนเริ่มป่วนว่าจะมีกรรมการใหม่มาแทนกรรมการเดิมที่ครบวาระและต้องยุติการทำหน้าที่ตามหลักเกณฑ์

แม้ว่าคณะกรรมการการบินไทยกำหนดให้การประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 19 ธันวาคม 2568 เป็นการประชุมใหญ่ “สามัญ” แต่ก็มีนักกฎหมายที่เห็นว่าได้ว่ามีการจัดการประชุมใหญ่ “สามัญ” ไปแล้ว ดังนั้นการประชุมในเดือนธันวาคมจึงต้องเป็นการประชุม “วิสามัญ” ทำให้มีผู้ถือหุ้นจำนวนหนึ่งยื่นคัดค้านการจัดประชุมใหญ่ “สามัญ”ในช่วงที่อยู่ในแผนฟื้นฟู อำนาจของผู้ถือหุ้นถูกโอนไปให้ผู้บริหารแผนตามกฎหมายล้มละลาย

โดยกฎหมายมหาชนกำหนดให้เรื่องการอนุมัติงบการเงินของปีก่อน การแต่งตั้งผู้สอบบัญชี และการจ่ายเงินปันผลเป็นอำนาจของผู้ถือหุ้น ดังนั้น ผู้บริหารแผนจึงได้อนุมัติเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เรียบร้อยแล้วในฐานะผู้ถือหุ้น รวมทั้งผู้บริหารแผนได้จัดการประชุมผู้ถือหุ้นให้ผู้ถือหุ้นได้กำหนดจำนวนกรรมการ แต่งตั้งถอดถอนกรรมการในวันที่ 18 เมษายน 2568 จึงถือว่า ผู้บริหารแผนได้ดำเนินการวาระที่พึงกระทำในการประชุม “สามัญ” ผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 ไปครบถ้วนแล้ว ดังนั้นการประชุมผู้ถือหุ้นหลังจากนี้หากจะจัดให้มีขึ้นคงเป็นการประชุม “วิสามัญ” เท่านั้น

ประเด็นที่ 2 คนที่รู้ทันหัวเราะลั่นว่าถ้าบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูไม่ถูกเสนอชื่อกลับมาแล้วก็จะเป็นสัญญาณอันตรายของการถอยหลังกลับสู่วังวนเดิม ปิยสวัสดิ์เองก็หมดหน้าที่แล้วตั้งแต่การบินไทยออกจากแผน

ปิยสวัสดิ์ยังไม่ได้หมดหน้าที่เมื่อการบินไทยออกจากแผนฟื้นฟูเมื่อ 16 มิถุนายน 2568 เพราะปิยสวัสดิ์ และชาญศิลป์เป็นกรรมการเดิมของการบินไทย ส่วนผู้บริหารแผนที่ไม่ได้เป็นกรรมการ คือคุณพรชัย ได้หมดหน้าที่เมื่อออกจากแผน

แผนฟื้นฟูต้องการให้เกิดความต่อเนื่องจึงกำหนดให้การประชุมเพื่อเลือกกรรมการเพิ่มเติมเป็นการประชุม “วิสามัญ” เพื่อให้กรรมการเดิมซึ่งบางคนเป็นผู้บริหารแผนสามารถเป็นกรรมการต่อไปได้จนการประชุมใหญ่ “สามัญ” ประจำปีในปีถัดไป (เมษายน 2569) และในการประชุม “วิสามัญ” เพื่อเลือกกรรมการใหม่เมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา ผู้บริหารแผนก็เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นสามารถยื่นเสนอวาระได้ ซึ่งหากผู้ถือหุ้นไม่ต้องการให้กรรมการเดิมเป็นกรรมการต่อไปก็สามารถยื่นวาระถอดถอนกรรมการเดิมได้

ประเด็นที่ 3 การปลุกปั่นให้คนการบินไทยและคนอื่น ๆ รู้สึกเกลียดชังรังเกียจกรรมการใหม่ซึ่งจะต้องไปทำหน้าที่แทนกรรมการเดิมที่ครบวาระ ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

ไม่มีใครเกลียดชังกรรมการใหม่หรอกครับถ้าหากกรรมการใหม่เป็นบุคคลที่มีความสามารถ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัท มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เป็นที่ยอมรับของสังคม ผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้ พนักงานและประชาชนทั่วไป

ประเด็นที่ 4 คนมากมายจึงฝากบอกว่าที่ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ควรทำให้ครั้งสุดท้ายก่อนพ้นหน้าที่คือช่วยหาวิธีหยุดทุกเรื่องที่ทำให้เกิดผลกระทบจนบริษัทเสียหายทั้งภาพพจน์และความมั่นใจต่อผู้ถือหุ้นและประชาชน

