Thursday, 4 June 2026
Econbiz

เคทีซีเดินเกมรัดกุมรับเศรษฐกิจผันผวน ชูสมดุล ‘เติบโต–คุมความเสี่ยง’  เป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนหลักเพื่อความยั่งยืน

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและอุตสาหกรรมสินเชื่อผู้บริโภคที่ยังหดตัว กลุ่มบริษัทเคทีซีสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในทุกผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มเป็น 13.6% ลูกหนี้บัตรเครดิตเพิ่มเป็น 14.8% และลูกหนี้สินเชื่อบุคคลเพิ่มเป็น 4.2% สวนทางกับภาพรวมอุตสาหกรรมที่หดตัว โดยปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของเคทีซีมีมูลค่า 302,527 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่อง 3.6% ขณะที่ตัวเลขตลาดโดยรวมติดลบเล็กน้อย 

ด้านผลประกอบการเชิงคุณภาพ เคทีซีมีกำไรสุทธิ 7,782 ล้านบาท เติบโต 4.6% จากปีก่อนหน้า สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารพอร์ตสินเชื่อรวม 111,585 ล้านบาท ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ขณะที่อัตราหนี้เสีย (NPL Ratio) อยู่ในระดับต่ำเพียง 1.79% โดยปี 2568 มีรายได้รวมอยู่ที่ 27,695 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน ในขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 5.23% จากการบริหารต้นทุนและคุณภาพสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลดลงเป็น 34.8% Credit Cost ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 5.3% จาก 6.1% ในปี 2567 สะท้อนการควบคุมความเสี่ยงที่รัดกุม พร้อมกันนี้ บริษัทมีวงเงินกู้ยืมระยะสั้นที่ยังไม่เบิกใช้รวม 20,470 ล้านบาท สูงกว่าภาระหนี้หุ้นกู้และเงินกู้ที่จะครบกำหนดในปี 2569 ซึ่งอยู่ที่ 15,830 ล้านบาท ทำให้สถานะสภาพคล่องยังแข็งแกร่งและอยู่ในระดับปลอดภัย

สำหรับปี 2569 เคทีซีเตรียมเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ “การเติบโตควบคู่การบริหารความเสี่ยง” โดยลงทุนในระบบงานหลักใหม่ (Core System) เพื่อรองรับการขยายตัวในระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน และยกระดับประสบการณ์สมาชิก บริษัทตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อรวมเติบโต 1–2% ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโต 5% พอร์ตสินเชื่อบุคคลเติบโต 2% และคุมระดับ NPL ไม่เกิน 2% นอกจากนี้ บริษัทยังขยายฐานรายได้ผ่านธุรกิจนายหน้าประกันภัย ทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย โดยอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรและเทคโนโลยีการขายที่เหมาะสม ช่วยเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมอย่างยั่งยืนในอนาคต

คดีเหมืองทองอัครา “ปิดแฟ้ม” แล้ว—บทเรียนที่คนไทยควรจำ ไม่ใช่ชื่อคน

คดีพิพาทเหมืองทองอัคราที่ลากยาวหลายปี “จบ” ในความหมายทางกฎหมายได้ เพราะบริษัท Kingsgate Consolidated Limited ถอนข้อเรียกร้องต่ออนุญาโตตุลาการโดยสมัครใจแบบไม่มีเงื่อนไข และมีคำสั่งให้ยุติกระบวนการ ส่งผลสำคัญที่สุดคือไทยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามที่เคยถูกเรียกร้องไว้

แต่สิ่งที่ควรคุยกันต่อในฐานะสังคม ไม่ใช่ “ใครได้เครดิต” — คือ “คนไทยเรียนรู้อะไร” เพื่อไม่ให้ประเทศต้องเสี่ยงซ้ำอีก โดยเฉพาะเมื่อเรื่องเล็กในประเทศสามารถลุกลามไปถึงเวทีระหว่างประเทศได้จริง

1) “คดีจบ” ต้องจบด้วยเอกสาร ไม่ใช่จบด้วยคำพูด
บทเรียนแรกคือ เวลาเจอคำว่า “ปิดฉาก” ให้ดู “หลักฐานปลายทาง” 3 อย่างเสมอ: (ก) ถอนคำร้องหรือข้อเรียกร้องอย่างเป็นทางการ (ข) มีคำสั่งยุติกระบวนการจากคณะอนุญาโตฯ และ (ค) สถานะชัดว่า “ไม่มีค่าชดเชย” หรือ “ไม่มีภาระการเงินแฝง” ต่อรัฐ

2) เกมที่ชนะจริงคือ “สู้ให้พร้อม + คุยให้เป็น”
สาระที่สังคมควรเก็บไว้เป็นสูตร คือ “ต้องเตรียมสู้คดีให้พร้อม” และ “เจรจาไปพร้อมกัน” เพื่อพาประเทศไปสู่ผลลัพธ์ที่แน่นอน มากกว่าปล่อยให้ความเสี่ยงลากยาว ทั้งงบประมาณ ชื่อเสียงประเทศ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

3) จำวัน-เดือน-ปีให้แม่น เพราะรัฐทำงานเป็นขั้นตอน
เรื่องใหญ่แบบนี้ไม่ใช่เหตุการณ์วันเดียว แต่คือ “ปิดงานเอกสาร” จนสถานะชัดเจน จึงควรยึดไทม์ไลน์จากเอกสารและข่าวที่มีรายละเอียดขั้นตอน เช่น วันที่คณะอนุญาโตฯ รับทราบการขอยุติ และวันที่คณะรัฐมนตรีรับทราบผลลัพธ์ เพื่อแยก “ข่าวดัง” ออกจาก “งานจบจริง”

4) ความโปร่งใสของข้อมูลคดีระหว่างประเทศ สำคัญกว่าการสรุปเร็ว
คดีระหว่างรัฐ-นักลงทุนมักถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลต่างประเทศหลายแห่ง และบางแห่งอาจจัดหมวดผลคดีต่างกัน (เช่น ระบุว่า “ยุติกระบวนการ” หรือ “ตกลงยุติ”) บทเรียนคือ เวลาอ่านข้อมูลต้องดูหลายแหล่ง แล้วกลับมาเช็คกับคำยืนยันของรัฐและเอกสารทางการ เพื่อไม่ให้สรุปผิดเพราะยึดแหล่งเดียว

“นุ่ง/ห่มสไบ ใส่ยีนส์” มาได้ไง: จากเพลงไวรัล สู่สตรีทแฟชั่นแบบไทยๆ ที่คนทั้งเมืองแต่งตาม

เดินแถวเมืองเก่า–จุดถ่ายรูปยอดฮิตช่วงนี้ คุณจะเห็นภาพเดิมซ้ำๆ แบบตั้งใจ: สไบพาดไหล่ แต่ท่อนล่างเป็นยีนส์—แล้วมือถือยกขึ้นถ่ายคอนเทนต์ทันที เทรนด์นี้ไม่ได้เกิดจากดีไซเนอร์ในรันเวย์ แต่มาจาก “โซเชียล + เพลง + ชาเลนจ์” ที่ปลุกให้คนอยากแต่งตามกันเป็นวงกว้าง

จุดเริ่มของกระแสถูกอธิบายว่ามาจากคอนเทนต์โปรโมตเพลง Bangkok City ของกระแต อาร์สยาม (KT KRATAE) ที่ใช้ลุคสไบแมตช์ยีนส์เป็นภาพจำ แล้วขยายต่อด้วยการชวนทำคอนเทนต์ในรูปแบบแคมเปญ/ชาเลนจ์ จนผู้คนแต่งตามและถ่ายคลิปตามสถานที่ต่างๆ

