Friday, 5 June 2026
Econbiz

‘บีโอไอ’ เผย!! ‘อินฟินีออน’ ยกระดับซัพพลายเชน มุ่งผลิตชิปครบวงจร เปิดเกมรุก!! ดึง MPI ผู้ประกอบ และทดสอบชิปรายสำคัญลงทุนในไทย

(20 ก.ย. 68) นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และเลขานุการคณะกรรมการ นโยบายเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ เปิดเผยว่า หลังจากที่บีโอไอให้การส่งเสริมการลงทุนแก่บริษัท Infineon Technologies ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดของเยอรมนี ที่มีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ของโลกในกลุ่มชิปสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่ให้กำลังไฟในงานอุตสาหกรรม (Power Electronics) ซึ่งตัดสินใจเลือกไทยเป็นฐานประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ ประเภท Power Module ที่ใช้ในอุปกรณ์ควบคุมระบบไฟฟ้า สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบกักเก็บพลังงานและการบริหารจัดการพลังงานสะอาด โดยจะเป็นศูนย์ประกอบและทดสอบชิปที่ใหญ่ที่สุดนอกประเทศเยอรมนีของกลุ่มอินฟินีออน มีพิธีวางศิลาฤกษ์โรงงานผลิตที่จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อเดือนมกราคม 2568 ที่ผ่านมา และมีแผนจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 5,000 คน นอกจากนี้ อินฟินีออนยังมีแผนดึงพันธมิตรระดับโลกเข้ามาร่วมในห่วงโซ่การผลิตในไทย เพื่อเพิ่มความสามารถในการผลิตให้รองรับตลาดทั้งในและนอกภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพ

ล่าสุด Mr. George Lee, EVP and Head of Backend Operations ผู้บริหารอินฟินีออนได้นำ Mr. Manuel Zarauza Brandulas, Group Managing Director of MPI พันธมิตรรายสำคัญเข้าพบเลขาธิการบีโอไอ และประกาศการโอนกิจการเดิมในส่วนการผลิต Backend Semiconductor สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์และการสื่อสาร ที่จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีพนักงานกว่า 1,000 คน ให้กับบริษัท Malaysian Pacific Industries (MPI) จากประเทศมาเลเซีย ภายใต้บริษัท Carsem ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการประกอบ บรรจุ และทดสอบชิป (Outsourced Semiconductor Assembly, Packaging and Testing: OSAT) รายใหญ่ที่สุดของมาเลเซีย ให้บริการแก่ลูกค้าทั่วโลกมานานกว่า 50 ปี โดยการโอนกิจการครั้งนี้ MPI มีข้อตกลงระยะยาวในการผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วนเพื่อส่งต่อให้กับโรงงานแห่งใหม่ของอินฟินีออนที่จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อใช้ในการประกอบ Power Module นอกจากนี้ MPI ยังมีแผนขยายการลงทุนในไทยเพิ่มเติมในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ขั้นสูงสำหรับชิป (Advanced Packaging) เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้ารายอื่นด้วย

“การที่อินฟินีออนดึงผู้ผลิตชิปรายใหม่และเป็นพันธมิตรสำคัญอย่าง MPI ให้เข้ามาลงทุนในไทย แสดงถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทย ทั้งความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน มาตรการสนับสนุนของภาครัฐ และคุณภาพของบุคลากรไทยที่สามารถรองรับการผลิตที่มีมาตรฐานสูงได้  สำหรับในส่วนการลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่ของอินฟินีออน ส่งผลบวกอย่างมากต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย โดยนอกจากจะมีการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงแล้ว บริษัทยังมีแผนพัฒนาระบบนิเวศของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานด้านนวัตกรรมของไทย เพื่อพัฒนาบุคลากรสาขาวิศวกรรมและวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงการพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในซัพพลายเชนด้วย” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 การลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ขอรับการส่งเสริมมากถึง 168 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1.08 แสนล้านบาท

‘อนุทิน’ ตั้งทีมเศรษฐกิจใหม่ สู้เศรษฐกิจย่ำแย่ ภารกิจสุดโหด รับศึกรอบด้าน เข็นครก แบกหิน ขึ้นภูเขา ภารกิจทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ วัดฝีมือระยะสั้น

(21 ก.ย. 68) ภารกิจเข็นครก แบกหิน ขึ้นภูเขา ของทีมเศรษฐกิจประเทศไทยชุดใหม่ ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมดึงคนนอก มานั่งคุมกระทรวงสำคัญ สำหรับกระทรวงหลักที่ดูแลเศรษฐกิจ ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดูแลกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ดูแลกระทรวงพาณิชย์ นายธนากร วังบุญคงชนะ ดูแลกระทรวงอุตสาหกรรม

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยรายงานสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำปี 2567 ว่าสถานการณ์ความยากจนของไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ในปี 2567 พบว่าจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน หรือคิดเป็น 4.89% ของประชากรทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 3.41% และเส้นความยากจนปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน

ด้านแรงงานในภาคเกษตรมีจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นมากที่สุด คิดเป็น 45.49% ของคนจนทั้งหมด สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรที่ต้องพึ่งพารายได้จากการผลิต ซึ่งมีความผันผวนสูงตามสภาพอากาศและราคาสินค้าเกษตรที่ไม่แน่นอน ส่งผลให้ครัวเรือนเกษตรจำนวนมากยังคงตกอยู่ในภาวะยากจนเมื่อเศรษฐกิจภาคเกษตรชะลอตัว

สถานการณ์ดังกล่าวยังเห็นได้ชัดในกลุ่มคนเปราะบางต่อความยากจน ซึ่งมีจำนวนคนจนเพิ่มสูงขึ้นในทุกระดับความรุนแรง โดยกลุ่ม “คนจนมาก” เพิ่มขึ้นเป็น 8.79 แสนคน และกลุ่ม “คนจนน้อย” เพิ่มขึ้นเป็น 2.55 ล้านคน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงมุมมองต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ว่า ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการทำงานของรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่การแข่งขันระดับโลกด้านเทคโนโลยี พลังงาน และสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรงขึ้น สิ่งที่ทุกภาคส่วนคาดหวัง คือ การที่รัฐบาลทำงานอย่างมีเอกภาพ วางนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นำ 5 ข้อเสนอเร่งด่วนที่ ส.อ.ท. ได้นำเสนอไว้จากการหารือที่ผ่านมา นำไปปรับเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่

1. การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า ซึ่งจะต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด
2. การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs โดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้นด้วยการกำหนดมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และมีนโยบายซอฟต์โลน ดอกเบี้ยต่ำ 
3. การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยในระยะสั้น มุ่งหวังให้มีการลดค่าไฟให้แก่ประชาชน และลดต้นทุนค่าพลังงานให้แก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้
4. การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงคมนาคม เร่งเจรจาปัญหาเพื่อหาข้อยุติโดยเร็ว หามาตรการช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากช่วงการปิดด่านในระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว
5. การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่ง ส.อ.ท. ได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ในการแก้ปัญหาปม ‘เงินไม่รู้ที่มา ทะลักเข้าไทยทุกเดือนจำนวนมากผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา’ ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย

ซึ่งเศรษฐกิจโลกเอง ก็ยังไม่ฟื้นตัวดีมากนัก โดยเฉพาะนโยบายด้านภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ส่งผลกระทบไปยังประเทศต่างๆ สถานการณ์ล่าสุด คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมเมื่อวันที่ 17 กันยายน ส่งผลให้ดอกเบี้ยลดลงสู่ระดับ 4.00%-4.25% เป็นการลดครั้งแรกในรอบ 9 เดือน ตามที่ตลาดคาด ด้วยมติไม่เอกฉันท์

“ธนาคารกลางญี่ปุ่น” มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.5% หลังเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองจากการประกาศลาออกของนายกฯ อิชิบะ และภาษีสหรัฐ วันที่ 19 กันยายน 2568 เวลา 10.49 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง หลังจากนายกรัฐมนตรีชิเกรุ อิชิบะ ประกาศลาออกเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

2 ประเทศใหญ่ ลด และคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สะท้อนสภาพเศรษฐกิจในภาพรวมที่ยังย่ำแย่ ต้องการการกระตุ้นด้านการลงทุน จากเอกชน เพื่อพยุงเศรษฐกิจ 