ถ้าจะแก้ไขปัญหาก็ต้องแก้ไขที่ต้นตอของปัญหาเพราะต้นตอของปัญหาก็คือข่าวที่ออกมาว่าจะมีการจัดการประชุมใหญ่ “สามัญ” ในเดือนธันวาคม 2568 ทั้งที่การประชุมใหญ่ “สามัญ” ครั้งต่อไปควรจะเป็นเดือนเมษายน 2569 ข่าวที่ออกมาจึงทำให้ราคาหุ้นการบินไทยลดลงอย่างรวดเร็วมาโดยตลอดจาก 13 บาทต่อหุ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ลงมาเหลือจุดต่ำสุด 9 บาทกว่า ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจของผู้ลงทุน โดยเฉพาะวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ก็จะหมด lock up period ระยะแรกแล้ว บริษัทจำเป็นต้องการนักลงทุนที่จะเข้ามาซื้อหุ้นรองรับการขายหุ้นของผู้ถือหุ้นที่ได้หุ้นในราคาต่ำจากการแปลงหนี้เป็นทุน แต่ข่าวที่ออกไปทำให้ไม่สามารถหานักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นได้

ประเด็นที่ 5 ก่อนล้มละลายก็มีปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กับชาญศิลป์ ตรีนุชกร เข้าไปนั่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของการบินไทยร่วมอยู่ด้วย

ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กับชาญศิลป์ ตรีนุชกร ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการการบินไทยหลังจากที่การบินไทยพ้นสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจ และรัฐบาลได้ตัดสินใจแล้วให้การบินไทยยื่นฟื้นฟูกิจการภายใต้กฎหมายล้มละลาย เพื่อให้สามารถเข้าไปเป็นผู้ทำแผนได้

ประเด็นที่ 6 กระทรวงการคลังใส่เงินเพิ่มทุนกว่า 40,000 ล้านบาทรักษาการบินไทยไว้พร้อมเอาธนาคารรัฐร่วมใส่เงินด้วยเนื่องจากแบงก์พาณิชย์ทั้งไทยและเทศไม่ปล่อยเงินกู้ให้

การบินไทยไม่ได้รับเงินช่วยเหลือหรือเงินกู้จากรัฐหรือธนาคารใด ๆ แม้แต่บาทเดียว แต่ในฐานะผู้ถือหุ้นเดิม กระทรวงการคลังได้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนของการบินไทยในราคา 4.48 บาท จำนวน 4,701 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 21,000 ล้านบาท

หากเทียบกับราคาปิดในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งอยู่ที่ 9.45 บาท (หลังจากปรับลดลงมาตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา) กระทรวงการคลังยังมี กำไรกว่า 23,000 ล้านบาท นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้สิทธิ์ในการแปลงหนี้จำนวน 13,398 ล้านบาท เป็นหุ้นจำนวน 5,264 ล้านหุ้น ในราคา 2.5452 บาท ซึ่งทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 36,000 ล้านบาท

ธนาคารของรัฐ สถาบันการเงินเอกชน และผู้ถือหุ้นกู้ทั้งหลายก็ได้กำไรจากการแปลงหนี้เป็นทุนและการซื้อหุ้นเพิ่มทุนเช่นเดียวกัน

หากกระทรวงการคลังไม่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนเมื่อปลายปี 2567 ทุนของการบินไทยก็ยังคงเป็นลบ และไม่สามารถออกจากแผนฟื้นฟูได้ในปี 2568 แต่หากพิจารณาผลการดำเนินงานในปี 2568 การบินไทยจะมีทุนเป็นบวกภายในปลายปี และสามารถออกจากแผนฟื้นฟูได้ภายในกลางปี 2569 ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายล้มละลาย และอาจจะเป็นผลดีต่อการบินไทยด้วยซ้ำ เพราะยังมีระยะเวลาในการบริหารงานโดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองอีกหนึ่งปี

ประเด็นที่ 7 กัปตันรุ่นเก๋าคัดค้านการเช่าเครื่องบิน A330- 200 และถามว่าถ้าเครื่องรุ่นนี้ดีจริงทำไมเจ้าของไม่ใช้ต่อแต่การบินไทยกลับใช้เงินถึง 13,000 ล้านบาทไปเช่ามา

ขณะนี้การบินไทยอยู่ระหว่างพิจารณาความจำเป็นในการจัดหาเครื่องบินลำตัวกว้างเพิ่มเติม เพื่อทดแทนเครื่องที่ไม่เป็นไปตามแผนในระยะ 5 ปีข้างหน้า หลังไม่สามารถจัดหาเครื่องใหม่ได้ครบ 9 ทำตามแผนเดิม

ทั้งนี้มีเครื่องบินที่จะออกจากฝูงบินในปี 2569 ดังนี้
• Boeing 777-200ER จำนวน 6 ลำ (อายุเฉลี่ยราว 20 ปี)
• Boeing 787-8 จำนวน 2 ลำ (สิ้นสุดสัญญาเช่า)
• Airbus A350-900 จำนวน 2 ลำ (สิ้นสุดสัญญาเช่า)
รวมทั้งหมด 10 ลำ โดยยังไม่รวมเครื่องที่มีปัญหาเครื่องยนต์ Trent 1000 และ Trent XWB ซึ่งอยู่ระหว่างการแก้ไขในระดับอุตสาหกรรม

