Friday, 5 June 2026
Econbiz

ผู้เชี่ยวชาญเทคฯ ชี้ จบอเมริกา-จบนอกไม่ใช่ใบเบิกทาง พร้อมเปิด 6 เหตุผลทำไมเด็กนอกหางางานยาก 'ภาษาไม่เป็นจุดขาย-โปรไฟล์ไม่แน่น' 2 ปัญหาหลัก แนะ 'กิจกรรม/ภาวะผู้นำ' สำคัญกว่าใบปริญญา

(28 พ.ย. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) และกรรมการสภาดิจิทัล (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ประเด็นหนึ่งที่ร้อนแรงในโลกโซเชียลตอนนี้คือ “เรียนจบอเมริกาแต่กลับมาหางานในไทยไม่ได้” ฟังแล้วหลายคนตกใจ แต่ถ้าลองแยกเป็นประเด็นจริง ๆ จะเห็นภาพที่ชัดขึ้นมากว่าการเรียนเมืองนอกไม่ใช่ใบเบิกทางอีกต่อไป และนี่คือเหตุผลสำคัญที่หลายคนอาจไม่กล้าพูดตรง ๆ

1) ภาษาอังกฤษไม่ใช่ข้อได้เปรียบอีกแล้ว ยุคก่อนใครพูดอังกฤษคล่องคือได้เปรียบ แต่วันนี้หลักสูตรอินเตอร์ในไทย โรงเรียนอินเตอร์ และสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ทำให้เด็กไทยจำนวนมากพูดได้ในระดับ Native แล้ว ดังนั้นจบอเมริกาไม่ใช่ “จุดขาย” เหมือนสมัยก่อนอีกต่อไป

2) อยู่ที่กิจกรรมและ Leadership มากกว่าใบปริญญา มหาวิทยาลัยอเมริกาเปิดโอกาสเรื่องกิจกรรมอย่างเหลือเฟือ แต่สุดท้ายขึ้นกับ “ผู้เรียนเอง” ถ้าจบมาโดยไม่เคยเป็นประธานหรือรองประธานชมรม นักกีฬา อาสาสมัคร หรือทำอะไรที่สะท้อนภาวะผู้นำ บอกเลยว่าคะแนนตรงนี้สู้เด็กไทยที่มีโปรไฟล์แน่น ๆ ไม่ได้เลย

3) วิชาการอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์ ต้องมี “งานจริง” เป็นฐาน บริษัทในไทยมองหา “ประสบการณ์ทำงานที่จับต้องได้” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานใช้แรง งานบริการ งานพาร์ทไทม์ หรือฝึกงานที่มีผลลัพธ์วัดได้ เด็กไทยหลายคนมีพอร์ตนี้แน่นเพราะทำงานระหว่างเรียน จึงไม่ได้ด้อยกว่าเด็กจบต่างประเทศเลย

4) เด็กต่างชาติที่เรียนในอเมริกาต้อง “โดดเด่นกว่า” เพื่อเอาชนะข้อจำกัด เพราะการแข่งขันเข้าฝึกงานของนักศึกษาต่างชาติในบริษัทชั้นนำในเอมริกาโหดมาก มีแค่ประมาณ 10% ที่ได้ฝึกงาน และจากกลุ่มนั้นจะมีเพียง 10% ที่ได้ job offer จริง คนที่ได้งานต่อ เงินเดือนเกิน 200,000 บาทเป็นเรื่องปกติ แต่ที่สำคัญกว่าคือ “โอกาสเติบโตในสายงาน” ซึ่งไม่ได้มอบให้ทุกคน

5) ช่องว่าง Ranking ของมหาวิทยาลัยอเมริกากว้างแบบสุดขั้ว บางมหาวิทยาลัยรับง่าย (Acceptance Rate สูง) แต่ Ranking ต่ำกว่ามหาวิทยาลัยระดับ Top 5 ของไทย ดังนั้นการบอกว่า “จบอเมริกา” ไม่ใช่ข้อมูลที่ทำให้ HR ตัดสินใจอะไรได้เลย ต้องดูลึกกว่านั้นทั้งหลักสูตร ผลงาน และคุณภาพของโรงเรียน

6) บางคนเรียนในอเมริกาแต่ใช้ชีวิตแบบ “อยู่ในกลุ่มไทยด้วยกัน” เรียนต่างประเทศแต่ไม่เคยเข้ากิจกรรมสากล ไม่เคยทำงานร่วมกับเด็กชาติอื่น อยู่ในคอมฟอร์ตโซนเดิม ๆ สุดท้ายจบมาก็ไม่มีทั้ง Soft Skills, Network, Leadership ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรได้จากการเรียนเมืองนอกมากที่สุด

ตลาด EV ไทยเจอจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ หลัง 'เงินอุดหนุน' แสนกว่าบาทหายไป ค่ายจีนเจ้าตลาดต้องปรับราคา-สเปก เน้น 'คุณภาพ-บริการหลังการขาย' ไม่ใช่แค่ราคาถูก

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อโครงการสนับสนุนจากภาครัฐจะสิ้นสุดลงในปี 2568 หลังจากสร้างกระแสความคึกคักและขับเคลื่อนยอดขายมาตลอดสองปีที่ผ่านมา คำถามสำคัญที่ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้บริโภคต่างจับตามองคือ ตลาด EV ไทยจะเดินหน้าต่อได้ด้วยพลังของตัวเองหรือไม่ เมื่อไม่มี "เงินอุดหนุน" เป็นแรงผลักดันอีกต่อไป

ผลกระทบเชิงราคา: ความท้าทายแรกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือผลกระทบด้านราคา ในช่วงที่มีเงินอุดหนุนจากรัฐ ผู้บริโภคได้รับส่วนลดสูงสุดถึง 100,000-150,000 บาทต่อคัน ทำให้ราคา EV เทียบเคียงได้กับรถยนต์สันดาปภายในทั่วไป หรือแม้แต่ถูกกว่าในบางรุ่น เมื่อเงินอุดหนุนหมดไป ราคา EV จะกลับมาสู่ระดับจริงที่สูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้กลุ่มผู้บริโภคระดับกลางที่เคยสนใจเริ่มลังเลและชะลอการตัดสินใจซื้อ

ค่ายรถจีนที่ครองส่วนแบ่งตลาด EV ในไทยกว่า 80% จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะกลยุทธ์หลักของพวกเขาคือการแข่งขันด้วยราคา เมื่อเสียเปรียบด้านราคาจากการหมดอุดหนุน พวกเขาจะต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุน ปรับสเปก หรือยอมรับกับการหดตัวของยอดขาย

การแข่งขันใหม่: จากยอดขายสู่คุณภาพและบริการ

ยุคหลังเงินอุดหนุนจะเป็นช่วงเวลาที่แยกผู้เล่นที่มีศักยภาพจริงออกจากผู้ที่เข้ามาเก็งกำไรเฉพาะช่วงโปรโมชั่น ค่ายรถที่จะอยู่รอดและเติบโตได้ต้องมีจุดแข็งที่ชัดเจนเหนือกว่าแค่ราคาถูก ไม่ว่าจะเป็น:

คุณภาพและเทคโนโลยี - ค่ายที่มีเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ดีกว่า ระยะทางไกลกว่า ชาร์จเร็วกว่า และมีระบบความปลอดภัยที่ทันสมัย จะได้เปรียบอย่างชัดเจน ผู้บริโภคที่ต้องการซื้อ EV อย่างจริงจังจะเน้นคุณภาพมากกว่าราคาถูก

โครงสร้างพื้นฐาน - การมีสถานีชาร์จที่กระจายทั่วและให้บริการที่ดีจะเป็นปัจจัยสำคัญ ค่ายที่ลงทุนสร้างเครือข่ายชาร์จของตัวเองหรือร่วมมือกับพันธมิตรอย่างแน่นแฟ้นจะได้เปรียบ

บริการหลังการขาย - ศูนย์บริการที่ครอบคลุม ช่างที่มีความเชี่ยวชาญ อะไหล่ที่หาง่าย และการรับประกันที่น่าเชื่อถือ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในการซื้อ

มูลค่าแบรนด์ - ค่ายที่มีประวัติยาวนานและสร้างความเชื่อมั่นได้จะได้เปรียบค่ายใหม่ที่เพิ่งเข้ามา โดยเฉพาะค่ายญี่ปุ่นและยุโรปที่มีฐานลูกค้าเก่าเชื่อมั่นอยู่แล้ว

พฤติกรรมผู้บริโภค: จากการทดลองสู่การตัดสินใจอย่างรอบคอบ

ในช่วงที่มีเงินอุดหนุน หลายคนตัดสินใจซื้อ EV ด้วยความรู้สึก "ลองดู" หรือ "ได้ส่วนลดเยอะ" แต่เมื่อเงินอุดหนุนหมด ผู้บริโภคจะกลับมาชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น พิจารณาปัจจัยต่างๆ อย่างจริงจังมากขึ้น เช่น:

- ระยะทางการใช้งานจริง - เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตนเองหรือไม่
- ต้นทุนการใช้งานระยะยาว - รวมถึงค่าไฟชาร์จ ค่าบำรุงรักษา และมูลค่าขายต่อ
- ความสะดวกในการชาร์จ - ทั้งที่บ้านและในเส้นทางที่ใช้เดินทางประจำ
- ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี - เทคโนโลยีจะล้าสมัยเร็วหรือไม่ แบตเตอรี่จะเสื่อมเร็วแค่ไหน

การเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้ยอดขายโดยรวมลดลงในระยะสั้น แต่กลับเป็นการกลั่นกรองให้เหลือแต่ผู้บริโภคที่พร้อมจริงและมีศักยภาพในการใช้งาน EV อย่างยั่งยืน

โอกาสใหม่: ตลาดรถ EV มือสองและการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม

หนึ่งในตลาดที่น่าจับตามองคือ ตลาดรถ EV มือสอง ที่จะเริ่มเติบโตขึ้นเมื่อรถที่ซื้อในช่วงมีเงินอุดหนุนเริ่มถูกขายต่อ ตลาดนี้จะสร้างโอกาสให้ผู้บริโภคที่มีงบประมาณจำกัดเข้าถึง EV ได้ง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็จะมีความท้าทายเรื่องมาตรฐานการตรวจสอบ การรับประกัน และมูลค่าตกต่ำของรถเก่า

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมสนับสนุน เช่น ผู้ผลิตแบตเตอรี่ ผู้ให้บริการสถานีชาร์จ และผู้ให้บริการซ่อมบำรุง จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น การลงทุนในธุรกิจเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดว่าตลาด EV ไทยมีศักยภาพในระยะยาวจริงหรือไม่

บทบาทภาครัฐ: จากการอุดหนุนสู่การสร้างระบบนิเวศ

แม้เงินอุดหนุนจะสิ้นสุด แต่ภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนตลาด EV ผ่านนโยบายอื่นๆ เช่น:

- การลดภาษีสรรพสามิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดราคา EV ให้แข่งขันได้
- การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะสถานีชาร์จสาธารณะ
- มาตรการส่งเสริมการผลิตในประเทศ เช่น แบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญ เพื่อลดต้นทุนและสร้างความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทาน
- กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ที่เข้มงวดขึ้น เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นธรรมชาติ

มองอนาคต: ทดสอบความแข็งแกร่งที่แท้จริง

ปี 2569 เป็นต้นไป จะเป็นปีที่ทดสอบความแข็งแกร่งที่แท้จริงของตลาด EV ไทย ตัวเลขยอดขายอาจลดลงจากจุดสูงสุด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าตลาดจะล่มสลาย แต่จะเป็นการปรับสมดุลสู่ระดับที่สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของตลาด

ค่ายรถที่มีวิสัยทัศน์ระยะยาว ลงทุนในคุณภาพ เทคโนโลยี และบริการอย่างจริงจัง จะเป็นผู้รอดและเติบโตได้ ในขณะที่ค่ายที่เข้ามาเก็งกำไรระยะสั้นอาจต้องปรับตัวหรือถอยออกไป

สำหรับผู้บริโภค นี่คือโอกาสที่จะได้เห็นตัวเลือกที่หลากหลายและมีคุณภาพมากขึ้น แม้ราคาอาจสูงขึ้น แต่จะได้รับคุณค่าที่คุ้มค่ามากกว่าในระยะยาว ตลาด EV ไทยไม่ได้จบลง แต่กำลังเข้าสู่เฟสใหม่ที่ทุกฝ่ายต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างแท้จริง

พลังงานเป็นธรรม ถ้ารวมไทยสร้างชาติ ไม่เกาะ "พลังงาน" พรรคนี้ไม่มีวันดัง!!

‘พีระพันธุ์’ การันตี!!
ไฟฟ้าถูก–พลังงานเป็นธรรม
ปี 2568 เป็นปีแห่งการลดค่าไฟทั้งระบบ
ชูโซลาร์ราคาถูก 1 หมื่นชุด ช่วยคนตัวเล็ก
เดินหน้าออกกฎหมายคุมทุนพลังงาน–น้ำมัน–ก๊าซ

พีระพันธุ์ทำไฟฟ้าถูก – ถ้ารวมไทยสร้างชาติไม่เกาะ “พลังงาน” พรรคนี้ไม่มีวันดัง
 
ในวันที่พรรครวมไทยสร้างชาติยังหาพื้นที่ยืนในใจประชาชนไม่ชัดเจน  
“พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ในตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.พลังงาน กลับมี “ของจริง” อยู่ในมือชัดที่สุดเรื่องหนึ่งของการเมืองไทยยุคนี้:  

> ทำให้ค่าไฟ–พลังงาน “ถูกลงอย่างเป็นระบบ” ไม่ใช่แค่แจกครั้งคราว

บทความนี้จะรวบว่าเขาทำอะไรไว้แล้วบ้างในกระทรวงพลังงาน  
และทำไม พรรครวมไทยสร้างชาติควรเอา “ผลงานด้านพลังงานของพีระพันธุ์” มาเป็นจุดหาเสียงหลักเพียงจุดเดียว  
ย้ำมันซ้ำ ๆ จนคนไทยได้ยินปุ๊บ = นึกถึง “ไฟฟ้าถูก–พลังงานเป็นธรรม” โดยอัตโนมัติ
 
1. พีระพันธุ์ในฐานะ รมว.พลังงาน: คนที่กล้าลงไปแก้โครงสร้าง ไม่ใช่แค่กดราคาชั่วคราว

ผลงานที่จับต้องได้มีอย่างน้อย 4 แกนใหญ่ ๆ 👇  
 
1.1 ประกาศ “ปี 2568 คือปีแห่งการลดค่าไฟ”
 
พีระพันธุ์ประกาศกลางวงการพลังงานว่า ปี 2568 จะเป็นปีแห่งการลดค่าไฟ พร้อมเดินหน้า “โครงสร้างพลังงานใหม่” เพื่อให้คนไทยจ่ายค่าไฟน้อยลง และใช้พลังงานใน “ราคาเป็นธรรม” ไม่ใช่ถูกบีบคอด้วยต้นทุนที่อธิบายไม่ได้อีกต่อไป  
 
นี่ไม่ใช่แค่สโลแกน แต่ตามมาด้วยการคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศลดค่า Ft และทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยช่วงต้นปี 2568 อยู่แถว ๆ 4.15 บาทต่อหน่วย ลงจากงวดก่อนหน้าอย่างเป็นรูปธรรม  
 
1.2 ไอเดีย “Pool Gas” – ลดค่าไฟจากต้นทางก๊าซ
 
หัวใจสำคัญคือแนวคิด “พูลก๊าซ (Pool Gas)”  
เอาก๊าซจากหลายแหล่ง หลายราคา มารวมกันเป็น “ตะกร้าราคาเดียว” ใช้ผลิตไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนทั้งระบบ ไม่ใช่เอาแหล่งแพงสุดมาเป็นฐานคิดค่าไฟแล้วโยนภาระให้ประชาชน  
 
พูดง่าย ๆ คือ  
แทนที่จะเอาเงินภาษีไปโปะค่าไฟ เขาเลือกจะ “ผ่าต้นทุนจริง” ให้มันถูกลงตั้งแต่โรงไฟฟ้า

3. สรุปแบบฟันธง: ถ้ารวมไทยสร้างชาติไม่เล่น “การเมืองพลังงาน” อย่างสุดทาง ก็อย่าหวังคะแนน

สั้น ๆ คือ:
 
1. พีระพันธุ์ในกระทรวงพลังงานมีของจริงให้เล่า  
  - ปีแห่งการลดค่าไฟ 2568  
  - นโยบาย Pool Gas ลดค่าไฟจากต้นตอก๊าซ  
  - โซลาร์ราคาถูก 10,000 ชุด และโครงสร้างใหม่ให้คนติดโซลาร์รูฟได้ง่าย  
  - กฎหมายคุมธุรกิจน้ำมัน–ก๊าซ–พลังงานให้โปร่งใสแข่งขันเป็นธรรม  
 
2. คะแนนนิยมส่วนตัวเขายังไม่สูง แต่สนามยังว่าง  
  - นิด้าโพลชี้คนใต้ (ฐานสำคัญ) ส่วนใหญ่ “ยังไม่เห็นใครเหมาะเป็นนายกฯ” และพีระพันธุ์ได้เพียง 2.05%  
  - แปลว่ายังมีพื้นที่ให้สร้างตัวตนใหม่ ถ้าสื่อสารถูกจุด ถูกเรื่อง  
 
3. รวมไทยสร้างชาติไม่มีทางชนะด้วยการเป็น “พรรคทั่วไป” อีกพรรคหนึ่ง  
  - ถ้าพยายามพูดทุกเรื่อง = จะไม่เด่นสักเรื่อง  
  - แต่ถ้ากล้าตัดสินใจเกาะ “พลังงาน–ค่าไฟ–โซลาร์” เป็นแกนหลัก และย้ำมันจนคนไทยจำได้  
    นี่คือ ทางเดียว ที่พรรคจะได้คะแนนจริงจากคนธรรมดาที่ต้องจ่ายค่าไฟทุกเดือน  
 
ดังนั้น ถ้าจะพูดกันแบบแรง ๆ ในสไตล์คอลัมน์การเมืองได้เลยคือ:
 
“รวมไทยสร้างชาติ อยากรอด ต้องเลิกพูดกว้าง ๆ แล้วหันมาขาย ‘พลังงานของพีระพันธุ์’ จุดเดียวให้สุด  
ไม่งั้นก็เตรียมเป็นแค่พรรคประกอบฉากในทุกการเลือกตั้งต่อไป”

