Friday, 5 June 2026
เชียงใหม่

เชียงใหม่-มช.“เปิดตัวหลักสูตร INNO4Tourism พัฒนาทักษะบุคลากรท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน”

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดตัวโครงการหลักสูตร INNO4Tourism ยกระดับทักษะบุคลากรด้านการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน 

โครงการ INNO4Tourism - INNOVATIVE CURRICULA FOR LIFE-LONG LEARNING OF SUSTAINABLE TOURISM WORKFORCE หรือโครงการพัฒนาหลักสูตรนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับแรงงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน) ได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (European Union) และวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้กรอบการดำเนินงานของโครงการ Erasmus+ โปรแกรมเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ระยะเวลา 3 ปี (1 ธันวาคม 2566 – 30 พฤศจิกายน 2569) โดยความร่วมมือของภาควิชาการท่องเที่ยว คณะมนุษยศาสตร์  วิทยาลัยศิลปะ สื่อและเทคโนโลยี คณะศึกษาศาสตร์ วิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต ร่วมจัดงานเปิดตัวหลักสูตรนวัตกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน INNO4Tourism เพื่อยกระดับทักษะบุคลากรภาคการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน 

โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรวิชย์ ถิ่นนุกูล หัวหน้าโครงการ INNO4Tourism พร้อมด้วยคณะทำงานจากภาควิชาการท่องเที่ยว คณะมนุษยศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยุทธศักดิ์ ฉัตรแก้วนภานนท์ ผู้จัดการโครงการ เป็นตัวแทนคณะทำงานของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  
ในงานมีตัวแทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ สมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ สมาคมมัคคุเทศก์เชียงใหม่ กลุ่มผู้ประกอบการและบุคลากรจากภาคการท่องเที่ยวและการบริการ ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงกลุ่มนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนในกระบวนวิชา INNO4Tourism เข้าร่วมการเปิดตัวหลักสูตรดังกล่าว

งานนี้ได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรวิชญ์ จันทร์ฉาย คณบดีวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.สุทธิดา จำรัส รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวเปิดงานและแนะนำแพลตฟอร์ม CMU Lifelong Education ที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อบุคลากรในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตรที่เกิดขึ้นในโครงการ INNO4Tourism จำนวน 8 รายวิชา 16โมดูลย่อย เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะให้กับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและบริการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภัทรพร คูวุฒยากร ในฐานะผู้จัดการโครงการและคณะทำงาน ได้แนะนำกระบวนวิชา INNO4Tourism 8 รายวิชาใหม่จำนวน 16 โมดูลย่อย ซึ่งพัฒนาเนื้อหาโดยเครือข่ายคณาจารย์จาก 4 มหาวิทยาลัยชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจากสหภาพยุโรปที่มุ่งเน้นการพัฒนาเนื้อหาสำหรับผู้ประกอบการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยเน้น
การบูรณาการความรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีและการจัดการสมัยใหม่ ยกระดับทักษะใหม่ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงพลวัติของธุรกิจด้านท่องเที่ยวและบริการ ให้สามารถแข่งขันได้

นอกจากนี้ยังมีการอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การใช้พลังงานและรอยเท้าคาร์บอนในโรงแรม” ซึ่งเป็นโมดูลย่อยในหลักสูตร หัวข้อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ให้การบรรยายโดยอาจารย์ในหลักสูตร และมีวิทยากรร่วมบรรยายพิเศษ โดยคุณนริศ ลาภสุนทรพิทักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจากบีเอสไอ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด สำหรับผู้ประกอบการที่ลงทะเบียนเรียนโมดูลในหลักสูตรของโครงการ INNO4Tourismซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนเรียนในแพลตฟอร์มออนไลน์ของวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มีผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ และกลุ่มพนักงานจากภาคธุรกิจ กว่า 40 คนเข้าร่วมอบรมครั้งนี้ โดยโมดูลดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวสามารถปรับตัวสู่การดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โครงการ INNO4Tourism ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเครือข่ายสหภาพยุโรปที่ร่วมกันเพื่อยกระดับคุณภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวและบริการ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีธุรกิจท่องเที่ยวเป็นฐานรายได้ที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยให้สามารถสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ยกระดับความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเหมาะสม

เชียงใหม่-รองผบ.ตร.ร่วมแถลงผลจับกุมผู้ต้องหา เหตุทำร้ายร่างกายโดยใช้อาวุธมีดฟันได้รับบาดเจ็บ 

กรณีเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 มีเหตุวัยรุ่นทำร้ายร่างกายกันที่บริเวณภายในร้าน “สะดวกซัก 24 ชม.” ถ.เชียงใหม่ – สันกำแพง ต.หนองป่าครั่ง อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 ราย พื้นที่ สภ.แม่ปิง 

