Thursday, 4 June 2026
Econbiz

กองทุนประชารัฐลุยพัฒนา SME สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 500 ล้านบาท ครบ 4 โครงการยกระดับธุรกิจไทย เสริมความรู้-นวัตกรรมเข้มแข็ง เตรียมขยายผลสู่ความยั่งยืน

กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เผยผลสำเร็จ 4 โครงการ
สุขใจ – เปิดใจ – มั่นใจ – สู้สุดใจ มุ่งยกระดับผู้ประกอบการไทย สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 500 ล้านบาท
ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เปิดเผยว่า กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ มีเป้าหมายเสริมสร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่สนับสนุนแหล่งเงินทุนเท่านั้น แต่ยังมีการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อติดอาวุธให้กับเอสเอ็มอีไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยปีที่ผ่านมามีการดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอี 4 โครงการประกอบด้วย โครงการสุขใจ – เปิดใจ – มั่นใจ – สู้สุดใจ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 500 ล้านบาท
“การสร้างองค์ความรู้ให้ผู้ประกอบการถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน มีความรู้ที่ตรงกับยุคสมัย ทั้งเรื่องสภาพเศรษฐกิจ เทคโนโลยี เทรนด์การตลาด เทคนิคการขาย หรือเทรนด์ทางธุรกิจ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา” ดร.ณัฐพล กล่าว
โดยโครงการแรกคือโครงการเสริมแกร่งการเงิน เพิ่มทุนหนุนธุรกิจ หรือ “สุขใจ” เป็นการจัดฝึกอบรมที่มุ่งเน้นให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการเงิน (Financial Literacy) ให้กับผู้ประกอบการ โดยมีการจัดฝึกอบรมทั้งสิ้น 4 ครั้ง ครอบคลุม 4 ภูมิภาค ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา เชียงใหม่ และสุราษฎร์ธานี ทั้งรูปแบบ Onsite และ Online กว่า 625 คน พร้อมจัดคลินิกให้คำปรึกษาแนะนำธุรกิจ ในการเตรียมเอกสารเพื่อยื่นขอสินเชื่อจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ มีผู้เข้าร่วมจำนวน 60 กิจการ
ด้านโครงการยกระดับธุรกิจเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน หรือ “เปิดใจ” ยกระดับขีดความสามารถของ SME ในการปรับเปลี่ยนกระบวนการทางธุรกิจและการบริหารจัดการโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลหรือการปรับปรุงกระบวนการผลิตและบริการให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืน โดยให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกแก่สถานประกอบการ ด้านเทคโนโลยีการผลิต ดิจิทัล นวัตกรรม โลจิสติกส์ และการปรับปรุงกระบวนการ กว่า 202 กิจการ นอกจากนี้ยังมีการจัดงานสัมมนา “SME Sustainable Transformation Forum 2025” เพื่อเสริมแกร่งองค์ความรู้ผู้ประกอบการได้เพิ่มเติมกว่า 400 คน สร้างมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 101,821,032 บาท และก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยรวมสูงถึง 500,588,921 บาท
นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาฮาลาลไทยรับรองได้ ขายส่งออกชัวร์ หรือ โครงการ “มั่นใจ” เพื่อเสริมสร้างศักยภาพอุตสาหกรรมฮาลาลไทย ให้มีประสิทธิภาพและมาตรฐานในการขอรับรองเครื่องหมายฮาลาล และมีองค์ความรู้ในด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลไปยังตลาดต่างประเทศ โดยมีการจัดฝึกอบรมผู้ประกอบการด้านการตลาด การส่งออกและการประชาสัมพันธ์ ผู้เข้าร่วมอบรมรวม 369 คน รวมถึงจัดให้มีการวินิจฉัยและให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึกแก่สถานประกอบการ ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และการขอรับรองมาตรฐานฮาลาล จำนวนกว่า 100 กิจการ ทำให้ผู้ประกอบการแสดงความพร้อมในการยื่นขอรับรองเครื่องหมายฮาลาลเพื่อขยายตลาดสู่ต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น
และในส่วนของโครงการพลิกชีวิต ฟื้นธุรกิจปรับหนี้ให้อยู่รอด หรือ “สู้สุดใจ” ที่มุ่งช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางและกลุ่ม NPL ที่ต้องการคำปรึกษาแนะนำในการแก้ปัญหาหนี้ หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าวินิจฉัยสถานะทางการเงินและให้คำปรึกษาเชิงลึกให้กับ 40 กิจการที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ทำให้เกิดการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (DR) หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา (TDR) ได้สำเร็จ นับเป็นการคืนโอกาสให้ธุรกิจไทยได้กลับมาเดินหน้าต่อได้อีกครั้ง
“กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทุกโครงการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอีประสบความสำเร็จ มีผู้ประกอบเข้าร่วมและได้รับประโยชน์จำนวนมาก ซึ่งทางกองทุนฯ มีแผนที่จะเตรียมขยายผลโครงการด้านการส่งเสริมฯ เพื่อสร้างแนวทางและปัจจัยที่เอื้อต่อการเติบโตของ SME ให้ SME สามารถยืนหยัดด้วยตนเองและเติบโตอย่างยั่งยืน” ดร.ณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย

รัฐบาลใหม่เร่งงาน!! เก้าสิบวันแรกของรัฐบาลใหม่ ภาคเอกชนไม่ได้ขอปาฏิหาริย์ แต่ขอ “สัญญาณว่ารัฐจะเอาเศรษฐกิจจริง” ก่อนความเชื่อมั่นพังตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

(2 มี.ค. 69) ภายหลังการเลือกตั้งใหม่ ภาคเอกชนไทยส่งสัญญาณเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งทำงานทันทีในช่วงเก้าสิบวันแรก โดยต้องชัดเจนเรื่องทีมเศรษฐกิจที่มีความรู้และทำงานได้ทันที เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

'หอการค้าไทย' เน้นย้ำว่ารัฐบาลต้องมีเสถียรภาพและอำนาจเต็มเพื่อดำเนินงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมฝากข่าวถึงความสำคัญของทีมงานที่ "รู้งาน-เข้าใจงาน-ทำงานได้ทันที" ไม่ใช่แค่การแบ่งตำแหน่งโควตาการเมือง ขณะที่ 'ส.อ.ท.' เตือนว่าการตั้งครม.มีผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนโดยตรง

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชนสามสถาบัน (กกร.) แสดงความกังวลต่อความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบลงทุนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมเน้นว่าไม่ใช่แค่คำว่า "กระตุ้น" แต่ต้องมีความชัดเจนเรื่องวิธีการและเวลาที่เม็ดเงินจะถึงผู้ประกอบการและประชาชนจริง

นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาปากท้องและหนี้ครัวเรือนเป็นวาระแรก เน้นการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ขาดสภาพคล่องด้วยมาตรการเฉพาะกลุ่มเพื่อเสริมความอยู่รอดของผู้ประกอบการ รวมถึงการรับมือกับแรงกดดันส่งออกและเงินบาทแข็งค่า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทย

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการลดคอร์รัปชันและทุนเท่าที่เป็นต้นทุนแฝงที่ทำลายเศรษฐกิจ ภาคเอกชนเรียกร้องให้มีแผนงานและกลไกที่ชัดเจน พร้อมระบุว่า "สิ่งที่ภาคเอกชนกำลังบอกจริง ๆ คือขอ 'รัฐที่ตัดสินใจได้' ไม่ใช่ 'รัฐที่พูดเก่ง'" โดยเก้าสิบวันแรกจึงเป็นช่วงเวลาที่พิสูจน์ความพร้อมของรัฐบาลใหม่ในการบริหารวิกฤตเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นต่อประเทศ

ไวรัลไม่ใช่เรื่องเล่น!! “คนไม่ใช่หุ่นยนต์” คือใบแจ้งหนี้ของตลาดแรงงานไทย ตัวเลขว่างงานอาจต่ำ แต่ความเหนื่อยล้าของคนทำงาน “สูงขึ้นทุกวัน”

(2 มี.ค. 69) เพลง "คนไม่ใช่หุ่นยนต์" ของลุงสุนเพลงสั้นกลายเป็นเสียงสะท้อนที่ทรงพลังของตลาดแรงงานไทยยุคนี้ โดยแม้ตัวเลขว่างงานยังต่ำ แต่แรงงานจำนวนมากประสบกับงานที่หนัก ผันผวน และเกินลิมิตความทนทานของมนุษย์

เพลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงไวรัลหรือความบันเทิงบน TikTok เท่านั้น แต่เป็นประโยคสาธารณะที่แสดงความจริงพื้นฐานของชีวิตการทำงาน "ก็แดดมันร้อน คนไม่ใช่หุ่นยนต์" เป็นคำแสดงความเหนื่อยล้าของคนทำงานอย่างตรงไปตรงมา ในขณะที่เทคโนโลยีอย่าง AI และ Automation มีบทบาทมากขึ้นในตลาดแรงงาน

บทความระบุว่าการแข่งขันและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ กดดันให้แรงงานต้องแบกรับภาระมากขึ้นและรายได้ไม่เพิ่มตาม งานระดับกลางที่จะถูกแทนที่หรือกดดันให้ไม่มั่นคงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ในขณะที่ SME ที่เป็นฐานจ้างงานหลักต้องเผชิญความท้าทายด้านการเข้าถึงทุนและผลิตภาพ

