Friday, 5 June 2026
Econbiz

ปตท.สผ. คว้า 2 รางวัลการกำกับดูแลกิจการที่ดี ระดับอาเซียนจาก ASEAN CG Scorecard 2567

(18 ส.ค. 68) น.ส.ชลิดา ศรีกรกุล ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายกำกับดูแลองค์กรและบริหารงานบริษัทย่อยบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. รับมอบรางวัล Top 50 ASEAN PLCs และ Top 5 PLCs from Thailand ในฐานะ 1 ใน 50 บริษัทจดทะเบียนในภูมิภาคอาเซียน และ 1 ใน 5 บริษัทจดทะเบียนจากประเทศไทย ที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดีจากการประเมิน ASEAN Corporate Governance Scorecard ประจำปี 2567 โดยมี Atty. Francisco Edralin Lim Chair, ASEAN Capital Markets Forum (ACMF) Working Group on Corporate Governance และ Dr. Ismet Yusoff ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Minority Shareholders Watch Group (MSWG) ให้เกียรติมอบรางวัล ในงาน ASEAN Corporate Governance Conference & Awards ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

การมอบรางวัลจาก ASEAN CG Scorecard สนับสนุนโดย ACMF ร่วมกับ MSWG เพื่อยกย่องและประกาศเกียรติคุณให้แก่บริษัทจดทะเบียนในภูมิภาคอาเซียนที่ดำเนินธุรกิจโดยยึดหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีตามมาตรฐานสากล

‘กองทุนดีอี’ ไฟเขียวงบรอบแรก 36 โครงการ 1.6 พัน ลบ. วางกรอบให้ทุนปี 69 หนุนพัฒนาด้าน AI ของประเทศ

เมื่อวันที่ (15 ส.ค. 68) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 4/2568 โดยมี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนางสาววรรณศิริ พัวศิริ ผู้อำนวยการกองบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) กรุงเทพฯ

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ประธานในที่ประชุม กล่าวว่า การบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นการมุ่งเน้นการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ตามวัตถุประสงค์หลักของกองทุนฯ โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การเพิ่มสัดส่วนมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital GDP) ของไทยให้เป็น 30% ภายในปี 2570 ซึ่งจะสอดคล้องและเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ก่อให้เกิดประโยชน์และผลต่อประชาชนในวงกว้าง อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นรัฐบาลที่ในอนาคต 

โดยคณะกรรมการฯ ในรอบแรกนี้ ได้มีมติเห็นชอบโครงการตามมาตรา 26 (1) และ (2) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 36 โครงการ งบประมาณ 1,599.8 ล้านบาท นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ได้เห็นชอบแผนปฏิบัติการระยะยาว (พ.ศ. 2569 - 2573) เพื่อเป็นการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวของกองทุนฯ และแผนปฏิบัติการประจำปี 2569 ซึ่งประกอบด้วยแผนปฏิบัติการดิจิทัล แผนการบริหารทรัพยากรบุคคลของกองทุนฯ โดยได้ร่วมกันกำหนดการวางยุทธศาสตร์ และกรอบนโยบายการให้ทุน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มุ่งยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัล การสร้างพัฒนา ต่อยอดทุนมนุษย์ รวมไปถึงตอบสนองนโยบาย Cloud first policy ของรัฐบาล  สำหรับการให้ทุนเเบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1)  กรอบนโยบายการให้ทุนสนับสนุนแบบทั่วไป (Open Grant) 5 ด้าน ได้แก่ AI, Manpower, Agriculture, Technology & Security และ Health และ 2) กรอบนโยบายการให้ทุนสนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Grant) เน้นการพัฒนาด้าน AI ของประเทศ 

ทั้งนี้ ในที่ประชุม ได้มีการรายงานผลการดำเนินงานของกองทุนฯที่ผ่านมาประกอบด้วย การดำเนินงานของคณะอนุกรรมการ และคณะทำงานภายใต้คำสั่งแต่งตั้งของคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ประกอบด้วยคณะอนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณาโครงการ คณะอนุกรรมการติดตามและประเมินผล คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบของกองทุนฯ และคณะทำงานวิเคราะห์โครงการหรือกิจกรรมของกองทุนฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 3 ด้าน ได้แก่ ด้าน Digital Technology (High Impact & Scalability) ด้าน Digital Manpower ด้าน Digital Trust & Security สำหรับผลการปฏิบัติงานที่สำคัญของกองทุนฯ ได้แจ้งผลการดำเนินงานตามมติคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ครั้งที่ 3/2568 วันที่ 18 มิถุนายน 2568 รวมถึงระบบบริหารความเสี่ยง ระบบบริหารจัดการสารสนเทศ และระบบบริหารทรัพยากรบุคคล

‘ไปรษณีย์ไทย’ เปิดกำไร 6 เดือนแรก ปี 68 กว่า 631 ล้าน เดินหน้าดันหลากโซลูชันหนุนอีคอมเมิร์ช - ศก. ดิจิทัลไทย

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ประกาศผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรก 2568  มีกำไรสุทธิ 631.56 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา 362.34% รายได้รวม 11,544 ล้านบาท  เติบโตขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา 8.88% 

เมื่อวานนี้ (18 ส.ค.68) นายรัฐพล ภักดีภูมิ ประธานกรรมการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า เพื่อสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม การดำเนินงานของไปรษณีย์ไทยในยุคดิจิทัลจึงได้ขับเคลื่อน  ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีดิจิทัลควบคู่กับการยกระดับคุณภาพบริการให้ได้มาตรฐานสากล รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของตลาด และความต้องการของประชาชน เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ของไทย พร้อมกันนี้ ยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการที่โปร่งใสตรวจสอบได้

และยึดหลักธรรมาภิบาลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ โดยมุ่งให้ไปรษณีย์ไทยไม่เพียงเป็นผู้ให้บริการขนส่ง แต่เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างคุณค่าทางสังคมในระยะยาว นอกจากนี้ ได้วางแผนขยายความร่วมมือกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่น เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการเข้าถึงบริการดิจิทัลอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งผลักดันโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและวิสาหกิจชุมชนให้สามารถใช้แพลตฟอร์มไปรษณีย์ไทยเป็นช่องทางสร้างรายได้ และเข้าถึงตลาดใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีแรก ปี 2568 ไปรษณีย์ไทยยังคงมีการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง สะท้อนจากรายได้รวม 11,544 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 631.56 ล้านบาท โดยรายได้รวมเติบโตเพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 ถึง 8.88% กำไรสุทธิเติบโตขึ้น 362.34% กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้สูงสุด คือ กลุ่มธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ คิดเป็น 46.83% ของรายได้ทั้งหมด โดยมีรายได้รวม 5,406 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.56% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ปริมาณชิ้นงานเพิ่มขึ้น 6%

เพื่อตอกย้ำศักยภาพสื่อสารและขนส่งของชาติ ในวาระ 142ปี ไปรษณีย์ไทยได้มุ่งการเสริมสร้างทุกความสัมพันธ์ ส่งเสริมทุกการเติบโต พร้อมวางกลยุทธ์ "1-4-2" ให้เป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนองค์กร โดย "1" คือการเป็นขนส่งอันดับ 1 ของคนไทย ที่โดดเด่นทั้งคุณภาพบริการตั้งแต่ระบบรับฝาก ส่งต่อ และนำจ่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีเครือข่ายครอบคลุมเข้าถึงทุกพื้นที่ทั่วประเทศรวมกว่า 50,000 แห่ง ทำให้สามารถให้บริการแบบมืออาชีพ และเหนือความคาดหวังของลูกค้าในทุก Touch point อีกทั้งยังยกระดับองค์กรสู่การเป็น Tech Post อย่างเต็มรูปแบบด้วยการนำเทคโนโลยี AI มาขับเคลื่อนองค์กรในทุกมิติ  ซึ่งในปีที่ผ่านมาไปรษณีย์ไทย มีคะแนน Top of Mind ของแบรนด์ 99.54% และมีคะแนนความไว้วางใจในแบรนด์ 96.11% สะท้อนถึงการเป็นแบรนด์ที่ได้รับความเชื่อมั่นและไว้ใจจากคนไทย

"พลัง" ขับเคลื่อนองค์กร ได้แก่ พลังความเร็ว ที่มุ่งส่งมอบการให้บริการที่รวดเร็ว แม่นยำที่มีความโดดเด่น และได้รับความนิยมสูงที่สุดยังคงเป็นบริการส่งด่วน EMS ที่ทำรายได้คิดเป็น 43.31% ของรายได้รวมไปรษณีย์ไทย พลังเพื่อธุรกิจ ที่ออกแบบโชลูชันรองรับตั้งแต่ผู้ประกอบการรายเล็กถึงรายใหญ่ เช่น คลังสินค้าครบวงจร หรือ THP Fulfillment ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่มีภาคธุรกิจขนาดใหญ่ลงทุนมีการเติบโต และขยายตัวของธุรกิจขนาดเล็ก - กลาง ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานที่จะเอื้อต่อการขยายฐานลูกค้าเป้าหมายของผู้ใช้บริการ พลังเชื่อมโลก ที่พร้อมพาธุรกิจไทยเติบโตได้ครอบคลุม 205 ปลายทาง 193 ประเทศ พลังความล้ำ ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมใหม่มาปรับใช้ในการพัฒนาบริการเพื่อตอบโจทย์โครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น Digital Postbox บริการตู้ไปรษณีย์ดิจิทัลจาก Prompt Post ที่ต่อยอดการส่งจดหมายแบบ Physical สู่ Digital สามารถรับ-ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ รวดเร็ว ใช้งานง่าย ปลอดภัย ติดตามสถานะได้ บริการ D/ID ระบบการจ่าหน้าแบบดิจิทัล ที่สามารถแปลงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ส่งและผู้รับเป็นรหัส 6 หลัก ซึ่ง 2 บริการนี้พร้อมจะเปิดตัวในเดือนกันยายนนี้

ขณะที่ '2' คือ 2 แกนหลักที่เป็นผู้เชื่อมทั้งความสัมพันธ์และความสำเร็จ นอกจากนี้ยังมุ่งขับเคลื่อน ดูแลสังคมอย่างยั่งยืน ภายใต้ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม โดยได้นำยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในระบบงาน มุ่งดำเนินงานด้าน Circular Economy ผลักดันโครงการ Green Hub ร่วมกับหน่วยงานโครงการ reBOX โครงการ reBAG โครงการ e-Waste ฯลฯ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 4,670 ตันคาร์บอนเทียบเท่าในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังได้ปรับเปลี่ยนเสื้อเครื่องแบบเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ไทยโดยเครื่องแบบแต่ละชุดใช้ผ้าที่ใช้กรรมวิธีช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซดได้ถึง 0.77 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเท่ากับการลดระยะทางขับรถยนต์ได้ประมาณ 3.08 กิโลเมตร ซึ่งจากปริมาณการผลิตทั้งหมดสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 53,360 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเท่ากับการลดระยะทางขับรถยนต์ได้ประมาณ 213,440 กิโลเมตร เท่ากับการเดินทางรอบโลก 5 รอบ

ด้านสังคม มุ่งเน้นการสร้างชุมชนที่ยั่งยืน ด้วยการสร้างงาน สร้างอาชีพ ซึ่งไปรษณีย์ไทยมุ่งสนับสนุนเกษตรกรไทยกระจายสินค้า และผลผลิตผ่านเครือข่ายไปรษณีย์กว่า 1,200 แห่ง และแพลตฟอร์ม ThailandPostMan โดยครึ่งปีแรกของปี 2568 สร้างรายได้แล้วกว่า 360 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 10% และคาดว่าในปี 2568 จะสามารถสร้างรายได้รวมที่ 760 ล้านบาท นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังสนับสนุนบริการเชิงสังคม (PSO) ตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน รวมกว่า 28,000 ล้านบาท และในช่วงที่เกิดการปะทะในพื้นที่ชายแดนไปรษณีย์ไทยได้เปิดแคมเปญเชิญชวนคนไทยร่วมส่งสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีน้ำใจจากคนไทยส่งผ่านไปรษณีย์ไทยแล้วกว่า 34,302 กล่อง รวมน้ำหนักมากกว่า 104,365 กิโลกรัม