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน 2568 เวลา 11.30 น.พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. เป็นประธานในการแถลงข่าวผลจับกุมผู้ต้องหา 15 คน (รวมผู้ก่อเหตุ) อยู่ระหว่างติดตามจับกุม 1 ราย เหตุทำร้ายร่างกายโดยใช้อาวุธมีด ฟันหญิงวัยรุ่นใน พื้นที่ สภ.แม่ปิง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นคดีสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชน โดยมี พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, รอง ผบก.ฯ, ผกก.สส. และ ผกก.สภ.พื้นที่ เข้าร่วมแถลงข่าวณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 5 (ศปก.ภ.5) ชั้น 2 อาคารที่ทำการ ตำรวจภูธรภาค 5 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 23.15 น. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งจากพนักงานวิทยุ สภ.แม่ปิงว่ามีเหตุวัยรุ่นทำร้ายร่างกายกันที่บริเวณภายในร้าน “สะดวกซักสกาย - Sky Laundry 24 ชม.” ถ.เชียงใหม่ – สันกำแพง  ต.หนองป่าครั่ง อ.เมืองเชียงใหม่ จว.เชียงใหม่ เมื่อทราบเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมพร้อมกับพนักงานสอบสวน จึงได้เดินทาง ไปยังที่เกิดเหตุ สอบถามข้อมูล ทราบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 3 ราย ประกอบด้วย เป็นชาย 1 ราย อายุ 17 ปี โดนอาวุธมีดฟันบริเวณกลางหลัง    (ผู้ให้ข้อมูลอยู่ที่เกิดเหตุ)  เด็กหญิง อายุ 14 ปี โดนอาวุธมีดฟันบริเวณมือด้านขวาขาด   (กู้ภัยนำตัวส่งรักษาโรงพยาบาล)  และเด็กชาย อายุ 14 ปี โดนอาวุธมีดฟันบริเวณมือทั้งสองข้าง(กู้ภัยนำตัวส่งรักษาโรงพยาบาล) 

จากการสอบถามเบื้องต้นพบว่า เมื่อเวลา 23.00 น. ตนกับพวกจำนวน 9 คน ได้มายืนอยู่บริเวณหน้าร้าน 7 – 11 จากนั้นได้มีกลุ่มวัยรุ่นจำนวนประมาณ 20 กว่าคน ขี่รถจักรยานยนต์มาจอดริมถนน แล้วถืออาวุธมีดเข้ามาจะทำร้าย กลุ่ม ของตนจึงได้วิ่งหลบเข้าไปในที่เกิดเหตุ กระทั่งได้มีหนึ่งในกลุ่มวัยรุ่น ตามมาใช้อาวุธมีดฟันกลุ่มของพวกตนจนบาดเจ็บ เมื่อก่อเหตุแล้ว ผู้ก่อเหตุได้ขี่รถจักรยานยนต์ มุ่งหน้าไปทางแยกบวกครกศรีวิไลหลบหนีไป เจ้าหน้าที่ตำรวจฯ รวบรวมพยานหลักฐาน และลักษณะรูปพรรณของกลุ่มคนร้ายดังกล่าวข้างต้นเอาไว้  เพื่อดำเนินการติดตามกลุ่มคนร้ายโดยทันทีอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งได้แจ้งให้กับสถานีตำรวจในพื้นที่ข้างเคียงให้ช่วยกันตรวจสอบกลุ่มบุคคลดังกล่าว 

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 01.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สารภี จว.เชียงใหม่ ได้ควบคุมตัวกลุ่มผู้ต้องสงสัย 4 คน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มวัยรุ่นที่ได้ก่อเหตุดังกล่าว จึงได้แจ้งประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่ปิง  เพื่อมาทำการตรวจสอบ จนพบข้อมูลภายในโทรศัพท์มือถือ ของกลุ่มผู้ต้องสงสัย พบว่าภายในโทรศัพท์มือถือมีการบันทึกภาพ

การรวมตัวกลุ่มวัยรุ่นจำนวนหลายคัน และได้ขับขี่รถจักรยานยนต์มุ่งหน้าไปทางบริเวณสถานที่เกิดเหตุ โดยผู้ถูกจับได้ยอมรับต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ได้ร่วมไปกับกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวจริง แต่ไม่ได้ลงมือทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด จึงได้ควบคุมตัวกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าว มาสืบสวนขยายผลหาตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุคนอื่นๆ ต่อไป ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจฯ ได้ร่วมกันสืบสวนติดตามจับกุมตัว กลุ่มวัยรุ่นที่ร่วมกันก่อเหตุดังกล่าวมาดำเนินคดีได้ จำนวน 15 นาย และได้ดำเนินการขออนุมัติต่อศาลออกหมายจับผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างการหลบหนี 1 นาย เร่งดำเนินการติดตามจับกุมให้ได้โดยเร็ว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความพร้อมในการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายต่างทุ่มเทและตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ ยกระดับความเชื่อมั่นในความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยว ด้วยมาตรการที่มีประสิทธิภาพ เสริมสร้างความปลอดภัย ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย
 

