Thursday, 4 June 2026
เชียงใหม่

เชียงใหม่-ประกวดรอบชิงชนะเลิศ MISS GRANG LAMPANG 2026 'Grand Luminary: Queen of the Future'

ค่ำคืนแห่งตำนาน 'GRAND LUMINARY : QUEEN OF THE FUTURE' ประกาศศักดาเวที Miss Grand Lampang 2026 สู่การค้นหาราชินีแห่งอนาคต “ออมเล็ต” สิริยากร ธีรทองดี ผู้ครองมงกุฎแห่งความงาม พลัง และความสามารถอย่างสง่างาม เส้นทางสู่ “ราชินีแห่งอนาคต”  ที่จะเปล่งประกายในทุกมิติแห่งความงาม 

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 กลุ่มบริษัท ไฮไลฟ์ (Hylife Group) ผู้ดำเนินธุรกิจด้านธุรกิจและนวัตกรรมในฐานะผู้อำนวยการจัดประกวด Miss Grand Lampang 2026 เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ของวงการนางงาม กับค่ำคืนการประกวดรอบชิงชนะเลิศ MISS GRANG LAMPANG 2026 "Grand Luminary: Queen of the Future" ณ เชียงใหม่ฮอลล์ เซ็นทรัลเชียงใหม่ แอร์พอร์ต 

ค่ำคืนนี้คือการรวมพลังของ 16 สาวงามผู้เข้าประกวด ที่จะขึ้นประชันความงาม ความสามารถ และปฏิภาณไหวพริบ เพื่อคว้าตำแหน่ง "Miss Grand Lampang 2026" และเป็นตัวแทนจังหวัดลำปางก้าวสู่เวที Miss Grand Thailand 2026 อย่างสง่างาม

โดยการมอบรางวัลได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารนำทีมโดย คุณธนุช อาร์. นาเออร์ (Mr. Dhanush R. Nair) Co-Group CEO, HYLIFE GROUP คุณวัชราภรณ์ ลิน กรรมการบริหาร, HYLIFE GROUP คุณพิพัฒน์ กันทะรันต์ ที่ปรึกษาการประกวด นอกจากนี้ ภายในงานได้ยังรับเกียรติจากแขกผู้มีชื่อเสียงและเหล่าคนดังในวงการบันเทิง อาทิ คุณณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ประเทศฟิลิปปินส์ คุณเอ็มมา ทิกเลา (Emma Tiglao) ผู้ชนะเลิศ Miss Grand International 2025 ประเทศไทย คุณกชเบล ศรัณย์รัชต์ เผือกพิพัฒน์ รองชนะเลิศอันดับ 1 Miss Grand International 2025 ประเทศเวเนซุเอลา คุณนาริมาน บัตติคา (Nariman Battikha) รองชนะเลิศอันดับ 1 Miss Grand International 2025 คุณ "แจน" ณัฏฐ์ฑินี ธนัตพรภิญโญ Miss Grand Lampang 2025 และรองอันดับ 2 Miss Grand Thailand 2025 คุณคิม กู๊ดเบิร์น (Kim Goodburn) Mister International 2023 

การประกวดในปีนี้ “ออมเล็ต” สิริยากร ธีรทองดี ผู้ครองมงกุฎแห่งความงาม พลัง และความสามารถอย่างสง่างาม เส้นทางสู่ “ราชินีแห่งอนาคต”  MISS GRAND LAMPANG 2026 

ได้รับการสนับสนุนโดย กลุ่มบริษัท  ไฮไลฟ์ ซึ่งมุ่งมั่นส่งเสริมศักยภาพของผู้หญิงในยุคดิจิทัลให้สามารถยืนหยัดอย่างสง่างามบนเส้นทางแห่งความฝัน พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ 

เชียงใหม่- ททท. เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนือ ปี 2569  “Season of North 2026 : สุขทันที...ฤดูนี้ฤดูเหนือ” 

ททท. จัดงานเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนือ ปี 2569 ชู “Season of North 2026 : สุขทันที...ฤดูนี้ฤดูเหนือ” เที่ยวเหนือได้ทั้งปี หวังดันรายได้ 178 ล้านบาท

เมื่อวานนี้ (24 ต.ค. 68) นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และนายขจรเดช อภิชาตตรากุล ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ ททท. ร่วมงาน “เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนือ ประจำปี 2569” ณ ร้านอาหาร Le Coq d'Or Restaurant อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมจับมือพันธมิตร 17 จังหวัดภาคเหนือ สร้างเครือข่ายในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หวังกระตุ้นการเดินทางภาคเหนือช่วง High Season และขยายฐานนักท่องเที่ยวช่วงนอกฤดูกาล ดันตัวเลขนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 25 ล้านคน สร้างรายได้สะพัดไม่ต่ำกว่า 178 ล้านบาท

นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่มีความพร้อมและยินดีเป็นอย่างยิ่งในการต้อนรับนักท่องเที่ยวในการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนือ ประจำปี 2569 โดยปีนี้จังหวัดเชียงใหม่ได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน ส่งเสริมการท่องเที่ยวภายใต้แนวคิด "Value is the New Volume" พัฒนาเชียงใหม่ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพระดับนานาชาติ กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและฟื้นฟูเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมส่งเสริมเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเมืองเชียงใหม่ผ่านการท่องเที่ยวด้วย “โครงการ 12 เดือน 12 เทศกาล จังหวัดเชียงใหม่เที่ยวได้ทั้ง 365 วัน" เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี 

นอกจากนี้ ยังมุ่งยกระดับการท่องเที่ยวด้วยการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของผู้ประกอบการ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมท้องถิ่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ความงาม และบริการทางการแพทย์ การท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการจัดการสิ่งแวดล้อมให้มีคุณภาพ ตั้งเป้ายกระดับเชียงใหม่สู่ "เมืองแห่งชีวิต สุขภาพ และเทศกาล" และผลักดันให้เป็น "The Best Destination" เพื่อให้เชียงใหม่เป็นจุดหมายปลายทางที่ "ทรงคุณค่า" อย่างแท้จริง

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. เปิดเผยว่า ปี 2569 ททท. เตรียมดำเนินการส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคภาคเหนือ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน ในพื้นที่ 17 จังหวัด เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่น่าจดจำและบอกต่อ (Grand Moment) จากการเดินทางท่องเที่ยวภาคเหนือในแต่ละฤดู และเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวตลอดทั้งปี (Year-round Destination) 

ผ่านแนวคิด Season of North 2026 : สุขทันที...ฤดูนี้ฤดูเหนือ ชวนเที่ยวภาคเหนือในทุกฤดู ภายใต้ 3 ทิศทางหลัก ได้แก่ 1. ฤดูแห่งการให้รางวัลแก่ชีวิต (หลังจากที่ทำงานตลอดทั้งปี)กระตุ้นค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวภาคเหนือและขยายฐานตลาดเฉพาะกลุ่ม 2. ฤดูแห่งการเฉลิมฉลอง ความสุข สนุกสนาน และการฮีลใจ พักผ่อน/ผ่อนคลาย ค้นหาตัวเอง กระตุ้นความถี่ในการเดินทางช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนือ และ 3. ฤดูแห่งการแบ่งปัน บอกเล่าเรื่องราวของความเป็นเหนือ (Northern Stories) 

กระตุ้นการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวสู่พื้นที่เมืองน่าเที่ยว ด้วยการเสนอขายสินค้าและบริการด้านสุขภาพ งานคราฟต์ เทศกาลประเพณี อีเวนต์ กิจกรรมท่องเที่ยวยามค่ำคืน แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ที่พักที่มีสไตล์การออกแบบที่สวยงาม วิถีชีวิตชุมชนน่าเที่ยว อาหารถิ่น รวมถึงสินค้าท่องเที่ยวยั่งยืนที่ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย รางวัล CF Hotel (Carbon Footprint Hotels)และ รางวัล STAR (Sustainable Tourism Acceleration Rating) 

โดยการจัดงาน “เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวภาคเหนือ ประจำปี 2569” ในครั้งนี้ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานภาคเหนือ ทั้ง 11 สำนักงาน ได้เข้าร่วมนำเสนอทิศทางส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในพื้นที่ พร้อมทั้งนำผู้ประกอบการเข้าร่วมเสนอขาย Product Highlight ของทั้ง 17 จังหวัดด้วย

ภูมิภาคภาคเหนือเป็นภูมิภาคที่มีความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อีกทั้งยังมีสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวในทุกรูปแบบ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทุกฤดูกาล โดย ททท. ได้เตรียมนำเสนอหลากหลายกิจกรรมท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ใน 17 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย กำแพงเพชร ตาก อุทัยธานี นครสวรรค์ และพิจิตร

กิจกรรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจช่วงฤดูหนาว เช่น ประเพณีตักบาตรเป็งปุ๊ด จังหวัดน่าน, เทศกาลตรุษจีนปากน้ำโพนครสวรรค์จังหวัดนครสวรรค์, งานเปิดเมิงไต จังหวัดแม่ฮ่องสอน, งานสีสันดอยตุงและงานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม จังหวัดเชียงราย, งานแพร่คราฟท์จังหวัดแพร่, Balloon Festival Huppatat จังหวัดอุทัยธานี, งานเทศกาลหุ่นโคมไฟนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์,  Ultra Trail Doi Soi Malaiจังหวัดตาก, Chalawan Running จังหวัดพิจิตร ฯลฯ

กิจกรรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจช่วงฤดูร้อน เช่น ประเพณีปอยส่างลองจังหวัดแม่ฮ่องสอน, เย็นทั่วหล้ามหาสงกรานต์ ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่, งานสลุงหลวง กลองใหญ่ ปีใหม่เมืองนครลำปาง จังหวัดลำปาง, งานประเพณีเวียนเทียนทางน้ำ กลางกว๊านพะเยาจังหวัดพะเยา, Chiang Mai Design Week และ Amazing Chiang Mai Pride จังหวัดเชียงใหม่, เทศกาลทุเรียน จังหวัดอุตรดิตถ์, เทศกาลวันวานอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี, เทศกาลดอกเสี้ยวบาน จังหวัดลำปาง, เทศกาลพายเรือเที่ยวป่า ตามหาแมงกะพรุนน้ำจืด จังหวัดเพชรบูรณ์, กิจกรรมล่องห่วงยางแม่น้ำปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ฯลฯ
กิจกรรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจช่วงฤดูฝน เช่น ประเพณีสลากภัตรหรือสลากย้อม จังหวัดลำพูน, กิจกรรมเวียนเทียนตะคัน เมืองโบราณสุโขทัยจังหวัดสุโขทัย, เทศกาลเชียงใหม่คเณศจตุรถี จังหวัดเชียงใหม่, ดอยช้างเทรล จังหวัดเชียงราย, Pai Jazz and Blues Fest 2026 จังหวัดแม่ฮ่องสอน, Mae La Noi Craft Camp จังหวัดแม่ฮ่องสอน, เทศกาลทุเรียนอุทัยจังหวัดอุทัยธานี, กิจกรรมล่องแก่งลำน้ำเข็ก จังหวัดพิษณุโลก ฯลฯ

สำหรับเดือนพฤศจิกายนที่กำลังจะมาถึงนี้ ททท. ภูมิภาคภาคเหนือ ขอเชิญชวนเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลลอยกระทง ซึ่งมีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา ไม่ว่าจะเป็นประเพณียี่เป็งเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่, ประเพณีล่องสะเปาจาวละกอน จังหวัดลำปาง, เทศกาลโคมแสนดวงที่เมืองลำพูน จังหวัดลำพูน, งานนมัสการพระธาตุดอยกองมูและลอยกระทงสวรรค์ จังหวัดแม่ฮ่องสอน, งานประเพณีลอยกระทง “จุดผางปะตี๊ปตี๋นก๋า ปูจาแม่ก๋าเผือก” จังหวัดแพร่, ประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย, งานประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีป 1,000 ดวง จังหวัดตาก, งานลอยกระทงลาวา สายธาราดงกลาง จังหวัดพิจิตร ฯลฯ 

ทั้งนี้ ททท. คาดหวังว่าการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเดินทางตลอดทั้งปีจะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในภาคเหนือเพิ่มมากขึ้น โดยตั้งเป้าให้มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 25 ล้านคน-ครั้ง ในปี 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.37 จากปี 2568พร้อมคาดว่าจะสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 178 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 3.38 เมื่อเทียบกับปี 2568

เชียงใหม่-ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงผลการปฏิบัติการบุกค้นรังจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ เครือข่าย “VAPEHAUS” 3 จุด

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2568 เวลา 13.30 น. ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงข่าวผลการปฏิบัติการบุกค้นรังจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ เครือข่าย “VAPEHAUS” 3 จุด กลางเมืองเชียงใหม่ รวบ 2 ผู้ต้องหา พร้อมของกลางบุหรี่ไฟฟ้า 36,555 ชิ้น (มูลค่ากว่า 6.6 ล้านบาท) เตรียมขยายผลจับนายทุน โดยมี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร.เป็นประธาน ณ ห้องประชุมพระพุทธประทานยศบารมี ตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ 
 

การปฏิบัติการบุกค้นรังจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ เครือข่าย “VAPEHAUS” 3 จุด กลางเมืองเชียงใหม่ โดยการอำนวยการ : พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา  ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร.,พล.ต.ท.ยิ่งยศ  เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ  ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ รอง ผบช.ภ.๕, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.สุทธิพงศ์  เป๊กทอง รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.จิตรพิสุทธิ์ อิ่มสงวน ผบก.สส.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พ.ต.อ.วชิรศักดิ์ ศรีประสม รอง ผบก.สส.ภ.5 และ พ.ต.อ.ทักษิณ  จันทะวงค์ รอง ผบก.สส.ภ.5 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจับกุม ตำรวจภูธรภาค 5 โดย เจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศตำรวจภูธรภาค 5 (ศปอส.ภ.5), เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.ภ.๕
 

ร่วมกันจับกุม 1.นางสาวกบิษฎา ขอสงวนนามสกุล อายุ 40 ปี ที่อยู่ หมู่ 10 ต.เวียง อ.ฝาง จว.เชียงใหม่ 2.นางสาวกฤษณา ขอสงวนนามสกุล อายุ 31 ปี ที่อยู่ หมู่ 1 ต.ยุหว่า อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่  ฐานความผิด : “ร่วมกันขายบุหรี่ไฟฟ้าโดยฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ที่ 24/2567 และร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 242 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560”
 
