Friday, 5 June 2026
Econbiz

‘พงศ์กวิน’ เตือน ระวังเพจปลอมหางานทำต่างประเทศ เสี่ยงถูกลอยแพ สูญเสียเงินทอง อาจตกเป็นเหยื่อแก๊งค้ามนุษย์

‘พงศ์กวิน’ เตือนระวังเพจปลอมหางานทำต่างประเทศ หวั่นคนไทยถูกลอยแพ สูญเสียเงินทอง ตกเป็นเหยื่อแก๊งค้ามนุษย์ ถูกบังคับใช้แรงงาน พร้อมขอบคุณแรงงานไทยต่างแดนปีนี้นำเงินเข้าประเทศแล้วกว่า 2.3 แสนล้านบาท

(28 ส.ค.68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เตือนคนหางานไทย ให้เพิ่มความระมัดระวังในการหางานไปทำงานต่างประเทศ เนื่องจากอาจเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้ช่องทางออนไลน์ และสื่อสังคมต่าง ๆ ในการโฆษณาชักชวนให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยอ้างว่า เป็นงานที่มีรายได้สูง สวัสดิการดี แต่เมื่อถึงวันเดินทางจริงกลับถูกลอยแพ สูญเสียเงินทอง และอาจเสี่ยงต่อการถูกบังคับใช้แรงงาน หรือตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์

นายพงศ์กวิน กล่าวว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการเดินทางไปทำงานต่างประเทศของคนหางานไทย เนื่องจาก การไปทำงานต่างแดนเป็นโอกาสสร้างรายได้และประสบการณ์ ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานเข้มงวดในการตรวจสอบ  นอกจากนี้ ยังพบว่าการถูกหลอกส่วนใหญ่เกิดจากความไว้ใจ จากบุคคลใกล้ชิด และการบอกต่อว่ามีนายหน้าสามารถพาไปทำงานต่างประเทศได้ จึงขอให้คนหางานตรวจสอบข้อมูลรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศจากกรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน doe.go.th/ipd ก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงาน หรือ สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 สายด่วนกรมการจัดหางาน 1694 หรือติดต่อที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 

นายพงศ์กวิน ย้ำว่า การเดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกกฎหมาย มี 5 วิธี คือ 1. กรมการจัดหางานเป็นผู้จัดส่ง วิธีนี้คนหางานจะไม่เสียค่าบริการ แต่มีค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าทำหนังสือเดินทาง ค่าตรวจสุขภาพ ค่าวีซ่า ค่าภาษีสนามบิน เป็นต้น 2. บริษัทจัดหางานจัดส่ง โดยต้องเป็นบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง คนหางานจะเสียค่าใช้จ่ายไม่เกินที่กฎหมายกำหนด 3. นายจ้างพาลูกจ้างไปทำงาน เป็นวิธีที่นายจ้างมีบริษัทในเครืออยู่ต่างประเทศ หรือประมูลงานในต่างประเทศได้ พาลูกจ้างไปทำงานโดยได้รับอนุญาตจากกรมการจัดหางาน 4. การแจ้งการเดินทางด้วยตนเอง และ 5. นายจ้างส่งลูกจ้างไปฝึกงานต่างประเทศ 

"จากข้อมูลของกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน พบว่า จำนวนคนหางานที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ ปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 - กรกฎาคม2568) จำแนกตาม 5 วิธีเดินทาง มีจำนวน 55,604 คน ในส่วนของแจ้งเดินทางกลับไปทำงานในต่างประเทศ มีจำนวน 35,442 คน 

โดยเดินทางไปทำงานมากที่สุดใน 1.ไต้หวัน 16,009 คน 2. อิสราเอล 12,558  คน 3. สาธารณรัฐเกาหลี 5,558 คน  4. ญี่ปุ่น 4,881 คน และ 5. สาธารณรัฐฟินแลนด์ 2,874 คน ประมาณการรายได้ที่คนหางานในต่างประเทศส่งกลับโดยผ่านระบบธนาคารแห่งประเทศไทย ปีงบประมาณ 2568 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 จนถึงกรกฎาคม 2568 รวมทั้งสิ้น 236,796 ล้านบาท" นายพงศ์กวิน กล่าว

มหาสมุทรซีฟู้ดส์–กรมประมง ชูปลากะพง 3 น้ำเกาะยอ หนุนยกระดับสู่สินค้าพรีเมียม GI ปูทางเจาะตลาดโลก

มหาสมุทรซีฟู้ดส์ จับมือ กรมประมง ลงพื้นที่เกาะยอ หนุนเครือข่ายปลากะพง 3 น้ำ จากทะเลสาบสงขลา ที่ได้รับการรับรองคุณภาพ (GI) สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ฯ ไทยเพื่อยกระดับสู่ตลาดสากล

มหาสมุทรซีฟู้ดส์ ร่วมกับ นางพิชญา ชัยนาค ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง ลงพื้นที่ ตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายผู้เลี้ยงปลากะพง 3 น้ำ’จากทะเลสาบสงขลา โดยมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพการผลิตและการตลาดของปลากะพงไทยให้ก้าวสู่เวทีสากล