‘ดาบสองคม’ ตลาดประกัน EV! แม้เบี้ยประกันแพง แต่เสี่ยงขาดทุนสูง บีบบริษัทต้องลงทุนในเทคโนโลยี-ฝึกอบรมช่าง เน้นความร่วมมือกับผู้ผลิต ลดภาวะขาดทุนหนัก

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทยไม่เพียงสร้างโอกาสให้กับผู้ผลิตรถยนต์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ยังเปิดมิติใหม่ให้กับอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยที่กำลังปรับตัวเพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มนี้ อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างทางเทคโนโลยีและความเสี่ยงที่แตกต่างจากรถยนต์ทั่วไป ทำให้บริษัทประกันต้องศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างรอบคอบ ขณะที่ต้องเผชิญกับ "ดาบสองคม" ระหว่างการเสนอราคาที่แข่งขันได้กับความเสี่ยงของการขาดทุนหนัก

ภาพรวมตลาดประกันภัยรถยนต์ไทย: ความท้าทายท่ามกลางการแข่งขันสูง

นายสมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยในการสัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ตลาดประกันภัยรถยนต์ในประเทศไทยมีการแข่งขันที่รุนแรงมาก โดยเฉพาะในกลุ่มประกันภัยภาคสมัครใจ ซึ่งมีบริษัทประกันจำนวนมากแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด ส่งผลให้เกิด "สงครามราคา" ที่บริษัทต่างเสนออัตราเบี้ยประกันที่ต่ำลงเรื่อยๆ เพื่อดึงดูดลูกค้า

"การแข่งขันด้วยราคาในตลาดประกันรถยนต์ทำให้อัตรากำไรของบริษัทประกันลดลงอย่างต่อเนื่อง บางบริษัทยอมรับความเสี่ยงสูงเพื่อให้ได้ลูกค้า ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของอุตสาหกรรม" นายสมพรกล่าว
.
สถานการณ์นี้ทวีความซับซ้อนมากขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับต้นทุนค่าซ่อมที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าแรงและค่าอะไหล่ที่ปรับตัวขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ขณะที่เบี้ยประกันกลับถูกกดให้ลดลงจากการแข่งขัน ทำให้อัตราส่วนค่าสินไหมทดแทนต่อเบี้ยประกัน (Loss Ratio) อยู่ในระดับสูง
.
EV: โอกาสทองท่ามกลางความท้าทาย

การเติบโตของตลาดรถยนต์ EV ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมประกันวินาศภัย เนื่องจากเป็นกลุ่มลูกค้าใหม่ที่มีศักยภาพในการจ่ายเบี้ยประกันค่อนข้างสูง และเป็นตลาดที่ยังมีพื้นที่ให้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะ

นายสมพรระบุว่า "รถยนต์ EV มีลักษณะและความเสี่ยงที่แตกต่างจากรถยนต์สันดาปภายในทั่วไป โดยเฉพาะเรื่องของแบตเตอรี่ซึ่งมีมูลค่าสูงและมีความเสี่ยงเฉพาะตัว เช่น ความเสี่ยงจากการลุกไหม้ของแบตเตอรี่ หรือความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแบตเตอรี่ได้รุนแรงกว่ารถทั่วไป"

ด้วยเหตุนี้ บริษัทประกันจึงต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อประเมินความเสี่ยงอย่างแม่นยำ รวมถึงพัฒนากรมธรรม์ที่ครอบคลุมความคุ้มครองเฉพาะสำหรับ EV โดยเฉพาะความคุ้มครองแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้า

ความท้าทายในการประกัน EV

การให้ความคุ้มครองประกันภัยสำหรับรถยนต์ EV มีความท้าทายหลายประการ:

ข้อมูลสถิติที่จำกัด - เนื่องจาก EV เป็นเทคโนโลยีใหม่ในไทย ยังไม่มีข้อมูลสถิติการเกิดอุบัติเหตุและค่าสินไหมทดแทนที่เพียงพอสำหรับการคำนวณเบี้ยประกันอย่างแม่นยำ บริษัทประกันจึงต้องอาศัยข้อมูลจากต่างประเทศประกอบการพิจารณา

ต้นทุนการซ่อมที่สูงลิ่ว - ชิ้นส่วน EV โดยเฉพาะแบตเตอรี่มีราคาแพง และศูนย์บริการที่มีความเชี่ยวชาญยังมีจำกัด ค่าซ่อมบางรายการอาจสูงกว่ารถทั่วไปหลายเท่า หากเกิดความเสียหายกับแบตเตอรี่หรือระบบไฟฟ้าหลัก นายสมพรเตือนว่า "ในบางกรณีที่แบตเตอรี่เสียหายจากอุบัติเหตุหรือน้ำท่วม ค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่ชุดใหม่อาจสูงถึง 40-60% ของราคารถทั้งคัน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่บริษัทประกันต้องคำนึงอย่างรอบคอบ"

ความซับซ้อนทางเทคนิค - ผู้ประเมินความเสียหายและช่างซ่อมต้องมีความรู้เฉพาะทางเกี่ยวกับ EV ซึ่งบริษัทประกันต้องลงทุนในการฝึกอบรมบุคลากร

มูลค่าตกต่ำที่รวดเร็ว - เทคโนโลยี EV พัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้รถรุ่นเก่ามีมูลค่าตกต่ำเร็วกว่ารถทั่วไป ส่งผลต่อการคำนวณทุนประกันภัยและมูลค่าชดเชยในกรณีรถเสียหายสิ้นเชิง

ดาบสองคม: เบี้ยประกันแพงกับความเสี่ยงขาดทุนหนัก

ปัญหาใหญ่ที่อุตสาหกรรมประกันกำลังเผชิญคือการหาจุดสมดุลระหว่างการตั้งราคาที่สะท้อนความเสี่ยงจริงกับการไม่ให้ราคาสูงจนเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจซื้อรถ EV ของผู้บริโภค

ผลกระทบต่อผู้บริโภค - ปัจจุบันเบี้ยประกันภัยสำหรับรถยนต์ EV สูงกว่ารถยนต์ทั่วไปประมาณ 30-50% ขึ้นอยู่กับรุ่นและมูลค่ารถ สำหรับรถ EV ที่มีราคาประมาณ 1-1.5 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยชั้น 1 อาจอยู่ที่ 25,000-40,000 บาทต่อปี ในขณะที่รถยนต์สันดาปภายในราคาใกล้เคียงกันอาจเสียเบี้ยเพียง 18,000-25,000 บาท

ความแตกต่างนี้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคหลายรายลังเลในการตัดสินใจซื้อรถ EV โดยเฉพาะเมื่อโครงการอุดหนุนจากภาครัฐสิ้นสุดลง ต้นทุนการใช้งานโดยรวมของ EV จึงสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่เพียงจากราคารถที่แพงขึ้น แต่รวมถึงค่าประกันที่สูงตามมา

นายสมพรอธิบายว่า "เราเข้าใจดีว่าเบี้ยประกันที่สูงขึ้นอาจเป็นอุปสรรคต่อการขยายตลาด EV แต่บริษัทประกันก็ไม่สามารถเสนอราคาที่ต่ำเกิดความเสี่ยงจริงได้ เพราะอาจนำไปสู่ปัญหาการขาดทุนที่รุนแรง"

ความเสี่ยงของบริษัทประกัน - ในทางกลับกัน หากบริษัทประกันตั้งราคาต่ำเกินไปเพื่อแข่งขันหรือดึงดูดลูกค้า ความเสี่ยงของการขาดทุนหนักมีสูงมาก โดยเฉพาะในช่วงแรกที่ยังไม่มีข้อมูลสถิติที่เพียงพอ

กรณีศึกษาจากต่างประเทศแสดงให้เห็นว่า บริษัทประกันหลายแห่งประสบปัญหาขาดทุนจากการรับประกัน EV ในช่วงแรก เนื่องจากประเมินความเสี่ยงต่ำไปและไม่คาดคิดว่าค่าสินไหมทดแทนจะสูงมากเมื่อเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะกรณีที่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ทั้งชุด

นายสมพรเผยว่า "บางบริษัทในต่างประเทศต้องปรับเพิ่มเบี้ยประกัน EV ขึ้นถึง 50-70% หลังจากที่พบว่าอัตราการจ่ายค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio) สูงเกินกว่า 100% ซึ่งหมายความว่าจ่ายค่าสินไหมมากกว่าเบี้ยที่เก็บได้ นี่เป็นบทเรียนสำคัญที่บริษัทประกันไทยต้องระวัง"

กรณีอุบัติเหตุน้ำท่วม เป็นความเสี่ยงที่น่ากังวลเป็นพิเศษ เพราะเมื่อรถ EV จมน้ำ แม้จะดูเหมือนไม่มีความเสียหายภายนอกมากนัก แต่ระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่อาจได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงและไม่สามารถซ่อมแซมได้ ต้องเปลี่ยนทั้งชุด ซึ่งค่าใช้จ่ายอาจสูงเกือบเท่ากับรถคันใหม่

"ในประเทศไทยที่เผชิญกับปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี ความเสี่ยงนี้ทำให้บริษัทประกันต้องตั้งเบี้ยประกันให้สูงพอที่จะรองรับค่าสินไหมที่อาจเกิดขึ้น" นายสมพรกล่าว