ตลาดเครื่องบินโลกปัจจุบันมีความต้องการสูงหลังการเดินทางฟื้นตัวหลังโควิด หากลงนามจัดหาเครื่องบินลำตัวกว้างที่ผลิตใหม่ จะได้รับมอบตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป ส่วนเครื่องมือสองก็มีจำกัด เนื่องจากสายการบินทั่วโลกยังคงต้องการใช้งานเอง
.
สิ่งที่การบินไทยพยายามทำคือการจัดหาเครื่องบินลำตัวกว้างเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้นถึงกลาง (1–5 ปี) โดยไม่จำกัดแบบ ขอเพียงตอบโจทย์ด้านต้นทุน ความพร้อมใช้งาน ประสบการณ์ผู้โดยสาร และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะยาว A330 จึงไม่ได้เป็น “เครื่องที่ถูกผลักดันเป็นพิเศษ” แต่เป็นทางเลือกเดียวที่มีอยู่ในตลาด และสามารถส่งมอบได้เร็วที่สุด ทั้งนี้การได้มาซึ่งเครื่องบินมือสองต้องมีการลงทุนปรับปรุงภายใน ทั้งเก้าอี้ ระบบสื่อสาร และการตกแต่ง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของบริษัทและสร้างประสบการณ์ผู้โดยสารที่เป็นเอกภาพ ไม่ว่าจะเป็นรุ่น A330 หรือ B787 ต่างต้องลงทุนในส่วนนี้เช่นกัน

ประเด็นที่ 8 ปิยสวัสดิ์จัดหาเครื่องบิน A320 ซึ่งไม่มี crew rest ทำให้ไทยสมายล์ต้องบินในประเทศและระยะใกล้อันเป็นสาเหตุสำคัญของการขาดทุนของไทยสมายล์

ในช่วงที่ปิยสวัสดิ์ เป็น DD การบินไทยได้มีการจัดหาเครื่องบินทั้งลำตัวกว้างและลำตัวแคบหลายลำเครื่องบินลำตัวแคบคือ A320 จัดหามาเพื่อทดแทนเครื่องบินลำตัวแคบที่ใช้อยู่ในขณะนั้นซึ่งเก่ามากได้แก่ B737 ซึ่งใช้บินในประเทศและบนเส้นทางในภูมิภาค รวมทั้ง A300-600 ซึ่งเก่ามากและต้องปลดออกจากฝูงบินเช่นกัน สมรรถนะของเครื่องบิน A320 ไม่สามารถบินได้ไกลได้ ไม่สามารถไป Perth ได้ตามที่มีการกล่าวอ้าง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมี crew rest และเครื่องบิน A320 ของทุกสายการบินทั่วโลกก็ไม่มี crew rest

มองอุตฯ อิเล็กทรอนิกส์ไทยปีหน้า อาจเจอศึกหนักจาก 3 ปัจจัยเสี่ยง ภาษีสหรัฐฯ - ศก.โลกผันผวน - การแข่งขันสูง ชี้ทางรอด เกาะกระแส AI – EV - ดาต้าเซ็นเตอร์ .

หลังผ่านช่วงซบยาว อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะชิปโลกเริ่มกลับมาเติบโตตั้งแต่ครึ่งหลัง 2024 และยืดต่อใน 2025–2026 โดยสมาพันธ์ WSTS คาดมูลค่าตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกปี 2026 โตอีก 8.5% ไปที่ราว 760.7 พันล้านดอลลาร์ โดยมีเมมโมรีเป็นหัวลาก และเอเชียแปซิฟิกยังขยายตัวเด่น นี่คือแรงส่งเชิงโครงสร้างแก่ไทยในฐานะฐานผลิตชิ้นส่วน/บอร์ด/HDD/คอมพิวเตอร์ในห่วงโซ่ดิจิทัล (AI server, cloud, 5G) 

ขณะที่ฐานข้อมูลส่งออกจริง ไทยเริ่มฟื้นตั้งแต่ต้นปี 2025: แค่ 4 เดือนแรกปี 2025 ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์รวม 20.23 พันล้านดอลลาร์ โต 31%YoY และทั้งปี 2024 ไทยทำได้ 52.94 พันล้านดอลลาร์ (HS84–85) สะท้อนการเด้งกลับของคอมพิวเตอร์/ชิ้นส่วน/HDD และคำสั่งซื้อจากสหรัฐฯ–จีนที่เร่งตัว  สอดคล้องกับรายงานเศรษฐกิจไทยที่ชี้ว่า H1/2025 การส่งออกโดยรวมโตแรงจากการเร่งส่งออกก่อนนโยบายภาษีสหรัฐฯ มีผลเต็มที่ 