เชียงใหม่-ผบช.ภ.5 เร่ง กวาดล้าง “ไล่ล่า ทรชน คนอันธพาล“

ผบช.ภ.5 เป็นประธานประชุม ติดตามความคืบหน้ากลุ่มแก๊งวัยรุ่น ที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายประชาชน ในพื้นที่เมืองเชียงใหม่ และลำพูน หลังเกิดเหตุสุดโหดฟันแขนเหยื่อสาวจนขาด

(18 ก.ย.68) เวลา 11.00 น. ที่ ห้องประชุมพระพุทธประทานยศบารมี ชั้น 2 อาคารตำรวจภูธรภาค 5 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

พล.ต.ท. กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เป็นประธานในประชุม ติดตามความคืบหน้าและรายงานสถานภาพข้อมูลของกลุ่มแก๊งวัยรุ่น กรณีกลุ่มวัยรุ่นก่อเหตุทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ตั้งชุด“ไล่ล่า ทรชน คนอันธพาล“

โดยมี พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5, รอง ผบก.ฯ, ผกก.สส. ในพื้นที่เข้าร่วมประชุม 

พล.ต.ท. กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุ ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเร่งด่วน โดยในที่ประชุมมีการรายงานสถานการณ์ความรุนแรงของกลุ่มวัยรุ่นในหลายพื้นที่ ทั้ง สภ.แม่ปิง, สภ.ช้างเผือก, สภ.เมือง, สภ.ภูพิงค์ และอีกหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน โดยพบว่ากลุ่มวัยรุ่นเหล่านี้มักรวมตัวกันสร้างความเดือดร้อนเป็นประจำ

สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดเหตุขึ้นที่หน้าร้านสะดวกซื้อใกล้ร้านเครื่องซักผ้าอัตโนมัติ โดยกลุ่มวัยรุ่นชาวไทยใหญ่ได้ขับรถตระเวนหาเรื่องวัยรุ่นไทยในตัวเมืองเชียงใหม่ ก่อนเข้าทำร้ายกลุ่มผู้บาดเจ็บ ทำให้หญิงสาววัย 18 ปี ถูกฟันด้วยอาวุธมีดเข้าที่ข้อแขนซ้ายจนขาดกระเด็น และเพื่อนชายอีกสองคนได้รับบาดเจ็บด้วย

ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยที่อยู่ในเหตุการณ์ได้แล้ว 5 คน ซึ่งเป็นชาวต่างด้าวทั้งหมด ส่วนผู้ที่ลงมือก่อเหตุใช้มีดฟัน อีก 2คนได้หลบหนีออกจากพื้นที่เชียงใหม่ไปแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังออกหมายจับพร้อมเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเต็มที่

พล.ต.ท.กฤตธาพล ยืนยันว่าได้กำชับให้ทุกพื้นที่ดำเนินการขั้นเด็ดขาด โดยมีการสั่งการให้ตั้งจุดตรวจ ตั้งชุด “ปะ ฉะ ดะ” ใช้ชื่อชุด“ไล่ล่า ทรชน คนอันธพาล“ เพื่อแก้ไขปัญหาวัยรุ่นรวมกลุ่มก่อเหตุซ้ำซาก และคืนความปลอดภัยและความสงบสุขให้กับประชาชนในภาคเหนือโดยเร็วที่สุด

เชียงใหม่- CAMT CMU จัดกิจกรรม สานสัมพันธ์เครือข่ายความร่วมมือสหกิจศึกษา ครั้งที่ 2