ด้านธรรมาภิบาลและการกำกับดูแล ที่มุ่งเน้นการให้ความสำคัญในเรื่องของการดำเนินธุรกิจที่ถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยในปี 2567 ที่ผ่านมาผลการประเมินคะแนนคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) อยู่ที่ 91.70 คะแนน และยังได้รับรางวัลระบบบริหารจัดการความเสี่ยงการทุจริตระดับ "ดีเยี่ยม" จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) อีกด้วย

"นอกจากกลยุทธ์ "1-4-2" แล้ว ไปรษณีย์ไทยยังมุ่งสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะมีการสร้างการจดจำ และสร้างประสบการณ์ใหม่ทั้งในด้านสินค้า บริการ และไลฟ์สไตล์ ภายใต้แนวคิด "POSTsible Together เป็นไปรฯ ได้ ไปรฯ ด้วน" อาทิ การเปิดตัว Super App แอปพลิเคชัน ที่รวบรวมบริการหลากหลายของไปรษณีย์ไทยไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อให้ผู้ใช้สามารถติดตามพัสดุ สร้างใบจ่าหน้า เรียกรับพัสดุชำระค่าบริการ และเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้อย่างครบวงจร พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับบริการภาครัฐและพันธมิตรภาคเอกชน มุ่งเสริมศักยภาพ SME ไทย ให้สามารถเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมา ไปรษณีย์ไทยได้ร่วมกับ แพลตฟอร์ม Amazon ในการส่งสินค้าจากผู้ประกอบไทยเข้าคลัง Amazon FBA (Fulfillment by Amazon) ซึ่งออกแบบมาสำหรับผู้ขายบน Amazon.com ที่ต้องการส่งสินค้าเข้าคลังในสหรัฐอเมริกา โดยไปรษณีย์ไทย เป็นผู้รวบรวมสินค้าในประเทศไทย ดำเนินพิธีการศุลกากร และส่งสินค้าสู่คลัง FBA เพื่อสนับสนุนผู้ค้ารายย่อยและSME ไทยกระจายสินค้าสู่ตลาดอเมริกา

นอกจากนี้ ยังมีการต่อยอดแนวคิดการขนส่ง Parcel Defined Logistics ให้มีความเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้นในรูปแบบ Specialized Logistics เช่น Healthcare Logistics for Pet หรือการขนส่งสินค้าเพื่อกลุ่มสัตว์เลี้ยง  ส่งสินค้ามูลค่าสูง และการขนส่งนมแม่ เป็นต้น ขณะที่ในด้านบริการทางการเงิน ไปรษณีย์ไทยพัฒนา e-Payment ให้รองรับการชำระ COD และเชื่อมต่อกับพันธมิตรหลากหลาย ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กรมการขนส่งทางบก ทิพยประกันภัย WeChat Pay และ Alipay เพื่อขยายช่องทางชำระเงินอย่างครอบคลุมทุกความต้องการ อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการต่อยอดข้อมูลขนาดใหญ่สู่ "Data as a Service" ที่จะสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ โดยใช้การวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อพัฒนาบริการที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลและภาคธุรกิจได้อย่างแม่นยำ" ดร.ดนันท์ กล่าวทิ้งท้าย

สิงคโปร์ยกทัพนักลงทุน 200 คน เยือนไทย ผลักดันความร่วมมือด้านนวัตกรรมและพลังงานสะอาด

(19 ส.ค. 68) นักลงทุนสิงคโปร์กว่า 200 คนเดินทางเยือนไทย ร่วมงาน Singapore Regional Business Forum ครั้งที่ 9 ที่กรุงเทพฯ โดยบีโอไอและสภาธุรกิจสิงคโปร์ (SBF) จัดงานเพื่อประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–สิงคโปร์ เน้นดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียว

เลขาธิการบีโอไอ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ ระบุว่า งานนี้ถือเป็นครั้งแรกที่จัดในไทย และมีนักธุรกิจและผู้บริหารภาครัฐจากสิงคโปร์เข้าร่วมกว่า 200 คน รวมถึงผู้เข้าร่วมจาก 25 ประเทศทั่วโลกกว่า 450 คน ภายในงานเน้นแสดงศักยภาพไทยในการรองรับการลงทุนด้านดิจิทัล พลังงานสะอาด และนวัตกรรม

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทย–สิงคโปร์มีความร่วมมือยาวนานในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมอนาคต โดยสิงคโปร์เป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับ 1 ของไทย และการลงทุนครอบคลุมโครงการสำคัญ เช่น SATS Food, Oatside และ CapitaLand พร้อมกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคอย่าง AFTA และ RCEP

นายตัน ซี เหล่ง จากสิงคโปร์กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นนวัตกรรมและความยั่งยืน เช่น พลังงานสะอาด การดูแลสุขภาพ อีคอมเมิร์ซ ฟินเทค และการลดก๊าซเรือนกระจก โดยสองประเทศตั้งเป้าสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่และรองรับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ นายนฤตม์ระบุเพิ่มเติมว่า ไทยพร้อมเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ และดิจิทัล รวมทั้งลงนาม MOU กับ SBF เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านอาหาร อิเล็กทรอนิกส์ การแพทย์ เทคโนโลยีชีวภาพ และการท่องเที่ยว ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สิงคโปร์ลงทุนไทยกว่า 8.1 แสนล้านบาท โดยเน้นดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และเทคโนโลยีสูง

‘พงษ์กวิน’ เผย ครม.อนุมัติความร่วมมือศรีลังกา นำเข้าแรงงานทดแทนกัมพูชาที่แห่กลับประเทศ

(19 ส.ค.68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า วันนี้ ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมาตรการนี้จะช่วยตอบสนองความต้องการแรงงานของนายจ้างและสถานประกอบการทั้งในภาคการผลิตและบริการ มีรายละเอียด ดังนี้

1. เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการคนต่างด้าวที่มีสถานะไม่ถูกต้อง โดยผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าว 4 สัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางที่หมดอายุหรือมีรอยตราประทับ แต่การอนุญาตทำงานหรือการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดลง แต่ไม่ได้เดินทางออกนอกราชอาณาจักร (Overstay) หรือระยะเวลาการอนุญาตยังไม่สิ้นสุดลง แต่ทำงานกับนายจ้างโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ยังรวมถึงคนต่างด้าว 3 สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) ที่เข้าเมืองผิดกฎหมายก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะให้ความเห็นชอบและต้องการทำงาน อนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อทำงานได้ 1 ปี

2. เห็นชอบแนวทางการนำเข้าแรงงานต่างชาติอื่นๆ ผ่านระบบ MOU เพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มเติมให้กับนายจ้าง และสถานประกอบการในการบริหารจัดการกำลังคน ในระยะแรกจะเริ่มนำเข้าแรงงานสัญชาติศรีลังกา 

ด้านนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า กรมการจัดหางานได้กำหนดแนวทางการดำเนินการบริหารจัดการคนต่างด้าวที่มีสถานะไม่ถูกต้อง ดังนี้ 

1. นายจ้าง ยื่นบัญชีรายชื่อพร้อมคำขออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว และชำระเงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน เป็นเวลา 15 วัน 

2. จัดเตรียมเอกสารตามที่กำหนดในแบบคำขอ เช่น ใบรับรองแพทย์ หลักฐานการประกันสุขภาพ หรือหลักฐานการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตน แล้วแต่กรณี ยื่นให้สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ ภายใน  60 วัน

3. ให้คนต่างด้าวต้องไปดำเนินการจัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลที่กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด หรือสถานที่อื่นที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกำหนด ภายใน 60 วัน กรณีคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ต้องรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองครั้งแรกภายใน 60 วัน และหลังจากนั้นให้รายงานตัวทุก 60 วัน 

4. ให้คนต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม หนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุ สามารถขอรับการตรวจอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเท่าระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตทำงาน ณ สถานที่ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกำหนด กรณีไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง ให้ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารดังกล่าวและไปขอรับการตรวจลงตรา สำหรับการจัดทำหรือปรับปรุงทะเบียนประวัติและออกบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ให้กรมการปกครองและกรุงเทพมหานครดำเนินการตามกฎหมายปกติ

นอกจากนี้ สำหรับผู้ติดตามซึ่งเป็นบุตรของแรงงานต่างด้าวที่มีอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ จะมีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรตามสิทธิของบิดาหรือมารดา โดยให้ผู้ติดตามหรือบิดามารดาจัดทำหรือปรับปรุงทะเบียนประวัติ นับตั้งแต่บิดาหรือมารดาได้รับอนุญาตทำงาน หากผู้ติดตามมีอายุครบ 18 ปี และประสงค์จะทำงาน จะได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศเป็นกรณีพิเศษอีก 60 วัน เพื่อยื่นขออนุญาตทำงาน 

ทั้งนี้ การดำเนินการของคนต่างด้าวทั้ง 2 กลุ่มจะสามารถเริ่มดำเนินการได้หลังจากประกาศกระทรวงมหาดไทยและประกาศกระทรวงแรงงานมีผลบังคับใช้แล้ว หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694” นายสมชาย กล่าว

เคทีซี เตือน ระวัง! กลโกงบัตรเครดิตยุคดิจิทัล พร้อมแนะวิธีรับมือ ก่อนเงินหายไม่ทันตั้งตัว

เมื่อวานนี้ (19 ส.ค.68) บมจ. บัตรกรุงไทย หรือ เคทีซี ได้เผยแพร่บทความชื่อว่า ระวัง! กลโกงบัตรเครดิตยุคดิจิทัล ก่อนเงินหายไม่ทันตั้งตัว โดยระบุว่าทุกวันนี้ใคร ๆ ก็ช้อปออนไลน์ จ่ายผ่านมือถือ หรือจองตั๋วเครื่องบินจากแอปได้ในไม่กี่คลิก แต่ความสะดวกสบายเหล่านี้อาจมาพร้อมความเสี่ยงเพราะมิจฉาชีพก็อัปเดตสกิลไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะลิงก์ปลอม เว็บปลอม หรือแอปปลอม ทำให้ข้อมูลบัตรของคุณอาจรั่วไหลได้แบบไม่รู้ตัว

จากข้อมูลของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท) พบว่าในปี 2567 มีการแจ้งความเกี่ยวกับอาชญากรรมไซเบอร์มากกว่า 400,000 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 60,000 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งแรกของปี 2568 มีคดีสะสมสูงถึง 166,600 คดี โดยส่วนใหญ่เป็นคดีเกี่ยวกับการซื้อขายออนไลน์ เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด เคทีซีจึงขอร่วมส่งต่อความรู้ด้านความปลอดภัยทางการเงิน พร้อมรวบรวมกลโกงที่พบบ่อยในปี 2568 ที่ผู้ใช้งานบัตรเครดิตโดยเฉพาะสายช้อปออนไลน์ควรระวังดังนี้

1.ลิงก์ปลอม (Phishing Links) SMS หรืออีเมลที่ดูผ่านๆ เหมือนจากธนาคาร ร้านค้า หรือขนส่ง แจ้งว่าต้องยืนยันตัวตนแล้วแนบลิงก์มาให้ คลิกเมื่อไหร่ ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลบัตรเครดิตก็บินทันที แนะนำให้ copy ลิงก์ไปเช็กในเว็บนี้ก่อน Google Safe Browsing และ VirusTotal

2.เว็บไซต์ปลอมที่หน้าเหมือนของจริง เห็นโฆษณารองเท้าลดราคาบน IG แล้วเผลอกดเข้าไป? ถ้าโชคร้ายอาจหลงเข้าเว็บปลอมที่ออกแบบเหมือนเว็บดังทุกกระเบียดนิ้ว กรอกข้อมูลปุ๊บ ยอดเงินตัดแต่อาจจะไม่ได้ของ อีกทั้งข้อมูลบัตรเครดิตก็ตกไปอยู่ในมือของมิจฉาชีพ