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่ต้องกังวลในปี 2026
1) ความเสี่ยงภาษีสหรัฐฯ และนโยบายการค้า:
โครงสร้างภาษีของสหรัฐฯ ต่อสินค้าจากจีนยังซับซ้อนและเข้มงวด และมีไทม์ไลน์ “ปรับเพิ่ม” ต่อสินค้ากลยุทธ์ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2026 ซึ่งทำให้บริษัทระดับโลกหันกระจายฐานออกจากจีนมากขึ้น—เป็น “ดาบสองคม” สำหรับไทย ทั้งโอกาสรับคำสั่งซื้อเบนทาง และความเสี่ยงหากสินค้าบางกลุ่มถูกตีความว่าอยู่ในลิสต์หรือใช้ชิ้นส่วนจีนมากจนถูกกระทบอ้อมๆ ในห่วงโซ่อุปทาน

ทั้งนี้ ฝ่ายนโยบายไทยเคยประเมิน ความเสียหายศักยภาพ 7–8 พันล้านดอลลาร์ หากการเก็บภาษีสหรัฐฯ แบบเข้มเต็มรูปแบบเกิดขึ้น โดยเฉพาะชิ้นส่วน/ชิปที่ถูกชี้เป้า 25%—จึงมีความพยายามต่อรอง เปิดตลาด และปรับโครงสร้างแหล่งนำเข้าเพื่อเหนี่ยวนำสมดุลการค้า ลดแรงกดดันด้านภาษี 

2) ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก:
ภาพรวมโลกในกรอบ 2024–2026 เติบโตต่ำกว่าศักยภาพและเสี่ยง “แยกขั้ว” ห่วงโซ่อุปทานการผลิตมากขึ้น กดดันคำสั่งซื้อ B2B ที่อิงวัฏจักร และทำให้การลงทุนฝั่งอิเล็กทรอนิกส์ผันผวนสูง—รายงาน Outlook 2024–2026 ของสถาบันการเงินไทยชี้ว่าภาคอุตสาหกรรมต้องเผื่อแผนรับมือรอบสินค้า/ต้นทุนผันผวนเป็นปกติใหม่ 

3) การแข่งขันภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น:
เวียดนาม/มาเลเซียเร่งดึงดูดดีลอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง (OSAT, IC design support, server/PCB ขั้นสูง) ผ่านสิทธิประโยชน์เชิงรุก ขณะที่ไทยยังพึ่งพาแรงส่งในหมวดคอมพิวเตอร์/HDD/ชิ้นส่วนบางสาย หากไม่ยกระดับสู่ smart electronics และซัพพลายชิ้นส่วนสำหรับ AI-server/ยานยนต์ไฟฟ้า (power electronics) ส่วนแบ่งตลาดอาจถูกกัดเซาะใน 1–3 ปีข้างหน้า 

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยยังคงมีโอกาสในการผลักดันอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตได้
1) เกาะกระแส AI/ดาต้าเซ็นเตอร์:
คำสั่งซื้อที่หนุน 2025—HDD, คอมพิวเตอร์/ชิ้นส่วน, บางกลุ่มของ IC—มีแนวโน้มต่อเนื่องใน 2026 ตามธีมโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและ AI server (รวมทั้งพาวเวอร์ซัพพลาย/พัดลม/ฮีตซิงก์/บอร์ดไฟกำลัง) ผู้ผลิตไทยที่อยู่ในห่วงโซ่นี้ได้ประโยชน์ชัด และ WSTS ชี้ว่าการเติบโตปี 2026 “กว้างฐาน” ไม่ได้อาศัยเมมโมรีเพียงอย่างเดียว 

2) นโยบายอุตสาหกรรมและการลงทุนใหม่ในไทย:
ปี 2024–2025 มีโครงการขยายกำลังผลิตของผู้เล่นหลัก (เช่น การลงทุนขยายสายการผลิต HDD/อุปกรณ์ที่ไทย) เพื่อรองรับตลาด cloud/AI/5G ซึ่งเริ่มเห็นผลในดัชนีการผลิต 1Q/2025 และเป็นฐานให้ 2026 ต่อเนื่อง หาก supply ramp “ขึ้นจริง” ตามแผน โรงงานไทยจะมี product mix ที่มาร์จินดีขึ้นกว่าบางปีที่ผ่านมา 
.
3) แรงส่งจากการส่งออกปี 2025:
ข้อมูลกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานเศรษฐกิจระบุว่า 2025 การส่งออกขยายแรง ส่วนหนึ่งเพราะ front-loading ก่อนภาษี/กติกาใหม่สหรัฐฯ ส่งผลให้ฐานปี 2025 สูง—ข้อดีคือแสดงศักยภาพการผลิตและเครือข่ายลูกค้าไทยยังแข็ง แต่ก็ทำให้ 2026 ต้องบริหาร “ฐานสูง” และความเสี่ยงดีมานด์แผ่วหากนโยบายภาษีปรับเข้มในต้นปี 2026 