ประเด็นสำคัญคือ มันไม่ใช่ “เพลงดังแล้วคนบังเอิญแต่งตาม” แต่เป็นการออกแบบให้เกิด UGC (คอนเทนต์จากผู้ใช้) ผ่านชาเลนจ์—ยิ่งคนเล่น ยิ่งเห็นลุคนี้มากขึ้น ยิ่งกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของ “ไปถ่ายรูปเมืองเก่า”

ทำไม “สไบ + ยีนส์” ถึงไวรัลเร็ว
•    ภาพมันขัดกันแต่ลงตัว: สไบคือไทย-พิธีการ-ความละเมียด ส่วนยีนส์คือสากล-สตรีท-คล่องตัว พอจับคู่กันแล้ว “สะดุดตา” ทันทีในเฟรมมือถือ.
•    แต่งตามง่าย ต้นทุนต่ำ: ยีนส์แทบทุกคนมีอยู่แล้ว สไบเป็นผ้าชิ้นเดียว เปลี่ยนลุคได้ไว เหมาะกับวัฒนธรรม “แต่งแล้วถ่ายเลย”.
•    ชาเลนจ์ทำให้คนมีเหตุผลจะเล่น: เมื่อมีการชวนร่วมสนุกแบบเป็นระบบ (กติกา/แฮชแท็ก/แรงจูงใจ) มันเร่งการกระจายเร็วกว่าเทรนด์แฟชั่นธรรมดา.
•    โซเชียลชอบคอนเทนต์ “ก่อน–หลัง/พิกัดถ่ายรูป”: ลุคนี้ทำงานกับคลิปสั้นมาก เพราะเห็นแล้วรู้ทันทีว่า “นี่คือธีม” และคนดูอยากทำตาม.

Soft Power เวอร์ชันที่เกิดจาก “คนอยากเล่น” ไม่ใช่ “คนถูกสั่งให้โชว์”
สิ่งที่น่าสนใจคือ กระแสนี้ทำให้คำว่า “Soft Power” กลายเป็นของจับต้องได้ในชีวิตจริง—ไม่ต้องเริ่มจากนโยบายใหญ่โต แต่เริ่มจาก “ความสนุกที่คนอยากมีส่วนร่วม” แล้วค่อยไหลไปหาการท่องเที่ยว ร้านเช่าชุด ร้านผ้า ร้านทำผม-แต่งหน้า ช่างภาพ และโลเคชันถ่ายรูป.
พูดแบบ TST: ไทยไม่ได้ขาดวัฒนธรรม ไทยขาด “วิธีทำให้คนอยากหยิบมันมาใช้ในชีวิตประจำวัน” และกรณีนี้เป็นตัวอย่างว่าพอทำถูกสูตร—วัฒนธรรมจะไม่ถูกเก็บไว้บนหิ้งเอง มันเดินลงถนนได้

บีโอไอรุกส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ “ชิ้นส่วนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robot)” ไฟเขียว 5 บริษัทใหญ่ ลงทุนผลิตป้อนบริษัทชั้นนำของโลกอย่าง Tesla Bot เงินลงทุนเฟสแรกรวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของ 5 บริษัทชั้นนำจากประเทศจีน ได้แก่ บริษัท Hangzhou Seenpin Electromechanical Transmission  บริษัท Beite Technology บริษัท Sanhua Intelligent Drives บริษัท Tuopu Technology และบริษัท Xusheng Group ลงทุนสร้างโรงงานผลิตโครงร่างหุ่นยนต์ และชุดควบคุมข้อต่อ แขน และนิ้วของหุ่นยนต์ที่มีลักษณะเหมือนมนุษย์ (Humanoid Robot) ซึ่งจะมีทั้งชิ้นส่วนโลหะความแม่นยำสูง ระบบการเคลื่อนไหว และชิ้นส่วนส่งกำลังที่มีประสิทธิภาพสูง โดยมีลูกค้าหลักคือหุ่นยนต์ Tesla Bot และจะผลิตป้อนให้ลูกค้ารายอื่นๆ ด้วย เช่น Apple, Samsung, Huawei โดยจะเป็นการผลิตนอกประเทศจีนเป็นครั้งแรก ทั้ง 5 บริษัท มีมูลค่าเงินลงทุนในเฟสแรกรวมกว่า 10,000 ล้านบาท จะจ้างงานบุคลากรไทยทักษะสูงรวมกว่า 1,000 คน และคาดว่าจะมีการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศไทยรวมกว่า 45,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีบริษัทชั้นนำรายอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างเตรียมการที่จะเข้ามาลงทุนเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้ นับเป็นโอกาสสำคัญที่จะสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมใหม่ในกลุ่มชิ้นส่วนหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศไทย

บริษัท Hangzhou Seenpin Electromechanical Transmission ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิต Planetary Roller Screw และ Robot Ball Screw ซึ่งเป็นชิ้นส่วนส่งกำลังความแม่นยำสูงในระบบขับเคลื่อนของหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ต้องรองรับแรงบิดสูง ความแม่นยำ และการทำงานต่อเนื่องของหุ่นยนต์ เงินลงทุน 2,120 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี

บริษัท Beite Technology ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิตชิ้นส่วนส่งกำลัง (Planetary Roller Screw) สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เงินลงทุน 1,670 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี และเพิ่งยื่นคำขอเพิ่มอีก1 โครงการ มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท เพื่อผลิต Robot Ball Screw ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของบีโอไอ

บริษัท Sanhua Intelligent Drives ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิตอุปกรณ์ข้อต่อควบคุมการเคลื่อนที่ (Actuator) สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญของหุ่นยนต์ที่เปรียบเสมือนกล้ามเนื้อ ทำหน้าที่แปลงพลังงานและสัญญาณควบคุมให้เป็นการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ในรูปแบบต่างๆ มีเงินลงทุน 1,800 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี โดยก่อนหน้านี้ บริษัทฯ ได้รับการส่งเสริมการลงทุนผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อป้อนให้กับ BYD, Volvo และ Tesla เงินลงทุนกว่า 3,200 ล้านบาทด้วย

บริษัท Tuopu Technology ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิตอุปกรณ์ข้อต่อควบคุมการเคลื่อนที่ (Actuator) สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ มีเงินลงทุน 930 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับการส่งเสริมโครงการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอีก 2 โครงการ มูลค่ากว่า 3,500 ล้านบาท

บริษัท Xusheng Group ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิต Robot Body/Joint/Bone Components ซึ่งเป็นชิ้นส่วนโครงร่างของหุ่นยนต์ ทำหน้าที่รองรับชิ้นส่วนอื่นๆ เช่น แขน ขา และข้อต่อ เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนไหวและทำงานได้ตามที่ออกแบบ โดยจะใช้วัสดุที่มีความแข็งแรง น้ำหนักเบา และทนต่อแรงสั่นสะเทือน เหมาะสำหรับหุ่นยนต์ที่ต้องการความแม่นยำ ความปลอดภัย และสมรรถนะสูง เงินลงทุน 2,700 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง

มจธ. จับมือ EV ALL ประเทศเกาหลีใต้ พัฒนา “EV Guard” นวัตกรรมแผ่นทำความสะอาดสำหรับหัวชาร์จรถ EV เพื่อความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าลัดวงจร และช่วยยืดอายุให้อุปกรณ์

ปัจจุบันการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกรุงศรีคาดว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย ปี 2569-2571อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยจะยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยยอดจดทะเบียนใหม่ของรถยนต์นั่ง BEV คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 125,000 คันต่อปี หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 3.8% (CAGR) 

เมื่อจำนวนผู้ใช้รถ EV เพิ่มขึ้น ความสำคัญของ จุดจ่ายไฟหรือสถานีชาร์จ ก็เพิ่มตามไปด้วย เนื่องจากหัวชาร์จและระบบแบตเตอรี่เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีความอ่อนไหวสูง หากขาดการดูแลรักษาที่เหมาะสม โดยเฉพาะในกรณีที่มีฝุ่น และความชื้นสะสม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ประกายไฟ หรือความเสียหายต่อระบบชาร์จได้

ผศ. ดร.ธิดารัตน์ บุญศรี อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ และหัวหน้ากลุ่มวิจัยวัสดุชีวภาพอัจฉริยะและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า จากปัญหาดังกล่าว ทีมวิจัยจึงได้พัฒนา EV Guard นวัตกรรมแผ่นทำความสะอาดสำหรับหัวชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน และลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าลัดวงจร และความชื้นสะสม EV Guard เป็นการต่อยอดจากผลงานวิจัยด้านวัสดุชีวภาพของทีม ได้แก่ แผ่นนุ่นทนไฟ แผ่นนุ่นซับคราบน้ำมัน และแผ่นนุ่นป้องกันไฟฟ้าสถิต โดยนำแผ่นนุ่นทั้งสามคุณสมบ้ติมาออกแบบเป็นแผ่นเช็ดทำความสะอาดแบบ 3 ชั้น วางซ้อนกันและเชื่อมติดกันด้วยกาวไบโอโพลิเมอร์ เพื่อให้เป็นแผ่นเดียวที่สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยกับหัวชาร์จรถ EV โดยเฉพาะ

ผศ. ดร.ธิดารัตน์ อธิบายเพิ่มเติมว่า หัวชาร์จและแบตเตอรี่รถ EV ต้องเผชิญกับฝุ่น น้ำ และความชื้นอยู่ตลอดเวลา แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่า ผู้ใช้งานจำนวนมากไม่ได้ทำความสะอาดหัวชาร์จเป็นประจำ ทั้งที่อุปกรณ์นี้ต้องอยู่ในสภาพ “แห้งและสะอาด” เพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร การเกิดประกายไฟ รวมถึงการกัดกร่อนและสนิม ซึ่งทำให้ระบบชาร์จขัดข้องและมีอายุการใช้งานสั้นลง

EV Guard จึงออกแบบให้ทำงานเป็นลำดับภายในแผ่นเดียว ชั้นที่หนึ่ง ช่วยลดประจุไฟฟ้าและลดความเสี่ยงจากสนามไฟฟ้า (ใช้นุ่นผสมเส้นใยไผ่ เพิ่มความแข็งแรง) ชั้นที่สอง ทำหน้าที่ดูดซับ และกักเก็บความชื้นไม่ให้ไหลย้อนกลับ (ใช้นุ่นล้วน) และชั้นที่สาม ช่วยลดไฟฟ้าสถิต ป้องกันไม่ให้ฝุ่นกลับมาเกาะซ้ำ โดยทุกชั้นยึดติดด้วยกาวไบโอโพลิเมอร์ ไม่ใช้สารเคมีอันตราย ไม่มีสารตกค้าง ใช้ซ้ำได้ และย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ 

นวัตกรรม EV Guard พัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มความปลอดภัยทั้งสำหรับผู้ใช้รถ EV ทั่วไป และผู้ดูแลระบบในสถานีชาร์จ สามารถใช้เช็ดทำความสะอาดหัวชาร์จที่อยู่ภายนอกตัวรถ เพื่อกำจัดฝุ่น น้ำ และความชื้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของไฟฟ้าลัดวงจร และช่วยลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าสถิตในระหว่างการใช้งาน 

ในอนาคต ทีมวิจัยมีแผนต่อยอด EV Guard ให้เป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยที่ทำหน้าที่เหมือน “ฉนวนป้องกันไฟฟ้า” เพื่อลดการถ่ายโอนประจุไฟฟ้าสู่ผู้ใช้ โดยเฉพาะในกรณีที่แบตเตอรี่ EV ซึ่งมักติดตั้งอยู่ใต้ท้องรถ ต้องเผชิญกับน้ำ และความชื้น รวมทั้งแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง (DC) สูงถึง 600 โวลต์ EV Guard จะช่วยดูดซับความชื้นได้ทันที และลดความเสี่ยงจากเหตุไม่คาดคิด เปรียบเหมือน “เกราะป้องกันที่มองเห็นได้” สำหรับอันตรายทางไฟฟ้าที่มองไม่เห็น

ผลงานวิจัยนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างนักวิจัย มจธ. กับ บริษัท EV ALL จากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่มีความเชี่ยวชาญตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่การผลิต การซ่อมบำรุง การดูแลจัดการแบตเตอรี่ สถานีชาร์จ ไปจนถึงการรีไซเคิลแบตเตอรี่ และกำลังขยายตลาดรถ EV ในประเทศไทย 

‘ดร.วรรณวิภางค์’ คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ชี้ เป็นหมุดหมายดี “กขค. - สคบ. - ETDA” ดันออกประกาศปลดล็อกผูกขาดบริษัทขนส่งใน “ธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล”

ผศ. ดร.วรรณวิภางค์ มานะโชติพงษ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การผลักดัน (ร่าง) ประกาศแนวทางพิจารณาพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมในธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล (E-Commerce) ที่ดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) โดยจะมีผลบังคับใช้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ ถือเป็นหมุดหมายที่ดีสำหรับวงการอีคอมเมิร์ซ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้จะทำให้เกิดความชัดเจนในพฤติกรรมหรือการกระทำที่ขัดต่อ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะที่มีขนาดเล็กและผู้ประกอบการรายใหม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ต้องออกไปจากตลาดเพราะถูกขัดขวางการแข่งขันตามกลไกตลาดที่ไม่เป็นธรรม

ผศ. ดร.วรรณวิภางค์ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่ากรอบการกำกับควบคุมธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลตามประกาศฯ มีความสมเหตุสมผล เช่น การห้ามแพลตฟอร์มออกแบบระบบที่บังคับให้ผู้ขายหรือผู้ซื้อใช้ผู้ให้บริการขนส่งรายเดียว หรือการตรวจสอบการตั้งราคาต่ำผิดปกติเพื่อกีดกันคู่แข่งรายเล็ก รวมถึงบทลงโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10% ของรายได้ในปีที่กระทำความผิดนั้น ก็นับเป็นตัวเลขที่สูงมากพอที่จะกำกับไม่ให้ธุรกิจมีการกระทำความผิดได้ แต่ก็ต้องระวังว่าอาจมีกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจไม่เข้าใจกฎระเบียบอย่างครบถ้วนแล้วกระทำผิดจนถูกปรับในอัตราที่สูงจนต้องออกจากตลาดไป ซึ่งคิดว่าในทางปฏิบัติ กขค. มีการพิจารณาถึงระดับความรุนแรงของการกระทำความผิด และพิจารณาโทษปรับให้ได้สัดส่วน ภายใต้กรอบที่ตั้งไว้คือไม่เกิน 10% ของรายได้รายปีในปีนั้นอยู่แล้ว