กลยุทธ์ของบริษัทประกัน

เพื่อรองรับตลาด EV และบริหารความเสี่ยงอย่างสมดุล บริษัทประกันหลายแห่งได้พัฒนากลยุทธ์ต่างๆ:

ผลิตภัณฑ์เฉพาะทางและการแบ่งระดับความเสี่ยง - พัฒนากรมธรรม์ที่ออกแบบมาสำหรับ EV โดยเฉพาะ ครอบคลุมความเสี่ยงที่แตกต่าง เช่น ความคุ้มครองแบตเตอรี่แบบจำกัดและไม่จำกัด ความคุ้มครองสถานีชาร์จที่บ้าน และการช่วยเหลือฉุกเฉินเมื่อแบตเตอรี่หมดกลางทาง โดยให้ลูกค้าเลือกระดับความคุ้มครองตามงบประมาณ

ความร่วมมือกับผู้ผลิตและการรับประกันแบบมีเงื่อนไข - สร้างพันธมิตรกับค่ายรถยนต์เพื่อเข้าถึงข้อมูลทางเทคนิค ตรวจสอบประวัติการบำรุงรักษา และพัฒนาเครือข่ายศูนย์ซ่อมที่ได้มาตรฐานเพื่อควบคุมต้นทุนค่าซ่อม บางบริษัทกำหนดเงื่อนไขว่าต้องซ่อมที่ศูนย์ที่กำหนดเท่านั้นจึงจะได้รับความคุ้มครองเต็มจำนวน

การใช้เทคโนโลยีเพื่อประเมินความเสี่ยง - นำเทคโนโลยี Telematics มาใช้ในการติดตามพฤติกรรมการขับขี่ สภาพการใช้งานแบตเตอรี่ และรูปแบบการชาร์จ เพื่อประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น และเสนอเบี้ยประกันที่เป็นธรรมตามความเสี่ยงจริง ผู้ขับขี่ที่ดูแลรถดีและมีพฤติกรรมปลอดภัยจะได้รับส่วนลดเบี้ยประกัน

การจัดการความเสี่ยงเชิงรุกและการกำหนด Deductible - พัฒนามาตรการป้องกันและลดความเสียหาย เช่น การให้คำแนะนำในการดูแลรักษาแบตเตอรี่ การตรวจสอบสภาพรถเป็นระยะ และการกำหนดค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) ที่สูงขึ้นสำหรับความเสียหายของแบตเตอรี่ เพื่อแบ่งความเสี่ยงกับผู้เอาประกัน

มุมมองอนาคต

นายสมพรมองว่า สถานการณ์จะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อมีข้อมูลเพิ่มขึ้นและเทคโนโลยี EV มีความเสถียรมากขึ้น "ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เมื่อเรามีข้อมูลสถิติที่เพียงพอ เข้าใจพฤติกรรมและความเสี่ยงของ EV ในบริบทไทยมากขึ้น และมีศูนย์ซ่อมที่มีความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น เบี้ยประกัน EV น่าจะปรับลดลงได้ และเข้าใกล้ระดับของรถยนต์ทั่วไปมากขึ้น"

นอกจากนี้ ภาครัฐอาจต้องมีส่วนช่วยในการสนับสนุนอุตสาหกรรมประกัน เช่น การจัดทำฐานข้อมูลกลางเกี่ยวกับ EV การส่งเสริมให้มีศูนย์ซ่อมที่ได้มาตรฐานเพิ่มขึ้น หรือแม้แต่การพิจารณามาตรการลดภาษีหรือสนับสนุนเบี้ยประกันในช่วงแรก เพื่อช่วยลดภาระให้กับผู้บริโภคและส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า

"บริษัทประกันที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างการเสนอราคาที่แข่งขันได้กับการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในตลาด EV ซึ่งมีศักยภาพเติบโตสูงในอนาคต" นายสมพรกล่าวทิ้งท้าย

การเติบโตของตลาด EV จึงไม่เพียงเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ยังเป็นตัวทดสอบความสามารถของอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยในการปรับตัว สร้างนวัตกรรม และสร้างสมดุลระหว่างการแข่งขัน การบริหารความเสี่ยง และการตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับการที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
 

ใครตกหล่นคนละครึ่งพลัสเฟสแรก เตรียมรับสิทธิ "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" ธ.ค. 68 นี้ ติดตั้งแอปฯ เป๋าตัง และยืนยันตัวตนผ่านแอปฯ ให้พร้อม คาด!! ใช้ซื้อของร้านค้าคนละครึ่งทั่วไทย ม.ค. 69

ข่าวดีส่งท้ายปี 68! อัปเดตความคืบหน้าจากกระทรวงการคลัง "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" พร้อมแจกเงินอีกรอบ 4,000 บาท ให้ผู้ที่พลาดจากเฟสแรก และเติมเงินเพิ่มให้คนใช้สิทธิครบ คาดสแกน QR Code ถุงเงิน ร้านค้าคนละครึ่ง ได้ทั่วไทย เดือนมกราคม 2569 ยืนยันตัวตนผ่านแอปฯ เป๋าตัง เช็กคุณสมบัติและวิธีเตรียมตัวให้พร้อมก่อนใครที่นี่

ภายหลังจากที่โครงการ "คนละครึ่งพลัส เฟสแรก" ได้เริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจไทยไปแล้วตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม 2568 โดยรัฐบาลสนับสนุนเงินช่วยเหลือครึ่งหนึ่ง 50% ของยอดใช้จ่าย ล่าสุดได้มีสัญญาณชัดเจนถึงความต่อเนื่องของโครงการ โดยเฉพาะการช่วยเหลือประชาชนที่ลงทะเบียนไม่ทัน หรือเปิดใช้งานไม่ทันตามกำหนดในเฟสแรก

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมายืนยันด้วยตนเองถึงนโยบายที่ให้ความสำคัญกับผู้ที่ตกหล่นสิทธิ โดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและแก้ไขปัญหา เพื่อให้ทุกคนได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียม คาดการณ์ว่าการลงทะเบียน "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" จะมีรูปแบบที่ไม่แตกต่างจากเฟสแรกมากนัก ซึ่งหมายความว่าผู้ที่พลาดโอกาสครั้งที่แล้ว มีสิทธิลุ้นรับเงินเต็มจำนวน 4,000 บาท ในรอบนี้

จากการรายงานของ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โครงการ "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" จะสามารถ เริ่มต้นใช้งานได้จริงในช่วงเดือนมกราคม 2569

รายละเอียดโครงการทั้งหมดคาดว่าจะถูกสรุปและจัดทำรายละเอียดให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2568 นี้ เพื่อให้ประชาชนได้เตรียมตัวลงทะเบียนและใช้จ่ายเงิน 4,000 บาท ในต้นปีหน้า

เพื่อให้การใช้จ่ายหมุนเวียนและครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย แนวคิดการจัดสรรสิทธิใน "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" ได้กำหนดไว้สำหรับ 2 กลุ่มผู้ใช้สิทธิหลัก ดังนี้

กลุ่มที่ 1: ผู้เคยร่วม "คนละครึ่งพลัส" เฟสแรก
ได้รับวงเงินเพิ่มเติม: หากใช้สิทธิครบ 2,000 บาทแล้ว รัฐบาลจะพิจารณาเติมเงินเพิ่มให้เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายต่อเนื่อง

กลุ่มที่ 2: ผู้ที่ไม่เคยเข้าร่วมเฟสแรก
ได้รับวงเงินเต็มจำนวน 4,000 บาท: ต้องลงทะเบียนใหม่ใน เฟส 2 เพื่อรับสิทธิอย่างสมบูรณ์

คุณสมบัติหลักของผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการยังคงเข้มงวดตามหลักเกณฑ์เดิม เพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างโปร่งใส

-เป็นผู้มีสัญชาติไทย
-มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน
-มีบัตรประจำตัวประชาชน
-ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (ตามฐานข้อมูล ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568)
-ไม่เคยถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืน ในโครงการของรัฐบาลก่อนหน้า (รวมถึงโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1-5)

สำหรับผู้ที่ไม่เคยใช้งาน หรือต้องการเตรียมความพร้อมก่อนการลงทะเบียน "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" ที่จะมาถึง การติดตั้งและยืนยันตัวตนผ่าน "แอปพลิเคชัน เป๋าตัง" คือขั้นตอนสำคัญที่สุด

ดาวน์โหลดแอปฯ: ค้นหา "เป๋าตัง" ใน App Store หรือ Google Play/Play Store (รองรับ Android 9.0 ขึ้นไป หรือ iOS 15.0 ขึ้นไป) แล้วเลือก "ติดตั้ง" โดยธนาคารกรุงไทย เป็นผู้ดูแลระบบแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" และพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การใช้งานปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

เปิดแอปฯ และให้ความยินยอม: เปิดใช้งานและกดให้ความยินยอมในการจัดการข้อมูลยืนยันตัวตน
ยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชน: เตรียมบัตรประชาชนให้พร้อม และถ่ายรูปหน้าบัตร

ตรวจสอบข้อมูล/รับ OTP: ตรวจสอบเลขบัตรประชาชน และกรอกเบอร์โทรศัพท์มือถือเพื่อรับรหัส OTP 6 หลัก แล้วใส่รหัสที่ได้รับ 

กรอกข้อมูลและเลือกยืนยันตัวตน: กรอกข้อมูลบัตรประชาชนให้สมบูรณ์ และเลือกช่องทางยืนยันตัวตนให้เรียบร้อย
 