ผู้แต่งเพลงใช้ภาษาชาวบ้านเพื่อสื่อสารเรื่องใหญ่ระดับโลกอย่าง AI อย่างชาญฉลาด เรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะเชิงการสื่อสารที่เปลี่ยนเพลงไวรัลให้เป็นประเด็นสาธารณะสำคัญ "คนที่อยู่รอดในยุค AI คือคนที่ใช้ความเป็นมนุษย์ได้ดีที่สุด ไม่ใช่คนที่ทนที่สุด" คือบทเรียนสำคัญที่เพลงนี้สอนไว้

การใช้เทคโนโลยีต้องมุ่งลดภาระงานหนัก พร้อมกับเร่งพัฒนา reskill, upskill แรงงาน และยกระดับมาตรฐานการทำงานให้สอดคล้องกับขีดจำกัดของมนุษย์เพื่อให้ตลาดแรงงานไทยมีความยั่งยืนในอนาคต

ปตท.ตรึงราคาน้ำมัน ร่วมตอบรับนโยบายรัฐบาลช่วยประชาชน ตรึงราคาน้ำมันดีเซล-แก๊สโซฮอล์ 15 วัน มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน ยืนยันสร้างเสถียรภาพพลังงานมั่นคง

ปตท. และ โออาร์ ตรึงราคาน้ำมัน 15 วัน ตอบรับนโยบายรัฐบาล ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน

วันนี้ (4 มีนาคม 2569) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ประกาศคงราคาน้ำมันดีเซลและแก๊สโซฮอล์ ไว้ในระดับปัจจุบันเป็นระยะเวลา 15 วัน เพื่อร่วมบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน สอดรับกับทิศทางนโยบายพลังงานของรัฐบาล

ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ สนับสนุนและร่วมผลักดันนโยบายของรัฐบาลในการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความยั่งยืนให้กับประเทศ

มาตรการดังกล่าวเป็นการดำเนินการในระยะสั้น บนความร่วมมือของ ปตท. และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจสถานีบริการ โดย ปตท. ยืนยันว่า พื้นฐานทางธุรกิจของบริษัทยังคงแข็งแกร่ง และมุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นคงทางพลังงาน สร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักที่ ปตท. ยึดมั่นมาโดยตลอดในฐานะรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

SCBX แต่งตั้งผู้บริหาร “สารัชต์ รัตนาภรณ์” นั่งซีอีโอ 1 พ.ค. 69 เดินหน้าดิจิทัลแข่งขันเดือด เน้นต่อเนื่องยุทธศาสตร์ ย้ำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์กว่า 30 ปี

(4 มี.ค. 69) กลุ่มเอสซีบีเอกซ์แจ้งความคืบหน้าการเปลี่ยนผ่านผู้บริหารระดับสูงของธนาคารไทยพาณิชย์ โดยแต่งตั้ง 'คุณสารัชต์ รัตนาภรณ์' เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ และจะเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เพื่อให้การดำเนินงานต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ของกลุ่มเอสซีบีเอกซ์

'คุณสารัชต์' มีประสบการณ์ในธุรกิจการเงินกว่า 30 ปี ครอบคลุมตลาดเงิน ตลาดทุน และงานบริหารลูกค้าหลากหลายกลุ่ม เขายังเป็นผู้ถือบทบาทสำคัญในการก่อตั้ง CardX ตั้งแต่ปี 2565 จากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ก่อนหน้านี้เขาดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในหลายสายงานของธนาคารไทยพาณิชย์ รวมถึงมีประสบการณ์ในสถาบันการเงินระดับโลก

'คุณอาทิตย์ นันทวิทยา' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCBX กล่าวว่า "คุณสารัชต์คือผู้บริหารที่มีความเหมาะสมในบทบาทผู้นำของธนาคารไทยพาณิชย์เป็นอย่างสูง ผ่านประสบการณ์ครบทุกมิติ และพร้อมขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว"

ด้านการศึกษาของ 'คุณสารัชต์' คือการสำเร็จ MBA จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ และปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์ จาก Boston University ประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ยังมีแผนสืบทอดตำแหน่งใน CardX และอยู่ระหว่างการนำเสนอต่อไปเพื่อความชัดเจนในการบริหาร.