พร้อมของกลาง 1.บุหรี่ไฟฟ้าชนิดต่างๆ ​​จำนวน 36,555 ชิ้น (มูลค่าประมาณ 6,699,000 บาท) 2.คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ ​จำนวน 2 ​ ชุด 3.โทรศัพท์มือถือ ​​จำนวน 2 ​เครื่อง 4.กล่องกระดาษสำหรับส่งพัสดุ ​กว่า ​2,000 กล่อง  5.เราเตอร์ไวไฟ ​​จำนวน ​1 ตัว

​ตามนโยบายของรัฐบาลโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ยกระดับเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้กำหนดให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในทุกมิติ ซึ่งทั้งนี้ ตำรวจภูธรภาค 5 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัด ให้ดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มข้นในทุกมิติทันที ซึ่งในกรณีดังกล่าว ทางศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรภาค 5 (ศปอส.ภ.5) ร่วมกับ บก.สส.ภ.5 ทำการสืบสวนจนทราบว่ามีกลุ่มบุคคลที่ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเว็บไซต์ ชื่อ “vapehaus URL: https://vapehaus.net” โดยมีรูปแบบสั่งซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ แล้วจัดส่งทางขนส่งให้ถึงบ้าน จึงได้ทำการสืบสวนจนทราบว่ากลุ่มลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าดังกล่าว มีที่ตั้งของการกระทำความผิดจำนวน 3 จุด ประกอบด้วย ในพื้นที่ อ.เมืองเชียงใหม่ 1 จุด พื้นที่ อ.หางดง จว.เชียงใหม่ จำนวน 2 จุด จึงได้รวบรวมข้อมูลการสืบสวนแล้วขออนุมัติศาลเพื่อทำการตรวจค้น

​ต่อมาเมื่อวันที่ 27 ต.ค.2567 เวลาประมาณ 10.00 น. ได้เข้าทำการตรวจค้นสถานที่ ซึ่งจัดให้เป็นที่ซุกซ่อนบุหรี่ไฟฟ้าและสถานที่แบ่งบรรจุเพื่อส่งทางไปรษณีย์ จำนวน 3 จุด โดยเป็นการเปิดปฏิบัติการตรวจค้นจับกุมพร้อมกันดังนี้

จุดที่ 1 บริเวณหมู่บ้านกุลพันธ์วิลล์ 3 ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 546 ชิ้น จุดที่ 2 บริเวณหมู่บ้านกาญจน์กนกวิลล์ 10 ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 3,828 ชิ้น  จุดที่ 3 บริเวณหมู่บ้านสมหวัง ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 33,181 ชิ้น
(รวมพบบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 36,555 ชิ้น) มูลค่าประมาณ 6,699,000 บาท

​จากการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ได้ให้การว่าทำหน้าที่เป็นพนักงานบรรจุบุหรี่ไฟฟ้าและจัดส่งสินค้าทางไปรษณีย์ให้ลูกค้า โดยอาศัยช่วงเวลากลางคืนในการทำงานและจัดส่งสินค้าในช่วงเช้า โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน เดือนละ 16,000 บาท นอกจากนี้ยังพบว่ามีการติดต่อสั่งซื้อสินค้าทางไลน์แอดซึ่งมี 3 ไลน์แอด มีสมาชิกรวมกว่า 18,000 คน จากการตรวจสอบระบบการซื้อขายพบมีเงินหมุนเวียนประมาณ 30 ล้านบาท ต่อปี ทางชุดจับกุมอยู่ระหว่างขยายผลเส้นทางทางการเงิน ที่มาของบุหรี่ไฟฟ้า และผู้รับผลประโยชน์ตลอดถึงนายทุนที่อยู่เบื้องหลังการกระทำความผิดต่อไป
 

เชียงใหม่-ททท. ร่วมมือกับเชียงใหม่และลำพูน เปิดเวทีชวน “เตียวม่วน ชวนแอ่ว ถนนคนเดินล้านนา” 

ททท. ผนึกกำลังจังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน เปิดเวที “เตียวม่วน ชวนแอ่ว ถนนคนเดินล้านนา” ปลุกพลังสร้างสรรค์ ค้นหาโมเดลพัฒนา  “ถนนคนเดินภาคเหนือ” สู่ต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ภาคเหนืออย่างยั่งยืน 

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมมือกับเทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลตำบลสันกำแพง อำเภอบ้านธิ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น จัดกิจกรรมเวทีเผยแพร่องค์ความรู้ภายใต้ชื่องาน “เตียวม่วน ชวนแอ่ว ถนนคนเดินล้านนา” ในวันที่ 28 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00 – 16.30 น. ณ นิมมาน คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดเชียงใหม่

เพื่อเผยแพร่ ผลการศึกษาแนวทางการพัฒนา “ถนนคนเดินต้นแบบภาคเหนือ” ภายใต้โครงการ “ศึกษาศักยภาพการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวย่านถนนคนเดินและสินค้า/บริการทางการท่องเที่ยว เพื่อเป็นต้นแบบในการส่งเสริม การท่องเที่ยวด้วยเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์”