ปลากะพง 3 น้ำ จากทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นกลุ่มแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองคุณภาพ (GI) สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพานิชย์ ถือเป็นความภาคภูมิใจของเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งสะท้อนถึงเอกลักษณ์ รสชาติของเนื้อปลาของปลากะพง 3 น้ำ จากทะเลสาบสงขลา โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการเลี้ยงปลากะพงในพื้นที่ ยกระดับมาตรฐานการผลิต และสร้างโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงได้มากยิ่งขึ้น

กิจกรรมในครั้งนี้ประกอบด้วย
• การให้ความรู้ด้านการเลี้ยงแบบ Smart Farm ด้วยเทคโนโลยีการจัดการน้ำ การให้อาหาร และการเฝ้าติดตามสุขภาพปลาอย่างแม่นยำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงและลดต้นทุนการผลิต

• การอบรมการแปรรูปปลากะพง เช่น การทำปลาแล่สด การทำอิเคะจิเมะ–แช่แข็ง ปลาสดพร้อมปรุง และผลิตภัณฑ์แปรรูปเพิ่มมูลค่า เพื่อรองรับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

• การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และบริษัทผู้ส่งออก เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นระบบ

นอกจากนี้ มหาสมุทรซีฟู้ดส์ยังเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิจัย ผู้ประกอบการ และเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงในพื้นที่ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำ โรคปลา รวมถึงการจัดการด้านการตลาดในอนาคต โดยยืนยันว่าจะเป็นพันธมิตรสำคัญในการผลักดัน ปลากะพง 3 น้ำ เกาะยอ ให้ก้าวสู่การเป็นสินค้าพรีเมียมที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมั่นคง

พร้อมเสิร์ฟที่ร้านมหาสมุทรฟู้ดทุกสาขาส่งตรงจากทะเลสาบสงขลา สดๆ ใหม่ๆ พร้อมเสิร์ฟความอร่อยให้ทุกคนลิ้มลองแล้วที่ 🌊 **********

📍 Gourmet Market Siam Paragon ชั้น G(โซนซีฟู้ด) ตั้งแต่เวลา 10.00-23.00น
📍 Gourmet Market สาขา The Emquartier, ชั้น G (โซนซีฟู้ด) ตั้งแต่เวลา 10.00-23.00น.
📍 Tops สาขาเซ็นทรัล บางนาที่ Tops ชั้น B1 โซนซีฟู้ด ตั้งแต่เวลา 09.00-22.00น.
📍Tops สาขาเซ็นทรัล พระราม 9 ที่ Tops ชั้น B1 โซนซีฟู้ด ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น.
📍Tops สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ที่ Tops ชั้น G โซนซีฟู้ด ตั้งแต่เวลา 9.00-22.00 น.

‘กรมธนารักษ์’ จับมือ กองทัพเรือ เปิดตัว Clean Energy นำร่องพลิกที่ราชพัสดุเป็นฐานการผลิตพลังงานสะอาด

กรมธนารักษ์-กองทัพเรือ จับมือเดินหน้า 'Clean Energy' ใช้ที่ราชพัสดุต้นแบบผลิตไฟฟ้าสะอาด หนุนเป้าหมาย Net Zero 2608

เมื่อวานนี้ (28 ส.ค.68) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ 'Clean Energy' พร้อมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการจัดทำต้นแบบการใช้พลังงานสะอาดในพื้นที่ราชการ โดยมีพลเรือเอกจิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เข้าร่วมลงนาม ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการพลังของทั้ง 2 หน่วยงาน

เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพลังงานสะอาด และสะท้อนเจตนารมณ์ของกรมธนารักษ์ในการยกระดับที่ราชพัสดุจาก 'สินทรัพย์ที่ถูกมองข้าม' ให้กลายเป็น 'สินทรัพย์แห่งอนาคต' ยกระดับ 'ที่ราชพัสดุที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์' สู่ 'ที่ราชพัสดุเพื่อสิ่งแวดล้อม' ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาความท้าทายที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง และเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว รัฐบาลไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608 ผ่านนโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาดในหลายมิติ

นายเอกนิติกล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายนี้ กรมธนารักษ์จึงพลิกบทบาทของที่ราชพัสดุซึ่งเคยถูกมองข้าม ว่าไม่มีประโยชน์ เช่น หลังคาบนอาคารราชพัสดุ หรือที่ราชพัสดุที่เป็นอ่างเก็บน้ำ ให้กลายเป็นฐานพลังงานสะอาดแห่งอนาคต โดยยกเว้น หรือลด ค่าเช่าและค่าแรกเข้าในการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุ เพื่อติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในที่ราชพัสดุ ใน 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ บนหลังคา (Solar Rooftop) บนพื้นดิน (Solar Farm) และบนทุ่นลอยน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ (Floating Solar) เพื่อส่งเสริมให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ เอกชน มีการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งจะไม่เพียงช่วยลดต้นทุนพลังงานของภาครัฐ แต่ยังเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน สร้างรายได้จากที่ราชพัสดุที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์กลับคืนสู่รัฐ และที่สำคัญที่สุดคือ การวางรากฐานด้านพลังงานสะอาดให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว หลักเกณฑ์การขอใช้ที่ราชพัสดุเพื่อผลิตพลังงานสะอาดโครงการ Clean Energy กรมธนารักษ์ได้กำหนด “หลักเกณฑ์กลางการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุเพื่อติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์” สำหรับหน่วยงานที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ Clean Energy โดยเปิดโอกาสให้นำที่ราชพัสดุมาพัฒนาเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้