‘ทั้งเข็นครก ทั้งแบกหิน ขึ้นภูเขา’ คำนี้คงไม่เกินเลยนัก เพราะมีระยะเวลาให้ทำงานสั้นๆ เพียง 4 เดือน (ตามที่มีข่าวก่อนโหวตนายกรัฐมนตรี) จะทำได้แค่ไหนกัน อย่างน้อยก็เอาใจช่วยให้ประครองเศรษฐกิจไม่ให้ตกต่ำไปมากกว่านี้ วัดฝีมือการบริหารทีมประเทศไทยระยะสั้น ของนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 

‘วีระศักดิ์’ ชี้ สิ่งแวดล้อม ไม่เหมือนการเมือง ย้ำชัด มนุษย์กับระบบนิเวศต่อรองกันไม่ได้ ถึงเวลาพังก็พัง

(22 ก.ย. 68) “มนุษย์ต่อมนุษย์คุยกันได้ แต่มนุษย์กับระบบนิเวศต่อรองกับใครไม่ได้ มันถึงเวลาจะพัง ก็พัง แมลงปอหายไป ผึ้งหายไป สัตว์ผสมเกสรหายไป ไม่รู้จะไปต่อรองกับใคร การขาดสะบั้นลงของความเชื่อมโยงระบบนิเวศที่เรียกว่าความหลากหลายทางชีวภาพคือตัวที่อันตรายที่สุด ไม่มีใครเข้าใจเรื่องนี้ จนกระทั่งโควิด-19 เข้ามาเป็นจุดเปลี่ยน มันทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และสารพัดกิจการล้มครืนไปเฉยๆ”

ไม่ใช่คำกล่าวของนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมคนใด หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาจากอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นามว่า วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ผู้เคยสร้างผลงานมากมายในยุคที่ทัวริสต์บินมาแลนดิ้ง ณ ราชอาณาจักรไทยแตะ 40 ล้านคน เกินครึ่งของจำนวนประชากรในประเทศ

ทว่า เจ้าตัวย้ำชัดว่า สิ่งสำคัญคือคุณภาพอันนำมาซึ่งมูลค่า ไม่ใช่จำนวนหัว เพราะตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้ามาร่วมใช้ทรัพยากร ย่อมส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไม่อาจปฏิเสธ

ตัดภาพมาในวันนี้ วีระศักดิ์ปรากฏตัวบนเวทีมากมาย แน่นอนว่าหาใช่เพื่อไฮด์ปาร์กปราศรัย หากแต่มุ่งหวังสร้างแรงบันดาลใจในบทบาทใหม่ที่เปรียบเหมือน ‘ไลฟ์โค้ชสิ่งแวดล้อม’ กิตติมศักดิ์

เดินสายสร้างความเข้าใจยังหน่วยงาน สถาบันการศึกษา และอื่นๆ อีกมากมาย

ด้วยโปรไฟล์นักวิชาการด้านกฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ ด้วยศักยภาพนักคิดของเด็กสายศิลป์ ที่หันมา ‘อิน’ กับวิทยาศาสตร์

ด้วยประสบการณ์ในตำแหน่งสำคัญทางการเมืองหลากหลาย รัฐมนตรีก็เป็นมาแล้ว สมาชิกวุฒิสภาก็นั่งมาแล้ว กรรมาธิการมากมายก็ร่วมวงมาแล้ว

ข้อมูล เนื้อหา บทวิเคราะห์จึงเข้มข้นบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่น่าสนใจและชวนให้ตื่นตระหนกตกใจไปพร้อมๆ กัน แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั้น การ ‘ตื่นรู้’ คือสิ่งที่อยากเห็น

วันนี้ วีระศักดิ์จึงเดินหน้าสื่อสารสังคมผ่านช่องทางต่างๆ ไม่เพียงบนเวทีที่มีสปอตไลต์ แต่ยังรวมถึงเว็บไซต์ที่ใช้ชื่อนามสกุลจริง วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ www.weerasak.org และเฟซบุ๊กแฟนเพจที่ระบุโปรไฟล์  (ประธาน) สภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร อันเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการขับเคลื่อนงานของภาคพลเมืองและภาคประชาสังคม

เห็นพ้องการแก้วิกฤตฝุ่นใหม่ 8 : 3 : 1 คือ วางแผน 8 เดือนล่วงหน้า รับมือ 3 เดือนช่วงเผชิญสถานการณ์ฝุ่น และ 1 เดือนถอดบทเรียน ระหว่างรอ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ หรือ ‘ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …’ ซึ่งเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนไปเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ประกอบด้วยสาระสำคัญทั้งหมด 10 หมวด ครอบคลุมทั้งสิทธิ หน่วยงาน เครื่องมือ-กลไก-มาตรการในการบริหารและทางเศรษฐศาสตร์ การป้องกันจากแหล่งกำเนิดประเภทต่างๆ กองทุนอากาศสะอาด และบทลงโทษ

ล่าสุด ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติบรรจุร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 หมาดๆ ชวนให้จับตา ร่วมลุ้นถึงฝันเป็นจริงที่เขยิบใกล้เข้ามาทุกที

“พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ทำให้เห็นว่าการเลือกตั้ง ใช้ความสะอาดมาเป็นแคมเปญได้ และชนะการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ส่วนการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งล่าสุด ผู้สมัครทั้งที่สังกัดพรรคและไม่สังกัดพรรค ล้วนแล้วแต่ต้องยอมหาเสียงเรื่องฟุตปาธ ซึ่งเป็นมิติด้านสังคม”

ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร ย้อนมองยุทธศาสตร์หาเสียงพ่อเมืองกรุงเทพฯ ต่างยุคสมัย ในห้วงเวลาที่ประเด็นสิ่งแวดล้อม ความสะอาด จนถึงการจัดระเบียบทางเท้าถูกชูขึ้นอย่างโดดเด่นไม่แพ้โปรเจ็กต์ยักษ์ในบางยุค

ท่ามกลาง ‘ดีล’ ลึก ดีลลับ และไม่ลับ มากมายในสมรภูมิการเมืองไทย

วีระศักดิ์ยืนยันว่า สิ่งแวดล้อมดีลไม่ได้ แม้นโยบายต่างๆ ของภาครัฐเกี่ยวพันกับการเมือง ทว่า ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้น ไม่ว่าใครก็ไม่อาจต่อรองได้ แม้กระทั่งประเทศมหาอำนาจ

“การเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจการค้า ทุกอย่างเป็น negotiable คือต่อรองได้ ขอแค่รู้เถอะว่าต้องไปคุยกับใคร คุณมีอะไรไปแลกกับเขาหรือยัง

มนุษย์ต่อมนุษย์คุยกันได้ แต่มนุษย์กับระบบนิเวศต่อรองกับใครไม่ได้ มันถึงเวลาจะพัง ก็พัง แมลงปอหายไป ผึ้งหายไป สัตว์ผสมเกสรหายไป ไม่รู้จะไปต่อรองกับใคร”

ขีดเส้นใต้อีกครั้ง ดังที่กล่าวมาแล้วในบรรทัดแรกของบทสัมภาษณ์

บรรทัดจากนี้ ไม่ใช่คำถาม-คำตอบ หากแต่ร้อยเรียงจากถ้อยคำที่พรั่งพรู พร้อมแววตามุ่งมั่นสื่อสารต่อสังคม ในประเด็นสิ่งแวดล้อมรอบกายที่ไม่ไกลตัวอีกต่อไป

ความหลากหลายชีวภาพขาดสะบั้น สิ่งที่ ‘มหาอำนาจ’ ยังผวา
3 ก้อน 4 คลื่น ปลุกมนุษย์ตื่น

ฝุ่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้การผลักดันและตื่นตัวของภาคประชาสังคมเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและกว้างขวาง สมัยก่อนเวลาพูดถึงเรื่องนโยบายสิ่งแวดล้อมจะมีแค่ 2 เรื่อง 1.รักษาป่าไม้ ลำน้ำ 2.การเกิดมลภาวะ