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/finance/1223689?anf=

บีโอไอถกยานยนต์ หนุนมาตรการยานยนต์ไฟฟ้า กระตุ้นตลาดไทยรับรัฐบาลใหม่ ขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานไทย สร้างฐานผลิตยานยนต์อนาคต

บีโอไอถกกลุ่มยานยนต์ เตรียมแพ็กเกจหนุนผู้ประกอบการ เสนอรัฐบาลใหม่

บีโอไอเปิดเวทีหารือผู้บริหารอุตสาหกรรมยานยนต์ ถกทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน พร้อมหารือข้อเสนอ 3 เรื่องสำคัญ หนุนความต่อเนื่องของมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) การกระตุ้นตลาดรถยนต์ในประเทศ และการยกระดับห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไทย (Localization) เพื่อเตรียมจัดทำแพ็กเกจสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ เสนอต่อรัฐบาลใหม่

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 บีโอไอได้จัดประชุมหารือกับผู้บริหาร 4 สมาคมหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ประกอบด้วย นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) และนางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนเพื่อเตรียมจัดทำมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างเป็นระบบ รองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และรักษาความเป็นฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของโลก เพื่อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ต่อไป

จากการประชุมครั้งนี้ ภาคเอกชนได้มีข้อเสนอมาตรการ 3 ด้านที่สำคัญ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะการสร้างฐานการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้แข็งแกร่งและยั่งยืน ได้แก่

1. ความต่อเนื่องของมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ทั้งด้านการลงทุน การผลิต การส่งเสริมการส่งออก และการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า โดยให้ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ทั้ง HEV, PHEV และ BEV เพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และสามารถรักษาโมเมนตัมของการลงทุนได้อย่างยั่งยืน

2. การกระตุ้นความต้องการของตลาดรถยนต์ในประเทศ เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและ
ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ได้ทำให้ตลาดรถยนต์หดตัวอย่างรุนแรงในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะรถปิกอัพที่เป็นรถเชิงพาณิชย์และมีผู้ผลิตชิ้นส่วนในห่วงโซ่อุปทานจำนวนมากกว่ารถยนต์ประเภทอื่น ภาคเอกชนจึงขอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการกระตุ้นตลาดในประเทศ เช่น การให้นำค่าใช้จ่ายในการซื้อรถไปหักภาษีเงินได้ในอัตราสูงกว่าปกติ หรือมาตรการรถเก่าแลกรถใหม่ รวมทั้งการเพิ่มสัดส่วนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทในหน่วยงานภาครัฐ เป็นต้น

3. การยกระดับห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไทย (Localization) โดยเสนอให้รัฐบาลพิจารณาให้แต้มต่อเป็นพิเศษสำหรับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ ลดการนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ รวมทั้งการผลักดันให้ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น ผ่านมาตรการของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งกรมศุลกากร (Free Zone) กรมสรรพสามิต (โครงสร้างภาษีสรรพสามิต) กระทรวงอุตสาหกรรม (หลักเกณฑ์กระบวนการผลิตที่เป็นสาระสำคัญ) และบีโอไอ (มาตรการส่งเสริมการลงทุน)

ทั้งนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยโดย “คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือบอร์ดอีวี” ได้ออกมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท ทั้ง HEV, PHEV และ BEV รวมทั้งชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่, มอเตอร์ขับเคลื่อน, อินเวอร์เตอร์ ฯลฯ ตลอดจนมาตรการสนับสนุนให้กลุ่มรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (xEV) โดยออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนและสภาพตลาดของอุตสาหกรรมยานยนต์ในแต่ละ Segment อีกทั้งยังได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ ซึ่งผลของมาตรการดังกล่าว ได้ทำให้ประเทศไทยสามารถดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เข้ามาสร้างฐานการผลิตในประเทศ และสามารถพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่เติบโตควบคู่กับฐานอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมได้

นายนฤตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ บีโอไอพร้อมรับฟังข้อเสนอและทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันพัฒนามาตรการสนับสนุนที่เหมาะสมในทุกมิติ ทั้งด้านการสร้างการเติบโตของตลาดในประเทศ การส่งเสริมการส่งออกไปยังตลาดโลก การรักษาการแข่งขันที่เป็นธรรม การยกระดับและเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยสามารถปรับตัวสู่เทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์สำคัญของโลก”

ผวาปิดฮอร์มุซ!! สหรัฐฯ-อิหร่านปะทุ “Perfect Storm” เขย่าพลังงานโลก ดีเซลต้นทุนพุ่ง +5.53 บาท วิกฤตน้ำมันลามทั่วโลก ต้นทุนกลั่นดีดแรง คนไทยตื่นตระหนกแห่ตุนน้ำมันทั่วประเทศ

 

สถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน สร้าง 'Perfect Storm' วิกฤตพลังงานทั่วโลก

