Friday, 5 June 2026
Econbiz

ปตท. จับมือ วว. เดินหน้ายกระดับนวัตกรรมพลังงาน เป้าหมายเพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยมั่นคงและยั่งยืน

(4 ก.ย. 68) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพการบริหารองค์กร เพื่อส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมด้านการจัดการพลังงานและเทคโนโลยี เช่น การประยุกต์ใช้แพลตฟอร์ม AIoT ในระบบ Energy Management การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเครื่องสำอาง รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการจับคู่ความร่วมมือรัฐวิสาหกิจ ภายใต้การมอบหมายจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพการดำเนินงานของ ปตท. และ วว. เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจไทยให้มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

อินโนพาวเวอร์ – ITEL ผนึกกำลังขับเคลื่อน ESG ปักหมุด Green Data Center ใช้พลังงานหมุนเวียน 100%

(4 ก.ย. 68) บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ได้ร่วมสนับสนุน บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL ผู้ให้บริการ Data Center ชั้นนำของประเทศไทย โดยมอบใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (International Renewable Energy Certificate: I-REC) ทำให้ Data Center ของ ITEL ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ตอกย้ำพันธกิจ ESG มุ่งสู่ธุรกิจ Green Data Center สร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันในยุคดิจิทัล

นายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ส่งมอบใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (International Renewable Energy Certificate: I-REC) ให้กับ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL โดย ดร.บัณฑิต รุ่งเจริญพร กรรมการผู้จัดการ ITEL เข้าร่วมรับมอบ ซึ่ง อินโนพาวเวอร์ได้ให้ความสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายของพันธมิตร โดยเฉพาะธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ที่ส่งเสริมการเติบโตระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมอย่าง ITEL การสนับสนุนด้วยกลไก REC เปรียบเสมือนเป็น สะพานเชื่อม ให้ระหว่างแหล่งผลิตพลังงานสะอาดกับ
ภาคธุรกิจ ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ เดินหน้าไปสู่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและสร้างคุณค่าด้านธุรกิจไปพร้อมกัน

อินโนพาวเวอร์ พร้อมที่จะเป็นพันธมิตรด้านการลดคาร์บอน (Decarbonization Partner) ที่ช่วยให้องค์กรต่างๆ เดินหน้าสู่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจ โดยมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาเพื่อวางแผนในระยะสั้นและระยะกลาง สำหรับการลงทุนที่คุ้มค่าและช่วยลดต้นทุนธุรกิจไปพร้อมกับการพัฒนาโปรไฟล์ด้านความยั่งยืน เช่น ในธุรกิจ Data Center เราสามารถนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะยาวได้

ด้าน ดร.ณัฐนัย อนันตรัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL ระบุว่า การที่บริษัทฯ ได้ขึ้นทะเบียนรับใบรับรองเครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน I-REC จากอินโนพาวเวอร์ในครั้งนี้ ยืนยันถึงการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100% สำหรับการดำเนินธุรกิจ Data Center ของบริษัทฯ ช่วยตอกย้ำพันธกิจของ ITEL ในการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG (Environmental, Social, and Governance) ผ่านการใช้พลังงานสะอาด และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

ทั้งนี้ การรับใบรับรอง I-REC ในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของแผนการพัฒนาของ ITEL ในด้านการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่ไปกับการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในฐานะ 
“ศูนย์สำรองข้อมูลสีเขียว” (Green Data Center) รายสำคัญของประเทศ ที่สามารถรองรับความต้องการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) และ
ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่มีการขยายตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วได้ โดยเฉพาะกับกลุ่มลูกค้าหลักของ ITEL อย่างกลุ่มสถาบันการเงิน ประกันภัย และผู้ให้บริการคลาวด์ (Cloud Provider) ที่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้า เซิร์ฟเวอร์ และเครือข่ายที่เสถียรพร้อมใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน

“ใบรับรอง I-REC ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงการยกระดับมาตรฐานทางด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ของ ITEL ได้อีกเช่นกัน เพราะบริษัทฯ สามารถนำใบรับรองดังกล่าวไปใช้เพื่อรายงานผลตามมาตรฐาน “Greenhouse Gas Protocol Scope 2 Reporting” สำหรับการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการใช้พลังงานหมุนเวียน และการมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับโลกได้อีกด้วย” ดร.ณัฐนัย กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับแผนในอนาคต อินโนพาวเวอร์มีเป้าหมายขยายการสนับสนุน REC ให้ครอบคลุมทุกภาคธุรกิจ ทั้งอุตสาหกรรม การผลิต การพาณิชย์ และดิจิทัล ตั้งแต่บริษัทขนาดใหญ่จนถึง SMEs โดยนำเสนอทางเลือกที่ตอบโจทย์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ REC ควบคู่กับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Bundle) หรือการซื้อขายเพียงใบรับรองพลังงานสะอาดตามมาตรฐานสากล (Unbundle) เพื่อให้องค์กรสามารถเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้เหมาะสมกับธุรกิจของตน