ทั้งสองเรื่องนี้ถ้าคุณไม่ได้เป็นคนอยู่ใกล้น้ำ เป็นคนอยู่ป่า จะรู้สึกว่าไม่ค่อยเกี่ยวกัน เชียร์ให้คนอื่นทำ แต่ตัวเองไม่ได้ทำอะไร สำหรับเรื่องมลพิษส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องแหล่งกำเนิด ซึ่งถูกมองว่าห่างตัว

แม้แต่ขยะก็ยังรู้สึกว่าไม่ค่อยใกล้ตัวเท่าไหร่ อะไรที่มันพ้นจากหน้าบ้านตัวเองก็ไม่ต้องสนใจ แต่ในช่วง 10 ปีมานี้ 3 เรื่องของสิ่งแวดล้อมมันได้ขยายตัวและเชื่อมแตะกันเป็น 3 วง ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า Triple Planetary crisis

ก้อนที่หนึ่ง คือเรื่องมลพิษ มลภาวะที่มากับอากาศ ซึ่งโดนกันถ้วนหน้า คุณอยู่ที่ไหนมันก็มาถึง และเป็นตัวใหญ่กว่าที่เราเคยรู้จักมา 30-40 ปี ไม่เฉพาะเรื่องฝุ่นแต่รวมถึงขยะด้วย ภูเขาขยะเป็นของแปลกในอดีต แต่ปัจจุบันกลายเป็นเรื่องที่เจอแทบทุกเทศบาลนคร

ก้อนที่สอง เรื่อง Climate Change (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) คนอาจจะยังไม่รู้สึกมาก กระทั่งความร้อนมันสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นข่าว แม้จะมี Paris Agreement (ความตกลงปารีส-ความตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) เราก็ไม่สนใจ จนกระทั่งมาถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งรู้สึกว่าต้องมีกฎหมายเรื่องนี้เหมือนกัน พยายามทำเรื่องก๊าซเรือนกระจกเพื่อไม่ให้ถูกกีดกันทางการค้า แต่เมื่อทำไปๆ ก็เริ่มเห็นแล้วว่า ทำไปเถอะ

ก้อนที่สาม ที่ปลุกเท่าไหร่ก็ยังไม่ตื่น คือเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพที่มันกำลังขาดสะบั้นลงทีละท่อนๆ และเป็นสิ่งที่ประเทศมหาอำนาจกลัวที่สุด กลัวยิ่งกว่าโลกร้อน แต่โลกเราเจอ 3 ก้อนนี้พร้อมกันโดยไม่มีทางสู้อื่นนอกจากความรู้ เพราะการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจการค้า ทุกอย่างเป็น negotiable คือต่อรองได้ ขอแค่รู้เถอะว่าต้องไปคุยกับใคร คุณมีอะไรไปแลกกับเขาหรือยัง

มนุษย์ต่อมนุษย์คุยกันได้ แต่มนุษย์กับระบบนิเวศต่อรองกับใครไม่ได้ มันถึงเวลาจะพัง ก็พัง แมลงปอหายไป ผึ้งหายไป สัตว์ผสมเกสรหายไป ไม่รู้จะไปต่อรองกับใคร

การขาดสะบั้นลงของความเชื่อมโยงระบบนิเวศที่เรียกว่าความหลากหลายทางชีวภาพคือตัวที่อันตรายที่สุด ไม่มีใครเข้าใจเรื่องนี้ จนกระทั่งโควิด-19 เข้ามาเป็นจุดเปลี่ยน มันทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และสารพัดกิจการล้มครืนไปเฉยๆ มันจึงเป็นคลื่นลูกที่ 1 ระดับ Global Scale ส่วนคลื่นลูกที่สองใหญ่กว่าคลื่นลูกแรกอีก คือคลื่นความถดถอยทางเศรษฐกิจ คลื่นตัวที่สามคือ Climate Change ใหญ่กว่าคลื่นตัวที่สองและตัวที่หนึ่ง

สำหรับคลื่นตัวที่ 4 คือการขาดสะบั้นลงของชีวภาพ ใหญ่กว่า 3 คลื่นข้างหน้ารวมกัน

นี่เป็นภาพที่ผมคิดว่า ไม่เคยมีมาก่อนเลยที่ประวัติศาสตร์มนุษยชาติจะได้เห็นสเกลระดับโลกแบบเปรียบเทียบและจินตนาการได้อย่างนี้ เรื่องสิ่งแวดล้อม คุณต่อรองกับใครไม่ได้ คุณจะต้องเปลี่ยนตัวคุณ และพาให้คนอื่นเข้าใจและไปเปลี่ยนตัวเขาเอง เพราะคุณเปลี่ยนใครไม่ได้

ช่องว่างระหว่าง ‘เจน’ โกรธกัน ชังกัน
ไม่ได้ยินเสียงกันและกัน
เหตุเกิดเพราะ ‘สิ่งแวดล้อม’?

เจน Z ไม่รับเลยกับเจน X และก่อนหน้า เขารู้สึกว่าพวกเธอเป็นกลุ่มทำลายสิ่งแวดล้อม ทำไมฉันถึงถูกพวกเธอแย่งงานไปหมดแล้ว พวกเธอแย่งทรัพยากรไปครอบครองฉันจะหาที่ดินสักชิ้นหาไม่ได้ อย่างมากฉันก็ได้แค่ครองอพาร์ตเมนต์ นี่คือเรื่องของเจเนอเรชั่นแกป (generation gap-ช่องว่างระหว่างวัย) ถามว่าเจเนอเรชั่นแกป เกิดจากอะไร ตอบเลยว่า เกิดจากสิ่งแวดล้อม เพราะเจเนอเรชั่น รุ่น BUILDER จนถึง Gen x ได้ใช้มันไปจนเกือบหมดแล้ว

เจเนอเรชั่นหลัง Gen y เลือกว่าฉันไม่เอาอนาคตแล้ว ฉันใช้ทุกวันนี้ให้สุดทางไปเลย เป็นไงเป็นกัน ยังไงพวกเธอก็ไม่เหลือทรัพยากร ไม่เหลือกลไกทางสิ่งแวดล้อมไว้เผื่อพวกฉัน นี่ขนาดเป็นธรรมชาติ ถ้าเป็นเงินตราและอื่นๆ ไม่มีอะไรได้ครองเลย เพราะฉะนั้นจึงกลายเป็นความโกรธและชังกันเองในชาติ ในทุกๆ ชาติ ในญี่ปุ่น ไทย ไต้หวัน ในเอเชียเป็น อเมริกา ยุโรปก็เป็น

เจนต่างๆ มีฐานความรู้ต่าง ฐานทรัพยากรต่าง และต่างก็อยู่ใน echo chamber ของตนเอง ไม่ได้ยินเสียงกันและกัน เริ่มไม่เห็นใจกันและกัน แล้วก็เริ่มไม่สามัคคีกันโดยไม่ตั้งใจ แม้แต่ในครอบครัว

นักท่องเที่ยว อย่าเน้นจำนวนหัว
‘ถ้าคุณภาพมี เดี๋ยวมูลค่าก็มาเอง’

ประเทศไทยเรามีสงครามสีทางการเมืองต่อเนื่อง 20 ปี โดยใน พ.ศ.2545 เริ่มมีการปรับปรุงกระทรวง กรม แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางความคิด ต่อมาในปี 2547 เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง มีความต้องการตั้งกระทรวงใหม่ 6 กระทรวง ตอนนั้นทุกคนคิดว่ามันน่าสนใจมาก ทั้งที่ไม่รู้ว่าออกมาดีหรือเปล่า

หนึ่งในนั้น คือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเมื่อ 20 ปีที่แล้วยังไม่มีใครเห็นเลยว่าท่องเที่ยวและกีฬามันจะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางเศรษฐกิจใหญ่ ตอนนั้นมีนักท่องเที่ยวไม่ถึง 8-9 ล้านคนต่อปี แล้ววันหนึ่งในสมัยที่ผมเป็นรัฐมนตรีสมัยที่ 3 แตะไปที่ 40 ล้านคน