อย่างไรก็ตาม ทาง SCB EIC ได้ประเมินว่า แม้ว่าในปี 2025 การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง จากอานิสงส์การเร่งนำเข้าและวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าคอมพิวเตอร์และ HDD ที่ได้รับปัจจัยหนุนจากแนวโน้มความต้องการเทคโนโลยี AI และธุรกิจ Data center ที่ขยายตัว แต่ในปี 2026 คาดว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในภาพรวมมีแนวโน้มกลับมาหดตัว -10.8%YOY  แม้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 การส่งออกในกลุ่มสินค้า Hi-Tech เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ยังคงได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรขาขึ้นที่สิ้นสุดลงช้ากว่าที่คาดจากอุปสงค์ต่อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI ที่ดีต่อเนื่อง 

แต่การส่งออกในภาพรวมยังคงหดตัว โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่สูงในปีก่อนหน้า ประกอบกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอลงตามอุปสงค์โลกที่แผ่วลง และจะเริ่มส่งสัญญาณชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2026 ยิ่งไปกว่านั้น แนวโน้มการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังต้องเผชิญความเสี่ยงที่มากขึ้นจากการแข่งขันที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการปรับขึ้นภาษีเจาะจงเฉพาะสินค้า (Specific tariff) ในกลุ่มสินค้าไฮเทค เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคบางส่วนในระยะข้างหน้า

ดังนั้น ผู้ประกอบการไทย จำเป็นต้องเร่งรับมือ โดยกระจายตลาดและ “กฎถิ่นกำเนิด” (ROO) ให้พร้อม 2026 ทำแผนสำรองเส้นทางส่งออก (สหรัฐฯ/ยุโรป/เอเชีย) และจัดเอกสารแหล่งกำเนิดวัตถุดิบให้โปร่งใส โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่มีสัดส่วนจีนสูง เพื่อหลบความเสี่ยงตีความเข้าลิสต์ภาษีใหม่/เพิ่มอัตราอากร 

พร้อม ยกระดับ product-mix สู่ “smart electronics” และชิ้นส่วนสำหรับ AI/EV เน้นลงทุนในบอร์ด/พาวเวอร์โมดูล/คอนเวอร์เตอร์/คูลลิงสำหรับศูนย์ข้อมูลและยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นตลาดที่โตเร็วกว่าตลาดคอนซูเมอร์ทั่วไป 

นอกจากนี้ ควรใช้สิทธิประโยชน์และโครงข่ายในประเทศ ด้วยการทำงานร่วมกับ BOI/สถาบันไฟฟ้า–อิเล็กทรอนิกส์/ส.อ.ท. เพื่อเข้าถึงโปรแกรมยกระดับทักษะ–เทคโนโลยี และจับคู่ห่วงโซ่ที่ต้องการ localize ในไทยให้มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยง supply จากแหล่งเดียว

ทั้งนี้ หากมองในภาพรวมของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทยในปี 2026 เชื่อว่าจะยังมีแรงส่งเชิงโครงสร้าง จากวัฏจักรชิปที่ฟื้นและธีม AI/ดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ต้องเผชิญ ความเสี่ยงนโยบายการค้าสหรัฐฯ ที่อาจ “เปลี่ยนกติกากลางเกม” ตั้งแต่ต้นปี รวมทั้งเศรษฐกิจโลกโตต่ำและการแข่งขันภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น 

ปลุกสังคมถก ดราม่าบนความไม่รู้ เมื่อ “โครงสร้างอุตสาหกรรมนมไทย” ถูกเข้าใจผิดจากคลิป 90 วินาที สะท้อนช่องว่างความรู้ “ผู้ผลิต–ผู้บริโภค–สื่อ”

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา “ดราม่านม” กลายเป็นไฟลามทุ่งในโลกออนไลน์ 
หลังรายการชื่อดังออกอากาศคำพูดว่า “นมในไทยส่วนใหญ่ไม่ใช่นมแท้… เป็นนมผงคืนรูป” 
ประโยคเดียว ทำให้ทั้งวงการโคนมสะเทือน จากคนเลี้ยงวัวที่รู้สึกถูกดูถูก 
ถึงผู้บริโภคที่เริ่มตั้งคำถามว่า “แล้วเรากินอะไรกันแน่?”
 

แต่ถ้ามองให้ลึกกว่าความวุ่นวายบนโซเชียล สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ดราม่าเรื่อง “ใครพูดผิด” 
แต่คือภาพสะท้อนของ “ช่องว่างความรู้” ระหว่าง “คนผลิต – คนสื่อสาร – คนบริโภค” 
ที่ไม่เคยเข้าใจกันจริง ๆ เลยว่าระบบนมไทยซับซ้อนแค่ไหน
1. จากทุ่งหญ้าถึงโรงงาน: ห่วงโซ่นมที่คนเมืองไม่เคยเห็น
อุตสาหกรรมนมไทยเริ่มจากเกษตรกรกว่า 20,000 ครัวเรือน ผลิต “น้ำนมดิบ” 
ส่งให้สหกรณ์หรือโรงงานแปรรูป แต่ต้นทุนจริงของเกษตรกรวันนี้สูงกว่าราคาที่รัฐกำหนดเฉลี่ย 20–30 % 
เพราะอาหารสัตว์นำเข้า, ค่าน้ำมัน, และค่าแรงสูงขึ้นต่อเนื่อง