เมื่อวานนี้ (26 ก.ย. 68) วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์กับภาคอุตสาหกรรมดิจิทัล จัดกิจกรรมสานสัมพันธ์เครือข่ายความร่วมมือสหกิจศึกษา “CAMT Partnership Networking” ครั้งที่ 2 ณ ห้องประชุมศาลาไทย โรงแรม Bangkok Marriott Marquis Queen's Park โดยมีผู้บริหาร เจ้าหน้าที่จากบริษัท พันธมิตรชั้นนำกว่า 30 แห่งเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง และต่อยอดความร่วมมือ ในการพัฒนากำลังคน ให้ตอบโจทย์ โลกดิจิทัล ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรวิชญ์  จันทร์ฉาย คณบดี วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี กล่าวถึงการจัดงานในวันนี้ว่าในโลกดิจิทัลที่ก้าวไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็วการผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยมหาวิทยาลัยเพียงภาคส่วนเดียวกันCAMT มุ่งมั่นสร้างบัณฑิตที่มีทั้ง ความรู้ที่แข็งแกร่ง และ ทักษะปฏิบัติที่เฉียบคม และกิจกรรมในวันนี้คือโอกาสอันล้ำค่าที่เราจะได้ แลกเปลี่ยนมุมมอง จากประสบการณ์ตรงของภาคอุตสาหกรรม เพื่อนำไปพัฒนาหลักสูตรให้ก้าวทันโลก และ ต่อยอดความร่วมมือ ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยหรือการพัฒนาบุคลากร ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างสถาบันการศึกษาและพันธมิตรทางธุรกิจ นี่แหละ คือพลังสำคัญ ที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Digital Economy ได้อย่างยั่งยืน

ในโอกาสนี้ทางวิทยาลัยฯ ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อนวัช วิเศษบริสุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้เกียรติแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ“ทิศทางการพัฒนาบัณฑิตของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่” ที่ตอกย้ำการผนึกกำลังระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กับบริษัทชั้นนำที่เป็นกลไกสำคัญในการ “ร่วมกันสร้างบัณฑิต”พัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพสูงสุดได้ ซึ่งสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการส่งเสริมการผลิตกำลังคนที่ตอบสนองต่อตลาดแรงงานในอนาคต

ภายในงานยังได้จัดบรรยายพิเศษ วิทยากรโดย คุณ พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ (หนุ่ย แบไต๋)ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด บคคลสำคัญแถวหน้าของวงการสื่อเทคโนโลยีเมืองไทย ที่มาบรรยายในหัวข้อ “การขับเคลื่อนองค์กรอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล”โดยได้นำเสนอความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI เพื่อให้เห็นภาพของการพัฒนาองค์กรให้เหมาะสม 

เชียงใหม่-ชมรมศิษย์เก่าโรงเรียนจ่าอากาศ กองบิน 41 จัดพิธีมอบของที่ระลึกแก่ผู้เกษียณอายุราชการ ประจำปี 2568

เมื่อวันที่ (26 ก.ย.68) ณ ห้องรับรองกองบิน 41 นาวาอากาศเอก ปรธร จีนะวัฒน์ ผู้บังคับการกองบิน 41 เป็นประธานในพิธีมอบของที่ระลึกเพื่อแสดงความขอบคุณและเป็นเกียรติแก่สมาชิกชมรมศิษย์เก่าโรงเรียนจ่าอากาศ กองบิน 41 ที่เกษียณอายุราชการ ประจำปีงบประมาณ 2568 

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติผู้ที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจปฏิบัติหน้าที่มาอย่างยาวนาน โดยในปีนี้มีสมาชิกชมรมศิษย์เก่าโรงเรียนจ่าอากาศมีผู้เกษียณอายุราชการทั้งสิ้น 9 คน 

ในโอกาสนี้ ผู้บังคับการกองบิน 41 ได้เป็นเกียรติมอบของที่ระลึกและกล่าวคำอวยพรให้แก่ผู้เกษียณอายุราชการทุกท่าน ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง มีความสุข และประสบความสำเร็จในชีวิตหลังเกษียณ และหวังว่าทุกท่านจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวกองบิน 41 ตลอดไป

เชียงใหม่-ท่าอากาศยานเชียงใหม่จัดพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568

(10 ต.ค. 68) นายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ พร้อมด้วยผู้บริหาร พนักงาน ลูกจ้าง และครอบครัวท่าอากาศยานเชียงใหม่ รวมทั้งส่วนราชการและผู้ปฏิบัติงาน ณ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “วันนวมินทรมหาราช” 13 ตุลาคม 2568 โดยได้รับเมตตาจากพระสงฆ์จำนวน 10 รูป จากวัดสวนดอก พระอารามหลวง มาประกอบพิธีทำบุญและรับบิณฑบาต ณ บริเวณลานจอดรถบัส ด้านทิศใต้อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ 

วันนวมินทรมหาราช นับเป็นวันสำคัญของชาติ โดยหลังการเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 รัฐบาได้กำหนดให้วันที่ 13 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคต เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ต่อมาในปี พ.ศ.2560 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันที่ 13 ตุลาคม เป็นวันหยุดราชการและวันสำคัญของชาติ และในปี พ.ศ.2566 ได้รับพระราชทานชื่อวันดังกล่าวอย่างเป็นทางการว่า “วันนวมินทรมหาราช” ตามพระราชวินิจฉัยที่ได้รับคำถวายจากสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 