1. ส่วนราชการหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น – จะได้รับการยกเว้นค่าตอบแทนทั้งหมด หากติดตั้งเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในทางราชการ แต่หน่วยงานต้องรายงานผลการติดตั้งให้กรมธนารักษ์ทราบเมื่อแล้วเสร็จ

2. หน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้เช่าที่ราชพัสดุ – จะไม่ต้องเสียค่าเช่าเพิ่มเช่นเดียวกัน หากติดตั้งเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในหน่วยงานของรัฐ แต่ต้องขออนุญาตกรมธนารักษ์ก่อนดำเนินการ

3. รัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่ผลิตหรือจำหน่ายไฟฟ้า (กฟผ., กฟน., กฟภ.) – หากติดตั้งเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง จะไม่ต้องเสียค่าเช่าเพิ่ม โดยต้องขออนุญาตกรมธนารักษ์ก่อนดำเนินการ แต่หากติดตั้งเพื่อขายไฟเข้าระบบ กรมธนารักษ์จะผ่อนปรนค่าเช่าในอัตราต่ำสุด เช่น Solar Rooftop เก็บค่าเช่าเพียง 2 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน หรือ 2 บาท ต่อตารางวาต่อเดือน ส่วน Solar Farm หรือ Floating Solar คิดค่าเช่าที่ดินเพียง 0.75% ของมูลค่าที่ดินต่อปี ซึ่งถือว่าลดลงถึง 75% จากอัตราปกติ

4. ผู้เช่าเอกชน – กรณีติดตั้งเพื่อใช้ไฟเองภายในครัวเรือน (ไม่เกิน 10 กิโลวัตต์) หรือใช้ในกิจการตามกฎหมายการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จะไม่ต้องเสียค่าเช่าเพิ่ม แต่ต้องขออนุญาตกรมธนารักษ์ก่อน หากติดตั้งเพื่อขายไฟเข้าระบบจะต้องเช่าเพิ่มในอัตราผ่อนปรน โดย Solar Rooftop คิดค่าเช่า 2 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน หรือ 2 บาทต่อตารางวาต่อเดือน ส่วน Solar Farm หรือ Floating Solar จะเก็บค่าเช่าที่ดิน 1.5% ของมูลค่าที่ดินต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่ลดลงถึง 50% จากอัตราปกติ

5. การเปิดประมูลจัดให้เช่าใหม่ สำหรับพื้นที่ที่ยังไม่มีผู้เช่า กรมธนารักษ์จะเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาลงทุนโครงการ Solar Farm หรือ Floating Solar โดยกำหนดค่าแรกเข้า 0.5% ของมูลค่าที่ดินตามจำนวนปีที่เช่า และค่าเช่าที่ดิน 1.5% ของมูลค่าที่ดินต่อปี (ลดลงครึ่งหนึ่งจากอัตราปกติ)

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการต้องทำประกันความเสียหายเฉพาะพื้นที่ติดตั้งเพื่อคุ้มครองกรณีเกิดอัคคีภัยและเหตุทั้งปวง และต้องรายงานผลการลดก๊าซเรือนกระจกต่อกรมธนารักษ์ทุกปี เพื่อให้สามารถรวบรวมและรายงานเป็นภาพรวมของที่ราชพัสดุต่อกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และหากเป็นโครงการเชิงพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ จะต้องแบ่งปันคาร์บอนเครดิต 5% ให้เป็นรายได้แผ่นดินผ่านกรมธนารักษ์ด้วย จับมือกองทัพเรือต้นแบบการใช้ที่ราชพัสดุเพื่อผลิตพลังงานสะอาด

นายเอกนิติกล่าวต่อว่า ความร่วมมือกับกองทัพเรือ นับเป็นก้าวสำคัญของโครงการนำร่อง ที่จะเปลี่ยนพื้นที่ราชพัสดุในความครอบครองของกองทัพเรือให้กลายเป็นต้นแบบพลังงานสะอาดของประเทศไทย โดยเริ่มจากโครงการ Floating Solar ที่กรมอู่ทหารเรือ ก่อนจะขยายผลสู่พื้นที่อีก 6 แห่ง

อาทิ ค่ายพระมหาเจษฎาราชเจ้า หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ศูนย์ฝึกทหารใหม่ โรงเรียนชุมพลทหารเรือ กองการบินทหารเรือ และกองเรือฟรีเกตที่ 1 รวมกำลังการผลิตพลังงานกว่า 42,000 kWp เมื่อโครงการเดินหน้าเต็มรูปแบบ คาดว่าจะช่วยลดค่าไฟฟ้าของกองทัพเรือได้กว่า 20% และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 63,000 ตันต่อปี นี่ไม่เพียงเป็นการลดภาระงบประมาณ แต่ยังเป็นพลังสะอาดที่ส่งผลโดยตรงต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