เพื่อให้ระบบอยู่รอด โรงงานจึงต้อง “บาลานซ์ต้นทุน” 
บางส่วนใช้ “นมโคสดแท้ 100 %” แต่บางสายการผลิตต้องใช้ “นมผงคืนรูป” 
คือการนำผงนมมาละลายน้ำ แล้วผ่านกระบวนการสเตอริไลซ์ — ซึ่งถูกกฎหมายและปลอดภัยทางโภชนาการ 
แต่ปัญหาคือ… แทบไม่มีใครอธิบายให้ผู้บริโภคเข้าใจตรงนี้เลย
2. ความเงียบของอุตสาหกรรมที่เปิดทางให้ความเข้าใจผิด
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์นมส่วนใหญ่สื่อสารด้วยภาพ “ความขาวบริสุทธิ์จากธรรมชาติ” 
แต่ไม่เคยลงรายละเอียดว่า “นมของเราเป็นนมสด 100% หรือเป็นนมผงคืนรูป” 
แม้กฎหมายบังคับให้ระบุบนฉลาก แต่ตัวอักษรเล็ก ซ่อนในมุมกล่อง 

ดังนั้นพอมีคนพูดออกสื่อว่า “นมไทยส่วนใหญ่ไม่ใช่นมแท้” 
ประชาชนที่ไม่เคยเห็นโรงงานหรือฉลากจริง ก็เชื่อทันที 
ทั้งที่จริง ระบบนี้เป็นผลจากโครงสร้างต้นทุน และนโยบายรัฐ 
ไม่ใช่การหลอกลวงผู้บริโภคอย่างที่เข้าใจกัน
3. การสื่อสารแบบข้ามเส้น: เมื่อเจตนาดีทำให้เสียหาย
รายการที่เป็นต้นเรื่องตั้งใจจะพูดเรื่อง “สุขภาพ” 
แต่การใช้ภาษาง่าย + การตัดต่อให้แรง กลับทำให้ผู้ชมเข้าใจว่า “นมไทย = ของปลอม” 
ผลคือเกษตรกรเสียขวัญ โรงงานเสียชื่อ และแบรนด์ถูกลากเข้าดราม่า

แม้ทีมงานออกมาขอโทษและถอดคลิปออก แต่รอยร้าวความเชื่อมั่นยังอยู่ 
นี่คือบทเรียนสำคัญของ “สื่อยุคโซเชียล” ที่พลังของคำพูด 10 วินาที อาจสั่นทั้งอุตสาหกรรม
4. วิกฤตหรือโอกาสของนมไทย?
ด้านหนึ่ง ดราม่านี้ทำให้คนไทยเริ่ม “อ่านฉลากนม” มากขึ้น 
อีกด้าน มันเปิดช่องให้ภาคธุรกิจกลับมาทบทวนกลยุทธ์

ทำไมเราไม่สื่อสารตรงไปตรงมาว่า “นมผงคืนรูป” ก็เป็นนมในรูปแบบหนึ่ง 
และทำไมเราไม่ใช้โอกาสนี้ผลักดัน “นมไทยแท้ 100%” ให้เป็น Premium Brand ของประเทศ?

ตลาด Functional Milk (นมเสริมสุขภาพ / High Protein / Lactose-Free) กำลังโตทั่วโลก 
ถ้าไทยพัฒนา Brand Transparency และมาตรฐานฟาร์ม 
เราสามารถส่งออก “นม Made in Thailand” ได้ในภาพพรีเมียม 
แทนที่จะติดอยู่ในภาพ “นมราคาถูกคุณภาพต่ำ”
5. บทเรียนที่ต้องจำ
ดราม่านมครั้งนี้จึงไม่ควรถูกมองว่า “เรื่องแค่โซเชียล” 
แต่คือสัญญาณเตือนทั้งระบบว่า
- ประเทศต้องมีการสื่อสารเชิงอุตสาหกรรมที่โปร่งใส
- แบรนด์ต้องพูดความจริงอย่างเข้าใจง่าย
- ผู้บริโภคต้องหัดตั้งคำถามและอ่านฉลากให้เป็น

ถ้าเราทำได้ครบสามมิติ คำว่า “นมไทย” จะไม่ใช่คำที่ต้องอธิบายด้วยดราม่าอีกต่อไป
สรุปสั้น: ดราม่านม = ดราม่าความไม่รู้
และทางออกของมัน ไม่ได้อยู่ที่การโทษใคร แต่อยู่ที่การทำให้ทุกคนในห่วงโซ่เข้าใจระบบเดียวกัน

เพราะสุดท้าย… “นมที่ดี” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครพูดดังสุด แต่อยู่ที่ว่า “เรารู้จริงแค่ไหน” ว่าเบื้องหลังกล่องนมหนึ่งกล่องนั้นมีอะไรอยู่บ้าง


 