3.แอปพลิเคชันปลอม หลายกรณีมิจฉาชีพปลอมแอปพลิเคชันธนาคารให้เหมือนจริง แล้วหลอกล่อให้เหยื่อติดตั้งแอปนอก Store เมื่อเผลอกรอกข้อมูลเข้าสู่ระบบและกดยินยอม ก็จะโดนดึงข้อมูลหรือถูกควบคุมมือถือ (remote access) เพื่อโอนเงินในบัญชีธนาคารออกไปยังบัญชีม้า หลอกกดเงินสดจากบัญชีบัตรเครดิต นำข้อมูลส่วนตัวออกไปขายหรือเรียกค่าไถ่

และ4.ข้อมูลบัตรรั่วไหลจากแอปที่ผูกไว้ แม้จะไม่ได้ทำธุรกรรมอะไรเลย แต่ก็มีหลายเคสที่บัตรเครดิตถูกนำไปใช้ต่างประเทศ เพราะเคยผูกกับแอปไว้ แล้วข้อมูลหลุด ยิ่งเว็บที่ไม่ต้องยืนยัน OTP ก็มีความเสี่ยง เพราะยอดแปลกๆ ที่ตัดทันที มักมาตอนเราอาจจะกำลังนอนหลับสบายอยู่ก็ได้ แนะนำใช้บัตรเครดิตที่ปลอดภัย ปัจจุบันมีบัตรเครดิตไร้หมายเลขมั่นใจว่าปลอดภัยในการใช้จ่ายในทุกครั้ง

วิธีป้องกันเบื้องต้น

หลีกเลี่ยงการคลิกลิงก์จาก SMS หรืออีเมลที่ไม่น่าไว้ใจ

ตรวจสอบ URL ของลิงก์ก่อนเปิด

ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ก่อนกรอกข้อมูลบัตรทุกครั้ง

ดาวน์โหลดแอปเฉพาะจาก App Store หรือ Google Play เท่านั้น

ตั้งแจ้งเตือนการใช้บัตรเครดิต เพื่อรู้ตัวทันทีหากมีธุรกรรมผิดปกติ

ควบคุมวงเงินบัตรเครดิต และเลือกใช้บัตรเครดิตที่ปลอดภัยสำหรับทุกการใช้จ่าย

ถ้าในลิงก์อ้างชื่อหน่วยงานใด ลองติดต่อผ่านช่องทางที่คุณไว้ใจ เช่น Call Center หรือเว็บไซต์หลัก เพื่อยืนยันว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องจริง

เสริมเกราะป้องกันการตกเป็นเหยื่อ ด้วยบัตรเครดิตที่ปลอดภัยกว่า

อีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงคือการเลือกเครื่องมือทางการเงินที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันความเสี่ยงโดยเฉพาะ อย่างการใช้บัตรเครดิต KTC Digital ที่ไม่มีหมายเลขพิมพ์อยู่บนบัตร และใช้ระบบ Dynamic CVV ซึ่งต้องขอรหัสใหม่จากแอปทุกครั้งก่อนซื้อของออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายผ่านแอป จองตั๋วเครื่องบิน หรือซื้อของบนเว็บไซต์ที่ ทำให้แม้ข้อมูลบัตรที่กรอกไปจะรั่วไหล มิจฉาชีพไม่สามารถนำรหัส CVV ไปใช้ซ้ำได้ ตอบโจทย์การใช้จ่ายของคนยุคใหม่ บัตรเครดิตใสไร้หมายเลขจาก KTC จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มองหาเรื่องความปลอดภัย และยังคงไว้ของสิทธิพิเศษเต็มประสิทธิภาพของบัตรเครดิตที่ผู้ใช้พึงได้รับ เช่นคะแนนสะสม ส่วนลด เครดิตเงินคืน

‘พงศ์กวิน’ ยกระดับมาตรฐานปลอดภัยแรงงานไทย เดินหน้าสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แรงงานทุกภาคส่วน

(20 ส.ค. 68) เวลา 13.30 น. นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงาน “สัมมนาวิชาการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานระดับนานาชาติ OSH Avenue International Conference 2025 (OAIC 2025)” ณ แกรนด์ฮอลล์ ทรูดิจิทัล พาร์ค สุขุมวิท 101 กรุงเทพฯ โดยมี นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และผู้บริหาร สสปท. ให้การต้อนรับ ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน และผู้ประกอบการ ร่วมเป็นเกียรติ 

นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ  เปิดเผยว่า  การจัดงานสัมมนา เชิงวิชาการระดับนานาชาติ  OAIC ในครั้งนี้ นับว่ามีความหมายอย่างยิ่ง ในฐานะเวทีระดับนานาชาติ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างนวัตกรรมต่างๆ และเชื่อมโยงเครือข่ายระดับสากล เพื่อสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายที่สำคัญ ของกระทรวงแรงงาน

พร้อมทั้ง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของแรงงานไทย  ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ความปลอดภัยในสถานที่ทำงานไม่ใช่เพียงแค่หน้าที่ แต่เป็นพันธกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือสุขภาพและชีวิตของพี่น้องแรงงานเรา

“ขอขอบคุณ สสปท. ที่จัดงานนี้ขึ้นมาเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในทุกมิติ ในประเทศไทย รวมทั้งอยากให้ถอดบทเรียนต่างๆ อันล้ำค่าเพื่อมุ่งเน้นให้เห็นว่า “ชีวิตคนทำงาน” ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด นายพงศ์กวิน  กล่าว

ด้าน นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการ สสปท. กล่าวว่า การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน เป็นความท้าทายในการผลักดันความปลอดภัยในการทำงานให้ครอบคลุมแรงงานในทุกกลุ่ม การใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยจะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านความปลอดภัยฯ ในยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ๆ ตลอดเวลา เพื่อให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี และไม่เกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน

ทั้งนี้ สสปท. ได้เดินหน้าขับเคลื่อนการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยอย่างยั่งยืน ในทุกภาคส่วนทั้งแรงงานภาคอุตสาหกรรม พนักงานสำนักงาน แรงงานนอกระบบ และแรงงานข้ามชาติอย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาค ผ่านการพัฒนางานวิชาการด้านความปลอดภัยฯ และกิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัยในการทำงาน ส่งผลให้สถานประกอบกิจการจำนวนมากสามารถลดสถิติอุบัติเหตุจากการทำงานลงได้อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงเจตนารมณ์ร่วมกันในการสร้าง “วัฒนธรรมความปลอดภัย” ให้หยั่งรากลึก

‘นักวิชาการ มธ.’ เชื่อต่างชาติเมินแลกเงินดิจิทัลเป็น ‘บาท’ แนะทำ ‘Blockchain Analytics’ ป้องกันฟอกเงินดีกว่า

'นักวิชาการธรรมศาสตร์' เชื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สนใจแลกสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเงินบาท ตาม 'โครงการ TouristDigiPay' เหตุทุกวันนี้ใช้คริปโต-บิทคอยน์ซื้อสินค้าโดยตรงได้ ชี้รัฐบาลเพียงต้องการสร้างสภาพแวดล้อมทรัพย์สินดิจิทัลเพราะเป็นเทรนด์อนาคต ทว่า ธปท. อาจสูญเสียอำนาจ แนะรัฐควรแก้ปัญหาการ 'ฟอกเงิน' จากสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่มี KYC ด้วย Blockchain Analytics เพื่อติดตาม-ตรวจจับ-ศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้ดีกว่า

จากกรณีที่ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดตัวโครงการ TouristDigiPay เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ที่ผ่านมา เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล สามารถแปลงมาเป็นเงินบาทผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเงินบาทนั้นจะถูกโอนเข้าสู่กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) เพื่อนำไปใช้ชำระเงินตามร้านค้าต่างๆ ซึ่งเบื้องต้นรัฐบาลจะดำเนินการทดสอบในพื้นที่ Sandbox เป็นระยะเวลา 18 เดือน 

ศ. ดร.อาณัติ ลีมัคเดช อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการ TouristDigiPay ของรัฐบาลเป็นเพียงการสร้างสีสันและค่อยๆ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสินทรัพย์ดิจิทัลให้มากขึ้น แต่ถ้าโฟกัสเฉพาะโครงการนี้ ค่อนข้างมั่นใจว่าคงไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติสนใจเข้าร่วม และไม่เข้าใจและมองไม่เห็นความจำเป็นว่าจะต้องมีการจัดทำพื้นที่ Sandbox ด้วยเหตุผลอะไร นั่นเพราะในสถานการณ์ความเป็นจริง นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและประชาชนทั่วไปสามารถใช้สินทรัพย์ดิจิทัล เช่น คริปโทเคอร์เรนซี บิทคอยน์ ฯลฯ เพื่อซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการร้านค้าที่เปิดรับสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรงได้อยู่แล้ว ไม่ต้องแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท ไม่ต้องเสียเวลาในกระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยต่างๆ และไม่มีความผิดตามกฎหมายที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ. เงินตรา พ.ศ. 2501 อยู่แล้ว

ศ. ดร.อาณัติ กล่าวว่า พ.ร.บ. เงินตรา พ.ศ. 2501 ได้ระบุหลักการที่สำคัญแต่เพียงว่าห้ามมิให้มีการพิมพ์เงินเป็นของตนเองและเงินบาทนั้นเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย กล่าวคือหากต้องชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยตามเวลาที่กำหนดไว้กับเจ้าหนี้ ก็จะต้องชำระเป็นเงินบาทเท่านั้น ไม่สามารถชำระด้วยเงินสกุลอื่นได้ และการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะนำสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามาใช้จ่ายในประเทศไทย ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายการควบคุมเงินตราระหว่างประเทศ

ดังนั้น เมื่อไม่มีความผิดตามกฎหมาย ก็ไม่เป็นจำต้องแก้ไขกฎระเบียบบางอย่างให้มีความพิเศษหรือยืดหยุ่นสำหรับการทดลองใช้งาน จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงต้องมีการทำ Sandbox นอกจากนี้ ในช่วงเวลาที่ผ่านมามีผู้ประกอบการในไทย เช่น ร้านลิ้มเหล่าโหงว ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าแรกในประเทศไทยที่รับชำระเงินด้วยบิทคอยน์เป็นตัวอย่างอยู่ก่อนแล้ว รวมไปถึงการซื้อคอนโดบางแห่งก็สามารถชำระได้ด้วยสินทรัพย์ดิจิทัลเช่นกัน 

มากไปกว่านั้น กระบวนการขั้นตอนที่ชาวต่างชาติจะแลกเปลี่ยนจากสินทรัพย์ดิจิทัลมาเป็นเงินบาทได้ก็มีความซับซ้อนหลายขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาแลกเป็นเงินบาทผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบตัวตนของผู้ใช้บริการ (Know Your Customer: KYC) เมื่อได้เงินบาทมาแล้วชาวต่างชาติจะต้องไปสมัครกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ที่มีให้บริการในไทย เช่น TrueMoney Wallet, ShopeePay, Rabbit LINE Pay หรือบัตรเติมเงินของธนาคารต่างๆ และจะต้องยืนยันตัวตน KYC อีกรอบ เพื่อโอนเงินบาทเข้าสู่ e-Money จึงจะสามารถซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ได้