สัญญาณต้นทุนดีเซลดีด +5.53 บาท/ลิตร คนไทยแห่ตุนน้ำมัน

ฝ่าทางรอดประเทศไทย “เอทานอล” พลังงานสำรอง ศักยภาพกำลังผลิต 6.92 ล้านลิตร/วัน

             สถานการณ์สหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน จุดชนวนพายุสมบูรณ์แบบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก (Perfect Storm) สัญญาณวิกฤตพลังงาน ต้นทุนน้ำมันดิบและค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้น วันที่ 4 มี.ค. 69 ต้นทุนดีเซล +5.53 บาท/ลิตร เบนซิน ออกเทน 95 +2.92 บาท/ลิตร หวั่นปิดช่องแคบฮอร์มุซในอนาคต ราคาน้ำมันพุ่งไม่หยุด คนไทยตื่นตระหนกแห่ตุน ปั้มน้ำมันปิดให้บริการ ฝ่าทางรอดประเทศไทยขับเคลื่อน E20 เป็นน้ำมันพื้นฐาน ชูศักยภาพกำลังการผลิตเอทานอล 6.92 ล้านลิตร/วันจากโรงงาน 28 แห่งทั่วประเทศ เป็นพลังงานสำรองพร้อมรับความต้องการใช้งานทันที

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา กับ อิหร่าน ที่ทวีความรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อ “ตะวันออกกลาง” ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่พลังงานของโลกทันที ในระยะอันใกล้หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20% ของทั่วโลกหรือราว 17-18 ล้านบาร์เรล/วัน โดยเฉพาะการขนส่งจากประเทศผู้ส่งออกอย่างซาอุดีอาระเบีย อิรัก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งยังมีปัจจัยจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ความเสี่ยงนโยบายและกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ฯลฯ อาจกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก ส่งผลให้เกิดสถานการณ์ที่เรียกว่า ‘Perfect Storm’ หรือพายุสมบูรณ์แบบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก

ทั้งนี้ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ส่งผลให้น้ำมันดิบมีแนวโน้มจะสูงขึ้น โดยต้นทุนน้ำมันดิบและค่าการกลั่นปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับวันที่ 2 มี.ค. 69 และวันที่ 4 มี.ค. 69 ต้นทุนหน้าโรงกลั่น (Ex-Refinery) ดีเซล พุ่งจาก 18.9924 เป็น 24.5248 บาท/ลิตร (เพิ่มขึ้น +5.53 บาท) ส่วน เบนซิน ออกเทน 95 ต้นทุนพุ่งจาก 16.6187 เป็น 19.5381 บาท/ลิตร (เพิ่มขึ้น +2.92 บาท) ซึ่งเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569  ปั๊มน้ำมันในประเทศไทยได้ปรับราคาขึ้น สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนคนไทยเกิดกระแสตุนน้ำมันทั่วประเทศ ทำให้ปั๊มน้ำมันเริ่มปิดการให้บริการ ขณะที่โครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในเขตกรุงเทพมหานคร ประจำวันที่ 4 มีนาคม 2569 สรุปราคาขายปลีกน้ำมัน (Retail Price) เบนซิน ออกเทน 95 ราคา 39.14 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 E10 ราคา 30.55 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 30.18 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 E20 ราคา 28.34 บาท/ลิตร, แก๊สโซฮอล์ 95 E85 ราคา 26.29 บาท/ ลิตร, ดีเซล (H-DIESEL) ราคา 29.94 บาท/ลิตร และ LPG ราคา 25.87 บาท/กิโลกรัม

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 70%  หากเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ หยุดลงชั่วคราว ผลกระทบต่อไทยจะเกิดขึ้นในทันที เพราะปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศไทยมีอยู่ราว 61 วัน โดยเป็นน้ำมันสำเร็จรูปสำรอง 38 วัน และน้ำมันดิบในเรือที่พ้นช่องแคบมาแล้วอีก 23 วัน ซึ่งตัวเลขนี้ ไม่ได้แปลว่าประเทศไทยจะมีความมั่นคงทางพลังงาน 2 เดือนเต็ม เพราะโรงกลั่นไทยต้องใช้น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเป็นสัดส่วนสูง หากขนส่งหยุดลงนานกว่าระยะสำรอง โรงกลั่นจะขาดวัตถุดิบ ส่งผลให้การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงสะดุด ทำให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภคปรับเพิ่มขึ้น และกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมลดกำลังการผลิตลง

ทั้งนี้ทางรอดที่ยั่งยืนของประเทศไทย คือการยกระดับเอทานอล เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากการผลิตมันสำปะหลังภายในประเทศอยู่แล้ว หากภาครัฐเร่งผลักดันให้ E20 เป็นน้ำมันเบนซินพื้นฐานของประเทศ จะสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานโลก และลดการพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบลงได้ทันที 10% ของกลุ่มเบนซิน ซึ่งจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงพลังงานของไทยในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตเอทานอลสูงสุดรวมประมาณ 6.92 ล้านลิตร/วัน จากโรงงานผลิตเอทานอลรวมทั้งสิ้น 28 แห่ง สามารถเป็นพลังงานสำรองรับกับความต้องการใช้งานจริงได้ทันที นอกจากนี้ยังมีกำลังการผลิตสำรองอีกมากกว่า 50–60% หากมีการขยายตัวหรือส่งเสริมการใช้ E20 จากทางภาครัฐ  