ทั้งนี้ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้จัดกิจกรรมทำบุญตักบาตรเนื่องในวันสำคัญนี้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้บุคลากรของท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้ร่วมกันทำความดี ถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ขององค์กรและสังคมโดยรวม

เชียงใหม่-ท่าอากาศยานเชียงใหม่ห่วงใยชุมชนรอบสนามบิน สนับสนุนกองทุนช่วยเหลือประชาชนต่อเนื่อง

เมื่อวานนี้ (10 ต.ค. 68) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ โดยนายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ มอบงบประมาณสนับสนุน “กองทุนช่วยเหลือประชาชนรอบสนามบิน” เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านเสียงและแรงสั่นสะเทือนจากการดำเนินงานของท่าอากาศยาน โดยมีคณะผู้บริหารเทศบาลเมืองแม่เหียะร่วมเป็นสักขีพยานในการมอบงบประมาณดังกล่าว ให้แก่ชุมชนหมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 10 รวมจำนวน 45,000 บาท และชุมชนหมู่ที่ 5 จำนวน 50,000 บาท 

เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนของกองทุนในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างเหมาะสมและทันท่วงที ถือเป็นการดำเนินงานต่อเนื่องจากปี 2567 ซึ่งท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้จัดสรรงบประมาณตั้งต้นกองทุนละ 50,000 บาท เพื่อเป็นการเริ่มต้นกลไกช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเสียงและแรงสั่นสะเทือนจากอากาศยาน และเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างท่าอากาศยานกับชุมชนโดยรอบ 

กองทุนช่วยเหลือประชาชนรอบสนามบินจัดตั้งขึ้นตามมติที่ประชุมรับฟังประเด็นปัญหาชุมชนรอบสนามบิน เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2566 ณ ห้องประชุมเทศบาลเมืองแม่เหียะ ภายใต้กรอบมาตรการเยียวยาเบื้องต้นจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อให้การดูแลประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของสนามบินเป็นไปอย่างเหมาะสม โดยในระยะยาว ท่าอากาศยานเชียงใหม่จะพิจารณามาตรการเพิ่มเติมภายหลังจากการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้วเสร็จสมบูรณ์  

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ให้ความสำคัญต่อการอยู่ร่วมกับชุมชนโดยรอบบนพื้นฐานของความเข้าใจ ความร่วมมือ และความรับผิดชอบต่อสังคม โดยจะดำเนินกิจกรรมสนับสนุนที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานของท่าอากาศยานเป็นไปอย่างสมดุลและยั่งยืนในทุกมิติ

เชียงใหม่- มช. ผนึกกำลังภาคส่วนการศึกษาและธุรกิจขับเคลื่อนการศึกษาและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จับมือ ภาคส่วนการศึกษาและธุรกิจจัดโครงการ “สัปดาห์การบูรณาการการศึกษาเชิงวิชาการและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน” ภายใต้หัวข้อ “ภาษาจีน + เครื่องมือ AI + TikTok” ประจำปี 2568 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 14-17 ตุลาคม 
2568

(14 ต.ค. 68) เวลา 9.30 น.ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดโครงการ “สัปดาห์การบูรณาการการศึกษาเชิงวิชาการและอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน” ภายใต้หัวข้อ “ภาษาจีน + เครื่องมือ AI + TikTok” ประจำปี 2568 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมด้วย Ms. Lian Chen และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดนัยธัญ พงษ์พัชราธรเทพ ผู้อำนวยการ สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นางสาวมนันยา ชุณหวุฒิยานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายนวัตกรรมเพื่อพัฒนา ผู้ประกอบการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) นางสาวชื่นจิตร์ อกตั๋น นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการสำนักนโยบายและแผนการอาชีวศึกษา ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมเปิดโครงการ ณ โรงแรมอโมร่า ท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ 

ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่าตลอดระยะเวลาการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ระยะที่ 13 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้กำหนดยุทธศาสตร์การศึกษาดิจิทัล เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่เยาวชนสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นกลไกการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมและภาคธุรกิจอย่างแท้จริง

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาที่ตระหนักถึงบทบาทและความ รับผิดชอบต่อสังคม โดยวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี (CAMT) ร่วมกับ สถาบันขงจื่อมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดทำโครงการนี้ขึ้นเพื่อสนับสนุนสถานศึกษาอาชีวศึกษาและเปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับปริญญาโทชาวจีนเข้าร่วมกิจกรรมกับนักเรียนอาชีวศึกษาของไทย อันเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งยังมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพและผลิตบุคลากร คุณภาพ ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ตลอดจนการมอบโอกาสให้เยาวชนได้เข้ารับการฝึกปฏิบัติงาน ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมทั้งสร้างโอกาสให้แก่เยาวชน เพื่อก้าวสู่การประกอบอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม

สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็นสะพานแห่งมิตรภาพ เชื่อมโยงภาษา วัฒนธรรม และทักษะดิจิทัล อันเป็นพลังขับเคลื่อนในการสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ที่พร้อมก้าวสู่เวที่สากล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เชื่อมั่นว่าการศึกษาไม่มีพรมแดนและการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะหลากหลาย จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม เศรษฐกิจ และความร่วมมือ อันมั่นคงระหว่างไทยและจีน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดนัยธัญ พงษ์พัชราธรเทพ ผู้อำนวยการ สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน และในปี 2569 สถาบันขงจื่อ จะมีวาระครบรอบ 20 ปี ในความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในยุคที่ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ "ประเทศไทย 4.0" และให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลการจัดโครงการในครั้งนี้ถือว่าเป็นการตอบสนองตามนโยบายอย่างตรงจุด เพราะในปัจจุบันไม่เพียงแต่ต้องให้เยาวชนสามารถสื่อสารภาษาจีนได้แต่ยังให้ความสำคัญในการใช้ภาษาจีนควบคู่ไปกับเครื่องมือดิจิทัลเพื่อสร้างคุณค่าให้กับเศรษฐกิจชุมชนและ อุตสาหกรรมท้องถิ่น

การร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในครั้งนี้ เป็นการแสดงออกซึ่งพันธกิจของสถาบันขงจื่อฯ ที่ยึดมั่นในหลัก "ใช้ภาษาเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมเป็นสื่อกลาง นำทักษะมาสู่การประยุกต์ใช้จริง" เพื่อส่งเสริมความร่วมมือไทย-จีนในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง เรารู้สึกยินดีที่ได้นำผู้เชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนจากประเทศ จีนมาถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ แก่ครู นักเรียน และนักศึกษา ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการถ่ายทอดทักษะด้านดิจิทัล อีกทั้งยังเป็นเวทีแห่งแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ภายใต้หัวข้อ "ภาษาจีน + เครื่องมือ AI + TikTok" นักเรียน นักศึกษา จะสามารถนำเสนอเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ไทยได้ดียิ่งขึ้น เผยแพร่เสน่ห์ของสินค้าไทยสู่เวทีสากล

เชื่อมั่นว่าการศึกษาไร้พรมแดน และศักยภาพเยาวชนนั้นไร้ขีดจำกัด และตลอดการอบรมโครงการฯในครั้งนี้ นักเรียน นักศึกษาจะได้เรียนรู้การใช้เครื่องมือ Al และการบริหารบัญชี TikTok ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญจากประเทศจีนและนักศึกษาปริญญาโทชาวจีนจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อส่งเสริมสินค้าและวัฒนธรรมไทย และสานต่อความร่วมมือระหว่างเยาวชนไทย-จีน เพื่อสร้างอนาคตร่วมกันสู่ความสำเร็จในเส้นทางอาชีพของทุกท่าน

นางสาวมนันยา ชุณหวุฒิยานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายนวัตกรรมเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ สอวช.กล่าวว่า การเรียนรู้ภาษาจีนควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี AI และแพลตฟอร์ม TikTok อย่างสร้างสรรค์จะช่วยเปิดโลกใหม่ให้กับเยาวชนของเรา - ทั้งในการสื่อสารการตลาด และการสร้างสรรค์คอนเทนต์ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ สินค้าท้องถิ่นและวัฒนธรรมไทยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้เยาวชนไทย ได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและจีน สร้างเครือข่ายความร่วมมือใหม่ และอาจมีโอกาสกลายเป็น IDE ในอนาคต

นางสาวชื่นจิตร์ อกตั๋น นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สอศ.กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษากับสถาบันการศึกษาของประเทศจีน โครงการ "สัปดาห์การบูรณาการการศึกษาเชิงวิชาการ และอีคอมเมิร์ซ ข้ามพรมแดน" ซึ่งปีนี้เป็นปีทองเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาต่างให้สำคัญของการพัฒนาคนให้สอดคล้อง กับยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะการเสริมสร้างทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศการใช้เครื่องมือ Al และการสร้างสรรค์คอนเทนต์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเป็นทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็นต่อการเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่จึงได้คัดเลือกและส่งนักเรียน นักศึกษาจากสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศจำนวน 8 แห่ง จาก 4 ภูมิภาค จำนวน 48 คน ได้แก่ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ เข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนนำความรู้ด้านภาษาจีน เทคโนโลยี Al และการตลาดดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของท้องถิ่นให้สามารถก้าวสู่ตลาดสากล