และที่สำคัญคือการสร้าง “ต้นแบบแห่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน” ที่หน่วยงานอื่นสามารถนำไปต่อยอดได้ในอนาคต เปลี่ยนพื้นที่ที่ถูกมองข้าม ให้เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Net Zero โครงการ Clean Energy คือภาพสะท้อนบทบาทใหม่ของกรมธนารักษ์ ที่ไม่เพียงทำหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์สินของแผ่นดิน แต่พร้อมก้าวขึ้นเป็นกลไกขับเคลื่อนอนาคตของประเทศ ผ่านการสร้างมูลค่าและคุณค่าใหม่จากที่ราชพัสดุ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในมิติพลังงาน เศรษฐกิจ และสังคม

“Clean Energy ไม่ได้เป็นแค่โครงการด้านพลังงานเท่านั้น แต่คือวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของที่ราชพัสดุ ที่จะถูกเปลี่ยนจากพื้นที่ที่เคยถูกมองข้าม ให้กลับมามีพลัง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกรมธนารักษ์ในการเพิ่มมูลค่าและคุณค่าทรัพย์สินของแผ่นดิน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม เดินหน้าประเทศไทยสู่ความยั่งยืน” นายเอกนิติกล่าว

‘พงศ์กวิน’ ผลักดันโครงการ Learn to Earn ทำงานระหว่างเรียน 'สร้างรายได้–สกิล–ประสบการณ์'

เมื่อวานนี้ (28 ส.ค.68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดโครงการ 'Learn to Earn: เรียนรู้สู่รายได้ จบไปมีงานทำ' เพื่อส่งเสริมเยาวชนในระบบการศึกษาทำงานมีรายได้ระหว่างเรียน พร้อมเปิดเผยว่า เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงแรงงานในการแก้ปัญหาการว่างงานของนักศึกษาจบใหม่ และเปิดพื้นที่ให้นักเรียน นักศึกษาได้ทำงานจริงระหว่างเรียน

นายพงศ์กวิน กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กจบใหม่จำนวนมากประสบปัญหาการหางาน เพราะ ขาดประสบการณ์การทำงาน แม้จะมีความสามารถสูงในหลายด้าน เช่น ดิจิทัล กราฟิก การตลาด หรือการขาย แต่ยังไม่เคยมีโอกาสทำงานจริง โครงการนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็น 'สะพานเชื่อม' ระหว่างการเรียนกับโลกการทำงาน ให้เยาวชนได้ค้นหาตัวเอง ได้รายได้เสริม และช่วยลดภาระครอบครัว โดยเยาวชน ที่เตรียมเป็นแรงงานรุ่นใหม่ในอนาคต จะได้ประโยชน์ครบทั้ง รายได้–สกิล–ประสบการณ์ ที่ตลาดแรงงานต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการฝึก hard skill จากงานจริง และ soft skill เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม รวมถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สิ่งเหล่านี้คือทักษะที่นายจ้างยุคใหม่ต้องการ

นาย พงศ์กวิน กล่าวย้ำว่า โครงการ Learn to Earn ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่ถือเป็นการลงทุนระยะยาวกับแรงงานรุ่นใหม่ เพราะจะช่วยให้เยาวชนปรับตัวกับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันภาคธุรกิจก็จะได้บุคลากรที่พร้อมทำงานจริงโดยไม่ต้องเสียเวลาฝึกสอนเพิ่มเติม โครงการ Learn to Earn จึงเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนบทบาทของกระทรวงแรงงานในการทำงานเชิงรุก เพื่อสร้างโอกาสและอนาคตที่ยั่งยืนให้กับแรงงานรุ่นใหม่ อันจะช่วยเสริมความแข็งแรงให้สังคม และเศรษฐกิจไทย

“ผมอยากให้เยาวชน ใช้โอกาสนี้ค้นหาตัวเองให้เจอเร็ว ๆ และกล้าที่จะเรียนรู้จากของจริง กระทรวงแรงงานพร้อมสนับสนุนเต็มที่ ทั้งในด้านโอกาสทำงาน การสร้างระบบที่เป็นธรรม และการผลักดันมาตรการคุ้มครองเยาวชน เพื่อให้คนรุ่นใหม่เติบโตอย่างมั่นคงและเท่าเทียม” รมว.พงศ์กวิน กล่าวทิ้งท้าย

ด้านนายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้มีขึ้นเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย 'Learn to Earn' ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมเยาวชนในระบบการศึกษาให้มีรายได้ระหว่างเรียน และสร้างการรับรู้แก่นายจ้างสถานประกอบการให้เปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาได้ทำงานในช่วงที่ว่างจากการเรียน เพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และเรียนรู้โลกการทำงานควบคู่ไปกับการเรียน ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจหลายอย่าง ประกอบด้วย การสัมภาษณ์พิเศษรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อพูดคุยถึงการสร้างโอกาสในการทำงานสำหรับนักเรียนนักศึกษา การเสวนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการจ้างงานในสายอาชีพต่าง ๆ จากนายจ้างและสถานศึกษา ซึ่งจะช่วยให้หลักสูตรการเรียนการสอนสอดคล้องกับตลาดแรงงาน และช่วยให้นักเรียนนักศึกษาเตรียมพร้อมก่อนการทำงาน ซึ่งมีสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่