พร้อมกันนี้ อินโนพาวเวอร์ยังร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และพันธมิตรระดับนานาชาติ เพื่อพัฒนามาตรฐานการซื้อขาย REC ให้โปร่งใส น่าเชื่อถือ และสร้างระบบนิเวศที่เข้าถึงได้สำหรับทุกองค์กร

เงินกองทุนน้ำมันฯ ติดลบต่ำสุดในรอบ 4 ปี คาดพลิกเป็นบวกปลายปี หลังมีเงินไหลเข้า 6 พันล้าน/เดือน

(4 ก.ย. 68) กองทุนน้ำมันฯ ล่าสุดติดลบเหลือ -22,982 ล้านบาท ต่ำสุดในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ปี 2564 หลังหยุดชดเชยราคาน้ำมันทุกชนิดและหันกลับมาเรียกเก็บเงินผู้ใช้น้ำมันส่งเข้ากองทุนฯ แทน ส่งผลให้ปัจจุบันกองทุนฯ มีเงินไหลเข้ากว่า 6,000 ล้านบาทต่อเดือน คาดเงินกองทุนฯ พลิกเป็นบวกได้ในเดือน ธ.ค. 2568 นี้ 

สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่าถึงสถานการณ์เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรายสัปดาห์ว่า สถานะเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงล่าสุด ณ วันที่ 31 ส.ค. 2568 ว่าเงินกองทุนฯ ยังคงติดลบ แต่ทยอยติดลบลดลงเหลือ -22,982 ล้านบาท ซึ่งมาจากบัญชีก๊าซหุงต้ม (LPG) ติดลบรวม -42,942 ล้านบาท เพราะนำไปช่วยพยุงราคาขายปลีก LPG ในประเทศ และมาจากบัญชีน้ำมันที่มีรายรับเข้ามารวม 19,960 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามวงเงินรวมของกองทุนฯ ที่ยังติดลบอยู่ -22,982 ล้านบาท นับว่าเป็นการติดลบที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564 หรือน้อยที่สุดในรอบ 4 ปี ทั้งนี้เนื่องจากกองทุนฯ ได้ยกเลิกการชดเชยราคาน้ำมันทุกชนิด และหันไปเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันส่งเข้ากองทุนฯ ทั้งหมด ตั้งแต่ 6 ส.ค. 2567 เป็นต้นมา ส่งผลให้บัญชีน้ำมันมีเงินไหลเข้าเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี จำนวน 773 ล้านบาท ในเดือน พ.ค. 2568 ที่ผ่านมา และปัจจุบันบัญชีน้ำมันมีเงินไหลเข้ารวม 19,960 ล้านบาท

สำหรับเงินไหลเข้ารายวัน ปัจจุบันมีเงินเข้ากองทุนฯ รวม 212.78 ล้านบาทต่อวัน  (ประมาณ 6,383 ล้านบาทต่อเดือน) ซึ่งมาจากผู้ใช้น้ำมันส่งเข้ากองทุนฯ 185.09 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 5,552 ล้านบาทต่อเดือน) และมาจากโรงแยกก๊าซ 27.69 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 830 ล้านบาทต่อเดือน)

โดยผู้ใช้น้ำมันต้องส่งเงินเข้ากองทุนฯ ตามประกาศของ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ล่าสุดดังนี้ ผู้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ถูกเรียกเก็บ 3 บาทต่อลิตร , น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เรียกเก็บ 1.90 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 เรียกเก็บ 3.60 บาทต่อลิตร และเบนซินธรรมดา ออกเทน 95 เรียกเก็บ 9.60 บาทต่อลิตร ส่วนผู้ใช้ดีเซล และดีเซล B20 ถูกเรียกเก็บ 1.40 บาทต่อลิตร และผู้ใช้ดีเซลเกรดพรีเมียม ถูกเรียกเก็บ 2.90 บาทต่อลิตร

อย่างไรก็ตามกองทุนฯ ยังคงมีภาระหนี้สำคัญที่ได้กู้ยืมเงินมาจากสถาบันการเงินฯ ไว้รวม 105,333 ล้านบาท ระหว่างปี 2565-2566 ปัจจุบันเหลือหนี้อยู่ 52,360 ล้านบาท ซึ่งจะต้องทยอยจ่ายเงินต้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามกรอบเวลาที่กู้มาแต่ละครั้ง โดยในเดือน ต.ค. 2568 นี้จะต้องจ่ายหนี้เงินต้นสูงสุดประมาณ 3,000 ล้านบาท หลังจากนั้นจะทยอยลดลง และในแต่ละเดือนจะต้องจ่ายดอกเบี้ย 250 บาทต่อเดือนด้วย โดยคาดว่าจะชำระหนี้หมดตามกำหนดในปี 2572