‘ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์’ เลขาฯ กบข. นั่ง ‘ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน’ คนใหม่ เตรียมเสนอ รมว.คลัง เห็นชอบ คาดเริ่มปฏิบัติงาน ม.ค. 2569

บอร์ดสรรหาฯ เคาะ ‘ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์’ นั่ง ผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่ คาดเริ่มปฏิบัติงาน ม.ค. 2569

(4 พ.ย. 68) รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ได้เห็นชอบ นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่

สำหรับขั้นตอนต่อไปคณะกรรมการสรรหาฯ จะเสนอรายชื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อนจะออกเป็นประกาศอย่างเป็นทางการ และคาดว่าจะเริ่มปฏิบัติงานได้ในเดือน ม.ค. 2569

ทั้งนี้ก่อนที่ได้รับคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน คนที่ 18 ทรงพล ได้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) คนที่ 7 ด้วยประสบการณ์การบริหารการเงิน การคลัง และการลงทุน มีวิสัยทัศน์ที่ตรงกับภารกิจของ กบข.
.
ประวัติการศึกษา
.
ทรงพล จบการศึกษาจาก วิทยาศาสตรบัณฑิต (B.S.) (Finance), University of Findlay, the United States of America และ บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (M.B.A.) (Finance), Case Western Reserve University, the United States of America

นอกจากนี้ยังผ่านการอบรมหลักสูตร เช่น หลักสูตรนักบริหารการเงินการคลังระดับสูง รุ่นที่ 3 กรมบัญชีกลาง

หลักสูตร Director Certification Program (DCP) รุ่นที่ 231/2016 สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย

และหลักสูตร Corporate Governance for Capital Market Intermediaries (CGI) รุ่นที่ 7/2015 สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย

สำหรับเส้นทางการทำงาน ทรงพล มีประสบการณ์ทำงานในตำแหน่งสำคัญ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก กรรมการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย จำกัด (มหาชน) รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กรรมการบริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)

 

‘ทุนเทา’ แทรกซึมฟอกเงิน ‘ตลาดหุ้นไทย’ สัญญาณเตือนความเสี่ยงเชิงระบบ บีบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปิดช่องโหว่ ชี้ หากไม่เด็ดขาดพอส่อกระทบเชื่อมั่นนักลงทุน

การที่หน่วยงานปราบปรามฟอกเงินยืนยันการ “อายัดหุ้นในบริษัทจดทะเบียนไทย” ที่เชื่อมโยงเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดทุนไทย ทั้งในมุมกำกับดูแล ความเชื่อมั่น และเบี้ยความเสี่ยง (risk premium) ของประเทศ นักลงทุนต่างชาติให้น้ำหนักสูงกับความโปร่งใสแหล่งที่มาของเงิน (source of funds) และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค หากปล่อยให้ “เงินสกปรก” ผ่านระบบซื้อขายได้ จะกระทบปัจจัยพื้นฐานเชิงสถาบันทันที ทั้งต้นทุนเงินทุนของบริษัทไทยและการไหลเข้าของเงินต่างชาติ

ข้อเท็จจริงล่าสุดที่กระทบ “ชื่อบริษัท” โดยตรง

แถลงการณ์ ปปง. วันที่ 3 ธ.ค. 2568 ระบุการอายัด “หุ้นบางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP)” มูลค่าราว 6,000 ล้านบาท ซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ (อยู่ระหว่างสืบสวนเชิงลึก) ทำให้บริษัทต้องออกหนังสือชี้แจงว่าประเด็นดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามกฎหมายต่อ “ผู้ถือหุ้นบางราย” ไม่เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท พร้อมตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจประเมินสถานการณ์และประสานหน่วยงานกำกับโดยตรง เพื่อจำกัดผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นรายย่อยและผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด 

ก่อนหน้านี้ ดีลการเข้าถือหุ้น BCP ถูกตั้งคำถามด้านแหล่งที่มาของเงินและโครงสร้างผู้ถือหุ้นจากรายงานสืบสวนในสื่อเศรษฐกิจต่าง ๆ ขณะที่กลุ่มผู้ลงทุนที่เกี่ยวข้องก็ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่าแหล่งเงินถูกต้องและไม่เกี่ยวโยงการเมืองไทย (ข้อเท็จจริงชุดนี้สะท้อน “ข้อมูลแข่งขันกัน” ในที่สาธารณะ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของรัฐ) 

ควบคู่กันนั้น หน่วยงานไทยหลายด้านประกาศ “ยกระดับปิดช่องโหว่” การเงินสกปรก ทั้ง AMLO–ธปท.–ก.ล.ต.–ดีอีเอส โดยลงนามความร่วมมือเพื่อสกัดเส้นทางทุนผิดกฎหมาย และยืนยันว่ากำลังติดตามทรัพย์สินเครือข่ายข้ามชาติอย่างใกล้ชิด หลังถูกสื่อชี้ว่าเงินจากศูนย์สแกมกัมพูชากำลังไหลข้ามพรมแดนเข้ามาในภูมิภาค 

กระทบต่อ “ความเชื่อมั่น” และกลไกตลาดอย่างไร

ความเชื่อมั่นเชิงสถาบัน (Institutional trust): การที่รัฐ “ลงมือและสื่อสารเร็ว” กลับช่วยประคองความเชื่อมั่น—ตลาดจะให้เครดิตหากมีการอายัด-ตรวจสอบ-เปิดเผยข้อเท็จจริงเป็นขั้นตอน และเห็นบทสรุปชัดเจนต่อคู่กรณี หัวใจคือความสม่ำเสมอในการบังคับใช้ ไม่ใช่ “ครั้งคราว” เท่านั้น (สัญญาณแข็งของฝ่ายไทยช่วงปลายปี 2568–2569 ถือว่าเป็นบวกต่อกรอบความเสี่ยงประเทศ) 

ความเสี่ยงการบิดเบือนราคา (Market integrity): เงินผิดกฎหมายมักไหลผ่านบัญชีพัวพันหลายชั้น ใช้แพลตฟอร์มซื้อขายเพื่อ “ล้าง” ผ่านพฤติกรรมผิดปกติ เช่น โยกหุ้นระหว่างบัญชีที่เกี่ยวข้อง (wash trade) หรือดันราคารายย่อยให้ตาม กระทบความยุติธรรมของราคาและสภาพคล่อง หากระบบตรวจจับคำสั่งซื้อขายเร็วไม่พอ ความเสียหายจะตกกับผู้ลงทุนทั่วไป (SET มีกลไกตรวจจับและข้อกำหนดธุรกรรมรูปแบบต่าง ๆ อยู่แล้ว แต่กรณีนี้ชี้ว่าต้องเข้ม KYC/AML ที่ต้นน้ำโบรกเกอร์ยิ่งขึ้น) 

ต้นทุนเงินทุนของเอกชน (Cost of capital): เมื่อตลาดรับรู้ความเสี่ยง “ทุนเทา” พรีเมียมความเสี่ยงประเทศและตลาดจะขยาย โดยเฉพาะต่อดีล M&A ข้ามชาติและ IPO ที่ต้องพิสูจน์ beneficial owner ชัดเจน บริษัทที่โปร่งใสและมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นเรียบร้อยจะได้ส่วนลดพิเศษ (valuation premium) ในทางกลับกัน บจ.ที่มีเงาร่างผู้ถือหุ้นซับซ้อนจะโดน discount

ความเสี่ยงเชิงกำกับ (Regulatory risk): หากไทยจัดการไม่เด็ดขาด อาจเสี่ยงถูกกดดันหรือเฝ้าระวังจากต่างชาติ/องค์กรระหว่างประเทศ ทำให้ธุรกรรมการเงินข้ามแดนช้าลง และสถาบันการเงินต่างชาติ “ยกระดับตรวจเข้ม” ลูกค้าจากไทย (ปิดกั้นเงินดีไปพร้อมเงินร้าย) ซึ่งรัฐบาลได้ส่งสัญญาณ “เร่งเดินหน้า” อยู่แล้ว 

มิติธุรกิจ: โอกาส–ความเสี่ยงสำหรับบจ.และโบรกเกอร์

โบรกเกอร์/ผู้ดูแลสภาพคล่อง: ต้องยกระดับ AML/KYC แบบ “ตามเส้นทางเงิน” ไม่ใช่เพียงตรวจเอกสารเปิดบัญชี ปรับระบบการแจ้งเตือนคำสั่งซื้อขายผิดปกติ (pattern-based alert) และทำงานเชิงรุกกับ AMLO/ก.ล.ต.