ผศ. ดร.วรรณวิภางค์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ โดยเฉพาะการที่แพลตฟอร์มต้องเปิดทางให้มีการแข่งขันด้านบริการโลจิสติกส์อย่างอิสระ ผู้ขายในแพลตฟอร์มดิจิทัลก็จะมีสิทธิเลือกผู้ให้บริการขนส่งที่จะเหมาะสมที่สุด ให้กลไกตลาดเป็นตัวกำหนดผู้ให้บริการขนส่ง ซึ่งจะเกิดความยืดหยุ่น ประหยัด และเกิดประโยชน์กับทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค

มากกว่าทัวร์นาเมนต์กีฬา!! ถอดรหัส LPGA ในไทย อีกหนึ่งเวทีโชว์ 'ซอฟต์พาวเวอร์' อีเวนต์ระดับโลกที่ได้ทั้งเม็ดเงิน พร้อมภาพลักษณ์ และความภูมิใจของคนในชาติ

ทำไมคนไทยต้องสนใจ LPGA ที่จัดในไทย? เพราะนี่ไม่ใช่แค่กีฬา แต่มันคือเวทีโชว์ศักยภาพประเทศ

เพราะนี่ไม่ใช่แค่ “ทัวร์นาเมนต์กีฬา” แต่มันคือเวทีโชว์ศักยภาพประเทศที่เชื่อม เศรษฐกิจ–ภาพลักษณ์–โอกาสเยาวชน และสะท้อน “อารมณ์ร่วมของสังคม” ได้แบบเนียนๆ โดยเฉพาะในช่วงที่ข่าวการเมืองทำให้คนไทยแตกเป็นหลายฝั่ง

รายการอย่าง Honda LPGA Thailand ที่จัดในไทย คืออีเวนต์ระดับโลกที่มีนักกอล์ฟหญิงแถวหน้ามารวมตัวกัน พร้อมมาตรฐานการจัดงานแบบสากล ซึ่งส่งผลไกลกว่าความสนุกในสนาม

1) มันคือ “ซอฟต์พาวเวอร์ที่จับต้องได้” ของไทย
บนเวทีระดับโลก ประเทศไม่ได้แข่งกันแค่การท่องเที่ยว แต่แข่งกันที่ “ความน่าเชื่อถือในการเป็นเจ้าภาพ”: ระบบสนาม การจัดการอีเวนต์ มาตรฐานผู้ชม สื่อ ถ่ายทอดสด โลจิสติกส์ ทั้งหมดคือการโชว์ระบบให้โลกเห็น
พูดแบบธุรกิจ: นี่คือการตลาดประเทศที่ไม่ต้องพูดเยอะ—ให้มาตรฐานงานเป็นคนพูดแทน

2) เงินไม่ได้อยู่แค่ในสนาม—แต่มันกระจายลงพื้นที่จริง
อีเวนต์ระดับโลกทำให้เม็ดเงินเกิดหลายชั้น: โรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง ทีมงานอีเวนต์ สปอนเซอร์ สื่อ และบริการรอบเมือง โดยเฉพาะเมืองเจ้าภาพที่ได้แรงกระเพื่อมตรงๆ
แม้เงินรางวัลไม่ใช่ “ตัวเลขเศรษฐกิจทั้งงาน” แต่มันบอกสเกลและความจริงจังของอีเวนต์ได้ดี และทำให้พื้นที่รอบสนาม “คึกคักจริง” ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์

3) เพราะไทยมี “ตัวท็อประดับโลก” ให้เชียร์จริง ไม่ใช่แค่เจ้าภาพ
ถ้าไม่มีฮีโร่ คนก็ดูยาก แต่กอล์ฟหญิงไทยมีเรื่องเล่าที่แข็งมาก ทั้งโปรระดับท็อปและความหนาแน่นของนักกอล์ฟไทยที่ทำผลงานดีในทัวร์
นี่ทำให้รายการที่จัดในบ้านเราไม่ใช่แค่งานรับแขกต่างชาติ แต่เป็น “เวทีเชียร์คนของเรา” ที่โลกก็หันมามอง

4) “กีฬา” คือพื้นที่ร่วมของสังคม ในวันที่การเมืองพาคนแบ่งข้าง
พูดให้แอบโยงการเมืองนิดๆ แบบไม่ต้องชี้ฝ่าย: ในช่วงที่ข่าวการเมืองทำให้คนไทยเถียงกันทุกวัน อีเวนต์กีฬาระดับโลกที่จัดในไทยทำหน้าที่เหมือน “พื้นที่กลาง” ที่คนเห็นต่างยังเชียร์ธงเดียวกันได้
นี่มีนัยเชิงสังคมมาก—เพราะประเทศที่คนยังมี “เรื่องดีร่วมกัน” จะรักษาพลังใจและความเชื่อมั่นร่วมได้ดีกว่า ประเทศที่เหลือแต่ประเด็นให้ด่ากัน

5) มันไม่ใช่แค่บันเทิง—แต่มีมิติ “คืนกำไรสังคม”
หลายรายการมีมิติการกุศลและกิจกรรมคืนกำไรสังคม ทำให้ภาพของอีเวนต์ไม่ใช่แค่มาแข่งแล้วกลับ แต่มีผลกับพื้นที่จริง ทั้งในมุมโรงพยาบาล ชุมชน หรือกิจกรรมเพื่อสังคมอื่นๆ

สรุปแบบตรงๆ
คนไทยควรสนใจ LPGA ที่จัดในไทย เพราะมันคือแพลตฟอร์มที่ทำให้
• ประเทศได้ภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือระดับโลก
• เมืองเจ้าภาพได้แรงกระเพื่อมเศรษฐกิจจากอีเวนต์มาตรฐานสูง
• เยาวชนได้แรงบันดาลใจจากนักกีฬาหญิงไทยระดับโลก
• สังคมได้ “เรื่องร่วม” ให้เชียร์ในวันที่เราเหนื่อยกับความขัดแย้ง

แหล่งอ้างอิง (ลิงก์สำหรับบรรณาธิการ):
- เว็บไซต์ทางการ Honda LPGA Thailand: https://www.hondalpgathailand.com/
- LPGA.com ข่าว/สรุปผลรายการ: https://www.lpga.com/
- Reuters (รายงานเกี่ยวกับนักกอล์ฟ/บรรยากาศรายการ): https://www.reuters.com/
- Bangkok Post (ข่าวกีฬา/อีเวนต์ในไทย): https://www.bangkokpost.com/

เศรษฐกิจสายมูหมื่นล้าน!! เมื่อ 'ความไม่แน่นอน' ของสังคม ผลักให้ 'ความหวัง' กลายเป็นสินค้าขายดี จากเครื่องรางสู่ 'ดิจิทัลโปรดักต์' ตลาดใหญ่ที่แบรนด์และรัฐไม่ควรมองข้าม

“สายมู” ไม่ใช่เรื่องงมงายอีกต่อไป—มันคือเศรษฐกิจ “ความหวัง” ที่สะท้อนการเมืองและสังคมไทยแบบเนียนๆ

ถ้าย้อนดูสังคมไทยช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราจะเห็น “ความไม่แน่นอน” กลายเป็นของประจำวัน—เศรษฐกิจผันผวน ข่าวสารถาโถม ความคาดหวังต่ออนาคตแกว่งไปมา และความเชื่อมั่นต่อระบบต่างๆ ไม่ได้แข็งแรงเท่าเดิม
ในบรรยากาศแบบนี้ “สายมู” จึงไม่ใช่แค่ความเชื่อส่วนบุคคล แต่กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ขายได้จริง ตั้งแต่ดูดวง ฮวงจุ้ย เครื่องราง วอลเปเปอร์มงคล ไปจนถึงทัวร์ไหว้พระสายศรัทธา—และที่สำคัญ มันกำลังทำหน้าที่คล้าย “ประกันใจ” ให้คนจำนวนมากในช่วงเวลาที่โลกจริงให้คำตอบไม่ได้