ตัวเลข 15,292 บาทต่อเดือน เส้นวัด “การอยู่ได้จริง” ของผู้สูงวัยไทย อาชีพไหนพอเลี้ยงตัวในสังคมสูงวัย เตรียมตัวแก่อย่างมีคุณภาพไม่เป็นภาระลูกหลาน

ไทยเข้าสู่ “สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์” แล้ว สัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกิน 20% และแนวโน้มยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คำถามที่ต้องตอบคือ: ผู้สูงวัยทำอาชีพอะไรและรายได้แค่ไหนถึง “อยู่ได้จริง” โดยไม่เป็นภาระลูกหลาน? บทความนี้สรุปเส้นอยู่ได้ (living wage) ล่าสุด แนวทางอาชีพที่เหมาะกับรุ่น 60+ และวิธีผสมรายได้ให้พ้นเส้นอยู่ได้ภายใน 1–2 ปีหน้า

กล่องข้อมูลสำคัญ (อัปเดต พ.ย. 2568)
• Living wage เมืองไทย (เส้นอยู่ได้แบบมีศักดิ์ศรีของคนทำงานเดี่ยวในเขตเมือง): ประมาณ 15,292 บาท/เดือน (อัปเดตปี 2025 โดยงานวิจัยมาตรฐานสากล) — ใช้เป็น “เส้นเทียบ” ว่ารายได้พอหรือยัง
• ค่าแรงขั้นต่ำปี 2568: 337–400 บาท/วัน (ขึ้นกับจังหวัด) มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 2568
• เงินเฟ้อปี 2568–2569 (คาดการณ์): ต่ำมากเฉลี่ยประมาณ 0.0%–0.5% — ค่าครองชีพโดยรวมไม่น่าพุ่งแรงระยะสั้น แต่ค่าใช้จ่ายสุขภาพเฉพาะทางอาจต่างจากภาพรวม

1) หลักคิด: “เส้นอยู่ได้” ก่อน “เส้นเกษียณ”
เริ่มจากเช็กว่ารายได้สุทธิต่อเดือนถึงเส้นอยู่ได้หรือยัง (≈ 15,292 บาทขึ้นไป) ถ้ายังไม่ถึง มี 3 ทางเลือก: (1) เพิ่มชั่วโมง/ยกระดับเรทงานเดิม (2) ผสมรายได้จากงานที่ 2 (3) ลดค่าใช้จ่ายคงที่ที่กินสภาพคล่อง เช่น ค่าเช่า ค่าเดินทาง หรือหนี้ดอกสูง

2) อาชีพที่ “ไปต่อได้” ของรุ่น 60+ และวิธีให้แตะเส้นอยู่ได้
โฟกัสงานที่ยืดหยุ่น ใช้ประสบการณ์มากกว่าแรงกาย และมีดีมานด์ตามโครงสร้างประชากร
ก) กลุ่มดูแล–สุขภาพ (Care Economy)
• ผู้ช่วยดูแลผู้สูงอายุ/ผู้ป่วยที่บ้าน (เฝ้าไข้ ดูแลกิจวัตร ประสานโรงพยาบาล)
• ผู้นำกิจกรรมสุขภาวะในชุมชน (ยืดเหยียด โภชนาการ ป้องกันหกล้ม)
• วิธีแตะเส้น: ทำงาน 3–5 วัน/สัปดาห์ หรือรับกะ/รายเคสเฉลี่ย “รายวัน × 7–10 วัน/เดือน” สามารถผ่านเส้น 15k ได้ โดยเฉพาะเขตเมือง

ข) ถ่ายทอดความรู้–ที่ปรึกษา (Knowledge & Advisory)
• ติวเตอร์/ครูทักษะชีวิต/ภาษา ที่ปรึกษา SME หรือ Mentor สายอาชีพ
• สูตรชนะ: จัดคอร์สเป็นโมดูล 90 นาที × 10–12 ครั้ง/เดือน ที่เรทปานกลาง → รายได้รวมแตะ 15k ได้ และขยับเรทตามรีวิว/ผลลัพธ์

ค) งานบริการเบา–หน้าบ้าน (Service & Hospitality)
• รีเซปชันคลินิก/หอศิลป์ แคชเชียร์กะกลางวัน เจ้าหน้าที่ดูแลผู้มาเยือน
• ทิปส์: เลือกสถานที่นั่งทำงานได้ ไม่ยืนนาน และเดินทางสะดวกเพื่อลดต้นทุน

ง) งานเอกสาร–สนับสนุนระยะไกล (Remote Admin)
• ธุรการออนไลน์ บันทึกบัญชีเบื้องต้น คอลเซ็นเตอร์กะกลางวัน Data entry
• สูตรชั่วโมง: ถ้ารายชั่วโมง ~฿130–฿150 ต้อง 110–120 ชม./เดือน (≈ วันละ 4 ชม., 6 วัน/สัปดาห์) เพื่อแตะ 15k