1. มหาวิทยาลัยศรีปทุม
2. มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
3. มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
4. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
5. สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร ม.ธรรมศาสตร์
6. มหาวิทยาลัยศิลปากร
7. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
8. มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
9. มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
10.มหาวิทยาลัยมหิดล
11. มหาวิทยาลัยสยาม
12.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
13.มทร.ตะวันออก
14.มรภ.สวนสุนันทา
15.มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต
16.วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค) และโรงเรียนที่เข้าร่วม ดังนี้ วิทยาลัยอาชีวศึกษาพาณิชยการจำนงค์ รร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา รร.เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้ากุนนที สถาบันการสร้างชาติ นอกจากนี้ยังสถานประกอบการร่วมจำลองการทำงาน 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีพีแอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) บริษัท อินเด็กซ์ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทที่ต้องการจ้างงานนักเรียนนักศึกษาในช่วงปิดภาคเรียนหรือช่วงที่ว่างจากการเรียน โดยกิจกรรมนี้จะช่วยให้นักเรียนนักศึกษาได้ทดลองทำงานจริงเพื่อสร้างประสบการณ์

ทั้งนี้ นักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการหางานทำสามารถใช้บริการที่เว็บไซต์ 'ไทยมีงานทำ.doe.go.th' หรือแอปพลิเคชัน 'ไทยมีงานทำ' โดยคนหางานสามารถค้นหาข้อมูลตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด ในตำแหน่งงานตามพื้นที่ และ ภูมิลำเนา รวมถึงจับคู่ตำแหน่งงานจากความรู้ ความสามารถ และทักษะที่มีอยู่ ส่วนนายจ้าง สถานประกอบการ ที่ต้องการเพิ่มช่องทางรับสมัครงาน สามารถลงทะเบียนนายจ้าง เพื่อประกาศตำแหน่งงาน และคัดลอกรายชื่อผู้หางาน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน 1694

‘สุริยะ’ หารือ Tesla ผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ร่วมขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค

‘สุริยะ’ หารือ Tesla ร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า - ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ - การใช้พลังงานสะอาด มุ่งสู่ศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหารือร่วมกับ Ms. Isabel Fan ผู้อำนวยการภูมิภาคอาวุโส ประจำฮ่องกง มาเก๊า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ บริษัท เทสลา (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางความร่วมมือด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Full Self-Driving : FSD) ในประเทศไทย โดยมีนายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง และผู้แทนจากกรมการขนส่งทางบกเข้าร่วมหารือ ในวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ณ กระทรวงคมนาคม

นายสุริยะ เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญต่อการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนน และสนับสนุนการเปลี่ยนไปใช้รูปแบบการเดินทางที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการส่งเสริมและพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าในทุกมิติให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และมาตรฐานการรับรองรวมถึงการใช้พลังงานสะอาด และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20% ภายในปี 2573 และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค

ทั้งนี้ บริษัท เทสลา ได้นำเสนอชุดผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีครบวงจร อาทิรถยนต์ไฟฟ้า (Model 3/Model Y/Model S/Model X) และซอฟต์แวร์อัปเดตผ่านอากาศ (OTA) ที่ยกระดับสมรรถนะความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งระบบช่วยขับขั้นสูง และ Full Self-Driving (FSD) สถานีชาร์จความเร็วสูง (Supercharger) ตลอดจนโซลูชันพลังงานสะอาดทั้งแผงโซลาร์และระบบกักเก็บพลังงาน(Powerwall/Megapack/Virtual Power Plant) เพื่อรองรับการเดินทางสะอาด เสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยในอนาคต

DIT x CPN จัด ‘Thai Fruits Festival by DIT’ รณรงค์บริโภคผลไม้ไทย ช่วยเกษตรกร ระบายผลผลิต

(31 ส.ค. 68) นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน DIT ร่วมกับ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN จัดกิจกรรม “Thai Fruits Festival by DIT”
เพื่อสนับสนุนพื้นที่ระบายผลผลิตของเกษตรกรไทยในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงนี้ โดยคัดสรรผลไม้คุณภาพเยี่ยมจากสวนเกษตรกร เช่น ลำไยภาคตะวันออก มะพร้าวน้ำหอมภาคกลาง และผลไม้ตามฤดูกาล

ในภูมิภาคอื่นๆ มาจำหน่ายโดยตรงถึงผู้บริโภค กิจกรรมนี้นอกจากจะช่วยกระจายผลผลิต ลดปัญหาผลไม้ล้นตลาดแล้ว ยังเป็นการรณรงค์ส่งเสริมให้คนไทยบริโภคผลไม้มากขึ้น สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ กำหนดจัด
ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 7 สาขา ได้แก่