ตัวเลขที่ต้องรู้: ตลาดหมื่นล้าน แต่จดทะเบียนจริงแค่หลักร้อยราย
ฝั่ง “มูลค่าตลาด” ที่ถูกอ้างอิงบ่อย คือการประเมินว่าตลาดสินค้าและบริการสายมู (รวมดูดวง/ฮวงจุ้ย/พิธีกรรม ฯลฯ) มีมูลค่าราว 10–15 พันล้านบาท จากผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งถูกสรุปไว้โดย Krungsri Research
ขณะเดียวกัน “ท่องเที่ยวสายมู” ก็ถูกประเมินว่าแตะราว 15,000 ล้านบาทในปี 2023 และเพิ่มจาก 10,800 ล้านบาทในปี 2019 ตามการประเมินของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ถูกนำเสนอใน Bangkok Post
แต่ถ้ามองฝั่ง “นิติบุคคลจดทะเบียน” จะเห็นภาพอีกแบบ: ข้อมูลที่สรุปจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า ณ 31 พฤษภาคม 2568 ธุรกิจกลุ่มนี้ (ที่นับตามหมวดเฉพาะ) มีผู้ประกอบการดำเนินกิจการอยู่ 170 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 221.95 ล้านบาท
สาระสำคัญเชิงธุรกิจ: “ตลาดหมื่นล้าน” แต่ “จดทะเบียนเฉพาะหมวด” ยังหลักร้อย—แปลว่าเงินจริงจำนวนมากไหลอยู่ในหมวดอื่น ๆ (ค้าปลีก ออนไลน์ คอนเทนต์ ท่องเที่ยว บริการบุคคล ฯลฯ) และมีเศรษฐกิจนอกระบบ/กึ่งระบบอยู่พอสมควร

ทำไม “สายมู” โตจริงในยุคนี้
1) มันคือสินค้าที่ขาย “ความแน่นอน” ในยุคที่คนไม่แน่ใจอะไร
ในโลกที่ค่าครองชีพ ความเสี่ยงงาน และข่าวการเมืองเปลี่ยนเร็ว “คำตอบแบบเร็ว” และ “พิธีกรรมที่ทำแล้วรู้สึกคุมเกมได้” กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่า นี่คือมุมที่โยงการเมืองและสังคมแบบเนียนๆ: เมื่อความมั่นใจต่ออนาคตสั่น—ตลาดที่ขายความอุ่นใจก็โต
2) ดิจิทัลทำให้มู “สินค้าแพ็กได้” และขายซ้ำได้
ยุคก่อน “มู” ต้องไปหาครู/สำนัก แต่วันนี้กลายเป็นดิจิทัลโปรดักต์ได้ทันที (วอลเปเปอร์มงคล เบอร์มงคล คอนเทนต์ดูดวงรายเดือน ไลฟ์ขายเครื่องราง) ผลคือ “สเกล” เกิดเร็ว และผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาง่าย
3) ท่องเที่ยวสายศรัทธา = โมเดลเงินหมุนเวียนที่รัฐก็เล่นเกมนี้
ตัวเลขท่องเที่ยวสายมูที่ถูกประเมินระดับหมื่นล้าน ทำให้มันถูกวางเป็นหนึ่งในหมวด soft power เชิงท่องเที่ยวได้โดยธรรมชาติ พูดแบบการเมือง: เมื่อรัฐอยากกระตุ้นเศรษฐกิจเร็ว “กิจกรรมที่คนพร้อมจ่ายอยู่แล้ว” มักถูกผลักขึ้นมาเป็นแคมเปญได้ไม่ยาก

โอกาสธุรกิจ: เงินหมื่นล้านไม่ได้อยู่แค่ “เครื่องราง”
ถ้าคิดแบบนักธุรกิจ “สายมู” เป็นอุตสาหกรรม O2O ที่แตกแขนงได้หลายรายได้
1) Content → Community → Commerce: เริ่มจากคอนเทนต์ (ดวง/ฮวงจุ้ย/พิธีกรรม) ไปสู่คอมมูนิตี้ ก่อนต่อยอดขายสินค้า/บริการ
2) Subscription & Retainer: แพ็กเกจดูแลรายเดือน (ดูฤกษ์ ตั้งชื่อ วิเคราะห์บ้าน/ออฟฟิศ) รายได้สม่ำเสมอกว่าขายเป็นชิ้น
3) Tour Package + Local Economy: ทัวร์สายศรัทธาไม่ใช่แค่พาไหว้พระ แต่คือการออกแบบ “ประสบการณ์” ให้คนรู้สึกคุ้มค่า—และกระจายรายได้ถึงพื้นที่
4) B2B: Muketing / Spiritual Branding: แบรนด์จำนวนมาก “แอบ” ใช้องค์ประกอบมูในแคมเปญ (สีมงคล วันเปิดตัว ฤกษ์โปรฯ) เพราะมันทำงานกับอารมณ์ผู้บริโภคได้จริง

ความเสี่ยงที่ต้องพูดตรงๆ: ถ้าปล่อยให้ “ตลาดความหวัง” ไร้มาตรฐาน จะกลายเป็นกับดักสังคม
นี่คือจุดที่โยงการเมืองและสังคมแบบชัดขึ้นเล็กน้อย: ถ้าคนจำนวนมากต้อง “ซื้อความมั่นใจ” แทนการเข้าถึงโอกาส/สวัสดิการ/ความยุติธรรม นั่นสะท้อนว่าโครงสร้างความมั่นคงในชีวิตยังมีช่องโหว่
ธุรกิจสายมูที่โตเร็วในโลกออนไลน์ เสี่ยงต่อการหลอกลวง/เคลมเกินจริง/เอาเปรียบคนเปราะบางได้ง่าย และหากภาครัฐจะใช้เป็น soft power หรือเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ควรมีมาตรฐานขั้นต่ำด้านการโฆษณาและคุ้มครองผู้บริโภค ไม่ให้กลายเป็นการดันอุตสาหกรรมที่ทำร้ายคนของตัวเอง

บทสรุปแบบ TST
“สายมู” ไม่ได้ชนะเพราะคนไทยงมงายขึ้น แต่ชนะเพราะมันตอบสนองความไม่แน่นอนได้ไว และแปลงความเชื่อให้เป็นสินค้าที่ซื้อซ้ำได้
ตัวเลขตลาดระดับ 10–15 พันล้านบาท และท่องเที่ยวสายมูแตะราว 15,000 ล้านบาทในปี 2023 บอกชัดว่า นี่คือธุรกิจจริง ไม่ใช่เรื่องเล่าเล่นๆ
และที่แสบแบบเนียนๆ คือ: ยิ่งสังคมรู้สึกว่าอนาคต “เดาไม่ได้” เท่าไร ตลาดที่ขาย “คำตอบ” ก็ยิ่งโตเท่านั้น

พาดหัวสำรอง (เลือกใช้ได้)
1) สายมูหมื่นล้าน: เมื่อ “ความหวัง” กลายเป็นสินค้า—และสะท้อนวิกฤตความมั่นใจของสังคมไทย
2) ตลาดมูโตเพราะคนไทยงมงายขึ้น? หรือเพราะอนาคตมันไม่ชัดพอให้คนวางใจ
3) ทัวร์สายมู–วอลเปเปอร์มงคล–ดูดวงรายเดือน: เศรษฐกิจศรัทธาที่รัฐและแบรนด์กำลังเล่นเกมเดียวกัน