บริษัทจดทะเบียน: เร่ง “ยืนยันเจ้าของที่แท้จริง (beneficial owner)” ของผู้ถือหุ้นรายใหญ่และคู่ค้าระดับสำคัญ พร้อมเปิดเผยเชิงรุก—ยิ่งในดีลเพิ่มทุน/ซื้อกิจการ เพื่อปิดความเสี่ยงด้านชื่อเสียง

นักลงทุนสถาบัน: ปรับแรงถ่วง ESG → “E” ไม่พอ ต้องเพิ่ม “G” (governance) ในกรอบลงทุนไทย เน้นบริษัทที่รายงานโครงสร้างผู้ถือหุ้น/ธุรกรรมกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง (RPT) ชัดเจน

จะจบอย่างไร: สิ่งที่ตลาด “อยากเห็น” ใน 90–180 วัน

Roadmap คดีและการเปิดเผยข้อเท็จจริงรายบริษัท: กรณี BCP มีการอายัดหุ้นและบริษัทชี้แจงแล้ว—ตลาดรอผลสอบทางนิติและมาตรการถาวร หากพบความผิดต้องมีบทลงโทษชัด หากไม่พบ ต้องประกาศผลให้ความเชื่อมั่นกลับมาเร็วที่สุด 

กรอบทำงานร่วมกันของ AMLO–ก.ล.ต.–ธปท.–ตลาดหลักทรัพย์: บูรณาการข้อมูลธุรกรรมการเงิน–คำสั่งซื้อขาย–นิติบุคคลข้ามแดน เพื่อ “ต่อจิ๊กซอว์” ให้เร็ว ลดโอกาสเงินผิดกฎหมายเข้าตลาดอีก (รัฐบาลประกาศ MOU ปิดช่องโหว่แล้ว ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี) 

เกณฑ์เปิดเผย/ตรวจสอบผู้ถือหุ้นรายใหญ่ข้ามแดนเข้มขึ้น: กำหนดเส้นตายและรูปแบบเอกสาร beneficial owner ที่ตรวจสอบได้ ช่วยลดข่าวลือและแรงกดดันต่อราคาหุ้นโดยรวม

บทสรุป: ความเชื่อมั่น “วัดกันที่การบังคับใช้”

กรณีทุนเทาซื้อหุ้นไทยไม่ใช่แค่ข่าวเชิงอาญา แต่คือ “สัญญาณสถาบัน” ของตลาดทุนไทย ระยะสั้นมีความผันผวนเชิงความเชื่อมั่น แต่ระยะกลาง–ยาว หากรัฐ–ตลาด–เอกชน เดินเกมโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปิดช่องโหว่ AML/KYC ให้แน่น การอายัด–สืบสวนครั้งนี้จะกลายเป็น “จุดพลิก” เสริมเครดิตระบบ มากกว่าทำลายมัน กุญแจคือบทสรุปข้อเท็จจริงรายกรณี (เช่น BCP) และกรอบกำกับที่ทันสมัยเท่าทุนสมัยใหม่—เพื่อยืนยันว่าตลาดหุ้นไทยยังเป็นพื้นที่ของ “ทุนสะอาด โปร่งใส และแข่งขันได้” ไม่ใช่ทางผ่านของเงินสกปรกจากขบวนการสแกมเมอร์ข้ามแดน

 

ร่าง พ.ร.บ.สตาร์ตอัป คือความหวังสุดท้าย ดึง 'เงินทุนข้ามชาติ' แสนล้าน! ชี้สิทธิประโยชน์ภาษีต้องจูงใจพอ ก่อนเงินจะไหลไปสิงคโปร์-อินโดฯ แทน

ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัป พ.ศ. ... ที่กำลังถูกผลักดันอยู่ในขณะนี้ ถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการยกเครื่อง ระบบนิเวศสตาร์ตอัป (Startup Ecosystem) ของประเทศไทย และเป็นความพยายามครั้งใหญ่ของภาครัฐในการเปลี่ยนผ่านประเทศจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิม ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย นวัตกรรม (Innovation) และ เทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) . หากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อมิติทางธุรกิจในประเทศไทย 

 1. มิติการดึงดูดการลงทุนและเงินทุน (Investment & Funding)
ร่างกฎหมายนี้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ทำให้สตาร์ตอัปไทยขาดแคลนเงินทุนและการเติบโตในระดับยูนิคอร์น (Unicorn)

 มาตรการภาษีเพื่อดึงดูด Venture Capital (VC): มาตรการสำคัญคือการให้ สิทธิประโยชน์ทางภาษี แก่บริษัทร่วมลงทุน (VC) และนักลงทุนรายบุคคล (Angel Investors) ที่เข้าลงทุนในสตาร์ตอัปตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้จากการขายหุ้น (Capital Gains Tax) การลดภาระภาษีนี้จะจูงใจให้ เงินทุนต่างชาติ และ เงินทุนส่วนตัวในประเทศ กล้าที่จะเข้าลงทุนในธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงอย่างสตาร์ตอัปมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่ม สภาพคล่องทางการเงิน ให้กับบริษัทเทคโนโลยีไทย

 การตั้งกองทุนส่งเสริมสตาร์ตอัป: กฎหมายอาจนำไปสู่การจัดตั้งกองทุนส่งเสริมโดยรัฐหรือรัฐร่วมทุน (Fund of Funds) เพื่อเข้าลงทุนร่วมกับ VC ในภาคเอกชน  เพื่อลดความเสี่ยงของผู้ลงทุนเอกชนและกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น HealthTech, FinTech และ AgriTech
 

 2. มิติกฎระเบียบและการปลดล็อกทางธุรกิจ (Regulation & Ease of Doing Business)
อุปสรรคสำคัญที่ทำให้สตาร์ตอัปไทยเติบโตช้าคือ กฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัย (Regulatory Sandbox) ที่ไม่เอื้อต่อการทดลองนวัตกรรมใหม่ ๆ

 การจัดตั้ง 'คณะกรรมการสตาร์ตอัปแห่งชาติ': คณะกรรมการนี้จะมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและสำคัญที่สุดคือการ อำนวยความสะดวก และ ปลดล็อกกฎหมาย (Regulatory Guillotine) ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจเทคโนโลยี

 Sandbox เฉพาะทาง: อาจมีการกำหนดให้มีพื้นที่ทดลองทางธุรกิจ (Regulatory Sandbox) เฉพาะสำหรับสตาร์ตอัปในอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหวสูง เช่น FinTech หรือ InsurTech ทำให้สตาร์ตอัปสามารถทดสอบผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็วภายใต้การกำกับดูแลที่ผ่อนปรน ก่อนที่จะนำออกสู่ตลาดจริง ซึ่งช่วยลดเวลาและความเสี่ยงในการเข้าสู่ตลาด

 การจ้างงานผู้มีความสามารถ (Talent Mobility): กฎหมายอาจอำนวยความสะดวกในการดึงดูดและจ้างงาน ผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติ (Foreign Talents) โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยีหายาก โดยอาจผ่อนปรนเงื่อนไขด้าน Work Permit และ Visa เพื่อทำให้สตาร์ตอัปไทยสามารถแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกในการดึงตัวบุคลากรได้

 3. มิติการแข่งขันในอุตสาหกรรมดั้งเดิม (Traditional Industries)
การเติบโตของสตาร์ตอัปจะส่งผลกระทบต่อบริษัทขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีทั้งโอกาสและความท้าทาย

 การถูก Disrupt (Disruption Risk): สตาร์ตอัปนำเสนอโซลูชันที่ถูกกว่า เร็วกว่า และตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่กว่า ทำให้บริษัทขนาดใหญ่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกแย่งส่วนแบ่งตลาดอย่างรวดเร็ว หากไม่ปรับตัว ตัวอย่างเช่น ธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิมที่ต้องเผชิญกับ E-commerce หรือธนาคารที่ต้องเผชิญกับ FinTech

 โอกาสในการร่วมมือ (Corporate Venture Capital - CVC): ในทางกลับกัน บริษัทขนาดใหญ่มีโอกาสใช้กฎหมายนี้เป็นกลไกในการ ปรับตัวและสร้างนวัตกรรม โดยการตั้ง Corporate Venture Capital (CVC) เพื่อลงทุนหรือเข้าซื้อสตาร์ตอัปที่มีนวัตกรรม . การร่วมมือนี้ช่วยให้บริษัทขนาดใหญ่ได้เทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน (Operational Efficiency) และขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

 มาตรฐานแรงงานและผลตอบแทน: การเติบโตของสตาร์ตอัปจะผลักดันให้เกิดมาตรฐานใหม่ในการจ้างงาน โดยเฉพาะเรื่องของ Stock Options หรือสิทธิในการซื้อหุ้นของบริษัทในราคาพิเศษ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการจูงใจบุคลากรคุณภาพสูงในโลกเทคโนโลยี ทำให้บริษัทดั้งเดิมต้องพิจารณารูปแบบผลตอบแทนที่ยืดหยุ่นและน่าสนใจมากขึ้นเพื่อรักษาบุคลากรของตนเอง

 4. มิติการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Government Procurement)
ร่าง พ.ร.บ. อาจรวมถึงมาตรการที่ส่งเสริมให้ ภาครัฐเป็นลูกค้ากลุ่มแรก (First Customer) ของสตาร์ตอัป ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

 การจัดซื้อแบบ Fast Track: อาจมีการกำหนดสัดส่วนหรือกลไกพิเศษเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐสามารถจัดซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการจากสตาร์ตอัปได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และมีข้อกำหนดที่ยืดหยุ่นกว่าการจัดซื้อจัดจ้างทั่วไป . การที่รัฐเป็นลูกค้าจะช่วยสร้าง ความน่าเชื่อถือ (Traction) และ รายได้เริ่มต้น (Initial Revenue) ให้กับสตาร์ตอัป ซึ่งจำเป็นสำหรับการเติบโตในระยะแรก