การจับมือร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการต่อยอดความรู้ไปสู่การเป็น ผู้ประกอบการบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็น "อาชีวะยุคใหม่"อย่างเป็นรูปธรรมสร้างสรรค์ธุรกิจจริง และการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ของไทยสู่ตลาดนานาชาติอย่างภาคภูมิ ขอขอบคุณ สถาบันขงจื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหน่วยงานพันธมิตรทั้งในประเทศไทย จัดกิจกรรมที่มีคุณค่าทางการศึกษาและมีประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในครั้งนี้
 

เชียงใหม่-เตรียมจัดประชุมวิชาการและนิทรรศการ 'ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน' ครั้งที่ 12

แม่โจ้ ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ เตรียมจัดยิ่งใหญ่! การประชุมวิชาการและนิทรรศการ “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน” ครั้งที่ 12 ระหว่างวันที่ 4–10 พฤศจิกายน 2568 ชวนร่วมเรียนรู้คุณค่าทรัพยากรไทยผ่านกาลเวลา ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เชียงใหม่

เมื่อวานนี้ (15 ต.ค. 68) เวลา 18.00 น. ณ.ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นายชัชวาลย์ ปัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมกันแถลงการเตรียมความพร้อมในการจัดการประชุมวิชาการและนิทรรศการ ครั้งที่ 12 ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน The 12th Academic Conference and Exhibition on Thai Resources: Thai Treasures Through Time  ระหว่างวันที่ 4-10 พฤศจิกายน 2568  ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 

รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้  กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ขอเชิญประชาชนเฝ้าฯ รับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อทรงเปิดการประชุมวิชาการและนิทรรศการ ครั้งที่ 12 “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน” ในวันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.30 น. ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

การประชุมวิชาการและนิทรรศการครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–10 พฤศจิกายน 2568ภายใต้แนวคิดหลัก “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน” มีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 70 พรรษาสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดโอกาสให้เยาวชน ประชาชน นักวิชาการ ภาคเอกชน และผู้กำหนดนโยบายได้ตระหนักถึงคุณค่าและศักยภาพของทรัพยากรไทย ผ่านแนวคิด “หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน” เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน เฉลิมฉลองในโอกาสที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ครบรอบ 90 ปี อันเป็นหมุดหมายแห่งความภาคภูมิใจและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ภายในงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้จัดนิทรรศการพิเศษ “หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน อพ.สธ. มหาวิทยาลัยแม่โจ้” ภายใต้แนวคิด “รากแก้วมั่นคงมั่งคั่ง” สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยด้านการเกษตรที่เก่าแก่และมั่นคงของประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2477 จากโรงเรียนครูประถมกสิกรรมภาคเหนือ จนพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยแม่โจ้ในปัจจุบัน

มหาวิทยาลัย ยังดำเนินงานสืบสานพระราชปณิธานในโครงการพระราชดำริต่าง ๆ โดยเฉพาะ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ (อพ.สธ.) ซึ่งได้จัดตั้ง ศูนย์ประสานงาน อพ.สธ. มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ทำหน้าที่เป็น “ขุมคลังปัญญาคู่ผืนถิ่น” ประสานงานและพัฒนาบุคลากร พร้อมจัดเก็บข้อมูลฐานทรัพยากรท้องถิ่นของจังหวัดเชียงใหม่ แพร่ น่าน และชุมพร

กว่า 3 ทศวรรษของการดำเนินงาน (ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537) มหาวิทยาลัยได้สั่งสมองค์ความรู้ด้านการวิจัยและบริการวิชาการ และได้นำเสนอผลงานเด่นภายใต้หัวข้อ “ของขวัญล้ำค่าจากแผ่นดิน” ได้แก่ เอื้องคำ สารสายใยให้คุณค่า เพาะพันธุ์เพาะภูมิปัญญา ผลิบานสร้างคุณค่าสู่มหาชน

เห็ด จากป่าท้องถิ่นไทย สู่การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน แตงไทย รักษ์พืช รักษ์พันธุ์ คัดสรรสู่แผ่นดิน พุทธศิลป์ล้านนา จากลายพันธุ์สู่พันลายสู่งานนวัตกรรมสร้างสรรค์ มะเกี๋ยง ผลไม้ไทยอันเป็นที่หนึ่ง หวนดูอดีต ศึกษาปัจจุบัน เพื่ออนาคตอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ชุมพร ความหลากหลายของทรัพยากรจากยอดเขาถึงใต้ทะเล

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ยังได้ขับเคลื่อนแนวทาง “คาร์บอนคลีนอย่างยั่งยืน” ตามแผนแม่บท อพ.สธ. ระยะที่ 8 (พ.ศ.2570–2574) ที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “IWA : การเกษตรอัจฉริยะเพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืน” โดยผลการวิจัยชี้ว่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 84,750 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ขณะเดียวกันสามารถดูดซับคาร์บอนได้จากป่าไม้และพื้นที่สีเขียวมากถึง 88,996.56 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สะท้อนศักยภาพในการก้าวสู่สังคมคาร์บอนสมดุลอย่างเป็นรูปธรรม