แหล่งอ้างอิง (ลิงก์สำหรับบรรณาธิการ):
- Krungsri Research: Mutelu / Spiritual economy overview (อ้างอิงผลสำรวจ UTCC): https://www.krungsri.com/en/research/research-intelligence/muteluh-2024
- Bangkok Post: Faith travel remains evergreen (ตัวเลข 2019/2023): https://www.bangkokpost.com/business/general/2728262/faith-travel-remains-evergreen
- PostToday (อ้างอิง DBD): สถิติธุรกิจโหราศาสตร์/ความเชื่อ ณ 31 พ.ค. 2568: https://www.posttoday.com/smart-sme/725997
- Frontiers in Communication (งานวิจัยเกี่ยวกับ Muketing/ความเชื่อกับการตลาด): https://www.frontiersin.org/journals/communication/articles/10.3389/fcomm.2025.1662524/full

สมรภูมิ Robotics โลก!! แต้มต่อของไทยไม่ใช่แข่งจีนผลิตแขนกล แต่คือการปั้นคลัสเตอร์สำคัญ "ประกอบ-ทดสอบ-วางระบบ" ผลักดันไทยสู่ “ศูนย์กลางหุ่นยนต์อาเซียน"

“โรงงานหุ่นยนต์ของโลก” ไทยไปไกลได้แค่ไหน? คำตอบอาจไม่ใช่เบอร์ 1 แต่เป็น “ฮับที่โลกต้องพึ่ง”
.
ถ้าถามว่า ไทย จะเป็น “ศูนย์การผลิตหุ่นยนต์แห่งโลก” ได้ไหม—คำตอบแบบไม่อ้อมค้อมคือ ยากมากถ้าหมายถึงการขึ้นแท่นเบอร์ 1 ของโลกในเชิงปริมาณ แต่ถ้าปรับกรอบใหม่ให้เฉียบกว่า: ไทยมีโอกาสสูงมากที่จะเป็น “ศูนย์กลางหุ่นยนต์ของอาเซียน” และเป็นฐานผลิต/ประกอบ/ทดสอบ/คัสตอมโซลูชันหุ่นยนต์ที่โลกต้องใช้จริง
นี่ไม่ใช่การปลอบใจตัวเอง แต่เป็นการอ่านเกมอุตสาหกรรมที่ “กระจุกตัว” และต้องชนะด้วย “ระบบนิเวศ” มากกว่าคำขวัญ
.
โลกกำลังเร่งติดหุ่นยนต์…แต่เกมนี้กระจุกตัวสุดๆ
ข้อมูลจาก International Federation of Robotics ระบุว่า ปี 2024 มีการติดตั้งหุ่นยนต์อุตสาหกรรมทั่วโลกประมาณ 542,000 ตัว และเกิดขึ้นในเอเชียมากถึง 74% ของการติดตั้งใหม่ทั้งหมด
และที่ชัดกว่านั้นคือ “ศูนย์กลางอำนาจ” ในหุ่นยนต์อุตสาหกรรมยังเกาะกลุ่มแน่น—จีน ประเทศเดียวกินสัดส่วนราว 54% ของการติดตั้งหุ่นยนต์ใหม่ทั่วโลกในปี 2024
พูดให้ตรง: ถ้าจะแข่งแบบ “จำนวนการผลิตระดับโลก” คุณกำลังลงสนามที่เจ้าถิ่นถือไพ่เหนือกว่า ทั้งสเกลโรงงาน ซัพพลายเชนชิ้นส่วนหลัก และทรัพย์สินทางปัญญา (IP)
.
แต้มต่อของไทย: เราเป็น “ฐานโรงงานจริง” ที่มีดีมานด์ และมีพื้นที่ยุทธศาสตร์พร้อม
จุดแข็งของไทยไม่ใช่การฝันว่าจะสร้างแบรนด์แขนกลไปชนเจ้าโลกทันที แต่คือการเป็นฐานอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ระบบอัตโนมัติจริง โดยเฉพาะยานยนต์และชิ้นส่วน
ปี 2024 ไทยผลิตรถยนต์รวมประมาณ 1.47 ล้านคัน (ทั้งในประเทศและส่งออก) ซึ่งสะท้อนฐานการผลิตและเครือข่ายโรงงานที่ใหญ่มากพอจะเป็น “ตลาดทดสอบ–ตลาดใช้งาน” ของหุ่นยนต์และระบบออโตเมชันได้
ขณะเดียวกัน ไทยมีพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่าง EEC (Eastern Economic Corridor) ที่ผลักดัน use case ด้านเทคโนโลยีร่วมกับชุมชนหุ่นยนต์/ออโตเมชันในประเทศอย่างชัดเจน
และ “เครื่องมือรัฐ” ก็เริ่มวางแรงจูงใจไว้แล้ว ผ่าน BOI (Board of Investment Thailand) ที่มีมาตรการสนับสนุนการลงทุนระบบออโตเมชัน/หุ่นยนต์ เช่น ยกเว้นภาษีนิติบุคคล 3 ปี ตามเงื่อนไขในคู่มือส่งเสริมการลงทุน
สรุปคือ ไทยมี 3 อย่างที่สำคัญ: ตลาดใช้งานจริง + พื้นที่ยุทธศาสตร์ + แรงจูงใจการลงทุน สิ่งที่เหลือคือ “ต่อให้ติด” เป็น ecosystem การผลิตให้ครบ
.
ปมที่ทำให้ไทย “ยังไม่ใช่โรงงานหุ่นยนต์ของโลก”
1) เราเก่งการใช้งาน/ติดตั้ง แต่ยังไม่หนาพอใน “ชิ้นส่วนหัวใจ”
หุ่นยนต์อุตสาหกรรมไม่ได้แข่งกันที่การประกอบเหล็กเป็นแขนกล แต่แข่งกันที่หัวใจอย่าง เซอร์โวไดรฟ์, มอเตอร์, รีดิวเซอร์, คอนโทรลเลอร์, เซนเซอร์, ซอฟต์แวร์ควบคุม และมาตรฐานความปลอดภัย ประเทศผู้นำถือห่วงโซ่นี้แน่นมาก
2) ไทยมี SI โตได้อีกมาก—แต่ต้องทำให้ “ส่งออกบริการ” ได้จริง
โลกหุ่นยนต์ไม่ได้ขาดแค่เครื่อง แต่ขาด “คนทำให้มันทำงานได้กับโรงงานจริง” นี่คือสนามของ system integrator (SI) และโซลูชันสมาร์ตแฟคทอรี ไทยมีผู้เล่นต่างชาติทำตลาดและถ่ายทอดเทคโนโลยีในประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสในการยกระดับเครือข่าย SI ให้แข็งและขยายสู่ภูมิภาค
3) เกมสิทธิประโยชน์ “ภาษีอย่างเดียว” อาจไม่พอในยุคใหม่
ต่อให้มีแรงจูงใจ แต่การแข่งขันดึงฐานการผลิตวันนี้ชนะกันที่ คน (ทักษะ), ซัพพลายเชน, ความเร็ว, คุณภาพ, มาตรฐาน ไม่ใช่แค่ภาษี ดังนั้นถ้าไทยอยากชนะ ต้อง “สร้างความได้เปรียบที่ยืนระยะ” มากกว่าการแจกโปรโมชั่น
.
คำตอบที่คมที่สุด: ไทยควรตั้งเป้าเป็น “ฮับหุ่นยนต์อาเซียน” ด้วย 3 สนามนี้
สนามที่ 1: ศูนย์กลาง System Integration + Retrofit โรงงาน
ทำให้ไทยเป็นที่ที่โรงงานทั้งอาเซียน “มาหาคนทำไลน์ออโตเมชัน” ตั้งแต่ประเมินหน้างาน ออกแบบไลน์ ติดตั้ง เทรนคน ไปจนถึงซ่อมบำรุง ข้อดีคือใช้จุดแข็งฐานอุตสาหกรรมเดิมของไทยได้ทันที และต่อยอดรายได้แบบบริการ/โปรเจกต์ได้เร็ว
สนามที่ 2: ฐานประกอบ–ทดสอบ–คัสตอม เพื่อส่งออกภูมิภาค
ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากผลิตทุกชิ้นเอง แต่เริ่มจาก final assembly, testing, calibration, end-effector และ application-specific package ให้แข็ง ไทยทำได้ดีในงานผลิตชิ้นส่วนโลหะ โครงสร้าง ตู้คอนโทรล สายไฟ ฟิกซ์เจอร์ และงานคัสตอมหน้างาน—ถ้าจัดคลัสเตอร์ให้จริง จะกลายเป็นฐานส่งออกโซลูชัน
สนามที่ 3: สร้าง “แชมป์เฉพาะทาง” ในหุ่นยนต์บริการ/อาหาร/เกษตร/สุขภาพ
ถ้าจะมีโอกาสสร้างแบรนด์ไทยให้ดังระดับโลก ทางลัดไม่ใช่ไปชนตลาดแขนกลมาตรฐานที่เดือดสุด แต่คือหุ่นยนต์ที่ผูกกับจุดแข็งประเทศและ pain point หน้างาน ใครแก้ปัญหาได้จริงก่อน คนนั้นชนะ—even ถ้าสเกลยังไม่เท่ามหาอำนาจ
.
4 เงื่อนไขที่ไทยต้อง “กล้าทำจริง” ถ้าอยากให้โลกย้ายฐานหุ่นยนต์มาที่นี่
1) ปั้นกำลังคนเมคคาทรอนิกส์/คอนโทรล/ซอฟต์แวร์อุตสาหกรรมแบบเร่งด่วน ให้ทำงานได้จริง ไม่ใช่แค่จบใบปริญญา
2) ตั้งศูนย์ทดสอบ–รับรองมาตรฐาน (testing/certification) ให้การประกอบ/คัสตอมในไทย “เชื่อถือได้ระดับสากล”
3) ดึงผู้ผลิตรายใหญ่ให้มาตั้งฐานประกอบ/ทดสอบ/อะไหล่ แล้วผูกกับการพัฒนา local supplier ให้เกิดจริง
4) ทำให้ตลาดในประเทศเป็นสนามทดลอง ผ่านโครงการ retrofit โรงงาน/SME automation เพื่อให้เกิดเคสจริงจำนวนมากและเร็ว
.
บทสรุป: ไทยอาจไม่ใช่ “โรงงานหุ่นยนต์ของโลก” แบบเบอร์ 1 แต่เป็น “จุดยุทธศาสตร์ของภูมิภาค” ได้
โลกกำลังเร่งใช้หุ่นยนต์ และการติดตั้งกระจุกตัวหนักในเอเชีย โดยเฉพาะจีน ดังนั้นการตั้งเป้าแบบฉลาดของไทยคือไม่ใช่ฝืนแข่งเกมปริมาณ แต่ต้องชนะเกม “ระบบนิเวศ” ให้เป็นศูนย์กลางโซลูชัน ห่วงโซ่ประกอบ–ทดสอบ–คัสตอม และการติดตั้งระดับอาเซียน
ถ้าวันหนึ่งนักลงทุนคิดเรื่องหุ่นยนต์แล้วนึกถึงไทยเป็น “ที่ที่ทำให้โรงงานทั้งภูมิภาคเดินได้เร็วขึ้น” —วันนั้นไทยก็เป็นศูนย์กลางในแบบที่มีเงินไหลเข้า มีคนทำงานจริง และมีอำนาจต่อรองจริง ไม่ต้องรอคำว่า “เบอร์ 1 ของโลก” ให้ใครอนุมัติ.
.
แหล่งอ้างอิง (สำหรับบรรณาธิการ):
- International Federation of Robotics (IFR): https://ifr.org/
- Thailand Auto Industry (Facts & Figures 2024): https://data.thaiauto.or.th/
- EEC Fact Sheet 2023: https://image.mfa.go.th/
- BOI A Guide 2025: https://osos.boi.go.th/