ประชาสัมพันธ์และส่งข่าวเผยแพร่ กรุณาติดต่อ: คุณพิภพ (ท้อป) โทร. 081-9298864 

(ในนามสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง)

สงครามซัดศก. สหรัฐฯ-อิหร่านเขย่าตลาดโลก ไทยเผชิญ 2 ฉากทัศน์เศรษฐกิจ น้ำมันยังพอรองรับระยะสั้น แนะรัฐเน้นรักษาจ้างงานไม่แจกเงิน

เปิด 2 ฉากทัศน์และทางรับมือ สงคราม ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ เขย่า ศก.ไทย ระยะสั้น ‘น้ำมัน’ ยังไม่ขาดแคลน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ประเมิน 2 ฉากทัศน์ตะวันออกกลาง “ยกระดับสู่สงครามเต็มรูปแบบ-สงครามยืดเยื้อยาวนาน” กระทบเศรษฐกิจไทยแตกต่างกัน ระบุยิ่งยืดเยื้อจะเจ็บหนักกันทุกฝ่าย สหรัฐฯ เสี่ยงจะถูกโดดเดี่ยวทั้งเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ แนะรัฐบาลรับมือ ไม่ควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงิน แต่ควรสร้างการจ้างงานแทน ยืนยัน “สถานการณ์น้ำมันไทย” ยังอยู่ในระดับที่รับมือได้ในระยะสั้น แต่หากสงครามยืดเยื้อหรือขยายความรุนแรง อาจเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน

ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน กำลังทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายอย่างหนัก และอยู่บนจุดตัดที่จะส่งผลกระทบแตกต่างกันตามสถานการณ์ที่เป็นไปได้ใน 2 ทาง ได้แก่ 1. สงครามรุนแรงขึ้นกว่าเดิมจนกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ (Full-scale war) 2. สงครามรุนแรงในระดับเท่าเดิม แต่ระยะเวลายืดเยื้อยาวนาน

สำหรับกรณีแรกคือ สถานการณ์ยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบ จะนำไปสู่การชะงักงันของเศรษฐกิจโลก และจะทำให้เศรษฐกิจไทยที่การเติบโตไม่ค่อยสูงอยู่แล้วแย่ลงกว่าเดิม เพราะ 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลก ขณะที่การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำได้ยาก รวมถึงการเปิดตลาดการค้าใหม่ๆ ในสถานการณ์ที่โลกกำลังทำสงครามก็เป็นไปได้ยาก การลงทุนจะชะลอตัวลง ค่าเงินจะผันผวนมากขึ้นจากเงินที่ไหลเข้าออกเร็วขึ้น

“ผลกระทบที่เห็นชัดๆ ในขณะนี้คือราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และหลังจากนี้การส่งออกก็จะชะลอตัวลงตามไป ซึ่งในอนาคตหากสถานการณ์ยกระดับกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบก็จะยิ่งน่ากลัว คือรายได้จะไม่โตแต่ค่าครองชีพผู้คนจะเพิ่มสูงขึ้น และจะยิ่งทำให้คนรายได้น้อยลำบากมาก จะบอกให้เป็นหนี้เพิ่มก็ไม่ได้เพราะทุกวันนี้หนี้ครัวเรือนก็สูงถึง 90% ของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) สุดท้ายปัญหาสังคมก็จะตามมา” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

สำหรับกรณีที่สองคือ ความรุนแรงของสงครามไม่ได้มากขึ้น จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว แต่ยืดเยื้อยาวนานออกไป 2 – 3 ปี ซึ่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะไม่รุนแรงเท่ากรณีแรก เพราะโลกจะเกิดเส้นทางการค้าขายใหม่ที่มองข้ามพื้นที่ความขัดแย้งเหล่านี้ไปได้ แต่ก็อาจทำให้ไทยประสบปัญหาในเรื่องการทำตลาด ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง รวมถึงเส้นทางการขนส่งที่การเปลี่ยนกองเรือ และการวางแผนการส่งสินค้าต้องเปลี่ยนตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่าสงครามไม่น่าจะขยายวงกว้างมากไปกว่านี้ ความเข้มข้นของการต่อสู้ยังเป็นการยิงและรอดูท่าทีกัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสที่จะขยายตัว แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็คงโดนแรงต้านเยอะหากจะนำสหรัฐฯ ไปสู่การทำสงครามเต็มรูปแบบ เพราะนอกจากจะทำให้เศรษฐกิจชะงักแล้ว ยังจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการก่อการร้ายในประเทศรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุหรือมีปัจจัยที่คาดไม่ถึง สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านคงไปไม่ถึงจุดที่เป็นสงครามเต็มรูปแบบ และส่วนตัวคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่สงครามจะจบลงใน 4-5 สัปดาห์ ตามที่ทรัมป์ระบุ และสุดท้ายหากผ่านไป 4-5 สัปดาห์ แล้วยังไม่จบ ความกดดันก็จะกลับมาอยู่ที่สหรัฐฯ และจะเริ่มถูกตั้งคำถาม