สำหรับก่อนหน้านี้กองทุนน้ำมันฯ มีรายรับเกือบ 1 หมื่นล้านบาทต่อเดือน และคาดว่าเงินกองทุนฯ น่าจะกลับมาเป็นบวกได้ประมาณเดือน ต.ค. 2568 แต่เนื่องจากในช่วงเดือน มิ.ย. 2568 เกิดภาวะสงครามระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น จนกองทุนฯ ต้องนำเงินไปพยุงราคาดีเซลอีกครั้ง และทำให้รายรับของกองทุนฯ ลดลง จากเดิมคาดการณ์ว่ากองทุนฯ จะกลับมาเป็นบวกได้ประมาณเดือน ต.ค. 2568 ต้องขยับออกไปเป็นเดือน ธ.ค. 2568 นี้แทน เนื่องจากกองทุนฯ มีรายรับประมาณ 6 พันล้านบาทต่อเดือน ขณะที่เงินกองทุนฯ ปัจจุบันติดลบอยู่ -22,982 ล้านบาท

สำหรับราคาน้ำมันโลกล่าสุด ณ วันที่ 4 ก.ย. 2568 เวลาประมาณ 15.00 น. ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ระดับ 69.39 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาเพิ่มขึ้น 0.01 เหรียญหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 63.23 เหรียญหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลง 0.74 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล  และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) อยู่ที่ 66.87 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลง 0.73 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ด้านค่าการตลาดน้ำมันที่ผู้ค้าน้ำมันเรียกเก็บจากประชาชน ซึ่งรายงานโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ณ วันที่ 4 ก.ย. 2568 เปลี่ยนแปลงดังนี้ น้ำมันเบนซินออกเทน 95 ถูกเรียกเก็บค่าการตลาด 3.31 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีค่าการตลาดที่ 3.03 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 3.09 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 3.14 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ที่ 3.99 บาทต่อลิตร, ดีเซล อยู่ที่ 1.51 บาทต่อลิตร  โดยเฉลี่ยค่าการตลาดระหว่าง 1-4 ก.ย. 2568 อยู่ที่ 2.37 บาทต่อลิตร (จากค่าการตลาดที่เหมาะสม 1.5-2 บาทต่อลิตร)

จัดกิจกรรมสัมมนาและนิทรรศการผู้รับทุน ประจำปีงบประมาณ 2568 มุ่งเพิ่มขีดความสามารถการเเข่งขันของประเทศไทยในยุคดิจิทัล

เมื่อวันที่ (3 ก.ย. 68) นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) เป็นประธานเปิดกิจกรรมสัมมนาและนิทรรศการผู้รับทุนของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีนางสาววรรณศิริ พัวศิริ ผู้อำนวยการกองบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  กล่าวรายงาน ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

สำหรับกิจกรรมสัมมนาและนิทรรศการผู้รับทุนของกองทุนดีอี จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564  เป็นต้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานจากโครงการของผู้รับทุนในปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้สนใจ พร้อมย้ำบทบาทของกองทุนในการสร้าง Ecosystem ดิจิทัลและนวัตกรรมที่ยั่งยืน สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของกองทุนดีอีในการสนับสนุนโครงการที่สามารถสร้างนวัตกรรมดิจิทัล ส่งเสริมการดำเนินงานของภาครัฐ ภาคเอกชน และสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน รวมถึงเสริมศักยภาพการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศ

ในส่วนปีนี้กองทุนดีอีได้คัดเลือก 10 โครงการที่ประสบผลสำเร็จและเป็นประโยชน์แก่สังคมในวงกว้าง มาร่วมออกบูธนิทรรศการ อาทิ 1. โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางบริการแบบอัจฉริยะของกรมโยธาธิการและผังเมือง (กรมโยธาธิการและผังเมือง) 2. โครงการ Digital Post ID (บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด) 3. โครงการระบบประกาศข่าวชาวเรืออัจฉริยะทางทะเลของประเทศไทย สำหรับสถานี Bangkok Radio (บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด) 4. โครงการพัฒนาจัดทำแพลตฟอร์มสนับสนุนการเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่าในรูปแบบดิจิทัลให้กับประชาชนไทย (องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์) 5. โครงการระบบดิจิทัลต้นแบบการตรวจวินิจฉัยและให้คำแนะนำเกี่ยวกับโรคของสัตว์น้ำระยะไกล (กรมประมง) 6. โครงการพัฒนาระบบดิจิทัลเพื่อบริการประชาชน สำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) 7. โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรอัจฉริยะ (กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก) 8. โครงการโซลูชันการเรียนรู้ตลอดชีวิตแบบดิจิทัล (Digital Lifelong Learning Solutions) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ด้านดิจิทัลในฐานะกำลังแรงงานคุณภาพของประเทศ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) 9. โครงการจ้างกำกับดูแล ติดตาม ให้คำแนะนำในการใช้แพลตฟอร์มภาครัฐฯ สำหรับหน่วยงานภาครัฐ ให้เป็นไปตามการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล(สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) และ 10. โครงการจัดหาระบบวิเคราะห์การโจมตี (GMS) สำหรับหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสารสนเทศ และหน่วยงานภาครัฐที่สำคัญ (สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ)  

‘ปฐม อินทโรดม’ ยก ‘ไต้หวัน’ แบบอย่างพัฒนาประเทศ กล้าหักดิบจากพึ่งพาเกษตรพลิกสู่ผู้นำอุตสาหกรรมชิป

(5 ก.ย. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) และกรรมการสภาดิจิทัล (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ช่วงนี้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ใหญ่ชาวไต้หวันหลายคนที่เคยเป็นผู้บริหารบริษัทไอทีรายใหญ่ สิ่งที่น่าทึ่งคือ ทุกคน “ย้ำว่าทุกคน” เติบโตมาในครอบครัวชาวนาเหมือนคนไทยในอดีตแต่เส้นทางชีวิตเขาต่างจากเราเหลือเกิน

ย้อนไปดูรายได้ต่อหัวของไต้หวันในทศวรรษที่ผมเกิด ไทยกับไต้หวันห่างกันไม่มากนักด้วยตัวเลข $100 ของไทยกับ $150 ของไต้หวัน

แต่ในวันนี้ที่ผมเข้าสู่วัย สว. ไทยขยับขึ้นเป็น $7,500-$8,000 แต่ไต้หวันทิ้งห่างไปที่ $35,000 มากกว่าเราเกือบ 5 เท่า
ผมถามผู้ใหญ่ชาวไต้หวันเหล่านั้นว่า “ทำไม” เขาเล่าให้ฟังว่า 

“ไต้หวันนั้นเด็ดขาด เมื่อเห็นว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์จะเป็นอนาคต รัฐบาลและเอกชนจึงทุ่มเต็มที่ ไม่หันเห ไม่ประนีประนอม แม้จะมีคนเสียประโยชน์ก็ยอม เพราะเป้าหมายคือการยกระดับประเทศทั้งระบบ”

สาเหตุที่ลูกชาวนาทุกคนหันหลังให้กับการทำนา เพราะช่วงปี 1960–1970 ไต้หวันเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมสิ่งทอและอุตสาหกรรมขนาดกลาง ตั้งเขตอุตสาหกรรมส่งออก และเริ่มส่งนักเรียนไปเรียนในต่างประเทศโดยเฉพาะอเมริกา

ผมลองค้นข้อมูลดูก็พบว่ารอยต่อสำคัญอยู่ที่ช่วงปี 1980 ไต้หวันก่อตั้ง ITRI และ Hsinchu Science Park ปลุกปั้นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น TSMC, UMC

หลังจากนั้น ในทศวรรษ 1990 เป็นต้นมาอุตสาหกรรมชิปและอิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นหัวใจ เศรษฐกิจโตเร็ว รายได้ต่อหัวพุ่งขึ้นหลายสิบเท่า

ในขณะที่ไทยเราเริ่มเปิดนิคมอุตสาหกรรม มีโรงงานประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและยานยนต์จนได้ชื่อว่าเป็น “Detroit of Asia” แต่ยังพึ่งการลงทุนจากต่างชาติ ขาดเทคโนโลยีของตัวเอง และมองข้ามช็อตไม่เป็น

ไม่น่าแปลกอะไรที่ทุกวันนี้เศรษฐกิจยังเติบโตแบบกระจาย ไม่โดดเด่นด้านเทคโนโลยีขั้นสูง รายได้ต่อหัวจึงตามหลังไต้หวันหลายเท่า

สิ่งที่ผู้ใหญ่ชาวไต้หวันบอกกับผมคือ “ไทยประนีประนอมเกินไป” เรามัวแต่ห่วงคนทุกกลุ่ม อยากให้ทุกฝ่ายพอใจ ผลคือเดินหน้าช้ากว่าที่ควรจะเป็น ในขณะที่ไต้หวันเลือกเส้นทางที่ชัดเจนและยอมเผชิญความเจ็บปวดระยะสั้นเพื่ออนาคต