ภายในงานยังประกอบด้วยกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การประชุมวิชาการและนิทรรศการงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน 98 โรงเรียน การประชุมและนิทรรศการงานฐานทรัพยากรท้องถิ่น 38 หน่วยงานนิทรรศการหน่วยงานสนองพระราชดำริฯ 126 หน่วยงาน การประชุมชมรมคณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ.แปลงสาธิตและฐานการเรียนรู้ด้านการเกษตร 

อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือ “งานเกษตรแม่โจ้” มหกรรมต้นไม้ ผลิตภัณฑ์เกษตร สินค้าชุมชน ร้านอาหาร และการแสดงศิลปวัฒนธรรม จากสถานศึกษาและศิลปินรับเชิญ ตลอด 7 วัน 7 คืน

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ขอเชิญชวนประชาชน นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ เที่ยวชมงาน “ทรัพยากรไทย : หวนดูทรัพย์สิ่งสินตน” ระหว่างวันที่ 4–10 พฤศจิกายน 2568 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมเรียนรู้คุณค่าทรัพยากรไทย อิ่มเอมทั้งองค์ความรู้และความบันเทิงครบครัน

เชียงใหม่- สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมใหญ่วิสามัญ ประจำปี 2568 TFOPTA 

TFOPTA จัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2568 โดยมี สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 20–22 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมดวงตะวัน เชียงใหม่ เพื่อสร้างความร่วมมือและเชื่อมโยงการท่องเที่ยวระหว่างภูมิภาค สู่การพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

เมื่อวานนี้ (20 ต.ค. 68) เวลา 19.30 น. สมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่ง ประเทศไทย (TFOPTA) จัดงานประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2568 โดยมีสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน โดยได้รับเกียรติจาก นายอิทธิรัฐ สินารักษ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงานเลี้ยงต้อนรับ“ครอบครัวสมาพันธ์”พร้อมด้วย นางฉลอม สงล่า ประธานสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (TFOPTA) นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย TCEB, SME Bank นายกสมาคมพันธมิตร คณะกรรมการและสมาชิกTFOPTA ร่วมงาน
 
นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ตามที่ สมาคมธุรกิจท่องที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ได้รับมอบหมายให้จัดงานประชุมใหญ่วิสามัญ ประจำปี 2568 ของสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (TFOPTA) ที่จัดขึ้นระหว่างวันทิ่ 20 – 22 ตุลาคม 2568 ณ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นการรวมตัวกันของผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ

การจัดงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา/อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา/ประธาน ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ บรรยายพิเศษ “เที่ยวไทยให้ครึกครื้น ฟื้นเศรษฐกิจไทยให้คึกคัก ” และบรรยายพิเศษ “ความร่วมมือและส่งเสริมการท่องเที่ยวและไมซ์ข้ามภูมิภาค” โดยนายสราญโรจน์ สุทัศน์ชูโต รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)

ภายในงานยังมีกิจกรรม การจับคู่เจรจาธุรกิจด้านการท่องเที่ยว B2B การออกบูธสินค้าของดี ของเด่น Soft Power รวมถึงสินค้า OTOP ของภาคเหนือ พร้อมทั้ง กิจกรรมเดินแบบ แฟชั่นโชว์ จากผู้ประกวด Miss Weliness World 2025 และพิธีส่งมอบธง ให้กับ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดสตูลเจ้าภาพครั้งต่อไป

สำหรับการจัดงานเลี้ยงต้อนรับครอบครัวสมาพันธ์ฯ ในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการต้อนรับ ทุกท่าน สร้างความสุข ความผ่อนคลาย การส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี ตลอดจนความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ TFOPTA มีความเข้มแข็งและเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดกิจกรรมภายในภูมิภาคและเชื่อมโยงข้ามภาค ตลอดจนสนับสนุนพันธกิจการด้านการท่องเที่ยวของประเทศ โดยในงานมีสมาชิกของ TFOPTA จากทั้ง 5 ภูมิภาค ภาคเหนือ, ภาคกลาง, ภาคใต้, ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวนกว่า 50 สมาคม

ในวันนี้ต้องขอขอบคุณกองประกวด Miss Wellness World 2025 ที่ได้พาผู้ร่วมประกวด จำนวน 30 ประเทศ ร่วมเดินแบบแฟชั่นโชว์ในงานเลี้ยงต้อนรับครอบครัวสมาพันธ์ฯ เชื่อมั่นว่างานเลี้ยงในค่ำคืนนี้จะสร้างความสุข ความสัมพันธ์ และมิตรภาพที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นตลอดไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top