 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเชิงวัฒนธรรม ผ่านอัตลักษณ์ที่โดดเด่น ประสบการณ์อันมีคุณค่า และเรื่องเล่า ที่มีความหมายของชุมชนอย่างเป็นระบบ อันนำไปสู่การกระจายตัวและความถี่ในการท่องเที่ยวจากเมืองหลัก สู่เมืองน่าเที่ยวอย่างยั่งยืน

นายวีรพงษ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับสากล มีความโดดเด่นด้านแหล่งท่องเที่ยว ทั้งทางธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และเป็นศูนย์กลางด้าน MICE, Wellness รวมถึงมีศักยภาพในฐานะศูนย์กลางการค้า การลงทุน และการคมนาคมขนส่ง โดยถนนคนเดินของจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวหนึ่ง ที่ห้ามพลาด เมื่อเดินทางท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ 

เพราะนอกจากนักท่องเที่ยวจะได้จับจ่ายใช้สอย ในเรื่องของอาหาร ของใช้ และของที่ระลึกแล้ว ยังได้สัมผัสประสบการณ์และเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชาวเชียงใหม่ไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้น การศึกษาถนนคนเดิน นอกจากจะช่วยพัฒนาให้เป็นระบบมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการเติมเต็มถนนคนเดินเชียงใหม่ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เป็นถนนคนเดินต้นแบบที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้อย่างภาคภูมิใจ

นายขจรเดช อภิชาติตรากุล ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า เวทีนี้ถือเป็นกิจกรรมที่สรุปองค์ความรู้จากการดำเนินงานในพื้นที่ 3 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ ถนนคนเดินท่าแพ ถนนคนเดินสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ชุมชนบ้านธิ จังหวัดลำพูน (ในฐานะพื้นที่พัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เชื่อมโยงถนนคนเดิน)

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมบทบาทของถนนคนเดิน ในฐานะพื้นที่สร้างสรรค์ของเมืองที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยว วิถีชีวิต และเศรษฐกิจฐานราก พร้อมทั้งแสดงพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการผลักดันถนนคนเดินให้เป็น “ต้นแบบการพัฒนาเชิงพื้นที่ด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ที่ตอบโจทย์ การท่องเที่ยวยุคใหม่อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ภายในงาน มีผู้บริหารท้องถิ่น นักวิชาการ ศิลปิน ผู้ประกอบการ และนักออกแบบชื่อดัง ร่วมพูดคุยและเสวนาเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ อาทิ เทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลตำบลสันกำแพง คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบเชียงใหม่ (TCDC) และนักออกแบบ ดีไซเนอร์ชาวเชียงใหม่ นักออกแบบและนักเล่าเรื่องท้องถิ่นจากเพจ “อินไซต์ล้านนา” 

คุณศิรพันธ์ วัฒนจินดา นักแสดงและผู้ก่อตั้ง ECO LIFE คุณอ้อม มณีรัตน์ รัตนัง ศิลปินหญิงล้านนา และนายจักรพงษ์ ชินกระโทก ที่ปรึกษาด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน อีกทั้งมีการจัดนิทรรศการผลงานแนวคิด “ถนนคนเดินสร้างสรรค์” และกิจกรรม Creative Performance ถ่ายทอดความ มีชีวิตชีวาของถนนคนเดินล้านนาที่เป็น ทั้งเวทีวัฒนธรรม จุดนัดพบของชุมชน และพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ 

โครงการนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และพันธมิตร ในการ “Rethink the Street, Reimagine the Local” หรือ “การคิดใหม่ ออกแบบใหม่ เพื่อให้ถนนคนเดินกลายเป็นเวทีของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และพลังสร้างสรรค์ท้องถิ่น” ไม่ใช่เพียงพื้นที่ค้าขาย แต่เป็น พื้นที่คุณภาพของเมือง ที่สามารถเล่าเรื่องคน ทุนทางวัฒนธรรม และสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

“แห่งแรกของเอเชีย” โรงน้ำแข็งธารทอง (เชียงใหม่) ลดพลังงาน ลดค่าไฟ ด้วย AI Transformer (NiA)“ ทำก่อน ลดก่อน AI ลดค่าไฟ ลดโลกร้อน ไม่ต้องรอ” ค่าไฟสูงสุด 720,000 บาท เหลือ 310,000 บาท