เขาย้ำว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรก็คงขึ้นอยู่กับคนรุ่นใหม่ ประเทศไทยก็ไม่ต่างกัน ทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย ไต้หวันในอดีตยอมเจอกับความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนผ่านจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรมไฮเทค พวกเขายอมให้คนบางกลุ่มเสียประโยชน์ ยอมรับแรงกดดันทางสังคม และยืนหยัดเลือกเส้นทางที่ชัดเจน แม้จะไม่ง่ายและไม่สวยงามในระยะสั้น แต่กลายเป็นรากฐานของความสำเร็จในระยะยาว และเขาก็หวังว่าคนรุ่นใหม่ของไทยจะหาเส้นทางดังกล่าวเจอได้ด้วยตัวเอง

ผมก็หวังอย่างนั้นเช่นกัน…

60 บริษัทผลิตแผงวงจรพิมพ์ต่างชาติ…แห่ปักหมุด ‘อยุธยา’ ดันไทยขึ้นแท่น ‘ฮับ PCB’ ใหม่!! คาดมูลค่าแตะ 5.6 พันล้าน

(5 ก.ย. 68) กระแสการลงทุนในอุตสาหกรรมแผงวงจรพิมพ์ (PCB) กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน เมื่อบริษัทจากจีนและไต้หวันเกือบ 60 แห่งตบเท้าเข้ามาตั้งโรงงาน หวังใช้ไทยเป็นฐานผลิตแห่งใหม่ ท่ามกลางแรงบีบจากสหรัฐที่ทำให้ทุนต่างชาติทยอยย้ายออกจากจีน โดย 'จ.อยุธยา' กำลังกลายเป็นพื้นที่เนื้อหอมที่ผู้ผลิตรายใหญ่เลือกปักหมุด

PCB ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี โดยทำหน้าที่เป็นโครงสร้างรองรับการทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่สมาร์ตโฟน รถยนต์ ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ AI การที่ไทยดึงยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Victory Giant, Zhen Ding Tech, Unimicron และ GCE เข้ามาลงทุน จึงสะท้อนถึงความสำคัญของประเทศในฐานะ 'ตัวเชื่อม' ห่วงโซ่อุตสาหกรรม AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม การแห่เข้ามาของโรงงาน PCB นำมาซึ่งความท้าทาย ทั้งปัญหาขาดแคลนวิศวกร ความแตกต่างด้านวัฒนธรรมการทำงาน รวมถึงต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าในจีน ทำให้หลายบริษัทต้องปรับตัวและลงทุนเพิ่มเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันยังต้องพึ่งพาการนำเข้าอุปกรณ์และวัสดุหลัก เนื่องจากระบบนิเวศในไทยยังไม่สมบูรณ์

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่า หากไทยสามารถแก้ปัญหาด้านบุคลากรและสร้างคลัสเตอร์การผลิตที่ครบวงจรได้ มูลค่าการผลิต PCB จะขยายตัวจาก 3,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ไปถึงกว่า 5,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2030 และอาจทำให้ไทยก้าวขึ้นมาเป็น 'ฮับ PCB อันดับสองของโลก' รองจากจีนในอนาคต

ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ กับ นโยบาย ‘คนละครึ่ง’ ของดีที่ควรนำกลับมาใช้ กระตุ้นเศรษฐกิจได้ ทำไมไม่ลองทำ?

(7 ก.ย. 68) หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 ให้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมรัฐมนตรีทั้งคณะ ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป และเมื่อวันที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติ "เห็นชอบ" ให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ด้วยคะแนนเสียง 311 ต่อ 152 เสียง งดออกเสียง 27 คะแนน จากผู้ลงคะแนนเสียง 490 คน

เกมส์การต่อรอง การเลือกนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 เชือดเฉือนกันอย่างเข้มข้น ระหว่างพรรคการเมือง แต่หลังจากได้นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรี ชุดใหม่ แล้ว คงจะใช้เวลาดีใจนานมากไม่ได้ เพราะปัญหาปากท้องของประชาชน ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย แทบจะไม่ต่างจากคนกำลังจะจมน้ำ ที่จะต้องรีบช่วยขึ้นฝั่งก่อนจะหมดแรง หมดลมหายใจ

รัฐบาลชุดใหม่ ตามข่าวจะดึงคนนอก มานั่งคุมกระทรวง 3 กระทรวงสำคัญ ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดูแลกระทรวงการคลัง, นายสีหศักดิ์ พวงเกษแก้ว ดูแลกระทรวงการต่างประเทศ และ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ดูแลกระทรวงพลังงาน

ทีมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง ที่มีข่าวก่อนหน้าว่าจะมีการทาบทาม นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนปัจจุบัน (คนที่ 24) หรือ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท.คนที่ 23 มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงการคลังนั้น ปรากฏว่าทั้ง 2 คนได้ปฏิเสธการนั่งตำแหน่งดังกล่าว เนื่องจากมองว่าการเข้ามานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการคลังในช่วงเวลานี้ จะไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะระยะเวลาสั้นเกินไป

แต่สำหรับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ประสบการณ์ทำงานก็ถือว่ามีความเชี่ยวชาญในสายการเงินการธนาคาร มาพอสมควร ซึ่งปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมธนารักษ์ และ ประธานกรรมการ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ttb (ทีทีบี)

ในอดีตนั้น เคยเป็นรองผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ขึ้นระดับอธิบดี ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.), ต่อมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพรกร, ตามด้วยอธิบดีกรมสรรพสามิต

งานกู้วิกฤติเศรษฐกิจของไทย ในระยะเวลาสั้นๆ เริ่มมีเสียงเรียกร้องจากภาคเอกชน ผู้ประกอบการร้านอาหาร กับ นโยบาย ‘คนละครึ่ง’ ที่ใช้ได้ผลมาแล้ว ในช่วงรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 29 เป็นนโยบายกู้เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (Covid-19) จนส่งผลให้เศรษฐกิจไทย สามารถประครองตัวได้ ไม่วิกฤตหนัก ซึ่งดีกว่าอีกหลายๆ ประเทศ ที่ได้รับผลกระทบแทบจะหนักหนาสาหัส กว่าจะฟื้นตัวได้

งานนี้ ไม่ต้องใช้คำว่า ลอกการบ้าน เพราะเครื่องมือแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจตัวไหนดี เคยประสบผลสำเร็จมาแล้วจากรัฐบาลชุดไหนก็ตาม จะนำปัดฝุ่นกลับมาใช้ แล้วประชาชนได้ประโยชน์ สถานะการเงินคลังของประเทศไม่มีความเสี่ยง นำกลับมาใช้เถอะครับ ประชาชนจะให้คำตอบเอง ในการเลือกตั้ง ครั้งต่อไป

SCB EIC เปิดผลสำรวจ ผู้บริโภคไทยกว่า 80% สนใจติดตั้ง!! ‘โซลาร์รูฟท็อป’ เพราะคุ้มค่า-ช่วยประหยัดไฟ

(8 ก.ย. 68) ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดผลสำรวจพบว่า คนไทยกว่า 80% สนใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป แต่ยังไม่ลงมือทำจริง โดยมีเพียง 9% ที่ติดตั้งแล้ว และ 3% อยู่ระหว่างการติดตั้ง สาเหตุหลักมาจากอุปสรรค 4 ด้าน ได้แก่ ขาดความเชื่อมั่นผู้ให้บริการ ความซับซ้อนของเทคโนโลยี ขั้นตอนขออนุญาตที่ยังยุ่งยาก และปัญหาการเงินที่ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่เกินไป

แม้การลงทุนโซลาร์รูฟท็อปจะคุ้มค่า เนื่องจากต้นทุนผลิตไฟฟ้าเพียง 3 บาทต่อหน่วย ถูกกว่าค่าไฟเฉลี่ยที่ราว 4 บาทต่อหน่วย และยังมีนโยบายภาครัฐที่เริ่มเอื้ออำนวย เช่น การหักลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่ายติดตั้ง 200,000 บาทแรก แต่ประชาชนยังมองว่าข้อจำกัดเชิงกฎหมายและกฎระเบียบทำให้การตัดสินใจไม่ง่าย โดยผู้บริโภคเรียกร้องให้รัฐ “อุดหนุนเงินติดตั้ง” เป็นมาตรการสำคัญที่สุด

ด้านสภาผู้บริโภคชี้ว่า ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่รัฐบาลผลักดันอยู่ “เกาไม่ถูกที่คัน” เพราะแก้เพียงขั้นตอนการติดตั้งให้สะดวกขึ้น แต่ไม่แก้กติกาหลักที่ห้ามไฟฟ้าส่วนเกินไหลเข้าระบบสายส่งและดึงกลับมาใช้ตอนกลางคืน ทำให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าที่ผลิตเองได้เพียง 28% และต้องใช้เวลาคืนทุนยาวนานถึง 16–17 ปี