และนักท่องเที่ยวก็สร้างผลกระทบให้สิ่งแวดล้อม ดังนั้น ตอนที่ผมเป็นรัฐมนตรีจึงขุดวิธีคิดใหม่ว่าอย่าไปยุ่งกับจำนวนหัวมากนัก ให้สนใจเรื่องคุณค่า พอเป็นเรื่องคุณค่าแล้วเราจะสนใจเรื่องคุณภาพ ถ้าคุณภาพมี เดี๋ยวมูลค่ามันตามขึ้นมาได้เอง อย่าเอามูลค่าเป็นที่ตั้ง เลยเป็นที่มาว่าทำไมถึงมาทำเรื่องท่องเที่ยว ทำเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะตอนที่ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวฯ เมื่อปี 2018 มีนักท่องเที่ยวเข้ามา 35 ล้าน ผมไปรับที่สนามบินด้วยตัวเอง เพื่อบอกกับคนไทยว่า บัดนี้เรามีต่างชาติเข้ามาครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรไทย เราไม่ได้มีทรัพยากรที่แบ่งใช้ 70 ล้านแล้วนะ แต่ต้องแบ่งครึ่งเท่าตัว

อีก 1 ปีต่อมาผมไปรับอีก 40 ล้านคน คราวนี้เป็นชาวจีน การบริหารความเป็นธรรมในการเข้าถึงทรัพยากรคือสิ่งสำคัญ พอพ้นจากรัฐมนตรีท่องเที่ยว ผมถูกขอให้เป็นกรรมาธิการทางด้านกีฬา จากนั้นเขาก็อยากจะสร้างกรรมาธิการแก้ไขปัญหาความยากจน นั่งมาครบปี ผมเห็นว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคม เลยย้ายมาอยู่ที่กรรมาธิการสิ่งแวดล้อมและอยู่ยาวจนจบ ได้สนทนากับใครต่อใคร เลยเห็นว่าปัญหามันใหญ่และซับซ้อนกว่าที่คิด

แนะจ้องมลภาวะโลกร้อน ‘ชุดใหม่’
แก้ปมขยะ ทำน้ำให้ใส ‘มันช้าไปแล้ว’

ในอดีตเราทำเรื่องสิ่งแวดล้อมเพื่อแก้ปัญหา 15 ปีก่อน คุณจะกลับไปแก้ปัญหาขยะ ทำให้น้ำใส มันช้าไปแล้ว คุณจะต้องมองไปถึง Climate Change pollution ชุดใหม่

ตอนที่ผมเพิ่งมา ไมโครพลาสติกมันเพิ่งเป็นประเด็น และมันก็ก้าวไปสู่การที่ไมโครพลาสติกอยู่ในห่วงโซ่อาหาร อยู่ในน้ำนมแม่ อยู่ในสมองมนุษย์ มนุษย์บริโภคพลาสติกต่อปีรวมกันเท่ากับ 1 บัตรเครดิต

ผมเห็นว่าเรามาเรียนรู้เรื่องนี้แล้วใช้ความรู้ในอดีตที่ทำงานการเมืองอย่างยาวนานมาสื่อสารสังคมดีกว่า เมื่อเราสื่อสาร เรารู้แล้วว่าเรารู้มากขึ้น เรายังสื่อสารข้ามเจเนอเรชั่นได้สำเร็จ นี่แหละครับหัวใจใหญ่ ผมคงไม่เปลี่ยนฟีลแล้ว ฟีลสิ่งแวดล้อมจะเป็นฟีลหลัก ทำให้ผมกลับมาจับทิศทางหนึ่ง นั่นคือกฎหมาย สอง วิทยาศาสตร์ที่ผมไม่ได้เรียน ผมเป็นเด็กสายศิลป์ แต่เมื่อเข้าใจมันแล้ว พอได้จับแล้ว โอ้โห! วิทยาศาสตร์นี่มันดีจริงๆ

การบรรยายตามที่ต่าง ๆ ผมจะไล่ทีละขั้น ผมมาเพื่อสร้างความน่าสนใจ เพราะคุณจะไปศึกษาเองต่อ แล้วคุณถึงจะเริ่มเข้าใจ คุณถึงจะมีแรงบันดาลใจ แรงบันดาลใจมาจากคุณไม่ใช่ผม แล้วคุณจะเข้าใจด้วยตนเอง แล้วคุณเริ่มตั้งใจที่จะทำมัน นั่นต้องมีปริมาณมากขนาดนั้นในเชิงผู้บริโภคจึงเปลี่ยนแปลงในทิศทางใหม่ได้ แต่ในฐานะที่ผมเป็นนักกฎหมายที่ทำนโยบายต่างๆ ควรทำมากกว่า Speaker คือยังคงเชื่อมเกี่ยวกับผู้มีอำนาจต่อไป เพราะพบว่าอำนาจมันไปสั่งเปลี่ยน แต่ไม่ใช่ผู้บริโภค มันไปสั่งผู้ผลิต

ปราสาทโครงสร้างแปลก เสาผุ เสาเอน เสาเอียง ไม่มีใครเบรกไหว ต้องใช้ ‘ฐาน’ คือ ‘สิ่งแวดล้อม’

อะไรคือฐานที่คนจะต้องรักษาไว้ให้ได้ โครงสร้างปราสาทแปลกๆ กี่รุ่นต่อกี่รุ่นวันนี้หยุดไม่ได้อีกแล้ว เสาที่เราต่างเคยใช้ค้ำยันความเป็นรัฐชาติมันผุลงแล้ว เสาที่เราเรียกว่าราชการ เสาที่เราเรียกว่ากฎหมาย เสาที่เราเรียกว่ากระบวนการยุติธรรม เสาการเมือง ก็ผุไปหมดเลย ยังไม่พังแต่มันผุ มันเอน มันเอียงไปหมดแล้ว ถ้าร่วงลงมาก็คงไม่มีใครเบรกไหว อะไรล่ะที่จะทำให้ฐานมันอยู่ได้ คำตอบคือ ความเป็นธรรมพื้นฐาน และสิ่งแวดล้อมที่จะเป็นฐานสำคัญที่สุดของการอยู่ร่วมกัน

เรนบอมบ์ ‘ระเบิดฝน’ แล้ง-ท่วมมาคู่ ยุคแห่งการ (ต้อง) ตื่นรู้ The Great Extinction สิ่งมีชีวิตอื่นคงรอด แต่มนุษย์ไม่รอด?

เดี๋ยวนี้เราจะเห็นคนกลับมาดูสารคดีบีบีซี เรื่องแมวน้ำ เพนกวิน พะยูน ซึ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022 เพนกวินชุดแรกติดหวัดนกตาย ถ้าเป็นสมัยก่อนก็อาจจะแค่สงสารเพนกวิน แต่คำถามคือ อุณหภูมิมันอุ่นขึ้นจนพาหะพาเชื้อโรคเข้าไปได้ใช่ไหม เชื้อโรคสามารถอยู่ได้ในจุดที่มันไม่ควรมีชีวิตอยู่ ขณะเดียวกันหมีขาวตัวแรกของโลกก็ติดหวัดนกตาย ธรรมชาติของโลกได้แบ่ง 2 ตัวนี้เอาไว้คนละขั้ว ขั้วโลกเหนือเท่านั้นที่มีหมี ขั้วโลกใต้เท่านั้นที่มีเพนกวิน แต่ติดไข้หวัดนกปีเดียวกัน เดือนเดียวกัน มันบอกอะไรเรา

เมื่อก่อนไม่เข้าใจว่าแล้งกับท่วมมันจะมาคู่กันได้อย่างไร ตอนนี้เริ่มเห็นแล้วว่าหลายพื้นที่ท่วมแหลกลาญ แล้วไม่มีน้ำเหลือให้ใช้เลย เพราะกลายเป็น Rain Bomb (ระเบิดฝน) ความชื้นกองขึ้นไปบนฟ้า แล้วหนาแน่นมากจนกระทั่งการเคลื่อนตัวของลมอาจจะยังไม่สามารถพามันส่งเข้าไปลึกๆ ในแผ่นทวีปได้ พวกข้างในไม่ต้องพูดถึง มันต้องแห้งตาย แต่พวกอยู่หน้าฝั่งจะโดน Rain Bomb และอยู่ดีๆ มันก็จะหายวับไปกับตา นี่คือสภาพใหม่ The Great Extinction คือการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ เรากลายเป็นมนุษย์เจเนอเรชั่นแรกที่กำลังจะเจอสิ่งนี้ โลกรอด สิ่งมีชีวิตอีกหลายตัวก็คงจะรอด แต่เราไม่รอด นี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่ว่าจะเป็นศาสดาใดก็ไม่เคยพิสูจน์ว่าวิธีของท่านคือทางรอดหรือไม่ มันจึงเป็นยุคแห่งการต้องตื่นรู้ให้ได้ ให้ทัน มันจึงน่าตื่นเต้นและน่าตื่นตระหนกไปพร้อมกัน