• เซ็นทรัล พัทยา วันที่ 30 สิงหาคม 2568
• เซ็นทรัล เวสเกตระหว่างวันที่ 3 – 9 กันยายน 2568
• เซ็นทรัล พระราม 3ระหว่างวันที่ 4 – 8 กันยายน 2568
• เซ็นทรัล มหาชัย ระหว่างวันที่ 10 – 14 กันยายน 2568
• เซ็นทรัล ปิ่นเกล้าระหว่างวันที่ 13 – 17 กันยายน 2568
• เซ็นทรัล นครปฐม ระหว่างวันที่ 15 – 19 กันยายน 2568
• เซ็นทรัล ศาลายา ระหว่างวันที่ 17 – 21 กันยายน 2568

รองอธิบดี DIT กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อวานนี้ (30 ส.ค. 2568) ที่เซ็นทรัลสาขาพัทยา นอกจาก DIT จะนำผลไม้มาจำหน่ายแล้ว ยังมีกิจกรรมพิเศษ โดย ร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวพัทยา “แจกฟรีมะพร้าวน้ำหอม” ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้ลิ้มลอง เพื่อสร้างการรับรู้ในรสชาติ ที่แตกต่างเป็นเอกลักษณ์ของมะพร้าวน้ำหอมไทยที่หอมและหวานจนขึ้นชื่อว่าเป็น “Aromatic Coconut Water from Thailand is the Best in the World” และสร้างภาพจำที่ดีให้นักท่องเที่ยวหากจะซื้อมะพร้าวน้ำหอม ต้องซื้อมะพร้าวน้ำหอมไทยเท่านั้น ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้เป็นหนึ่งในมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2568 ของกระทรวงพาณิชย์ ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นฤดูกาล โดยถือเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพด้านราคา และเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้เรียนรู้การตลาด นำไปสู่การผลิตที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค

“ต้องขอขอบคุณ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนาฯ ที่ร่วมสนับสนุนพื้นที่ศูนย์การค้าให้เกษตรกร
นำผลผลิตมาจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องมากว่า 10 ปี ช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางขายตรงถึงผู้บริโภค และสร้างรายได้ที่เป็นธรรม ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน และครอบครัว ร่วมเที่ยว ช้อป ชิม เลือกซื้อผลไม้ไทยคุณภาพดี ได้ครบจบในที่เดียว ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั้ง 7 สาขา ตามกำหนดการดังกล่าว” นางสาวญาณีกล่าวทิ้งท้าย

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ มองทิศทางตลาดหุ้นไทย หากได้นายกฯ ใหม่ ใครจะมีอิทธิพลต่อตลาดมากที่สุด

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ มองทิศทางตลาดหุ้นไทย หากได้นายกฯ ใหม่ ใครจะมีอิทธิพลต่อตลาดมากที่สุด 

‘จุลพันธ์’ เผยเริ่มโอนเงินช่วยชาวนาไร่ละ 1,000 บาทแล้ว ยันถึงมือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโดยตรงกว่า 2.4 ล้านราย

เมื่อวานนี้ (1 ก.ย. 68) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในโครงการไร่ละ 1,000 บาท ขณะนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้เริ่มดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรงแล้ว โดยแบ่งการโอนเป็นชุดข้อมูลแรกในแต่ละภูมิภาค ตั้งแต่วันที่ 1-4 ก.ย. 2568 ดังนี้

1 ก.ย. 2568 โครงการนาปรัง ปี 2568 ทั่วประเทศ จำนวน 769,461 ราย วงเงินรวม 6,280 ล้านบาท

2 ก.ย. 2568 โครงการนาปี 2568 ภาคเหนือ จำนวน 286,831 ราย วงเงินรวม 2,459 ล้านบาท

3 ก.ย. 2568 โครงการนาปี 2568 ภาคอีสาน จำนวน 1,291,298 ราย วงเงินรวม 10,586 ล้านบาท

4 ก.ย. 2568 โครงการนาปี 2568 ภาคอื่น ๆ จำนวน 137,478 ราย วงเงินรวม 1,254 ล้านบาท

นายจุลพันธ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อมูลชุดแรกที่ ธ.ก.ส. ได้รับจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ มีเกษตรกรที่ได้รับเงินในโครงการนาปี 2568 รวม 1,715,607 ราย วงเงินรวม 14,299 ล้านบาทและเมื่อรวมกับโครงการนาปรัง ทำให้มีเกษตรกรได้รับเงินทั้งสิ้น 2,485,068 ราย วงเงินรวม 20,580 ล้านบาท

“ส่วนที่เหลือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ จะทยอยส่งข้อมูลให้ ธ.ก.ส. อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากกรมส่งเสริมการเกษตรต้องตรวจสอบและยืนยันการผลิตข้าวอีกครั้ง ผมยืนยันว่าเงินช่วยเหลือนี้จะถึงมือเกษตรกรโดยตรงและเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเสริมสภาพคล่องให้กับครัวเรือนชาวนาทั่วประเทศ” นายจุลพันธ์กล่าว

กมธ.อุตฯ ลุยภูเก็ต โชว์รถต้นแบบสี่ล้อเล็ก EV คันแรก เล็งเพิ่มสัดส่วนรถโดยสาร EV ทั่วประเทศ ลดมลพิษ - PM2.5