“ยิ่งสงครามยืดเยื้อทุกฝ่ายจะเจ็บหนัก โดยเฉพาะสหรัฐฯ เพราะคู่ค้าจะไม่เอาด้วย และสุดท้ายสหรัฐฯ จะโดดเดี่ยวทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ เพราะก่อนหน้านี้หลายประเทศไม่พอใจเรื่องมาตรการทางภาษีของทรัมป์อยู่แล้ว และรอบนี้เหมือนฟางเส้นสุดท้ายของความอดทนที่มีต่อสหรัฐฯ จะขาดลงไปได้ ซึ่งถึงตอนนั้นภาพที่เกิดขึ้นคือจะเกิดการรวมตัวกันใหม่ และการแข็งข้อต่อสหรัฐฯ อย่างประเทศสเปนตอนนี้ก็ไม่เอาด้วยแล้ว หรือหลายประเทศในยุโรปก็เริ่มสงวนท่าทีจากเดิมที่ดูเหมือนว่าจะช่วยสหรัฐฯ เต็มที่ ตอนนี้ก็ชะลอลงมา จากจุดนี้น่าจะทำให้สหรัฐฯ ต้องระวังค่อนข้างมากถ้าจะทำให้สถานการณ์ไปไกลกว่านี้” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ระบุ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ที่สุดแล้วไม่ว่าอนาคตจะไปในแนวทางใด เศรษฐกิจไทยก็จะได้รับผลกระทบหมด ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำเพื่อรับมือ คือ ไม่ควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้การแจกเงินให้กับประชาชน แต่ควรเป็นการรักษาการจ้างงาน และสร้างการจ้างงาน ที่มีแผนที่ชัดเจน เช่น ช่วงไหนการส่งออกทำได้น้อยหรือต้นทุนของไทยสู้ประเทศอื่นไม่ได้ รัฐบาลอาจมีการช่วยอุดหนุนในการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานที่เสี่ยงจะตกงานจากการถูกเลิกจ้างในสัดส่วนคนละครึ่งกับบริษัท หรือแบ่งเป็นปีนี้ช่วย 50% ปีหน้าช่วย 25% เป็นขั้นบันได เพราะตอนนี้การรักษาการจ้างงานถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากทำให้เกิดความมั่นคง และมั่นใจในเศรษฐกิจ อันจะนำไปสู่ความกล้าในการใช้จ่ายเงิน ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนและประคองตัวต่อไปได้

“ศักยภาพทางการคลังของประเทศสามารถทำแบบนี้ได้มากกว่า (อุดหนุนเงินเพื่อรักษาการจ้างงาน) เพราะจะมีการหมุนเวียนกลับมาในรูปแบบภาษีนิติบุคคลจากบริษัท และถ้ามีการทำควบคู่กับการหาตลาดเท่าที่หาได้ก็จะช่วยได้เยอะ และเป็นการทำตลาดเชิงรุกด้วย แม้แต่ในตะวันออกกลางเองการทำสงครามก็ทำให้เจอปัญหาในเรื่องอาหารและอุปโภคบริโภค พวกนี้เป็นโอกาสของไทยเหมือนกัน หรือแม้แต่การส่งเสริมพื้นที่ให้คนมีรายได้เยอะสามารถขอวีซ่าในการมาอยู่ประเทศไทยได้นานขึ้น เม็ดเงินก็จะถูกนำมาหมุนเวียนใช้จ่ายในประเทศไทยได้เหมือนกัน” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

เมื่อถามถึงสถานการณ์ความเพียงพอของปริมาณน้ำมันของไทยว่ามีความน่าเป็นห่วงหรือไม่ ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ขณะนี้ไทยมีน้ำมันสำรองประมาณ 45-60 วัน แต่ไม่ได้หมายความว่าหลังจากนั้นแล้วจะหาไม่ได้ เพราะแหล่งพลังงานทั้งโลกมีอยู่หลายแหล่ง ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ ไทยยังสามารถหาซื้อได้ และเชื่อว่ากลไกตลาดจะทำให้มีทางออกในเรื่องนี้ อีกทั้งไทยยังมีมาตรการในการรองรับผลกระทบอยู่แล้ว เชื่อว่ารัฐบาลไม่ปล่อยให้ไปสู่จุดที่น้ำมันขาดแคลนแน่ๆ แม้ราคาอาจจะแพงขึ้นก็ตาม สิ่งที่ต้องกังวลคือราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อค่าครองชีพ และหากเหตุการณ์ยืดเยื้อและขยายความรุนแรงขึ้นกว่านี้ อาจเกิดการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงได้ การเตรียมความพร้อมสำหรับกรณีนี้จึงมีความสำคัญมาก ไม่แพ้การแก้ปัญหาระยะสั้น