พูดถึง แต่ไม่เข้าใจ จึงไร้ ‘รีแอ๊กชั่น’ จี้ปฏิรูปการเรียนรู้ สร้าง ‘อินฟลูฯ’ สื่อสารสังคม

เรื่องสิ่งแวดล้อม เราพูดถึงแต่เราไม่เข้าใจเราจึงไม่มีรีแอ๊กชั่น ผมเลยไปร่วมอยู่ในคณะกรรมการที่ปรึกษา Bangkok Climate action week ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย เราไม่ได้หวังว่าการจัด action week จะเปลี่ยนแปลงอะไรมาก แต่อย่างน้อยได้เริ่มต้นจุดเทียนเล่มเล็กๆ ในความมืด มันสว่างนะ แล้วก็พยายามอย่าให้เทียนดับ

หลักการปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริง คือการปฏิรูปการเรียนรู้ การสร้างนักสื่อสารสังคม เพราะมีคนตามเป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้าน ขณะที่ครูสอนทั้งเทอมอาจจะได้เด็ก 40-50 คน เรามาสร้างคนเหล่านั้นให้เป็นอินฟลูฯที่เกี่ยวกับชีวิต เพราะชีวิตเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมด้วยตัวของมันเอง เราควรสร้างไลฟ์โค้ชที่สอดแทรกเรื่องพวกนี้เข้าไปเพื่อเป็นปุ๋ย ให้กับคนฟัง เพื่อให้เธอไปใช้ให้เหมาะกับดินของเธอ แล้วเธอจะรู้สึกว่า ไม่แค่เธอดีขึ้น แต่สิ่งแวดล้อมจะดีขึ้น มันเป็นเรื่องของการให้แผนที่และเข็มทิศไปด้วย

ผมมีโอกาสพบกับนางงาม มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ นางสาวไทย เขาบอกให้ช่วยบรีฟให้หน่อย ผมจะวางงานทุกงานเลย เพราะเขาจะไปเจอคนมากกว่าผมและหลากหลายวงการ คนจะตั้งใจฟังเขามาก เพราะเขาจะขมวดให้สั้นและเร็วที่สุด ผมบอกน้องๆ เลยว่า จะไม่มีมิส ที่พูดเรื่องฟาสต์แฟชั่น เพราะทุกคนมองมาที่คุณในฐานะแฟชั่นนิสต้า แต่คุณกำลังพูดเรื่องที่กำลังต่อสู้กับฟาสต์แฟชั่น กระเป๋า รองเท้า เครื่องใช้สอย มันจะน่าสนใจมากเลย แล้วคุณจะสามารถสวยได้จากวิธีคิด วิธีแต่งกาย และการรณรงค์ ซึ่งเมื่อก่อนนางงามต้องรักเด็กอย่างเดียว

ฝันสวนกระแส สนทนาวิทย์อย่างมีศิลป์

ผมอยากเห็นคนขวนขวายด้านสิ่งแวดล้อมมาสนทนากันตามวงต่างๆ วันนี้เราได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ใช้ tiktok รายใหญ่ที่สุดของเอเชีย อันดับ 2 ของโลก มันเป็นไปได้อย่างไร แสดงว่าเราบริโภคมาก แต่เป็นการบริโภคสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงโลกและยังไหลไปกับกระแสที่ไม่ควรจะไหล

ความฝันที่อยากจะให้เกิดขึ้นก็คือ เราอยากสวนกระแสนั้นแล้วมาสนทนาในสิ่งที่มัน non-negotiable (ต่อรองไม่ได้) คือเรื่องความเป็นวิทยาศาสตร์ของโลกโดยมีศิลปะ อยากเห็นคนมีศิลปะในเรื่องแบบนี้
 

ฝากการบ้าน ‘รมว.พลังงาน’ คนใหม่ ดัน 3 นโยบายค้างท่อต่อให้เสร็จเพื่อปากท้องคนไทย

(25 ก.ย. 68) ในโอกาสที่มีการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ เป็นหนึ่งในโอกาสที่จะสำรวจผลงานที่ค้างคาในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างรัฐมนตรีคนเก่า-รัฐมนตรีคนใหม่ โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก โดย THE STATES TIMES ได้รวบรวม 3 นโยบายค้างท่อของ กระทรวงพลังงาน ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่มีความสำคัญในการดูแลค่าครองชีพของประชาชนคนไทย 

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานเป็นหนึ่งในกระทรวงที่ตลอดทั้งอายุรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย มีรัฐมนตรีเพียงคนเดียว คือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค โดยได้เริ่มต้นรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2566 เป็นต้นมา ภายใต้ชุดนโยบาย ‘รื้อ ลด ปลด สร้าง พลังงานไทย’ จากบันได 5 ขั้น โดยมีงานที่ยังค้างคาอาทิ 

1. การผลักดันกฎหมายส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์-โซลาร์รูฟท้อป

กฎหมายส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์-โซลาร์รูฟท้อป หรือในชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์’ แม้ทาง ค.ร.ม. ได้อนุมัติในหลักการแล้ว แต่ในกระบวนการยังต้องรอความเห็นของ ค.ร.ม. ชุดใหม่ว่าจะเดินหน้าไปในทิศทางใด 

โดยหลักการของกฎหมายฉบับนี้คือเปลี่ยนการติดตั้งโซลาร์เซลล์จากระบบขออนุญาตจากหลายหน่วยงานที่ต้องใช้ระยะเวลา 6-8 เดือน เป็นระบบแจ้งเพื่อทราบ ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ในทันที

2. กฎหมายปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมัน 

เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ต้องการจะให้มีการควบคุมราคาน้ำมันให้สมเหตุสมผล ผ่านการควบคุมการค้าน้ำมันที่ประเทศไทยไม่เคยมีกฎหมายในการควบคุมมาก่อน 

โดยร่างกฎหมายฉบับนี้แต่เดิมเข้าคิวรอการเสนอขอมติคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการ ก่อนที่จะได้มีการเสนอเข้าสู่การพิจารณาต่อไป ซึ่งจุดนี้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนต่อไปว่าจะดำเนินการต่อหรือไม่ 

3. ระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของประเทศ หรือ SPR 

นโยบายนี้มาจากการที่ ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ พบว่าประเทศไทยไม่มีการสำรองน้ำมันของรัฐเลย ที่มีอยู่เป็นของเอกชนทั้งหมด ดังนั้นเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ การจัดทำระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงของประเทศ หรือ SPR (Strategic Petroleum Reserve) จึงเป็นความจำเป็น 

โดยได้มีการวางวิสัยทัศน์ไว้อย่างชัดเจนว่าการจัดหาน้ำมันในระบบนี้จะมาจากกองทุนน้ำมันฯ เดิม เป็นการเปลี่ยนจากใช้เงินมาดูแลราคาน้ำมัน มาเป็นใช้น้ำมันในการควบคุมราคาน้ำมัน 

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า กฎหมายและนโยบายที่ ‘พีระพันธุ์’ ได้เริ่มไว้แต่ยังผลักดันไม่สำเร็จได้ตามเป้าหมาย ล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ต่อการลดค่าครองชีพและสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประชาชนคนไทยทั้งสิ้น ซึ่งคาดหวังว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ จะเข้ามาสานต่อให้สำเร็จ เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างด้านพลังงานให้กับประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป 

‘จิตรเทพ’ ชี้ SMEs ไทยต้องรู้จักใช้เครื่องมือการเงิน หนุนธุรกิจเติบโตจากร้อยล้านสู่พันล้านอย่างมีระบบเร็วกว่าใคร

(25 ก.ย. 68) นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นวิทยากรบรรยาย หลักสูตร Dx CEO Network 3 : Lead the Future ของธนาคาร SME  D BANK  พร้อมแชร์ประสบการณ์ให้กับนักธุรกิจ SMEs ที่กำลังเติบโต  ในโครงการ DX by SME D Bank โดยระบุว่า 
การจะขยายธุรกิจในยุคที่มีการแข่งขันสูง จำเป็นต้องปรับตัวและต้องออกแบบให้ธุรกิจสามารถ
- สร้างรายได้ซ้ำได้ง่าย (Repeatable)
- ขยายตัวได้ง่าย (Scalable)
โดยใช้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นหัวใจหลักในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้ไว