ดังนั้น ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัปจึงเป็นมากกว่ากฎหมาย แต่เป็น เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่จะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในฐานะ: (1) ตัวเร่งการลงทุน ผ่านมาตรการภาษี (2) ตัวลดอุปสรรคทางกฎหมาย ผ่านการจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ (3) ตัวกระตุ้นการแข่งขันและนวัตกรรม ในอุตสาหกรรมดั้งเดิม และ (4) ผู้สร้างโอกาสใหม่ ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หากกฎหมายนี้ถูกออกแบบและบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นเป็น ศูนย์กลางสตาร์ตอัปในภูมิภาค (Regional Startup Hub) ได้อย่างแท้จริง

 

ผู้ว่าฯ กฟผ. แถลงทิศทางการทำงาน ขับเคลื่อน กฟผ. สู่ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย มุ่งเน้นพลังงานสะอาด ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่ออนาคตพลังงานไทยที่มั่นคง-ยั่งยืน

(4 ธ.ค. 68) นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมพูดคุยกับสื่อมวลชนถึงทิศทางการดำเนินงานของ กฟผ. และแนวทางการบริหารงานหลังเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ อาคาร 50 ปี กฟผ. สำนักงานใหญ่ จ.นนทบุรี

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. เปิดเผยว่าทิศทางพลังงานโลกที่มีความต้องการพลังงานหมุนเวียนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการขยับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยเร็วขึ้นเป็นปี ค.ศ. 2050 ทำให้ กฟผ. ต้องปรับบทบาทจากผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงไปสู่การดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าไทยและผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยด้วยพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวและการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเร่งผลักดันโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี รวมกำลังผลิต 1,638 เมกะวัตต์

ภายใต้ทิศทางดังกล่าว กฟผ. ได้กำหนดกรอบการขับเคลื่อนองค์กร “SENSE” เป็นเข็มทิศในการดำเนินงาน ประกอบด้วย

S - Safety Operation ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยในการผลิตและส่งไฟฟ้า ลดความสูญเสียของทั้งบุคลากรและชุมชน 

E - Energy Security ดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้าให้เพียงพอ เชื่อถือได้ และรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ 

N - Naturality มุ่งลดการปล่อยคาร์บอนและเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด 

S - Social Responsibility ดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และชุมชนรอบโรงไฟฟ้า

E - Economic Energy บริหารจัดการต้นทุนพลังงานให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงไฟฟ้าในราคาที่เป็นธรรม

นอกจากนี้ กฟผ. ได้มองหาพลังงานคาร์บอนต่ำใหม่ที่ยั่งยืน อาทิ การนำไฮโดรเจนมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าร่วมกับก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนร้อยละ 5 โดย กฟผ. ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงระบบเชื้อเพลิงผสมไฮโดรเจนของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม กฟผ. รวมทั้ง 16 โรงไฟฟ้า ได้แก่ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ โรงไฟฟ้าวังน้อย โรงไฟฟ้าบางปะกง โรงไฟฟ้าน้ำพอง และโรงไฟฟ้าจะนะ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการรายงานผลการศึกษาข้อจำกัดของโรงไฟฟ้าต่อคณะกรรมการ กฟผ. ศึกษาและพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและแอมโมเนียบนพื้นที่ศักยภาพ กฟผ. เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงผลักดันโรงไฟฟ้า SMR ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เป็นพลังงานสะอาด และมีต้นทุนที่แข่งขันได้ สอดรับกับความต้องการของนักลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์

กฟผ. ยังเร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นระบบไฟฟ้า รองรับความผันผวนจากการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน อาทิ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ โดย กฟผ. มีแผนพัฒนาโครงการจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนจุฬาภรณ์ และเขื่อนกะทูน พัฒนาแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานซึ่งสามารถจ่ายไฟเข้าระบบไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว พัฒนาศูนย์การพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast Center) ผสานข้อมูลพยากรณ์ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์ รวมถึงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานทดแทน การเชื่อมโยงกับโรงไฟฟ้าเอกชน และการขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัลในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

ด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กฟผ. เดินหน้าจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราคาถูกด้วยสัญญาระยะยาว พร้อมยืดอายุโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำ อาทิ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ โรงไฟฟ้าน้ำพอง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลดต่ำลงและแข่งขันได้ พร้อมแสวงหาโอกาสต่อยอดธุรกิจ LNG ซึ่งล่าสุดบริษัท พีอี แอลเอ็นจี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง กฟผ. กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์ Topside สูบถ่าย LNG จากเรือขนส่งเข้าสู่สถานี LNG ณ ท่าเทียบเรือที่ 2 ของสถานีแอลเอ็นจี มาบตาพุด แห่งที่ 2 จ.ระยอง เพื่อให้สถานีสามารถรักษาความต่อเนื่องของการรับเรือและจ่ายก๊าซธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเสริมความมั่นคงของระบบพลังงานของประเทศในระยะยาวอีกด้วย

นายนรินทร์ เผ่าวณิช กล่าวต่อไปว่า ผมมุ่งบริหาร กฟผ. ให้เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีประสิทธิภาพโดยใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ (A) ขับเคลื่อนดำเนินงานด้วยความรวดเร็วโดยยึดหลักธรรมภิบาล โปร่งใส และตรวจสอบได้ สนับสนุนบุคลากรเรียนรู้ทักษะใหม่อย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบการบริหารองค์กรอย่างยั่งยืน หรือ GRC (Governance - Risk Management - Compliance) โดย กฟผ. ถือเป็นรัฐวิสาหกิจแห่งแรกของประเทศไทยที่ออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (SLB) วงเงิน 2,000 ล้านบาท เป็นการใช้เครื่องมือทางการเงินเชื่อมโยงกับการกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่จะลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อการผลิตไฟฟ้า 1 หน่วย ในอัตราขั้นต่ำร้อยละ 20 ภายในปี พ.ศ. 2571 ถือเป็นการตอกย้ำบทบาทของ กฟผ. ในการเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศสู่ Net Zero

ส่วนการดูแลสังคม ชุมชน กฟผ. ยังคงเดินหน้าสร้างการยอมรับและความร่วมมือกับพันธมิตรทุกระดับ มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าในการพัฒนาธุรกิจใหม่ร่วมกับชุมชนด้วยการยกระดับจาก CSR สู่ CSV เติบโตด้วยกันอย่างยั่งยืน

นายนรินทร์กล่าวทิ้งท้ายว่า กฟผ. จะไม่เป็นเพียง "ผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคง" แต่จะเป็น "ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยด้วยพลังงานสะอาดเทคโนโลยีอัจฉริยะ และการบริหารแบบมืออาชีพ" เพื่ออนาคตที่มั่นคง ยั่งยืนของประเทศ และคนไทยทุกคน
 

‘หอการค้า’ มองเศรษฐกิจไทยปลายปี ชี้ "คนละครึ่งพลัส" ดันความเชื่อมั่นผู้บริโภค แต่ถูกทอนด้วยน้ำท่วมใต้ 20,000 ล้าน เชื่อ! ภาคใต้ฟื้นได้ใน 3 เดือน หากรัฐเร่งเยียวยา

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) เดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 มาอยู่ที่ระดับ 53.2 จากเดือนตุลาคมที่ 51.9 ดูเหมือนจะเป็นสัญญาณบวกที่น่ายินดี แต่เมื่อวิเคราะห์ลงลึก จะพบว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเดินบนเส้นทางที่ไม่แน่นอน มีแรงผลักดันจากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล แต่ก็มีแรงฉุดรั้งจากปัญหาภัยพิบัติและความเสี่ยงภายนอกที่ท้าทายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

"คนละครึ่งพลัส": แรงกระตุ้นชั่วคราวหรือทางออกจริง?

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ว่า การปรับตัวดีขึ้นของความเชื่อมั่นผู้บริโภคมาจากมาตรการ "คนละครึ่งพลัส" ที่ครอบคลุมประชาชน 20 ล้านคน ด้วยเม็ดเงินรวมกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท โดยมีเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริงราว 40,000 ล้านบาท

มาตรการนี้ออกแบบมาเพื่อเพิ่มกำลังซื้อ ลดรายจ่ายของประชาชน และกระจายรายได้สู่ร้านค้าท้องถิ่น โดยเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคมถึง 31 ธันวาคม 2568 ผลที่เกิดขึ้นเห็นได้ชัดเจนในการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้น ดัชนีค่าครองชีพปรับตัวดีขึ้น 4-5 จุด สะท้อนถึงการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบนี้มีข้อจำกัดที่สำคัญคือ เป็นแรงกระตุ้นระยะสั้นที่ไม่ได้แก้ไขปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว เมื่อมาตรการสิ้นสุดลง หากไม่มีแรงขับเคลื่อนจากปัจจัยพื้นฐานอื่น เช่น การเพิ่มขึ้นของรายได้จริงหรือการลงทุนภาคเอกชน เศรษฐกิจอาจกลับมาชะลอตัวอีกครั้ง

ที่น่าสนใจคือ แม้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะดีขึ้น แต่เมื่อดูตัวเลขย่อยจะพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมยังอยู่ที่ระดับ 46.8 ซึ่งต่ำกว่า 50 แสดงว่าประชาชนยังมองภาพรวมเศรษฐกิจแบบไม่มั่นใจ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานอยู่ที่ระดับ 50.9 ใกล้เคียงกับจุดสมดุล แสดงว่าตลาดแรงงานยังไม่แข็งแกร่ง มีเพียงดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตที่อยู่ที่ระดับ 61.9 ที่สูงกว่าจุดกลางอย่างชัดเจน ซึ่งน่าจะเป็นผลจากความหวังที่ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะส่งผลดีในระยะต่อไป