กมธ.อุตสาหกรรม ลุยภูเก็ต โชว์รถต้นแบบสี่ล้อเล็ก EV คันแรก ตั้งเป้าขยายผลทั่วประเทศ เพิ่มสัดส่วนรถโดยสาร EV ลดมลพิษ-PM2.5

(2 ก.ย. 68) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม ได้เปิดเผยว่า จากการที่ตนและคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม ได้ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อติดตามโครงการการเปลี่ยนแปลงรถยนต์โดยสารขนาดเล็กจากระบบสันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้า

ซึ่งทางคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมได้พิจารณาให้จังหวัดภูเก็ตเป็นพื้นที่นำร่องในการเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะจากระบบสันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้าก่อนที่จะมีการขยายผลสู่จังหวัดขนาดใหญ่อื่น ๆ เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น 

โดยการเลือกจังหวัดภูเก็ตเป็นพื้นที่นำร่องเนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีการเติบโตของนักท่องเที่ยวสูงมาก และปัญหาการจราจรติดขัด ประกอบกับปัจจุบันมีรถโดยสารขนาดเล็กให้บริการอยู่ประมาณ 2,000 คัน รวมทั้งการได้รับทราบข้อมูลว่าทางผู้ประกอบการในสหกรณ์สี่ล้อเล็กจังหวัดภูเก็ตได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากราคาพลังงาน ซึ่งหากโครงการนี้สามารถประสบความสำเร็จย่อมเป็นที่แน่นอนว่าจะสามารถขยายผลสู่พื้นที่เมืองใหญ่อื่น ๆ ในประเทศได้อย่างแน่นอน 

การดัดแปลงรถยนต์โดยสารขนาดเล็กจากระบบสันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้านั้นจะช่วยลดมลภาวะจากภาคจราจรของรถโดยสารขนาดเล็กในจังหวัดภูเก็ต และยังช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานของผู้ประกอบการรถโดยสารขนาดเล็กในจังหวัดภูเก็ตได้อีกด้วย โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้มีการส่งมอบรถโดยสารสี่ล้อไฟฟ้าต้นแบบคันแรกแก่ทางสหกรณ์สี่ล้อเล็กจังหวัดภูเก็ต

สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้นอกจากตนและคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมแล้ว ยังมีผู้แทนจากกรมการขนส่งทางบก ผู้แทนจากกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้แทนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ร่วมลงพื้นที่เพื่อสนับสนุนการดำเนินการโครงการดังกล่าว 

"การดำเนินการโครงการในครั้งนี้เกิดจากการศึกษาของคณะทำงานในกรณีดังกล่าว ที่คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมได้ตั้งขึ้น โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้มีการส่งมอบรถโดยสารสี่ล้อไฟฟ้าต้นแบบคันแรกแก่ทางสหกรณ์สี่ล้อเล็กจังหวัดภูเก็ต ซึ่งหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จจะมีการขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ เช่น เชียงใหม่ อุดรธานี สงขลา เพื่อเพิ่มสัดส่วนของการใช้รถโดยสารสาธารณะที่ใช้พลังงานไฟฟ้าให้มากยิ่งขึ้น และลดการปล่อยมลพิษลง" นายอัครเดชกล่าวในตอนท้าย

‘การบินไทย’ เผยเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2568 เส้นทางยอดนิยม ญี่ปุ่นยังครองแชมป์ - จีนโตแรง

‘การบินไทย’ จับมือพันธมิตรถกแนวโน้มการท่องเที่ยวปี 68 ครึ่งปีแรกเดินทางเพิ่มขึ้น 45% ญี่ปุ่นยังครองแชมป์ ส่วน ‘จีน’ หมุดหมายมาแรงแซงโค้ง พุ่ง จับตา ‘โคลัมโบ -ศรีลังกา-เซี่ยงไฮ้’ ได้รับความสนใจ ส่วนพฤติกรรมนทท. เปลี่ยนโฟกัสทริปคุ้มค่าใกล้บ้าน ใช้ AI วางแผนเที่ยว

(3 ก.ย. 68) นายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถิติผู้โดยสารคนไทยของการบินไทยช่วงมกราคมถึงกรกฎาคม 2567 เส้นทางยอดนิยม 5 อันดับแรกจากกรุงเทพฯ สู่เอเชีย ได้แก่ โตเกียว (นาริตะ), ฮ่องกง, โอซาก้า, สิงคโปร์ และเกาหลี (โซล) แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2568 โตเกียวยังคงครองแชมป์ ส่วนสิงคโปร์และเซี่ยงไฮ้ขยับขึ้นมาเป็นที่ 2 และ 3 แทนที่ฮ่องกงและโอซาก้า ส่วนโซล เกาหลีใต้ ยังติดท็อป 10

สำหรับเส้นทางที่มีอัตราการเติบโตน่าสนใจคือ เมืองโคลัมโบ ประเทศศรีลังกาที่ได้รับความนิยมจากคนไทยเพิ่มขึ้นกว่า 100% ด้านเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนก็มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นกว่า 80% เช่นกัน โดยในปี 2568 การบินไทยเพิ่มเที่ยวบินในหลายเส้นทางเพื่อรองรับความต้องการใหม่ ๆ เช่น เซี่ยงไฮ้ โคลัมโบ และเดนปาซาร์ (บาหลี) เป็นต้น