นายจิรวุฒิ อิ่มรัตน์ นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) เสนอว่า รัฐบาลควรเปิดทางเลือกใหม่ เช่น ระบบเน็ตมิเตอร์ริง (Net Metering) ที่ให้ประชาชน “ฝากไฟฟ้า” ที่ผลิตได้เกินในตอนกลางวัน และดึงกลับมาใช้ในตอนกลางคืน รวมถึงการสนับสนุนแบตเตอรี่ในระบบโซลาร์รูฟท็อป พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายพลังงานสะอาดในกฎหมายให้ชัดเจน เพื่อสร้างแรงจูงใจจริงและตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารได้อย่างเป็นรูปธรรม

‘โอ๋ ฐิติภัสร์’ ย้ำกว่า 10 เดือนได้ทำงานแบบตรงไปตรงมา สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กระทรวงอุตฯ ไม่อยู่ใต้อิทธิพลใคร

เมื่อวันที่ (8 ก.ย. 68) นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าทีทีมสุดซอย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ภารกิจสุดท้าย ในฐานะหัวหน้าชุดสุดซอย‼️

ประชุมความร่วมมือระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม, กรมโรงงานอุตสาหกรรม, กรมควบคุมมลพิษ, กรมทรัพยากรน้ำบาดาล, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), ตำรวจสอบสวนกลาง (บก.ปทส.) มูลนิธิบูรณนิเวศน์ และสื่อมวลชน เพื่อหารือแนวทางการดำเนินคดี

📍การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม เช่น เศษพลาสติกสายไฟบดย่อย ใน 3 จังหวัด ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี รวมกว่า 29 จุด

📍และการลักลอบฝังกลบกากอุตสาหกรรม (ขยะพิษ) กว่า 90,000 ตัน จ.ฉะเชิงเทรา และหากมีการขยายผลต่ออาจจะพบปริมาณที่มากกว่านี้

โดยวันนี้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั้ง 3 จังหวัดได้รวบรวมข้อมูล หลักฐาน และความคืบหน้าในการดำเนินคดีทั้งหมด นำเสนอในที่ประชุมพร้อมประสานส่งต่อให้ตำรวจสอบสวนกลาง บก.ปทส. และ DSI ถือเป็นการส่งมอบงานให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายผลและดำเนินคดี

ระยะเวลากว่า 10 เดือนในการทำหน้าที่หัวหน้าชุดสุดซอย ของ รมว เอกนัฏ ได้ร่วมกับท่านปลัด คณะผู้บริหาร พี่น้องข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรม วางแนวปฏิบัติการทำงานแบบเข้มข้น บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อให้เห็นผลการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างวัฒนธรรมกระทรวงแบบใหม่ที่เปิดโอกาสให้ประชาชน ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และหน่วยงานราชการอื่นๆที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายร่วมกัน

วันนี้ทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรมได้พิสูจน์ให้สาธารณะได้รับรู้ว่า หากผู้บริหารพร้อมข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ กล้าทำเรื่องที่ถูกต้อง อย่างตรงไปตรงมา บนข้อเท็จจริง โดยยึดหลักกฎหมาย หน่วยงานของรัฐสามารถเป็นที่พึ่งที่หวังให้ประชาชน พร้อมยังสามารถสร้างบรรทัดฐานให้ผู้ประกอบการทุกรายสามารถแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมและตรงไปตรงมา ไม่เอาเปรียบ ลักไก่ หรือ ใช้เงินและอิทธิพลเพื่อเคลียทางทำผิดกฎหมายได้

จากนี้ไปขอส่งกำลังใจให้ท่านปลัด คณะผู้บริหาร พี่น้องข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมทุกท่าน ปฏิบัติหน้าที่ด้วยหัวและใจ เพื่อสานต่อการทำงานแบบสุดซอย เพื่อช่วยเหลือประเทศชาติและประชาชนต่อไปค่ะ

“สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือ สินค้าด้อยมาตรฐาน ท่านสามารถแจ้งข้อมูลผ่านแอพ traffy fondue เข้าเมนู “แจ้งอุต” เพื่อแจ้งข้อมูล รายละเอียดปัญหาของท่านจะถูกส่งไปยังสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดในพื้นที่เข้าไปตรวจสอบและแก้ไขนะคะ”

‘การบินพลเรือน’ เผยไทยผ่านตรวจ ICAO ทั้ง 8 ด้านหลัก ปักธงมาตรฐานความปลอดภัยการบินในระดับสากล

เผยผลตรวจสอบ ICAO USOAP ภายใต้การกำกับของ CAAT ได้คะแนน Preliminary 91.35% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก 20% ก้าวสู่ผู้นำด้านความปลอดภัยการบินในระดับสากล

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท. หรือ CAAT) เปิดเผยผลการตรวจสอบระบบการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยการบินพลเรือน ภายใต้โครงการ USOAP CMA (Universal Safety Oversight Audit Programme – Continuous Monitoring Approach) ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) 

ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม – 8 กันยายน 2568 โดยการตรวจสอบครอบคลุมทั้ง 8 ด้านหลัก ได้แก่ 
1. ด้านกฎหมาย (Primary Aviation Legislation and Civil Aviation Regulations: LEG)
2. ด้านองค์กรกำกับดูแล (Civil Aviation Organization: ORG)
3. ด้านมาตรฐานผู้ประจำหน้าที่ (Personnel Licensing: PEL)
4. ด้านมาตรฐานปฏิบัติการอากาศยาน (Aircraft Operations: OPS)
5. ด้านมาตรฐานความสมควรเดินอากาศของอากาศยาน (Airworthiness of Aircraft: AIR)
6. ด้านมาตรฐานการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์อากาศยาน (Aircraft Accident and Incident Investigation: AIG)
7. ด้านมาตรฐานการบริการการเดินอากาศ (Air Navigation Services: ANS)
8. ด้านมาตรฐานสนามบินและเครื่องช่วยในการเดินอากาศ (Aerodromes and Ground Aids: AGA)

ผลการตรวจสอบเบื้องต้น (Preliminary Results) เฉพาะในด้านที่ CAAT รับผิดชอบโดยตรง ได้แก่ กฎหมาย องค์กรกำกับดูแล การปฏิบัติการบิน ความสมควรเดินอากาศ การออกใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ การบริการการเดินอากาศ และสนามบิน มีคะแนน Preliminary สูงถึง 91.35% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 70.50% ถึง 20% ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและศักยภาพของระบบการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยการบินของประเทศ

นอกจากนี้ ประเทศไทยสามารถทำคะแนน เต็ม 100% ได้ถึงสองด้าน ได้แก่ กฎหมายการบิน (LEG) และ องค์กรกำกับดูแล (ORG) ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกกว่า 20–30% ถือเป็นหลักฐานชัดเจนว่าประเทศไทยมีระบบกฎหมายการบินที่ทันสมัย ครอบคลุม และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงมีองค์กรกำกับดูแลด้านการบินที่มีโครงสร้างและการดำเนินงานเข้มแข็ง ทัดเทียมกับประเทศผู้นำด้านการบินของโลก

การก้าวสู่ความสำเร็จในครั้งนี้นับเป็นพัฒนาการสำคัญ หากย้อนกลับไปในปี 2558 ประเทศไทยเคยถูก ICAO ตรวจพบข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญ (SSC) ถึง 33 ข้อ ส่งผลให้ถูกติด 'ธงแดง' และมีคะแนน EI เพียง 33.53% แต่หลังจากการปฏิรูปองค์กรและการจัดตั้ง CAAT ประเทศไทยสามารถเร่งแก้ไขข้อบกพร่องจนสามารถปลดธงแดงได้ในปี 2560 และพัฒนาคะแนนอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งผล Preliminary ล่าสุดที่ 91.35% แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่เพียงแต่ก้าวพ้นวิกฤต แต่ยังพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจนมีระบบกำกับดูแลที่แข็งแรงและน่าเชื่อถือในสายตาสากล

ด้านพลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ผลการตรวจสอบ และคะแนน Preliminary ที่ออกมาในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความทุ่มเทของบุคลากรทุกฝ่ายในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยการบินของไทยให้ทัดเทียมระดับสากล การทำคะแนนได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก 20% เป็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนถึงความก้าวหน้าของประเทศไทย ทั้งในด้านกฎหมาย องค์กร และระบบ oversight ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ขณะนี้เรารอเพียงผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ (Final Results) ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในผู้นำด้านความปลอดภัยการบินของโลก 

CAAT จะยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาและยกระดับมาตรฐานนี้ และสิ่งสำคัญคือ ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดจาก CAAT เพียงลำพัง แต่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กรมท่าอากาศยาน สถาบันการบินพลเรือน สายการบิน และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทุกแห่ง ซึ่งร่วมแรงร่วมใจกันขับเคลื่อนภารกิจนี้ให้สำเร็จ เราจึงมั่นใจว่า ประเทศไทยจะก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคงบนเส้นทางการเป็นศูนย์กลางการบินที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือของภูมิภาคและของโลก”

ผลการตรวจสอบครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการยืนยันถึงความเชื่อมั่นที่ประชาคมการบินโลกมีต่อประเทศไทย แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมการบินไทยในระยะยาว ทั้งในด้านการรองรับการเติบโตของสายการบิน การขยายเส้นทางบิน และการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้โดยสาร นักลงทุน และคู่ค้าระดับนานาชาติ โดยประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการบินที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดในภูมิภาคและในเวทีโลก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top