ส่วนเส้นทางการเติบโตของธุรกิจ ต้องมอง 4 ส่วน คือ 
1️⃣ Problem–Solution Fit : เริ่มจากปัญหา → ต่อยอดเป็นไอเดียแก้ปัญหา
2️⃣ Product–Market Fit : พัฒนาไอเดียเป็นสินค้า → ตอบโจทย์ลูกค้า
3️⃣ Business–Model Fit : ขยายธุรกิจ → วางระบบ → ปรับโครงสร้าง → เพิ่มทีมงาน
4️⃣ Financial Instruments Fit : ใช้ เครื่องมือทางการเงิน เพื่อเร่งการเติบโต

🔹 จาก 0 → 1 ล้าน
🔹 จาก 1 ล้าน → 10 ล้าน
🔹 จาก 10 ล้าน → 100 ล้าน
ยังอาจเติบโตได้ด้วยข้อ 1–3

แต่เมื่อจะก้าวจาก
💰 100 ล้าน → 1,000 ล้าน
💰 1,000 ล้าน → มากกว่านั้น

สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ข้อ 4 Financial Instruments Fit

เพราะฉะนั้น ธุรกิจต้องรู้ว่า จะเลือก Commercial Banking หรือ Investment Banking
และ จะใช้ Debt หรือ Equity รวมถึงจะออกแบบเครื่องมือทางการเงินอย่างไร เพราะนี่คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เรา leverage ธุรกิจ และ leverage เงิน ได้เร็วกว่าคู่แข่ง

‘ดร.อักษรศรี’ ชี้ วิธีแก้เกมจีนแห่เที่ยวเวียดนามเมินไทย แนะใช้ญี่ปุ่นโมเดล เน้นปลอดภัย-พรีเมี่ยม ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนแห่ไปเวียดนามแซงไทย หากเป็นแค่ตัวเลขเชิงปริมาณและเป็นกรุ๊ปทัวร์กำลังซื้อต่ำของนักท่องเที่ยวจีน อาจจะไม่ต้องกังวลมาก เหตุเป็นเพราะรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายฟรีวีซ่าให้กรุ๊ปทัวร์จีน และค่าใช้จ่ายในเวียดนามราคาถูกกว่าไทย จึงไม่ใช่นักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ แนะรัฐบาลใหม่เร่งยกเครื่องเรื่องความปลอดภัยอันดับแรก พร้อมกวาดล้าง สแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ปลุกความเชื่อมั่นดึงนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพเข้าประเทศ หลังคนจีนไม่มั่นใจความปลอดภัยของไทย ระบุหากไม่แก้ไขเรื่องความปลอดภัย แม้จะทำบิ๊กอีเว้นท์อย่างไรนักท่องเที่ยวจีนก็ไม่กลับมา เสนอทิศทางการพัฒนาแนวทางโมเดลญี่ปุ่นที่นักท่องเที่ยวจีนไปมากที่สุด เน้นสะอาด-ปลอดภัย-พรีเมี่ยม-มีระเบียบ

รศ. ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถ้าหากตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนในเวียดนามเป็นแค่เชิงปริมาณและเป็นกรุ๊ปทัวร์กำลังซื้อต่ำ ก็อาจจะยังไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัวของไทย จากรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนไปเวียดนามในช่วงเดือน ม.ค.- มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าเวียดนามกลายเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวจีนไปเยือนมากกว่าไทยแล้ว แต่ข้อเท็จจริงก็คือประเทศที่นักท่องเที่ยวจีนไปมากที่สุด คือ ญี่ปุ่น ตัวเลขของเวียดนามเป็นเพียงการรายงานจำนวนนักท่องเที่ยวต่อหัวในรูปแบบกรุ๊ปทัวร์ราคาต่ำเป็นส่วนใหญ่ และอาจจะเป็นนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่งไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก กลุ่มนี้มักจะมีพฤติกรรมการใช้จ่ายต่อหัวไม่สูงมากนัก เหตุที่กรุ้ปทัวร์จีนสนใจไปเวียดนาม ก็เพราะรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีนในรูปแบบกรุ๊ปทัวร์นั่นเอง ประกอบกับค่าใช้จ่ายในเวียดนามราคาถูกกว่าไทย

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยน้อยลงอย่างมาก เนื่องจากมีภาพจำในแง่ลบเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะจากกรณีที่ หวัง ซิง นักแสดงชาวจีน ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกลวงให้เดินทางเข้ามายังไทยก่อนจะถูกส่งตัวไปค้ามนุษย์ต่อในเมียนมาและได้รับการช่วยเหลือออกมาในท้ายที่สุด ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการคือการยกระดับมาตรฐานเรื่องความปลอดภัย และจัดการปัญหาศูนย์สแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลบล้างภาพจำที่ไม่ดีและสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวจีน

“ถ้ายังไม่แก้ไขให้คนจีนมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัย การทำอีเว้นท์มาร์เก็ตติ้งต่างๆ ในช่วงปลายปีเพื่อดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาไทยนั้น ส่วนตัวมองว่าอาจจะไม่ได้ช่วยมากนัก ตราบใดที่คนจีนยังรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย อีกเรื่องที่สำคัญคือการแก้ไขเรื่องเงินบาทแข็งค่า ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายในไทยสูงขึ้นในสายตาต่างชาติ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อศักยภาพการแข่งขันของไทยด้านการท่องเที่ยว รวมถึงการส่งออก” รศ. ดร.อักษรศรี กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ประเทศที่กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปมากที่สุดในโลก คือ ญี่ปุ่น แม้จีนจะไม่ได้รับสิทธิเรื่องฟรีวีซ่าจากรัฐบาลญี่ปุ่นก็ตาม หากแต่ญี่ปุ่นมีจุดเด่นเรื่องความปลอดภัย ความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อย อยู่ไม่ไกลจากจีน มีไฟล์ทบินให้เลือกจำนวนมาก และมีระบบการคมนาคมที่สะดวก เดินทางได้ง่าย รวมทั้งค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นแหล่งช้อปปิ้งยอดฮิตของนักท่องเที่ยวจีน ทั้งหมดนี้ จึงทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมเดินทางไปญี่ปุ่นมากที่สุด ญี่ปุ่นจึงเป็นตลาดพรีเมี่ยมที่นักท่องเที่ยวจีนยินดีจ่าย แม้ค่าครองชีพในญี่ปุ่นจะแพงกว่าไทยหรือเวียดนาม

“ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้พัฒนาตนเองในด้านการท่องเที่ยวยกระดับในแนวทางของโมเดลญี่ปุ่น เป้าหมายของไทยจึงควรเป็นการพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และมีความพรีเมี่ยม มาท่องเที่ยวไทยได้ในราคาไม่สูงเท่าญี่ปุ่น แต่ได้มาตรฐานใกล้เคียงกัน ดังนั้น ในการแก้เกมในเรื่องนักท่องเที่ยวจีนไปเวียดนามมากกว่าไทย คือ การสร้างความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก และเน้นยกระดับการท่องเที่ยวไทย ไม่ใช่การลงไปแข่งขันในตลาดล่างกับเวียดนามที่มุ่งเน้นจำนวนเชิงปริมาณของนักท่องเที่ยว” รศ. ดร.อักษรศรี กล่าว

‘ตรีนุช’ เข้ากระทรวงแรงงานวันแรก เร่งพัฒนาฝีมือแรงงาน-จัดการแรงงานต่างด้าวใน 120 วัน

'ตรีนุช' เข้ากระทรวงแรงงานวันแรก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน

(26 ก.ย. 68) เวลา 09.09 น. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เดินทางมายังกระทรวงแรงงาน เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแรงงาน ประกอบด้วย พระพุทธสุทธิธรรมบพิตร พระพุทธชินราช ศาลพ่อปู่ชัยมงคล ศาลท้าวมหาพรหมเทวฤทธิ์ และศาลพ่อปู่ชินพรหมมา  เนื่องในโอกาสรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน คนที่ 19 และถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี โดยมี นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน  พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ กระทรวงแรงงาน