ช้อปออนไลน์ยังทำพิษ!! ETDA เผย Gen Y-X โดนหลอกเยอะสุด ยอดร้องเรียนปี 68 เพิ่ม 10% พุ่งทะลุ 3.9 หมื่นเรื่อง เล็งงัดกฎหมาย DPS คุมเข้มแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมจัดระเบียบแอปรถรับจ้างคิดราคาไม่เป็นธรรม

ETDA เผยปี 68 ร้องเรียนออนไลน์ทะลุ 3.9 หมื่นเรื่อง โต 10.62% ซื้อขายออนไลน์นำโด่ง Gen Y-X เหยื่อหลักแซงสูงวัย งัดกฎหมาย DPS อุดรูรั่วแพลตฟอร์ม สกัดสแกมเมอร์ 

เมื่อวันที่ 25 ก.พ.69 ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA เปิดเผยว่า จากสถิติรับเรื่องร้องเรียนปัญหาออนไลน์ของ ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ หรือ 1212 ETDA รอบปี 2568 (เดือน ม.ค.-ธ.ค.) พบ ปัญหาเรื่องร้องเรียนออนไลน์ ทั้งหมด 39,112 เรื่อง เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ถึง 3,754 เรื่อง (ปี 2567 มี 35,358 เรื่อง) เพิ่มขึ้นกว่า 10.62% และลดลงจากปี 2566 ที่พบสูงถึง 45,181 เรื่อง แม้ตัวเลขในแต่ละปีจะมีการปรับลดหรือเพิ่มแตกต่างกัน แต่ปัญหาการซื้อขายออนไลน์ยังคงเป็นปัญหาที่มีการร้องเรียนสูงสุด ครองแชมป์ 3 ปีซ้อน สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีแนวโน้มพึ่งพาแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นช่องทางหลักในการซื้อสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาตามมา เช่น การไม่ได้รับสินค้า สินค้าไม่ตรงตาม ได้รับสินค้าไม่ตรงตามข้อตกลง ทำให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายและร้องเรียนในประเด็นนี้เป็นจำนวนมาก

โดยปี 2568 ปัญหาร้องเรียนที่พบมากสุด 5 อันดับแรก คือ ปัญหาซื้อขายออนไลน์ พบ 14,238 เรื่อง หรือราว 36.40% ของปัญหาทั้งหมด รองลงมาคือ ปัญหาเว็บไซต์ผิดกฎหมาย 12,793 เรื่อง 32.71%, ปัญหาอื่นๆ หรือสอบถามข้อสงสัย 3,506 เรื่อง 8.96%, ปัญหาด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 2,407 เรื่อง 6.15% และ ปัญหาด้านการประกอบธุรกิจอย่างไม่เป็นธรรม 2,203 เรื่อง 5.63% เป็นต้น