ลดเกินครึ่ง ปลื้มเกินร้อย “AI หม้อแปลง ไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นกำไรจากผลประหยัดพลังงาน” นายอุกฤษฎ์ พงษ์ประพนธ์ กรรมการโรงงานน้ำแข็งธารทอง กล่าว เนื่องจากค่าไฟที่แพงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของโรงงานทำให้ภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายที่หนักหน่วงขึ้น จึงทำให้ผมได้มารู้จักนวัตกรรมหม้อแปลง Low Carbon ของบริษัท เจริญชัย หม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด โดยโรงงานน้ำแข็งธารทองของเรา นำ AI Technology Energy Solution Platform ระบบบริหารจัดการพลังงานด้วยหม้อแปลง Low Carbon ร่วมกับพลังงานสะอาดแบบ IoT สู่ Net Zero มาติดตั้งใช้งานจริงในอุตสาหกรรม ทำให้โรงน้ำแข็งเพิ่มผลผลิตน้ำแข็งในตอนกลางวันมากขึ้น ผมขอบคุณสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ที่มอบทุนสนับสนุนการงานวิจัยครั้งนี้ อีกทั้งขอขอบคุณสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ที่ดำเนินงานวิจัยหม้อแปลง Low Carbon และระบบบริหารจัดการพลังงานทดแทน Solar กับ Energy Storage เพื่อรองรับพลังงานสะอาดอย่างมั่นคง Net Zero, Demand Response และ Saving Energy”  การใช้งานหม้อแปลง Low Carbon จึงเป็นมากกว่าแค่การเปลี่ยนอุปกรณ์ แต่เป็นการ ยกระดับระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ให้เข้าสู่ยุค Net Zero พลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ และเป็นประโยชน์ ต่อประเทศชาติ สังคม และประชาชน ด้านความปลอดภัย, ด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้า

นายประจักษ์  กิตติรัตนวิวัฒน์ กรรมการบริหาร (นวัตกรรม) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด กล่าว  ขอขอบคุณ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA โดยคุณพิชชารีย์ กีรติธากุล นักพัฒนานวัตกรรมอาวุโส ฝ่ายสนับสนุนการเงินนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ พร้อมคณะ, คุณมัณลิกา สมพรานนท์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมคณะ, การส่งเสริมสนับสนุน สำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม (โครงการ Energy Point) ที่ร่วมสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงาน ลดค่าไฟ ลดคาร์บอน ลดก๊าซเรือนกระจก ลดอุณหภูมิโลก ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด และเป็นต้นแบบของโรงน้ำแข็งแห่งแรกในประเทศไทย ทั้งนี้คณะผู้จัดทำพร้อมส่งมอบโครงการ ระบบจัดการพลังงานด้วยหม้อแปลง Low Carbon ร่วมกับพลังงานสะอาดแบบ IoT สู่ Net Zero ในโรงงานผลิตน้ำแข็ง ให้กับทาง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA โดยมีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานเป็น สักขีพยานในการส่งมอบครั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการ “Low Carbon Transformer ” จะเป็นโมเดลประเทศเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในการแก้ปัญหาด้านการประหยัดพลังงาน และเพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ตอบโจทย์ด้านการประหยัดพลังงาน ลดต้นทุนค่าไฟฟ้า 20% เพิ่มปริมาณการผลิตพลังงาน Solar (เก่า) 30% (Research & Use Case) และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และมีระยะเวลาคืนทุนภายในเวลา 1 – 5 ปีอีกทั้งยังเป็นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและการลดการพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นก้าวสำคัญสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของโรงงานน้ำแข็ง เพื่อรองรับพลังงานสะอาดอย่างมั่นคง Net Zero, Near Zero, Peak Demand และ Demand Response”

เชียงใหม่-กองบิน 41 ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวานนี้ (30 ต.ค. 68) นาวาอากาศเอก ธีระยุทธ เกื้อสกุล ผู้บังคับการกองบิน 41 ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จังหวัดเชียงใหม่ 

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบให้จัดพิธีบำเพ็ญกุศล และแสดงความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวาระครบ 7 วัน 15 วัน 50 วัน และ 100 วัน แห่งการสวรรคต

เชียงใหม่-สโมสรนักศึกษาพยาบาล มช.ดูงานสภาการพยาบาลและ ม.บูรพา

วันที่ 29 ตุลาคม - 1 พฤศจิกายน 2568 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย ผศ.ดร.อนนท์ วิสุทธิ์ธนานนท์ ผู้ช่วยคณบดี พร้อมด้วยคณาจารย์ บุคลากรหน่วยพัฒนาคุณภาพนักศึกษาและสโมสรนักศึกษาของคณะฯ เข้าศึกษาดูงานสภาการพยาบาล โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.สุจิตรา เหลืองอมรเลิศ นายกสภาการพยาบาล และ ดร.สุดคนึง ฤทธื์ฤาชัย ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาต่อเนื่องสาขาพยาบาลศาสตร์ สภาการพยาบาล กล่าวต้อนรับและเป็นวิทยากรบรรยายสรุป เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของสภาการพยาบาล ตระหนักถึงความสำคัญของวิชาชีพการพยาบาล 

นอกจากนี้ได้ร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคณะกรรมการบริหารสโมสรนักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.พรชัย จูลเมตต์ คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นประธานกล่าวต้อนรับ เป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ของผู้นำนักศึกษา อีกทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือและเรียนรู้การจัดกิจกรรมสำหรับนักศึกษาระหว่างสถาบัน ทำให้สโมสรนักศึกษาของคณะฯ มีแนวทางในการจัดกิจกรรมนักศึกษานำไปสู่คุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ ตลอดจนมีผลลัพธ์สอดคล้องกับการประกันคุณภาพการศึกษาของคณะฯ ต่อไป

คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมส่งเสริมและสนับสนุนองค์กรนักศึกษา โดยมุ่งหวังให้ผู้นำนักศึกษาเป็นพลังสำคัญในการสร้างสรรค์กิจกรรมที่พัฒนาทั้งทักษะทางวิชาการและทักษะชีวิตแก่เพื่อนนักศึกษาในทุกมิติ คณะฯ จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ ไม่ใช่เพียงด้วยนโยบายเท่านั้น แต่ต้องอาศัยศักยภาพของนักศึกษาที่ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อความสำเร็จอย่างยั่งยืน

อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก เชียงใหม่ แจ้งข่าวดี พบ “นกกก หรือ นกกาฮัง” หากินในอุทยานฯ ในรอบหลายสิบปี สะท้อนระบบนิเวศป่าต้นน้ำยังคงอุดมสมบูรณ์

(14 พ.ย. 68) นายอัศนัย นิลพุดซา หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ทางอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก พบ “นกกก” หรือ “นกกาฮัง” อวดโฉมเป็นครั้งแรกในเขตอุทยาน บริเวณหน้าสำนักงานบ่อน้ำพุร้อนฝาง โดยพบต่อเนื่องมานานกว่า 2 สัปดาห์แล้ว และจนถึงวันนี้นกตัวดังกล่าวยังคงเกาะหากินอยู่ในพื้นที่เดียวกัน สร้างความตื่นเต้นให้เจ้าหน้าที่อย่างมาก เนื่องจากในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีรายงานการพบนกชนิดนี้ในพื้นที่มาก่อน นับเป็นสัญญาณสำคัญว่าระบบนิเวศป่าต้นน้ำของภาคเหนือกำลังฟื้นคืนความสมบูรณ์ สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง และยืนยันว่าผืนป่าดอยผ้าห่มปกยังคงเป็นแหล่งอาศัยสำคัญของสัตว์ป่าหลากหลายชนิด

สำหรับ “นกกก” จัดเป็นนกเงือกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ลำตัวยาว 120 ถึง 140 เซนติเมตร และในตัวผู้บางตัวอาจยาวได้ถึง 1.5 เมตร 

จุดเด่นคือโหนกบนจะงอยปากสีเหลืองปลายส้ม ปีกดำสลับขาว และหางขาวมีแถบดำพาดปลาย ตัวผู้มีม่านตาสีแดง ส่วนตัวเมียมีม่านตาสีขาว นอกจากนี้ยังขึ้นชื่อว่าเป็นนกที่มีคู่เดียวตลอดชีวิต จนได้รับสมญา “สัญลักษณ์แห่งรักแท้ของผืนป่า” นกกกมักเกาะหากินตามเรือนยอดไม้สูง ชอบผลไม้ป่าอย่างลูกไทร ยางโอน และตาเสือใหญ่ รวมถึงสัตว์ขนาดเล็กอย่างงู หนู และแมลง โดยมักพบในป่าดงดิบชื้นหรือป่าเบญจพรรณ ที่ระดับความสูงประมาณ 1,000 ถึง 2,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งตรงกับลักษณะพื้นที่ของดอยผ้าห่มปกอย่างพอดี

เชียงใหม่-สโมสรไลออนส์ จัดแข่งขันสารานุกรมไทยฯ ครั้งที่ 29 พื้นที่ เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน

สโมสรไลออนส์จัดแข่งขันสารานุกรมไทยฯ ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีประจำปี 2568

ไลออน พรหมภัสรณ์ นิมมากุลวิรัตน์ ประธานฝ่ายสารานุกรมไทยฯ พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดแม่ฮ่องสอน ปีบริหาร 2568-2569 เผยถึง การแข่งขันสารานุกรมไทยสำหรับเขาวชนฯ ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2568 ว่า สโมสรไลออนส์ มีความภูมิใจ ที่ได้สนองพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนการิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ส่งเสริมให้ประชาชนได้อ่านหนังสือ แสวงหาความรู้ ซึ่งหนังสือสารานุกรมไทยฯ นั้นเป็นหนังสือที่รวบรวมองค์ความรู้ทุกแขนงวิชา สามารถอ่านโดยเข้าใจง่าย มีรูปภาพประกอบเหมาะกับทุกวัยที่จะศึกษาหาความรู้ จึงได้จัดทำโครงการการแข่งขันสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เป็นประจำ ทุกปี นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวสโมสรไลออนส์ มาโดยตลอด

การแข่งขันในปี 2568 นี้ ได้จัดการแข่งขันในระดับจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในวันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงเรียนยุพราชววิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขัน พร้อมด้วย นางสาว สุปราณี ปัญญานะ ผู้อำนวยการโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย ไลออน วิสุทธิ์ นิมมากุลวิรัตน์ ผู้ว่าการไลอนส์สากลภาค 310 เอ1 ปีบริหาร 2565-2566 
ไลออน พรหมภัสรณ์ นิมมากุลวิรัตน์ ประธานจัดการแข่งขันฯ ร่วมด้วย คณะไลออนส์ ผู้มีเกียรติรับเชิญ นักเรียน ครู ที่เข้าร่วมการแข่งขัน