จากนั้น นางสาวตรีนุช ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงความรู้สึก ว่า ในวันนี้รัฐบาลทำงานบนความท้าทาย ดังนั้น จะเร่งขับเคลื่อนในสิ่งที่เป็นเรื่องเร่งด่วน โดยเฉพาะปัญหาแรงงานต่างด้าว ซึ่งยังต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเร่งด่วน ตลอดจนเรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงานไทย การอัปสกิล รีสกิล ให้ตรงกับความต้องการของภาคเอกชน ภายในช่วงเวลา 120 วัน เพื่อขับเคลื่อนให้เต็มความสามารถ รวมถึงสวัสดิการเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ประกันตน

หลังจากนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาอย่างเป็นทางการแล้ว กระทรวงแรงงานจะนำเสนอแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในทันที ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมความพร้อมและศึกษาข้อมูลทั้งหมดไว้แล้ว

‘เซ็นทรัลพัฒนา’ ปฏิเสธ' แทรกแซงการถือหุ้น 'ดุสิตธานี' ขู่ ดำเนินคดีตามกฎหมายคนบิดเบือนทำสังคมเข้าใจผิด

เซ็นทรัลพัฒนา เดินหน้าขอยืนยันแถลงการณ์เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ในการ 'ปฏิเสธข่าวแทรกแซง' และชี้แจงเกี่ยวกับการถือหุ้นบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)

ทั้งนี้ อ้างถึงข่าวพาดพิง ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดต่อนโยบายการเข้าลงทุนของ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ในบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) บริษัทฯ ขอปฏิเสธข้อมูลที่มีการเผยแพร่สู่สาธารณะ และขอชี้แจง ดังนี้

-บริษัทฯ ได้รับโอกาสในการร่วมลงทุน และเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับดุสิตธานีในการพัฒนาโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค มาตั้งแต่ปี 2560 โดยในส่วนของเซ็นทรัลพัฒนา ได้ใช้งบลงทุนมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาท โครงการดำเนินการพัฒนาด้วยดีมาโดยตลอด ปัจจุบัน โรงแรม อาคารสำนักงาน และศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค ได้เปิดให้บริการแล้วเมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วน ในฐานะแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของประเทศ ที่สะท้อนศักยภาพการพัฒนาโครงการระดับโลก โดยโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค มีมูลค่าโครงการรวมกว่า 46,000 ล้านบาท

-ปัจจุบัน เซ็นทรัลพัฒนาถือหุ้นในดุสิตธานีจำนวน 145,238,320 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 17.09 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของดุสิตตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งที่ผ่านมาเซ็นทรัลพัฒนา เคารพในการบริหารงานของผู้ถือหุ้นใหญ่ และสนับสนุนการดำเนินงานด้วยดีมาโดยตลอด

ดังนั้น เมื่อเซ็นทรัลพัฒนา ได้รับการเสนอให้ส่งตัวแทนเพื่อให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นแต่งตั้งเป็นกรรมการของดุสิตธานี ทางเซ็นทรัลพัฒนา เล็งเห็นว่าจะสามารถใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญเพื่อร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของดุสิตธานีให้เติบโตอย่างต่อเนื่องต่อไป การเสนอชื่อเพื่อแต่งตั้งกรรมการเป็นไปตามแนวทางการมีส่วนร่วมตามสัดส่วนการถือหุ้นซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติตามปกติ ในการดูแลเงินลงทุน โดยไม่มีอำนาจในการควบคุมในดุสิตแต่อย่างใด 

ทั้งนี้ เซ็นทรัลพัฒนา มีเจตนาอันดีและดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาลตามแนวทางของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งรวมถึงการกำกับดูแลเรื่องการจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) อันเป็นสิ่งที่เซ็นทรัลพัฒนา ให้ความสำคัญ และดำเนินการในแนวทางปฏิบัติเดียวกันกับการร่วมลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจทุกรายทั้งในและต่างประเทศมาโดยตลอด

-ดุสิตธานี บริหารงานโดยกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ คือบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด เซ็นทรัลพัฒนา ขอยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ในการตัดสินใจดำเนินการของ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด

เซ็นทรัลพัฒนา ยึดหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจมาตลอด 45 ปี และได้รับการรับรองและตรวจสอบอย่างโปร่งใสมาโดยตลอด รวมถึงสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง

การกล่าวอ้างใดๆ ที่ไม่เป็นความจริง และก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสาธารณะ บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นโยบาย 4 ด้าน กับรัฐบาล (เฉพาะกิจ) มุ่งเน้นแก้ปัญหาหลัก เรื่องอื่นๆ พักไว้ก่อน

(28 ก.ย. 68) เริ่มภารกิจเข็นครก กู้วิกฤติเศรษฐกิจประเทศไทย ของรัฐบาลใหม่ นายภราดร  ปริศนานันทกุล  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการพูดคุยกับนายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ รวมถึงได้ปรึกษากับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ถึงการใช้งบประมาณปี 2568 ที่จะสิ้นสุดปีงบประมาณในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ว่ามีงบประมาณเหลืออยู่ 6 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นงบกลางสำรองฉุกเฉิน และอีกส่วนจะนำไปใช้ในโครงการคนละครึ่งเฟสแรก โดยจะให้กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก่อน ประมาณ 13 ล้านคน วงเงินประมาณ 2.2 หมื่นกว่าล้านบาท โดยจะให้เพิ่มเติมจากเดือนละ 300 บาท เพิ่มเป็น 2,000 บาท  นอกจากนั้นจะเป็นกลุ่มบุคคลทั่วไป รวมไปถึงจะใช้งบประมาณในปี 2569 มาเพิ่มเติม ประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท

นายภราดร กล่าวว่า ส่วนอื่นจะเป็นของหน่วยงานที่ขอเข้ามา อาทิ หน่วยงานทหารในพื้นที่ชายแดนไทย - กัมพูชา ประมาณ 500-700 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณรายจ่ายประจำ ที่ตั้งไว้อย่างเงินเดือนข้าราชการประมาณ 3,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังเป็นงบประมาณในส่วนที่อนุมัติโครงการไปแล้วแต่ยังไม่ดำเนินการ ก็จะนำงบดังกล่าวมาใช้ เพื่อเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ชายแดนไทย -  กัมพูชา ซึ่งมีในส่วนที่ค้างท่ออยู่ประมาณ 1,580 ล้านบาท ทั้งนี้  น่าจะเหลือเงินงบประมาณปี 68 ที่ยังค้างท่อประมาณ 3.5 หมื่นล้าน โดยจะนำไปใช้หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่รัฐบาลเก่าก่อหนี้ไว้ รวมถึงโครงการพักหนี้เกษตรกร

กำลังซื้อการใช้จ่ายของผู้บริโภค จะกลับมามากน้อยแค่ไหน นอกเหนือจากเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่ง เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนมากขึ้น กระตุ้นกำลังซื้อ เกิดกำลังการผลิตใหม่ เกิดการจ้างงานเพิ่มเติม แต่จากการคาดการณ์ของ TDRI ในปี 2569 กลับมีแนวโน้มว่า บัณฑิตจบใหม่กว่า 78,000 คนมีความเสี่ยงตกงาน เนื่องจากปัญหา “อุปทานแรงงานล้น” ขณะที่ “อุปสงค์ตลาด” ไม่ตรง ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างบัณฑิตและตลาดแรงงานขยายกว้างขึ้น เป็นประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องจับตามอง

รายงานผลสำรวจล่าสุดเผย 60% ของนายจ้างมองว่าทักษะบัณฑิตจบใหม่ไม่สอดคล้องกับความต้องการตลาดแรงงาน โดยเฉพาะทักษะด้านการทำงานเป็นทีม (Teamwork) และทักษะทางสังคมและอารมณ์ (Soft skills) ที่ยังไม่ตอบโจทย์องค์กร สะท้อนปัญหาช่องว่างระหว่างสิ่งที่สถาบันการศึกษาผลิต กับความต้องการจริง