เมื่อวิเคราะห์เชิงลึกระหว่างปี 2567-2568 จากการให้บริการรับเรื่องปัญหาการให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล พบว่า มีเรื่องร้องเรียนเพิ่มขึ้นทั้งหมด 2,827 เรื่อง โดยปัญหาจากบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่พบมากสุด ได้แก่ 1.การประกอบธุรกิจอย่างไม่เป็นธรรมบนแพลตฟอร์ม เช่น การกำหนดเงื่อนไขทางการค้า ค่าธรรมเนียม นโยบาย ที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบธุรกิจมากกว่าผู้ใช้บริการ หรือปิดบัญชีผู้ใช้งานโดยไม่แจ้งเหตุผล การไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหาย 2.ปัญหาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม การสร้างบัญชีปลอม และการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล และ 3.ปัญหาการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน ที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2567 ทั้งกรณีเรียกเก็บค่าบริการไม่เป็นธรรม ราคาที่แสดงไม่ตรงกับยอดที่จ่ายจริง การยกเลิกรถโดยไม่แจ้งล่วงหน้าและการให้บริการที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข

เมื่อจำแนกกลุ่มผู้ร้องเรียนตามช่วงวัยในช่วงปี 2566-2568 พบว่า กลุ่มวัยทำงานเป็นกลุ่มที่ถูกหลอก ตกเป็นเหยื่อมากที่สุด โดยกลุ่ม Gen Y (อายุ 29-44 ปี) มีสัดส่วนถูกหลอกสูงสุด 41.91% รองลงมาคือ Gen X (อายุ 45-60 ปี) 29.94% รวมกันคิดเป็น 71.85% ของจำนวนผู้ร้องเรียนทั้งหมด ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุ (Baby Boomer) มีสัดส่วน 10.64% Gen Z (16-28 ปี) คิดเป็น 17.28% และ Gen Alpha (12-15 ปี) คิดเป็น 0.23% โดยพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้ กลุ่มวัยทำงานตกเป็นเหยื่อถูกหลอกมากที่สุด คือ 1.พฤติกรรมชอปออนไลน์ ทำธุรกรรมออนไลน์เป็นประจำ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ทำให้มีจุดเสี่ยง และโอกาสเกิดปัญหาจากการซื้อขายออนไลน์มากกว่ากลุ่มอื่น 2.มักเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว แชร์ภาพ ไลฟ์สไตล์ กิจกรรมของตนเองอย่างต่อเนื่อง ทำให้ข้อมูลถูกเก็บ นำไปใช้ต่อ หรือถูกแอบอ้างได้ง่าย เพิ่มความเสี่ยงทั้งการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลและการหลอกลวง 3.มั่นใจในเทคโนโลยีสูงจนชะล่าใจ แม้ทักษะดิจิทัลดี แต่ความคุ้นชินและความมั่นใจทำให้ไม่ตรวจสอบให้รอบ เช่น เงื่อนไขความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยของบัญชี หรือความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล จึงตกเป็นเป้าหมายของภัยออนไลน์มากกว่ากลุ่มอื่นๆ และมีแนวโน้มครองแชมป์ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569

ทั้งนี้ ปัญหาภัยออนไลน์ กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ เนียนขึ้น เร็วขึ้น และทำให้ผู้บริโภคเสียหายได้ทันที โดยรูปแบบการหลอกที่ต้องจับตาและเฝ้าระวังในปีนี้ คือ 1) หลอกให้จ่ายเงินก่อนรู้ความจริง และทำให้การขอคืนเงินเป็นเรื่องยาก เช่น พัสดุแบบ COD ที่ไม่ได้สั่งแต่เก็บเงินปลายทาง พอจ่ายกลับได้ของไม่ตรงปก, การหลอกให้ โอนเงินเข้าเว็บพนัน หรือ ลงทุน หรือ การโอนจองสินค้า-ที่พักล่วงหน้า ที่มักเร่งให้จ่าย ก่อนตรวจสอบ และเมื่อเกิดปัญหาติดต่อไม่ได้ ถอนเงินไม่ได้ และขอคืนยาก ทำให้ความเสียหายเกิดเร็วและติดตามยาก 2) สร้างความน่าเชื่อถือปลอม ด้วยคอนเทนต์ ตัวตน หรือ รีวิวที่ดูเหมือนจริง เช่น ภาพ วิดีโอ รีวิวปลอม รวมถึงการแอบอ้างคนดัง อินฟลูเอนเซอร์ แบรนด์ โรงแรมที่พัก เพื่อทำให้ผู้บริโภคเชื่อใจเร็วขึ้น และดูเหมือนของจริงมาก จนผู้ใช้แยกแยะยาก โดยเฉพาะเมื่อเสนอราคาถูกผิดปกติ มีคำยืนยันหรือรีวิวจำนวนมาก 3) ความไม่เป็นธรรมของบริการบนแพลตฟอร์มที่กระทบผู้บริโภคโดยตรง ที่เป็นปัญหาเชิงระบบบริการ เช่น การเรียกรถผ่านแอปที่ราคาไม่ตรงตามแจ้ง ไม่เป็นธรรม ผู้ใช้จ่ายสูงกว่าที่แสดงและเกิดความสับสนในการตรวจสอบค่าใช้จ่าย เป็นต้น

"จากสถานการณ์ปัญหาแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ETDA ภายใต้การดำเนินงานของ ศูนย์ 1212 ETDA สามารถแก้ไขเรื่องร้องเรียนได้แล้วเสร็จถึง 99.78% สะท้อนประสิทธิภาพในการประสานงานและติดตามผลอย่างใกล้ชิด โดยปี 2569 ETDA ไม่เพียงเร่งขับเคลื่อนสร้างภูมิคุ้มกันภัยออนไลน์ให้คนไทยครอบคลุมทุกภูมิภาครู้เท่าทันอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมุ่งยกระดับกลไกร่วมกำกับ ดูแลเชิงระบบภายใต้กฎหมาย DPS (Digital Platform Services) ด้วยแนวทาง Risk-based Approach ให้แพลตฟอร์มทำหน้าที่เป็นหน้าด่าน จัดการความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ทั้งในมิติมาตรฐานสินค้าและบริการ ผ่านประกาศ Online Marketplace ที่กำหนดให้มีระบบ Notice & Take Down คัดกรองสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน

พร้อมขยายแนวทางสู่ Social Commerce รวมถึงแพลตฟอร์ม Ride Sharing มุ่งให้แพลตฟอร์มตรวจสอบสถานะรถและผู้ขับให้ถูกต้องก่อนให้บริการ เพื่อยกระดับความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของผู้โดยสาร ควบคู่กับการศึกษาโครงสร้างค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม e-Commerce เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและการแข่งขันที่เป็นธรรม พร้อมขับเคลื่อนแคมเปญ DPS Trust Every Click ปีที่ 2 เปิดพื้นที่ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับ แพลตฟอร์ม และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมออกแบบกลไกกำกับดูแลไปพร้อมกัน สู่การสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่โปร่งใส ปลอดภัย และเติบโตอย่างยั่งยืน" ดร.ชัยชนะ กล่าว

ที่มา : https://mgronline.com/cyberbiz/detail/9690000018912?fbclid=IwdGRjcAQLZy1leHRuA2FlbQIxMQBzcnRjBmFwcF9pZAo2NjI4NTY4Mzc5AAEeCH1uW-QNVXEf64FRCOsiG8dOV1yXi68zaJaPvIz873Od_T4BCHocpoRyWek_aem_BXxHAKoD_njxnvVC4cMwUw


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top