จ) ค้าขาย–ครีเอเตอร์ (Self-employment)
• ขนม/อาหารสูตรบ้าน ของแฮนด์เมด ไลฟ์ขายของ เพจชุมชน
• ทางลัด: ทำ “แพ็กเกจรายเดือน” ให้ลูกค้าประจำ (เช่น ส่งขนมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง × 4 สัปดาห์) เพื่อสม่ำเสมอของกระแสเงินสด

3) ตาราง “ผสม 2 งาน” ให้พ้นเส้น
• แอดมินออนไลน์ (8–10k) + ติวเสาร์–อาทิตย์ (6–8k) → แตะ 14–18k
• เฝ้าไข้กะกลางวัน 6 วัน/เดือน + งานหน้าบ้าน 3 วัน/สัปดาห์ → แตะ 16–22k
•    ค้าขายเล็ก ๆ (กำไรสุทธิ 5–7k) + รับพิมพ์ดีด/ถอดเทป (8–10k) → แตะ 13–17k
หมายเหตุ: เลือกแพ็กเกจเวลา/แรงกายให้เหมาะกับสุขภาพ และนัดหมายพบแพทย์ตามระยะ

4) ทำไมภาพนี้ “พออยู่” ได้ใน 1–2 ปีหน้า
• เงินเฟ้อเฉลี่ยตามคาดการณ์ปี 2568–2569 ต่ำมาก (ประมาณ 0.0–0.5%) → เส้นอยู่ได้ 15k ไม่ถูกกัดกร่อนแรงในระยะสั้น (หากไม่มีช็อกใหม่)
• ค่าแรงขั้นต่ำ 2568 ขยับขึ้นทุกจังหวัด (337–400 บาท/วัน) → ดันรายได้ฐานของงานบริการ/แอดมินบางส่วน
• สังคมสูงวัยมากขึ้น → ดีมานด์งานดูแล/บริการชุมชน/ท่องเที่ยวผู้สูงวัยสูงขึ้น งานที่ใช้ความน่าเชื่อถือและประสบการณ์จะได้เปรียบ

5) ความเสี่ยงที่ต้องกันเงินเผื่อ
แม้อัตราเงินเฟ้อรวมต่ำ แต่รายจ่ายสุขภาพและการดูแลระยะยาว (LTC) มักเติบโตเร็วกว่าเงินเฟ้อทั่วไป ควรมีกองกันชนหรือประกันสุขภาพ/ดูแลระยะยาวที่คุ้มค่าตามฐานรายได้ เพื่อไม่ให้รายได้จากงานถูกดูดหมดในกรณีฉุกเฉิน

6) เช็กลิสต์เริ่มงานใน 90 วัน (ฉบับรุ่น 60+)
• ตรวจสุขภาพ–ข้อจำกัด พร้อมลิสต์ทักษะที่ถนัด/ที่ชอบ
• เลือก 1–2 เส้นทางอาชีพ + อบรมสั้น 12–40 ชม. (caregiver/ดิจิทัลเบสิก/สื่อสารลูกค้า)
• ทำพอร์ต 1 หน้า (ประวัติ–บริการ–ช่องทางติดต่อ) + ตั้งเรท/แพ็กเกจ
• เปิดช่องทางรับงาน (LINE/โทร/เพจ) + เก็บรีวิวลูกค้า 3 เคสแรก
• ตั้ง “กติกาการรับงาน” (เวลาทำงาน ขอบเขต การชำระเงิน) เพื่อรักษาพลังงานและสุขภาพ

7) บทเรียนสำหรับธุรกิจ–ผู้กำหนดนโยบาย
• นายจ้าง: เปิดตำแหน่งยืดหยุ่นสำหรับ 60+ (กะกลางวัน งานนั่งได้ ไม่เน้นแรงยก) และวัดผลงานด้วย output
• ท้องถิ่น/สถาบันการแพทย์: ขยายคอร์ส caregiver 70–100 ชม. ในอำเภอ ทำระบบ “จับคู่ดูแล” เชื่อมผู้ดูแลกับครัวเรือน
• ภาครัฐ: ผูกงบอุดหนุนฝึกทักษะกับโควตาจ้างงานผู้สูงวัยใน SMEs และสนับสนุนภาษีสำหรับรายจ่ายฝึกอบรม/อุปกรณ์ช่วยงาน

สรุป
หากตั้งเป้ารายได้เดือนละ ≥ 15,292 บาทเป็น “เส้นอยู่ได้จริง” แล้วจัดพอร์ตอาชีพให้แตะเป้าด้วยงานเดียวที่เรทเหมาะสม หรือผสม 2 งาน ผู้สูงวัยจำนวนมากจะอยู่ได้ด้วยตัวเองในระยะ 1–2 ปีหน้า โดยไม่ต้องเป็นภาระลูกหลาน—และสังคมไทยจะได้ “พลังประสบการณ์” กลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังคนวัยทำงานหดตัวลง

หมายเหตุแหล่งข้อมูล: living wage ปี 2025; ค่าแรงขั้นต่ำปี 2568; คาดการณ์เงินเฟ้อปี 2568–2569; ภาพรวมสังคมสูงวัยของไทย (อัปเดตถึง พ.ย. 2568)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top