“จากขั้นตอนทั้งหมดที่พูดมา ขอถามจริงๆ ว่าจะมีต่างชาติสักกี่คนที่ยอมทำ ส่วนตัวค่อนข้างมีความเชื่อมั่นว่าคงไม่มีต่างชาติคนไหนทำ เพราะพวกเขามีคริปโท มีบิทคอยน์อยู่ในกระเป๋าเงินสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ E-wallet ของเขาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นแอป MetaMask Wallet, แอป Trust Wallet ซึ่งเป็นแอปที่ใช้กันในระดับสากล ที่ไม่จำเป็นต้องทำ KYC ก็สามารถเดินไปซื้อของจากร้านที่เขารับสินทรัพย์ดิจิทัลเหล่านี้ได้โดยตรง ไม่ต้องไปแลกเงินบาท ไม่ต้องไปสมัคร e-Money ให้ยุ่งยาก แล้วผู้ประกอบการหรือร้านค้าเหล่านี้ เขาก็แค่สมัครแอป MetaMask Wallet, แอป Trust Wallet เช่นกัน เพื่อรับคริปโทหรือบิทคอยน์จากชาวต่างชาติ และร้านค้าก็สามารถนำไปแปลงเป็นเงินบาทได้ที่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งมีแค่ขั้นตอนนี้เท่านั้นที่จะต้องมีการทำ KYC” ศ. ดร.อาณัติ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า ด้วยเหตุนี้ กระบวนการที่เชื่อกันว่าจะมีการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทจึงจะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นสิ่งที่ภาครัฐควรทำมากกว่าคือการหาหนทางแก้ไขปัญหาการฟอกเงิน เพราะการใช้แอปพลิเคชัน MetaMask Wallet และ Trust Wallet ที่ไม่มีขั้นตอนการทำ KYC ทำให้ไม่เห็นตัวตนผู้ใช้งาน ยากแก่การกำกับติดตาม และนี่คือปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ว่ารัฐบาลจะมีการประกาศโครงการ TouristDigiPay หรือไม่

มากไปกว่านั้น สิ่งเหล่านี้คือเทรนด์ของอนาคตที่กำลังรุกคืบเข้ามาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง หากในวันข้างหน้าประเทศไทยมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นหลักแทนเงินบาท สิ่งที่จะเกิดขึ้นและเป็นสิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รู้สึกกังวลยิ่งกว่าปัญหาการฟอกเงิน ก็คือการสูญเสียบทบาทในการดำเนินนโยบายทางการเงินของ ธปท. ทั้งการควบคุมอัตราดอกเบี้ย การควบคุมเงินเฟ้อ จากความเสี่ยงที่เงินบาทอาจไม่ได้เป็นสื่อหลักในการชำระเงินของประเทศอีกต่อไป ซึ่งหากปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไปอำนาจของเงินบาทและอำนาจของ ธปท. จะหายไปโดยอัตโนมัติ

“มันถึงเวลาที่ผู้ดำเนินนโยบายทางการเงินของไทยจะต้องเตรียมการรับมืออย่างจริงจัง ณ วันนี้ประเทศที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลกอย่างสิงคโปร์ ดูไบ ฯลฯ ล้วนมีสิ่งที่เรียกว่า Blockchain Analytics ทั้งหมด เพื่อการติดตามการไหลของสินทรัพย์ การตรวจจับกิจกรรมที่น่าสงสัย และการทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้ ส่วนตัวคิดว่ากลไกอันนี้เป็นสิ่งที่ผู้ดำเนินนโยบายทางการเงินอย่างแบงก์ชาติ หรือ ปปง. ควรจะหันมาให้ความสนใจไว้บ้างแล้ว ดังนั้นการที่รัฐมนตรีคลังได้ออกมาประกาศโครงการนี้ก็ถือเป็นการกระตุ้นให้หน่วยงานเหล่านี้ต้องตื่นตัวมากขึ้น” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

‘ก.คมนาคม’ ย้ำ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายมาแน่ เปิดลงทะเบียน 25 ส.ค. นี้ ผ่านแอปฯ “ทางรัฐ”

คมนาคม ย้ำ! 25 ส.ค.นี้ เปิดลงทะเบียน ใช้รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” 1 คน ลงสิทธิ์บัตร EMV-Rabbit ได้อย่างละ 1 ใบ ยันดันนโยบายเต็มที่เพื่อประโยชน์สูงสุดประชาชน

วันที่ (21 ส.ค. 68) นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม ในฐานะโฆษกกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า มาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 20 บาท (20 บาทตลอดสาย) ขอยืนยันว่าภายในวันที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลา 00.01 น. เป็นต้นไป จะเปิดให้ประชาชน ลงทะเบียนใช้สิทธิผ่านแอปฯ "ทางรัฐ" โดยไม่มีจำกัดสิทธิ์จำนวนผู้ลงทะเบียน และไม่มีวันปิดลงทะเบียน  

ทั้งนี้ผู้ลงทะเบียนการใช้บัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือ EMV Contactless (Visa/Mastercard) กับบัตร Rabbit Card ในการลงทะเบียนผ่านแอป "ทางรัฐ" นั้น ผู้ที่ลงทะเบียน 1 คน ต้องเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย โดยจะต้องระบุเลขที่บัตรประชาชน 13 หลัก จะสามารถลงทะเบียนบัตร EMV ได้ 1 ใบ และบัตร Rabbit Card ได้ 1 ใบเท่านั้น 

โดยการใช้งานในระยะแรก จะให้บริการ 2 บัตรตามที่ได้ลงทะเบียนผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” คือ บัตร Rabbit Card สามารถใช้บริการได้ 4 สาย คือ สายสีเขียว, สีทอง, เหลือง, ชมพู ขณะที่บัตร EMV Contactless ตามเงื่อนไขธนาคารที่เข้าร่วมให้บริการที่กำหนด สามารถใช้บริการได้กับ 6 สาย คือ สายสีแดง, น้ำเงิน, ม่วง, ชมพู, เหลือง, แอร์พอร์ต เรล ลิงค์ (ARL) พร้อมย้ำว่าการใช้งาน จะเสียค่าแรกเข้าการใช้บริการสูงสุด 20 บาทตลอดสาย ทั้งนี้ผู้ใช้บริการหากทำการเปลี่ยนสายการเดินทางนอกสถานีจะจำกัดเวลา 30 นาที ส่วนหากอยู่ในสายเดิมจะจำกัดเวลา 180 นาที ซึ่งหากเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนด จะคิดค่าแรกเข้าใหม่ทันที 