ข้อมูลยังพบว่า ตลาดงานต้องการ “คนมีประสบการณ์” มากกว่า โดย 38.3% ของตำแหน่งต้องการประสบการณ์ 1-2 ปี ขณะที่ 24.8% ต้องการ 3 ปีขึ้นไป มีเพียง 22.3% เท่านั้นที่เปิดรับเด็กจบใหม่โดยตรง ทำให้การหางานของบัณฑิตรุ่นใหม่เป็นโจทย์ที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ

อีกหนึ่งประเด็นคือ ครึ่งหนึ่งของนายจ้างหันไปจ้างงานฟรีแลนซ์หรือพนักงานชั่วคราว แทนการรับพนักงานประจำ เนื่องจากมองว่าทักษะไม่ตรงกับความต้องการ ส่งผลให้หลายตำแหน่งงานถูกปรับเปลี่ยนหรือหายไปจากตลาดแรงงานถาวร

ระยะเวลา 4 เดือน กับ รัฐบาล(เฉพาะกิจ) ประกาศนโยบาย 4 ด้าน 
1. นโยบายด้านเศรษฐกิจมุ่งลดภาระค่าครองชีพโดยการลดราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งและเราเที่ยวด้วยกัน
2. ด้านความมั่นคงจะใช้การทูตเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาชายแดนกับกัมพูชาโดยสันติวิธี และร่วมมือปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ
3. เร่งแก้ไขปัญหาสังคมโดยเน้นปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจัง เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์และการพนันออนไลน์
4. เตรียมความพร้อมรับมือภัยธรรมชาติ โดยพัฒนาระบบเตือนภัยที่แม่นยำ และมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็ว

มุ่งเป้าหมายให้ตรงประเด็น กับข้อจำกัดด้านเวลา ก็คงต้องให้กำลังใจกันก่อน เพื่อดูงานว่าจะคืบหน้าได้มากน้อยแค่ไหน

รัฐบาลประชาธิปไตย ที่มีการเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2562 ถึงแม้จะยังมีบางเสียง แย้งว่ายังเป็นช่วงรัฐบาลเผด็จการ แต่ก็มีการเลือกตั้งครั้งถัดมาในปี 2566 ที่เปิดให้ประชาชนไปหย่อนหีบวิเศษอีกครั้ง ก็ลองเปรียบเทียบดูว่า สภาพเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นอย่างไร 

ปัจจุบัน ก็ยังมีประเด็นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อปากท้องของประชาชน..!! ไม่แน่ใจว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้นยังไง..? ประชาชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้นแบบไหน..? ฝ่ายที่เสนอก็ยังไม่ได้ให้คำตอบที่จะพิสูจน์ความเป็นไปได้ แต่ที่เป็นไปได้แน่นอน คือ หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องใช้งบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อทำประชามติ 

หยุดพักไว้ก่อนเถอะ เอาเม็ดเงินมาใช้กระตุ้นกำลังซื้อ ให้ประชาชนมีกินมีใช้กันไปก่อน ในยุคที่เทคโนโลยีด้านข่าวสารที่ประชาชนรับรู้ข้อมูลได้มากขึ้น แก้รัฐธรรมนูญ สนองความต้องการใคร ประชาชนคงเริ่มเข้าใจมากขึ้น 

ปัญหารุมเร้ารอบด้าน จากเพื่อนบ้านประเทศข้างเคียง การพยายามแทรกแซงจากประเทศมหาอำนาจ ประเทศไทยจะดำรงอยู่ต่อไปได้ ต้องอาศัยความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจของคนไทยทุกคน  

‘ไฮเออร์’ ทุ่มหมื่นล้านผุดโรงงานแอร์อัจฉริยะในไทย วางเป้าเฟสแรกผลิต 3 ล้านเครื่องต่อปี เน้นส่งออกกว่า 70%

(30 ก.ย. 68) นาย โจว หยุนเจี้ย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไฮเออร์ กรุ๊ป กล่าวว่า ไฮเออร์ ผู้ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับโลกและแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลกติดต่อกัน 16 ปีช้อน ประกาศก้าวสำคัญด้านการลงทุนในประเทศไทย เปิดโรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศแห่งใหม่ ณ จังหวัดชลบุรี มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท บนพื้นที่ 324,000 ตารางเมตร

ออกแบบภายใต้แนวคิดการผลิตยุคใหม่ ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) และระบบจัดการทันสมัย ตอบรับทั้ง ยุทธศาสตร์ S-Curve และ Thailand 4.0 เพื่อรองรับทั้งตลาดในประเทศและการส่งออก ด้วยกำลังการผลิตกว่า 6 ล้านเครื่องต่อปี

พร้อมยกระดับบทบาทของไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในอาเซียน และต่อยอด ศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก โดยในเฟสแรกจะเริ่มเดินสายการผลิตในเดือนกันยายน พร้อมตั้งเป้า 3 ปี (2568-2570) ผลิตกว่า 12.5 ล้านเครื่อง มูลค่าราว 63,650 ล้านบาท

นาย โจว หยุนเจี้ย กล่าวต่อว่า "ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม New S-Curve ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต โดยมีอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในเสาหลักที่มีศักยภาพสูง

การลงทุนครั้งใหญ่นี้จึงไม่เพียงสะท้อนความเชื่อมั่นของไฮเออร์ที่มีต่อเศรษฐกิจไทย แต่ยังตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์ของอาเซียน ที่เชื่อมโยงครบทั้งห่วงโซ่อุปทาน การผลิต การวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการส่งออกสู่ตลาดโลก

อีกทั้งยังเป็นหมุดหมายสำคัญของความร่วมมือไทย-จีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปีนี้ ซึ่งสะท้อน ถึงความมั่นใจของนักลงทุนจีนต่อศักยภาพ ความมั่นคง และบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก

โดยการลงทุนในโรงงานแห่งใหม่นี้สอดรับกับยุทธศาสตร์ S-Curve และนโยบาย Thailand 4.0 ด้วยการยกระดับสู่มาตรฐานการผลิตใหม่ ผ่านเทคโนโลยี Smart Manufacturing และระบบจัดการที่ทันสมัย ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) พร้อมวางแผนการผลิตไว้เป็น 3 เฟสอย่างเป็นระบบ

โดยเฟสแรกจะเริ่มเดินสายการผลิตเครื่องปรับอากาศในเดือนกันยายน 2568 จำนวน 3 ล้านเครื่อง มูลค่าประมาณ 14,700 ล้านบาท ก่อนจะขยายกำลังผลิตเป็น 3.5 ล้านเครื่อง มูลค่า 17,800 ล้านบาทในปี 2569 และแตะระดับสูงสุดที่ 6 ล้านเครื่อง มูลค่าราว 31,150 ล้านบาทภายในปี 2570

ซึ่งจะทำให้โรงงานแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค และมีบทบาทสำคัญในการรองรับความต้องการทั้งในประเทศและการส่งออกไปยังตลาดโลก โดยเราเน้นส่งออกไปต่างประเทศมากกว่า 70%  เช่น ยุโรป อเมริกาเหนือ ตะวันออกกลาง เอเชีย เป็นต้น

Haier มีเป้าหมายชัดเจนที่จะมุ่งสู่การเป็น แบรนด์เครื่องปรับอากาศยอดขายอันดับ 1 ของโลก ด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 13% โดยมีแผนเพิ่มยอดขายในประเทศไทยในปี 2568 ให้ได้ 5,500 ล้านบาทสำหรับเครื่องปรับอากาศภายในบ้าน และ 1,108 ล้านบาทสำหรับเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์

บริษัทได้ลงทุนสร้าง โรงงานแห่งที่ 2 ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 3 จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นโรงงานที่มุ่งเน้นการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างงานในท้องถิ่นกว่า 3,000 ตำแหน่ง โรงงานแห่ง นี้ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเสริมศักยภาพการผลิตและส่งออกเพื่อรองรับความต้องการของตลาดในอาเซียน ตะวันออกกลาง และตลาดโลก

การลงทุนของ Haier ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ทั้งด้านแรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศทางอุตสาหกรรม นอกจากนี้ Haier ยังมีแผนที่จะพัฒนาโรงงานให้เป็น Smart Factory เต็มรูปแบบ พร้อมตั้งศูนย์ R&D เพื่อยกระดับการผลิตและคุณภาพสินค้า ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ไทยก้าวขึ้นเป็น ศูนย์กลางการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะในอาเซียน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top