“ในมุมมองของการบินไทย เมืองกวางโจว เป็นอีกหนึ่งเมืองที่กำลังมาแรง ปี 2568 ถูกมองว่าเป็นอัญมณีที่ซ่อนอยู่ (Hidden Gem) ที่มีศักยภาพสูงสำหรับตลาดไทย เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่มได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจที่เข้าร่วมงานแสดงสินค้า (Canton Fair) หรือนักท่องเที่ยวทั่วไปที่ต้องการสัมผัสกับร้านค้าทันสมัย อาหารอร่อย และวัฒนธรรมอันเป็นแหล่งกำเนิดของกังฟูหวงเฟยหงส์” นายกิตติพงษ์กล่าว

นอกจากนี้การบินไทยยังมีเที่ยวบินตรงสู่กวางโจว ทำให้การเดินทางสะดวกสบายยิ่งขึ้น เนื่องจากนักเดินทางไทยปัจจุบันให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายมากขึ้น นิยมบินฟูลเซอร์วิสที่จ่ายครั้งเดียวแล้วครบทุกความต้องการ การบินไทยตอบโจทย์ความต้องการของผู้โดยสารเพื่อความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง ด้วยเครื่องบิน Airbus A320 ได้อัปเกรดที่นั่งทุกลำให้มีชั้น Royal Silk หรือชั้นธุรกิจที่สามารถปรับเอนนอนได้สบายยิ่งขึ้น เพื่อรองรับกลุ่มพรีเมียมที่ใส่ใจเรื่องความสบายระหว่างเดินทางแม้ในเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการด้วยเครื่องบินลำใหญ่ ห้องโดยสารกว้าง มาพร้อมกับระบบ In-flight Entertainment ที่ทันสมัย และอาหารระดับพรีเมียมที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถันในทุกชั้นโดยสาร

ด้านนางสาวจุฑาศรี คูวินิชกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง YouTrip ประเทศไทย เปิดเผยว่าแม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะดูไม่สดใสนัก แต่ตัวเลขการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยกลับสวนทาง โดยเฉพาะการเดินทางไปต่างประเทศที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและน่าจับตา โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 45% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว นอกจากจำนวนที่เพิ่มขึ้นแล้ว พฤติกรรมและแนวโน้มการท่องเที่ยวของคนไทยก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด โดยเน้นไปที่ความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในสี่ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปต่างประเทศ เดินทางมากกว่าหนึ่งครั้ง แสดงให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นในการเดินทางซ้ำ และนักเดินทางชาวไทยเริ่มมองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตนเองมากขึ้น โดยมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่น่าสนใจ โดยพบว่านักท่องเที่ยวถึง 45% เลือกเดินทางไปยังกลุ่มประเทศในเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายแต่ยังคงได้รับประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เต็มอิ่ม เช่นเดียวกับการเดินทางไปยังประเทศในโซนยุโรปหรืออเมริกา

“ปัจจุบันพบว่าเทคโนโลยีคือผู้ช่วยส่วนตัว ในการวางแผนเดินทางของคนไทยในยุคนี้ผสานรวมกับเทคโนโลยีอย่างแยกไม่ออก ตั้งแต่การใช้ AI เช่น Chat GPT เพื่อช่วยวางแผนทริป, การหาข้อมูลและรีวิวจากโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok และ Facebook ไปจนถึงการใช้จ่ายแบบไร้เงินสดและจัดการอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าเพื่อความคุ้มค่าและสะดวกสบายสูงสุด โดยการตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายที่สามารถบริหารจัดการได้ ความสะดวกสบายในการเดินทาง และประสบการณ์ที่น่าประทับใจ” นางสาวจุฑาศรี กล่าว

นอกจากนี้ พบว่าญี่ปุ่น ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวชาวไทยตลอดกาล โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวไทยหนึ่งในสามที่เดินทางไปญี่ปุ่นเลือกใช้บริการการบินไทย นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นแนวโน้มการเดินทางไปยังเมืองรองมากขึ้น เช่น ฟุกุโอกะ และ โอกินาว่า ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าและมีเที่ยวบินที่สะดวกสบาย

สำหรับจีนถือเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 180% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เมืองยอดนิยมได้แก่ เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เฉิงตู และ กวางโจว ซึ่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยสำคัญหลายประการ ได้แก่ การยกเว้นวีซ่าสำหรับคนไทยทำให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น อิทธิพลของ Soft Power ซีรีส์และวัฒนธรรมจีนที่แพร่หลายทำให้คนไทยหันมาสนใจเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์จริงมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการเดินทางและที่พักในจีนโดยรวมถูกกว่าญี่ปุ่นถึง 3 เท่า ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นอกจากญี่ปุ่นและจีนแล้ว ประเทศอื่น ๆ ใน Top 10 ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง และ เกาหลีซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์ในเรื่องการกิน ช้อปปิ้ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความงาม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top