สงครามเตือนไทย!! อิหร่าน–อเมริกา สะท้อนโลก ส่งผลถึงราคาน้ำมันและเศรษฐกิจ ไทยต้องมีสติ ไม่ใช่เพียงเชียร์ข้าง เตรียมพร้อมและรักษาผลประโยชน์ชาติ

คนไทยควรเรียนรู้อะไรจากสงครามอิหร่าน–อเมริกา รอบนี้

เมื่อไฟสงครามอยู่ตะวันออกกลาง แต่แรงสะเทือนกลับมาถึงปากท้อง ความมั่นคง และวิธีคิดของคนไทย

สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ส่งผลสะเทือนไปถึงไทยทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง แม้ไทยจะไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ราคาน้ำมัน ค่าใช้จ่ายการขนส่ง และความมั่นคงของแรงงานไทยในต่างแดนได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

บทเรียนสำคัญจากสถานการณ์นี้คือ "ประเทศที่อยู่รอดไม่ใช่ประเทศที่เสียงดังที่สุด แต่เป็นประเทศที่มีสติและพร้อมที่สุด" การรักษาผลประโยชน์ชาติไม่ควรใช้ความรู้สึกหรืออารมณ์ในโลกโซเชียล แต่ต้องใช้เหตุผลและการทูตที่สุขุม รอบคอบ

สงครามสมัยใหม่ไม่ได้จำกัดเพียงสนามรบ แต่กระทบถึงห่วงโซ่อุปทานโลก ทั้งเส้นทางเดินเรือ การบิน และการขนส่ง เมื่อเกิดวิกฤตในพื้นที่สำคัญ สิ่งนี้จะส่งต่อผลกระทบถึงผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนโดยตรง

"พลังงานคือความมั่นคงแห่งชาติ" ไทยจึงต้องเลิกพึ่งพาแหล่งนำเข้าเพียงแหล่งเดียวและเตรียมพร้อมลดผลกระทบจากแรงสะเทือนภายนอก นอกจากนี้ความมีวินัยทางความคิดของสังคมในการรับสารและวิเคราะห์ข่าว ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลดความขัดแย้งในประเทศและรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ท้ายที่สุด ไทยต้องไม่เป็นเพียงผู้ชม แต่ต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้าในทุกมิติ ทั้งพลังงาน การทูต และเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างลึกซึ้งและรวดเร็ว

บีโอไอเปิดเวทีไทย–จีน ดึงลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง หนุนไทยสู่ฐานผลิตใหม่ ไทยขึ้นแท่นจุดหมายลงทุนใหม่ เปิดเกมรุกดึงทุนจีนไฮเทคเสริมเศรษฐกิจ

บีโอไอเปิดเวทีไทย–จีน ดึงลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง ชูไทยฐานผลิตใหม่ รับคลื่นลงทุนจีนคุณภาพ

บีโอไอร่วมสถานทูตจีนและองค์กรพันธมิตรจัดงาน "Thailand-China Investment Forum" ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 มีนักลงทุนจีนกว่า 800 คนเข้าร่วม เน้นโอกาสลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมให้ข้อมูลกฎระเบียบและแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและฐานการผลิตคุณภาพใหม่ของไทย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ กล่าวถึงสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง ร่วมกับจีนเป็นนักลงทุนสำคัญมาก สะท้อนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีคำขอรับการส่งเสริมจากจีนมากกว่า 2,400 โครงการ มูลค่ากว่า 6 แสนล้านบาท โดยบริษัทจีนชั้นนำหลายรายลงทุนในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ดิจิทัล และแบตเตอรี่

“โครงการลงทุนจากจีนในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงช่วยสร้างงานคุณภาพและพัฒนาห่วงโซ่อุปทานระดับโลก” นายนฤตม์กล่าว พร้อมเสริมว่าเวทีนี้ตั้งใจให้ข้อมูลถูกต้องแก่นักลงทุนจีนเพื่อธุรกิจโปร่งใสและเติบโตร่วมอย่างยั่งยืน

เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย 'จาง เจี้ยนเหว่ย' ชู 3 หัวข้อสำคัญ คือ การยึดกฎระเบียบไทยอย่างเคร่งครัด การเสริมความร่วมมือกับผู้ประกอบการไทย และการขับเคลื่อนแนวคิด “In Thailand, For Thailand” เพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน

งานยังมีการบรรยายเกี่ยวกับกฎและหลักเกณฑ์จากภาครัฐสนับสนุนการลงทุนอย่างครอบคลุม รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนจีนในประเทศไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top