น้ำท่วมใต้: ปัจจัยลบที่ "ทอนแรง" การฟื้นตัว

ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกำลังส่งผลบวก เหตุการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนกลับกลายเป็นปัจจัยลบสำคัญที่ฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นายธนวรรธน์ระบุว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นประเมินว่าสูงถึง 20,000 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับเป็นการดึงเงินออกจากระบบจำนวนมาก ทำให้ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ

เมื่อเปรียบเทียบตัวเลข เงิน 40,000 ล้านบาทที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจากมาตรการคนละครึ่งพลัสถูกทอนไปเกือบครึ่งหนึ่งจากความเสียหายในภาคใต้ นี่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่รุนแรงของภัยพิบัติต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

ที่สำคัญกว่านั้นคือ เมื่อแยกดัชนีความเชื่อมั่นตามภูมิภาค พบว่ามีเพียงภาคใต้เท่านั้นที่ตัวเลขความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจปัจจุบัน อนาคต และรายได้ติดลบเฉลี่ย 2% สวนทางกับภูมิภาคอื่นๆ ที่ดัชนียังเป็นบวกทั้งในปัจจุบันประมาณ 1.5% และในอนาคตเกือบ 2% ตัวเลขนี้สะท้อนว่าปัญหาน้ำท่วมเป็นปัจจัยหลักที่กดทับการมองภาพเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม นายธนวรรธน์มองในแง่บวกว่า หากรัฐบาลสามารถเร่งเยียวยาผลกระทบในภาคใต้ได้ทัน จะช่วยให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าภาคใต้จะเริ่มฟื้นตัวภายใน 3 เดือน หากไม่มีเหตุลบซ้ำเติม ประเด็นสำคัญคือความรวดเร็วและประสิทธิภาพของมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าภาคใต้จะสามารถฟื้นตัวได้ตามกรอบเวลาที่คาดหวังหรือไม่

ความเชื่อมั่นหอการค้า: สัญญาณเตือนจากภาคธุรกิจ

สิ่งที่น่ากังวลอีกประการหนึ่งคือ ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยปรับลดลงครั้งแรกมาอยู่ที่ระดับ 44.0 ซึ่งต่ำกว่า 50 อย่างมีนัยสำคัญ นายธนวรรธน์มองว่า หากไม่มีปัญหาน้ำท่วมใต้ ความเชื่อมั่นหอการค้าน่าจะยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

การที่ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจลดลงขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มขึ้นนั้น สะท้อนถึงมุมมองที่แตกต่างกันระหว่างสองกลุ่ม ผู้บริโภครู้สึกดีขึ้นจากมาตรการช่วยเหลือระยะสั้น แต่ภาคธุรกิจมองเห็นความเสี่ยงและความท้าทายในระยะยาวมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากน้ำท่วม ความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าระหว่างประเทศ และปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา
สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัญหาความเชื่อมั่นในแต่ละภูมิภาคไม่เหมือนกัน แต่ก็มีผลกระทบไปยังภาคอื่นด้วย เช่น ภาคกลางก็ได้รับรู้และรับผลกระทบจากสถานการณ์ในภาคใต้ นี่แสดงถึงการเชื่อมโยงของระบบเศรษฐกิจที่ปัญหาในพื้นที่หนึ่งสามารถส่งผลกระทบไปยังพื้นที่อื่นได้

เงินเฟ้อติดลบ 8 เดือน: ดีหรือน่ากังวล?

ประเด็นที่ควรให้ความสนใจคือ สถานการณ์เงินเฟ้อซึ่งติดลบต่อเนื่อง 8 เดือน อยู่ที่ราว -0.5% ในระยะสั้น สถานการณ์นี้ทำให้ผู้บริโภคมองว่าค่าครองชีพไม่แพง และเมื่อรวมกับมาตรการคนละครึ่งพลัสที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่ง ทำให้กำลังซื้อของประชาชนดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อติดลบเป็นเวลานานอาจเป็นสัญญาณของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ร้ายแรงกว่า คือ การขาดอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ (Deflation) ซึ่งอาจนำไปสู่วงจรอุบาทว์ของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ เมื่อราคาสินค้าลดลง ผู้บริโภคและธุรกิจมีแนวโน้มที่จะเลื่อนการซื้อและการลงทุนออกไปเพราะคาดว่าราคาจะถูกลงไปอีก ส่งผลให้อุปสงค์ลดลงมากขึ้น ราคาตกลงอีก และเศรษฐกิจซบเซามากขึ้นเรื่อยๆ

ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องจับตาสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด และอาจต้องพิจารณาใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมหากเงินเฟ้อยังคงติดลบต่อเนื่อง

ความเสี่ยงภายนอก: สงครามการค้าและปัญหาชายแดน

นอกจากปัญหาภายในประเทศแล้ว เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกสองประการสำคัญ คือ สงครามการค้าระหว่างประเทศและปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา

สงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ นายธนวรรธน์ระบุว่า ภาคการส่งออกยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนระยะสั้น แต่ปีหน้าอาจต้องจับตาความเสี่ยง

ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันความเชื่อมั่น แม้จะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง แต่ก็สร้างความไม่แน่นอนและอาจส่งผลต่อการท่องเที่ยวและการค้าชายแดนในระยะยาว

โอกาสในช่วงปลายปี: การท่องเที่ยวและการบริโภค

แม้จะมีปัจจัยลบหลายประการ แต่นายธนวรรธน์ยังมองเห็นโอกาสในช่วงปลายปีและต้นปีหน้า โดยเฉพาะการท่องเที่ยวซึ่งอาจได้รับประโยชน์จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่อาจเปลี่ยนปลายทางมาไทยมากขึ้น หลังแนวโน้มเดินทางไปญี่ปุ่นลดลง

นอกจากนี้ นายธนวรรธน์ยังมองว่า ช่วงนี้ถือเป็น "จังหวะเหมาะ" สำหรับการซื้อบ้าน ซื้อรถ และการท่องเที่ยว เนื่องจากดัชนีปัจจัยบวกทยอยฟื้นตัว โดยคาดว่าช่วงปีใหม่จะมีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นอย่างคึกคัก หากไม่มีปัจจัยลบใหม่เข้ามากระทบเพิ่มเติม

มาตรการต่อเนื่อง: กุญแจสู่การฟื้นตัวที่ยั่งยืน

นายธนวรรธน์เน้นย้ำว่า มาตรการกระตุ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นคนละครึ่งเฟสใหม่หรือการเยียวยาภาคใต้ จะเป็นปัจจัยสำคัญหนุนเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนไปได้ นี่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลจะต้องมีความต่อเนื่องในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่สามารถหยุดได้หลังจากคนละครึ่งพลัสสิ้นสุดลง

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพามาตรการกระตุ้นจากภาครัฐอย่างต่อเนื่องก็มีข้อจำกัด คือ ภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น และความไม่ยั่งยืนในระยะยาว ในระยะยาว ประเทศต้องสร้างแรงขับเคลื่อนจากปัจจัยพื้นฐาน เช่น การเพิ่มผลิตภาพ การลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม และการพัฒนาทักษะแรงงาน

บทสรุป: เดินหน้าอย่างระมัดระวังบนเส้นทางไซต์เวย์

คำกล่าวของนายธนวรรธน์ที่ว่า "เศรษฐกิจไทยยังมีทิศทางแบบ 'ไซต์เวย์' แต่มีโอกาสค่อยๆ ฟื้นตัว" สรุปสถานการณ์ได้อย่างตรงประเด็น เศรษฐกิจไทยไม่ได้กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่ได้ตกต่ำลงอย่างรุนแรง มันอยู่ในสภาวะ "คาราคาซัง" ที่เคลื่อนไหวไปข้างๆ โดยมีปัจจัยบวกและลบสลับกันไป

มาตรการคนละครึ่งพลัสสร้างแรงกระตุ้นระยะสั้นที่เห็นผลชัดเจน แต่ถูกทอนลงด้วยน้ำท่วมใต้ที่สร้างความเสียหายมหาศาล ความเชื่อมั่นผู้บริโภคดีขึ้น แต่ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจกลับลดลง การส่งออกยังแข็งแกร่ง แต่มีความเสี่ยงจากสงครามการค้า

ความสำเร็จของเศรษฐกิจไทยในช่วงต่อไปจะขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลในการ:
1. เร่งเยียวยาผู้ประสบภัยในภาคใต้ให้ฟื้นตัวภายใน 3 เดือนตามเป้าหมาย
2. ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องหลังจากคนละครึ่งพลัสสิ้นสุด
3. บริหารจัดการความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสงครามการค้าและปัญหาชายแดน
4. สร้างรากฐานเศรษฐกิจระยะยาวที่ไม่ต้องพึ่งพามาตรการกระตุ้นจากรัฐอย่างต่อเนื่อง

หากทำได้สำเร็จ เศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ ฟื้นตัวและเคลื่อนจากทิศทาง "ไซต์เวย์" สู่การเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนได้ในที่สุด แต่หากล้มเหลว เศรษฐกิจอาจตกลงสู่ภาวะถดถอยที่รุนแรงกว่าที่คาดการณ์
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top