ซึ่งเป็นการแข่งขัน ตอบคำถามแบบปรนัย ระดับประถมศึกษาตอนปลายจำนวน 80 ข้อ และสำหรับมัธยมศึกษาตอนต้นจำนวน 100 ข้อ โรงเรียนที่ได้คะแนนสูงสุด 5 โรงเรียน ของแต่ละระดับ มีคะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม จึงจะได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนของจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อไปแข่งขันในระดับภาคต่อไป 

สำหรับโรงเรียนที่ เข้าร่วมการแข่งขัน ระดับประถมศึกษาตอนปลาย จำนวน 40 โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 40 โรงเรียนนักเรียนที่เข้าแข่งขัน และครูผู้ควบคุมทีม จะได้รับเกียรติบัตรจาก สโมสรไลออนส์สากลภาค 310 เอ1 ทุกท่าน ณ สนามแข่งขันแห่งนี้

และจะได้ส่งผู้ชนะเลิศเข้าแข่งขันในระดับภาค และระดับประเทศ ต่อไป ซึ่งในระดับภาคได้จัดให้มีการประกวดโครงงานการศึกษา การแข่งขันตอบคำถาม การแข่งขันแต่งบทกวี การแข่งขันวาดภาพ โดยจะกำหนดโจทย์จากเนื้อหาหนังสือสารานุกรมฯ ทำการแข่งขันพร้อม กันในวันเดียวกันทั่วประเทศ มีคณะศึกษานิเทศก์ กระทรวงศึกษาธิการ ให้ความร่วมมือในการออกแบบคำถามสำหรับรางวัลของผู้ชนะระดับประเทศ จะได้รับ ถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ

เชียงใหม่-สัมมนา สร้างเครือข่ายความรู้พลังงาน เตรียมพร้อมสู่ Energy Transition มุ่งหวังสร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน

สภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ขานรับการเปลี่ยนแปลงของโลก จัดโครงการสร้างเครือข่ายความรู้พลังงาน เตรียมพร้อมสู่ Energy Transition กระตุ้นทุกภาคส่วนปรับตัวรับมือลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม  มุ่งหวังสร้างความยั่งยืนด้านพลังงานให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ


 

นายจักริน วังวิวัฒน์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทำให้ประเทศไทยพบกับความท้าทายรอบด้านโดยเฉพาะด้านพลังงาน ซึ่งแหล่งพลังงานภายในประเทศที่มีจำกัดทำให้ต้องมีการนำเข้าพลังงานด้วยราคาที่ผันผวนตามตลาดโลกนอกจากนี้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมจากทั่วโลกที่ผลักดันให้ไทยต้องปรับตัวไปสู่การใช้พลังงานสะอาด จึงกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงความสำคัญที่จะสอดรับกับเป้าหมายของประเทศไทยสู่นโยบาย Net Zero ในปี 2050 ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันที่จะขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก และนำพาอุตสาหกรรมไทย เปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

การจัดสัมมนาเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านพลังงานสะอาด ภายใต้โครงการสร้างเครือข่ายความรู้พลังงาน เตรียมพร้อมสู่ Energy Transition ในวันนี้ ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ที่เห็นถึงความสำคัญในการเผยแพร่ความรู้ด้านพลังงานสะอาด เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อม ให้ทุกภาคส่วนสามารถปรับตัวกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง โดยความร่วมมือของสถาบันพลังงานเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมกันจัดขึ้น 

สิ่งที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้รับความรู้ในวันนี้คือเรื่อง โครงสร้างกิจการไฟฟ้าของประเทศไทย เทคโนโลยีและแผนงานในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานของประเทศ ที่จะทำหน้าที่รองรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ รวมถึงเรื่องการซื้อขายพลังงาน การให้บริการด้านพลังงาน ผ่านระบบโครงการขายไฟฟ้าที่เปิดกว้างมากขึ้นในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือกลไกที่เกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนที่เป็นเรื่องใกล้ตัวทุกคนมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อไปยังความสามารถการแข่งขัน และค่าครองชีพในอนาคต


 

“เมื่อทั่วโลกกำลังมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันในการลดภาวะโลกร้อน ส่งผลให้ทุกภาคส่วนเกิดการปรับตัวไปสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ดังนั้นหากทุกคนหันมาให้ความสนใจ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจะมีส่วนช่วยให้เข้าใจการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานได้ดีขึ้น และปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันภาครัฐต้องเร่งออกมาตรการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนปรับพฤติกรรมสู่เส้นทางลดคาร์บอนอย่างยั่งยืนต่อไป” ประธานสภาอุตสาหกรรมฯกล่าวในที่สุด
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top