"โครงการนี้ไม่ได้จำกัดเวลาในการลงทะเบียน ดังนั้นผู้ที่สนใจจะเข้าร่วมนโยบายในครั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องรีบลงทะเบียน เพราะไม่ได้จำกัดสิทธิ และไม่ได้จำกัดจำนวนแต่อย่างใด คนไทยที่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลัก สามารถลงทะเบียนได้ทุกคน" นายกฤชนนท์ กล่าว

สำหรับเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี ที่ต้องการลงทะเบียน เนื่องจากเข้าเงื่อนไขของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)สามารถลงทะเบียนได้ที่ได้ที่ห้องจำหน่ายตั๋วโดยสารประจำสถานีรถไฟฟ้าทุกสถานี  

โดยวัตถุประสงค์ของนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสายนั้น ต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และยังแก้ปัญหาการจราจรติดขัดบนท้องถนน ซึ่งประชาชนในกรุงเทพฯจะหันมาใช้รถสาธารณะมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันนี้มีผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าทุกสายต่อวันรวม 1.7 ล้านคน/เที่ยว ซึ่งหากเริ่มใช้จริงแล้ว คาดว่า จำนวนผู้โดยสารจะเพิ่มมากกว่า 20% ซึ่งทางกระทรวงฯ พร้อมที่จะจัดระบบขนส่งสาธารณะ ให้สอดคล้องตามไปด้วย เช่น การเพิ่มความถี่ของการเดินรถไฟฟ้า รวมไปจนถึง นำรถโดยสารประจำทางที่เดินสายยาว นำมาปรับใช้ให้สั้นลงตามจุดต่างๆ ของรถไฟฟ้า เพื่อความสะดวกต่อการเดินทาง

สำหรับ ความคืบหน้าการแก้กฎหมายของ พ.ร.บ. การขนส่งทางราง  พ.ร.บ. ตั๋วร่วม และ  พ.ร.บ. รฟม.  ล่าสุดเข้าสู่การพิจารณาในสภาฯชั้นกฎหมายวาระ 2 และ 3  โดยเมื่อผ่านกระบวนการดังกล่าวแล้วจะเข้าสู่การพิจารณาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ต่อไป ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวจำเป็นต้องใช้เวลา เพื่อทำตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด แต่ขอยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมพร้อมที่จะผลักดันนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายอย่างเต็มที่ เพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน

ปตท. คว้าอันดับ 1 มูลค่าแบรนด์สูงสุดในไทย 5 ปีซ้อน สะท้อนความแข็งแกร่งพร้อมสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ปตท. ได้รับการจัดอันดับให้เป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุดในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 (ตั้งแต่ปี 2021-2025) จาก Brand Finance บริษัทที่ปรึกษาด้านการประเมินมูลค่าแบรนด์ชั้นนำของโลก ด้วยมูลค่าแบรนด์ 9.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึงร้อยละ 11 ตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำด้านพลังงานของประเทศที่ได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ส่งผลให้มีการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักการทำงานด้วยความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล ควบคู่กับการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสมดุล

สอดคล้องกับการดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” หรือ “TOGETHER FOR SUSTAINABLE THAILAND, SUSTAINABLE WORLD” โดยเน้นธุรกิจ Hydrocarbon สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ อาทิ แสวงหาแหล่งพลังงานทั้งในและต่างประเทศผ่านธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สร้างมูลค่าเพิ่มในธุรกิจ LNG มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการซื้อขาย LNG ในภูมิภาค เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ตลอดจนปรับพอร์ตธุรกิจสู่สมดุลใหม่เร่งสร้างความแข็งแกร่งจากภายในกลุ่ม ปตท. พร้อมยกระดับ Operational Excellence นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สร้างการเติบโตควบคู่กับการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 โดยดำเนินการอย่างบูรณาการร่วมกันทั้งกลุ่ม ศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) พัฒนา CCS Hub Model และแสวงหาโอกาสในธุรกิจไฮโดรเจนสำหรับภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น 

นอกจากนี้ ปตท. ยังได้รับการจัดอันดับในประเภทต่าง ๆ ประกอบด้วย

• แบรนด์ที่มีผลดัชนีการรับรู้ด้านความยั่งยืน (Sustainability Perceptions Index 2025) สูงที่สุดในประเทศติดต่อกันเป็นปีที่ 2 และเป็นแบรนด์ไทยเพียงแบรนด์เดียวที่มีผลดัชนีการรับรู้ด้านความยั่งยืนอยู่ใน 500 อันดับแรกของโลก โดยมีค่าการรับรู้ด้านความยั่งยืนที่ 792 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

• แบรนด์ที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับที่ 12 ของโลก ในกลุ่มธุรกิจ Oil&Gas และเป็นแบรนด์จากไทยเพียงแบรนด์เดียวที่อยู่ใน 50 อันดับแบรนด์ Oil&Gas แรกของโลก

• ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ติดอันดับ 4 ใน Energy Brand Guardians 2025 จากการจัดอันดับผู้นำองค์กรด้านพลังงานของโลก เนื่องจากมีความโดดเด่นในเรื่องวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นคุณค่าระยะยาว บนหลักการยั่งยืนอย่างสมดุล

Mr. Alex Haigh, Managing Director, Brand Finance Asia Pacific กล่าวว่า “ในฐานะแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุดในประเทศไทย ปตท. แสดงให้เห็นถึงความคล่องตัวที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งนอกจากการเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งภาคพลังงานแล้ว ยังมุ่งมั่นสร้างความสมดุลทางพลังงานใน 3 มิติ ประกอบด้วย ความมั่นคงทางพลังงาน ความเสมอภาค ในการเข้าถึงพลังงาน และความยั่งยืน ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายในภาพกว้างของประเทศ ทั้งการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการดูแลสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ Brand Finance ใช้หลักเกณฑ์การประเมินมูลค่าแบรนด์ (Brand Value) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยในแต่ละปีจะจัดอันดับแบรนด์ในอุตสาหกรรมและประเทศต่าง ๆ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ ปตท. ที่มี ผลการดำเนินงานเป็นเลิศในทุกมิติ มีภาพลักษณ์ที่โดดเด่น สามารถสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและสาธารณชนในระดับสากล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top